ในวันที่ทั่วโลกกังวลเรื่องวิกฤติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กลับพบว่าเรายังต้องเผชิญกับความเสี่ยง ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ (Super El Niño) ที่คืบคลานเข้ามาในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ความร้อนที่สะสมอาจสร้างสถิติอุณหภูมิใหม่อย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างไปทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นภัยแล้งรุนแรง ผลผลิตทางการเกษตรลดลง ปัญหาไฟป่า หมอกควัน และคลื่นความร้อน โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย เป็นหนึ่งในจุดเปราะบางที่สุด
จาก ‘เอลนีโญ’ สู่ ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’
กรมอุตุนิยมวิทยา อธิบายความหมายของ ‘เอลนีโญ’ (El Niño) ว่าเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติทางสมุทรศาสตร์มีหลักฐานแสดงว่าเกิดขึ้นนานนับพันปี นับเป็นปรากฎการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อภูมิอากาศของโลกอย่างรุนแรง เช่น อเมริกาเหนือประสบกับสภาพอากาศที่ผิดปกติอย่างมากตลอดปี 2526 ออสเตรเลียประสบกับสภาวะความแห้งแล้งมากและเกิดไฟป่าเผาผลาญ ประเทศใกล้ๆ ทะเลทรายซาฮาราประสบกับความแห้งแล้งที่เลวร้ายมากที่สุดช่วงหนึ่ง และลมมรสุมในมหาสมุทรอินเดียอ่อนกำลังลงมากประมาณความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมดอยู่ระหว่าง 8-13 พันล้านเหรียญสหรัฐ และสูญเสียชีวิตประมาณ 2,000 คน
แม้ ‘เอลนีโญ’ จะอยู่เบื้องหลังความแห้งแล้งและอากาศที่ร้อนจัด แต่ก็ยังมีปรากฎการณ์ขั้นกว่าที่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกกังวลในขณะนี้ อย่าง ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ (Super El Niño) สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA อธิบายว่า เมื่ออุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกอุ่นขึ้นกว่าค่าเฉลี่ยอย่างรุนแรง (เกิน 1.5 ถึง 2 องศาเซลเซียส) เราจึงจะก้าวเข้าสู่สภาวะที่เรียกว่า ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ ซึ่งนำมาซึ่งความแปรปรวนของสภาพอากาศที่รุนแรงและยาวนานกว่าปกติ
สำหรับประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน วิกฤตนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของลมฟ้าอากาศ แต่เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงทางอาหาร เศรษฐกิจ และวิถีชีวิต

ผลกระทบ ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ ลากยาวถึงปีหน้า
ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย อธิบายผ่านเฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat ถึงอิทธิพลของปรากฏการณ์ ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ ที่ส่งผลซ้ำเติมภาวะร้อนและแล้งจัด รวมทั้งการเกิดภัยพิบัติที่รุนแรงมากขึ้นในปี 2569 โดยระบุข้อมูลจากสำนักงานอุตุนิยมวิทยาโลก ที่คาดการณ์โอกาสสูงถึง 62% ที่จะเกิดเอลนีโญช่วงเดือนมิถุนายน -สิงหาคม 2569 และอาจทวีความรุนแรงเป็นระดับ ซูเปอร์เอลนีโญ หรือ Godzilla El Niño จากการที่อุณหภูมิน้ำทะเลสูงกว่าค่าเฉลี่ยมากกว่า 2.0 องศา
รวมทั้งยังคาดว่าในช่วงเวลาเดียวกันจะมีปรากฏการณ์ไดโพลในมหาสมุทรอินเดีย ระยะบวก (Positive IOD ,Indian Ocean Dipole) หรือภาวะที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลแต่ละฟากฝั่งมีความแตกต่างกันมาก และระดับอุณหภูมินั้นอุ่นหรือเย็นมากกว่าปกติ สภาพอากาศในปีนี้จึงอยู่ในภาวะ Double Whammy หรือการซ้ำเติมของภัยพิบัติ และผลกระทบของ ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ จะขยายวงกว้างไปทั่วโลก รวมทั้งผลกระทบสำคัญต่อประเทศไทย รวมทั้งประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียน
โดยเฉพาะการเกิดภาวะภัยแล้งที่จะรุนแรงและยาวนานเพิ่มมากขึ้น ทั้งจากปริมาณฝนที่จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญในทุกประเทศของอาเซียน โดยเฉพาะไทย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ที่จะเผชิญกับระดับน้ำในเขื่อนที่ลดลงขั้นวิกฤต ตามมาด้วยวิกฤตความร้อน (Heatwave) ที่คาดว่าอุณหภูมิโลกจะพุ่งสูงทำลายสถิติ และผลกระทบต่อเนื่องจากวิกฤตซูเปอร์เอลนีโญในปีนี้ จะส่งผลให้ในปี 2570 มีโอกาสกลายเป็นปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ
นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร กระทบต่อผลผลิตหลักในภาคการเกษตร ทั้งข้าว น้ำตาล และน้ำมันปาล์ม ที่ปริมาณจะลดลงอย่างมากจากขาดแคลนน้ำ และอาจนำไปสู่ภาวะ ‘Food Shock’ หรือราคาสินค้าเกษตรพุ่งสูงขึ้น และภาวะเงินเฟ้อด้านอาหารในภูมิภาค นอกจากนี้ สภาพอากาศที่ร้อนและแห้งยังเพิ่มความเสี่ยงต่อไฟป่า และซ้ำเติมปัญหาฝุ่น PM2.5 รวมถึงหมอกควันข้ามพรมแดน

สอดคล้องกับข้อมูล รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญงานวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเกษตร อธิบายผ่านเฟซบุ๊ก Witsanu Attavanich ว่า ‘เอลนีโญ’ เริ่ม มิ.ย.69 และจะลากยาวถึงต้นปีหน้า โดยจะทำจุดสูงสุดช่วง ธ.ค. 69 – ม.ค. 70 โดยโอกาสเกิดเอลนีโญกำลังระดับรุนแรงถึงรุนแรงมากเพิ่มเป็น 51% และ 25% ตามลำดับ รวมทั้งมีโอกาสถึง 98.4% ที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกในปี 2569 นี้ จะกลายเป็นปีที่โลกมีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงติดอันดับที่ 1-5 ในรอบ 176 ปี
พร้อมการประเมินของ Climate Prediction Center (NOAA) ที่รายงานว่าความน่าจะเป็นในการเกิดเอลนีโญเพิ่มขึ้นถึง 92-93% ช่วง ต.ค. 69 – ม.ค.70 และหากเกิดเอลนีโญในประเทศไทย จะส่งผลให้เกิดภาวะร้อนและแล้งกว่าปกติ โดยช่วงที่แล้งกว่าปกติจะอยู่ราวเดือน มี.ค.-ก.ค. ส่วนช่วงที่ร้อนกว่าปกติจะเป็นช่วง ต.ค.-มิ.ย.


ไทย – อาเซียน จุดเปราะบาง ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’
ทั้งนี้ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA มองว่า ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย เป็นหนึ่งในจุดเปราะบางที่สุดเมื่อเกิดซูเปอร์เอลนีโญ โดยมีผลกระทบที่เห็นได้ชัดเจน ดังนี้
– วิกฤตภัยแล้งและการขาดแคลนน้ำ ปริมาณฝนจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ฝนทิ้งช่วงยาวนาน แหล่งน้ำธรรมชาติและอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่จะมีปริมาณน้ำกักเก็บลดลง กระทบโดยตรงต่อน้ำอุปโภคบริโภคและภาคอุตสาหกรรม
– ผลกระทบด้านการเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร ไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย ซึ่งเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของโลก จะเผชิญปัญหาผลผลิตตกต่ำ (เช่น ข้าว น้ำตาล ปาล์มน้ำมัน) ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะสินค้าเกษตรขาดตลาดและราคาอาหารที่พุ่งสูงขึ้นทั่วโลก
– ปัญหาไฟป่าและฝุ่นควันข้ามพรมแดน (PM5) อากาศที่แห้งและร้อนจัดเป็นตัวเร่งให้เกิดไฟป่าได้ง่าย โดยเฉพาะในพื้นที่ป่าพรุของอินโดนีเซียและพื้นที่การเกษตรในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งจะทำให้ปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดนทวีความรุนแรง กระทบต่อสุขภาพของประชาชนทั้งภูมิภาค
– คลื่นความร้อน (Heatwave) อุณหภูมิที่พุ่งสูงทำลายสถิติส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง และทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้า (เพื่อทำความเย็น) พุ่งสูงจนอาจเกิดความไม่มั่นคงทางพลังงาน
ทั้งนี้ ทาง GISTDA ได้พัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ สำหรับประยุกต์ใช้ในการติดตามสถานการณ์ เพื่อเป็นประโยชน์ในการประเมินผลกระทบหรือวางแผนรับมือ รวมทั้งสามารถช่วยลดความสูญเสียจากภัยพิบัติทางธรรมชาติลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ
– การติดตามสถานการณ์น้ำ (Water Monitoring) ใช้ภาพถ่ายจากดาวเทียม (เช่น ดาวเทียม THEOS-2) เพื่อประเมินพื้นที่ผิวน้ำทั่วประเทศแบบ near real-time ทำให้รู้ว่าอ่างเก็บน้ำหรือแหล่งน้ำธรรมชาติใดกำลังเข้าสู่ขั้นวิกฤต เพื่อวางแผนระบายหรือจัดสรรน้ำได้อย่างแม่นยำ
– ประเมินความเสียหายและสุขภาพพืชพรรณ (Agricultural Assessment) ข้อมูลภูมิสารสนเทศสามารถวิเคราะห์ ‘ดัชนีความเขียวของพืช’ หากพื้นที่ใดเริ่มมีสัญญาณความแห้งแล้ง สามารถส่งข้อมูลเตือนภัยให้หน่วยงานเกษตรเข้าไปช่วยเหลือ หรือแนะนำการปรับเปลี่ยนพืชล่วงหน้าก่อนที่ผลผลิตจะตายยืนต้น
– การตรวจจับจุดความร้อน (Hotspot Detection) ดาวเทียมสามารถตรวจจับจุดความร้อนที่เกิดจากไฟป่าหรือการเผาทางการเกษตรได้อย่างรวดเร็ว ไม่ใช่แค่ในไทยแต่คลุมทั้งอาเซียน ข้อมูลนี้ถูกนำไปใช้ในการสั่งการควบคุมและดับไฟป่า รวมถึงการวิเคราะห์สถานการณ์ฝุ่นควัน (สามารถติดตามข้อมูลผ่านแอปพลิเคชันอย่าง ‘เช็คฝุ่น’)
– สนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบาย (Data-Driven Policy) GISTDA ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลเชิงพื้นที่ทั้งหมด จัดทำเป็นแผนที่เสี่ยงภัยแล้ง เพื่อให้คณะรัฐมนตรีหรือหน่วยงานบริหารจัดการน้ำ ใช้ตัดสินใจประกาศเขตพื้นที่ประสบภัยและอนุมัติงบประมาณช่วยเหลือได้อย่างมีหลักฐานอ้างอิง

4 แผนรับมือเตรียมพร้อม ลดการสูญเสีย
ซูเปอร์เอลนีโญ เป็นภัยธรรมชาติที่เราไม่สามารถหยุดยั้งได้ แต่สามารถลดทอนผลกระทบได้อย่างมหาศาลหากมีการเตรียมความพร้อมที่ดี การบูรณาการแผนการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ประชาชน และการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอวกาศอย่างที่เต็มที่ จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยและอาเซียนผ่านพ้นวิกฤตสภาพอากาศนี้ไปได้ ดังนี้
1.การบริหารจัดการน้ำเชิงรุก รณรงค์ให้ทุกภาคส่วนประหยัดน้ำ กักเก็บน้ำในช่วงที่มีฝนตกลงมาให้ได้มากที่สุด และจัดสรรน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคเป็นอันดับแรก ควบคู่ไปกับการหาแหล่งน้ำสำรอง
2.การปรับตัวภาคการเกษตร ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชใช้น้ำน้อย หรือพืชอายุสั้น เลื่อนเวลาการเพาะปลูกให้สอดคล้องกับคาดการณ์ปริมาณฝน และการทำประกันภัยพืชผล
3.ความร่วมมือระดับภูมิภาค (ASEAN) บังคับใช้และยกระดับข้อตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามแดนอย่างจริงจัง เพื่อควบคุมการเผาในที่โล่งและไฟป่า
4.การเฝ้าระวังด้านสาธารณสุข เตรียมระบบสาธารณสุขให้พร้อมรับมือกับโรคที่มากับความร้อน (Heatstroke) และโรคระบบทางเดินหายใจจาก PM2.5
ที่มา : GISTDA , กรมอุตุนิยมวิทยา ,สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม , NOAA






