PR News

เมล็ดกาแฟที่เติบโตใต้ร่มป่า เรื่องราวของ “กาแฟปิงวังยมน่าน” ที่สร้างคุณค่ามากกว่ารสชาติ

เมล็ดกาแฟคุณภาพไม่ได้เกิดจากสายพันธุ์เพียงอย่างเดียว แต่เริ่มต้นจากผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์และระบบนิเวศที่สมดุล “กาแฟปิงวังยมน่าน” คือโมเดลที่เชื่อมการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำเข้ากับการสร้างรายได้ ผ่านการปลูกกาแฟในระบบวนเกษตรและการยกระดับสู่ Specialty Coffee

เมื่อภาครัฐ ชุมชน และภาคเอกชนร่วมพัฒนาห่วงโซ่คุณค่าตั้งแต่ต้นน้ำถึงตลาด เมล็ดกาแฟหนึ่งเมล็ดจึงสร้างคุณค่าได้มากกว่ารสชาติ ทั้งต่อเศรษฐกิจ ชุมชน และสิ่งแวดล้อม

กาแฟหนึ่งแก้ว…สำหรับหลายคนอาจเป็นเพียงเครื่องดื่มที่ช่วยปลุกเช้าวันใหม่ แต่สำหรับคนปลูกกาแฟแล้ว ทุกแก้วมีจุดเริ่มต้นจากเมล็ดกาแฟเล็ก ๆ ที่ใช้เวลาร่วมหลายปีในการเติบโต และสำหรับเมล็ดกาแฟที่มีคุณภาพที่สุด หลายครั้งสิ่งที่หล่อเลี้ยงมันกลับไม่ใช่ปุ๋ยหรือเทคโนโลยี แต่หากคือ “ผืนป่าที่สมบูรณ์” นั่นเอง

ในโลกของกาแฟคุณภาพ มีคำหนึ่งที่ผู้คั่วกาแฟและบาริสต้าพูดถึงเสมอ คือ Terroir หรืออัตลักษณ์ของพื้นที่ปลูก เพราะรสชาติของกาแฟไม่ได้เกิดจากสายพันธุ์เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความสูงเหนือระดับน้ำทะเล อุณหภูมิ ความชุ่มชื้น แร่ธาตุในดิน และระบบนิเวศที่โอบล้อมต้นกาแฟไว้

นั่นคือเหตุผลที่กาแฟอาราบิก้าคุณภาพสูงจำนวนมากของโลก เติบโตใต้ร่มเงาไม้ใหญ่

ต้นกาแฟไม่ได้ต้องการแสงแดดตลอดทั้งวัน ตรงกันข้าม ร่มเงาจากผืนป่าช่วยให้ผลกาแฟสุกช้าลง เมล็ดสะสมความหวานและความหนาแน่นได้มากขึ้น ส่งผลให้รสชาติมีความซับซ้อน สมดุล และสะท้อนเอกลักษณ์ของพื้นที่ได้อย่างชัดเจน ประเทศไทยเองก็มีพื้นที่ที่เหมาะสมต่อการปลูกกาแฟลักษณะนี้ โดยเฉพาะบริเวณลุ่มน้ำปิง วัง ยม และน่าน ซึ่งเป็นต้นน้ำสำคัญของประเทศ และยังเป็นแหล่งกำเนิดของ “กาแฟปิงวังยมน่าน” กาแฟอาราบิก้าที่เติบโตเคียงคู่กับผืนป่า มากกว่าการเข้าไปแทนที่ผืนป่า

หัวใจของกาแฟปิงวังยมน่าน คือ การปลูกในระบบ “วนเกษตร” (Agroforestry) หรือการปลูกกาแฟใต้ร่มเงาไม้ยืนต้น ซึ่งเป็นแนวทางที่ทำให้ “การอนุรักษ์ป่า” และ “การสร้างรายได้” เดินไปพร้อมกัน

เมื่อผืนป่ายังคงอุดมสมบูรณ์ ต้นกาแฟก็เติบโตได้ดี ผลผลิตมีคุณภาพสูงขึ้น ขณะที่ชุมชนก็มีแรงจูงใจในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ เพราะป่าที่สมบูรณ์ไม่ได้เป็นเพียงต้นน้ำของลำน้ำ แต่เป็นต้นน้ำของรายได้เช่นกัน

แต่การปลูกกาแฟคุณภาพเพียงอย่างเดียว ยังไม่เพียงพอ

หนึ่งในโจทย์สำคัญของเกษตรกรไทยคือ แม้จะปลูกผลผลิตที่มีคุณภาพ แต่กลับจำหน่ายในรูปวัตถุดิบ ทำให้รายได้ขึ้นอยู่กับราคาตลาด ขณะที่มูลค่าเพิ่มส่วนใหญ่เกิดขึ้นในขั้นตอนการแปรรูป การคั่ว การสร้างแบรนด์ และการเข้าถึงผู้บริโภค

พื้นที่ปลูกกาแฟในอำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง และอำเภอดอยสะเก็ด-แม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ มีพื้นที่รวมกว่า 14,905 ไร่ สามารถผลิตกาแฟเชอร์รี่ได้เกือบ 10,000 ตันต่อปี สะท้อนว่าศักยภาพของประเทศไทยไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มผลผลิตเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การยกระดับทั้งห่วงโซ่คุณค่า

นี่คือจุดที่ความร่วมมือระหว่างชุมชน ภาครัฐ และภาคเอกชนเข้ามามีบทบาท

เครือเจริญโภคภัณฑ์ร่วมพัฒนาพื้นที่ต้นน้ำผ่านการส่งเสริมการปลูกกาแฟในระบบวนเกษตร สนับสนุนต้นกล้ากาแฟและไม้ยืนต้น ควบคู่กับการฟื้นฟูระบบนิเวศ ภายใต้ภารกิจ “ฟื้นฟูป่าต้นน้ำภาคเหนือในพื้นที่ลุ่มน้ำปิง วัง ยม และน่าน ผ่านโครงการ “ซีพีอาสา ฟื้นฟูป่าต้นน้ำวัง จังหวัดลำปาง” ขณะที่ซีพี แอ็กซ์ตร้า เข้ามาเสริมความแข็งแรงให้กับห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่การสนับสนุนเครื่องจักรแปรรูป มูลค่า 800,000 บาท การพัฒนาวิสาหกิจชุมชน การยกระดับมาตรฐานการผลิตสู่ Specialty Coffee ไปจนถึงการสร้างโอกาสทางการตลาด ที่จะเชื่อมโยงตลาดกับภาค   ค้าปลีกสมัยใหม่ โดยเริ่มนำร่องจากการส่งเมล็ดกาแฟเข้าสู่ร้านกาแฟ Arabitia ของโลตัส (สาขาพัฒนาการ และสาขาสุขาภิบาล 1) และมีแผนพัฒนาเพื่อจำหน่ายเมล็ดกาแฟในทั้งแม็คโคร-โลตัส ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการกำหนดมาตรฐานและปริมาณการรับซื้อ โดยประเมินศักยภาพการส่งมอบกาแฟได้ถึง 25 ตัน ในระยะเริ่มต้น

แม้ตัวเลขนี้อาจยังไม่มากเมื่อเทียบกับตลาดกาแฟทั้งประเทศ แต่สะท้อนการเปลี่ยนบทบาทของภาคเอกชน จาก “ผู้ซื้อสินค้า” ไปสู่ “ผู้ร่วมสร้างตลาด” ความเปลี่ยนแปลงนี้มีนัยสำคัญในเชิงนโยบายอีกหนึ่งก้าวสำคัญ คือการนำเมล็ดกาแฟจากต้นน้ำวัง จังหวัดลำปาง มาใช้เป็นวัตถุดิบในร้าน ซึ่งไม่เพียงเปิดตลาดใหม่ให้กับเกษตรกร แต่ยังทำให้ผู้บริโภคได้สัมผัสกาแฟที่มีเรื่องราว ตั้งแต่ผืนป่าต้นน้ำไปจนถึงแก้วกาแฟที่อยู่ตรงหน้า

ทั้งหมดนี้สะท้อนแนวคิดที่ว่า ความยั่งยืนไม่จำเป็นต้องเป็นต้นทุนของธุรกิจเสมอไป หากออกแบบระบบให้ถูกต้อง ความยั่งยืนสามารถสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจกลับคืนสู่ชุมชนได้ พร้อมกับรักษาทรัพยากรธรรมชาติไว้ในเวลาเดียวกัน โดยทุกวันนี้ ผู้บริโภคจำนวนมากไม่ได้เลือกดื่มกาแฟจากรสชาติเพียงอย่างเดียวแล้ว แต่ยังให้ความสำคัญกับที่มาของเมล็ดกาแฟ ผู้ปลูก และผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมด้วย

คุณค่าของกาแฟหนึ่งแก้ว อาจไม่ได้อยู่เพียงรสชาติหรือคะแนนการชิม หากแต่อยู่ในเรื่องราวของเมล็ดกาแฟที่เติบโตจากผืนป่าที่ได้รับการดูแล สร้างรายได้ให้ชุมชน และช่วยรักษาต้นน้ำของประเทศ เพราะกาแฟที่ดี คือกาแฟที่ทำให้คนและธรรมชาติเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน