องค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (TBCSD : Thailand Business Council for Sustainable Development ) ร่วมกับ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (Thailand Environment Institute หรือ TEI) และ สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) (Biodiversity-Based Economy Development Office (Public Organization) หรือ BEDO ร่วมมือจัดงานสัมมนา ‘Triple Planetary Crisis : เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสสร้างแนวทางสู่อนาคตที่ยั่งยืน’
เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวิกฤตปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่ได้ส่งผลกระทบทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และมลพิษ พร้อมร่วมกำหนดแนวทางดำเนินงานแบบบูรณาการทั้งในระดับเชิงนโยบาย และการปฏิบัติในเชิงพื้นที่ เพื่อแก้ไขวิกฤตปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ทั้ง 3 ประการที่มีความเชื่อมโยงกันในทุกมิติ เพื่อร่วมเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสสร้างแนวทางสู่อนาคตที่ยั่งยืน
‘วิกฤตสิ่งแวดล้อม’ คือเรื่องเดียวกับวิกฤตเศรษฐกิจ
ดร.ธนิต ชังถาวร ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (BEDO) กล่าวว่า วิกฤตโลกด้านความหลากหลายทางชีวภาพ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และมลภาวะสิ่งแวดล้อม กำลังเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ภาคธุรกิจต้องปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับข้อจำกัดของทรัพยากรธรรมชาติ เพราะวิกฤตเหล่านี้ไม่ใช่เพียงแค่ผลประทบทางสิ่งแวดล้อมหรือธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่ยังส่งผลกระทบต่อการเติบโตของภาคธุรกิจด้วย ขณะที่การแข่งขันของภาคธุรกิจในปัจจุบันไม่ได้แข่งเพียงแต่การเพิ่มประสิทธิภาพ ประสิทธิผล การเติบโต หรือแค่เพียงนวัตกรรมเท่านั้น แต่ยังต้องมองครอบคลุมไปถึงความสามารถของธุรกิจในการปรับตัวต่อความเสี่ยงจากผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมด้วย

” BEDO พร้อมทำหน้าที่เชื่อมโยงทรัพยากรชีวภาพ ชุมชน และภาคธุรกิจ เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจควบคู่กับการอนุรักษ์ฐานทรัพยากรของประเทศ โดยได้พัฒนาโปรแกรม Business & Biodiversity Sustainability Program เพื่อทำงานร่วมกับภาคธุรกิจในการเตรียมพร้อมประเมินตัวเอง วางแผน เพื่อสามารถลดผลกระทบการดำเนินงานทางธุรกิจที่จะส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งในอนาคตมิติเหล่านี้อาจถูกกำหนดให้กลายเป็นเงื่อนไขทางการค้าในรูปแบบที่ไม่ใช่ภาษี หรือ Non-Tariff Barriers ในระดับนานาชาติได้ รวมทั้งการผลักดันแนวคิด Nature Positive หรือเศรษฐกิจธรรมชาติเชิงบวก เพื่อสนับสนุนให้ภาคธุรกิจดำเนินงานอย่างเป็นมิตรต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ฟื้นฟูระบบนิเวศ และสร้างคุณค่าระยะยาวให้แก่เศรษฐกิจและสังคม รวมถึงต่อยอดความร่วมมือสู่การปฏิบัติจริง เพื่อเปลี่ยนความท้าทายไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน”
คุณปรีญาพร สุวรรณเกษ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะประธานกล่าวเปิดงานสัมมนา และได้ร่วมบรรยายพิเศษเรื่อง ‘Triple Planetary Crisis: ทิศทางนโยบายและบทบาทของประเทศไทยสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน’ โดยให้ข้อมูลว่า 3 ประเด็นความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ อันได้แก่ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Loss) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และปัญหามลภาวะสิ่งแวดล้อม (Pollution) ได้กลายเป็นความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันเร่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน โดยต้องอาศัยการแก้ไขปัญหาอย่างบูรณาการและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคเอกชนซึ่งถือเป็นกำลังสำคัญในการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้

โดยปัจจุบันนี้ โลกไม่ใช่เพียงกำลังเผชิญกับความเสี่ยงด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่กำลังก้าวเข้าสู่ภาวะวิกฤตอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งอุณหภูมิเฉลี่ยในปี 2024 ที่ผ่านมา ซึ่งสูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียสแล้ว และยังสูงสุดในประวัติศาสตร์ของโลก รวมทั้งความเข้มข้นของก๊าซ CO2 ซึ่งสูงที่สุดในรอบ 2 ล้านปีของโลก ขณะที่มหาสมุทรได้ดูดซับความร้อนส่วนเกินเพิ่มขึ้นถึง 91% และมีอุณหภูมิเพิ่มขึ้นในอัตราเร็วขึ้นเป็น 2 เท่าในช่วง20 ปีที่ผ่านมา ส่งผลต่อระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นแล้วกว่า 11 เซนติเมตร นับจากปี 1973 ส่วนความเสี่ยงต่อการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ คาดว่าสิ่งมีชีวิตกว่า 1 ล้านสายพันธุ์ มีโอกาสสูญพันธุ์ได้ภายในไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า ซึ่งชัดเจนว่าโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ และมีแนวโน้มรุนแรงและรวดเร็วเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“วิกฤตทั้ง 3 ด้านมีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด เพราะการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ และเพิ่มความเสี่ยงต่อการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ รวมท้ังมีผลต่อความสามารถของธรรมชาติในการดูดซับก๊าซเรือนกระจกได้ลดลง ขณะที่ปัญหามลพิษก็จะซ้ำเติมให้ทั้งสองวิกฤตรุนแรงเพิ่มขึ้นอีก ดังนั้น การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ไม่สามารถดำเนินการแบบแยกส่วนได้ แต่ต้องดำเนินการร่วมกันอย่างบูรณาการ โดยเฉพาะการส่งเสริมแนวทางการพัฒนาที่มุ่งสู่ Nature Positive ที่ให้ความสำคัญในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน”
นอกจากนี้ ทั้ง 3 วิกฤตยังกลายเป็นกรอบสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจโลก เนื่องจากผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่เพียงเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ แต่กระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจโลก เช่น การเกิดภัยธรรมชาติที่มีความรุนแรงและบ่อยครั้งขึ้น รวมทั้งยังส่งผลกระทบต่อชีวิต ทรัพย์สิน และระบบเศรษฐกิจเป็นวงกว้าง เช่น การเกิดไฟป่าในรัฐแคลิฟอเนียร์ ที่สร้างความเสียหายกว่า 6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (USD) อุทกภัยในเวียดนาม สร้างความเสียหาย 1,900 ล้านUSD นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าปัญหาความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศยังส่งผลต่อสุขภาพของประชากรโลก โดยพบว่าผลกระทบจากมลพิษ เป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของคนกว่า 7 ล้านคนทั่วโลก
ขณะเดียวกัน วิกฤต Biodiversity Loss ยังส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมของโลก โดย WEF ระบุว่า ระบบเศรษฐกิจมูลค่ากว่า 44 ล้านล้านUSD หรือมากกว่าครึ่งหนึ่งของ GDP โลก ต้องพึ่งพิงจากทรัพยากรธรรมชาติทั้งในระดับสูงและระดับปานกลาง รวมทั้งพืชอาหารกว่า 75% ของโลก ที่ยังต้องอาศัยการผสมกสรตามธรรมชาติ ดังนั้น จึงเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ทั้งวิกฤตสิ่งแวดล้อมทั้ง 3 เรื่องนี้ จึงถือเป็นความเสี่ยงสำคัญและส่งผลกระทบโดยตรงทั้งต่อระบบโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ห่วงโซ่อุปทานโลก ความมั่นคงทั้งอาหาร น้ำ และวัตถุดิบ ไปจนถึงภาคแรงงาน ดังนั้น ความมั่นคงของสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ จึงเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ

“ปัจจุบันหลายภาคส่วนเริ่มได้รับผลกระทบจากวิกฤตสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมที่เริ่มเห็นได้อย่างชัดเจน ทั้งภาคพลังงาน ที่ต่างเร่งขับเคลื่อนไปสู่การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ภาคเกษตรที่ผลผลิตได้รับผลกระทบจากความแปรปรวนของสภาพอากาศ รวมทั้งภาคอสังหาริมทรัพย์ ที่ต้องปรับตัวต่อความเสี่ยงจากปัญหาน้ำท่วมรวมทั้งความร้อน และเป็นภาพสะท้อนอย่างชัดเจนว่าความเสี่ยงทางสิ่งแวดล้อม ได้กลายเป็นความเสี่ยงของภาคธุรกิจแล้วอย่างแท้จริง”
ภาคเอกชน ร่วมมือแก้ Tripple Crisis อย่างบูรณาการ
คุณประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน กล่าวว่า องค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนา อย่างยั่งยืน (TBCSD) ในฐานะเครือข่ายธุรกิจด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดเครือข่ายหนึ่งของประเทศมีความมุ่งมั่น ในการร่วมสร้างเครือข่ายภาคธุรกิจเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน โดย TBCSD ได้มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมและขับเคลื่อนให้ภาคธุรกิจ ร่วมกับภาครัฐ และภาคส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ในการแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม
ของประเทศไทย ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Loss) และ มลพิษ (Pollution) ซึ่งปัญหาหลักทั้ง 3 ประการนี้ล้วนมีความเชื่อมโยงกันและส่งผลกระทบ
ซึ่งกันและกัน การแก้ไขปัญหาใดปัญหาหนึ่งโดยปราศจากการพิจารณาเชิงระบบไม่อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ยั่งยืนได้

“ทุกภาคส่วนต้องบูรณาการมาตรการเพื่อรับมือกับวิกฤตทั้งสามพร้อมกันอย่างเป็นระบบ โดยประเด็นด้านความหลากหลายทางชีวภาพได้เป็นประเด็นที่ TBCSD นำมาหารือกับองค์กรสมาชิกเพื่อร่วมขับเคลื่อนประเด็นธุรกิจเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพ (Business for Biodiversity) “ความหลากหลายทางชีวภาพ” (Biodiversity) นับว่าเป็น “ต้นทุนทางเศรษฐกิจ” ที่มีความสำคัญอย่างมากและต้องได้รับการดูแล ฟื้นฟู อนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน โดยในมุมของภาคธุรกิจ องค์กรภาคธุรกิจไทยควรที่จะต้องเริ่มนำแนวคิดเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพเข้าไปผนวกอยู่ในแผนการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรมอันเป็นกุญแจสำคัญสู่ระบบนิเวศที่ยั่งยืน เพื่อเป็นการสร้างโอกาสในการแข่งขันในอนาคต ทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการรูปแบบใหม่ ๆ รวมถึง การเข้าถึงกลไกการเงินเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพ อีกด้วย”
ร่วมหาทางรอดจาก 3 วิกฤตโลก
ช่วงเสวนา เรื่อง Triple Planetary Crisis: ร่วมหาทางรอดจาก 3 วิกฤตโลกสู่อนาคตที่ยั่งยืน โดยผู้บริหารระดับสูงจาก 3 หน่วยงานหลักที่มีบทบาทสำคัญในการร่วมเปลี่ยนวิกฤตปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมให้เป็นโอกาสสร้างแนวทางสู่อนาคตที่ยั่งยืน ดังนี้
คุณณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก กล่าวว่า ปัจจุบันคาร์บอนเครดิต ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือทางการเงินเพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่านั้น แต่กำลังถูกยกระดับให้เป็นกลไกสำคัญในการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเป็น ‘เทคโนโลยีทางธรรมชาติ’ ที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการกักเก็บคาร์บอนและยับยั้งวิกฤตโลกเดือดอย่างยั่งยืน
“การพัฒนาโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER) โดยเฉพาะในภาคป่าไม้และการเกษตร ไม่เพียงแต่ช่วยดูดซับและกักเก็บคาร์บอน แต่ยังเป็นการรักษาและฟื้นฟูระบบนิเวศ รักษาความหลากหลายทางชีวภาพ สร้างผลประโยชน์ร่วมที่วัดผลได้ ทั้งการเป็นแหล่งต้นน้ำ การรักษาความปลอดภัยทางอาหาร และการสร้างรายได้เสริมให้ชุมชนท้องถิ่นผ่านการดูแลป่า ดังนั้น การบูรณาการระหว่างคาร์บอนเครดิตและการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ คือ กุญแจสำคัญที่จะเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) อย่างสมดุล มั่นคง และได้รับการยอมรับในเวทีโลกอย่างแท้จริง”

ดร.ธนิต ชังถาวร ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) (BEDO) กล่าวว่า วิกฤตความหลากหลายทางชีวภาพกำลังเปลี่ยนจากประเด็นปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมไปสู่ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและธุรกิจโดยตรง จากแรงกดดันของกิจกรรมมนุษย์ที่ส่งผลต่อระบบนิเวศอย่างต่อเนื่อง ภาคธุรกิจจึงมีบทบาทสำคัญทั้งในฐานะผู้พึ่งพาและผู้มีส่วนก่อให้เกิดผลกระทบ ขณะเดียวกัน แนวโน้มระดับโลกเริ่มมีการผลักดันนโยบายและกฎหมายด้านความหลากหลายทางชีวภาพอย่างจริงจัง ทำให้ภาคธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัวและยกระดับการดำเนินงานให้สอดคล้องกับบริบทใหม่
“แนวคิด Nature Positive จึงถูกนำมาเป็นทิศทางสำคัญ โดยมุ่งเน้นฟื้นฟูและเพิ่มพูนธรรมชาติควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจ ไม่ใช่เพียงการลดผลกระทบเท่านั้น ในบริบทของประเทศไทย BEDO มุ่งผลักผลันการขับเคลื่อนของภาคธุรกิจสู่ Nature Positive Economy ผ่านกรอบการดำเนินงาน ACT-D ได้แก่ การประเมิน (Assess) การกำหนดแผน (Commit) การปรับเปลี่ยนสู่การดำเนินงานที่ยั่งยืน (Transform) และการเปิดเผยข้อมูล (Disclose) ที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถประเมิน วางแผน ปรับตัว และเปิดเผยข้อมูลด้านความหลากหลายทางชีวภาพได้อย่างเป็นระบบ ซึ่งทิศทางดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนผ่านสำคัญของภาคธุรกิจ จากการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ไปสู่การสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อธรรมชาติ ซึ่งไม่เพียงเป็นความรับผิดชอบ แต่ยังเป็นโอกาสในการสร้างความยั่งยืนและความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวของเศรษฐกิจไทย”

ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยและเลขาธิการองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยและประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกกำลังเผชิญกับวิกฤตปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมโลก 3 ประการ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และมลพิษ ซึ่งล้วนมีความเชื่อมโยงกันในทุกมิติจนกลายมาเป็นความท้าทายในการหาแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน ได้แก่ ปัญหามลพิษทางอากาศจาก PM2.5 อย่างไรก็ดี การแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 เป็นความท้าทายในยุคโลกรวนที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการบูรณาการจัดการแก้ไขปัญหาในทุกมิติตั้งแต่ระดับนโยบายลงไปจนถึงระดับการปฎิบัติการในเชิงพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม รวมถึง ปัญหามลพิษขยะและขยะพลาสติก
“ปัจจุบันภาคธุรกิจไทยได้มีการบูรณาการความร่วมมือกับภาคีทุกภาคส่วนในการร่วมแก้ไขปัญหาขยะและการจัดการขยะพลาสติกทั้งในเชิงระดับนโยบายและการปฏิบัติในพื้นที่ เพื่อสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circularity Ecosystem) ในการจัดการปัญหาขยะพลาสติกและขยะอื่น ๆ อย่างเป็นรูปธรรมบนพื้นฐานของการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุลตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน อันเป็นการ แสดงถึงความมุ่งมั่นในการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการหมุนเวียนวัสดุและการจัดการขยะอย่างยั่งยืน เพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนการหมุนเวียนพลาสติกทั้งระบบ ร่วมแก้ปัญหาขยะพลาสติกด้วยกลไกทางธุรกิจ โดยมีเป้าหมายใน การลดปริมาณขยะ เพิ่มอัตราการรีไซเคิล และสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัสดุใช้แล้วเพื่อให้เกิดคุณค่าทางเศรษฐกิจ การเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย”






