ศูนย์ ‘กันก่อนท่วม’ (Water Resilience Center) เปิดเวที Water Resilience Forum 2/2026 ภายใต้หัวข้อ ‘Water Economy : พลิกน้ำ สร้างชาติ’ ชี้ปัญหาประเทศไทย เผชิญทั้งภัยแล้งและน้ำท่วมจากอากาศแปรปรวน (Climate Change) สร้างความสูญเสียซ้ำซาก กด GDP ให้ลดลงต่อเนื่อง
พร้อมชวนเปลี่ยนมุมมอง น้ำไม่ใช่แค่ภัยพิบัติ แต่เป็น ‘โจทย์เศรษฐกิจของประเทศ’ ถ้าบริหารดีสร้างมูลค่า บริหารพลาด สูญเสียมหาศาล ระดมความร่วมมือ จัดการน้ำเชิงรุก เปลี่ยนความเสี่ยงน้ำเป็นโอกาสเศรษฐกิจ พลิกจากรอดสู่รวย
ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญสภาพอากาศสุดขั้ว ทั้งน้ำท่วมและภัยแล้ง ซึ่งส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจ ทั้งภาคเกษตร อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และค่าครองชีพของประชาชน โดยความเสียหายจากมหาอุทกภัยปี 2554 ประเมินมูลค่าผลกระทบสูงถึง 1.43 ล้านล้านบาท ขณะที่ 2 ปีต่อจากนั้น ในปี 2555 – 2556 ประเทศไทยกลับประสบปัญหาภัยแล้ง ซึ่งสร้างมูลค่าความเสียหายประมาณ 30,000 ล้านบาทตามมา
“ประเทศไทยสูญเสียให้กับน้ำทุกปี ไม่ว่าจะแล้งหรือท่วม หากยังแก้ปัญหาแบบเดิม เราจะสูญเสียซ้ำไปเรื่อยๆ นำมาสู่การผลักดันแนวคิด Water Economy เพื่อเปลี่ยนน้ำจากความเสี่ยง เป็นสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ ด้วยความร่วมมือของศูนย์ ‘กันก่อนท่วม’ (Water Resilience Center) คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับพันธมิตรระดับโลก และภาคเอกชนหลายแห่ง พร้อม ประสานความร่วมมือทุกภาคส่วน เน้นการบริหารจัดการเชิงรุกด้วยข้อมูล วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรม เพื่อพลิกวิกฤตน้ำให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ”

ผลักดัน Water Economy เปลี่ยนความเสี่ยงจากน้ำ สู่โอกาสทางเศรษฐกิจ
รองศาสตราจารย์ ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ประธานคณะกรรมการศูนย์ ‘กันก่อนท่วม’ (Water Resilience Center) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ทรัพยากรน้ำไม่ใช่เพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่ ไม่ต่างจากพลังงาน ดิจิทัล หรือระบบโลจิสติกส์ ปัจจุบันทรัพยากรน้ำเกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนโครงสร้างเศรษฐกิจมูลค่ากว่า 17 ล้านล้านบาทของประเทศไทย
ขณะที่ประเทศไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงจากความผันผวนของสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น ทั้งปรากฏการณ์เอลนีโญ ภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง และอุทกภัยรุนแรง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจ สังคม และความ เชื่อมั่นในการลงทุน โดย บทเรียนจากมหาอุทกภัยปี 2554 แสดงให้เห็นว่าความเสียหายสามารถส่งผลให้ GDP ของ ประเทศลดลงได้ถึง 2.5% ขณะที่ความเสี่ยงในอนาคตมีแนวโน้มรุนแรงและถี่ขึ้นจาก Climate Extremes
ดังนั้น มุมมองเกี่ยวกับน้ำจึงควรเปลี่ยนจากภัยพิบัติสู่ ‘สินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ‘ ตามแนวคิด Water Economy ที่มองน้ำเป็น เหรียญสองด้าน ของระบบเศรษฐกิจ ในด้านหนึ่ง น้ำคือ ‘ตัวคูณทางเศรษฐกิจ’ (Economic Generator) ที่สนับสนุนภาคเกษตร อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว สุขภาพ และ คุณภาพชีวิต แต่อีกด้านหนึ่ง หากขาดการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ น้ำจะกลายเป็น ‘ตัวฉุดรั้งเศรษฐกิจ’ (Economic Disruptor) ที่สร้างความเสียหายต่อธุรกิจ การผลิต และกลุ่มเปราะบางในสังคม

“โจทย์สำคัญของประเทศไทยไม่ใช่เพียงรับมือภัยแล้งหรือน้ำท่วมเฉพาะหน้า แต่คือการยกระดับระบบ เศรษฐกิจให้มีความยืดหยุ่นต่อความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ (Climate Resilience Economy) ผ่านการลงทุนที่ถูกที่ ถูกเวลา และขับเคลื่อนด้วยข้อมูล วิทยาศาสตร์ และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ศูนย์กันก่อนท่วม (Water Resilience Center) เป็นแพลตฟอร์มกลางทางวิชาการที่เป็นมิตรและเป็นกลาง ทำหน้าที่สังเคราะห์ข้อมูล พัฒนาองค์ ความรู้ และสื่อสารความเสี่ยงด้านน้ำเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบาย โดยร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลก อาทิ เนเธอร์แลนด์ญี่ปุ่น และภาคเอกชน เพื่อผลักดันแนวคิด Water Economy และเปลี่ยน ‘ความเสี่ยงด้านน้ำ’ ให้เป็น ‘โอกาสทางเศรษฐกิจ’ ของประเทศในระยะยาว”
คุณชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวในหัวข้อ ‘พลิกนโยบายน้ำ สร้างเศรษฐกิจ’ ว่า ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง และน้ำเสีย เป็นปัญหาซ้ำซากที่กระทบต่อวิถีชีวิตประชาชนและเศรษฐกิจ สทนช. ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้เป็นเจ้าภาพบูรณาการหน่วยงานด้านน้ำเพื่อป้องกันภัยพิบัติ เพื่อยกระดับการขับเคลื่อนแก้ วิกฤตน้ำให้เป็น “วาระแห่งชาติ”อย่างมีเอกภาพ ลดความซ้ำซ้อน รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ สามารถรองรับการแก้ไขปัญหา น้ำได้อย่างทันท่วงที โดยเฉพาะการพยากรณ์อากาศให้มีความแม่นยำและการแจ้งเตือนภัยที่รวดเร็ว ซึ่งจะช่วยให้ ประชาชนรอดพ้นจากวิกฤตได้ทันท่วงที
“สทนช. ได้เสนอ มาตรการรับมือฤดูฝน แก้ภัยแล้ง และควบคุมคุณภาพน้ำ ขณะเดียวกันได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่ นอกเขตชลประทาน เพื่อเตรียมจัดหาน้ำอุปโภคบริโภคและการเกษตรช่วยเหลือไม่ให้เกิดผลกระทบ ล่าสุด ครม.มีมติ เห็นชอบการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัดครบทั้ง 76 จังหวัด ประกอบกับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างบูรณาการ ทั้งภาคการศึกษาที่มีทั้งองค์ความรู้ เทคโนโลยี รวมทั้งภาคเอกชนที่ให้ความสำคัญในการยกระดับการแก้ภัยแล้ง น้ำท่วมได้ครอบคลุมทุกภาคส่วนอย่างเป็นระบบ เชื่อว่าจะสามารถช่วยลดผลกระทบต่อปากท้องของประชาชน และนำไปสู่การเตรียมการล่วงหน้า เพื่อสร้างเศรษฐกิจที่เข้มแข็งยั่งยืนร่วมกัน ”

ยกระดับปัญหาน้ำ = วาระแห่งชาติ เดินหน้าแก้ปัญหาอย่างบูรณาการ
คุณรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส ที่ปรึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ และรองประธานคณะกรรมการศูนย์ ‘กันก่อนท่วม’ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในช่วงสรุป ‘Water Economy: พลิกน้ำ เปลี่ยนชะตาประเทศไทย’ ว่า ประเทศไทย กำลังเข้าสู่ยุคที่ ‘น้ำ’ ไม่ใช่เรื่องฤดูกาล แต่คือความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา โดยชี้ว่า ภายใต้ภาวะเอลนีโญ และ Climate Change ประเทศไทยต้องเผชิญทั้งภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง และน้ำแปรปรวนรุนแรงขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อ ภาคเกษตร อุตสาหกรรม และค่าครองชีพของประชาชน ขณะที่รัฐยังต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการเยียวยาซ้ำซาก ทุกปีแต่ยังไม่ได้ลงทุนเพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน
“การขับเคลื่อนแนวคิด Water Economy สู่การปฏิบัติให้ประสบความสำเร็จนั้น ประเทศไทยมีต้นแบบที่พิสูจน์ แล้วว่าสามารถ ‘พลิกน้ำเป็นโอกาส’ ลดความสูญเสียและสร้างเศรษฐกิจได้จริงในระดับพื้นที่ เช่น จังหวัดกาญจนบุรีที่ใช้ การบริหารจัดการเขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนวชิราลงกรณ ร่วมกับระบบกระจายน้ำแบบ ‘ก้างปลา’ และ ‘แก้มลิง ธรรมชาติ’ เพื่อลดแรงมวลน้ำก่อนเข้าสู่พื้นที่เศรษฐกิจ รวมทั้งโครงการขนาดใหญ่ระดับโลก เช่น เขื่อนสามผา (Three Gorges Dam) ของจีน แสดงให้เห็นว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำสามารถปกป้องพื้นที่เศรษฐกิจขนาดใหญ่ และ สร้างเสถียรภาพให้กับประเทศในระยะยาว”

ความท้าทายสำคัญในการบริหารจัดการของไทยคือ ‘การขาดการเชื่อมต่อจากโมเดล พื้นที่สู่ระดับประเทศ’ ทำให้ศักยภาพที่มีอยู่ยังไม่ถูกขยายผลอย่างเต็มที่ ศูนย์ ‘กันก่อนท่วม’ จึงมุ่งขับเคลื่อน Water Economy ผ่าน 3 แนวทาง ประกอบด้วย
1. ยกระดับ ‘วิกฤตน้ำ’ เป็นวาระแห่งชาติอย่างแท้จริง : ปรับโครงสร้างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำให้เป็นเอกภาพและบูรณาการร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2. สร้าง Water Smart Community : สนับสนุนชุมชนและภาคประชาสังคมให้มีองค์ความรู้และบริหารจัดการน้ำเองได้
3. ลงทุนระบบข้อมูลน้ำแห่งชาติ (National Water Data Platform) : ใช้ Real-time Data เพื่อคาดการณ์ เตือนภัย และวางแผนเชิงรุก
Designing Resilience : พลิกการออกแบบเมือง อยู่กับน้ำอย่างชาญฉลาด
ช่วงเสวนาหัวข้อ ‘Designing Resilience: พลิกการออกแบบเมือง อยู่กับน้ำอย่างชาญฉลาด’ โดย ศาสตราจารย์มิโฮ มาซูเรียว (Prof. Miho Mazereeuw) ผู้อำนวยการ MIT Climate Mission และผู้อำนวยการ Urban Risk Lab และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรายุทธ ทรัพย์สุข คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้นำเสนอ กรณีศึกษาการออกแบบอาคารและพื้นที่ต้นแบบที่สามารถรับมืออุทกภัย ใช้งานได้ในช่วงเกิดภัย พิบัติ และทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของชุมชน

ศาสตราจารย์มิโฮ ถ่ายทอดตัวอย่างจากประเทศญี่ปุ่น สะท้อนแนวคิด การออกแบบ หนึ่งได้สอง (dual‑use design) ที่เชื่อมโยงการป้องกันภัยพิบัติกับบริบทเศรษฐกิจน้ำ และให้ ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชน ขณะที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรายุทธ สะท้อนความเปราะบางของเมืองไทยจากรูปแบบการพัฒนาในอดีต พร้อมชี้ให้เห็นบทบาทของสถาปัตยกรรมเชิงยืดหยุ่นในการฟื้นฟูชุมชน ลดความเสี่ยง และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมในระยะยาว
คุณประเชิญ คนเทศ ผู้จัดการมูลนิธิลุ่มน้ำท่าจีนนครปฐม กล่าวว่า พื้นที่นครปฐมเคยเผชิญวิกฤตน้ำซ้ำซาก ทั้ง น้ำท่วม น้ำแล้ง น้ำเสีย และการบริหารจัดการที่ ต่างคนต่างทำ ส่งผลให้ปัญหาของพื้นที่หนึ่งไปซ้ำเติมอีกพื้นที่หนึ่งไม่จบสิ้น
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อปี 2566 กระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ริเริ่มให้ชุมชนใช้ ผังภูมิสังคม (Geo-Social Map) มาใช้เป็นฐานข้อมูลกลาง บูรณาการข้อมูลภูมิศาสตร์และข้อมูลชุมชน ทำให้สามารถวางแผนจัดการน้ำได้ทั้งระบบ ครอบคลุมทั้งน้ำท่วม น้ำแล้ง และคุณภาพน้ำ
“จากฐานข้อมูลที่พัฒนาขึ้น นำไปสู่โจทย์สำคัญของชุมชนว่า จะต่อยอดแหล่งน้ำให้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ อย่างไร ทั้งในภาคเกษตร อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว จึงขับเคลื่อนผ่านโครงการวิจัย ที่ทำหน้าที่เป็นพื้นที่กลางเชื่อมภาครัฐ ภาคเอกชน ท้องถิ่น และภาคประชาสังคม เข้ามาร่วมวางแผนอนาคตบนข้อมูลชุดเดียวกัน เช่น ระบบเตือนภัยที่ทุกคนเข้าถึงได้ทำให้นครปฐมรับมือมวลน้ำได้โดยไม่กระทบวงกว้าง

หลังจากนั้นเริ่ม ‘พลิกน้ำเป็นรายได้ จากรอดสู่รวย’ หลังจากมหาอุทกภัยปี 2554 เกษตรกรที่นครปฐมแทบหมดตัว ไม่มีรายได้ ปัจจุบันเฉพาะ สวนส้มโอ ปีนี้มีผลผลิตเกือบ 6,000 ตัน มูลค่าสูงถึง 1,500 ล้านบาท เฉลี่ยครอบครัวละ 1 ล้านบาท นอกจากนี้ภาคบริการ ท่องเที่ยว ก็ทำรายได้สู่ท้องถิ่นได้ดีชุมชนนครปฐมบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบและเชื่อมโยงระหว่างพื้นที่ ปีที่ผ่านมา สวนส้มโอไม่เสียหายจากน้ำท่วมเลย พิสูจน์แล้วว่าการจัดการน้ำที่ดี สร้างเศรษฐกิจชุมชนในระยะยาว” นายประเชิญกล่าว
คุณวรสถิตย์ บัวแดง ต้นกล้าชุมชน มูลนิธิเอสซีจี สะท้อนจากประสบการณ์ลงพื้นที่ช่วยน้ำท่วมในภาคเหนือว่า น้ำท่วมไม่ใช่แค่ภัยธรรมชาติ แต่ยังพรากชีวิตและอนาคตของคนจำนวนมาก การรับมือแบบคลำทางในช่วงวิกฤต ชุมชนจำนวนมากยังขาดข้อมูลพื้นฐานสำคัญ เช่น พื้นที่เสี่ยง จุดปลอดภัย หรือกลุ่มเปราะบาง ทำให้การช่วยเหลือไม่ตรงจุด พร้อมเสนอ 3 แนวทางเร่งด่วนเพื่อ ‘ติดอาวุธให้ชุมชน’ เพื่อความมั่นคงของชีวิตและเศรษฐกิจในระยะยาว ได้แก่
– สร้าง Geo-Social Map ให้ชุมชนรู้พื้นที่และความเสี่ยงของตัวเอง
– พัฒนา อาสาสมัครภัยพิบัติในชุมชน ให้พร้อมรับมือทันที
– ใช้เทคโนโลยีและระบบเตือนภัยที่แม่นยำ เปลี่ยนความตระหนกเป็นตระหนัก
ด้านเยาวชนไทย คุณกิตตินันท์ สงคำ และ คุณณฐนนท์ เขื่อนทา ทีมพัฒนา AI ‘น้องเฝ้าน้ำ’ ผู้ชนะเลิศในโครงการ กล้าใหม่ใฝ่รู้ SCB Challenge ปี 2568 เปิดเผยว่า แรงบันดาลใจมาจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ใน จังหวัดเชียงราย ที่สร้างความเสียหายอย่างหนัก จึงพัฒนา ระบบ AI คาดการณ์น้ำ โดยใช้ข้อมูลระดับน้ำแบบเรียลไทม์ วิเคราะห์แนวโน้มล่วงหน้า สามารถติดตามระดับน้ำตลอด 24 ชั่วโมง และแจ้งเตือนผ่าน เว็บไซต์ SmartFlood AI และ AI LINE Chatbot ‘น้องเฝ้าน้ำ’ ให้คน ‘รู้ก่อน’ จะได้ ‘รอดก่อน’ ช่วยให้ชุมชนเตรียมรับมือได้ทันท่วงที ลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น

เวที Water Resilience Forum 2/2026 สะท้อนชัดว่า การแก้ปัญหาน้ำไม่ใช่หน้าที่ของภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วน ตั้งแต่ชุมชน ภูมิปัญญาท้องถิ่น เทคโนโลยี ภาคการศึกษา ภาคเอกชน ไปจนถึงนโยบายระดับประเทศ เมื่อข้อมูลวิทยาศาสตร์ และคนในพื้นที่ทำงานร่วมกัน ประเทศไทย จะสามารถ ‘พลิกน้ำ สร้างชาติ’ ได้อย่างแท้จริง






