Top StoriesTrending

อ่านเกม ‘เอ็กโซติค ฟู้ด’ ว่าที่เบอร์ 1 ซอสพริกศรีราชาระดับโลก และกลยุทธ์การสร้าง Premium Global (Thai) Brand

'เอ็กโซติค ฟู้ด' กับภารกิจ​ปั้นแบรนด์ไทยสู่ตลาดโลก พร้อมเป้าหมายขึ้นเป็นเบอร์ 1​ ตลาดซอสพริกศรีราชาของโลก พร้อมกลยุทธ์ปั้นแบรนด์​จาก Commodity สู่ Premium Global Brand เจาะตลาดกว่า 80 ประเทศทั่วโลก สร้างยอดขายกว่า 2,000 ล้าน

จากจุดเริ่มต้นของสองพี่น้องอย่าง คุณคิด- จิตติพร จันทรัช และ คุณยุ้ย วาสนา จันทรัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็กโซติค ฟู้ด จำกัด (มหาชน) หรือ XO  ที่เติบโตมากับอาหารไทย และต้องการถ่ายทอดเสน่ห์ของอาหารไทยสู่ผู้บริโภคทั่วโลก ผ่านรสชาติอาหารไทยแท้ที่มีเอกลักษณ์และวัฒนธรรมการกินอันโดดเด่น โดยเฉพาะจุดเด่นของเครื่องปรุงรสแบบไทยๆ ที่ต้องการยกระดับมาตรฐานและการเข้าถึงไปสู่ผู้บริโภคในระดับโกลบอล ภายใต้แนวคิด ‘Authentic Thai Taste for Global Kitchen’ 

ประกอบกับการมองเห็นโอกาสและเทรนด์การเติบโตที่ดีของธุรกิจอาหารไทย รวมทั้งตลาดซอสและเครื่องปรุงรสที่มีขนาดใหญ่ระดับแสนล้าน รวมทั้งกระแสความนิยมอาหารเอเชีย และพฤติกรรมผู้บริโภคที่นิยมทำอาหารรับประทานเองมากขึ้น พร้อมเปิดรับวัฒนธรรมการกินใหม่ๆ โดยเฉพาะกลุ่มซอสพริกศรีราชาที่อยู่ในหมวดสินค้าที่มีการเติบโตสูง โดย  IMARC Group ระบุข้อมูลตลาดซอสพริกทั่วโลกในปี 2025 มีมูลค่าประมาณ 5.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ Fortune Business Insights คาดการณ์​ตลาดซอสและเครื่องปรุงอาหารทั่วโลก จะขยายจาก 259 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2024 ที่ผ่านมาเพิ่มเป็น 380 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2032 ขณะที่ในกลุ่มผู้นำ​ตลาดระดับโลก ​​ยังไม่มีแบรนด์ของ​ไทย​เข้าไปอยู่ในลิสต์ Top Players ​ ของตลาดได้​ ทำให้เกิดแนวคิดในการนำรสชาติและสินค้าไทยเข้าไปบุกตลาดโลก

ต้ังเป้า ผู้นำตลาดซอสพริกศรีราชาของโลก

ปัจจุบัน บริษัท เอ็กโซติค ฟู้ด จำกัด (มหาชน) (XO) เติบโตมากว่า 27 ปี และกลายเป็นผู้ผลิตและส่งออกซอสพริกศรีราชาและเครื่องปรุงอาหารไทยระดับพรีเมียม ภายใต้แบรนด์ Exotic Food และ Flying Goose เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์การเป็น ‘Global Thai Brand’  รวมท้ังอีกหนึ่งแบรนด์ในพอร์ตโฟลิโออย่าง Thai Pride สำหรับทำตลาดในกลุ่ม Fighting Brand

พร้อมทั้งการพัฒนาสินค้าสำหรับการส่งออกสู่ตลาดโลกใน 4 กลุ่ม ประกอบด้วย ซอสพริก และซอสจิ้ม ซึ่งปัจจุบันเป็นพอร์ตหลักของบริษัทที่สัดส่วน 89% กลุ่มเครื่องแกงไทย สัดส่วนประมาณ 5-6% รวมทั้งกลุ่มอาหารพร้อมทาน และสินค้า​ Trading อื่นๆ โดยเติบโตจนสามารถผลักดันสินค้าเข้าสู่โมเดิร์นเทรดทั่วโลกได้มากกว่า 33,000 แห่ง ใน 80 ประเทศ ครอบคลุมทั้งยุโรป โอเชียเนีย และเอเชีย โดยเฉพาะความแข็งแรงในตลาดเยอรมนี ที่สามารถขึ้นเป็นผู้นำในตลาดได้อย่างเบ็ดเสร็จ ด้วยส่วนแบ่งตลาดที่​ทิ้งห่างเบอร์สองและผู้เล่นรายอื่นๆ แบบไม่เห็นฝุ่น

ขณะที่การเติบโตของบริษัทก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากยอดขายหลักไม่ถึงพันล้าน แต่ปัจจุบันยอดขายเติบโตขึ้นเป็นมากกว่า 2 พันล้านบาท โดยเฉพาะความแข็งแรงในกลุ่มซอสพริกศรีราชา ที่ปัจจุบันรั้งตำแหน่งเบอร์ 2 ของโลก ด้วยยอดขาย​ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อไล่ตาม​ผู้นำในตลาดระดับโลกอย่าง Huy Fong (ตราไก่) ซอสพริกศรีราชาจากอเมริกา ที่เคยทำยอดขายได้สูงสุดที่ 4,800 ล้านบาท  โดย คุณคิด- จิตติพร จันทรัช และ คุณยุ้ย วาสนา จันทรัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็กโซติค ฟู้ด จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึง ​เป้าหมายสำคัญ ในการสร้างยอดขายให้เติบโตเพิ่มขึ้นไปสู่ระดับ 4,000 – 5,000 ล้านบาท เพื่อขยับขึ้นเป็นผู้นำตลาดในกลุ่มซอสพริกศรีราชาในระดับโลกได้ ภายในไม่เกิน 10 ปีนี้อย่างแน่นอน 

คุณภาพ แบรนด์ การตลาด 3 จุดแข็งสู่ผู้นำ

ทั้งนี้ ความแข็งแรงและการเติบโตของ XO มาจาก จุดแข็งใน 3 เรื่องสำคัญ คือ คุณภาพสินค้า การสร้างความเชื่อมั่นในแบรนด์ รวมทั้งการลงทุนด้านมาร์เก็ตติ้ง เพื่อสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักในตลาดโลกเพิ่มมากขึ้น รวมท้ังการทำให้แบรนด์สามารถขยับเข้าไปใกล้ชิดผู้บริโภคได้มากขึ้น เพื่อยกระดับสินค้าจาก Commodity หรือสินค้าเครื่องปรุงทั่วไป ให้ขยับมาสู่ Lifestyle Brand และมีภาพของ Premium Brand ที่ช่วยเพิ่มมูลค่าและสร้างการจดจำได้ดีขึ้นในตลาดโลก

เอ็กโซติค ฟู้ด มองว่า Brand Value​ คือหัวใจสำคัญของการสร้างธุรกิจระยะยาว และเป็นสินทรัพย์ที่สร้างความแตกต่างได้มากกว่าการแข่งขันด้านราคา จึงวาง Positioning ให้สินค้าไทยมีภาพลักษณ์ระดับพรีเมียม ทั้งการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้ทันสมัย สวยงาม และโดดเด่นบนชั้นวางสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ตระดับโลก ​ควบคู่ไปกับการรักษามาตรฐานและเอกลักษณ์รสชาติไทยแท้ พร้อมปรับสินค้าให้ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคสากลมากขึ้นผ่านการนำเสนอรสชาติของซอสพริกศรีราชาภายใต้แบรนด์ Flying Goose ที่มีมากที่สุดในตลาดกว่า 50 รสชาติ และเครื่องปรุงอาหารไทยภายใต้แบรนด์ Exotic Food อีกกว่า 700 SKUs

“นอกจาก​พัฒนาคุณภาพสินค้า บริษัทยังให้ความสำคัญกับ​​การสร้างแบรนด์ในระยะยาว ผ่านการวางกลยุทธ์การตลาดอย่างต่อเนื่องและแตกต่าง ผ่านการทำกิจกรรมส่งเสริมแบรนด์และการทำ Collaboration ร่วมกับเชฟชื่อดัง และร้านอาหารท้องถิ่นชื่อดัง และไลฟ์สไตล์แบรนด์ในต่างประเทศ เช่น Anya Hindmarch® และ Percival เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้กับผู้บริโภค และทำให้แบรนด์สามารถเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมอาหารและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในแต่ละประเทศได้อย่างใกล้ชิด” 

วาง Key Strategy รองรับการเติบโต

สำหรับยอดขายในปีนี้ เอ็กโซติค ฟู้ด ต้ังเป้าเติบโตเพิ่มขึ้น 5% โดยเน้นการเติบโตผ่านการขยายตลาดใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยกลยุทธ์สำคัญในการสร้างให้แต่ละตลาดที่ขยายไปเติบโตได้อย่างแข็งแรง มากจากการเลือกพันธมิตรทางธุรกิจอย่างถูกต้อง โดยเฉพาะการใช้กลยุทธ์สำคัญคือ ​การแต่งตั้งผู้จัดจำหน่ายเพียงรายเดียวในแต่ละประเทศ (Exclusive Distributor) เพื่อสร้างพันธมิตรระยะยาวและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำตลาดร่วมกัน ซึ่งจากแนวคิดนี้ทำให้สามารถสร้างตลาดที่แข็งแรงได้ในแต่ละประเทศที่เข้าไปทำตลาด รวมทั้งมองเห็นบทเรียนจาก​แบรนด์ต่างๆ ที่เริ่มสูญเสียส่วนแบ่งตลาด หลังเกิดความขัดแย้งกับพันธมิตร

ส่วนการเตรียมความพร้อมในซัพพลายเชน โดยเฉพาะในส่วนของวัตถุดิบต้นน้ำของสินค้าหลักอย่างซอสพริกศรีราชา ที่ประกอบไปด้วยพริก น้ำตาล และกระเทียม ได้มีการทำสัญญาคำสั่งซื้อล่วงหน้า เพื่อป้องกันการขาดแคลนวัตถุดิบในอนาคต รวมท้ังเป็นการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ

รวมทั้งการลงทุนครั้งสำคัญกว่า 1,300 ล้านบาท ในการสร้างโรงงานแห่งใหม่ที่นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ แหลมฉบัง เพื่อ​ขยายกำลังผลิตโดยรวม​ราว 40,000 ตันต่อปี รองรับยอดขายที่จะเติบโตได้ในระดับ​​กว่า 4,000 ล้านบาท  โดยโรงงานเดิมที่ใช้งานมากมากกว่า 26 ปี จะเปลี่ยนเป็นแวร์เฮ้าส์สำหรับเก็บพริก ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิต

พร้อมทั้ง​การเดินหน้าลงทุนด้านมาตรฐานสากล ระบบ Automation การวิจัยและพัฒนาสินค้า ตลอดจนการบริหารต้นทุนและความเสี่ยงเชิงรุก เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันระยะยาว พร้อมต่อยอดสู่การพัฒนาสินค้าและนวัตกรรมใหม่ๆ ตามเทรนด์สุขภาพและความยั่งยืน ซึ่งกลายเป็นปัจจัยสำคัญของการสร้างแบรนด์อาหารยุคใหม่

นอกจากการขับเคลื่อนเพื่อสร้างการเติบโตทางธุรกิจแล้ว เอ็กโซติค ฟู้ด ยังให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนตามกรอบ ESG ซึ่งเป็นมาตรฐานใหม่ในการดำเนินธุรกิจ โดยตั้งเป้าเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2040 และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 ​ ผ่านการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดในธุรกิจ เช่น การเปลี่ยนรถบรรทุกสินค้าเป็น EV Truck ทั้ง 100% ในการขนส่งสินค้าจากโรงงานไปท่าเรือ รวมทั้งการติดตั้งโซลาร์เซลล์ที่โรงงานเพื่อใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ได้ในสัดส่วนราว 30%

รวมทั้งการสร้างวัฒนธรรมองค์กรภายใต้ ‘XO DNA’ ซึ่งประกอบด้วย 3 แกนหลัก คือ Work Smart, Have Fun และ No Drama เพื่อการสร้างความเป็นหนึ่งเดียวของพนักงานและองค์กร และการมุ่งไปสู่เป้าหมายร่วมกัน รวมท้ังการทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อสร้างความผูกพันระหว่างพนักงานและองค์กร (Employee Engagement)  นำมาซึ่งการขับเคลื่อนสู่ประสิทธิภาพในธุรกิจเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากบุคลากรเป็นทรัพยากรสำคัญของทุกองค์กร

การขับเคลื่อนของ เอ็กโซติค ฟู้ด ทั้งการวางบทบาทการทำงานของทั้งสอง CEO เพื่อดูแลทั้งหน้าบ้านและหลังบ้านได้อย่างชัดเจน ประกอบกับการให้ความสำคัญในการวางกลยุทธ์เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว มากกว่าเพียงการได้ยอดขายในระยะสั้น เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายสำคัญทั้งการนำพาแบรนด์คนไทย ขับเคลื่อนสู่ผู้นำในตลาดระดับโลก ขณะเดียวกันยังต้องการยกระดับองค์กรและแบรนด์ให้มากกว่าเพียงการเป็นผู้ผลิตสินค้าและส่งออกอาหารไทย แต่กลายเป็นหนึ่งในแบบรนด์ไลฟ์สไตล์ที่คนท่ัวทั้งโลกจดจำได้ในที่สุด