Top StoriesTrending

เร่งลดกำแพง ‘บริจาคอาหาร’ สวทช. ชง ‘มาตราการภาษี’ เพิ่มแนวร่วมภาคเอกชน ตั้งเป้า ‘กอบกู้อาหารส่วนเกิน’ เพิ่ม 10 เท่า พร้อมดันประเทศไทย​บรรลุโรดแม็พลดขยะอาหาร

ปัจจุบันประเทศไทย 'กอบกู้อาหารส่วนเกิน' (Surplus Food)ได้เพียง 1% หรือราว 2,000 ตัน จากปริมาณ Surplus Food ที่มีกว่า 4 ล้านตัน เนื่องจากยังมีกำแพงที่ทำให้ภาคเอกชนเลือกทำลายอาหารมากกว่า 'บริจาคอาหาร' นำมาสู่การศึกษาเพื่อนนำเสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อกรมสรรพากร ในการพิจารณามาตาการทางภาษีเพื่อจูงใจภาคเอกชนเพิ่มมากขึ้น

ปัจจุบันประเทศไทยมีอาหารส่วนเกิน (Surplus Food) อยู่ที่ประมาณ 4 ล้านตันต่อปี ขณะที่คนไทยราว 12 ล้านคน ไม่สามารถเข้าถึงอาหารและตกอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อความไม่มั่นคงทางอาหาร (จากข้อมูลผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือกลุ่มรายได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี)

รวมทั้งปริมาณขยะอาหาร​ของประเทศไทยในปี 2567 อยู่ที่กว่า 10 ล้านตัน (สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)) ซึ่งสุดท้ายแล้วขยะอาหารเหล่านี้ต้องนำไปสู่หลุมฝังกลบ และเป็นหนึ่งสาเหตุการปล่อยก๊าซมีเทน หนึ่งในก๊าซเรือนกระจกสำคัญไปสู่ชั้นบรรยากาศ ต้นตอปัญหาสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง

ดังนั้น หากมีตัวกลางในการเข้าไปช่วยกอบกู้อาหาร (Food Rescue) เพื่อนำอาหารกว่า 4 ล้านตันออกมาใช้ประโยชน์ หรือส่งต่อให้ผู้มีความต้องการ จะสามารถช่วยลดปริมาณขยะอาหารลงได้เกือบ 40% ประกอบกับช่วยเพิ่มความสามารถในการเข้าถึงอาหาร และลดปัญหาความไม่มั่นคงทางอาหารในภาพรวมลงได้  

ทั้งนี้ ประเทศไทยมี RoadMap ​การจัดการขยะอาหาร (พ.ศ.2566 -2573) โดยกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระบุให้ลดปริมาณขยะอาหารจากปริมาณขยะมูลฝอยทั่วไปจาก​​ 38-39% ให้เหลือ 28% ภายในปี 2573 พร้อมทั้งการวางแนวปฏิบัติ​เพื่อสามารถกอบกู้อาหารส่วนเกินจากตลาดหรือร้านอาหารกลับมาใช้ประโยชน์ได้อย่างชัดเจน ทั้งการคัดแยกอาหารส่วนเกินที่ยังใช้ประโยชน์ได้สำหรับการส่งต่อ รวมทั้งการนำไปบริจาคผ่านธนาคารอาหาร ​​ซึ่งปัจจุบันสัดส่วน Food Rescue โดยเฉลี่ยของประเทศไทยอยู่ที่ราว 1% หรือประมาณ 2,000 ตันต่อปีเท่านั้น

สวทช. เสนอมาตรการทางภาษีเพิ่มแนวร่วมบริจาคอาหาร 

นำมาสู่การศึกษาเพื่อนำเสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ‘การยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับการบริจาคอาหารส่วนเกิน’  ของ สวทช.  เพื่อสามารถขับเคลื่อนประเทศไทยให้บรรลุเป้าหมายตามโรดแม็พการจัดการขยะอาหาร โดยเฉพาะการเพิ่มแนวร่วมจากภาคธุรกิจ ในการนำสินค้ากลุ่มอาหารที่ไม่ได้จำหน่ายแต่ยังสามารถรับประทานได้ เข้าสู่ระบบการบริจาคเพื่อลดปริมาณขยะอาหาร และสามารถกอบกู้อาหารส่วนเกิน เพื่อลดขยะอาหารได้ตั้งแต่ต้นทางมากขึ้น โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มการกอบกู้อาหารในประเทศไทยให้มากขึ้น 10 เท่า หรือจาก 2,000 ตันต่อปี เป็น 20,000 ตันต่อปี หรือคิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจราว 3,040 ล้านบาทต่อปี

ข้อมูลจากการศึกษาของ สวทช. พบว่า ความสามารถในการกอบกู้อาหารประเทศไทยส่วนเกินของประเทศไทย ปัจจุบันอยู่ที่ 1%  หรือราว 2,000 ตันต่อปี จากปริมาณอาหารส่วนเกินที่มีมากกว่า 4 ล้านตัน โดยอาหารที่กอบกู้มาได้ นำไปช่วยแก้ไขปัญหาขาดแคลนอาหารให้ประชากรในประเทศไทย 8.4 ล้านมื้อ หรือคิดเป็นผลกระทบ​ทางเศรษฐกิจมูลค่า 294 ล้านบาทต่อปี (อาหาร 1 กิโลกรัม สามารถแจกจ่ายได้ประมาณ 4.2 มื้อ และอ้างอิงราคาอาหารจากร้านธงฟ้าที่ 35 บาทต่อมื้อ) พร้อมทั้งลดภาระในการบริหารจัดการขยะของประเทศลงได้ 4.95 ล้านบาทต่อปี รวมทั้งช่วยลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกลงได้กว่า 5,060 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2e)ต่อปี ซึ่งสามารถประเมินเป็นมูลค่าคาร์บอนเครดิตได้ถึงกว่า 5.39 ล้านบาทต่อปี (อ้างอิงราคาตลาด T-VER กลุ่มป่า ระดับโครงการ P-REDD+ ณ เดือน ต.ค. 2568)

และหากสามารถเพิ่มการกอบกู้อาหารได้มากขึ้น 10 เท่า เป็น 20,000 ตันต่อปี จะทำให้ช่วยลดความหิวโหยของประชากรได้ถึง 84 ล้านมื้อ เทียบเป็นผลกระทบทางเศรษฐกิจมูลค่า 2,940 ล้านบาทต่อปี ลดภาระในการจัดการขยะ 49.5 ล้านบาท พร้อมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้กว่า 50,600 ตัน CO2e ต่อปี ซึ่งเทียบเท่าการปลูกต้นพะยูง 2.34 -3.72 ล้านต้น และสามารถประเมินเป็นมูลค่าคาร์บอนเครดิตได้ราว 54 ล้านบาทต่อปี 

อย่างไรก็ตาม อุปสรรคสำคัญของภาคเอกชนที่แม้มีสินค้ากลุ่มอาหารที่ต้องการร่วมบริจาคเพื่อลดปริมาณ Food Waste แต่สุดท้าย​​ตัดสินใจเลือกที่จะไม่บริจาคอาหาร คือ ‘การติดเงื่อนไขทางภาษี’ เนื่องจาก ข้อกฎหมายประเทศไทยในปัจจุบัน กำหนดให้การบริจาคอาหาร ยังจำเป็นต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม เช่นเดียวกับการขายสินค้า รวมทั้งยังจัดอยู่ในกลุ่มสินค้ารายจ่ายต้องห้าม ที่กำหนดเพดานไว้ 2% ของกำไรสุทธิ เพื่อนำไปหักภาษีเงินได้นิติบุคคล ​​ทำให้ไม่จูงใจภาคธุรกิจ และหลายบริษัทเลือกที่จะใช้วิธีการทำลายอาหารแทน

เนื่องจาก ไม่มีทั้งภาระ​​ภาษีมูลค่า (VAT) พร้อมทั้งสามารถหักภาษีซื้อได้เต็มจำนวน ประกอบกับยังสามารถหักรายจ่ายจากกระบวนการในการทำลายสินค้า เช่น ต้นทุนการจัดซื้ออุปกรณ์ทำลายสินค้า หรือค่าจ้างบุคลากรในการนำไปทำลาย ซึ่งช่วยลด​ภาระด้านภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) ให้แก่ภาคธุรกิจได้

ทำให้ในปัจจุบัน สินค้าอาหารราว 90% ​​ที่ภาคเอกชนนำมาบริจาคให้องค์กรต่างๆ มักจะอยู่ในกลุ่มสินค้าที่ไม่เสีย VAT  เช่น ผัก ผลไม้ ข้าวสาร เบเกอรี่ หรือกลุ่มอาหารสด อาหารพร้อมรับประทาน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีอายุการบริโภค (Shelf-life) ในระยะเวลาสั้นๆ ขณะที่สินค้าอาหารส่วนใหญ่ยังไม่ได้เข้าระบบในการส่งต่อผ่านการบริจาคอาหาร ซึ่งสูญเสียทั้งโอกาสทางธุรกิจ รวมทั้งยังกระทบต่อปัญหาความหิวโหย ความมั่นคงทางอาหาร และปริมาณขยะอาหารที่เพิ่มจำนวนขึ้น

สวทช. จึงได้ดำเนินการยื่นเรื่องไปทางกรมสรรพากร เพื่อให้พิจารณาปรับปรุงระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับการบริจาคอาหารส่วนเกิน ให้กับหน่วยรับบริจาคอาหารภายใต้โครงการธนาคารอาหาร (Food Bank) หรือที่ได้รับการรับรอง ซึ่งยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการประเภทต่างๆ สามารถเข้าร่วมโครงการได้ ภายใต้การมีระบบตรวจสอบย้อนกลับเพื่อความโปร่งใสในการดำเนินการ เพื่อลดภาระให้​​ภาคธุรกิจที่ต้องการ​บริจาคอาหารสามารถได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเทียบเท่ากับการทำลายอาหาร เพื่อเพิ่มแรงจูงใจในการบริจาคอาหาร จากกลุ่มธุรกิจ​และประเภทของอาหารที่หลากหลายมากขึ้น พร้อมทั้งมีปริมาณอาหารส่วนเกินเข้ามาในระบบ เพื่อนำไปส่งต่อประโยชน์แก่ผู้ที่มีความต้องการได้มากขึ้น รวมทั้งลดปัญหาทางทั้งสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมในภาพรวมให้ลดลงได้

นอกจากเรื่องของมาตรการทางภาษีแล้ว การเพิ่มแรงจูงใจด้วยการขึ้นทะเบียนรับรองคาร์บอนเครดิต​ เนื่องจาก สามารถ​คำนวณปริมาณคาร์บอนที่ลดลงจากปริมาณการบริจาคอาหาร และนำไปขอขึ้นทะเบียนจากทางองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก  เพื่อขอรับรองโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการทำให้ภาคธุรกิจหันมาบริจาคอาหารเพิ่มมากขึ้นในอนาคตเช่นกัน

SOS Thailand เดินหน้าภารกิจกอบกู้อาหาร ตั้งเป้า 15 ล้านกิโลกรัม

มูลนิธิสโกลารส์ ออฟ ซัสทีแนนซ์ (SOS Thailand) อีกหนึ่งแกนหลักสำคัญในการขับเคลื่อนการกอบกู้อาหารในประเทศไทยมากว่า 10 ปี โดยมีฐานปฏิบัติงานอยู่ใน 4 จังหวัด ประกอบด้วย กรุงเทพ ภูเก็ต ประจวบคีรีขันธ์ (หัวหิน) และเชียงใหม่ โดยในปัจจุบันมีการดำเนินงานอยู่ใน 3 ประเทศ ได้แก่ ไทย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย

คุณทวี อิ่มพูลทรัพย์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย SOS Thailand เปิดเผยว่า ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา SOS Thailand สามารถช่วยกอบกู้อาหารได้มากกว่า 18 ล้านกิโลกรัม เพื่อนำไปส่งต่อเป็นมื้ออาหารได้รวมกว่า 76 ล้านมื้อ เข้าถึงชุมชนทั่วประเทศได้มากกว่า 6,623 แห่ง โดยช่วยลดค่าครองชีพให้คนไทยได้ประมาณ 3,000 ล้านบาท​ ขณะที่อิมแพ็คที่สร้างได้จากการกอบกู้อาหาร ทั้งการลดการปล่อยคาร์บอนลงได้กว่า 46,000 ตัน CO2e เทียบเท่าการปลูกต้นไม่เพื่อดูดซับคาร์บอนมากกว่า 7.63 แสนต้น ขณะที่การคำนวณผลตอบแทนทางสังคม (SROI) อยู่ที่ 23 เท่า (เมื่อเทียบการลงทุน1 บาท สร้างผลตอบแทนเทียบเท่า​​ 23 บาท)

สำหรับการขยายพันธมิตรเพื่อเพิ่มแนวร่วมในการขับเคลื่อนการกอบกู้อาหารในประเทศไทย  SOS Thailand สามารถขยายพื้นที่ดำเนินงานได้รวม 19 จังหวัด ​แต่หากรวมเครือข่ายการขับเคลื่อนร่วมกับพันธมิตร ผ่านโครงการ Thailand’s Food Bank เท่ากับทำงานได้ครอบคลุมกว่า 50 จังหวัด หรือเข้าถึงพื้นที่ได้กว่า 65% ของประเทศ  ขณะที่จำนวนพันธมิตรในปัจจุบันมีอยู่ 5 กลุ่มสำคัญ ประกอบด้วย กลุ่มร้านอาหาร กลุ่มโรงแรม กลุ่มเกษตรกร กลุ่มตลาด และกลุ่มโรงงานผลิตอาหารต่างๆ  รวมกว่า 316 แบรนด์ จำนวนจุดเข้ารับอาหารเกือบ 2,300 จุด

“แนวทางการขยายจำนวนพันธมิตรเพื่อเพิ่มแนวร่วมการกอบกู้อาหารในปีนี้ มีทั้งการเพิ่มปริมาณอาหารจากจุดรับอาหารที่ดำเนินการอยู่แล้ว รวมทั้งการเพิ่มจุดรับอาหารใหม่ๆ จากแบรนด์เดิม รวมทั้งการหาพันธมิตรใหม่ๆ เพื่อให้เข้าร่วมโครงการบริจาคอาหารเพิ่มมากขึ้น ซึ่งอุปสรรคสำคัญของภาคเอกชนในการเข้าร่วมโครงการมีหลากหลาย ทั้งในแง่ของข้อกฏหมายทางภาษีซึ่งถือเป็นอุปสรรคสำคัญ ที่ทำให้ภาคเอกชนตัดสินใจไม่เข้าร่วมโครงการ แม้จะทราบถึงประโยชน์ และต้องการมีส่วนร่วมในการลดขยะอาหาร ​ซึ่งทาง สวทช. ได้ดำเนินการยื่นเรื่องไปทางกรมสรรพากรเพื่อพิจารณาเพื่อสร้างแรงจูงใจในการบริจาคอาหารเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีปัญหาอื่นๆ ในด้านการบริหารจัดการ ซึ่งทาง SOS Thailand พยายามเข้าไปรับฟังและช่วยแก้ไขปัญหา เพื่อสามารถขยายความร่วมมือกับพันธมิตรได้เพิ่มมากขึ้น และสามารถบรรลุเป้าหมายการเข้าไปกอบกู้อาหารส่วนเกินในปีนี้ได้ไม่ต่ำกว่า 15 ล้านกิโลกรัม พร้อมระดมทุนสนับสนุนการดำเนินงานได้ไม่ต่ำกว่า 25 ล้านบาท”

ทั้งนี้ SOS Thailand มีบทบาทในการกอบกู้อาหาร ผ่าน 5 ภารกิจสำคัญ ได้แก่

– Food Rescue Program : ​การเข้าไปกอบกู้อาหารจากพันธมิตรด้วยรถตู้เย็น ที่ปัจจุบันมีรวม 15 คัน สำหรับปฏิบัติงานใน 4 จังหวัด​หลัก  ผ่าน Food Rescue Ambassador รวม 18 คน พร้อมทั้งขยายการดำเนินงานผ่านเครือข่ายไปได้แล้ว 19 จังหวัด โดยภารกิจหลักในการเข้าไปรับอาหารส่วนเกินจากผู้บริจาค เพื่อนำไปส่งต่อ รวมทั้งการจัดทำรายงานสรุปให้ผู้บริจาคทราบถึงผลกระทบเชิงบวกที่สามารถสร้างได้

– Rescue Kitchen Program : กิจกรรมครัวรักษ์อาหาร ร่วมกับภาคเอกชน ในการทำกิจกรรมอาหารแจกจ่ายให้ชุมชนที่มีความต้องการ โดยใช้วัตถุดิบหลักมาจากอาหารที่กอบกู้ได้ และเป็นอีกหนึ่งโซลูชันการทำกิจกรรมเพื่อสังคมร่วมกับทางชุมชน ซึ่งได้ดำเนินการไปแล้วกว่า 101 ครั้ง

– Healthy School Meal Program : เป็นการนำอาหารส่วนเกินไปมอบให้ทางโรงเรียนใน กทม. เพื่อดูแลโภชนการให้เด็กนักเรียน ได้รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เป็นประโยชน์สำหรับการเรียนรู้และการเติบโต โดยได้ดำเนินการรวมแล้วใน 32 โรงเรียน และค่า BMI ของนักเรียนในโรงเรียนที่เข้าร่วมดีขึ้นได้มากกว่า 82%

–  Rescue Farm Program : การเข้าไปช่วยกลุ่มเกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิต จากฟาร์มที่มีผลผลิตจำนวนมาก และไม่ได้เก็บเกี่ยวหรือนำไปจำหน่าย ทาง SOS จะนำอาหารส่วนเกินไปมอบให้ พร้อมมีทีมอาสาเข้าไปเก็บเกี่ยวเพื่อนำผลผลิตมาส่งต่อให้ผู้ที่มีความต้องการ ขณะที่เกษตรกรก็จะไม่ต้องเสียค่าจ้างเก็บเกี่ยว หรือปล่อยให้ผลผลิตเสียหายไปโดยเปล่าประโยชน์ โดยปัจจุบันดำเนินการในหัวหิน และเชียงใหม่ และได้เข้าไปช่วยเก็บเกี่ยวแล้วมากกว่า 80 แห่ง

– Thailand’s Food Bank Program : การขับเคลื่อน ‘ธนาคารอาหารของประเทศไทย’ โดยความร่วมมือกับทาง สวทช. ในการพัฒนาโมเดลการกอบกู้อาหารให้สามารถกระจายการทำงานไปได้ท่ัวทั้งประเทศ ผ่านการมีเครือข่ายจิตอาสากระจายไปได้ทั่วประเทศ ภายใต้การขับเคลื่อนร่วมกับหน่วยงานภาครัฐอย่าง สวทช. ทั้งการเข้ามาช่วยพัฒนาแพลตฟอร์มสำหรับเป็นข้อมูลกลางด้าน​การกอบกู้อาหารในระดับประเทศ รวมทั้งการทำงานร่วมกับนักวิจัยในหลากหลายสาขา เพื่อสร้าง Food Safety Guideline ในการเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนมาตรฐานความปลอดภัยทางอาหารสำหรับการบริจาค เพื่อการอบรมทั้งกลุ่มอาสาที่จะเข้ามาเป็น Food Hero (ผู้เข้ารับอาหารส่วนเกินเพื่อนำไปบริจาค) ​รวมทั้งกลุ่มผู้รับบริจาค ซึ่งโครงการนี้ มีความสำคัญในการช่วยเพิ่มตัวกลางในการขับเคลื่อนโครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งปัจจุบันมีอาสาร่วมโครงการแล้วกว่า 556 คน ขยายพื้นที่โครงการเพิ่มเติมได้อีกกว่า 16 จังหวัด

“จากการดำเนินงานมากว่า 10 ปี ของ SOS Thailand ทำให้ทราบว่า ปริมาณอาหารในประเทศไทย รวมทั้งทั่วโลก ไม่ได้ขาดแคลน ​แต่ละวันมีการผลิตขึ้นมาเพื่อรองรับการบริโภคของผู้คนได้ทุกคน เพียงแต่ยังขาดตัวกลางในการนำอาหารจากผู้ผลิตไปส่งต่อให้ผู้ที่มีความต้องการ ซึ่ง SOS Thailand พยายามเพิ่มเครือข่ายและรูปแบบในการทำงานกับทุกภาคส่วน  เพื่อเซ็ตอัพโมเดลการขับเคลื่อนที่แข็งแรง เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถดำเนินการได้อย่างแพร่หลาย ทำให้เพิ่มความสามารถในการเข้าถึงอาหารให้กับทุกกลุ่มได้อย่างทั่วถึง พร้อมทั้งช่วยลดปริมาณขยะอาหารที่เหลือทิ้งไปโดยเปล่าประโยชน์ ซึ่งทุกคนสามารถ​มีส่วนร่วมการขับเคลื่อนภารกิจนี้ได้เช่นกัน เพราะ นอกจาการขับเคลื่อนของภาคธุรกิจในรูปแบบ BtoB แล้ว ยังสามารถ​รณรงค์การขับเคลื่อนแบบรายบุคคล หรือ CtoC เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของผลลัพธ์ได้มากยิ่งขึ้น เนื่อง​จากประเทศไทย มีวัฒนธรรมในการแชร์อาหารให้แก่กันมาช้านานแล้ว