หลังการขยับเป้าหมายบรรลุ Net Zero 2050 ของประเทศไทย ทำให้ภาคธุรกิจจำเป็นต้องเพิ่มอัตราเร่งในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในธุรกิจอย่างต่อเนื่อง การเข้าถึงแหล่งทุนเพื่อเป็นตัวช่วยในกระบวนการเปลี่ยนผ่านมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้น
นำมาสู่การเพิ่มรูปแบบการออกตราสารหนี้ในกลุ่ม Transition Finance จำนวน 2 กลุ่ม เพื่อเปิดกว้างให้โครงการเปลี่ยนผ่านของภาคธุรกิจต่างๆ สามารถขับเคลื่อนเพื่อบรรลุเป้าหมายได้ตามแผนที่วางไว้ และช่วยผลักดันเป้าหมายประเทศตามแผน NDC 3.0

คุณอริยา ติรณะประกิจ กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ร่วมบรรยายพิเศษหัวข้อ ‘Mobilising Thailand’s Bond Market for the Low-Carbon Transition’ ภายในงาน The Cooler Earth Thailand 2026: Advancing the Transition โดย CIMB Thai โดยมองโอกาสภาคธุรกิจในการระดมทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำและขับเคลื่อนสู่เป้าหมายความยั่งยืน ผ่านกลไกจากตลาดตราสารหนี้ ESG Bond ได้เพิ่มมากขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะหลังจากไตรมาส 3 ของปีนี้ หลังจากทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. (SEC) ได้อนุมัติหลักเกณฑ์ในการออกตราสารหนี้ในกลุ่ม Transition Finance เพิ่มเติมมาอีก 2 ประเภท ได้แก่ Thailand Amber Bond และ Transition Bond เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านธุรกิจได้ตามเป้าหมายทที่วางไว้ รวมทั้งสอดคล้องกับแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ของประเทศ (NDC 3.0) ในการลด GHG Emission ลงอีก 47% จากฐานในปี 2019
“การอนุมัติหลักเกณฑ์ให้มีตราสารหนี้ในกลุ่ม Transition Finance เข้ามาเติมในพอร์ต ESG Bond จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำได้เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะการเปิดกว้างสำหรับกลุ่มที่มีการปล่อย GHG สูงและทำให้ลดลงได้ยาก (hard-to -abate Sectors) แต่มีเป้าหมายและมีความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนตาม Action Plan เพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้ และสามารถเข้าถึง Transition Bond ได้ ขณะที่ในกลุ่ม Thailand Amber Bond จะพิจารณาให้กลุ่มธุรกิจที่ถูกจัดกลุ่มเป็นสีเหลือง ตามเกณฑ์วัดของ Thailand Taxonomy ในทั้ง 2 เฟส จากอุตสาหกรรมพลังงาน ขนส่ง การเกษตร อสังหาริทรัพย์ ภาคอุตสาหกรรมและการผลิต รวมทั้งการจัดการของเสีย ซึ่งประเมินค่า Emission จากทั้ง 6 อุตสาหกรรมเหล่านี้ รวมกันได้ราว 95% ของปริมาณคาร์บอนที่ปล่อยในประเทศไทยทั้งหมด”

ทั้งนี้ ADB ประเมินว่า การขับเคลื่อนเพื่อเปลี่ยนผ่านประเทศไทยตามเแผน NDC 3.0 คาดว่าต้องใช้เงินทุนไม่ต่ำกว่าปีละ 5-7 แสนล้านบาท ตามการประเมินของ ADBโดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมหลักไม่ว่าจะเป็นภาคพลังงาน ขนส่ง หรือภาคอุตสาหกรรม ที่ยังคงมีช่องว่างของปริมาณเงินทุนที่มีอยู่และความต้องการเพื่อเปลี่ยนผ่านที่ต่างกันเป็นเท่าตัว จึงจำเป็นต้องมีกลไกทางการเงินเพื่อเพิ่มความสามารถในการระดมทุนของภาคธุรกิจต่างๆ ได้มากขึ้น

โดยเฉพาะการออกตราสารหนี้ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลไกที่ช่วยในการเข้าถึงแหล่งทุนของภาคธุรกิจ และมีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีมูลค่าคงค้าง (Outstanding) ในกลุ่ม ESG Bondที่กว่า 1 ล้านล้านบาท ซึ่งเติบโตเฉลี่ย 55% ต่อปี หรือมีมูลค่าเพิ่มขึ้นต่อปีกว่า 1.74 แสนล้านบาท และมีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายมากขึ้น จากเดิมที่จะมี Green Bond เป็นหลัก แต่ปัจจุบันขยายมาสู่ทั้ง Social Bond , Sustainability Bond และ Sustainability-Linked Bond (SLB) ซึ่งปัจจุบัน SLB ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น และมีมูลค่าการระดมทุนเพิ่มขึ้นได้ราว 1 ใน 3 ของตลาดแล้ว ขณะที่มูลค่าการระดมทุนส่วนใหญ่จะเป็นการขับเคลื่อนโครงการจากทางภาครัฐ แต่เริ่มเห็นการเข้ามาในตลาดของภาคเอกชนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีเกือบ 40 ราย มูลค่าคงค้างกว่า 2.8 แสนล้านบาท และเชื่อว่าจากการเพิ่มกลไกใหม่ๆ จากกลุ่ม Transition จะทำให้ภาคเอกชนสามารถเข้ามาระดมทุนได้เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง


อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังมีความท้าทายสำคัญของภาคเอกชนในการเข้าถึงกลไก ESG Bond เพื่อสามารถระดมทุนในการเปลี่ยนผ่าน ประกอบด้วย
1. ขาดองค์ความรู้ ในการขับเคลื่อนแผนการเปลี่ยนผ่าน โดยเฉพาะความยากที่เกิดขึ้นภายในซัพพลายเชน ซึ่งมักเป็นกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก ที่จำเป็นต้องปรับตัวเพื่อสามารถอยู่ในห่วงโซ่ธุรกิจ
2. ขาดการเข้าถึงแหล่งทุน เพราะในการเปลี่ยนผ่านจำเป็นต้องมีการลงทุน อาทิ การปรับปรุงโรงงาน การเปลี่ยนเครื่องจักร หรือการเปลี่ยนเครื่องยนต์หรือเชื้อเพลิงที่เป็นคาร์บอนต่ำ
3. ขาดแคลนเครื่องมือสนับสนุน เนื่องจากการเปลี่ยนผ่านจำเป็นต้องมีการชี้วัด ประเมิน หรือคำนวณตามหลักทางวิทยาศาสตร์ รวมทั้งการรรับรองตามมาตรฐานสากล
4. ขาดกฎหมายช่วยผลักดันให้เกิดการบังคับใช้ เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนผ่านได้จริงและเป็นรูปธรรม ซึ่งในอนาคตประเทศไทยจะเริ่มมี พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมาบังคับใช้ ทำให้แนวโน้มมีการเปลี่ยนผ่านได้อย่างชัดเจนเพิ่มมากขึ้น
“ThaiBMA เป็นหนึ่งในหน่วยงานที่จะเข้ามาช่วยสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะเพิ่มความสามารถในการเข้าถึงแหล่งทุน ท้ังการให้ทุนสนับสนุนเพื่อขอ ESG Bond ของภาคธุรกิจได้ถึงกลุ่มละ 2 ล้านบาท ทั้งจากกลุ่มเดิมอย่าง GSSB, SLB และกลุ่ม Transition ที่จะเริ่มในช่วงไตรมาส3 ปีนี้ ผ่านการสนับสนุนทุนเพื่อใช้ประเมินเครดิตเรตติ้งให้กับกองทุน และการใช้ผู้รับรองโครงการ (External Review) เพื่อสามารถเข้าระดมทุนผ่านการออกตราสารหนี้ได้ ซึ่ง ThaiBMA ได้รับสนับสนุนงบประมาณจากกองทุน CMDF เพื่อจัดสรรการให้ทุนถึง 100 ล้าบาท และยังเหลืองบอีกกว่าครึ่ง ซึ่งภาคธุรกิจสามารถยื่นเรื่องเพื่อขอทุนได้ถึงกลางปี 2027 นี้ ขณะเดียวกันยังมีการสนับสนุนจากทาง ก.ล.ต. ในการยกเว้นค่ายื่นเรื่องและค่าธรมเนียมในการออกตราสารให้จนถึงช่วงกลางปี 2028 เช่นกัน”

ทั้งนี้ เห็นได้ว่า การระดมทุนผ่าน ESG Bond ในประเทศไทยมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง และความสนใจในการนำโครงการต่างๆ เข้ามาระดมทุนของภาคธุรกิจจะมีความหลากหลายเพิ่มมากขึ้น ตามการขยายกลุ่มและกลไกการออกตราสารที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งการที่ภาคธุรกิจให้ความสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำไม่เพียงการปรับตัวเพื่อรับกฎเกณฑ์ใหม่ๆ ที่จะเข้ามาบังคับใช้ในอนาคตเท่านั้น แต่ยังเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงเงินทุนรูปแบบใหม่ๆ ที่จะเข้ามาช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างการเติบโตให้ธุรกิจในอนาคตได้เพิ่มมากขึ้นด้วย






