SD-ers

พรุ่งนี้โลกจะร้อนกว่านรก อุณหภูมิ New High ใน 5 ปีข้างหน้า

 

“ผมทำงานด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเลมาตลอดชีวิต ​ไม่เคยคิดว่าชีวิตนี้จะต้องมาเจอปะการัง 99% ฟอกขาวและกำลังจะตาย อุณหภูมิในทะเลที่สูงเกือบ​ 40 องศาฯ ไม่ต่างจากอยู่ในบ่อออนเซ็น ทำให้ปะการังทนไม่ไหวจนฟอกขาวและค่อยๆ ตายไปจนหมด และเร็วเกินกว่าที่คาดคิดไว้”


คำกล่าวของ ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์  นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ และอาจารย์ภาควิชา วิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บรรยายพิเศษหัวข้อ ‘Warmer Than in Hell พรุ่งนี้โลกจะร้อนยิ่งกว่านรก’ ในงาน READY, SET, NET, ZERO with Carbon Markets Club ​

อ.ธรณ์ มองว่าปัญหาที่เกิดขึ้นขณะนี้ เลยจุดของการกลับไปแก้ไขแล้ว ​ทั้งอุณหภูมิโลกที่สูงเป็นประวัติการณ์ จนเลยเส้นความกังวลของคนทั้งโลกมาแล้ว และคาดว่าภายใน 5 ปีข้างหน้านี้จะเกิดอุณหภูมิ New High ได้อีกอย่างน้อย 1 ปีเป็นอย่างต่ำ

ปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากมายด์เซ็ตรวมทั้งการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจแบบผิดๆ รวมทั้​งการแก้ไขปัญหาที่ไม่ตรงจุดในช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น​การขับเคลื่อนกิจกรรม CSR ต่างๆ หรือความพยายามในการสร้างจิตสำนึก การรณรงค์ดูแลสิ่งแวดล้อมต่างๆ ซึ่งผลที่เกิดขึ้นในวันนี้สะท้อนถึงความล้มเหลวที่เกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี

ขณะที่ความพยายามเปลี่ยนผ่านมาสู่ระบบเศรษฐกิจที่เป็น Low Carbon หากทำอย่างจริงจังก็อาจจะเริ่มส่งผลในอีก 30-40 ปีข้างหน้า ซึ่งอาจจะช้าเกินไปแล้ว ​​

ส่วนการขับเคลื่อนเพื่อ​แก้ปัญหาสภาพอากาศในปัจจุบันว่า ​​​ทั้งการพัฒนาเทคโนโลยี หรือการวางกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนต่างๆ ที่เชื่อว่าจะช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น ทำให้ภาคธุรกิจต่างๆ ​ให้ความสำคัญกับการวางแผน​ วางนโนบายหรือ​กลยุทธ์เพื่อขับเคลื่อน และ​สร้างตัวชี้วัด สร้าง KPI เพื่อเช็คว่าทำได้ตามเป้าหมายหรือไม่ โดยลืมคิดไปว่าการดูแลรักษาโลกไม่ใช่การทำขัอสอบให้ผ่าน ไม่เหมือนการเรียนในระบบที่เรียนไปแล้ว สอบผ่านจะได้เลื่อนชั้นจนจบและรับปริญญาตามสเตป แต่ปัญหามีความซับซ้อนและผลกระทบที่เกิดขึ้นตลอดทั้งห่วงโซ่ และต้องเข้าไป​ดูแลมากกว่าแค่เรื่องการลดคาร์บอน การลดก๊าซเรือนกระจก ​

เพราะอากาศร้อน โลกที่ร้อนขึ้น​ ยังส่งผลกระทบต่อเนื่องทั้ง​ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม ปัญหาการเมือง ปัญหาเศรษฐกิจ ทั้งในแต่ละประเทศ หรือระหว่างประเทศ ความอดอยาก ทำให้เกิดการต่อสู้ดิ้นรนพยายามเอาชีวิตรอด ซึ่งคนอาจไม่ได้ตายจากการที่โลกร้อน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันคือสาเหตุสำคัญของความไม่ปกติที่จะเกิดขึ้นไปทั่วทั้งโลก​

“ตอนนี้เหมือนเราตกกระทะทองแดงแล้ว แต่อาจจะยังไม่มิดหัว และเลือกที่จะไม่มองปัญหาที่เกิดขึ้นรอบตัว แต่​หันไปมองสิ่งสวยงามอย่างกระต่ายในดวงจันทร์แทน เป็นเหมือนการปลอบใจตัวเอง ว่านี่คือสิ่งที่ถูกต้อง ถ้าเราเดินตามแผน เดินตามไทม์ไลน์ ทำตามโพรเซสต่างๆ แล้ว จะช่วยให้โลกดีขึ้น ​แต่ในความเป็นจริงสิ่งที่ภาคธุรกิจทำ แม้จะ​เป็นสิ่งที่ดี ที่ควรทำ​​ แต่การทำช่วยแก้ปัญหาได้รอบด้านจริงหรือไม่ หรือทำแค่ต้องการเพียงรายงาน​ SD Report เท่านั้น เพราะแม้ว่าทุกบริษัทจะมีคะแนนความยั่งยืนในระดับสูง ได้เรตติ้งแบบ AAA แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะมาการันตีว่าโลกจะดีขึ้น หรือชีวิตในอนาคตของลูกหลานจะดีขึ้นได้จริง”​