Top StoriesTrending

เปิด 4 กลยุทธ์ ‘สตาร์บัคส์ ประเทศไทย’ กับเส้นทาง 28 ปี ในตลาดกาแฟไทย 6.5 หมื่นล้าน และการเติบโตที่สร้างผลลัพธ์เชิงบวกให้ทั้งพันธมิตร ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม

สตาร์บัคส์ ประเทศไทย ประกาศทิศทางกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจปี 2569 โดยมุ่งขับเคลื่อนการเติบโตผ่าน 4 แนวทางหลัก ได้แก่ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคชาวไทย การสร้างประสบการณ์ลูกค้าผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล การรักษาความเป็นผู้นำด้วยคุณภาพและความแตกต่างของแบรนด์ และการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อชุมชน

‘สตาร์บัคส์ ประเทศไทย’ ดำเนินธุรกิจในตลาดกาแฟ​ประเทศไทย ที่ Beyond Coffee ด้วยความตั้งใจให้แบรนด์สามารถส่งมอบได้มากกว่าแค่กาแฟให้แก่ลูกค้า แต่เป็นอีกหนึ่ง Destination ในฐานะ ‘บ้านหลังที่ 3’ จึงให้ความสำคัญในการเติมเต็มประสบการณ์ภายในร้าน ทั้งจากเครื่องดื่มที่มาพร้อมทั้งคุณภาพและการบริการอย่างดี บรรยากาศภายในร้าน และความสะดวกสบายที่ได้รับ

รวมทั้งในบริบทที่โลกถามหาความยั่งยืน โมเดลธุรกิจของสตาร์บัคส์ ที่ปัจจุบันขยายสาขาได้ถึง 574 แห่ง และกำลังจะมีสาขาที่​​ 600 ภายในปี 2570 นี้ ​พร้อมความมุ่งมั่นอย่างเต็มเปี่ยมในการ​สร้างธุรกิจให้​เติบโต​ ควบคู่ไปกับการสร้างผลกระทบเชิงบวกให้ทั้งพันธมิตร ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อมได้อย่างต่อเนื่องเช่นกัน

คุณเนตรนภา ศรีสมัย กรรมการผู้จัดการ สตาร์บัคส์ ประเทศไทย กล่าวว่า ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในตลาดกาแฟที่มีศักยภาพสูงที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และมีความแข็งแกร่งท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของตลาด ผู้บริโภค โดยปัจจุบันมูลค่าตลาดกาแฟประเทศไทยอยู่ที่กว่า 65,000 ล้านบาท และอัตราการเติบโตที่ราว 8% สะท้อนโอกาสในการขยายตัวได้ต่อเนื่อง ​​โดยผู้บริโภค​ปัจจุบันให้ความสำคัญกับประสบการณ์โดยรวม คุณค่าที่ได้รับ และจุดยืนของแบรนด์เพิ่มมากขึ้น

การขับเคลื่อนการเติบโตของสตาร์บัคส์​จากนี้ จึงเน้นการทำความเข้าใจผู้บริโภคไทย และความแข็งแกร่งของแบรนด์ในระดับโลก เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ตรงใจ รวมถึงการลงทุนในด้านต่างๆ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า และสร้างการเติบโตที่ส่งต่อคุณค่าให้กับชุมชนและอุตสาหกรรมกาแฟของไทย ผ่าน 4 กลยุทธ์สำคัญ ต่อไปนี้

​1. การนำเสนอนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคชาวไทย พร้อมยกระดับประสบการณ์สตาร์บัคส์

สตาร์บัคส์ ประเทศไทย พัฒนาผลิตภัณฑ์จากความเข้าใจในรสนิยม วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ของผู้บริโภคชาวไทย เพื่อสามารถนำเสนอทั้งผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มกาแฟ รวมทั้งกลุ่ม Non-coffee  การนำวัตถุดิบท้องถิ่นมาครีเอทเป็นเมนูที่ตอบโจทย์ผู้บริโภค และไลฟ์สไตล์มากขึ้น อาทิ  เครื่องดื่มซีรีส์น้ำตาลโตนด สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของกลยุทธ์การพัฒนาเมนูที่เชื่อมโยงกับอัตลักษณ์ท้องถิ่น พัฒนาเครื่องดื่มที่ได้รับแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมและวัตถุดิบไทย

โดยปีนี้ต่อยอดสู่ ทุเรียน เพื่อขยายพอร์ตโฟลิโอเมนูที่พัฒนาขึ้นสำหรับประเทศไทย พร้อมร่วมเฉลิมฉลองความโดดเด่นของวัฒนธรรมอาหารไทย พร้อมเปิดตัวเมนู​ Starbucks Es Yen และ Iced Shaken Chocolate ซึ่งมอบทางเลือกในราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้น โดยยังคงมาตรฐานด้านคุณภาพ ความพิถีพิถันในการรังสรรค์ และประสบการณ์กาแฟในแบบสตาร์บัคส์

ขณะเดียวกัน การขับเคลื่อน​ระดับโลก​ ได้เปิดตัวเครื่องดื่ม Starbucks Aerocano ในประเทศไทยเป็นครั้งแรก ภายในงาน World of Coffee Bangkok 2026 สะท้อนบทบาทของประเทศไทยในฐานะหนึ่งในตลาดสำคัญด้านนวัตกรรมของเครือข่ายสตาร์บัคส์ทั่วโลก และแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของผู้บริโภคไทยที่พร้อมเปิดรับและมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางผลิตภัณฑ์ใหม่ในอนาคต

นอกจากนี้ ​ยังขยายไลน์อาหารให้ครอบคลุมทุกช่วงเวลาของวัน เพื่อเพิ่มความถี่ในการเข้าร้าน รวมทั้ง​ต่อยอดความร่วมมือ​กับพันธมิตร​​ทำสินค้า Merchandise คอลเลกชันลิมิเต็ด Starbucks l POP MART MOLLY  สะท้อนกลยุทธ์​การสร้างประสบการณ์ที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมร่วมสมัย และสร้างความผูกพันกับลูกค้าในมิติที่มากกว่ากาแฟ

2. สร้างความผูกพันกับลูกค้าผ่านช่องทางดิจิทัล เพื่อความสัมพันธ์ระยะยาว

การต่อยอดประสบการณ์ และขยายช่องทางขาย ไปจนถึงการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าผ่าน Digital Platform ทั้งจากแอปพลิเคชั่น และ Line OA เพื่อความสะดวกทั้งการสั่งออเดอร์ การใช้จ่าย (Mobile Order & Pay)  รวมถึงความร่วมมือกับ Grab และ LINE MAN เพื่อเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงลูกค้า พร้อมเชื่อมโยงลูกค้าเข้าสู่ระบบ Starbucks Rewards อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันยอดขายผ่านช่องทางดิจิทัลมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความสะดวกและความยืดหยุ่น

รวมทั้งโปรแกรม Starbucks Rewards ซึ่งถือเป็นหนึ่งหัวใจสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า ปัจจุบันมีฐานลูกค้าสมาชิกกว่า 1.9 ล้านราย โดยจำนวนสมาชิกและปริมาณธุรกรรม​มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการสร้างการกลับมาใช้บริการซ้ำ เสริมสร้างความผูกพันกับแบรนด์ และเพิ่มคุณค่าตลอดช่วงอายุความสัมพันธ์ของลูกค้า

พร้อมกันนี้ สตาร์บัคส์ยังนำการวิเคราะห์ข้อมูลมาใช้เพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมและความต้องการของลูกค้าแต่ละราย พร้อมพัฒนาการสื่อสารและข้อเสนอที่ตอบโจทย์เฉพาะบุคคล เพื่อสร้างความผูกพันกับลูกค้าและรักษาความสัมพันธ์ในระยะยาว

3. รักษาความเป็นผู้นำด้วยคุณภาพและความแตกต่าง

ความเป็นผู้นำของสตาร์บัคส์นั้น ให้ความสำคัญทั้งการสร้างร้านแต่ละสาขา การพัฒนาเมนูทั้งอาหารและเครื่องดื่ม รวมทั้งการให้บริการจากพาร์ทเนอร์ (พนักงาน) ที่ผ่านการพัฒนาทักษะบาริสต้ามาโดยเฉพาะ เพื่อให้ทุกมิติของธุรกิจได้รับความเชื่อมั่น และสร้างความแตกต่างจากตลาด พร้อมทั้งการยกระดับและสร้างมาตรฐานในการดำเนินธุรกิจ

ทั้งนี้ ในมิติคุณภาพการพัฒนาเมนู สอดคล้องกับการตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมในการตอบโจทย์ความต้องการและประสบการณ์ของผู้บริโภคที่ขับเคลื่อนมาอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับการให้บริการที่ดีจากพาร์ทเนอร์ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่ง Asset ที่สำคัญ ทั้งการเป็นทัชพอยท์ และสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับแบรนด์ได้

สำหรับคุณภาพในการสร้างร้านแต่ละสาขา แม้จะมีธีมสี หรือโทนโดยรวมที่คล้ายกัน แต่การออกแบบร้านทั้งหมดที่มีกว่า 500 สาขา มีความเฉพาะตัวและเป็นเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันไปตามโลเกชั่น และกลุ่มเป้าหมายในแต่ละพื้นที่ที่แต่ละสาขาตั้งอยู่ โดยยังคงเอกลักษณ์ในความเป็น Coffee House รวมทั้งแนวคิดในการออกแบบ ที่เน้นความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ท้ังการเลือกใช้วัสดุ หรืออุปกรณ์ในการตกแต่งร้านที่ช่วยประหยัดพลังงาน ​เช่น หลอดประหยัดไฟ การใช้น้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการบริหารจัดการของเสียภายในร้าน เพื่อการบริหารจัดการและการก่อสร้างสาขา ที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน LEED ​เพื่อช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

4. การเติบโตที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อชุมชน และสังคม 

ความสำเร็จสำคัญของสตาร์บัคส์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับผลประกอบการเท่านั้น แต่รวมถึงผลกระทบเชิงบวกที่สร้างให้แก่ผู้คน ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่การดูแลพาร์ทเนอร์  ไปจนถึงกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ โดยให้ความสำคัญต่อแนวคิดนี้ ตั้งแต่การขยายสาขาแรก คือ สาขาหลังสวน ตั้งแต่ปี 2566  พร้อมแนวคิด ‘ร้านกาแฟเพื่อชุมชน’ (Starbucks Community Store)​ เพื่อแบ่งรายได้บางส่วนจากยอดขายภายในร้าน รวมทั้งจากการจำหน่ายกาแฟ ‘ม่วนใจ๋เบลนด์’  โดยนำรายได้มอบให้มูลนิธิพัฒนาชาวเขาแบบผสมผสาน (ITDF) เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนและเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ รวมกว่า 25 ล้านบาท

ปัจจุบันสตาร์บัคส์มีสาขา ร้านกาแฟเพื่อชุมชน รวม 3 สาขา ได้แก่ สาขาหลังสวน สาขาไอคอนสยาม และแม่ริม จ.เชียงใหม่ โดย​มีแนวคิดในการขยายสาขาเพิ่มเติมในอนาคต  แต่ยัง​อยู่ระหว่างการหาพื้นที่ รวมทั้งภารกิจในการเข้าไปสนับสนุนและการทำงานร่วมกับชุมชนภายในพื้นที่อย่างเหมาะสม

ขณะที่การดำเนินงานในร้านได้ส่งเสริมให้ลูกค้ามีส่วนร่วมในการลดขยะ โดยพบว่า ลูกค้าในประเทศไทยได้นำแก้วส่วนตัวมาใช้มากกว่า 36 ล้านครั้ง นับตั้งแต่บริษัทเริ่มติดตามข้อมูลดังกล่าวในการดำเนินงานในประเทศไทย และเมื่อรวมกับการใช้แก้ว For Here  ภายในร้านสตาร์บัคส์ ทำให้​ช่วยลดการใช้แก้วแบบใช้ครั้งเดียวได้แล้วมากกว่า 41 ล้านใบ

ยังมีการเดินหน้าสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อชุมชนผ่านโครงการ FoodShare ร่วมกับมูลนิธิสโกลาร์ส ออฟ ซัสทีแนนซ์ (SOS Foundation) โดยตั้งแต่ปี 2565 โครงการได้ส่งต่ออาหารส่วนเกินที่ยังมีคุณภาพให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือแล้วกว่า 315,000 มื้อ พร้อมสนับสนุนการดำเนินงานของมูลนิธิฯ ด้วยเงินบริจาครวมกว่า 10 ล้านบาท ณ เดือนพฤษภาคม 2569 พร้อมขยายความร่วมมือในการทำงานผ่านเครือข่าย Rescue Kitchen และการเสริมสร้างศักยภาพของชุมชน อาทิ โครงการฝึกอบรม Cooking Hero สำหรับอาสาสมัครในชุมชน เป็นต้น

“สตาร์บัคส์ ประเทศไทย ยังคงมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนการเติบโตผ่าน 4 กลยุทธ์สำคัญนี้ เพื่อสามารถตอบโจทย์ความต้องการและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค ทั้งการพัฒนาคุณภาพ ประสบการณ์ และคุณค่าของแบรนด์มากยิ่งขึ้น พร้อมการส่งมอบผลกระทบเชิงบวกให้ผู้เกี่ยวข้องได้ตลอดทั้ง Ecosystem แม้ธุรกิจจะยังต้องเผชิญความท้าทาย ทั้งจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น หรือพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป รวมทั้งการแข่งขันในตลาดกาแฟและเครื่องดื่มที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องก็ตาม”​  คุณเนตรนภา กล่าวทิ้งท้าย