Top StoriesTrending

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ร่วมขับเคลื่อน ‘Nature-based Economy’ มอง ‘ธรรมชาติ’ คือโครงสร้างพื้นฐานทุกการเติบโต พร้อมเคารพ Nature Rights ไม่ต่างสิทธิมนุษยชน

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เปิดเวที MFLF Sustainability Forum 2026 ผนึกผู้นำภาครัฐ เอกชน วิชาการ และประชาสังคม ดัน 'ทุนธรรมชาติ' สู่ฐานเศรษฐกิจใหม่ เชื่อมนโยบาย ธุรกิจ การเงิน และชุมชน เปลี่ยน Nature Positive จากแนวคิดสู่การลงมือทำ

เมื่อธรรมชาติไม่ใช่เพียงเรื่องของการอนุรักษ์ แต่เป็นทั้งโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ความเสี่ยงทางธุรกิจ
และทุนที่กำหนดอนาคตของประเทศ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์​ จัดงาน MFLF Sustainability Forum 2026 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 เพื่อเป็นเวทีกลางเชื่อมองค์ความรู้ นโยบาย เงินทุน และประสบการณ์จากการลงมือทำจริง

พร้อมผนึกกำลังผู้นำจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคการเงิน ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และชุมชนกว่า 500 คน จากเกือบ 100 หน่วยงาน ร่วมผลักดัน ‘Nature-based Economy’ หรือเศรษฐกิจที่เติบโตบนฐานธรรมชาติ ให้เกิดขึ้นจริงตั้งแต่ระดับนโยบาย งบการเงินและแผนการลงทุนของภาคธุรกิจ ไปจนถึงการสร้างรายได้และความมั่นคงให้แก่ชุมชนผู้ดูแลทรัพยากร

MFLF Sustainability Forum 2026 จัดขึ้นภายใต้แนวคิดNature Positive: เปลี่ยนธรรมชาติเป็นความปกติใหม่’ โดยมี ท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ ประธานกรรมการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยคณะกรรมการมูลนิธิฯ หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ และผู้แทนจากทุกภาคส่วน

ท่านผู้หญิงบุตรี กล่าวว่า วิกฤตสิ่งแวดล้อม ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ และภัยพิบัติที่ทวีความรุนแรง กำลังส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ และคุณภาพชีวิต ธรรมชาติจึงไม่ใช่เรื่องที่แยกออกจากการพัฒนา แต่เป็นรากฐานของชีวิตและระบบเศรษฐกิจทั้งหมด

“การเปลี่ยนธรรมชาติให้เป็นความปกติใหม่ ไม่ใช่ภาระของการพัฒนา แต่คือการออกแบบอนาคตให้ธรรมชาติทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สร้างความมั่นคงทางอาหาร ลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ และเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่อย่างมั่นคง”

หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า มูลนิธิฯ ยึดถือคำว่า ‘คนหิว ป่าหาย’ มาโดยตลอด เพราะตราบใดที่คนยังขาดทางเลือกและรายได้ ป่าก็ยังคงถูกใช้เพื่อความอยู่รอด แต่สมการดังกล่าวอาจไม่จำเป็นต้องเป็นความจริงตลอดไป หากสามารถทำให้ป่าและสิ่งแวดล้อมกลายเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างรายได้และการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะการสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนา และการดูแลฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างเหมาะสม

หม่อมหลวงดิศปนัดดาเสนอให้ทุกภาคส่วนร่วมกันพัฒนา Nature-based Economy หรือเศรษฐกิจที่เติบโตบนฐานของธรรมชาติ โดยเชื่อมกระบวนการตั้งแต่การประเมินมูลค่าและผลกระทบต่อธรรมชาติผ่าน Natural Capital Accounting หรือการทำบัญชีทุนธรรมชาติ ผ่านการเปิดเผยข้อมูลการใช้ทรัพยากรและผลกระทบของธุรกิจอย่างโปร่งใส การนำข้อมูลดังกล่าวไปสะท้อนในงบดุล งบการเงิน และแผนการลงทุน ไปจนถึงการใช้ข้อมูลประกอบการประเมินความเสี่ยงและจัดสรรเงินทุนเข้าสู่การอนุรักษ์ ฟื้นฟู และสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนผู้ดูแลทรัพยากร

“กระบวนการดังกล่าวจะทำให้ภาคธุรกิจมองเห็นทั้ง ‘ไข่แดง’ หรือทรัพยากรที่ใช้และผลกระทบจากการดำเนินงานโดยตรง และ ‘ไข่ขาว’ หรือผลกระทบที่ขยายไปสู่ห่วงโซ่คุณค่า ชุมชน และระบบนิเวศโดยรอบ พร้อมลดช่องว่างระหว่างภาคธุรกิจ นักการเงิน หน่วยงานรัฐ และชุมชน โดยมีธรรมชาติเป็นตัวเชื่อมทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน”

“การผลักดัน Nature-based Economy ให้เกิดขึ้นได้จริง ต้องสามารถให้มูลค่าของธรรมชาติได้ก่อน โดยเฉพาะภาคธุรกิจต้องสามารถประเมินได้ว่า การผลักดันเป้าหมายการเติบโตจะส่งผลกระทบต่อธรรมชาติ ทั้งดิน น้ำ อากาศ และระบบนิเวศต่างๆ อย่างไร ต้องไม่มองว่าธรรมชาติเป็นของฟรีที่ใช้ได้อย่างไม่จำกัด รวมทั้งประเมินการลงทุนเพื่อดูแลฟื้นฟู ในการเติมต้นทุนทางธรรมชาติ เพื่อสร้างความมั่นคงให้ธุรกิจในระยะยาว โดยการทำ NCA เป็นเหมือนการเริ่มต้นติดกระดุมเม็ดเแรกเพื่อสามารถ​ประเมินธรรมชาติออกมาเป็นมูลค่าได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งปลี่ยนมุมมองเรื่องของ​ธรรมชาติเป็นค่าใช้จ่ายแต่เป็นการลงทุน​ ​โดยเฉพาะการคำนึงถึง​ Cost of Inaction หรือต้นทุนของการไม่ลงมือทำ เพราะในอนาคตหาก​มีปัญหาเกิดขึ้น ​​ต่อให้มีเงินมากเพียงใดก็ไม่สามารถแก้ปัญหา เนื่องจาก​ไม่มีเวลามากเพียงพอ”

นอกจากการวัดมูลค่าและนำธรรมชาติเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแล้ว หม่อมหลวงดิศปนัดดา ยังเสนอให้ผลักดันการรับรอง Nature Rights หรือ สิทธิของธรรมชาติ เพื่อให้ธรรมชาติมีสิทธิในการฟื้นฟูและรักษาความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ ไม่ใช่ถูกมองเพียงในฐานะทรัพยากรที่มนุษย์มีสิทธินำมาใช้ประโยชน์

“มนุษย์มักเรียกร้อง​สิทธิมนุษยชน หรือ Human Rights โดยที่มุษย์พูดได้ แสดงความรู้สึก และเรียกร้องสิทธิต่างๆ ได้ ขณะที่ธรรมชาติพูดไม่ได้ เรียกร้องไม่ได้ แต่ตัวธรรมชาติเองมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตอยู่ของผู้คน ดังนั้น การให้ความสำคัญในการปกป้อง Nature Rights หรือ สิทธิของธรรมชาติ​ ให้ธรรมชาติมีสิทธิ​ที่จะบูรณาการระบบนิเวศต่างๆ ทั้งการอนุรักษ์ และฟื้นฟู เพื่อ​สามารถทำประโยชน์ต่อได้ในระยะยาว ช่วยส่งเสริมการมี​คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และมีอนาคตที่ดียิ่งขึ้น”

งาน MFLF Sustainability Forum 2026 ครั้งนี้ ยังมีวาระสำคัญเพื่อแสดงเจตนารมณ์ร่วมกัน ในการผลักดัน ‘Nature-based Economy’ หรือการผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตควบคู่ไปกับการดูแลธรรมชาติซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ พร้อมมุมมองทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการเงิน รวมท้ังชุมชน เพื่อช่วยกันลดช่องว่างและสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างบูรณาการโดยมีธรรมชาติเป็นตัวเชื่อมโยงที่สำคัญ

พร้อมด้วยกิจกรรมย่อยภาคบ่าย 4 หัวข้อ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมเจาะลึกเครื่องมือและแนวทางนำ Nature Positive ไปประยุกต์ใช้ในองค์กร ได้แก่ ความรู้พื้นฐานด้านธุรกิจและความหลากหลายทางชีวภาพ (Business & Biodiversity 101) ร่วมจัดกับพีดับบลิวซี ประเทศไทย การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการประเมินความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ (Climate Adaptation & Climate Risk Assessment) ร่วมจัดกับบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) การบริหารจัดการน้ำอย่างมีความรับผิดชอบ (Water Stewardship) ร่วมจัดกับกลุ่มธุรกิจ TCP และคลินิกให้คำปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG Clinic) ร่วมจัดกับธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อเชื่อมองค์ความรู้จากเวทีหลักไปสู่การประเมินความเสี่ยง การวางกลยุทธ์ และการลงมือปฏิบัติในบริบทจริงของแต่ละองค์กร

MFLF Sustainability Forum 2026 จึงไม่ได้จบลงเพียงการแลกเปลี่ยนแนวคิด แต่ได้วางกระบวนการขับเคลื่อนที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่การสร้างกฎหมายและเป้าหมายระดับประเทศ การประเมินและเปิดเผยข้อมูลทุนธรรมชาติ การนำข้อมูลเข้าสู่การตัดสินใจทางธุรกิจและการเงิน การออกแบบกลไกที่ส่งเงินทุนถึงพื้นที่ ไปจนถึงการสร้างอาชีพให้คนสามารถดูแลธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน

ธุรกิจที่จะเติบโตได้อย่างยั่งยืน คือธุรกิจที่ต้องดึงธรรมชาติเข้ามาเป็นปัจจัยในการเติบโตควบคู่กัน และนี่คือสิ่งที่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไป