Krungthai COMPASS เผยรายงาน ‘ภาคเกษตรไทยกับความเสี่ยงภัยแล้งจาก Super El Nino 2026‘ คาดซูเปอร์เอลนีโญ กระทบภาคเกษตรช่วงครึ่งหลังปี 2026 ต่อเนื่องถึงครึ่งปีแรก 2027 พร้อมผลผลิตเกษตรเสียหายราว 6.2 หมื่นล้านบาท ข้าวเสียหายมากสุด 4.3 หมื่นล้านบาท ส่วนอ้อย และมันสำปะหลัง คาดเสียหาย 1.1 และ 0.8 หมื่นล้านบาท ตามลำดับ
ทั้งนี้ ผลผลิตที่ลดลง ส่งผลให้รายได้เกษตรกรในปี 2569 มีแนวโน้มลดลง 8% จากปีก่อนหน้า ธุรกิจโรงสีข้าวเผชิญต้นทุนสูงจากปริมาณข้าวเปลือกที่ลดลง กระทบกำไรจากการดำเนินงาน (OPM) ลดลง 0.3 – 0.7% ไปอยู่ที่ราว 1.0-2.6% พร้อมแนะนำเกษตรกรใช้น้ำในการเพาะปลูกอย่างมีประสิทธิภาพ และปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตเพื่อลดต้นทุน ส่วนผู้ประกอบการเกษตรแปรรูปควรให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการวัตถุดิบ
รายะละเอียดเพิ่มเติมจากรายงาน ‘ภาคเกษตรไทยกับความเสี่ยงภัยแล้งจาก Super El Nino 2026′ ระบุว่า ภาคเกษตรไทยนับเป็นภาคส่วนสำคัญที่จะได้รับผลกระทบสูงจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ช่วงปี 2026-2027 เนื่องจากต้องพึ่งพาทรัพยากรน้ำสูงถึง 3 ใน 4 ของการใช้น้ำทั้งหมดของประเทศ และมีความเปราะบางต่อภาวะฝนทิ้งช่วงและภัยแล้งมากกว่าเศรษฐกิจในภาคส่วนอื่น
รวมทั้งยังมีข้อจำกัดด้านการปรับตัว เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อย ที่มีศักยภาพในการบริหารจัดการน้ำและลงทุนในระบบป้องกันความเสี่ยงค่อนข้างจำกัด ประกอบกับพื้นที่เพาะปลูกของไทยกว่า 80% อยู่นอกเขตชลประทาน ทำให้ต้องพึ่งพาปริมาณน้ำฝนเป็นหลัก

Krungthai COMPASS ระบุว่า เอลนีโญรอบนี้อาจกดดันการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยผ่าน 2 ช่องทางสำคัญ ได้แก่
1. รายได้ภาคเกษตรที่ลดลง : สภาพอากาศที่แห้งแล้งทำให้ปริมาณฝนและปริมาณน้ำใช้อยู่ในระดับต่ำ กระทบการเพาะปลูก และผลผลิตให้หดตัวลง รวมทั้งการลดใช้ปุ๋ยเพราะต้นทุนที่เพิ่มขึ้น จากผลพวงของสงครามตะวันออกกลาง ทำให้ปริมาณผลผลิตยิ่งปรับลดลงมากขึ้น สร้างแรงกดดันต่อกำลังซื้อและการบริโภคของครัวเรือนเกษตร
2. ต้นทุนวัตถุดิบสินค้าเกษตรที่สูงขึ้น : กระทบอุตสาหกรรมอาหารและเกษตรแปรรูป ซึ่งอาจผลักดันเงินเฟ้อหมวดอาหารและลดกำลังซื้อของผู้บริโภคโดยรวม ทั้งสองช่องทางจะกดดันการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในระยะถัดไป
เอลนีโญรอบนี้จะสร้างความเสียหายต่อภาคเกษตรไทยราว 6.2 หมื่นล้านบาท หรือ 0.31% ของ GDP (กรณี Base Case) ที่คาดว่าจะเกิดภาวะฝนทิ้งช่วงตั้งแต่ครึ่งหลังของปีนี้ถึงกลางปีหน้า สอดคล้องกับการประเมินของ Columbia Climate School และองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ส่งผลให้ผลผลิตพืชเศรษฐกิจสำคัญลดลง โดยข้าวกระทบมากที่สุด คาดว่าผลผลิตจะหายไปราว 5.4 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย 43,046 ล้านบาท รองลงมาคืออ้อย 12.0 ล้านตัน มูลค่า 10,711 ล้านบาท และมันสำปะหลัง 3.1 ล้านตัน มูลค่า 8,098 ล้านบาท

ผลผลิตที่ลดลงกระทบรายได้เกษตรกรแค่ไหน?
ขณะที่รายได้เกษตรกรช่วง 1-2 ปีนี้ มีแนวโน้มลดลงจากปีก่อนหน้า โดยคาดดัชนีรายได้เกษตรกรในปีนี้จะลดลงราว 8% จากผลผลิตที่ลดลงมากกว่าราคาที่ปรับตัวขึ้น โดยเฉพาะข้าวที่ผลผลิตคาดว่าจะลดลงราว 18% ส่วนในปี 2027 คาดลดลงต่อเนื่อง 2% จากแรงกดดันทั้งด้านผลผลิตและราคาพร้อมกัน โดยเฉพาะผลผลิตอ้อยที่ลดลงราว 5% จากผลของเอลนีโญ
นอกจากส่งผลโดยตรงต่อผลผลิตข้าวแล้ว เอลนีโญยังส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตรไทยที่พึ่งพาวัตถุดิบทางการเกษตร โดยเฉพาะธุรกิจโรงสีข้าว ซึ่งมีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนมากขึ้น จากภาวะผลผลิตข้าวตึงตัวและปริมาณวัตถุดิบที่ลดลง
ขณะที่ความสามารถในการปรับขึ้นราคาขายยังมีข้อจำกัดจากการแข่งขันในตลาดส่งออกและตลาดโลก ส่งผลให้ความสามารถในการทำกำไรของผู้ประกอบการลดลง โดยคาดว่าอัตรากำไรจากการดำเนินงาน (OPM) ของโรงสีขนาดใหญ่ กลาง และเล็ก จะลดลงจากปีก่อน -0.7% -0.6% และ -0.3% ตามลำดับ ซึ่งอาจกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมข้าวไทยในระยะต่อไป

Krungthai COMPASS แนะนำทุกภาคส่วนต้องเร่งยกระดับการบริหารจัดการความเสี่ยงและการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศที่ผันผวนมากขึ้น โดยภาคธุรกิจเกษตรแปรรูปควรสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบผ่าน Contract Farming หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้า และประยุกต์ใช้ Climate Tech เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและบริหารจัดการผลผลิต
ขณะที่เกษตรกรควรปรับรูปแบบการเพาะปลูกให้ใช้น้ำน้อยลง เช่น การทำนาเปียกสลับแห้ง (AWD) ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต รวมถึงเลือกพันธุ์พืชทนแล้งและติดตามข้อมูลพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด ด้านภาครัฐควรเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำในพื้นที่นอกเขตชลประทาน สนับสนุนการวิจัยพันธุ์พืชทนสภาพอากาศสุดขั้ว และพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้าและฐานข้อมูล Climate Risk เพื่อเสริมความยืดหยุ่นของภาคเกษตรไทยในระยะยาว






