หลังเป็นผู้บุกเบิกตลาด ‘อาหารญี่ปุ่น’ ให้สามารถแมสได้ในประเทศไทย และยังคงครองความเป็นผู้นำมาตลอดเส้นทางการสร้างแบรนด์เกือบ 30 ปี วันนี้ ‘โออิชิ‘ ได้สร้าง Brand Jounrney ครั้งใหม่ และเป็นครั้งแรกของการทำโมเดลธุรกิจแบบไฮบริด ที่ผสมผสาน DNA ที่แข็งแรงของแบรนด์อย่าง บุฟเฟต์ กับการให้บริการแบบอะลาคาร์ท (A La Carte)
โดยนำร่องด้วยการรีโนเวท ‘โออิชิ อีทเทอรียม สาขาสาย่าน‘ภายใต้แนวคิดใหม่ ‘All You Can Eatzakaya’ (ออล ยู แคน อีทซากายะ) เพื่อสามารถรักษาทั้งฐานลูกค้าเดิมที่ชื่นชอบในแบรนด์ รวมทั้งการดึงดูดกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่อย่าง Gen Z และกลุ่มคนทำงานออฟฟิศ ซึ่งเป็นทาร์เก็ตหลักในโลเกชั่นนี้
ก้าวสู่ Gen 4 การเดินทางครั้งใหม่ของแบรนด์โออิชิ
คุณศสัย ตังเดชะหิรัญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โออิชิ โฮลดิ้ง จำกัด กล่าว่า โออิชิ ถือเป็นแบรนด์แรกที่สามารถขยับให้อาหารญี่ปุ่นเข้ามาใกล้ชิดคนไทย ด้วยระดับราคาที่เอื้อมถึงได้ง่าย เข้าถึงได้ง่าย และสามารถรับประทานได้ทุกวัน จากเดิมที่อาหารญี่ปุ่น มักจะเสิร์ฟอยู่แค่ในโรงแรม และมีราคาที่ค่อนข้างแพง
หลังสร้างบทแรกของ Brand Journey ให้ ‘โออิชิ บุฟเฟต์‘ ได้สำเร็จ ด้วยแนวคิด ‘Japanese Everyday Happiness’ ทำให้โออิชิได้รับการตอบรับที่ดี และกลายเป็นเจ้าตลาดอาหารญี่ปุ่นในประเทศไทย โดยเฉพาะในตลาด Mass และ Premium Mass ที่เน้นการส่งมอบความอิ่ม อร่อย และคุ้มค่า ให้ลูกค้ามากว่า 26 ปี และไม่หยุดสร้างทางเดินใหม่ๆ เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ให้ลูกค้าอยู่เสมอ

โดยเฉพาะการส่งมอบประสบการณ์ที่ดีและความคุ้มค่า ในทุกๆ Journey ที่แบรนด์ขับเคลื่อน ท้ังการเปิดตัว ‘โออิชิ แกรนด์’ ในเจอร์นีย์ที่ 2 ที่ผสมผสานทั้งอาหารญี่ปุ่น และอาหารนานาชาติ รวมทั้งการเพิ่มประสบการณ์แบบพรีเมียมให้ลูกค้าเพิ่มมากขึ้น รวมทั้ง ‘โออิชิ อีทเทอเรียม‘ ในเจอร์นีย์ที่ 3 เพื่อเพิ่มความสนุกสนานในสไตล์ญี่ปุ่น และประสบการณ์ในการรับประทานอาหารเพื่อเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้เพิ่มมากขึ้น
ล่าสุดกับเจอร์นีย์ที่ 4 กับการปรับโฉม ‘โออิชิ อีทเทอเรียม’ ภายใต้แนวคิด ‘All You Can Eatzakaya’ ด้วยการนำเทรนด์ร้านแฮงเอ้ามาแรงอย่าง Izakaya มาผสมผสานกับจุดแข็งสไตล์บุฟเฟต์ สู่การสร้างพื้นที่แห่งประสบการณ์ใหม่ สำหรับการแชร์ ความสุข และโมเมนต์ร่วมกันของ ‘Izakaya สายกิน’
และถือเป็นครั้งแรกของแบรนด์โออิชิที่ให้บริการในรูปแบบไฮบริดโมเดล ที่เสิร์ฟทั้งบุฟเฟต์ร่วมกับอะลาคาร์ท ผ่านเมนูที่หลากหลายถึง 160 รายการ ทั้งอาหารญี่ปุ่นดั้งเดิมและทวิสต์ อาหารไทย อาหารนานาชาติ ซีฟู้ด เครื่องดื่มที่มีทั้งคอกเทล และมอกเทล รวมทั้งของหวาน เพื่อให้ตอบโจทย์เทรนด์การบริโภคในปัจจุบัน และสามารถขยายการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ รวมทั้งเพิ่มโอกาสในการเข้ามาใช้บริการภายในร้านได้มากขึ้น

“โออิชิ อีทเทอเรียม ในคอนเซ็ปต์ใหม่ ‘ออล ยู แคน อีทซากายะ’ เป็นการปรับตัวของแบรนด์ตามเทรนด์ผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่อย่าง GenZ ที่กำลังจะก้าวเข้ามาเป็นกำลังซื้อสำคัญของแบรนด์ในอนาคต ซึ่งมีรูปแบบการรับประทานหลากหลายโอกาส ทั้งการรับประทานแบบพอดีๆ ในช่วงวัน ไปจนถึงการแชร์โมเมนต์ร่วมกันระหว่างกลุ่มเพื่อน และครอบครัว ประกอบกับลูกค้าที่สาขาสามย่านมิตรทาวน์ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาและคนทำงาน ที่อาจจะไม่ได้ต้องการความคุ้มค่าในการทานบุฟเฟต์เพียงอย่างเดียว ก็สามารถเข้ามาใช้บริการ ได้ในทุกวัน”
สำหรับการตอบรับ ‘โออิชิ อีทเทอเรียม ออล ยู แคน อีทซากายะ‘ โมเดลใหม่ในเจอร์นีย์ที่ 4 หลังทดลองนำร่องเปิดให้บริการมาราว 1-2 เดือน ถือว่าได้รับการตอบรับจากลูกค้าอย่างดี สามารถเติบโตได้เพิ่มขึ้นได้ถึง 20% และมีนแนวโน้มขยายรูปแบบการปรับโฉมภายใต้คอนเซ็ปต์เดียวกันนี้ ในสาขาใหม่ๆ เพิ่มเติม โดยอยู่ระหว่างพิจารณาทั้งกลุ่มเป้าหมาย และโลเกชั่นที่เหมาะสม ซึ่งปัจจุบันมี ‘โออิชิ อีทเทอเรียม’ ให้บริการรวมทั้งสิ้น 9 สาขา
วาง 4 กลยุทธ์ขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน
การปรับโฉม ‘โออิชิ อีทเทอเรียม อีทซากายะ’ สะท้อนการให้ความสำคัญกับการศึกษาอินไซต์ และเทรนด์ผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสม่ำเสมอของชาบูชิ และนำมาผสมผสานกับ DNA ซึ่งเป็นความแข็งแรงของแบรนด์โออิชิได้อย่างลงตัว ทำให้สามารถรักษาทั้งฐานลูกค้าเก่าที่ชื่นชอบในแบรนด์ รวมทั้งกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่ต้องการประสบการณ์ ที่แตกต่าง ความสนุกสนาน หรือสามารถแชร์โมเมนต์ ช่วงเวลาสำคัญต่างๆ เพื่อสามารถเชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปในปัจจุบันได้

ทั้งนี้ การปรับโฉมใหม่ให้ ‘โออิชิ อีทเทอเรียม’ เป็น 1 ใน 4 กลยุทธ์สำคัญ ที่โออิชิจะใช้ในการเดินเกมเพื่อเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนในปีนี้ คือ 1. Renovation หรือเน้นการปรับปรุงสาขาเดิมที่มีอยู่ ให้ตอบโจทย์ความต้องการและไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคในปัจจุบันได้ดีมากขึ้น ทั้งจากคอนเซ็ปต์ร้าน และการดีไซน์ที่ทันสมัย
2. Menu Offering ด้วยการพัฒนาเมนูที่หลากหลาย และคุ้มค่า เพื่อเป็นทางเลือกให้ลูกค้า ซึ่งมีทั้งอะลาคาร์ท ที่มีราคาเริ่มต้นเพียง 29 บาท และหลายระดับราคาเพื่อสามารถเข้าถึงลูกค้าได้ทุกกลุ่มเป้าหมาย ทั้ง Sushi Delight ราคา 359 บาท สำหรับผู้ที่ชื่นชอบซูชิ และอาหารทานเล่น , Full Selection ราคา 699 บาท ด้วยบุฟเฟต์อาหารญี่ปุ่น และอาหารนานาชาติ พร้อมด้วยของหวานและเครื่องดื่มต่างๆ และ Seafood Paradise ราคา 849 บาท ที่จัดเต็มครบทุกความคุ้มค่า พร้อมเมนูพิเศษและอาหารทะเลคุณภาพสูงหลายชิด ซึ่งช่วงราคาที่วางไว้ อยู่ในระดับที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย ในแต่ละกลุ่ม สอดคล้องกับกำลังซื้อและความท้าทายทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน
3. Customer Delight หรือกลยุทธ์ด้านการบริการ โดยวางมาตรฐานไว้ให้เกินกว่าความคาดหวังของลูกค้า เพื่อเพิ่มประสบการณ์ให้แก่ลูกค้าได้มากกว่าแค่ความพึงพอใจ แต่สร้างความประทับใจได้เกินกว่าที่ลูกค้าคาดหวังไว้ เพื่อทำให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการในครั้งถัดไป และ 4. Food Quality & hygiene กลยุทธ์สำคัญที่เป็นการรักษามาตรฐานของโออิชิ คือ ด้วยมาตรฐานทั้งเรื่องของคุณภาพ และความปลอดภัยของอาหาร โดยเฉพาะปัจจุบันที่ผู้บริโภคใส่ใจเรื่องของสุขภาพ และการเลือกรับประทานอาหาร ซึ่งโออิชิมีหน่วยดูแลควบคุมคุณภาพของตัวเอง ก่อนตรวจรับสินค้าจากซัพพลายเออร์ทุกครั้ง เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานที่ทางโออิชิตั้งไว้ เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของแบรนด์มาได้ต่อเนื่องกว่า 26ปี

‘ไฮบริด โมเดล’ ตอบโจทย์ลูกค้า ลดต้นทุน-ขยะอาหาร
การพัฒนา ‘ไฮบริด โมเดล’ ของโออิชิในครั้งนี้ สะท้อนความเข้าใจในอินไซต์และพฤติกรรมคนรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี ทั้งความต้องการจากมื้ออาหาร ที่ไม่ได้มีเพียงแค่ความอิ่มหรือความคุ้มค่าเท่านั้น แต่ยังต้องการประสบการณ์และโมเมนต์ที่ดีในระหว่างมื้ออาหารด้วย ทำให้โออิชิใส่ใจทุกรายละเอียดที่สามารถเป็น Touchpoint ไปสู่ลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นบรรยากาศ เมนูอาหาร คุณภาพ รสชาติ ไปจนถึงการให้บริการ
หรือแม้แต่รูปแบบในการเสิร์ฟอาหารที่ออกแบบโดยใช้วิธีสั่งผ่าน QR Code เพื่อนำมาเสิร์ฟให้ในจาน ที่มีการปรับขนาดของจานเสิร์ฟให้เล็กลง (Small Plate) แต่สามารถสั่งเพิ่มได้แบบไม่อั้น ทดแทนการใช้จานขนาดใหญ่แบบเดิม ซึ่งตอบโจทย์เทรนด์การบริโภคแต่พอดี รวมทั้งยังเข้าใจอินไซต์ลูกค้าได้ตรงจุด เพราะจานขนาดเล็กทำให้ไม่รู้สึกว่ารับประทานมากเกินไป จึงสามารถทานอาหารอื่นๆ ได้หลากหลายชนิดมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังช่วยลดปริมาณอาหารที่เคยต้องนำมาโชว์ในร้านไว้จำนวนมากๆ ให้น้อยลง แต่เปลี่ยนเป็นนำมาเสิร์ฟที่โต๊ะลูกค้า ซึ่งจะช่วยให้ลูกค้าได้อาหารที่ทำสดใหม่ขึ้น รสชาติดีขึ้น ยังช่วยลดปริมาณของเหลือ จากการรับประทานไม่หมดแล้วเหลือทิ้งไว้ในจานจำนวนมาก ซึ่งเป็นผลดีต่อการบริหารจัดการภายในร้านได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งในมิติของต้นทุนด้านวัตถุดิบที่ลดลงได้จริง ประกอบกับยังช่วยลดปริมาณ ‘ขยะอาหาร’ ที่เคยเหลือทิ้งจากการรับประทานไม่หมดให้น้อยลง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ช่วยลดผลกระทบปัญหาสิ่งแวดล้อมจากการดำเนินธุรกิจได้อีกทางหนึ่ง
“การปรับตัวอยู่ตลอดเวลาของโออิชิ ทำให้ยังคงเป็น Destination ที่ลูกค้าจะนึกถึงได้อยู่เสมอ ทั้งในแง่ของความอิ่มอร่อย และคุ้มค่า จากความเป็นบุฟเฟต์ซึ่งเป็น Positioning ที่แข็งแรงของแบรนด์ ขณะที่การมีบริการอะลาคาร์ทมาเสริม ทำให้สามารถขยายฐานมายังกลุ่มคนรุ่นใหม่ ในวัยนักศึกษา หรือคนทำงาน ไปจนถึงครอบครัวรุ่นใหม่ ภายใต้บรรยากาศ เมนูอาหาร และการบริการ ทำให้สามารถรักษากลุ่มเป้าหมายไว้ได้แบบ Generation to Generation หรือรุ่นสู่รุ่นไว้ได้ต่อเนื่อง” คุณศสัย กล่าวทิ้งท้าย







