จากประสบการณ์ทั้งในอุตสาหกรรมการบำบัดน้ำมากว่า 20 ปี รวมทั้งในกลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม (F&B) กว่า 10 ปี บริษัท นาโนว่า จำกัด จึงได้ต่อยอดทั้งความเชี่ยวชาญ และเครือข่ายธุรกิจที่มีอยู่ สร้างโอกาสจากช่องว่าง และ Painpoint ที่มองเห็นในธุรกิจ F&B
สู่การพัฒนา ‘น้ำแร่ริน’ (Rynn) ระบบผลิตน้ำแร่แบบ On-site รายแรกในประเทศไทย ซึ่งสามารถผลิตได้ทั้งน้ำเแร่เย็นและน้ำแร่อุณหภูมิห้อง รวมถึงน้ำแร่อัดก๊าซ หรือสปาร์คกลิ้ง เพื่อนำร่องทำตลาดกลุ่มธุรกิจ (B2B) โดยใน 3 ปีแรกของธุรกิจ สามารถเจาะตลาดทั้งร้านอาหาร โรงแรม และโรงพยาบาล ได้รวมกว่า 300 ราย พร้อมเดินหน้าขยายลูกค้าใหม่เพิ่มเติมในปีนี้รวม 200 ราย

คุณอนุสร โลหะพันธกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ คุณบุญญเดช มิตรอุปถัมภ์ ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท นาโนว่า จำกัด ผู้ให้บริการระบบและทำตลาดน้ำแร่ ‘ริน’ (Rynn) ซึ่งเป็นระบบผลิตน้ำแร่ ณ จุดจำหน่าย (On-site) รายแรกของประเทศไทย เปิดเผยร่วมกันถึงแนวทางการทำตลาดของรินว่า มาจากความต้องการให้ธุรกิจที่พัฒนาขึ้นสามารถสร้างอิมแพ็คใน 2 มิติสำคัญ ทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อม และการดูแลสุขภาพของผู้บริโภค ผ่านการเข้าไปมีส่วนช่วยบริหารจัดการระบบน้ำดื่มภายในธุรกิจต่างๆ
โดยมิติสิ่งแวดล้อม ด้วยการบุกเบิกโมเดล Refill ในตลาดน้ำแร่ B2B เพื่อมีส่วนช่วยลดปริมาณขยะพลาสติกภายในธุรกิจร้านอาหาร ซึ่งคาดการณ์ว่ามีปริมาณขวดน้ำดื่มพลาสติกไม่ต่ำกว่า 6,000 ขวดต่อเดือนภายในร้านอาหารหนึ่งแห่ง หรือในแต่ละปีจะมีปริมาณขยะขวดพลาสติกเกิดขึ้นภายในอุตสาหกรรมเป็นปริมาณหลายตัน ขณะที่ระบบบริหารจัดการขยะพลาสติกหลังการบริโภค เพื่อนำกลับสู่กระบวนการรีไซเคิลทั้งในประเทศไทย รวมทั้งทั่วโลกยังดำเนินการได้ในสัดส่วนที่น้อยมาก การมีระบบที่ช่วยลดปริมาณขยะได้ตั้งแต่ต้นทางจึงสามารถช่วยแก้ปัญหาได้ตรงจุดมากกว่า รวมทั้งยังมีผลกระทบจากปริมาณคาร์บอนฟุตพรินท์ที่เกิดจากกระบวนการขนส่งน้ำจากโรงงานผลิตมาส่งให้ร้านค้าต่างๆ ที่อยู่ปลายทาง ดังนั้น หากมีระบบที่สามารถผลิตน้ำจากแหล่งจำหน่ายได้จะสามารถช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งจากปริมาณขยะพลาสติก และการปล่อยคาร์บอนฟุตพรินท์ลงได้มากขึ้น

“Rynn ดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิด Don’t Recycle, Refill โดยมุ่งลดการใช้บรรจุภัณฑ์แบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง เปลี่ยนมาเป็นการผลิตน้ำดื่มแร่ On-site และใช้ขวดแก้วที่สามารถล้างและนำกลับมาใช้ซ้ำได้ ผ่านความร่วมมือกับโอเชียนกลาสในการพัฒนาขวดที่ใช้เนื้อแก้วในกระบวนการผลิตให้น้อยที่สุด พร้อมออกแบบปากขวดให้กว้างขึ้นเพื่อให้ทำความสะอาดได้ง่าย และใช้พลังงานในการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งช่วยลดปริมาณขยะจากพลาสติก รวมถึงลดภาระในกระบวนการรีไซเคิลที่ยังมีข้อจำกัดในทางปฏิบัติ”
มากไปกว่านั้น จากข้อมูลกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (2563) ระบุว่าน้ำดื่มบรรจุขวดขนาด 600 มิลลิลิตร 1 ขวด มีการปล่อยคาร์บอนประมาณ 80-150 กรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า แม้ปริมาณการปล่อยคาร์บอนต่อหน่วยจะไม่สูง แต่เมื่อพิจารณาจากปริมาณการบริโภคในระดับธุรกิจ ซึ่งตัวเลขดังกล่าวสามารถสะสมจนกลายเป็น Carbon Footprint ในระดับที่ไม่อาจมองข้าม โดยระบบของ Rynn เข้ามาช่วยลดการปล่อยคาร์บอนจากการขนส่งน้ำดื่มบรรจุขวด จากโรงงานมายังจุดใช้งาน สอดคล้องกับแนวทาง Zero Transportation, Zero Waste และ Zero Virus & Zero Bacteria ที่บริษัทใช้เป็นกรอบในการดำเนินธุรกิจ

ส่วนมิติสุขภาพ น้ำดื่มที่ได้จากระบบการผลิตของรินจะเป็นนำ้แร่ จะดีต่อสุขภาพผู้บริโภคมากกว่า เนื่องจากการใช้ระบบกรองน้ำด้วยนาโนเทคโนโลยี ซึ่งไม่ได้กรองแร่ธาตุจากน้ำต้นทางออก ต่างจากระบบกรองทั่วไปที่ใช้ระบบ RO ทำให้แร่ธาตุสำคัญต่างๆ ที่อยู่ภายในน้ำต้นทางถูกกรองออกไปทั้งหมด โดยน้ำรินถือเป็นรายเดียวที่ใช้ระบบการกรองแบบนาโนฟิลเตอร์ ที่สามารถรักษาแร่ธาตุสำคัญภายในน้ำไว้ได้ รวมทั้งการให้บริการที่ครบทั้งอีโคซิสเต็ม ตั้งแต่การติดตั้ง การเช็คคุณภาพน้ำและการบริการบำรุงรักษาแบบรายเดือน พร้อมทั้งการเปลี่ยนไส้กรองตามกำหนด เพื่อรักษาคุณภาพและความปลอดภัยของน้ำดื่มให้เป็นไปตามมาตรฐานอยู่เสมอ
การผลิตน้ำแร่ของริน ผลิตด้วยระบบ Mineral Preserved Water จึงยังคงคุณค่าของแร่ธาตุที่มีตามธรรมชาติ ควบคู่กับการควบคุมมาตรฐาน ด้านความสะอาดและความปลอดภัย โดยสามารถกรองเชื้อโรค ไวรัส แบคทีเรีย และสารอินทรีย์ที่ก่อให้เกิดกลิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยคงแร่ธาตุธรรมชาติไว้ได้ประมาณ 80% รวมทั้งมีการออกแบบให้รองรับความแตกต่างของระบบน้ำประปาในบางพื้นที่ เช่น ปัญหาคลอรีนตกค้างจากถังพักน้ำ หรือสถานการณ์น้ำเค็มหนุนในบางช่วงเวลา เพื่อเพิ่มความมั่นใจในมาตรฐานน้ำดื่ม ลดความเสี่ยงจากคุณภาพของน้ำที่ไม่สม่ำเสมอในแต่ละพื้นที่ เพื่อให้ได้น้ำแร่ที่คุณภาพสูง เหมาะสำหรับการใช้งานในธุรกิจบริการ ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพน้ำดื่ม รวมทั้งยังมีระบบผลิตน้ำสปาร์คกลิ้ง รองรับการใช้งานในร้านอาหารที่ต้องการเพิ่มความหลากหลายของเมนูเครื่องดื่มได้ด้วย

สำหรับโมเดลการให้บริการของรินนั้น ประกอบด้วย 3 รูปแบบ ได้แก่ ระบบผลิตน้ำได้ 120 ลิตรต่อชั่วโมง ในอัตราค่าบริการเดือนละ 15,000 บาท ระบบผลิต 60 ลิตรต่อชั่วโมง ราคาเดือนละ 10,000 บาท และระบบผลิต 30 ลิตรต่อชั่วโมงราคา 8,000 บาท ซึ่งทุกโมเดลจะสามารถผลิตได้ทั้งน้ำแร่อุณหภูมิห้อง น้ำเย็น รวมทั้งน้ำแร่อัดก๊าซ หรือสปาร์คกลิ้ง รวมทั้งยังมีขวดแก้วสำหรับบรรจุน้ำเพื่อเสิร์ฟให้ลูกค้ารวม 60 ขวด ซึ่งธุรกิจที่ต้องการขวดเพิ่มก็สามารถสั่งซื้อขวดเพิ่มเติมได้
โดยปัจจุบันลูกค้าราว 60-70% เลือกใช้โมเดล 120 ลิตร จากจำนวนลูกค้าปัจจุบันที่มีรวม 300 ราย ทั้งใน กทม. เชียงใหม่ และภูเก็ต ส่วนใหญ่ราว 80% เป็นกลุ่มร้านอาหาร ตามมาด้วยกลุ่มโรงแรม 15% และกลุ่มโรงพยาบาล 5% โดยในปีนี้ ตั้งเป้าขยายกลุ่มเป้าหมายไปสู่ตลาดองค์กร หรือบริษัทที่มีน้ำดื่มไว้บริการพนักงานภายในองค์กร โดยตั้งเป้ามีลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้น 200 ราย รวมเป็น 500 ราย พร้อมทั้งยังมีแผนขยายกลุ่มเป้าหมายไปสู่กลุ่มบ้านอยู่อาศัย เพื่อเข้าไปทดแทนระบบเครื่องกรองน้ำภายในบ้านแบบเดิมๆ โดยคาดว่าจะสามารถเริ่มทำตลาดได้ภายในปีหน้า
“นอกจากอิมแพ็คสำคัญทั้งในเรื่องสิ่งแวดล้อมและสุขภาพแล้ว รินยังตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายในเชิงความคุ้มค่าทางธุรกิจ เพราะหากเทียบค่าบริการในแต่ละเดือนจะมีความคุ้มค่ามากกว่าการซื้อน้ำดื่มแบบขวดเพื่อให้บริการลูกค้า โดยเฉพาะร้านอาหารทั่วไปที่จำหน่ายน้ำดื่มแบบขวดที่ราว 100 ขวดต่อวัน ซึ่งต้นทุนอยู่ที่ราว 4-5 บาทต่อขวด ขณะที่น้ำรินที่เสิร์ฟให้ลูกค้าเป็นน้ำแร่ หรือเป็นสปาร์คกลิ้ง ซึ่งเมื่อต้นทุนต่อขวดต่ำกว่าทางร้านก็สามารถจำหน่ายน้ำแร่ หรือสปาร์คกลิ้งให้ลูกค้าในราคาที่จับต้องได้มากขึ้น เพิ่มความประทับใจและภาพลักษณ์ที่ดีให้กับร้านได้มากขึ้น ขณะเดียวกันยังลดภาระเรื่องพื้นที่สำหรับจัดเก็บสต๊อกน้ำดื่ม หรือพื้นที่ในตู้เย็นเพื่อนำไปแช่สินค้าประเภทอื่นได้เพิ่มขึ้น รวมไปถึงพื้นที่สำหรับจัดการขยะขวดพลาสติกที่ช่วยให้ทางร้านสามารถลดภาระในเรื่องเหล่านี้ออกไปได้ทั้งหมด”

นอกจากนี้ เพื่อตอกย้ำแนวคิด Sustainovation น้ำแร่ริน ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาระบบ เพื่อให้ลูกค้าสามารถคำนวณปริมาณคาร์บอนฟุตพรินท์ที่ลดลงภายในธุรกิจ จากการเปลี่ยนมาใช้ระบบผลิตน้ำของริน โดยจะทำการติดตั้งมิเตอร์ภายในเครื่องผลิตน้ำแร่ เพื่อทราบปริมาณน้ำที่นำมาใช้ผลิตได้แบบ Real time และสามารถนำข้อมูลที่เก็บได้มาคำนวณกลับเป็นปริมาณคาร์บอนที่ลดลงภายในธุรกิจ เมื่อเทียบกับการใช้น้ำบรรจุขวดแบบเดิมลงได้อย่างเป็นรูปธรรม
โครงการนี้ ทางรินได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) ในการพัฒนาโครงการ Carbon Credit เพื่อสร้างระบบการวัดผลการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเทียบจากปริมาณน้ำดื่มบรรจุขวดขนาด 500 มล. เพื่อเป็นเกณฑ์สำหรับการคำนวณปริมาณคาร์บอนที่ลดลงได้ โดย 1 ขวด (ปริมาณน้ำ 500 มล.) จะสามารถลดคาร์บอนประมาณ 0.1 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือหากลดได้ 10,000 ขวด (ปริมาณน้ำ 5,000,000 มล.) จะเทียบเท่า 1 ตันคาร์บอนได้ออกไซด์เทียบเท่า
การพัฒนาฟังก์ชันดังกล่าว เพื่อตอบโจทย์กลุ่มธุรกิจที่มีเป้าหมายในการขับเคลื่อนสู่ Net Zero ซึ่งสามารถนำปริมาณน้ำที่ใช้ผ่านระบบไปคำนวณ Positive Impact ในรายงานความยั่งยืน ทั้งปริมาณพลาสติกที่ลดลง การลดคาร์บอนฟุตพรินท์ขององค์กร หรือเทียบเป็นปริมาณการดูดซับคาร์บอนของต้นไม้ได้ ซึ่งทางรินได้นำร่องพัฒนาแดชบอร์ดส่วนกลางเพื่อรองรับข้อมูลรายงานปริมาณการใช้น้ำของบริษัทไว้แล้ว และจะเริ่มทยอยติดตั้งมิเตอร์เพื่อวัดปริมาณน้ำให้ลูกค้าแต่ละราย ภายในปีนี้ เพื่ออำนวยความสะดวกลูกค้าที่ต้องการข้อมูล เพื่อนำไปต่อยอดสำหรับการจัดทำรายงานความยั่งยืน หรือประเมินผลกระทบเชิงบวกที่แต่ละบริษัทสามารถขับเคลื่อนได้ต่อไป







