ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ คาดการณ์ผลกระทบจาก ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ สูงขึ้นจากคร้ังก่อนหน้า 30-40% และจะเป็นอีกหนึ่งปรากฏการร์ทางธรรมชาติ ที่ไม่ได้เกิดแค่ครั้งเดียว แต่จะเกิดซ้ำใหม่อย่างแน่นอนในอนาคต ดังนั้น ประเทศไทยต้องถอดบทเรียนและเรียนรู้รวมทั้งวางแผนจากสิ่งที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ เพื่อการปรับตัวและสามารถรับมือต่ออนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น
ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวเสวนาในหัวข้อ ‘มหันตภัย Climate Amplification เมื่อโลกเปลี่ยนไป 2 องศา’ จากเวทีสัมมนา ‘ไฟ ฝุ่น แล้ง น้ำ มหันตภัยทวีคูณ’ โดยทีมเพื่อนธรณ์ โดยระบุว่า ปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเริ่มต้นของปรากฏการณ์เอลนีโญ และจะยกระดับความรุนแรงสู่การเป็น ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี และลากยาวไปจนถึงราวกลางปีหน้า
หลังการเข้า ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ จะทำให้เกิดฝนทิ้งช่วง จากสภาพอากาศที่ร้อนและแล้งมากขึ้น จากผลกระทบที่โลกร้อนขึ้น โดยผลกระทบที่จะเผชิญในปีนี้ จะมากและรุนแรงกว่าทุกครั้งที่เคยผ่านมา จากอุณหภูมิน้ำทะเลที่คาดว่าจะสูงขึ้นถึง 2.5 องศาเซลเซียส เทียบกับเอลนีโญครั้งล่าสุด ในปี 2567 ที่อุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้นราว 1.5 องศาเซลเซียส หรือสูงขึ้นจากคร้ังก่อนหน้าถึง 30-40%
“ผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญในปีนี้จะรุนแรงกว่าทุกครั้งที่เคยผ่านมา โดยคาดว่าปริมาณน้ำฝนจะน้อยลงและหมดเร็วกว่าปีก่อนๆ ทำให้ภาคส่วนต่างๆ เหลือเวลาเก็บสะสมน้ำไว้ใช้อีกราว 3 เดือน และคาดว่าฝนจะเริ่มทั้งช่วงตั้งแต่ ต.ค. – พ.ย. ยาวไปอีก 7-8 เดือน หรือจนถึงช่วงกลางปีหน้า ทำให้ปริมาณน้ำต้นทุนสำหรับใช้ในพื้นที่ต่างๆ จะเริ่มขาดแคลน ขณะที่อากาศจะร้อนมากขึ้น โดยเฉพาะในเขตเมืองอย่างกรุงเทพฯ จะร้อนมากกว่าหลายพื้นที่โดยรอบ โดยคาดว่าอุณหภูมิสูงสุดที่รับรู้ได้ (Feel Like) ในปีนี้จะสูงได้ถึง53 -54 องศาเซลเซียสเลยทีเดียว”

ท้ังนี้ ความแปรปรวนของสภาพอากาศจากภาวะซูเปอร์เอลนีโญ ทั้งปริมาณพายุใต้ฝุ่นที่อาจเพิ่มขึ้นได้ 10-20% จากปีก่อนหน้า รวมทั้งผลกระทบต่ออุณหภูมิน้ำทะเล และระบบนิเวศในทะเล ทั้งสัตว์ทะเล หญ้าทะเล ปัญหาปะการังฟอกขาว และแพลงตอนบูม ซึ่งจะเกิดถี่ขึ้นและรุนแรงขึ้นกว่าเดิม ขณะที่ผลกระทบต่อภาคธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจโรงแรมที่อยู่ในพื้นที่ชายฝั่ง จะต้องรับมือ Worst Case Scenario หลายด้าน รวมท้ังผลผลิตทั้งการเกษตรและประมงที่คาดว่าจะลดลง ทำให้ปริมาณผลผลิตขาดแคลน และมีต้นทุนสูง รวมทั้งต้นทุนด้านพลังงาน โดยเฉพาะจากการใช้เครื่องปรับอากาศที่จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ประกอบกับยังมีปัญหาเรื่องสงครามตะวันออกกลางที่ยังไม่จบ ยิ่งซ้ำเติมให้ต้องเผชิญปัญหา 2-3 เด้งเข้ามากระทบในปีนี้
อย่างไรก็ตาม การเกิดขึ้นของซูเปอร์เอลนีโญ ไม่ใช่ภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นแบบครั้งคราวหรือไม่สามารถคาดการณ์ได้ แต่เป็นปรากฏการณ์ทางสภาพอากาศ ที่มีวัฏจักรในการกลับมาเกิดซ้ำและสามารถคาดการณ์ได้ โดยเฉพาะความรุนแรงที่จะเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต จากผลกระทบของโลกที่ร้อนขึ้น การรับมือต่อผลกระทบที่เกิดขึ้น จึงต้องมองแบบระยะยาว เรียนรู้จากสิ่งที่เคยเกิดขึ้นมาในอดีตเพื่อคาดการณ์ผลกระทบและวางแผนในการรับมือและปรับตัวเพื่อบรรเทาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในแต่ละภาคส่วนให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติ หรือภาคธุรกิจต่างๆ เพราะหากไม่เรียนรู้และถอดบทเรียน ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นครั้งหน้าจะรุนแรงมากขึ้นอย่างแน่นอน
“ซูเปอร์เอลนีโญที่เกิดขึ้นในปีนี้ จะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายแน่นอน ขณะที่การรับมือสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต้องมีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบและบูรณาการ ไม่ใช่มองว่าเป็นการเผชิญภัยพิบัติและเตรียมงบประมาณในการเยียวยาและฟื้นฟูในแต่ละครั้ง ซึ่งสะท้อนมุมมองในระยะสั้น และเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุแบบง่ายๆ ที่ถือเป็นเพียงส่วนหนึ่งของผลกระทบจากโลกร้อนเท่านั้น แต่ในความจริงแล้วผลกระทบของปัญหามีหลายมิติมากกว่านั้น ทั้งการปรับตัวในภาคเกษตรและผลผลิต การดูแลฟื้นฟูระบบนิเวศ รวมทั้งในภาคธุรกิจเกี่ยวเนื่อง เช่น การท่องเที่ยว ให้สามารถปรับตัวต่อความเสี่ยงในอนาคตได้ ซึ่งการจัดการมีความยากและท้าทายมากขึ้น ภาครัฐจึงจำเป็นต้องตั้งทีมทำงานในเรื่องนี้โดยเฉพาะ และมีการทำงานอย่างต่อเนื่อง มีการวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้ง เพื่อเรียนรู้ ถอดบทเรียน และปรับแผนเพื่อรับมือสำหรับการป้องกันและรับมือต่อผลกระทบจากปรากฏการณ์ธรรมชาติที่จะต้องเกิดซ้ำในอนาคตได้อย่างเป็นระบบและยั่งยืนในระยะยาว” ผศ.ดร.ธรณ์ กล่าวทิ้งท้าย







