DialogueTop Stories

วิกฤตฮอร์มุซ สะเทือน Supply Shock สู่โอกาสตลาด Non-fossil พร้อมเปิดประตู ‘ประเทศไทย’ สร้างฐานเศรษฐกิจชีวภาพ

ผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ​(Hormuz) กระทบห่วงโซ่ธุรกิจทั่วโลก โดยเฉพาะ 'อุตสาหกรรมพลาสติก' แต่ขณะเดียวกันก็สร้างความตระหนักในการบริหารความเสี่ยง โดยเฉพาะการหันมาใช้วัตถุดิบต้นน้ำในกลุ่ม Non-fossil เพิ่มมากขึ้น และถือเป็นโอกาสสำหรับประเทศไทย ที่มีศักยภาพสูงใน​การผลิตกลุ่มไบโอพลาสติก และพลาสติกรีไซเคิล

สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ตะวันออกกลาง จากการโจมตีอิหร่าน นำมาสู่การปิด ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ (Hormuz) สร้างผลกระทบต่อภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมต่างๆ ทั่วโลก เนื่องจาก บริเวณดังกล่าวนับเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์สำคัญของระบบเศรษฐกิจโลก

โดยเฉพาะการเป็นแหล่ง​ผลิตพลังงานฟอสซิล ซึ่งถือเป็นวัตถุดิบต้นน้ำของหลากหลายอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญใน​ปัจจุบัน

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงสงครามภายในพื้นที่ หรือเป็นเรื่องของความขัดแย้งระหว่างคู่กรณีเท่านั้น แต่ยังกระทบ Global Supply Chain หรือ ห่วงโซ่ธุรกิจโลก เนื่องจากปริมาณซัพพลายน้ำมันฟอสซิลกว่า 20-25% ได้รับ​ผลกระทบ​จากความขัดแย้งนี้ และ​หายออกไปจากระบบ จึงกระทบต่อปริมาณวัตถุดิบที่ต้องนำไปใช้ในกระบวนการผลิต​ผลิตภัณฑ์หลากหลายกลุ่มตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เราจึงเห็นหลายธุรกิจออกมาประเมินผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนที่ปรับเพิ่มขึ้นจากวิกฤตน้ำมันฟอสซิล ทั้ง​จากราคาที่​ปรับ​สูงขึ้น รวมถึงอุปสรรคในการนำเข้าวัตถุดิบ และยังสร้างผลกระทบเป็นลูกโซ่​​สู่อุตสาหกรรมต่อเนื่อง ทั้งภาคขนส่ง ภาคพลังงาน ภาค​การเกษตรซึ่งเป็นต้นทางของธุรกิจอาหาร​ รวมไปถึงอุตสาหกรรมต่อเนื่องอย่างบรรจุภัณฑ์​ ที่ผู้ผลิตบางรายต้องใช้ แนฟทา (Naptha) เป็นหนึ่งในวัตถุดิบสำคัญของการผลิตเม็ดพลาสติก และ​​เป็นหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่อยู่ภายในห่วงโซ่ของน้ำมันฟอสซิลด้วยเช่นกัน

Photo Credit: Number 24 x Shutterstock Thailand

โอกาสของตลาด Non-Fossil

แม้โลกจะยังอยู่ท่ามกลางวิกฤต  และเต็มไปด้วยความกังวลต่อ Hormuz Effect ที่ยังต้องเฝ้าระวังและประเมินฉากทัศน์เพื่อรับมือต่อสถานการณ์ว่าจะขยายวงกว้างและลากยาวไปถึงเมื่อไหร่ แต่ในอีกมุมหนึ่งก็สร้างความตระหนักรู้ต่อความเสี่ยงสำคัญของโลกในการพึ่งพา​พลังงานฟอสซิล (Fossil-based) เพียงอย่างเดียว จึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญในการส่งเสริมวัตถุดิบ​ทางเลือกอื่นๆ ที่สามารถนำมาใช้ทดแทนน้ำมันฟอสซิลได้

โดยเฉพาะใน ‘อุตสาหกรรมพลาสติก’ ที่​ปริมาณความต้องการใช้ทั่วโลกอยู่ในระดับสูง และถือเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์สำคัญที่เข้าไปมีบทบาทในหลายอุตสาหกรรมสำคัญไม่ว่าจะเป็นด้านการแพทย์ ยานยนต์ ชิ้นส่วนอุปกรณ์ เสื้อผ้าและเส้นใย รวมทั้งบรรจุภัณฑ์ จึงจำเป็นต้องให้​ความสำคัญในการ​บริหารความเสี่ยง เพื่อลดผลกระทบจากความไม่แน่นอนที่จะเกิดขึ้นภายในห่วงโซ่อุปทาน ทั้งในปัจจุบันรวมทั้งในอนาคตข้างหน้า

วิกฤตที่เกิดขึ้น จึงเป็นหนึ่งภาพสะท้อนและตัวเร่งให้เห็นความจำเป็นในการส่งเสริมและพัฒนาผลิตภัณฑ์พลาสติกทางเลือกอย่าง ‘ไบโอพลาสติก’ (Bio-based Plastics) ​รวมท้ัง ‘พลาสติกรีไซเคิล’ (Recycled Plastics) เพิ่มมากขึ้น ซึ่งปัจจุบัน​มีความพร้อมทั้ง​ด้านเทคโนโลยี รวมทั้งปริมาณซัพพลายของวัตถุดิบที่สามารถผลิตได้จากกลุ่มพืชพลังงาน ไปจนถึงการรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์พลาสติกใช้แล้ว โดยลดการพึ่งพากลุ่มพลังงานฟอสซิล​ และยังสอดคล้องกับเมกะเทรนด์สำคัญของโลกเรื่อง Sustainability ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และการมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 อีกด้วย

ความพร้อม ‘ประเทศไทย’ สู่ศูนย์กลางผลิต ‘พลาสติกทางเลือก’

การขับเคลื่อนเพื่อส่งเสริมทั้งการผลิตและการใช้งานพลาสติกทางเลือกอย่าง ไบโอพลาสติก​ และพลาสติกรีไซเคิล นับเป็นอีกหนึ่งแนวทางจัดการเพื่อช่วยลดความเสี่ยงของโลกในยุคที่เต็มไปด้วยความผันผวน และความท้าทายรอบด้าน

ที่สำคัญยังเป็นการสร้างโอกาสสำคัญให้ประเทศไทย ในฐานะ ‘ศูนย์กลางการผลิต’ ทั้งไบโอพลาสติก​ และพลาสติกรีไซเคิล เนื่องจากความพร้อมทั้งการมีซัพพลายวัตถุดิบอย่างเพียงพอสำหรับการผลิต ไบโอพลาสติก​ (Bio-based Plastics) จากผลผลิตทางการเกษตร ในกลุ่มพืชพลังงาน โดยเฉพาะ ‘อ้อย’  ​ซึ่งประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ปลูกหลักๆ ของโลก จึงมีปริมาณเพียงพอสำหรับการป้อนสู่กระบวนการผลิตไบโอพลาสติก

ทั้งนี้ ภาคเอกชนของไทยถือว่ามีความพร้อมในการพัฒนาไบโอพลาสติก​อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการนำวัตถุดิบทางการเกษตร ซึ่งเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ รองรับการ​แปรรูปเป็นวัสดุไบโอพลาสติก​ที่สามารถใช้งานได้จริงในระดับอุตสาหกรรม

ประกอบกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในปัจจุบัน ทำให้การผลิตไบโอพลาสติกจากอ้อยไม่ใช่เรื่องของอนาคตอีกต่อไป แต่เป็นอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นแล้ว และสามารถตอบโจทย์การใช้งานในหลากหลายรูปแบบ ทั้งบรรจุภัณฑ์ เส้นใยสิ่งทอ ไปจนถึงสินค้าอุปโภคบริโภค

ที่สำคัญ การพัฒนาในลักษณะนี้ยังช่วยต่อยอดมูลค่าให้กับภาคเกษตรของไทย เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำสู่ปลายน้ำ และสร้างระบบการผลิตที่ลดการพึ่งพาวัตถุดิบจากฟอสซิล พร้อมรองรับความต้องการวัสดุคาร์บอนต่ำที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องในระดับโลก

สำหรับ กลุ่มพลาสติกรีไซเคิล (Recycled Plastics) เป็นการสร้างโอกาสตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพื่อ​บริหารจัดการบรรจุภัณฑ์พลาสติกหลังการบริโภค (PCR Plastic) ให้สามารถนำกลับมาสร้างคุณค่าใหม่ได้อีกครั้ง (Waste to Value) ​และเริ่มเห็นทั้ง​การตื่นตัวและความร่วมมือจากหลายภาคส่วนทั้งภาครัฐ และเอกชน ในการณรงค์การแยกขยะ รวมทั้งการนำผลิตภัณฑ์พลาสติก PCR กลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล เพื่อนำไปผลิตเป็นเม็ดพลาสติกรีไซเคิล ทั้งกลุ่ม r-PET รวมทั้ง r-HDPE เพื่อผลิตเป็นพลาสติกรีไซเคิลได้ใหม่อีกครั้ง

Photo Credit: Number 24 x Shutterstock Thailand

โดยเฉพาะในกลุ่ม r-PET ซึ่งปัจจุบันมีผู้ประกอบการไทย ได้รับการรับรองด้านความปลอดภัยจาก อย. ทำให้มาตรฐาน r-PET ที่ผลิตได้เทียบเท่าเม็ดพลาสติกใหม่ และมีความปลอดภัยในระดับ Food Grade ทำให้สามารถขับเคลื่อนการรีไซเคิลในระบบปิด (Closed Loop)  เพื่อรีไซเคิลแบบ​ Bottle  to Bottle ได้อย่างสมบูรณ์ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาทรัพยากรต้นทางอย่างฟอสซิลเป็นหลักแต่เพียงอย่างเดีย

ขณะที่กลุ่ม  r-HDPE ก็สามารถนำมาเป็นวัตถุดิบสำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นบรรจุภัณฑ์สินค้าต่างๆ วัสดุอุปกรณ์ใช้งานในครัวเรือน หรือในระดับอุตสาหกรรม หรือแม้แต่ในกลุ่มวัสดุก่อสร้าง เป็นต้น

เห็นได้ว่า แม้จะอยู่ท่ามกลางวิกฤต แต่ประเทศไทย ยังมีพื้นที่สำหรับการสร้างโอกาสใหม่ได้เสมอ และหากอยากจะขับเคลื่อนได้อย่างเป็นรูปธรรมจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนา​อย่างรวดเร็วและจับต้องได้ ทั้งการมีมาตรการและส่งเสริมจากภาครัฐ ​เพื่อให้เกิดการต่อยอดจากจุดแข็งและแต้มต่อของประเทศในฐานะครัวของโลก รวมทั้งยัง​มีพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่เหมาะสมสำหรับการปลูกพืชพลังงานต่างๆ เพื่อสนับสนุนและช่วยขับเคลื่อนความพร้อมให้ภาคเอกชนในการพัฒนาเทคโนโลยี หรือการลงทุนในอุตสาหกรรมนี้ ซึ่งถือเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตได้อย่างต่อเนื่องและแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น

Photo Credit: Number 24 x Shutterstock Thailand

รวมทั้งภาคประชาชน ที่สามารถมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนผ่านพฤติกรรมในชีวิตประจำนวัน ไม่ว่าจะเป็นการแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง เพื่อมีส่วนช่วยเพิ่มปริมาณวัตถุดิบต้นทางไปต่อยอดสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ หรือสนับสนุนแบรนด์ที่ส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพและรีไซเคิล ซึ่งไม่ใช่เพียงการตอบโจทย์ในมิติสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังเป็นการลดความเสี่ยงในห่วงโซ่การผลิต สร้างความมีเอกภาพและความเข้มแข็งให้กับซัพพลายเชนภายในประเทศ ซึ่งเริ่มต้นได้ง่ายๆ และทุกคนในประเทศสามารถเข้ามาขับเคลื่อนร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ