Top StoriesTrending

4 ภารกิจ ‘ตลาดหลักทรัพย์ฯ’ เร่งเครื่อง ‘ความยั่งยืน’ หนุน บจ. เปลี่ยนผ่านตามมาตรวัดโลก เติมเต็ม ​Climate Ecosystem ยกระดับ​ความเข้มด้านธรรมาภิบาล​ในธุรกิจ

SET เปิดเผยการขับคลื่อนแผน​ 'ความยั่งยืน' ​ในปี 2569​ มีภารกิจสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการและสานต่อหลักๆ 4 ด้าน ประกอบด้วย การส่งเสริม บจ. รายงานและประเมินมาตรฐานความยั่งยืนตามเกณฑ์โลก ทั้ง IFRS และ FSE Russell ​การ​เติมเต็มระบบนิเวศคาร์บอน และการยกระดับด้านธรรมาภิบาล (Corporate Governance)

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เปิดเผย 4 ภารกิจสำคัญ เพื่อเร่งเครื่องในการขับเคลื่อน ‘ความยั่งยืน‘ ให้กับบริษัทจดทะเบียน (บจ.) รวมทั้งภาคธุรกิจไทย สามารถเปลี่ยนผ่านสู่มาตรฐานด้านความยั่งยืนระดับโลก และแนวโน้มการขับเคลื่อนสู่ภาคบังคับในอนาคต ทั้งการรายงานและประเมินด้านความยั่งยืน การช่วยเติมเต็มระบบนิเวศคาร์บอนให้สมบูรณ์ พร้อมทั้งยกระดับด้านธรรมาภิบาลของภาคธุรกิจไทยให้มีความโปร่งใสและน่าเชื่อถือเพิ่มมากขึ้น

ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานพัฒนาความยั่งยืนตลาดทุน  ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ภารกิจของ SET ในการขับคลื่อนด้าน ‘ความยั่งยืน’ ​ปี 2569 นี้ มีภารกิจที่ต้องเร่งดำเนินการและสานต่อหลักๆ 4 ด้าน ประกอบด้วย

1. การสนับสนุนให้บริษัทจดทะเบียน (บจ.) สามารถเปิดเผยข้อมูลทางการเงินด้านความยั่งยืน (IFRS) ​ ทั้ง 2 ฉบับ ได้แก่ IFRS1 (ครอบคลุมด้านความยั่งยืน ตามกรอบ ESG)​ และ IFRS2 (ครอบคลุมด้าน Climate , Carbon Emission) ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กำหนด ซึ่งได้มีการขยับเวลาจากเดิมที่ต้องเริ่มรายงานปีนี้ เป็นภายในปีหน้า โดยเริ่มที่กลุ่มบริษัท  SET50 ก่อนจะขยับเป็น SET100 ในปีถัดไป พร้อมทั้งกำหนดให้ทุก บจ. ในตลาดต้องสามารถรายงาน IFRS ได้ทั้งหมด ภายในปี 2573 (2030)

2. การเตรียมความพร้อม บจ. สำหรับการประเมินความยั่งยืน​ธุรกิจตามมาตรฐาน​ FTSE Russell (ฟุตซี่ รัสเซล) ที่ได้เริ่มนำร่องประเมินแบบคู่ขนานทั้งการประเมิน ESG Rating แบบเดิม ควบคู่ไปกับ​ FTSE Russell แล้วในปีนี้ เพื่อให้ บจ. มีความเข้าใจกระบวนการในการประเมิน เพื่อเตรียมความพร้อมและบริหารจัดการภายในธุรกิจได้อย่างเหมาะสม ก่อนที่จะเริ่มมีการประกาศผลการประเมินตามเกณฑ์ FTSE Russell ที่ได้รับอย่างเป็นทางการได้ในปีหน้า

“จากการประเมินคาดว่าจะมี บจ. ที่ครอบคลุมการได้รับประเมินจาก FTSE Russell ประมาณ 400 -500 บริษัท ทั้งกลุ่ม SET100 กลุ่มที่อยู่ใน SET ESG Rating รวมทั้งกลุ่มที่สมัครใจเข้ารับการประเมิน​ ซึ่งในจำนวนนี้ ประมาณ 90% เคยได้เข้ามารับการอบรม และเตรียมความพร้อมสำหรับการประเมินจากทาง SET แล้ว ทำให้เชื่อว่าผลการประเมินที่ออกมาจะเป็นบวกกับแต่ละธุรกิจ ประกอบกับในปีก่อนหน้า คะแนนเฉลี่ยของ บจ. ไทยจากการประเมิน FTSE Russell อยู่ที่ระดับ 3 จาก 5 สะท้อนว่ามีศักยภาพที่ดี ขณะที่คะแนนในปีล่าสุดก็ขยับขึ้นมาที่ราว 3.6 -3.8 สะท้อนได้ว่า ภาคธุรกิจไทยส่วนใหญ่สามารถรับมือต่อการประเมินตามเกณฑ์ใหม่นี้ได้ และไม่มีอะไรที่น่ากังวล” 

3. การส่งเสริมความสมบูรณ์ในระบบนิเวศ​​ SET Climate Ecosystem โดยมี 2 ภารกิจย่อย ได้แก่

– การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการซื้อขาย​คาร์บอนเครดิต โดยในปีนี้ จะเข้าไปเป็นแพลตฟอร์ม​กลางในการประมูลคาร์บอนเครดิต จากโครงการ Low Carbon City ที่ได้รับวงเงินกู้จากทาง World Bank เพื่อสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของคาร์บอนเครดิตที่ได้จากโครงการ เนื่องจาก มีการรับรองจากผู้รับรอง (Verifier) ตามมาตรฐานโลกอย่าง VERRA (เวอร์ร่า) โดยคาร์บอนเครดิตที่ได้จากโครงการนี้ท้งหมดจะถูกนำมาประมูลผ่านแพลตฟอร์ม​ของ SET เพื่อขายให้นักลงทุนจากต่างประเทศ

การพัฒนาเครื่องมือคำนวณคาร์บนฟุตพรินท์​ให้ภาคธุรกิจไทย​​​ (SET Carbon) ซึ่งได้เปิดตัวไปเมื่อปีที่ผ่านมา สำหรับรองรับการคำนวณในสโคป 1 และ 2 ให้กลุ่ม บจ. พร้อมทั้งการอัพเดทสูตรคำนวณตาม Emission Factors แบบเรียลไทม์ ซึ่งได้รับการรับรองจากทางองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. อย่างเป็นทางการ โดยเฉพาะมาตรการต่างๆ ที่กำลังขับเคลื่อนไปสู่ภาคบังคับทำให้ธุรกิจต่างๆ จำเป็นต้องสามารถคำนวณการปล่อยคาร์บอนในธุรกิจได้  ซึ่งปัจจุบันมี บจ. ใช้งานแล้ว 299 แห่ง

“นอกจากครอบคลุมการคำนวณคาร์บอนของ บจ.ในสโคป 1 และ 2 ยังขยาย​ผลการใช้งาน​ให้รองรับ​สโคป 3 ที่เกิดขึ้นภายในซัพพลายเชน ผ่านความร่วมมือกับทางธนาคาร เพื่อสามารถนำเครื่องมือคำนวณที่พัฒนาขึ้นไปให้กลุ่มลูกค้าของธนาคารใช้งาน เพื่อสามารถเข้าถึง Green Finance  ​ซึ่งปัจจุบัน​ได้ร่วมมือกับทาง  2 ธนาคาร ได้แก่  EXIM Bank และ TTB  ส่วนในปีนี้จะขยายความร่วมมือเพิ่มเติมกับธนาคารต่างๆ มากขึ้น โดยเตรียมลงนามร่วมกับ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) เพิ่มเติม และอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อขยายความร่วมมือทั้งกับธนาคารใหม่ๆ ทั้ง Bank และ Non-Bank เพิ่มเติมในปีนี้อีกราว 4 แห่ง” 

4. การยกระดับการดูแลด้านธรรมาภิบาลในธุรกิจ (Governance) เพื่อเพิ่มการขับเคลื่อนแบบ Proactive และเฝ้าระวังความเสี่ยงด้านธรรมาภิบาลอย่างเข้มข้นมากยิ่งขึ้น เพื่อความโปร่งใส รวมทั้งช่วยป้องกันและดูแลผลประโยชน์ของผู้ลงทุนรายย่อยได้รอบด้านมากขึ้น โดยปีที่ผ่านมา ได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (SEC) เพื่อร่วมกันกำหนด 6  มาตรฐานองค์ความรู้กรรมการไทย (บอร์ด) เพื่อยกระดับการกำกับดูแลกิจการที่ดี เพื่อส่งไปยัง บจ. ต่างๆ และในปีน้ จะมีการเดินทางเข้าไปพบปะกับบอร์ดของ บจ. ต่างๆ เพื่อทำความเข้าใจบทบาทใน​การทำหน้าที่ขององค์กรอิสระเพื่อตรวจสอบความโปร่งใสและการกำกับดูแลธุรกิจ  ( Do & Don’t)  รวมทั้งการพัฒนาหลักสูตรด้านธรรมาภิบาลและจริยธรรมทางธุรกิจ เพื่อสร้างบรรทัดฐานที่ดีทางธุรกิจให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น

“การขับเคลื่อนความยั่งยืนในภาคธุรกิจไทย ยังคงมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจมีการชะลอตัว หรือใน​ฟากชอง​อเมริกาเริ่มผ่อนคลายมาตรการในการลดคาร์บอนลง แต่ในฝั่งยุโรปยังคงมีความเข้มข้น โดยเฉพาะมาตรการภาคบังคับทางการค้า ทำให้ผู้ส่งออกต้องมีการปรับตัวและเร่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ เช่นเดียวกับในประเทศไทย ที่หากมีมาตรการภาคบังคับออกมา จะยิ่งเห็นความเข้มข้นในการเปลี่ยนผ่าน โดยเฉพาะการตอบรับของนักลงทุน จากการเติบโตของกองทุน Thai ESG Fund ที่มีการเติบโตขึ้นต่อเนื่องถึง 259 กองทุน มูลค่ารวมกว่า 1.5 แสนล้านบาท สะท้อนการให้ความสำคัญด้านความยั่งยืนในภาคธุรกิจที่ยังอยู่ในระดับสูง ส่วนธุรกิจที่ไม่สามารถปรับตัวหรือเปลี่ยนผ่านได้ โดยเฉพาะการไม่สามารถรายงาน Carbon Emission จะทำให้พลาดโอกาสจากกลุ่มนักลงทุนที่สนใจลงทุนในธุรกิจที่มีความยั่งยืน”​ ดร.ศรพล กล่าวทิ้งท้าย ​