การกำจัดขยะ ถือเป็นความท้าทายในการแก้ปัญหาด้านการบริหารจัดการเมือง ในทุกเมืองของโลก เพราะไม่เพียงความท้าทายเรื่องของปริมาณ แต่ยังมีปัณหาเรื่องกลิ่นจากการหมักหมม รวมทั้งหากบริหารจัดการไม่ดียังอาจเป็นแหล่งกำเนิดของเชื้อโรคและการแพร่ระบาดของโรคต่างๆ
ขณะที่ปริมาณขยะในแต่ละวันของ กทม. จาก 50 เขต มีรวมกันไม่ต่ำกว่า 10,500 ตันต่อวัน ซึ่งเป็นปริมาณที่มากเกินกว่าจะจัดการขยะเหล่านี้ด้วยวิธีฝังกลบได้ทั้งหมด ทำให้ในอดีตมีภาพของขยะที่ถูกทิ้งกองเป็นภูเขาถูกทิ้งไว้ในหลายพื้นที่ นำมาสู่การแก้ปัญหาด้วยการก่อสร้าง ‘โรงกำจัดขยะไฟฟ้าเพื่อสิ่งแวดล้อมหนองแขม’ เป็นแห่งแรก ในปี 2016 เพื่อช่วยการบริหารจัดการขยะอย่างถูกวิธี
การกำจัดขยะมูลฝอยด้วยการเผาไหม้ถือเป็นกลุ่มเทคโลโนยีใหม่ที่ทาง กทม. เริ่มนำมาใช้ด้วยการนำความร้อนจากการเผาขยะในเตาเผาที่มีความร้อนสูง และนำความร้อนที่ได้ไปผลิตเป็นพลังงานไฟฟ้า ส่วนไอเสียและน้ำเสีย เมื่อผ่านการบำบัดแล้ว จะถูกควบคุมให้มีค่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานสิ่งแวดล้อมตามกำหนด

สำหรับโรงกำจัดขยะไฟฟ้าเพื่อสิ่งแวดล้อมหนองแขม 1 ได้ดำเนินการมาครบ 10 ปี มีศักยภาพรองรับปริมาณขยะฝังกลบของ กทม. ได้ราว 500 ตันต่อวัน หรือประมาณ 5% ของปริมาณขยะฝังกลบทั้งหมดของ กทม. ครอบคลุมในพื้นที่ 6 เขต ประกอบด้วย หนองแขม ทวีวัฒนา ภาษีเจริญ บางกอกน้อย บางกอกใหญ่ และบางรัก ซึ่งสามารถนำไปผลิตไฟฟ้าได้ 9.8 เมกะวัตต์ โดย นับตั้งแต่เปิดโรงงานหนองแขมมาครบ 1 ทศวรรษ สามารถกำจัดขยะให้ กทม. ไปได้แล้วเกือบ 1.7 ล้านตัน และสามารถจำหน่ายไฟฟ้าไปได้แล้วมากกว่า 636 ล้านกิโลวัตต์
ที่สำคัญ ในปี 2026 นี้ กทม. ได้เปิดดำเนินการโรงงานเตาเผาขยะเพิ่มเติมอีก 2 แห่ง ภายใต้การดำเนิน ‘โครงการกำจัดขยะมูลฝอยด้วยวิธีเผาไหม้ ขนาดไม่น้อยกว่า 1,000 ตันต่อวัน’ ผ่านการก่อสร้างโรงกำจัดขยะเพื่อผลิตไฟฟ้าเพิ่มเติมที่อ่อนนุช และ หนองแขม เป็นแห่งที่ 2 ซึ่งทั้งสองแห่งนี้ มีความสามารถรองรับการเผาไหม้ได้สูงสุดถึง 1,600 ตันต่อวัน และสามารถผลิตไฟฟ้าได้ราว 35 เมกะวัตต์ ดังนั้น หลังการดำเนินการอย่างเต็มรูปแบบของศูนย์ขยะทั้ง 3 แห่งนี้ จะทำให้ กทม. เพิ่มศักยภาพในการลดปริมาณขยะฝังกลบ ได้ราว 3,700 ตันต่อวัน หรือราว 25-30% และสามารถผลิตไฟฟ้าตามแนวทาง Waste to Energy ได้รวม 79.8 เมกะวัตต์ต่อวัน
ทั้งนี้ บริษัท ซีแอนด์จี เอ็นไวรอนเมนทอล โปรเท็คชั่น (ประเทศไทย) จำกัด (C&G Environmental Protection (Thailand)) ผู้ดำเนินโครงการกำจัดมูลฝอยด้วยวิธีการเผาไหม้เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้า ทั้ง 2 ศูนย์ ได้เปิดดำเนินการ ‘ศูนย์กำจัดมูลฝอยหนองแขม แห่งที่ 2’ พร้อมเปิดรับขยะเข้าเพื่อทดสอบระบบภายในเดือนพฤษภาคมเรียบร้อยแล้ว โดยศูนย์กำจัดขยะหนองแขม แห่งที่ 2 นี้ จะดูแลรับผิดชอบในเขตรัศมีโดยรอบ 5 กิโลเมตร ครอบคลุม 3 จังหวัด ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร (หนองแขม, บางแค, ทวีวัฒนา) สมุทรสาคร (อ้อมน้อย, สวนหลวง) และนครปฐม (กระทุ่มล้ม, บางระทึก) รวมทั้งสิ้น 3 เขต 4 ตำบล 152 ชุมชน

คุณเหอ หนิง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีแอนด์จี เอ็นไวรอนเมนทอล โปรเท็คชั่น (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า โครงการกำจัดมูลฝอยด้วยวิธีการเผาไหม้เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้า ณ ศูนย์กำจัดมูลฝอยหนองแขม แห่งที่ 2 ใช้เทคโนโลยีกำจัดกลิ่นด้วยม่านอากาศ 2 ชั้น เครื่องตรวจวัดเสียง และ E-nose วิเคราะห์กลิ่นและแสดงผลแบบเรียลไทม์ รวมทั้งห้องควบคุมการทำงาน (DCS) เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในการบริหารจัดการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
สำหรับกระบวนการกำจัดขยะของโครงการฯ มีการใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยขยะถูกนำมาเทในบ่อพักซึ่งมีขนาดรอบรับได้ถึง 24,000 ตัน ซึ่งอยู่ภายในอาคารระบบปิด โดยจะทำการพักขยะไว้ราว 3–5 วัน เพื่อลดความชื้น ใช้เครนคีบขยะเข้าสู่ เตาเผาแบบตะกรับ (Stoker Type) ควบคุมอุณหภูมิประมาณ 850–1,100°C นำความร้อนต้มน้ำเป็นไอน้ำแรงดันสูง หมุนกังหันไอน้ำผลิตกระแสไฟฟ้าได้ประมาณ 35 เมกะวัตต์
การทำงานของ บ่อรับขยะของโครงการฯ ได้รับการออกแบบเป็น ระบบปิด (Closed System) มีความจุในการรองรับขยะได้สูงถึงประมาณ 24,000 ตัน ซึ่งถือเป็นโครงสร้างสำคัญของระบบกำจัดมูลฝอยสมัยใหม่ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการขยะของกรุงเทพมหานคร ส่วนทคโนโยลีกำจัดกลิ่นนั้นได้ติดตั้ง เครื่อง E-nose หรือจมูกอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Nose) ซึ่งเป็นอุปกรณ์อัจฉริยะที่จำลองการรับรู้กลิ่นของมนุษย์ โดยใช้ชุดเซนเซอร์ (Sensor Array) เพื่อตรวจจับสารระเหยในอากาศและแปลงเป็นข้อมูลดิจิทัลในรูปแบบ Odor Fingerprint จากนั้นนำข้อมูลไปประมวลผลร่วมกับเทคโนโลยี AI เพื่อวิเคราะห์ จำแนกประเภท และวัดระดับความเข้มข้นของกลิ่นได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ช่วยเสริมประสิทธิภาพในการติดตาม เฝ้าระวัง และควบคุมกลิ่นในพื้นที่บ่อพักขยะได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ขณะเดียวกัน ภายในบ่อพักขยะยังได้นำเทคโนโลยีห้องบ่อพักขยะแรงดันลบ (Negative Pressure System) มาใช้โดยออกแบบให้ภายในอาคารบ่อพักขยะมีความดันอากาศต่ำกว่าภายนอก ส่งผลให้อากาศจากภายนอกไหลเข้าสู่ภายในตลอดเวลา ทำให้กลิ่นจากขยะไม่สามารถรั่วไหลออกสู่ภายนอกได้ อากาศภายในบ่อพักขยะมูลฝอยจึงถูกดูดเข้าสู่ระบบเตาเผาเพื่อนำไปใช้ในกระบวนการเผาไหม้ ทำให้กลิ่นและก๊าซต่าง ๆ ถูกกำจัดไปพร้อมกับกระบวนการเผาไหม้ที่มีอุณหภูมิสูง 850–1,100°C ซึ่งเป็นมาตรการสำคัญในการควบคุมกลิ่นและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยรอบของโครงการ
“ด้วยเทคโนโลยีชั้นสูงที่นำมาใช้ภายในศูนย์กำจัดขยะแห่งนี้ จึงมั่นใจได้ว่า กลิ่นจากขยะจะถูกควบคุมอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่แพร่กระจายออกสู่พื้นที่ภายนอก เนื่องจากอากาศภายในบ่อพักขยะทั้งหมดถูกนำเข้าสู่กระบวนการเผาไหม้ในเตาเผาที่มีอุณหภูมิสูง ซึ่งสามารถกำจัดกลิ่นและก๊าซต่าง ๆ ได้อย่างสมบูรณ์ ส่งผลให้การดำเนินงานของโครงการเป็นไปอย่างปลอดภัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ นอกจากนี้ โครงการฯ ได้ติดตั้งระบบตรวจวัดระดับเสียง (Noise Monitoring System) แบบเรียลไทม์ เพื่อเฝ้าระวังและวิเคราะห์ระดับเสียงตลอด 24 ชั่วโมง หากค่าระดับเสียงเกินเกณฑ์มาตรฐาน ระบบจะแจ้งเตือนทันที เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถดำเนินการแก้ไขได้อย่างทันท่วงที ช่วยลดผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ และยกระดับการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล”

อย่างไรก็ตาม โครงการกำจัดมูลฝอยด้วยวิธีการเผาไหม้เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้า ถือเป็นหนึ่งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานตามแนวทาง Waste to Energy เพื่อเพิ่มการใช้พลังงานทางเลือกและส่งเสริมความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตพลังงานที่ราคาน้ำมันขาดแคลนและมีราคาเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ซึ่งหากโครงการแล้วเสร็จและดำเนินการได้รวดเร็ว จะทำให้ประเทศชาติสามารถใช้ประโยชน์จากโครงการได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นตัวช่วยบริหารจัดการขยะภายในเมือง รวมทั้งยังช่วยลดภาระ กทม. ในการขนส่งขยะไปสู่บ่อฝังกลบ ซึ่งอยู่จังหวัดรอบนอก อาทิ กำแพงแสน พนมสารคาม ฉะเชิงเทรา หรือนครปฐม ซึ่งการขนส่งเหล่านี้ จะกลายเป็นภาระต้นทุนด้านพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นให้แก่หน่วยงานภาครัฐมากขึ้นด้วย
ดังนั้น ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจึงควรส่งเสริมการดำเนินงานของภาคเอกชน เพื่อกำจัดอุปสรรคที่ทำให้การขับเคลื่อนโครงการเป็นไปได้อย่างล่าช้า เช่น ความซ้ำซ้อนและไม่มีเอกภาพในขั้นตอนต่างๆ เช่น การขอใบอนุญาตจากแต่ละประเภทจากหน่วยงานรับผิดชอบที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งข้อกำหนด ระเบียบข้อบังคับ และกฎหมายต่างๆ ไปจนถึงความพร้อมในการจัดสรรทรัพยากรที่จำเป็นในการดำเนินโครงการด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ระบบน้ำ ระบบไฟ เพราะทุกอย่างล้วนส่งผลกระทบต่อต้นทุนการดำเนินงานให้สูงขึ้น รวมทั้งระยะเวลาในการส่งมอบโครงการให้ทันได้ตามกำหนด และสามารถเริ่มดำเนินโครงการได้ตามแผนที่วางไว้ เพื่อเร่งขับเคลื่อนการยกระดับศักยภาพและเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้ประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มมากข้ึน






