ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด แม้รถยนต์ไฟฟ้าจะมีบทบาทสำคัญ แต่ภาคขนส่งโดยเฉพาะรถบรรทุกและเครื่องจักรกลหนัก ยังจำเป็นต้องพึ่งพาเครื่องยนต์ดีเซล น้ำมันไบโอดีเซลคุณภาพสูง หรือ H-FAME สามารถเป็นอีกหนึ่งคำตอบในช่วงเปลี่ยนผ่าน (Transition Fuel) สู่เทคโนโลยีใหม่ในอนาคต
ด้วยคุณสมบัติสำคัญ ได้แก่ เป็น Drop-in Fuel ใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลเดิมได้ทันที ลดการปล่อยคาร์บอนได้ถึง 50% และลดการปล่อยฝุ่น PM ได้สูงถึง 86% เมื่อเทียบกับการใช้น้ำมันดีเซลจากปิโตรเลียม ได้มีการทดสอบภาคสนามทดแทนน้ำมันดีเซลจากปิโตรเลียมได้มากกว่าไบโอดีเซลทั่วไป ที่ผสมได้ไม่เกิน 20% หรือ B20

H-FAME โอกาส ‘เชื้อเพลิงชีวภาพคาร์บอนต่ำ’
ดร.พีรวัฒน์ สายสิริรัตน์ หัวหน้าโครงการและหัวหน้าทีมวิจัยพลังงานทดแทนและประสิทธิภาพพลังงาน กลุ่มวิจัยพลังงานคาร์บอนต่ำ ENTEC สวทช. สะท้อนมุมมองว่า แม้โลกกำลังก้าวสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้าอย่างรวดเร็ว แต่ภาคการขนส่งสินค้ายังไม่สามารถเปลี่ยนผ่านได้ในทันที เทคโนโลยีต้องการการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับ รวมถึงข้อจำกัดด้านต้นทุน ทำให้เชื้อเพลิงทางเลือกยังคงมีบทบาทสำคัญในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้
โดยเฉพาะเชื้อเพลิงที่สามารถผลิตได้จากวัตถุดิบในประเทศ ซึ่งไม่เพียงช่วยลดการปล่อยคาร์บอน แต่ยังเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดโลก ซึ่งในบริบทนี้ H-FAME ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อขจัดข้อจำกัดของไบโอดีเซลทั่วไป โดยเฉพาะด้านเสถียรภาพต่อการเกิดออกซิเดชั่น (Oxidation Stability) ช่วยรักษาค่ากรดให้เป็นไปตามมาตรฐานแม้มีการกักเก็บเป็นระยะเวลานาน

ทั้งยังลดการเกิดตะกอนที่ก่อให้เกิดการอุดตันในระบบเชื้อเพลิงและการเสื่อมสภาพของหัวฉีด ส่งผลให้สามารถยืดอายุการใช้งานของเครื่องยนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งยังคงความสามารถของไบโอดีเซลทั่วไปไว้ ทั้งในการลดมลพิษฝุ่นละอองขนาดเล็ก และการชะล้างชิ้นส่วนในระบบเชื้อเพลิง
“จุดเด่นสำคัญของ H-FAME คือเป็นเชื้อเพลิงประเภท Drop-in Fuel สามารถนำไปใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลเดิมได้ทันทีโดยไม่ต้องดัดแปลง จึงถือเป็น ‘คำตอบที่ใช้งานได้จริงในปัจจุบัน’ เพราะสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ทันทีในวงกว้าง โดยเฉพาะในภาคขนส่งเชิงพาณิชย์ เช่น รถบรรทุก ที่ใช้ในภาคโลจิสติกส์ ซึ่งยังพึ่งพาเครื่องยนต์ดีเซลเป็นหลัก การใช้ H-FAME จึงเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศไปสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี ค.ศ. 2050 ได้อย่างเป็นรูปธรรม”
นอกจากนี้ H-FAME ยังมีบทบาทในมิติทางเศรษฐกิจและนโยบายพลังงานของประเทศ การใช้เชื้อเพลิงชีวภาพที่ผลิตจากวัตถุดิบในประเทศ เช่น น้ำมันปาล์ม จะช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ และบรรเทาภาระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในช่วงที่ราคาพลังงานโลกผันผวน

“ยิ่งเราใช้พลังงานที่ผลิตได้เองมากเท่าไร ก็ยิ่งช่วยลดแรงกดดันด้านราคา และสร้างเสถียรภาพให้กับระบบพลังงานของประเทศมากขึ้น ในภาพรวม H-FAME จึงไม่ใช่เพียงทางเลือกของเชื้อเพลิงชีวภาพแต่จะเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงนโยบายพลังงานของภาครัฐเข้ากับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมทั้งในด้านอุปสงค์และอุปทาน ช่วยเพิ่มการใช้วัตถุดิบในประเทศอย่างน้ำมันปาล์ม กระจายรายได้สู่ภาคการเกษตร และเสริมความมั่นคงทางพลังงาน ควบคู่ไปกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม บทบาทของเราคือการพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือให้ประเทศเดินไปสู่พลังงานสะอาดได้จริง”
ดร.ศุภฤกษ์ เห็นประเสริฐแท้ นักวิจัยจากทีมวิจัยเทคโนโลยีเชื้อเพลิงสะอาดและเคมีขั้นสูง กลุ่มวิจัยพลังงานคาร์บอนต่ำ ENTEC สวทช. อธิบายถึงภาพรวมการพัฒนา H-FAME หรือ Premium Biodiesel ว่าข้อจำกัดสำคัญของไบโอดีเซลแบบดั้งเดิม (FAME) คือการเกิดปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศได้ง่าย ทำให้เชื้อเพลิงเสื่อมสภาพซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบจ่ายเชื้อเพลิงและเครื่องยนต์ และเป็นเหตุผลสำคัญที่ต้องยกระดับคุณภาพของไบโอดีเซล โดยเฉพาะหากต้องการผลักดันการใช้งานในรูปแบบ B100 ได้จริงในอนาคต จากปัจจุนมีการใช้งานในสัดส่วนที่ B20
ทั้งนี้ เทคโนโลยีการผลิต H-FAME พัฒนาขึ้นด้วยกระบวนการ Partial Hydrogenation เพื่อปรับปรุงโครงสร้างโมเลกุลของไบโอดีเซลในปัจจุบัน ผลลัพธ์ที่ได้คือไบโอดีเซลพรีเมียมที่มีความเสถียรสูงขึ้นโดยสามารถต้านทานการเสื่อมสภาพจากปฏิกิริยาออกซิเดชันได้ดีกว่าไบโอดีเซลทั่วไปมากกว่า 3 เท่า

“ปัจจุบันทีมวิจัยได้ออกแบบระบบการผลิตแบบต่อเนื่องที่เป็นต้นแบบในระดับกึ่งอุตสาหกรรม (Pilot Sacle) ผ่านกำลังการผลิตประมาณ 500 ลิตรต่อวัน และได้ยื่นจดสิทธิบัตรกรรมวิธีการผลิต H-FAME แล้ว ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการต่อยอดสู่การผลิตในระดับเชิงพาณิชย์ สำหรับความพร้อมในการใช้งานจริง พร้อมทั้งร่วมดำเนินการทดสอบภาคสนามกับภาคเอกชนในหลากหลายอุตสาหกรรม เพื่อนำ H-FAME ไปใช้งานจริงทั้งในเครื่องจักรและยานยนต์หลายประเภท มากกว่า 3,000 ลิตร ทั้งรถโฟล์คลิฟท์ รถงานก่อสร้าง และรถบรรทุกสารเคมี โดยถูกใช้งานสูงสุดในรูปแบบ B100 แบบไม่ต้องดัดแปลงเครื่องยนต์ซึ่งเป็นจุดเด่นสำคัญของเชื้อเพลิงชนิดนี้ การใช้งาน H-FAME สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 50% และลดการปล่อยฝุ่นควัน PM ได้สูงถึง 86% เมื่อเทียบกับน้ำมันดีเซลจากปิโตรเลียม”
ปัจจุบันทีมวิจัยอยู่ระหว่างการหารือกับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมไบโอดีเซลของไทย เพื่อขยายกำลังการผลิต โดยมีเป้าหมายคือการพัฒนาไปสู่โรงงานสาธิตที่มีกำลังการผลิตในระดับ 10,000–30,000 ลิตรต่อวัน เพื่อรองรับการใช้งานจริงในภาคขนส่ง และเป็นกลไกสำคัญของประเทศในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด H-FAME จึงไม่ได้เป็นเพียงนวัตกรรมเชื้อเพลิง แต่เป็นคำตอบเชิงปฏิบัติที่สามารถนำไปใช้ได้ทันทีในโครงสร้างพื้นฐานเดิม ซึ่งจะช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำได้อย่างเป็นรูปธรรม
ผู้ประกอบการนำร่อง ‘ใช้งานจริง’ ทดสอบประสิทธิภาพ
สำหรับภาคธุรกิจ เหตุผลในการเลือกใช้พลังงานไม่ได้มองเพียงแค่เรื่องต้นทุน แต่มองถึงศักยภาพที่เพิ่มขึ้นในการเพิ่มความสามารถการแข่งขันระยะยาวให้กับธุรกิจด้วย

คุณสยามณัฐ พนัสสรรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซัน-อัพ รีไซคลิง จำกัด กล่าวในมุมมองผู้ประกอบการต่อการนำ H-FAME มาใช้เป็นเชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำ โดยระบุว่า การนำ H-FAME มาใช้ในธุรกิจของตัวเอง แม้ว่าจะมีตุ้นทุนแพงกว่าไบโอดีเซลทั่วไป เนื่องจาก สามารถนำไปช่วยลดคาร์บอนฟุตพรินท์ภายในองค์กรได้ เพื่อตอกย้ำการเป็นองค์กรคาร์บอนต่ำ ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการทำตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะการปรับตัวรับ CBAM ของสหภาพยุโรป
แต่สถานการณ์ในปัจจุบัน ที่เกิดวิกฤตด้านพลังงานทำให้ปัจจัยด้านความมั่นคงทางพลังงานเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะเข้ามาช่วยผลักดันการใช้งาน H-FAME ให้มีความแพร่หลายเพิ่มมากขึ้น
”ที่ ซัน-อัพ รีไซคลิง เราดำเนินธุรกิจด้วยการเป็นผู้ช่วยลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ให้ลูกค้า โดยให้บริการรีไซเคิลสารทำละลายอินทรีย์ (โซลเว้นท์) เช่น ทินเนอร์ แอลกอฮอล์ โทลูอีน ที่มีประสิทธิภาพและความบริสุทธิ์สูง และออกแบบ ผลิตเครื่องบำบัดน้ำเสียอุตสาหกรรม แบบ Evaporator ซึ่งเป็นภารกิจหลักที่ช่วยลดของเสียและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้กับภาคอุตสาหกรรมมาโดยตลอด แต่เมื่อเราหันกลับมามองการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ โดยเฉพาะในกิจกรรมการขนส่งของเราเอง กลับพบว่าเป็นโจทย์ที่ท้าทายมาก เพราะการเปลี่ยนไปใช้รถบรรทุกไฟฟ้า (EV) ในงานขนส่งวัตถุไวไฟยังทำได้ยากและมีข้อจำกัดทางเทคนิค เราจึงมองหาทางเลือกใหม่ จนได้มาพบกับ H-FAME ซึ่งเป็นคำตอบที่ตอบโจทย์เราที่สุด”

นอกจากนี้ H-FAME สามารถนำไปใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลเดิมได้ทันทีโดยไม่ต้องดัดแปลงเครื่องยนต์ ไม่ต้องลงทุนเครื่องชาร์จ และไม่มีค่าใช้จ่ายอื่นใด ทำให้ไม่เกิดภาระการลงทุนใหม่ แม้ว่าในช่วงเริ่มต้นราคาของ H-FAME อาจจะสูงกว่าน้ำมันดีเซลทั่วไปเล็กน้อย แต่บริษัทก็ยินดีที่จะลงทุนส่วนต่างนี้ เพราะเป็นต้นทุนที่คุ้มค่าในการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (CFO) ตามแนวทางขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยโลก แต่ยังเป็นการช่วยลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ใน Scope 3 ให้กับลูกค้าของเราด้วย ทำให้ห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดของเรามีความยั่งยืนไปพร้อมกัน
“นอกจากเรื่องสิ่งแวดล้อมแล้ว H-FAME ยังสะท้อนถึงความมั่นคงทางพลังงานที่จับต้องได้ ในช่วงที่ผ่านมาเราเห็นผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงานโลกและปัญหาน้ำมันดีเซลขาดตลาดจากสภาวะสงคราม แต่ด้วยการใช้เชื้อเพลิงที่ผลิตจากวัตถุดิบภายในประเทศ ผ่านนวัตกรรมของ สวทช. นี้ ทำให้สามารถก้าวข้ามความเสี่ยงเหล่านั้นไปได้ “
H-FAME หรือ Premium Biodiesel สะท้อนศักยภาพงานวิจัยไทยในการพัฒนาเชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำที่ใช้งานได้จริงในช่วงเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ด้วยจุดเด่นเป็น Drop-in Fuel ใช้ได้ทันทีในเครื่องยนต์เดิม และรองรับการใช้งานในสัดส่วนที่สูงกว่าไบโอดีเซลทั่วไป (มากกว่า B20) โดยการทดลองสำหรับใช้งานจริง มีการใช้ที่ B50 แต่ในส่วนการทดลองในห้องปฏิบัติการสามารถใช้ได้ในระดับ B100 โดยไม่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ หรือกำลังในการขับเคลื่อนเครื่องยนต์แต่อย่างใด จึงถือเป็นนวัตกรรมที่เพิ่มศักยภาพของประเทศไทย ทั้งการพัฒนานวัตกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพคาร์บอนต่ำ รวมทั้งลดความเสี่ยงจากวิกฤตพลังงานที่ส่งผลกระทบต่อซัพพลายเชนทั่วโลกอยู่ในปัจจุบัน

ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ วิจัย และเอกชน จะเป็นกุญแจสำคัญในการผลักดันสู่การผลิตและใช้งานในวงกว้าง เพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำและเป้าหมาย Net Zero อย่างยั่งยืน ซึ่งทาง ENTEC สวทช. เปิดกว้างสำหรับผู้สนใจ ทั้งการร่วมทดสอบการใช้งาน หรือในฝั่งผู้พัฒนาเชื้อเพลิง เพื่อสามารถขยายสเกลทั้งฟากดีมานด์ และซัพพลายเพื่อให้มีความคุ้มค่าในการลงทุนเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงวิกฤตที่ราคาดีเซลเพิ่มสูงขึ้นและเสี่ยงทีจะขาดแคลน ขณะที่ราคาของ H-FAME จากศักยภาพการผลิตในปัจจุบันนี้ มีราคาสูงกว่าไบโอดีเซลทั่วไปที่ลิตรละประมาณ 2 บาท ขณะที่ราคาดีเซลในช่วงวิกฤตพลังงานทำให้ส่วนต่างเพิ่มมากขึ้น และเป็นจังหวะที่เหมาะสมในการเร่งส่งเสริมตลาด H-FAME เพื่อขยายขนาดของให้มีความคุ้มค่าในเชิงการลงทุน และเติบโตจาก Pilot Scale สู่ระดับเชิงพาณิชย์ได้อย่างมีศักยภาพ
สนใจข้อมูลเพิ่มเติมหรือต้องการทดลองนำ H-FAME ไปใช้ภายในธุรกิจ เพื่อร่วมทดสอบใช้งานจริง หรือสนใจต่อยอดขยายปริมาณการผลิต H-FAME ในโครงการต่อเนื่องเพื่อขับเคลื่อนภาคขนส่งไทยสู่สังคมคาร์บอนตํ่า สามารถติดต่อได้ที่ ดร.พีรวัฒน์ สายสิริรัตน์ หัวหน้าโครงการและหัวหน้าทีมวิจัยพลังงานทดแทนและประสิทธิภาพพลังงาน กลุ่มวิจัยพลังงานคาร์บอนต่ำ ENTEC สวทช. E-mail: peerawat.sai@entec.or.th โทร. 02 564 6500 ต่อ 4747






