จากเหตุการณ์น้ำป่าไหลหลากและแผ่นดินถล่ม บริเวณชายแดนทิเบต–เนปาล แถบหุบเขาแม่น้ำ Bhote Koshi และ Lhende River ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างเขตราซูวา จังหวัดพากมาตี ประเทศเนปาล กับเขตจี่หรง เมืองชิกัตเซ เขตปกครองตนเองทิเบต ประเทศจีน เมื่อวันที่ 26 ส.ค. 69 ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทะลุกว่า 700 รายแล้ว และยังมีผู้สูญหายอีกราว 3,000 คน (ข้อมูล 30 ส.ค. 2569)
สำหรับสาเหตุเกิดจากการถล่มของมวลธารน้ำแข็งและหินขนาดใหญ่บนที่สูง โดย สำนักงานสำรวจทางธรณีวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกา (USGS) ยืนยันว่าแรงสั่นสะเทือนขนาด 5.2 ริกเตอร์ ที่ตรวจพบ ไม่ได้เกิดจากแผ่นดินไหวตามธรรมชาติ แต่เป็นแรงสั่นสะเทือนที่เกิดจากพลังงานมหาศาลของมวลธารน้ำแข็งและหินขนาดใหญ่ที่ถล่มลงมาจากหน้าผาสูงบนเทือกเขาหิมาลัยในเขตจี่หรง ร่วงลงมาทับถมปิดกั้นลำน้ำ Lhende River ซึ่งเป็นต้นน้ำ จนกลายสภาพเป็นเขื่อนธรรมชาติชั่วคราวกักเก็บน้ำ ไว้อย่างรวดเร็ว กระทั่งแรงดันน้ำมหาศาลดันให้เขื่อนธรรมชาติดังกล่าวพังทลายลงอย่างฉับพลัน ทำให้ปลดปล่อยมวลน้ำปนตะกอนโคลน ก้อนหิน และท่อนไม้ทะลักลงมาตามหุบเขาอย่างรุนแรง
นอกจากนี้ มวลน้ำปนตะกอนโคลนยังไหลทะลักเข้าทำลายด่านศุลกากรพรมแดนราซูวา สะพานมิตรภาพ อาคารบ้านเรือน และโรงไฟฟ้าพลังน้ำตามแนวแม่น้ำเสียหายหนักกว่า 8 แห่ง
อย่างไรก็ตาม ศูนย์ปฏิบัติการธรณีพิบัติภัย กรมทรัพยากรธรณี อธิบายว่า เหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นในประเทศไทยได้ เนื่องจากประเทศไทยไม่มีธารน้ำแข็งหรือหิมะสะสมถาวร แต่การเกิดในประเทศไทยเป็นลักษณะของดินหรือหินถล่มปิดกั้นลำน้ำแล้วพังทลายฉับพลันจนเกิดน้ำป่าไหลหลากรุนแรง ซึ่งปัจจัยกระตุ้นหลักคือ ปริมาณน้ำฝน เนื่องจากมีฝนตกหนักสะสมต่อเนื่องในพื้นที่ต้นน้ำ โดยเฉพาะพื้นที่ภูเขาสูงชันในภาคเหนือและภาคใต้

Cr: FB: Thon Thamrongnawasawat
‘โลกร้อน’ ต้นตอภัยพิบัติ
ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม และอาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้อธิบายเกี่ยวกับเหตุการณ์น้ำป่า ดินถล่มในเนปาล/ทิเบต ผ่านเฟซบุ๊กส์ Thon Thamrongnawasawat โดยระบุว่า ปัญหาสำคัญ คือ โลกร้อนขึ้นอย่างรวดเร็ว อุณหภูมิสูงขึ้น ทำให้ ‘กลาเซียร์’ หรือ ธารน้ำแข็งละลาย ซึ่งเกิดขึ้นทั่วโลก เราจะเห็นภาพในยุโรปที่ธารน้ำแข็งหายไปเกือบหมดไม่ว่าจะเป็นปาตาโกเนีย หรือ แคนาดา โดยเทือกเขาหิมาลัย กลาเซียร์ละลายเร็วขึ้น 2 เท่าเป็นอย่างน้อยหากเทียบกับในอดีตเมื่อ 20-30 ปีก่อน จนคาดการณ์ว่าหากยังเป็นอย่างนี้ต่อไป เมื่ออุณหภูมิโลกสูงขึ้นแตะ 2 องศา กลาเซียร์ในหิมาลัยอาจละลายหายไปครึ่งหนึ่ง
“ปรากฎการณ์เหล่านี้จะเกิดบ่อยขึ้น เพราะอย่างที่รู้ว่าโลกร้อนขึ้น และเข้าสู่ซูเปอร์เอลนีโญ อุณหภูมิของโลกในปีหน้าเป็นปีที่ร้อนที่สุด เพราะฉะนั้น ในอนาคตจะเกิดขึ้นอีกเป็นระยะ และโอกาสที่เราจะไปหาว่ากลาเซียร์ตรงไหนถล่มจากการละลายเร็วเป็นสิ่งที่ลำบาก เพราะยอดหิมาลัยมีกลาเซียร์อยู่เยอะและประเทศรอบๆ คงไม่มีงบประมาณและเทคโนโลยีมากพอในการติดตั้งจุดเฝ้าระวังกลาเซียร์ถล่มได้ทุกจุด ทุกพื้นที่ กลายเป็นความเสี่ยง”
“ขณะที่ในเมืองไทยเองไม่มีกลาเซียร์ แต่ลักษณะการบล็อกของเขื่อนธรรมชาติ ฝนตกเยอะ กำแพงธรรมชาติพังฉับพลัน ดินโคลนไหลลงมาฉับพลันมีโอกาสเกิดขึ้น กลายเป็นเรื่องที่น่ากลัว เป็นภัยคุกคามโลกร้อนในยุคนี้ เกิดการแปรปรวนและส่งผลกระทบในพื้นที่ต่างๆ แตกต่างกัน ต้องระมัดระวัง แต่เท่าที่ทราบพื้นที่เสี่ยงดินถล่ม มีหลายหน่วยงานเข้าไปพยายามวางระบบเตือนภัย เพียงแต่ขอว่าให้ใช้ได้จริงและทันเหตุการณ์” ผศ.ดร.ธรณ์ กล่าว
ย้อนรอบ 3 เหตุการณ์ ‘ดินถล่ม’ ในอดีตของไทย
ทั้งนี้ แม้ประเทศไทยจะไม่มีเหตุการณ์ธารน้ำแข็งละลายอย่างทิเบต เนปาล แต่ที่ผ่านมา เรายังหนีไม่พ้นภัยพิบัติทางธรรมชาติ โดยเฉพาะน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม โดยมีตัวอย่างจาก 3 เหตุการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งใหญ่ในประเทศไทย ที่คร่าชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนไปจำนวนมาก
- พ.ศ.2531 อ.พิปูน จ.นครศรีธรรมราช โศกนาฎกรรมครั้งใหญ่จากภัยธรรมชาติ

Cr : FB : ชินวรณ์ บุณยเกียรติ – Chinnaworn Boonyakiat
ย้อนกลับไปเมื่อ 37 ปีก่อน ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2531 ข้อมูลจากเฟซบุ๊ก Nakhon Si Thammarat นครศรีธรรมราช ได้บอกเล่าเรื่องราวของ หมู่บ้านตำบลกะทูน อำเภอพิปูน จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งมีภูมิประเทศเป็นแอ่งรับน้ำพื้นที่ 70 ตารางกิโลเมตร มีลำธารหลายสายรับน้ำจากเชิงเขาโดยรอบมารวมลงในคลองกระทูน แต่มีทางน้ำไหลออกกว้างเพียง 70 เมตรเท่านั้น
ก่อนเกิดเหตุการณ์ราว 3-4 วัน ได้เกิดพายุดีเพรสชั่น มีฝนตกปรอยๆ ต่อเนื่องมาหลายวัน ทำให้ดินบนภูเขาซับน้ำไว้จนชุ่มโชก และเมื่อฝนยังเพิ่มปริมาณน้ำอีกไม่หยุด ดินที่รับน้ำหนักไว้มากจนเกินกำลัง ลื่นไถลลงมาตามทางลาด ทำให้ดินที่อยู่ด้านล่างถล่มลงมาด้วย พัดพาโคลนและต้นไม้ขนาดใหญ่ถล่มลงมาทับหมู่บ้านในตำบลกะทูน กลายเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่จากภัยธรรมชาติ บ้านเรือนเสียหายไปกว่า 1,500 หลัง พื้นที่การเกษตรอีก 6,150 ไร่ มีผู้เสียชีวิตถึง 700 คน ชาวบ้านไม่สามารถกลับเข้าไปอยู่แหล่งอาศัยเดิมได้ ต้องย้ายไปหาที่อยู่ใหม่อย่างคนสิ้นหวัง
แต่ด้วยพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในหลวงรัชกาลที่ 9 โปรดเกล้าฯ ให้กรมชลประทานสร้าง ‘อ่างเก็บน้ำกะทูน’ ขึ้นในที่ประสบภัย แล้วเสร็จใน พ.ศ. 2540 พร้อมกับจัดระบบนิเวศใหม่ให้เหมาะสมกับภูมิประเทศ เป็นแหล่งรับน้ำป่าจากเทือกเขา ป้องกันอุทกภัยและเอื้อความชุ่มฉ่ำให้แหล่งเพาะปลูกในพื้นที่โดยรอบ ทำให้กะทูนกลับเป็นแหล่งสมบูรณ์ อีกทั้งอ่างเก็บน้ำแห่งนี้ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยว จนได้ฉายา ‘สวิตเซอร์แลนด์แดนใต้’ นอกจากนี้ ภายหลังโศกนาฏกรรมครั้งนั้น ทำให้รัฐบาล ได้มีมติให้ยกเลิกการทำสัมปทานป่าไม้ทั่วประเทศอีกด้วย
- พ.ศ. 2549 อำเภอลับแล จ.อุตรดิตถ์ น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่มเสียหายยับ

Cr : คลังข้อมูลน้ำและภูมิอากาศแห่งชาติ
วันที่ 22 พฤษภาคม 2549 ที่ จ.อุตรดิตถ์ ฝนเริ่มตกหนัก ตั้งแต่เวลา 23.00 น. ณ บ้านผามูบ หมู่ 7 และบ้านมหาราช หมู่ 11 ต.แม่พูล อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ ทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลากและดินโคลนถล่มเข้าท่วมบ้านเรือนเสียหายยับเยินในอำเภอลับแลและพื้นที่ใกล้เคียง สร้างความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินมหาศาล
รายงานจากหนังสือพิมพ์มติชน : 24 พ.ค. 49 พบว่า พื้นที่ถนนพิษณุโลก-เด่นชัย หมู่ 4 ต.บ้านด่านนาขาม ถูกน้ำท่วมสูงราว 1 เมตร สำหรับ ต.ท่าอิฐ ซึ่งอยู่ในเขตเทศบาลเมือง มีน้ำที่หลากจาก ต.น้ำริด ต.บ้านด่านนาขาม และ อ.ลับแล ไหลมาสมทบท่วมสูงตั้งแต่ 1-3 เมตร โดยเฉพาะถนนเจษฎาบดินทร์ ระดับน้ำสูงกว่า 5 เมตร ศาลากลางจังหวัด และส่วนราชการถูกน้ำท่วมทั้งหมด อุทกภัยครั้งร้ายแรงนี้ ก่อให้เกิดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินแก่ประชาชนในพื้นที่ จ.อุตรดิตถ์ รวมถึง จ.สุโขทัย จ.แพร่ จ.ลำปาง และจ.น่าน
กรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในขณะนั้น แจ้งถึงสาเหตุการเกิดน้ำท่วมดินถล่มในพื้นที่ จ.อุตรดิตถ์ว่า จากสภาพพื้นที่ของจ.อุตรดิตถ์ ที่มีภูเขาล้อมรอบ มีหน้าผาสูงชัน รวมทั้งสภาพดินที่เป็นดินร่วน เมื่อ เกิดฝนตก มีปริมาณมากถึง 330 มิลลิเมตรต่อวัน ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบ 38 ปี ทำให้ดินไม่สามารถอุ้มน้ำจำนวนมากไว้ได้ จึงเกิดน้ำเอ่อพัดโคลนและต้นไม้ถล่มบ้านเรือนชาวบ้านอย่างรุนแรง
สำหรับเหตุการณ์อุทกภัยและโคลนถล่มในจังหวัดบริเวณภาคเหนือตอนล่าง มีพื้นที่ประสบภัย รวม 5 จังหวัด 26 อำเภอ 1 กิ่งอำเภอ 171 ตำบล 1,200 หมู่บ้าน ได้แก่ จังหวัดอุตรดิตถ์ สุโขทัย แพร่ ลำปาง และน่าน มีผู้เสียชีวิตรวม 87 คน (โดยในจังหวัดอุตรดิตถ์ มีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้มากที่สุด ทำให้ผู้เสียชีวิตเฉพาะในจังหวัดอุตรดิตถ์มากกว่า 75 คน จังหวัดสุโขทัย 7 คน และจังหวัดแพร่ 5 คน)
ผู้คนสูญหาย 29 คน (จังหวัดอุตรดิตถ์ 28 คน จังหวัดสุโขทัย 1 คน) บ้านเรือนเสียหายทั้งหลัง 697 หลัง เสียหายบางส่วน 2,970 หลัง ราษฎรได้รับความเดือดร้อน 352,016 คน 108,762 ครัวเรือนอพยพ 10,601 คน
- พ.ศ. 2561 อำเภอบ่อเกลือ จ.น่าน โคลนถล่มทับบ้านเรือนประชาชน

Cr : wikipedia
ในเดือนกรกฎาคม ประเทศไทยได้รับอิทธิพลจากร่องมรสุมที่พาดผ่านบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณอ่าวตังเกี๋ย ในช่วงวันที่ 11-18 ก.ค. 61 และอิทธิพลของพายุ ‘เซินติญ’ ที่เคลื่อนตัวขึ้นฝั่งบริเวณประเทศเวียดนามตอนบนในวันที่ 19 ก.ค. 61 และอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชัน และหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมประเทศลาว
ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ของภาคเหนือ โดยเฉพาะบริเวณจังหวัดน่านที่มีฝนตกหนักถึงหนักมากต่อเนื่องในช่วงวันที่ 11-12 ก.ค. 61 และ 16-28 ก.ค. 61 ส่งผลให้บริเวณตอนบนของจังหวัดน่าน ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขามีความชื้นทั้งผิวดินและความชื้นใต้ผิวดินสูงมาก
ในวันที่ 28 ก.ค. 61 เวลาประมาณ 6.00 น.ดินบนเขาชุ่มน้ำมากและไหลลงมาทับพื้นที่บ้านห้วยขาบ หมู่ที่ 7 ต.บ่อเกลือเหนือ อ.บ่อเกลือ จ.น่าน ซึ่งเป็นหมู่บ้านอยู่ในหุบเขาและมีบ้านเรือนที่ถูกดินถล่มทับ 6 หลังคาเรือน โดยเป็นบ้านที่ถูกดินถล่มทับทั้งหลัง จำนวน 4 หลัง ดินถล่มทับบางส่วน จำนวน 2 หลัง และถนน 1 สาย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 8 ราย เป็นชาย 2 ราย และหญิง 6 ราย
จากคำบอกเล่าของ นายธนวัฒน์ จรรมรัตน์ ผู้ใหญ่บ้านห้วยขาบ หมู่ 7 พบว่า เหตุการณ์ดินโคลนถล่มเกิดจากฝนตกหนักต่อเนื่องนานกว่า 3 วัน จนภูเขาในหมู่บ้านซึ่งเป็นป่าชุมชนไม่สามารถอุ้มน้ำไว้ได้อีกถล่มลงมาโดยไม่มีสัญญาณผิดปกติ ภาพแรกที่เห็น คือ กองดินถล่มถมทับหมู่บ้าน และบ้านเรือนของผู้เคราะห์ร้าย ส่งผลให้ขณะนั้น สภาพจิตใจของชาวบ้านย่ำแย่อย่างมากเนื่องจากตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จนถึงขั้นผวากับเสียงรถหรือเสียงดัง รวมทั้งบางรายห่วงทรัพย์สินและห่วงบ้าน แต่ไม่สามารถเข้าไปได้
ทั้ง 3 เหตุการณ์นี้ สะท้อนให้เห็นว่า ภัยธรรมชาติบางครั้งไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้าสร้างความสูญเสียอย่างมหาศาลทั้งชีวิตและทรัพย์สิน หากในปัจจุบันเราสามารถมีเทคโนโลยีที่สามารถเฝ้าระวัง เตือนภัยพื้นที่เสี่ยงดินถล่มอย่างที่อาจารย์ธรณ์ได้กล่าวไว้อาจลดการสูญเสียลงได้ ไม่เพียงเท่านั้นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังเป็นโจทย์ใหญ่สำคัญที่ทั่วโลกต้องตระหนักและเร่งแก้ไขก่อนที่มหันตภัยร้ายจะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ที่มา : ศูนย์ปฏิบัติการธรณีพิบัติภัย กรมทรัพยากรธรณี , FB: Nakhon Si Thammarat นครศรีธรรมราช , FB: Thon Thamrongnawasawat , คลังข้อมูลน้ำและภูมิอากาศแห่งชาติ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) (สสน.)






