เป็นหนึ่งพื้นที่ตัวอย่างที่สามารถขับเคลื่อนการสร้างความมั่นคงทางอาหาร สำหรับ ‘นครสวรรค์’ ในการเป็นจังหวัดต้นแบบ ‘ธนาคารอาหาร’ (Food Bank) ที่ใช้เวลาราว 2 ปี สามารถขยายผลการดำเนินงานให้ครอบคลุมได้ครบทั้ง 15 อำเภอ พร้อมเพิ่มเครือข่าย จากเดิมที่มีเพียง 42 คน แต่ปัจจุบันมีเกือบ 300 คน และความสำเร็จในการกอบกู้อาหารได้กว่า 51 ตัน รวมทั้งความสามารถในการลดก๊าซเรือนกระจกจากการลดขยะอาหารลงได้กว่า 131 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
ความสำเร็จของนครสวรรค์โมเดล มาจากการขับเคลื่อนการทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการในทุกภาาคส่วน ทั้งภาครัฐโดยทางจังหวัดนครวสรรค์ ซึ่งทางผู้ว่าราชการจังหวัดฯ ให้การสนับสนุนการขับเคลื่อนโครงการอย่างจริงจัง มีการจัดตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการอาหารส่วนเกินของจังหวัดอย่างเป็นรูปธรรม ประกอบกับการทำงานของภาคสังคม และเครือข่ายจิตอาสาในพื้นที่ รวมทั้งการประสานงานจากส่วนกลางอย่าง มูลนิธิสโกลารส์ ออฟซัสทีแนนซ์ (SOS Thailand) ในการเชื่อมโยงผู้ประกอบการที่มีอาหารส่วนเกินเพื่อส่งมอบให้แก่กลุ่มเปราะบาง และผู้ที่มีความต้องการ ไปจนถึง สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ในการนำนวัตกรรมต่างๆ มาช่วยดูแลคุณภาพ เพื่อส่งมอบอาหารที่มีความปลอดภัย และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ รวมทั้งการสร้างแพลตฟอร์มกลางเพื่อสามารถต่อยอดไปสู่การบริหารจัดการอาหารส่วนเกินได้ในระดับประเทศ

คุณเศวต เพชรนุ้ย รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ กล่าวว่า จังหวัดนครสวรรค์ให้ความสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนและการบริหารจัดการทรัพยากรภายในจังหวัด โดยได้จัดตั้ง คณะกรรมการบริหารจัดการอาหารส่วนเกินของจังหวัดนครสวรรค์ ที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน และมี พมจ. เป็นฝ่ายเลขานุการ เพื่อขับเคลื่อนทั้ง 15 อำเภอของจังหวัดนครสวรรค์ ในการเปลี่ยนอาหารส่วนเกิน เป็นการสร้างความมั่นคงทางอาหาร เพื่อเป็นจังหวัดต้นแบบในการสร้างระบบนิเวศอาหารที่มั่นคงให้จังหวัดอื่นๆ
“ความสำเร็จในการยกระดับ ‘Nakhon Sawan Food Bank’ จากโครงการการบริหารจัดการอาหารส่วนเกินเพื่อลดขยะอาหารและสร้างความมั่นคงทางอาหารในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ พัฒนาสู่ระบบบริหารจัดการอาหารส่วนเกินระดับจังหวัดที่ปลอดภัย-ตรวจสอบย้อนกลับได้ พร้อมทั้งการขยายความสำเร็จไปสู่จังหวัดอื่นๆ ในอนาคต สะท้อนความแข็งแรงในการบูรณาการการทำงานทั้งภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเครือข่ายภาคประชาสังคม เพื่อการสร้างระบบนิเวศอาหารที่มั่นคง นำอาหารที่ปลอดภัยไปถึงมือกลุ่มเปราะบางในพื้นที่ได้อย่างตรงจุด พร้อมทั้งช่วยลดขยะอาหาร ร่วมสร้างจิตสำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อมให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืนแก่ประชาชนในพื้นที่รวมทั้งผู้คนในสังคม”

คุณเอื้องดอย กีรติบริบูรณ์ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดนครสวรรค์ (พมจ.) ให้ข้อมูลกลุ่มเปราะบางที่ขึ้นทะเบียนอยู่ในระบบฐานข้อมูลของจังหวัดนครสวรรค์ พบว่า มีจำนวนประมาณ 32,000 คน จากจำนวนประชากรท้ังจังหวัดที่ราว 1.1 ล้านคน ขณะที่ยังพบข้อจำกัดด้านงบประมาณภาครัฐ โดยเฉพาะค่าอาหารเฉลี่ยต่อหัวสำหรับการดูแลเด็กที่เข้ารับการคุ้มครองจากบ้านพักเด็กภายในจังหวัดอยู่ที่ไม่ถึง 30 บาทต่อหัวต่อวัน การมีอาหารส่วนเกินจากโครงการธนาคารอาหารที่เข้ามาช่วยดูแลกลุ่มเปราะบาง ทำให้ช่วยเพิ่มความสามารถในการเข้าถึงอาหารที่มีโภชนาการและปลอดภัย และเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่สามารถช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตรวมทั้งเพิ่มคุณค่าและเติมเต็มความสุขให้เด็กๆ ได้เพิ่มมากขึ้น
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า เป้าหมายของ สวทช. ไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวน Food Bank แต่คือการสร้าง ‘ระบบบริหารจัดการอาหารส่วนเกินของประเทศ’ โดย สวทช. ได้นำองค์ความรู้จากศูนย์แห่งชาติมาประยุกต์ใช้ครบวงจร ทั้งด้านความปลอดภัยอาหารโดย BIOTEC ร่วมผลักดันแนวปฏิบัติระดับประเทศ, พร้อมการพัฒนาชุดตรวจสอบความปลอดภัย สำหรับอาสามัครใช้ในระหว่างกระบวนการขนส่งก่อนส่งมอบสู่ผู้รับได้อย่างปลอดภัย

NECTEC ได้พัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล Thailand’s Food Bank Digital Platform สำหรับเป็นฐานข้อมูลกลางเพื่อเชื่อมโยงการติดตามข้อมูลอย่างรอบด้าน พร้อมท้ังสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้
ขณะที่ MTEC ได้ร่วมมือกับ อบก. เพื่อขับเคลื่อนการประเมิน คาร์บอนเครดิต จากโครงการที่มีส่วนช่วยลดการเกิดก๊าซเรือนกระจกจากขยะอาหารลงได้ ตลอดจนขับเคลื่อนงานวิจัยเชิงนโยบายเพื่อปลดล็อกอุปสรรคทางภาษีภายใต้แนวคิด ‘การบริจาคไม่ควรเสียเปรียบการทำลาย’ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนร่วมขับเคลื่อนอย่างยั่งยืน
“ประเทศไทยยังมีกลุ่มเปราะบางที่ขาดแคลนเข้าถึงอาหาร และหากทิ้งไว้จะกลายเป็นขยะอาหารสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สวทช. จึงเข้ามาพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยี และเครื่องมือสนับสนุน ร่วมกับมูลนิธิ SOS และเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อต่อยอดความสำเร็จของ Nakhon Sawan Food Bank สู่การขยายผลในระดับประเทศ รวมทั้งเพิ่มภาคีเครือข่ายทั้งอาสาสมัคร จิตอาสา รวมท้ังกลุ่มผู้ประกอบการที่มีอาหารส่วนเกินอยู่ในระบบเข้ามาร่วมขับเคลื่อนเพื่อสร้างระบบนิเวศในการสร้างความมั่นคงทางอาหารในวงกว้างได้มากยิ่งขึ้น”

ดร.ปัทมาพร ประชุมรัตน์ หัวหน้าชุดโครงการพัฒนาเครื่องมือสำหรับบริหารจัดการอาหารส่วนเกินเพื่อลดปัญหาขยะอาหาร กล่าวเสริมว่า จากเดิมนครสวรรค์มีอาสาสมัครรักษ์อาหารเพียง 42 คน ปัจจุบันภายใต้การหนุนเสริมของโครงการฯ ทำให้มีอาสาสมัครเพิ่มขึ้นเป็น 292 คน ครอบคลุมพื้นที่ครบทั้ง 15 อำเภอ ส่งผลให้ปริมาณอาหารที่กอบกู้ได้เพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า หรือกว่า 12,000 กิโลกรัมต่อเดือน และหากนับสะสม 2 ปี ตั้งแต่ปี 2567 จนถึงเดือนกรกฎาคม 2569 จังหวัดนครสวรรค์สามารถกอบกู้อาหารส่วนเกินได้แล้วกว่า 51,900 กิโลกรัม หรือกว่า 51 ตัน คิดเป็นกว่า 218,000 มื้ออาหาร ช่วยลดขยะอาหารและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 131 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและความสำเร็จของกลไกการบริหารจัดการในระดับพื้นที่ ที่มีคณะกรรมการระดับจังหวัดและสำนักงาน พมจ.นครสวรรค์ เป็นกลไกหลักในการดูแลกลุ่มเปราะบางอย่างเป็นระบบ
ด้าน คุณทวี อิ่มพูลทรัพย์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย มูลนิธิสโกลารส์ ออฟซัสทีแนนซ์ (SOS Thailand) กล่าวว่า การลงนาม MOU ร่วมกับจังหวัดนครสวรรค์ และ สวทช. ในครั้งนี้ จะช่วยขยายผลและยกระดับการทำงานตามแนวทางนครสวรรค์โมเดลไปสู่ระดับประเทศ โดย SOS Thailand จะมุ่งเป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงและนำจุดแข็งของแต่ละภาคส่วนทั้งภาคเอกชน จิตอาสา เพื่อเข้าถึงกลุ่มเปราะบางที่มีความต้องการได้อย่างทั่วถึงและตรงจุด ซึ่งความสำเร็จและความเข้มแข็งจากนครสวรรค์ทำให้เห็นภาพการดำเนินงานและผลลัพธ์ที่ชัดเจน รวมทั้งการทำงานวิจัยหรือร่วมขับเคลื่อนเชิงนโยบายหรือข้อกฎหมายต่างๆ จากทาง สวทช. จะเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ทำให้ภาคเอกชนให้ความสนใจในการเข้ามาร่วมอยู่ในระบบนิเวศเพิ่มมากขึ้น

คุณพนันต์ ทับทิม ผู้ประสานงานเครือข่าย SOS Thailand จังหวัดนครสวรรค์ เปิดเผยถึงการทำงานภาคสนามว่า เครือข่ายอาสาสมัครทำหน้าที่เสมือน สะพานบุญในการกอบกู้และส่งต่ออาหารส่วนเกิน ทั้งอาหารพร้อมทาน ผัก ผลไม้ ขนมปัง และอาหารปรุงสุก จากผู้บริจาคภาคเอกชนรายใหญ่ในเมืองนครสวรรค์ อาทิ บิ๊กซี ร้านสะดวกซื้อ แม็คโคร และเอสแอนด์พี เฉลี่ยวันละ 150–200 กิโลกรัม ความโดดเด่นของอาสาสมัครชุดนี้คือการทำงานภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยที่เข้มงวด โดยได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้จากมูลนิธิ SOS และนักวิจัยโครงการ Foodbank สวทช. ที่มอบชุดตรวจอย่างง่ายเพื่อใช้ตรวจสอบคุณภาพอาหารระหว่างการขนส่ง สร้างความมั่นใจว่าอาหารทุกชิ้นมีความสะอาด ปลอดภัย และผ่านกระบวนการที่ได้มาตรฐานก่อนถึงมือผู้รับ

การบริหารจัดการ ‘อาหารส่วนเกิน’ อย่างบูรณาการและเป็นระบบ โดยเฉพาะจากต้นแบบอย่าง ‘นครสวรรค์โมเดล’ มาจากการผนึกกำลังจากภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ผ่านการทำงานและแชร์ข้อมูลร่วมกัน รวมทั้งการมองภาพใหญ่เพื่อสามารถขยายผลความสำเร็จจากจังหวัดหนึ่งไปสู่อีกจังหวัดได้ในอนาคต รวมทั้งการศึกษาข้อจำกัด หรือกำแพงต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคในการขับเคลื่อนโครงการ เพื่อสามารถเพิ่มแรงจูงใจหรือสร้างแนวร่วมเพื่อสนับสนุนการเติบโตของระบบนิเวศ และสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน







