ปัจจุบันประเทศไทยมีอาหารส่วนเกิน (Surplus Food) อยู่ที่ประมาณ 4 ล้านตันต่อปี ขณะที่คนไทยราว 12 ล้านคน ไม่สามารถเข้าถึงอาหารและตกอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อความไม่มั่นคงทางอาหาร (จากข้อมูลผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือกลุ่มรายได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี)
รวมทั้งปริมาณขยะอาหารของประเทศไทยในปี 2567 อยู่ที่กว่า 10 ล้านตัน (สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)) ซึ่งสุดท้ายแล้วขยะอาหารเหล่านี้ต้องนำไปสู่หลุมฝังกลบ และเป็นหนึ่งสาเหตุการปล่อยก๊าซมีเทน หนึ่งในก๊าซเรือนกระจกสำคัญไปสู่ชั้นบรรยากาศ ต้นตอปัญหาสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง
ดังนั้น หากมีตัวกลางในการเข้าไปช่วยกอบกู้อาหาร (Food Rescue) เพื่อนำอาหารกว่า 4 ล้านตันออกมาใช้ประโยชน์ หรือส่งต่อให้ผู้มีความต้องการ จะสามารถช่วยลดปริมาณขยะอาหารลงได้เกือบ 40% ประกอบกับช่วยเพิ่มความสามารถในการเข้าถึงอาหาร และลดปัญหาความไม่มั่นคงทางอาหารในภาพรวมลงได้
ทั้งนี้ ประเทศไทยมี RoadMap การจัดการขยะอาหาร (พ.ศ.2566 -2573) โดยกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระบุให้ลดปริมาณขยะอาหารจากปริมาณขยะมูลฝอยทั่วไปจาก 38-39% ให้เหลือ 28% ภายในปี 2573 พร้อมทั้งการวางแนวปฏิบัติเพื่อสามารถกอบกู้อาหารส่วนเกินจากตลาดหรือร้านอาหารกลับมาใช้ประโยชน์ได้อย่างชัดเจน ทั้งการคัดแยกอาหารส่วนเกินที่ยังใช้ประโยชน์ได้สำหรับการส่งต่อ รวมทั้งการนำไปบริจาคผ่านธนาคารอาหาร ซึ่งปัจจุบันสัดส่วน Food Rescue โดยเฉลี่ยของประเทศไทยอยู่ที่ราว 1% หรือประมาณ 2,000 ตันต่อปีเท่านั้น

สวทช. เสนอมาตรการทางภาษีเพิ่มแนวร่วมบริจาคอาหาร
นำมาสู่การศึกษาเพื่อนำเสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ‘การยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับการบริจาคอาหารส่วนเกิน’ ของ สวทช. เพื่อสามารถขับเคลื่อนประเทศไทยให้บรรลุเป้าหมายตามโรดแม็พการจัดการขยะอาหาร โดยเฉพาะการเพิ่มแนวร่วมจากภาคธุรกิจ ในการนำสินค้ากลุ่มอาหารที่ไม่ได้จำหน่ายแต่ยังสามารถรับประทานได้ เข้าสู่ระบบการบริจาคเพื่อลดปริมาณขยะอาหาร และสามารถกอบกู้อาหารส่วนเกิน เพื่อลดขยะอาหารได้ตั้งแต่ต้นทางมากขึ้น โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มการกอบกู้อาหารในประเทศไทยให้มากขึ้น 10 เท่า หรือจาก 2,000 ตันต่อปี เป็น 20,000 ตันต่อปี หรือคิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจราว 3,040 ล้านบาทต่อปี
ข้อมูลจากการศึกษาของ สวทช. พบว่า ความสามารถในการกอบกู้อาหารประเทศไทยส่วนเกินของประเทศไทย ปัจจุบันอยู่ที่ 1% หรือราว 2,000 ตันต่อปี จากปริมาณอาหารส่วนเกินที่มีมากกว่า 4 ล้านตัน โดยอาหารที่กอบกู้มาได้ นำไปช่วยแก้ไขปัญหาขาดแคลนอาหารให้ประชากรในประเทศไทย 8.4 ล้านมื้อ หรือคิดเป็นผลกระทบทางเศรษฐกิจมูลค่า 294 ล้านบาทต่อปี (อาหาร 1 กิโลกรัม สามารถแจกจ่ายได้ประมาณ 4.2 มื้อ และอ้างอิงราคาอาหารจากร้านธงฟ้าที่ 35 บาทต่อมื้อ) พร้อมทั้งลดภาระในการบริหารจัดการขยะของประเทศลงได้ 4.95 ล้านบาทต่อปี รวมทั้งช่วยลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกลงได้กว่า 5,060 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2e)ต่อปี ซึ่งสามารถประเมินเป็นมูลค่าคาร์บอนเครดิตได้ถึงกว่า 5.39 ล้านบาทต่อปี (อ้างอิงราคาตลาด T-VER กลุ่มป่า ระดับโครงการ P-REDD+ ณ เดือน ต.ค. 2568)

และหากสามารถเพิ่มการกอบกู้อาหารได้มากขึ้น 10 เท่า เป็น 20,000 ตันต่อปี จะทำให้ช่วยลดความหิวโหยของประชากรได้ถึง 84 ล้านมื้อ เทียบเป็นผลกระทบทางเศรษฐกิจมูลค่า 2,940 ล้านบาทต่อปี ลดภาระในการจัดการขยะ 49.5 ล้านบาท พร้อมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้กว่า 50,600 ตัน CO2e ต่อปี ซึ่งเทียบเท่าการปลูกต้นพะยูง 2.34 -3.72 ล้านต้น และสามารถประเมินเป็นมูลค่าคาร์บอนเครดิตได้ราว 54 ล้านบาทต่อปี
อย่างไรก็ตาม อุปสรรคสำคัญของภาคเอกชนที่แม้มีสินค้ากลุ่มอาหารที่ต้องการร่วมบริจาคเพื่อลดปริมาณ Food Waste แต่สุดท้ายตัดสินใจเลือกที่จะไม่บริจาคอาหาร คือ ‘การติดเงื่อนไขทางภาษี’ เนื่องจาก ข้อกฎหมายประเทศไทยในปัจจุบัน กำหนดให้การบริจาคอาหาร ยังจำเป็นต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม เช่นเดียวกับการขายสินค้า รวมทั้งยังจัดอยู่ในกลุ่มสินค้ารายจ่ายต้องห้าม ที่กำหนดเพดานไว้ 2% ของกำไรสุทธิ เพื่อนำไปหักภาษีเงินได้นิติบุคคล ทำให้ไม่จูงใจภาคธุรกิจ และหลายบริษัทเลือกที่จะใช้วิธีการทำลายอาหารแทน

เนื่องจาก ไม่มีทั้งภาระภาษีมูลค่า (VAT) พร้อมทั้งสามารถหักภาษีซื้อได้เต็มจำนวน ประกอบกับยังสามารถหักรายจ่ายจากกระบวนการในการทำลายสินค้า เช่น ต้นทุนการจัดซื้ออุปกรณ์ทำลายสินค้า หรือค่าจ้างบุคลากรในการนำไปทำลาย ซึ่งช่วยลดภาระด้านภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) ให้แก่ภาคธุรกิจได้
ทำให้ในปัจจุบัน สินค้าอาหารราว 90% ที่ภาคเอกชนนำมาบริจาคให้องค์กรต่างๆ มักจะอยู่ในกลุ่มสินค้าที่ไม่เสีย VAT เช่น ผัก ผลไม้ ข้าวสาร เบเกอรี่ หรือกลุ่มอาหารสด อาหารพร้อมรับประทาน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีอายุการบริโภค (Shelf-life) ในระยะเวลาสั้นๆ ขณะที่สินค้าอาหารส่วนใหญ่ยังไม่ได้เข้าระบบในการส่งต่อผ่านการบริจาคอาหาร ซึ่งสูญเสียทั้งโอกาสทางธุรกิจ รวมทั้งยังกระทบต่อปัญหาความหิวโหย ความมั่นคงทางอาหาร และปริมาณขยะอาหารที่เพิ่มจำนวนขึ้น

สวทช. จึงได้ดำเนินการยื่นเรื่องไปทางกรมสรรพากร เพื่อให้พิจารณาปรับปรุงระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับการบริจาคอาหารส่วนเกิน ให้กับหน่วยรับบริจาคอาหารภายใต้โครงการธนาคารอาหาร (Food Bank) หรือที่ได้รับการรับรอง ซึ่งยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการประเภทต่างๆ สามารถเข้าร่วมโครงการได้ ภายใต้การมีระบบตรวจสอบย้อนกลับเพื่อความโปร่งใสในการดำเนินการ เพื่อลดภาระให้ภาคธุรกิจที่ต้องการบริจาคอาหารสามารถได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเทียบเท่ากับการทำลายอาหาร เพื่อเพิ่มแรงจูงใจในการบริจาคอาหาร จากกลุ่มธุรกิจและประเภทของอาหารที่หลากหลายมากขึ้น พร้อมทั้งมีปริมาณอาหารส่วนเกินเข้ามาในระบบ เพื่อนำไปส่งต่อประโยชน์แก่ผู้ที่มีความต้องการได้มากขึ้น รวมทั้งลดปัญหาทางทั้งสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมในภาพรวมให้ลดลงได้
นอกจากเรื่องของมาตรการทางภาษีแล้ว การเพิ่มแรงจูงใจด้วยการขึ้นทะเบียนรับรองคาร์บอนเครดิต เนื่องจาก สามารถคำนวณปริมาณคาร์บอนที่ลดลงจากปริมาณการบริจาคอาหาร และนำไปขอขึ้นทะเบียนจากทางองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก เพื่อขอรับรองโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการทำให้ภาคธุรกิจหันมาบริจาคอาหารเพิ่มมากขึ้นในอนาคตเช่นกัน

SOS Thailand เดินหน้าภารกิจกอบกู้อาหาร ตั้งเป้า 15 ล้านกิโลกรัม
มูลนิธิสโกลารส์ ออฟ ซัสทีแนนซ์ (SOS Thailand) อีกหนึ่งแกนหลักสำคัญในการขับเคลื่อนการกอบกู้อาหารในประเทศไทยมากว่า 10 ปี โดยมีฐานปฏิบัติงานอยู่ใน 4 จังหวัด ประกอบด้วย กรุงเทพ ภูเก็ต ประจวบคีรีขันธ์ (หัวหิน) และเชียงใหม่ โดยในปัจจุบันมีการดำเนินงานอยู่ใน 3 ประเทศ ได้แก่ ไทย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย
คุณทวี อิ่มพูลทรัพย์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย SOS Thailand เปิดเผยว่า ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา SOS Thailand สามารถช่วยกอบกู้อาหารได้มากกว่า 18 ล้านกิโลกรัม เพื่อนำไปส่งต่อเป็นมื้ออาหารได้รวมกว่า 76 ล้านมื้อ เข้าถึงชุมชนทั่วประเทศได้มากกว่า 6,623 แห่ง โดยช่วยลดค่าครองชีพให้คนไทยได้ประมาณ 3,000 ล้านบาท ขณะที่อิมแพ็คที่สร้างได้จากการกอบกู้อาหาร ทั้งการลดการปล่อยคาร์บอนลงได้กว่า 46,000 ตัน CO2e เทียบเท่าการปลูกต้นไม่เพื่อดูดซับคาร์บอนมากกว่า 7.63 แสนต้น ขณะที่การคำนวณผลตอบแทนทางสังคม (SROI) อยู่ที่ 23 เท่า (เมื่อเทียบการลงทุน1 บาท สร้างผลตอบแทนเทียบเท่า 23 บาท)

สำหรับการขยายพันธมิตรเพื่อเพิ่มแนวร่วมในการขับเคลื่อนการกอบกู้อาหารในประเทศไทย SOS Thailand สามารถขยายพื้นที่ดำเนินงานได้รวม 19 จังหวัด แต่หากรวมเครือข่ายการขับเคลื่อนร่วมกับพันธมิตร ผ่านโครงการ Thailand’s Food Bank เท่ากับทำงานได้ครอบคลุมกว่า 50 จังหวัด หรือเข้าถึงพื้นที่ได้กว่า 65% ของประเทศ ขณะที่จำนวนพันธมิตรในปัจจุบันมีอยู่ 5 กลุ่มสำคัญ ประกอบด้วย กลุ่มร้านอาหาร กลุ่มโรงแรม กลุ่มเกษตรกร กลุ่มตลาด และกลุ่มโรงงานผลิตอาหารต่างๆ รวมกว่า 316 แบรนด์ จำนวนจุดเข้ารับอาหารเกือบ 2,300 จุด
“แนวทางการขยายจำนวนพันธมิตรเพื่อเพิ่มแนวร่วมการกอบกู้อาหารในปีนี้ มีทั้งการเพิ่มปริมาณอาหารจากจุดรับอาหารที่ดำเนินการอยู่แล้ว รวมทั้งการเพิ่มจุดรับอาหารใหม่ๆ จากแบรนด์เดิม รวมทั้งการหาพันธมิตรใหม่ๆ เพื่อให้เข้าร่วมโครงการบริจาคอาหารเพิ่มมากขึ้น ซึ่งอุปสรรคสำคัญของภาคเอกชนในการเข้าร่วมโครงการมีหลากหลาย ทั้งในแง่ของข้อกฏหมายทางภาษีซึ่งถือเป็นอุปสรรคสำคัญ ที่ทำให้ภาคเอกชนตัดสินใจไม่เข้าร่วมโครงการ แม้จะทราบถึงประโยชน์ และต้องการมีส่วนร่วมในการลดขยะอาหาร ซึ่งทาง สวทช. ได้ดำเนินการยื่นเรื่องไปทางกรมสรรพากรเพื่อพิจารณาเพื่อสร้างแรงจูงใจในการบริจาคอาหารเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีปัญหาอื่นๆ ในด้านการบริหารจัดการ ซึ่งทาง SOS Thailand พยายามเข้าไปรับฟังและช่วยแก้ไขปัญหา เพื่อสามารถขยายความร่วมมือกับพันธมิตรได้เพิ่มมากขึ้น และสามารถบรรลุเป้าหมายการเข้าไปกอบกู้อาหารส่วนเกินในปีนี้ได้ไม่ต่ำกว่า 15 ล้านกิโลกรัม พร้อมระดมทุนสนับสนุนการดำเนินงานได้ไม่ต่ำกว่า 25 ล้านบาท”

ทั้งนี้ SOS Thailand มีบทบาทในการกอบกู้อาหาร ผ่าน 5 ภารกิจสำคัญ ได้แก่
– Food Rescue Program : การเข้าไปกอบกู้อาหารจากพันธมิตรด้วยรถตู้เย็น ที่ปัจจุบันมีรวม 15 คัน สำหรับปฏิบัติงานใน 4 จังหวัดหลัก ผ่าน Food Rescue Ambassador รวม 18 คน พร้อมทั้งขยายการดำเนินงานผ่านเครือข่ายไปได้แล้ว 19 จังหวัด โดยภารกิจหลักในการเข้าไปรับอาหารส่วนเกินจากผู้บริจาค เพื่อนำไปส่งต่อ รวมทั้งการจัดทำรายงานสรุปให้ผู้บริจาคทราบถึงผลกระทบเชิงบวกที่สามารถสร้างได้

– Rescue Kitchen Program : กิจกรรมครัวรักษ์อาหาร ร่วมกับภาคเอกชน ในการทำกิจกรรมอาหารแจกจ่ายให้ชุมชนที่มีความต้องการ โดยใช้วัตถุดิบหลักมาจากอาหารที่กอบกู้ได้ และเป็นอีกหนึ่งโซลูชันการทำกิจกรรมเพื่อสังคมร่วมกับทางชุมชน ซึ่งได้ดำเนินการไปแล้วกว่า 101 ครั้ง
– Healthy School Meal Program : เป็นการนำอาหารส่วนเกินไปมอบให้ทางโรงเรียนใน กทม. เพื่อดูแลโภชนการให้เด็กนักเรียน ได้รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เป็นประโยชน์สำหรับการเรียนรู้และการเติบโต โดยได้ดำเนินการรวมแล้วใน 32 โรงเรียน และค่า BMI ของนักเรียนในโรงเรียนที่เข้าร่วมดีขึ้นได้มากกว่า 82%

– Rescue Farm Program : การเข้าไปช่วยกลุ่มเกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิต จากฟาร์มที่มีผลผลิตจำนวนมาก และไม่ได้เก็บเกี่ยวหรือนำไปจำหน่าย ทาง SOS จะนำอาหารส่วนเกินไปมอบให้ พร้อมมีทีมอาสาเข้าไปเก็บเกี่ยวเพื่อนำผลผลิตมาส่งต่อให้ผู้ที่มีความต้องการ ขณะที่เกษตรกรก็จะไม่ต้องเสียค่าจ้างเก็บเกี่ยว หรือปล่อยให้ผลผลิตเสียหายไปโดยเปล่าประโยชน์ โดยปัจจุบันดำเนินการในหัวหิน และเชียงใหม่ และได้เข้าไปช่วยเก็บเกี่ยวแล้วมากกว่า 80 แห่ง
– Thailand’s Food Bank Program : การขับเคลื่อน ‘ธนาคารอาหารของประเทศไทย’ โดยความร่วมมือกับทาง สวทช. ในการพัฒนาโมเดลการกอบกู้อาหารให้สามารถกระจายการทำงานไปได้ท่ัวทั้งประเทศ ผ่านการมีเครือข่ายจิตอาสากระจายไปได้ทั่วประเทศ ภายใต้การขับเคลื่อนร่วมกับหน่วยงานภาครัฐอย่าง สวทช. ทั้งการเข้ามาช่วยพัฒนาแพลตฟอร์มสำหรับเป็นข้อมูลกลางด้านการกอบกู้อาหารในระดับประเทศ รวมทั้งการทำงานร่วมกับนักวิจัยในหลากหลายสาขา เพื่อสร้าง Food Safety Guideline ในการเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนมาตรฐานความปลอดภัยทางอาหารสำหรับการบริจาค เพื่อการอบรมทั้งกลุ่มอาสาที่จะเข้ามาเป็น Food Hero (ผู้เข้ารับอาหารส่วนเกินเพื่อนำไปบริจาค) รวมทั้งกลุ่มผู้รับบริจาค ซึ่งโครงการนี้ มีความสำคัญในการช่วยเพิ่มตัวกลางในการขับเคลื่อนโครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งปัจจุบันมีอาสาร่วมโครงการแล้วกว่า 556 คน ขยายพื้นที่โครงการเพิ่มเติมได้อีกกว่า 16 จังหวัด

“จากการดำเนินงานมากว่า 10 ปี ของ SOS Thailand ทำให้ทราบว่า ปริมาณอาหารในประเทศไทย รวมทั้งทั่วโลก ไม่ได้ขาดแคลน แต่ละวันมีการผลิตขึ้นมาเพื่อรองรับการบริโภคของผู้คนได้ทุกคน เพียงแต่ยังขาดตัวกลางในการนำอาหารจากผู้ผลิตไปส่งต่อให้ผู้ที่มีความต้องการ ซึ่ง SOS Thailand พยายามเพิ่มเครือข่ายและรูปแบบในการทำงานกับทุกภาคส่วน เพื่อเซ็ตอัพโมเดลการขับเคลื่อนที่แข็งแรง เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถดำเนินการได้อย่างแพร่หลาย ทำให้เพิ่มความสามารถในการเข้าถึงอาหารให้กับทุกกลุ่มได้อย่างทั่วถึง พร้อมทั้งช่วยลดปริมาณขยะอาหารที่เหลือทิ้งไปโดยเปล่าประโยชน์ ซึ่งทุกคนสามารถมีส่วนร่วมการขับเคลื่อนภารกิจนี้ได้เช่นกัน เพราะ นอกจาการขับเคลื่อนของภาคธุรกิจในรูปแบบ BtoB แล้ว ยังสามารถรณรงค์การขับเคลื่อนแบบรายบุคคล หรือ CtoC เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของผลลัพธ์ได้มากยิ่งขึ้น เนื่องจากประเทศไทย มีวัฒนธรรมในการแชร์อาหารให้แก่กันมาช้านานแล้ว“






