สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ตะวันออกกลาง จากการโจมตีอิหร่าน นำมาสู่การปิด ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ (Hormuz) สร้างผลกระทบต่อภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมต่างๆ ทั่วโลก เนื่องจาก บริเวณดังกล่าวนับเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์สำคัญของระบบเศรษฐกิจโลก
โดยเฉพาะการเป็นแหล่งผลิตพลังงานฟอสซิล ซึ่งถือเป็นวัตถุดิบต้นน้ำของหลากหลายอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญในปัจจุบัน
ผลกระทบที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงสงครามภายในพื้นที่ หรือเป็นเรื่องของความขัดแย้งระหว่างคู่กรณีเท่านั้น แต่ยังกระทบ Global Supply Chain หรือ ห่วงโซ่ธุรกิจโลก เนื่องจากปริมาณซัพพลายน้ำมันฟอสซิลกว่า 20-25% ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งนี้ และหายออกไปจากระบบ จึงกระทบต่อปริมาณวัตถุดิบที่ต้องนำไปใช้ในกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์หลากหลายกลุ่มตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เราจึงเห็นหลายธุรกิจออกมาประเมินผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนที่ปรับเพิ่มขึ้นจากวิกฤตน้ำมันฟอสซิล ทั้งจากราคาที่ปรับสูงขึ้น รวมถึงอุปสรรคในการนำเข้าวัตถุดิบ และยังสร้างผลกระทบเป็นลูกโซ่สู่อุตสาหกรรมต่อเนื่อง ทั้งภาคขนส่ง ภาคพลังงาน ภาคการเกษตรซึ่งเป็นต้นทางของธุรกิจอาหาร รวมไปถึงอุตสาหกรรมต่อเนื่องอย่างบรรจุภัณฑ์ ที่ผู้ผลิตบางรายต้องใช้ แนฟทา (Naptha) เป็นหนึ่งในวัตถุดิบสำคัญของการผลิตเม็ดพลาสติก และเป็นหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่อยู่ภายในห่วงโซ่ของน้ำมันฟอสซิลด้วยเช่นกัน

โอกาสของตลาด Non-Fossil
แม้โลกจะยังอยู่ท่ามกลางวิกฤต และเต็มไปด้วยความกังวลต่อ Hormuz Effect ที่ยังต้องเฝ้าระวังและประเมินฉากทัศน์เพื่อรับมือต่อสถานการณ์ว่าจะขยายวงกว้างและลากยาวไปถึงเมื่อไหร่ แต่ในอีกมุมหนึ่งก็สร้างความตระหนักรู้ต่อความเสี่ยงสำคัญของโลกในการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล (Fossil-based) เพียงอย่างเดียว จึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญในการส่งเสริมวัตถุดิบทางเลือกอื่นๆ ที่สามารถนำมาใช้ทดแทนน้ำมันฟอสซิลได้
โดยเฉพาะใน ‘อุตสาหกรรมพลาสติก’ ที่ปริมาณความต้องการใช้ทั่วโลกอยู่ในระดับสูง และถือเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์สำคัญที่เข้าไปมีบทบาทในหลายอุตสาหกรรมสำคัญไม่ว่าจะเป็นด้านการแพทย์ ยานยนต์ ชิ้นส่วนอุปกรณ์ เสื้อผ้าและเส้นใย รวมทั้งบรรจุภัณฑ์ จึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญในการบริหารความเสี่ยง เพื่อลดผลกระทบจากความไม่แน่นอนที่จะเกิดขึ้นภายในห่วงโซ่อุปทาน ทั้งในปัจจุบันรวมทั้งในอนาคตข้างหน้า
วิกฤตที่เกิดขึ้น จึงเป็นหนึ่งภาพสะท้อนและตัวเร่งให้เห็นความจำเป็นในการส่งเสริมและพัฒนาผลิตภัณฑ์พลาสติกทางเลือกอย่าง ‘ไบโอพลาสติก’ (Bio-based Plastics) รวมท้ัง ‘พลาสติกรีไซเคิล’ (Recycled Plastics) เพิ่มมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีความพร้อมทั้งด้านเทคโนโลยี รวมทั้งปริมาณซัพพลายของวัตถุดิบที่สามารถผลิตได้จากกลุ่มพืชพลังงาน ไปจนถึงการรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์พลาสติกใช้แล้ว โดยลดการพึ่งพากลุ่มพลังงานฟอสซิล และยังสอดคล้องกับเมกะเทรนด์สำคัญของโลกเรื่อง Sustainability ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และการมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 อีกด้วย

ความพร้อม ‘ประเทศไทย’ สู่ศูนย์กลางผลิต ‘พลาสติกทางเลือก’
การขับเคลื่อนเพื่อส่งเสริมทั้งการผลิตและการใช้งานพลาสติกทางเลือกอย่าง ไบโอพลาสติก และพลาสติกรีไซเคิล นับเป็นอีกหนึ่งแนวทางจัดการเพื่อช่วยลดความเสี่ยงของโลกในยุคที่เต็มไปด้วยความผันผวน และความท้าทายรอบด้าน
ที่สำคัญยังเป็นการสร้างโอกาสสำคัญให้ประเทศไทย ในฐานะ ‘ศูนย์กลางการผลิต’ ทั้งไบโอพลาสติก และพลาสติกรีไซเคิล เนื่องจากความพร้อมทั้งการมีซัพพลายวัตถุดิบอย่างเพียงพอสำหรับการผลิต ไบโอพลาสติก (Bio-based Plastics) จากผลผลิตทางการเกษตร ในกลุ่มพืชพลังงาน โดยเฉพาะ ‘อ้อย’ ซึ่งประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ปลูกหลักๆ ของโลก จึงมีปริมาณเพียงพอสำหรับการป้อนสู่กระบวนการผลิตไบโอพลาสติก
ทั้งนี้ ภาคเอกชนของไทยถือว่ามีความพร้อมในการพัฒนาไบโอพลาสติกอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการนำวัตถุดิบทางการเกษตร ซึ่งเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ รองรับการแปรรูปเป็นวัสดุไบโอพลาสติกที่สามารถใช้งานได้จริงในระดับอุตสาหกรรม

ประกอบกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในปัจจุบัน ทำให้การผลิตไบโอพลาสติกจากอ้อยไม่ใช่เรื่องของอนาคตอีกต่อไป แต่เป็นอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นแล้ว และสามารถตอบโจทย์การใช้งานในหลากหลายรูปแบบ ทั้งบรรจุภัณฑ์ เส้นใยสิ่งทอ ไปจนถึงสินค้าอุปโภคบริโภค
ที่สำคัญ การพัฒนาในลักษณะนี้ยังช่วยต่อยอดมูลค่าให้กับภาคเกษตรของไทย เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำสู่ปลายน้ำ และสร้างระบบการผลิตที่ลดการพึ่งพาวัตถุดิบจากฟอสซิล พร้อมรองรับความต้องการวัสดุคาร์บอนต่ำที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องในระดับโลก
สำหรับ กลุ่มพลาสติกรีไซเคิล (Recycled Plastics) เป็นการสร้างโอกาสตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพื่อบริหารจัดการบรรจุภัณฑ์พลาสติกหลังการบริโภค (PCR Plastic) ให้สามารถนำกลับมาสร้างคุณค่าใหม่ได้อีกครั้ง (Waste to Value) และเริ่มเห็นทั้งการตื่นตัวและความร่วมมือจากหลายภาคส่วนทั้งภาครัฐ และเอกชน ในการณรงค์การแยกขยะ รวมทั้งการนำผลิตภัณฑ์พลาสติก PCR กลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล เพื่อนำไปผลิตเป็นเม็ดพลาสติกรีไซเคิล ทั้งกลุ่ม r-PET รวมทั้ง r-HDPE เพื่อผลิตเป็นพลาสติกรีไซเคิลได้ใหม่อีกครั้ง

โดยเฉพาะในกลุ่ม r-PET ซึ่งปัจจุบันมีผู้ประกอบการไทย ได้รับการรับรองด้านความปลอดภัยจาก อย. ทำให้มาตรฐาน r-PET ที่ผลิตได้เทียบเท่าเม็ดพลาสติกใหม่ และมีความปลอดภัยในระดับ Food Grade ทำให้สามารถขับเคลื่อนการรีไซเคิลในระบบปิด (Closed Loop) เพื่อรีไซเคิลแบบ Bottle to Bottle ได้อย่างสมบูรณ์ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาทรัพยากรต้นทางอย่างฟอสซิลเป็นหลักแต่เพียงอย่างเดีย
ขณะที่กลุ่ม r-HDPE ก็สามารถนำมาเป็นวัตถุดิบสำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นบรรจุภัณฑ์สินค้าต่างๆ วัสดุอุปกรณ์ใช้งานในครัวเรือน หรือในระดับอุตสาหกรรม หรือแม้แต่ในกลุ่มวัสดุก่อสร้าง เป็นต้น
เห็นได้ว่า แม้จะอยู่ท่ามกลางวิกฤต แต่ประเทศไทย ยังมีพื้นที่สำหรับการสร้างโอกาสใหม่ได้เสมอ และหากอยากจะขับเคลื่อนได้อย่างเป็นรูปธรรมจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาอย่างรวดเร็วและจับต้องได้ ทั้งการมีมาตรการและส่งเสริมจากภาครัฐ เพื่อให้เกิดการต่อยอดจากจุดแข็งและแต้มต่อของประเทศในฐานะครัวของโลก รวมทั้งยังมีพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่เหมาะสมสำหรับการปลูกพืชพลังงานต่างๆ เพื่อสนับสนุนและช่วยขับเคลื่อนความพร้อมให้ภาคเอกชนในการพัฒนาเทคโนโลยี หรือการลงทุนในอุตสาหกรรมนี้ ซึ่งถือเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตได้อย่างต่อเนื่องและแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น

รวมทั้งภาคประชาชน ที่สามารถมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนผ่านพฤติกรรมในชีวิตประจำนวัน ไม่ว่าจะเป็นการแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง เพื่อมีส่วนช่วยเพิ่มปริมาณวัตถุดิบต้นทางไปต่อยอดสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ หรือสนับสนุนแบรนด์ที่ส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพและรีไซเคิล ซึ่งไม่ใช่เพียงการตอบโจทย์ในมิติสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังเป็นการลดความเสี่ยงในห่วงโซ่การผลิต สร้างความมีเอกภาพและความเข้มแข็งให้กับซัพพลายเชนภายในประเทศ ซึ่งเริ่มต้นได้ง่ายๆ และทุกคนในประเทศสามารถเข้ามาขับเคลื่อนร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ






