เมื่อการขับเคลื่อนความยั่งยืนในปัจจุบัน ไม่สามารถทำแค่มิติ Net Zero เพียงอย่างเดียว แต่ต้องขับเคลื่อนความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) ไปพร้อมกันด้วย เพราะแม้จะบรรลุเป้าหมาย Net Zeroได้ แต่ไร้ซึ่งความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายทางธรรมชาติ ก็ไม่สามารถสร้างความยั่งยืนให้แก่โลกได้
ดังนั้น การจะขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่แท้จริง จำเป็นต้องให้ความสำคัญในการพัฒนาควบคู่ไปกับการอนุรักษ์และฟื้นฟูธรรมชาติควบคู่ไปด้วย เพื่อสามารถเปลี่ยนผ่านแนวทางการพัฒนาไปสู่เศรษฐกิจและสังคมที่ให้คุณค่ากับธรรมชาติเพิ่มมากขึ้น ตามแนวทาง Nature Positive เพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูธรรมชาติที่สมบูรณ์และเพิ่มพูนความหลากหลายทางชีวภาพ

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในฐานะประธานเปิด งานสัมมนาวิชาการครบรอบ 33 ปี TEI ‘สิ่งแวดล้อมโลก สิ่งแวดล้อมไทย : ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด‘ พร้อมทั้งได้ร่วมปาฐกถาพิเศษ ‘การใช้วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมในการแก้ไขปัญหาวิกฤตสิ่งแวดล้อมไทย’ โดยชี้ให้เห็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลงระดับโลก (Global Future Signals) ที่กำลังส่งผลต่อประเทศไทย ซึ่งมีหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจโลก ปัญหาเชิงโครงสร้าง คอรัปชั่น ปัญหาด้านความมั่นคง ปัญหาทางการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ หรือปัญหาด้านพลังงานและการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน รวมไปถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศสุดขั้ว
ทั้งนี้ ปัญหาทุกมิติล้วนมีความสำคัญและส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศเช่นเดียวกัน จึงจำเป็นต้องแก้ปัญหาในแต่ละมิติคู่ขนานไปด้วยกัน ไม่สามารถเลือกที่จะแก้เพียงบางเรื่อง หรือละเลยต่อปัญหาในบางเรื่องได้ โดยเฉพาะปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ที่ถือเป็นอีกหนึ่งโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เพราะผลกระทบจาก Climate Disruption ที่มีต่อโลกชัดเจนและรุนแรงเพิ่มมากขึ้นอย่างชัดเจน และจำเป็นที่ต้องพัฒนานวัตกรรมมาเพื่อรับมือในการป้องกัน หรือบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นให้ได้มากที่สุด

“การพัฒนาในบางพื้นที่ไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ อาจไม่ได้เกิดจากการบริหารจัดการหรือขับเคลื่อนการดำเนินงานอย่างไร้ประสิทธิภาพ แต่อาจเป็นเพราะอยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดภัยธรรมชาติซ้ำซาก ทำให้ยากต่อการพัฒนาพื้นที่ได้อย่างต่อเนื่อง เช่น บางจังหวัดอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมตลอดเวลา ทำให้ไม่สามารถพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และยังส่งผลกระทยต่อประชากรในระดับฐานรากของประเทศ บางคนเผชิญความยากจนหลังประสบภัยพิบัติ พอเริ่มหาทางแก้ให้รอดพ้นปัญหาก็เกิดน้ำท่วมซ้ำใหม่ เนื่องจากอยู่ในพื้นที่เสี่ยง สะท้อนได้อย่างชัดเจนว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ใช่แค่เรื่องธรรมชาติ หรือสภาพอากาศ แต่ยังเชื่อมโยงและส่งผลต่อประเด็นทางเศรษฐกิจด้วย เพราะ ผลกระทบจาก Climate Disruption เป็นหนึ่งสาเหตุของปัญหา ‘จนซ้ำ จนลึก และจนยาว’ ดังนั้น เรื่องของสภาพอากาศ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของอากาศที่หายใจเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของคุณภาพชีวิต รวมทั้งเรื่องของการพัฒนาเมือง ซึ่งทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องเข้ามาให้ความช่วยเหลือและขับเคลื่อนการแก้ปัญหาร่วมกัน”
ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน กล่าวต่อว่า ปัญหา Climate Disruption ส่งผลกระทบต่อประชาชนฐานราก ทั้งด้านรายได้และอาชีพ ทรัพย์สินและที่อยู่อาศัย รวมทั้งการเข้าถึงความช่วยเหลือและสวัสดิการ ขณะที่ผลการศึกษาเห็นความเชื่อมโยงปัญหาความยากจนในพื้นที่ภัยพิบัติ ดังนั้น หากประเทศต้องการขับเคลื่อนให้พ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ไปสู่การเป็นประเทศรายได้สูง และสามารถเพิ่ม GDP ของประเทศได้ ต้องเริ่มพัฒนามาตั้งแต่พื้นฐาน ซึ่งพื้นฐานหมายถึงอากาศ สิ่งแวดล้อม รวมทั้งการให้ความช่วยเหลือและรับมือต่อ Climate Disruption อย่างครอบคลุมและทั่วถึง

อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาและบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดจำเป็นต้องขับเคลื่อนโดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง ผ่านการสร้างกลไกความร่วมมืออย่างเป็นระบบ เพื่อเชื่อมโยงทุกภาคส่วนมุ่งสู่เป้าหมายร่วมกัน มีการใช้ข้อมูลความรู้มาช่วยในการตัดสินใจ พร้อมบูรณาการกับข้อมูลเชิงพื้นที่เพื่อสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างแม่นยำและตรงจุด รวมทั้งมีเทคโนโลยีและนวัตกรรมช่วยขับเคลื่อนการแก้ปัญหา เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ สร้างความเข้าใจร่วมกัน นำมาสู่การสร้างประโยชน์ร่วม และความไว้วางใจระหว่างกัน เพื่อนำมาซึ่งแนวทางในการแก้ปัญหาได้จริง
“บทบาทกระทรวง อว. มุ่งขับเคลื่อนการพัฒนาโดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง โดยทำงานร่วมกับทาง บพท. เพื่อมุ่งแก้ไขปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเริ่มจากการลงพื้นที่ เพื่อเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละพื้นที่ และนำผลวิจัยที่มีอยู่ไปปรับใช้ในแต่ละพื้นที่ เพื่อสามารถแก้ปัญหาได้อย่างเหมาะสม แต่ไม่ใช่การตั้งต้นจากงานวิจัยที่ได้ เพราะแต่ละพื้นที่ปัญหาไม่เหมือนกัน หรือแม้จะมีปัญหาเดียวกันหรือคล้ายกัน แต่ผลลัพธ์หรือความต้องการที่แตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ ก็นำมาซึ่งผลลัพธ์หรือแนวทางที่แตกต่างกันไป ขณะที่ในบางชุมชนที่ได้โซลูชันหรือสามารถแก้ปัญหาได้สำเร็จแล้ว ก็สามารถสเกล หรือขยายผลไปสู่พื้นที่อื่นๆ ได้ภายใต้โมเดลหรือวิธีคิดในรูปแบบเดียวกัน พร้อมทั้งสามารถต่อยอดเพื่อสร้างการมีส่วนร่วม หรือนำโมเดลธุรกิจต่างๆ มาบูรณาการเพื่อพัฒนาเป็นวิสาหกิจชุมชน หรือ Social Enterprise กลายเป็นแหล่งสร้างรายได้ และเกิดการขับเคลื่อนได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้ไม่เพียงแก้ช่วยปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ยังนำมาซึ่งคุณภาพชีวิตที่ดีของคนในชุมชนตามมาพร้อมกันด้วย”

สำหรับแนวทางการขับเคลื่อนเพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมโดยการใช้พื้นที่เป็นตัวตั้งนั้น สามารถวางแนวทางการขับเคลื่อนได้ใน 3 ระดับ ทั้งการสร้าง กลไกการขับเคลื่อนในระดับชุมชน เช่น การบริหารจัดการป่าชุมชน, การจัดการทรัพยากรทางทะเลในพื้นที่ และการบริหารจัดการน้ำและเกษตรกรรมอย่างยั่งยืนทะเลสาบสงขลา การขับเคลื่อนในระดับเมือง เช่น การพัฒนาเมืองน่าอยู่และคาร์บอนต่ำ การพัฒนาคลัสเตอร์พลังงานทางเลือก- ชีวมวล และการขับเคลื่อนในระดับจังหวัด เช่น การพัฒนาแพลตฟอร์มรับมือภัยพิบัติ และนำไปปรับใช้ในจังหวัดต่างๆ อาทิ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสุโขทัย เป็นต้น โดยบทบาทของสถาบันอุดมศึกษาและงานวิจัยนวัตกรรม จะเข้าไปมีส่วนร่วมใน 4 มิติ คือ
1. สร้างกลไกความร่วมมือและบูรณาการข้อมูล เพื่อให้เห็นเป้าหมายและโอกาสร่วมกันในการจัดการส่ิงแวดล้อม ทั้งระดับชุมชน เมือง และพื้นที่
2. พัฒนาและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นเร่งด่วน สำหรับการบริหารจัดการสภาพแวดล้อมและการรับมือภัยพิบัติ
3. พัฒนาทุนมนุษย์และยกระดับกลไกรัฐ/ ท้องถิ่น เพื่อการจัดการทรัพยากรสิ่งแวดล้อม และภัยพิบัติอย่างยั่งยืน
4. พัฒนาและขยายผลเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่จำเป็น เพื่อตอบโจทย์พื้นที่
“การเข้าไปแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ควรตั้งต้นจากการทำในพื้นที่ และควรรู้ว่าพื้นที่มีปัญหาอะไรต้องการอะไร ภายใต้การทำงานบูรณาการร่วมกันเพื่อสนับสนุนทั้งข้อมูล และความร่วมมือจากทุกภาคส่วนและคนในพื้นที่ โดยใช้บริบทของชุมชนและพื้นที่เป็นตัวตั้ง รวมถึงการใช้ข้อมูลที่แม่นยำ เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เหมาะสมกับแต่ละบริบท เพื่อให้เห็นผลการขับเคลื่อนในระยะยาว ทั้งการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน รวมทั้งเป้าหมายในการบรรลุ Net Zero 2050 ของประเทศไทย ควบคู่กับการขับเคลื่อน Nature Positive เพื่อดูแลสิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน” ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน กล่าวทิ้งท้าย






