Top StoriesTrending

‘แสนสิริ’ อสังหาฯ รายแรกที่ได้ Green Loan ตามเกณฑ์​ Thailand Taxonomy ขับเคลื่อน​ 3 Green Framework ยกระดับมาตรฐานความยั่งยืนภาคอสังหาริมทรัพย์ไทย

แสนสิริ มุ่ง​พัฒนาโครงการอย่างยั่งยืนแบบบ 'วัดผลได้จริง' โดยเฉพา​ะ 3 โครงการต้นแบบ ที่ได้รับ Green Loan ตามมาตรฐาน Thailand Taxonomy ที่กำหนด​​ค่าความเข้มข้นในการปล่อยคาร์บอนที่ราว 61 กิโลคาร์บอนต่อตารางเมตร ​และประหยัดพลังงาน​ 25-35% โดยได้การรับรองจาก Bureau Veritas และเป็นรายแรกที่สามารถนำค่า Emission Intensity มาใช้เป็นดัชนีชี้วัดความสำเร็จ

บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ถือเป็นผู้พัฒนาโครงการรายแรกของไทย ที่ได้รับการอนุมัติ Green Loan มูลค่า 4,000  ล้านบาท จากธนาคารกสิกรไทย ตามเกณฑ์​ Thailand Taxonomy ซึ่งมีความเข้มงวดในการพิจารณาสินเชื่อมากกว่าแค่เรื่องการกำหนดให้ใช้วัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ลงลึกไปถึงการวัดค่าความเข้มของการปล่อยปริมาณคาร์บอน (Carbon Emission Intensity) ในการก่อสร้างเลยทีเดียว

สะท้อนถึงแนวทางการพัฒนาโครงการของ ‘แสนสิริ’ เพื่อสร้างมาตร​ฐาน ‘ความยั่งยืน’ ให้ภาคอสังหาริมทรัพย์ของประเทศไทย ที่ต้องยกระดับมากกว่าแค่การเริ่มขับเคลื่อนไปตามข้อกำหนด แต่​​สามารถ ‘วัดผลได้จริง’ 

ผ่านความสำเร็จในการได้รับอนุมัติ Green Loan หรือสินเชื่อเพื่อสิ่งแวดล้อมมูลค่า 4,000 ล้านบาท สำหรับ 3 โครงการคอนโดมิเนียมของแสนสิริ ประกอบไปด้วย พีทีวาย เรสซิเดนซ์ สาย 1 (PTY Residence Sai 1) พัทยา, เดอะ สแตนดาร์ด เรสซิเด้นซ์ หัวหิน (The Standard Residences Hua Hin), และ ไวด์เด็น บาย แสนสิริ (WIDEN by Sansiri) นางลิ้นจี่ ซึ่งแสนสิริเป็นบริษัทแรกของธนาคารกสิกรไทย ที่ใช้เกณฑ์การประเมินสินเชื่อสอดคล้องตาม Thailand Taxonomy ที่เข้มข้นด้วยกลไกตรวจสอบระดับสากล

วาง 3 Framework ขับเคลื่อน ‘ความยั่งยืน’ ผ่านทุกมิติ 

คุณจริยา จันทร์เจิดศักดิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโสฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ แสนสิริ กล่าวว่า ที่ผ่านมา กระบวนการคิดและการทำงานของแสนสิ​ริผ่านการพัฒนาโครงการมาไม่ต่ำกว่า 500 โครงการ ให้ความสำคัญกับแนวทางการพัฒนาโครงการอย่างยั่งยืนมาโดยตลอด พร้อม​มุ่งยกระดับมาตรฐานให้เข้มข้นเพิ่มมากขึ้น หลังประกาศเป้าหมายที่ชัดเจนในการขับเคลื่อนสู่ Net Zero 2050  ซึ่งเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายแรกของไทยที่ตั้งเป้าหมายอย่างเป็นทางการมาตั้งแต่ปี 2023

คุณชัยรัตน์ ธรรมชน Landscape Architecture และ คุณจริยา จันทร์เจิดศักดิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโสฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ แสนสิริ

สำหรับการพัฒนาโครงการให้เป็น Sustainability Project แสนสิริ ให้ความสำคัญในทุกขั้นตอนทั้งก่อนก่อสร้าง และในระหว่างการก่อสร้าง รวมทั้งการร่วมมือกับพันธมิตร คู่ค้ากว่า 4,00 ราย ตลอดทั้งห่วงโซ่อย่างรอบด้าน เพื่อร่วมกัน​ขับเคลื่อน ‘3 Green Framework’  ตามแนวทางต่อไปนี้

Green Architecture & Design : เน้นการออกแบบ​เพื่อการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน สร้างสิ่งแวดล้อมที่เป็นมิตรต่อสุขภาพของผู้อยู่อาศัย (Well-being) รวมทั้งประหยัดพลังงาน ผ่านการออกแบบที่เน้นความเข้าใจในธรรมชาติและบริบทในแต่ละพื้นที่ (Nature Based Design Solution) มาปรับใช้ เพื่อลดการใช้พลังงานของบ้านและส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัย พร้อมส่งมอบบ้านที่เต็มไปด้วยนวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม ประหยัดพลังงาน และรองรับการอยู่อาศัยของลูกบ้านอย่างดีที่สุด

-Green Construction : การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาปรับใช้ เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยได้นำผนังคอนกรีตเสริมเหล็กสำเร็จรูป (Precast) มาใช้ในโครงการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพของผลิตภัณฑ์  รวมทั้งทำให้​สามารถก่อสร้างได้เร็วขึ้นราว 3 เดือน ​ช่วยลดขยะ​​ 15% รวมทั้ง​ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมทั้งปริมาณ​ฝุ่นและการเกิดมลพิษต่างๆ ภายในไซต์ก่อสร้างลงได้เป็นจำนวนมาก

– Green Procurement :  การคัดเลือกคู่ค้าและพันธมิตรทางธุรกิจ ที่มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และใส่ใจกระบวนการผลิตที่ยั่งยืน ​รวมทั้งการคำนึงถึงการผลิตที่ลดการใช้ทรัพยากรหรือการนำกลับมาใช้ใหม่ พร้อมทั้งการจัดซื้อวัสดุในการก่อสร้างที่มีคาร์บอนต่ำ และประหยัดพลังงาน (Low-Carbon) ซึ่งปัจจุบัน​มีสัดส่วน​การใช้วัสดุคาร์บอนต่ำแล้ว 65% ​

“แสนสิริเริ่มต้นจากการวางรากฐาน ‘กระบวนการคิด’ ใหม่ทั้งหมด มาตรฐานการออกแบบและก่อสร้างของแสนสิริในยุคปัจจุบันจึงถูกหล่อหลอมด้วยความใส่ใจต่อสภาพแวดล้อมอย่างลึกซึ้ง โดยมุ่งเน้นการจัดการทรัพยากรอย่างมีคุณภาพสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการขยะจากการก่อสร้าง การบำบัดน้ำเสียอย่างเป็นระบบ ไปจนถึงการจัดสรรพื้นที่สีเขียวที่มากกว่าที่กฎหมายกำหนด เพื่อคืนความสมดุลให้แก่ธรรมชาติและชุมชนรอบข้าง”

เซ็ตมาตรฐานใหม่ ‘Green Projects’ ภาคอสังหาฯ ไทย

คุณชัยรัตน์ ธรรมชน Landscape Architecture แสนสิริ กล่าวถึงการสร้างมาตรฐานใหม่ใน Green Projects หรือ การพัฒนาโครงการอย่างยั่งยืนของแสนสิริ ที่เน้นการ ‘วัดผลได้จริง’ และสอดคล้องไปกับเกณฑ์มาตรฐานในระดับสากล โดยเฉพาะทั้ง 3 โครงการต้นแบบ ที่ได้รับ Green Loan ตามมาตรฐาน Thailand Taxonomy ที่กำหนด​​ค่าความเข้มข้นในการปล่อยคาร์บอนที่ราว 61 กิโลคาร์บอนต่อตารางเมตร เทียบกับมาตรฐานโครงการทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 80 กิโลคาร์บอนต่อตารางเมตร และส่งผลให้โครงการสามารถลดการใช้พลังงานลงได้ 25-35% ซึ่งได้รับการรับรอง​ผลจาก Bureau Veritas (บูโร เวอริทัส) องค์กรตรวจสอบระดับสากล ​ทำให้ได้รับ​ความเชื่อมั่นจากนักลงทุนและสถาบันการเงินระดับโลก ซึ่งแสนสิริเป็นรายแรกที่สามารถนำค่า Emission Intensity มาใช้เป็นดัชนีชี้วัดความสำเร็จ

“ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนี้มาจากการใส่ใจในการพัฒนาโครงการให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาตั้งแต่แรกของแสนสิริ โดยเฉพาะการพัฒนาโครงการ​ผ่าน 3 Green Framework  และแนวคิด​ออกแบบโครงการ​ ‘Sansiri Sustainable Design’ เพื่อตอบโจทย์อินไซต์สำคัญของผู้อยู่อาศัย ทั้งการอยู่สบาย และประหยัดพลังงาน ผ่านการให้ความสำคัญในการออกแบบที่ยั่งยืนตามแนวทาง​ Nature based Solution เพื่อต่อยอดจากทรัพยากรธรรมชาติที่มี มาสู่การสร้างฟังก์ชั่นให้ผู้อยู่อาศัยได้ใช้ประโยชน์ตามบริบทของพื้นที่ พร้อมทั้ง​ช่วยลดทั้งอุณหภูมิภายในโครงการ และช่วยลดการใช้พลังงานในภาพรวมลงได้ ประกอบกับการเลือกใช้วัสดุรักษ์โลก การเติมพื้นที่สีเขียวภายในโครงการ ทำให้โครงการของแสนสิริช่วยลดผลกระทบต่อโลกแบบจับต้องได้ ขณะเดียวกันยังดีต่อผู้อยู่อาศัยทั้งการมีสุขภาพที่ดี คุณภาพชีวิตที่ดี และช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายจากการใช้พลังงานที่น้อยลงแบบจับต้องผลลัพธ์ได้จริง”

​กระบวนการคิดตามแนวทาง ‘Sansiri Sustainable Design’ ได้ถ่ายทอดผ่าน 3 โครงการต้นแบบ เพื่อสะท้อนภาพ การออกแบบที่สร้าง ‘ความยั่งยืน’ ให้มาพร้อมกัน ‘การอยู่สบาย‘ อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการออกแบบโครงการแนวสูงอย่าง WIDEN by Sansiri และ PTY Residence Sai 1 เน้นนวัตกรรมที่ช่วยให้ตัวอาคาร ‘หายใจได้’ และพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น ตั้งแต่การติดตั้ง Solar Cell ในพื้นที่ส่วนกลาง การใช้ไฟ Solar Light เพื่อความปลอดภัยที่ไร้ต้นทุนพลังงาน ไปจนถึงการรังสรรค์ Roof Garden ที่ช่วยลดความร้อนสะสมก่อนเข้าสู่ตัวอาคาร รวมถึงการเลือกใช้ Permeable Pavement หรือวัสดุให้น้ำซึมผ่านได้ เพื่อลดปัญหาน้ำท่วมขังและคืนน้ำสู่ดินอย่างเป็นธรรมชาติ ส่วนในโครงการแนวราบอย่าง The Standard Residences Hua Hin ได้ปรับเปลี่ยนวิธีการคำนวณให้เข้ากับวิถีชีวิตริมชายทะเล โดยเน้นการเปิดพื้นที่โล่งให้สัมพันธ์กับทิศทางลมธรรมชาติ เลือกใช้วัสดุพื้นผิวที่ช่วยระบายน้ำและพลังงานทางเลือกในพื้นที่ส่วนกลาง เพื่อให้การอยู่อาศัยกลมกลืนกับธรรมชาติรอบตัวมากที่สุด

คุณจริยา กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันโครงการ Green Projects มีความต้องการในตลาดอย่างสูงทั้งจากผู้อยู่อาศัยที่มองหาความอยู่สบายและลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน รวมทั้งกลุ่มนักลงทุนและสถาบันการเงินที่ต้องการลงทุนในโครงการที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะ​โครงการที่ได้รับการรับรองมาตรฐานที่เชื่อถือได้ในระดับสากล ​ซึ่งข้อมูลจากรายงานระดับโลก ได้สะท้อนการเติบโตของ Green Building รวมทั้งมูลค่าที่เพิ่มสูงขึ้นของโครงการที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสีเขียวในระดับสากล จะมีมูลค่าสูงกว่าโครงการทั่วไป 7-11% รวมทั้งมีอัตราในการปล่อยเช่าหรือขายได้เร็วกว่าถึง 25%

“การยกระดับมาตรฐาน​ด้านความยั่งยืน​ของแสนสิริในครั้งนี้ สร้างให้เกิดประโยชน์สำหรับทุกฝ่ายได้แบบ Tripple Win ทั้งแสนสิริ ที่เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุนที่มีต้นทุนทางการเงินที่มีดอกเบี้ยต่ำลง เช่น​ Green Loan หรือ Sustainable Finance ต่างๆ ขณะที่ลูกบ้านจะได้อยู่อาศัยในโครงการที่มีมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่ดี และประหยัดพลังงานน รวมทั้งการได้ทรัพย์สินที่มีแนวโน้มเพิ่มมูลค่าได้ดีกว่าในอนาคต รวมทั้งยังสนับสนุนประเทศไทยในการขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย Net Zero 2050 ได้อีกทางหนึ่ง” คุณจริยา กล่าวทิ้งท้าย