Top StoriesTrending

‘สภาพอากาศสุดขั้ว’ ภัยคุกคามสำคัญ ที่ต้​องเร่ง​ ‘คุ้มครองโลก’ เมื่อปี 2026 เริ่มเห็นภาพ Global Weirding ได้ชัดเจนมากขึ้น

แม้ 'วิกฤตสภาพอากาศสุดขั้ว' จะถูกระบุเป็นความเสี่ยงโลกสูงสุดในระยะยาวช่วง 10 ปี แต่ปัจจุบันโลกก็สามารถมองเห็นภาพสะท้อนความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศได้อย่างชัดเจนแล้ว โดยเรียกปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ว่า​ Global Weirding หรือ 'ความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศโลก'

22 เมษายนของทุกปี เป็น วันคุ้มครองโลก (Earth Day) เกิดขึ้นครั้งแรกในปี 1970 ก่อให้เกิดการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม ผลักดันให้เกิดความตื่นตัวด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงกฎหมาย มาตรการที่เกี่ยวข้อง และความจำเป็นในการอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม มีการจัดแคมเปญและกิจกรรมสร้างความตระหนักรู้มากมายเพื่อปกป้องระบบนิเวศของโลก

สำหรับ​ วันคุ้มครองโลกในปี 2569  ( ​Earth day 2026) มาพร้อมวาระสำคัญภายใต้ธีม ‘Our Power, Our Planet’ ตอกย้ำความสำคัญในการสร้างความร่วมมือ เพื่อ​ผลักดัน​​สู่ เป้าหมายการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานหมุนเวียนและการผลิตพลังงานสะอาดให้เพิ่มขึ้น 3 เท่า ภายในปี 2030 พร้อมแนวทางการสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนได้อย่างเป็นรูปธรรม ตอก​ย้ำการแสดงความรับผิดชอบร่วมกันของประชาชน องค์กร และรัฐบาล ในการเสริมสร้างการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม เร่ง​พัฒนาพลังงานสะอาด และขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบผ่านการมีส่วนร่วมของประชาชน สะท้อนบทบาทของประชาชนและสังคมทั่วโลกในการร่วมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งจะส่งผลต่อความเป็นอยู่ สุขภาพ ระบบอาหาร พลังงาน ความเสี่ยงภัยพิบัติ เศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน และความมั่นคงในระยะยาว

จุดเริ่มต้น Earth Day

มูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย อธิบายว่า ‘วันคุ้มครองโลก’ (Earth Day) มีจุดเริ่มจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้เกิดการเติบโตของอุตสาหกรรมอย่างก้าวกระโดด โดย​ผลที่ตามมาจากการพัฒนากระบวนการผลิตของโรงงาน มีทั้ง​มลพิษทางอากาศ น้ำเสีย และของเสีย ทำให้สิ่งแวดล้อมเกิดความเสื่อมโทรมและเริ่มส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของคนและสัตว์

ในปี 1970 จึงได้มีการริเริ่มวันคุ้มครองโลก โดย เกย์ลอร์ด เนลสัน อดีตผู้ว่าการรัฐวิสคอนซิน เป็นหนึ่งในผู้ผลักดันให้เกิดความตื่นตัวและตระหนักต่อประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึง เดนนิส เฮย์ส และทีมงานกว่า 85 คน ที่ช่วยในการขับเคลื่อนให้เกิดการรณรงค์และกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้ชาวอเมริกันกว่า 20 ล้านคน ได้ออกมาเคลื่อนไหวและทำกิจกรรมร่วมกัน นับเป็นจุดเริ่มและเป็นแรงผลักดันให้หลายประเทศได้ออกมาขับเคลื่อนประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมตามมา

Photo : Number 24 x Shutterstock Thailand

โลกตื่นตัว แต่วิกฤตกำลังคืบคลาน

แม้จะผ่านมามากกว่า 5 ทศวรรษ ของการขับเคลื่อน ‘วันคุ้มครองโลก’ พร้อมทั้งมีการหยิบยกปัญหาด้านวิกฤติสิ่งแวดล้อม​ขึ้นมาพูดในหลายเวทีเพื่อหาทางออกทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ เอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม แต่จากการสำรวจความเสี่ยงโลก (GRPS : Global Risks Perception Survey ) 2026 ของ World Economic Forum ก็ยังพบว่า ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม ยังคงเป็นภัยคุกคามสำคัญของโลกใบนี้  ตลอดช่วง​ระยะยาว 10 ปีข้างหน้านี้ (ภายในปี ค.ศ. 2036) ​

โดยเฉพาะอันดับ 1 คือ ‘สภาพอากาศสุดขั้ว’ ก่อให้เกิดสภาพอากาศที่รุนแรงผิดปกติ คลื่นความร้อนที่เพิ่มขึ้น ภัยแล้ง ฝนตกหนัก พายุ และแม้กระทั่ง อากาศหนาวจัด ถัดมา คือ ‘การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ’ ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากน้ำมือมนุษย์ และ อันดับ 3 คือ ‘การเปลี่ยนแปลงสำคัญของระบบโลก’ นับเป็นความเสี่ยง 3 อันดับแรก ที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมทั้งหมด สะท้อนให้เห็นว่า ในอีก 10 ปีข้างหน้า เราอาจต้องเผชิญกับวิกฤติที่หลีกเลี่ยงได้ยาก

‘อากาศสุดขั้ว’ ไม่ต้องรอ 10 ปี

แม้จะเป็นการส่งสัญญาณแจ้งเตือนให้​​เฝ้าระวังวิกฤตสิ่งแวดล้อมในระยะยาว แต่ที่ผ่านมา โลกก็ใช่ว่าไม่เคยเผชิญกับปรากฏการณ์ดังกล่าว เพราะในปี 2026 นี้ โลกก็ได้เผชิญหน้ากับวิกฤตสภาพอากาศสุดขั้ว ที่มีทั้ง​ความหนาว ร้อน แล้ง และวิกฤตน้ำท่วมได้ย่างชัดเจนแล้ว

จากบทความ ‘ทำไมทั่วโลก หนาว ร้อน แล้ง ท่วมสุดขั้วพร้อมกันต้นปี 2026? บทสรุประบบปรับอากาศของโลกพังแล้ว  โดย อลงกรณ์ พลบุตร ประธานมูลนิธิเวิลด์วิว ไครเมท (Worldview Climate Foundation) ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ.(FKII Thailand) ได้อธิบายถึง ปรากฏการณ์ยุโรปหนาวสุดขั้ว ออสเตรเลียร้อนสุดขีด อเมริกาใต้แล้งสุดทน แอฟริกาน้ำท่วมรุนแรงภายใต้ความโกลาหลของสภาพภูมิอากาศ (Climate Chaos)

ในขณะที่ยุโรปกำลังเผชิญสภาพอากาศหนาวเยือกสุดขั้วที่เรียกว่าเป็นหนึ่งใน คลื่นความหนาวจัด (cold wave) ที่รุนแรงที่สุด แต่ในอีกซีกโลกกลับเผชิญร้อนสุดขั้ว แล้งสุดขีด และน้ำท่วมรุนแรง ปรากฏการณ์ความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศในต้นปี 2026 นี้ คือ ภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดของสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า Global Weirding หรือ ‘ความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศโลก’

ร้อน แล้ง ท่วมรุนแรง หลายพื้นที่

จากข้อมูลเหตุการณ์สภาพอากาศโลกในช่วงต้นปี 2026 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ยุโรปกำลังเผชิญพายุหิมะและความหนาวเย็นผิดปกติ (Cold Snap) พบการแบ่งขั้วของสภาพอากาศที่ชัดเจนในซีกโลกอื่นๆ ดังนี้

1. ประเทศที่ ‘ร้อนสุดขั้ว’ (Extreme Heat)

ขณะที่ยุโรปหนาวสั่น ซีกโลกใต้ซึ่งเป็นฤดูร้อนกลับร้อนแรงผิดปกติ โดยเฉพาะ :

– ออสเตรเลีย (ตอนใต้): ช่วงเดือนมกราคม 2026 พื้นที่ทางตอนใต้ของออสเตรเลียเผชิญกับคลื่นความร้อนรุนแรง (Heatwave) อุณหภูมิพุ่งสูงแตะระดับ 40-45°C ในหลายพื้นที่ ทางการต้องประกาศเตือนภัยระดับสูง ซึ่งตรงข้ามกับยุโรปอย่างสิ้นเชิง

– อเมริกาใต้ (บางส่วน): ประเทศอาร์เจนตินาและชิลีเผชิญกับคลื่นความร้อนที่มาเร็วกว่าปกติและยาวนาน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและเสี่ยงต่อไฟป่า

2. ประเทศที่ ‘แล้งสุดขั้ว’ (Severe Drought)

ความร้อนที่สะสมมานาน ประกอบกับปรากฏการณ์ La Niña อ่อนๆ ที่ยังหลงเหลือ หรือช่วงเปลี่ยนผ่าน ส่งผลให้เกิดความแห้งแล้งในพื้นที่เกษตรกรรมสำคัญ :

– บราซิล (ตอนกลางและตะวันออก): เผชิญวิกฤตภัยแล้งต่อเนื่อง (Prolonged Drought) ระดับน้ำในแม่น้ำสายหลักลดต่ำลงอย่างน่าตกใจ กระทบต่อการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำและการส่งออกสินค้าเกษตร

– อาร์เจนตินา (ตอนกลาง) : พื้นที่ปลูกถั่วเหลืองและข้าวโพดเจอกับสภาพอากาศที่แห้งและร้อนกว่าปกติ ซ้ำเติมปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ

3. ประเทศที่ ‘น้ำท่วมรุนแรง’ (Severe Floods)

ขณะที่บางพื้นที่แล้งจัด พลังงานความร้อนในมหาสมุทรกลับผลักดันให้พายุฝนรุนแรงขึ้นในอีกซีกโลก :

– ออสเตรเลีย (ตอนเหนือ – รัฐควีนส์แลนด์) นี่คือตัวอย่างของความสุดขั้วในประเทศเดียว ในขณะที่ทางใต้ร้อน ทางเหนือกลับเจอพายุไซโคลนและลมมรสุมที่หอบฝนมาถล่มจนเกิดน้ำท่วมใหญ่ (Widespread Flooding) ปริมาณน้ำฝนสะสมสูงระดับทำลายสถิติ

– โมซัมบิก และ แอฟริกาตอนใต้: พื้นที่จังหวัด Zambézia และใกล้เคียง เจอกับพายุฝนฟ้าคะนองรุนแรงและน้ำท่วมฉับพลัน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและต้องอพยพประชาชนจำนวนมาก บ้านเรือนถูกทำลายจากทั้งน้ำและลมพายุ

ดังนั้น สถานการณ์ปี 2026 : การที่โลกหนาวจัดและร้อนจัดในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน คือ หลักฐานยืนยันว่า “ระบบปรับอากาศของโลกพังทลายลงแล้ว”จากการเปลี่ยนแปลงจากโลกร้อนสู่โลกเดือด

Photo : Number 24 x Shutterstock Thailand

ปี 2026 จุดเริ่มต้น สภาพอากาศสุดขั้วแบบใหม่ของประเทศไทย

ภายในงานประชุม ‘ถอดบทเรียนการทดลองใช้ระบบติดตามประเมินผลการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ’ เมื่อวันที่ 20 เมษายน ที่ผ่านมา ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เผยรายงาน Climate Risk Index (CRI) 2026 โดยองค์กร Germanwatch พบว่า ประเทศไทยมีความเสี่ยงต่อเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ากังวล โดยขยับจากอันดับที่ 72 ในปี 2022 มาอยู่อันดับที่ 17 ของโลกในปี 2024

ขณะที่ข้อมูลจาก Met Office ระบุว่าปี 2026 นี้จะเป็น 1 ใน 4 ปีที่ร้อนที่สุดของประวัติศาสตร์โลก โดยอุณหภูมิเฉลี่ยจะสูงกว่าระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมถึง 1.4 องศาเซลเซียส สอดคล้องกับ Global Risks Report 2026 ของ World Economic Forum ที่ชี้ว่าความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมคือภัยคุกคามอันดับหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรง

สอดคล้องกับความเห็นของ คุณธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการ Climate Connector และผู้ร่วมก่อตั้งกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มองว่า ปี 2026 คือ จุดเริ่มต้น สภาพอากาศสุดขั้วแบบใหม่ของประเทศไทย  ‘ไม่ใช่แค่ ‘อากาศร้อนขึ้น’ แต่คือการซ้อนทับของความเสี่ยงหลายชั้นในเวลาเดียวกัน ร้อน+ชื้น, ร้อน+ความต้องการไฟฟ้าพุ่ง, ร้อน+ภัยแล้ง, ร้อน+ฝนกระหน่ำ และ ร้อน+น้ำทะเลหนุน ความเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เส้นแนวโน้มสวยๆ แต่เป็น ‘ตัวขยาย’ ที่ทำให้ความผันผวนตามฤดูกาลกลายเป็นเหตุการณ์สุดขั้วที่กระทบชีวิตและเศรษฐกิจ

สถานการณ์ของไทยหลังปี 2026 : ทศวรรษที่ชี้ชะตาเส้นทางของไทย การพยากรณ์ของ Met Office สะท้อนว่าปี 2026 จะต่อเนื่องจากชุดปีที่ร้อนจัดมาก โดยชี้ความเป็นไปได้ที่จะกลับไปเฉียด/เกิน 1.5°C แบบชั่วคราวได้อีก ข้อความลึกกว่านั้นคือ “การเกินชั่วคราว” ไม่ใช่เหตุการณ์สะเทือนใจที่เกิดครั้งเดียว แต่เป็นสัญญาณเตือนที่อาจเกิดซ้ำๆ

ในขณะที่ Berkeley Earth อธิบายกรอบฉากทัศน์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ใช้กันแพร่หลายในวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศ ตั้งแต่เส้นทางปล่อยต่ำ (SSP1-2.6) เส้นทางระดับกลางที่มักสะท้อนพฤติกรรมโลกปัจจุบัน (SSP2-4.5) ไปจนถึงเส้นทางปล่อยสูง (SSP3-7.0) และยังชี้ว่า หากไม่ลดการปล่อยอย่างรวดเร็ว ค่าเฉลี่ยโลกในระยะยาวถูกคาดว่าจะข้ามเส้น 1.5°C ในช่วงคริสตทศวรรษ 2030 นั่นหมายความว่า รัฐบาลไทยชุดถัดไปที่เกิดขึ้นภายใต้เงาการเลือกตั้งต้นปี 2026 จะบริหารประเทศในช่วง ‘ปีชี้เป็นชี้ตาย’ ซึ่งมีความท้าทายอย่างมากในการรับมือวิกฤตนี้ว่าจะเป็นแค่ความโหดร้ายที่รับมือได้ หรือจะเทไปสู่ระดับที่จัดการแทบไม่ไหว

5 วิธีดูแลสิ่งแวดล้อมง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน

แม้เรื่องของโลกร้อน วิกฤตสิ่งแวดล้อม จะดูเป็นเรื่องใหญ่ แต่ก็ใช่ว่าเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับประชาชนอย่างเรา การเริ่มตระหนักและทำลงมือทำวันละเล็กวันละน้อย ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญที่จะขับเคลื่อนการดูแลโลกในภาพใหญ่ได้ สำนักอนามัยสิ่งแวดล้อม กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข แนะ  5 วิธี คุ้มครองโลก  เริ่มต้นง่ายๆ จากตัวเราในชีวิตประจำวัน ดังนี้

1. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้พลังงานไฟฟ้าในบ้าน : ลดการใช้ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็นและเลือกใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพ

2. ส่งเสริมการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม : ลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวและใช้ขนส่งสาธารณะที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

3. จัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพ : คัดแยก และลดปริมาณขยะ โดยใช้หลัก 3Rs (Reduce, Reuse, Recycle)

4. ประหยัดน้ำ : ใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า เช่น อาบน้ำจากฝักบัวแทนการใช้อ่างอาบน้ำ นำน้ำที่ใช้ล้างผักผลไม้ไปใช้รดน้ำต้นไม้ เป็นต้น

5. สนับสนุนผลิตภัณฑ์และธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม : เลือกซื้อสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น สินค้าที่มีลักษณ์ฉลากเขียว โรงแรมที่เป็นมิตรกับสุขภาพและสิ่งแวดล้อม (GREEN Health Hotel) เป็นต้น

ที่มา : มูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย , อบก. (TGO) , SDG Resource Centre , อปท.นิวส์ , taragraphies.org , กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม , สำนักอนามัยสิ่งแวดล้อม กรมอนามัย