ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เปิดเผย 4 ภารกิจสำคัญ เพื่อเร่งเครื่องในการขับเคลื่อน ‘ความยั่งยืน‘ ให้กับบริษัทจดทะเบียน (บจ.) รวมทั้งภาคธุรกิจไทย สามารถเปลี่ยนผ่านสู่มาตรฐานด้านความยั่งยืนระดับโลก และแนวโน้มการขับเคลื่อนสู่ภาคบังคับในอนาคต ทั้งการรายงานและประเมินด้านความยั่งยืน การช่วยเติมเต็มระบบนิเวศคาร์บอนให้สมบูรณ์ พร้อมทั้งยกระดับด้านธรรมาภิบาลของภาคธุรกิจไทยให้มีความโปร่งใสและน่าเชื่อถือเพิ่มมากขึ้น
ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานพัฒนาความยั่งยื
1. การสนับสนุนให้บริษัทจดทะเบียน (บจ.) สามารถเปิดเผยข้อมูลทางการเงินด้านความยั่งยืน (IFRS) ทั้ง 2 ฉบับ ได้แก่ IFRS1 (ครอบคลุมด้านความยั่งยืน ตามกรอบ ESG) และ IFRS2 (ครอบคลุมด้าน Climate , Carbon Emission) ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กำหนด ซึ่งได้มีการขยับเวลาจากเดิมที่ต้องเริ่มรายงานปีนี้ เป็นภายในปีหน้า โดยเริ่มที่กลุ่มบริษัท SET50 ก่อนจะขยับเป็น SET100 ในปีถัดไป พร้อมทั้งกำหนดให้ทุก บจ. ในตลาดต้องสามารถรายงาน IFRS ได้ทั้งหมด ภายในปี 2573 (2030)
2. การเตรียมความพร้อม บจ. สำหรับการประเมินความยั่งยืนธุรกิจตามมาตรฐาน FTSE Russell (ฟุตซี่ รัสเซล) ที่ได้เริ่มนำร่องประเมินแบบคู่ขนานทั้งการประเมิน ESG Rating แบบเดิม ควบคู่ไปกับ FTSE Russell แล้วในปีนี้ เพื่อให้ บจ. มีความเข้าใจกระบวนการในการประเมิน เพื่อเตรียมความพร้อมและบริหารจัดการภายในธุรกิจได้อย่างเหมาะสม ก่อนที่จะเริ่มมีการประกาศผลการประเมินตามเกณฑ์ FTSE Russell ที่ได้รับอย่างเป็นทางการได้ในปีหน้า
“จากการประเมินคาดว่าจะมี บจ. ที่ครอบคลุมการได้รับประเมินจาก FTSE Russell ประมาณ 400 -500 บริษัท ทั้งกลุ่ม SET100 กลุ่มที่อยู่ใน SET ESG Rating รวมทั้งกลุ่มที่สมัครใจเข้ารับการประเมิน ซึ่งในจำนวนนี้ ประมาณ 90% เคยได้เข้ามารับการอบรม และเตรียมความพร้อมสำหรับการประเมินจากทาง SET แล้ว ทำให้เชื่อว่าผลการประเมินที่ออกมาจะเป็นบวกกับแต่ละธุรกิจ ประกอบกับในปีก่อนหน้า คะแนนเฉลี่ยของ บจ. ไทยจากการประเมิน FTSE Russell อยู่ที่ระดับ 3 จาก 5 สะท้อนว่ามีศักยภาพที่ดี ขณะที่คะแนนในปีล่าสุดก็ขยับขึ้นมาที่ราว 3.6 -3.8 สะท้อนได้ว่า ภาคธุรกิจไทยส่วนใหญ่สามารถรับมือต่อการประเมินตามเกณฑ์ใหม่นี้ได้ และไม่มีอะไรที่น่ากังวล”

3. การส่งเสริมความสมบูรณ์ในระบบนิเวศ SET Climate Ecosystem โดยมี 2 ภารกิจย่อย ได้แก่
– การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการซื้อขายคาร์บอนเครดิต โดยในปีนี้ จะเข้าไปเป็นแพลตฟอร์มกลางในการประมูลคาร์บอนเครดิต จากโครงการ Low Carbon City ที่ได้รับวงเงินกู้จากทาง World Bank เพื่อสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของคาร์บอนเครดิตที่ได้จากโครงการ เนื่องจาก มีการรับรองจากผู้รับรอง (Verifier) ตามมาตรฐานโลกอย่าง VERRA (เวอร์ร่า) โดยคาร์บอนเครดิตที่ได้จากโครงการนี้ท้งหมดจะถูกนำมาประมูลผ่านแพลตฟอร์มของ SET เพื่อขายให้นักลงทุนจากต่างประเทศ
– การพัฒนาเครื่องมือคำนวณคาร์บนฟุตพรินท์ให้ภาคธุรกิจไทย (SET Carbon) ซึ่งได้เปิดตัวไปเมื่อปีที่ผ่านมา สำหรับรองรับการคำนวณในสโคป 1 และ 2 ให้กลุ่ม บจ. พร้อมทั้งการอัพเดทสูตรคำนวณตาม Emission Factors แบบเรียลไทม์ ซึ่งได้รับการรับรองจากทางองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. อย่างเป็นทางการ โดยเฉพาะมาตรการต่างๆ ที่กำลังขับเคลื่อนไปสู่ภาคบังคับทำให้ธุรกิจต่างๆ จำเป็นต้องสามารถคำนวณการปล่อยคาร์บอนในธุรกิจได้ ซึ่งปัจจุบันมี บจ. ใช้งานแล้ว 299 แห่ง
“นอกจากครอบคลุมการคำนวณคาร์บอนของ บจ.ในสโคป 1 และ 2 ยังขยายผลการใช้งานให้รองรับสโคป 3 ที่เกิดขึ้นภายในซัพพลายเชน ผ่านความร่วมมือกับทางธนาคาร เพื่อสามารถนำเครื่องมือคำนวณที่พัฒนาขึ้นไปให้กลุ่มลูกค้าของธนาคารใช้งาน เพื่อสามารถเข้าถึง Green Finance ซึ่งปัจจุบันได้ร่วมมือกับทาง 2 ธนาคาร ได้แก่ EXIM Bank และ TTB ส่วนในปีนี้จะขยายความร่วมมือเพิ่มเติมกับธนาคารต่างๆ มากขึ้น โดยเตรียมลงนามร่วมกับ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) เพิ่มเติม และอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อขยายความร่วมมือทั้งกับธนาคารใหม่ๆ ทั้ง Bank และ Non-Bank เพิ่มเติมในปีนี้อีกราว 4 แห่ง”
4. การยกระดับการดูแลด้านธรรมาภิบาลในธุรกิจ (Governance) เพื่อเพิ่มการขับเคลื่อนแบบ Proactive และเฝ้าระวังความเสี่ยงด้านธรรมาภิบาลอย่างเข้มข้นมากยิ่งขึ้น เพื่อความโปร่งใส รวมทั้งช่วยป้องกันและดูแลผลประโยชน์ของผู้ลงทุนรายย่อยได้รอบด้านมากขึ้น โดยปีที่ผ่านมา ได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (SEC) เพื่อร่วมกันกำหนด 6 มาตรฐานองค์ความรู้กรรมการไทย (บอร์ด) เพื่อยกระดับการกำกับดูแลกิจการที่ดี เพื่อส่งไปยัง บจ. ต่างๆ และในปีน้ จะมีการเดินทางเข้าไปพบปะกับบอร์ดของ บจ. ต่างๆ เพื่อทำความเข้าใจบทบาทในการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระเพื่อตรวจสอบความโปร่งใสและการกำกับดูแลธุรกิจ ( Do & Don’t) รวมทั้งการพัฒนาหลักสูตรด้านธรรมาภิบาลและจริยธรรมทางธุรกิจ เพื่อสร้างบรรทัดฐานที่ดีทางธุรกิจให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น
“การขับเคลื่อนความยั่งยืนในภาคธุรกิจไทย ยังคงมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจมีการชะลอตัว หรือในฟากชองอเมริกาเริ่มผ่อนคลายมาตรการในการลดคาร์บอนลง แต่ในฝั่งยุโรปยังคงมีความเข้มข้น โดยเฉพาะมาตรการภาคบังคับทางการค้า ทำให้ผู้ส่งออกต้องมีการปรับตัวและเร่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ เช่นเดียวกับในประเทศไทย ที่หากมีมาตรการภาคบังคับออกมา จะยิ่งเห็นความเข้มข้นในการเปลี่ยนผ่าน โดยเฉพาะการตอบรับของนักลงทุน จากการเติบโตของกองทุน Thai ESG Fund ที่มีการเติบโตขึ้นต่อเนื่องถึง 259 กองทุน มูลค่ารวมกว่า 1.5 แสนล้านบาท สะท้อนการให้ความสำคัญด้านความยั่งยืนในภาคธุรกิจที่ยังอยู่ในระดับสูง ส่วนธุรกิจที่ไม่สามารถปรับตัวหรือเปลี่ยนผ่านได้ โดยเฉพาะการไม่สามารถรายงาน Carbon Emission จะทำให้พลาดโอกาสจากกลุ่มนักลงทุนที่สนใจลงทุนในธุรกิจที่มีความยั่งยืน” ดร.ศรพล กล่าวทิ้งท้าย






