เมื่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ เริ่มต้นจากกความพร้อมของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและเยาวชน ซึ่งถือเป็นกำลังสำคัญที่จะเข้ามาช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศชาติในอนาคต
ในฐานะสถาบันการเงินระดับภูมิภาค และมีภารกิจสำคัญในการสร้างเสถียรภาพให้กับแต่ละประเทศที่ได้ขยายการดำเนินธุรกิจเข้าไป ทำให้ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย มุ่งให้ความสำคัญในการยกระดับพัฒนาศักยภาพเยาวชนไทย ให้มีทักษะความรู้ และทักษะสำคัญในการดำเนินชีวิต เพื่อเตรียมความพร้อมและเป็นกำลังสำคัญสำหรับพัฒนาศักยภาพของประเทศ เพื่อสร้างสังคมและเศรษฐกิจที่แข็งแรง และเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต
คุณธรรัตน โอฬารหาญกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริหารสื่อสารและภาพลักษณ์องค์กร ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย เปิดเผยว่า ความพร้อมของ ‘คนรุ่นใหม่’ ถือเป็นรากฐานสำคัญของสังคมไทย และเป็นมากกว่าแค่ ‘อนาคต’ แต่ถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อน ‘ความยั่งยืน’ โดยเฉพาะบริบทของประเทศไทยที่มีปัญหาสำคัญต้องก้าวข้าม คือ ‘ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา’ ของเยาวชนที่ขาดโอกาสในพื้นที่ห่างไกล

นำมาสู่การพัฒนา 3 โครงการทางสังคมของธนาคารยูโอบี ประเทศไทย เพื่อแก้ปัญหาสำคัญจากโครงสร้าง ทั้งการสนับสนุนความรู้ในสาขาวิชาสำคัญ และมอบอุปกรณ์ดิจิทัลที่จำเป็นในยุคปัจจุบัน และมุ่งส่งเสริมทักษะชีวิตด้วยพื้นฐานความรู้ความเข้าใจในเรื่องการเงิน เพื่อมีส่วนช่วยยกระดับวินัยทางการเงินในสังคมไทย และสามารถเป็นแรงกระเพื่อมที่ส่งผลกระทบเชิงบวกในระยะยาวให้เศรษฐกิจส่วนรวม
ไปจนถึงการมีส่วนช่วยส่งเสริมสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ด้วยการเปิดโอกาสให้เยาวชนที่มีความคิดสร้างสรรค์ และต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้น จากหลากหลายสถาบัน นำเสนอไอเดีย Changemaker ให้สังคม เพื่อริเริ่ม ออกแบบโครงงานด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อร่วมขับเคลื่อนโลกที่ยั่งยืนในแบบของตัวเอง ตามแนวคิด ‘Empower Future Generation’
สำหรับการพัฒนา 3 โครงการทางสังคมของธนาคารยูโอบี ประเทศไทย รวมทั้งแนวทางในการขับเคลื่อน ตลอดจนเป้าหมายและผลกระทบเชิงบวกที่แต่ละโครงการสามารถส่งต่อได้ ประกอบด้วย

1. โครงการห้องเรียนดิจิทัล UOB My Digital Space (MDS) : วางรากฐานความพร้อมทางการเรียนรู้
ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เป็นปัญหาสำคัญในประเทศไทยมายาวนาน สะท้อนผ่านผลการประเมิน PISA ที่พบว่า นักเรียนไทยมากกว่าครึ่งยังมีผลสัมฤทธิ์ทั้งทางคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์อยู่ในระดับต่ำ และมีส่วนเชื่อมโยงกับฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมของครอบครัวอย่างชัดเจน เช่นเดียวกับผลสำรวจของธนาคารแห่งประเทศไทยพบว่า คะแนนความรู้ทางการเงินของคนไทยโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 71% โดยกลุ่มเยาวชนมีระดับความรู้และพฤติกรรมการวางแผนการเงินต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ
ขณะเดียวกัน แม้โรงเรียนในไทยส่วนใหญ่จะสามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้ แต่ยังมีข้อจำกัดเรื่องอุปกรณ์ที่ยังขาดแคลน โดยมีอัตราเฉลี่ยที่นักเรียน 17 คนต่อคอมพิวเตอร์1 เครื่อง ส่งผลต่อศักยภาพในการเรียนรู้ ทางโครงการจึงเข้าไปสนับสนุนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์เพื่อการเรียนรู้ พร้อมทักษะความรู้ด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ รวมทั้งช่วยเพิ่มทักษะด้านดิจิทัลไปจนถึงความรู้ทางด้านการเงิน และการพัฒนาทักษะแห่งอนาคต รวมทั้งการพัฒนาห้องเรียนดิจิทัลเพื่อเพิ่มโอกาสให้เด็กในพื้นที่ห่างไกลเพิ่มมากขึ้น

ธนาคารจึงได้ร่วมมือกับโครงการร้อยพลังการศึกษา มูลนิธิยุวพัฒน์ ในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในพื้นที่ขาดโอกาส ควบคู่กับการพัฒนาทักษะ ด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ พร้อมอบรมครูให้สามารถบูรณาการเทคโนโลยีเข้าสู่กระบวนการเรียนการสอนได้อย่างต่อเนื่อง
ปัจจุบันโครงการครอบคลุมโรงเรียน 10 แห่งใน 10 จังหวัด สนับสนุนนักเรียนและครูมากกว่า 5,500 คน มีการใช้งานหลักสูตรดิจิทัลสะสมกว่า 10,000 ผู้ใช้งาน และพัฒนาศักยภาพครูแล้ว 144 คน สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากการเข้าถึงอุปกรณ์ สู่ความสามารถและความมั่นใจในการเรียนรู้ยุคดิจิทัล
“การเตรียมความพร้อมให้คนรุ่นใหม่ ในยุคที่มีการแข่งขันสูงและการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว จำเป็นต้องอาศัยทั้งทักษะดิจิทัล วินัยทางการเงิน และความสามารถในการปรับตัว เพื่อยกระดับทักษะแรงงานในอนาคต เพื่อสามารถรักษาความสามารถการแข่งขันของประเทศในระยะยาวไว้ได้ ซึ่งโครงการมีส่วนช่วยแก้ปัญหาด้านความเหลื่อมล้ำ ลดช่องว่างด้านดิจิทัล และช่วยเติมทักษะแห่งอนาคต ซึ่งจากการขับเคลื่อนโครงการอย่างต่อเนื่องพบว่า การเรียนโดยรวมของนักเรียนมีพัฒนาการที่ดีขึ้น มีทัศนคติต่อการเรียนรู้และพฤติกรรมในห้องเรียนที่ดีขึ้น ทั้งความมีวินัย กระตือรือล้นในการเรียนรู้ การทำงานเป็นทีม และความสามารถในการรับผิดชอบต่อตัวเองในการเข้าเรียนหลักสูตรต่างๆ ผ่านดิจิทัล”

2.โครงการ UOB Money 101: Teen Edition วัยรุ่นเก่งการเงิน : สร้างภูมิคุ้มกัน เสริมความมั่นคงทางการเงินตั้งแต่วัยเรียน
หลักสูตรวิชาการเงินที่ยูโอบี ประเทศไทย ออกแบบร่วมกับ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน โค้ชหนุ่ม จักรพงษ์ เมษพันธุ์ เสริมความมั่นคงทางการเงินตั้งแต่วัยเรียน มุ่งปลูกฝังวินัยทางการเงินและการตัดสินใจอย่างรับผิดชอบ ผ่านทัศนคติและการเรียนรู้เรื่องการจัดทำงบประมาณ การออม และการวางแผนทางการเงิน โดยบรรจุเป็นหลักสูตรไว้ในรูปแบบ ‘บทเรียนดิจิทัล’ (Digital Learning) เพื่อให้เข้าถึงเยาวชนในวงกว้างได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

โครงการนี้มีเป้าหมายในการสร้างภูมิคุ้มกัน เสริมความมั่นคงทางการเงินตั้งแต่วัยเรียน พร้อมต่อยอดสู่ Money Coach Junior Contest การประกวดแผนงานการเงินที่นักเรียนที่จบหลักสูตรการเงินจะออกแบบเพื่อถ่ายทอดทักษะที่ได้รับไปสู่สังคมและชุมชน เพื่อเป็นการขยายความรู้ด้านการเงินในสังคมไทยที่ยังต้องการการส่งเสริม
ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา โครงการเข้าถึงเยาวชนแล้วกว่า 8,214 คน ใน 72 โรงเรียน ครอบคลุม 33 จังหวัดทั่วประเทศ พร้อมส่งเสริมการถ่ายทอดความรู้สู่ครอบครัวและชุมชน สะท้อนการเปลี่ยนจากความรู้ทางการเงิน สู่พฤติกรรมทางการเงินที่มั่นคงและรอบคอบมากขึ้น
“การขับเคลื่อนโครงการนี้ เป็นการต่อยอด DNA และความเชี่ยวชาญของธนาคาร มาสร้างประโยชน์คืนสังคม และเป็นการช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่เยาวชน ในการรู้จักวางแผนการเงิน การออม และสามารถลำดับความสำคัญในการใช้จ่าย เพื่อป้องกันการใช้จ่ายเกินตัว และเกิดปัญหาหนี้สินขึ้นในอนาคต ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ”

3. โครงการ UOB Wonder Lab : เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ขับเคลื่อนอนาคตที่ยั่งยืน
เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ทางยูโอบี ประเทศไทย เป็นผู้ริเริ่มขับเคลื่อนในปี 2025 เป็นปีแรก เพื่อเป็นแพลตฟอร์มในการสนับสนุนเด็กไทยที่มีพลังความคิดสร้างสรรค์ ได้แสดงศักยภาพในการแก้ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญ ด้วยความเชื่อในความสามารถของเยาวชน และเปิดรับความคิดใหม่ๆ
ยูโอบี ประเทศไทย เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้ส่งโครงงานด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนเข้าร่วมประกวด พร้อมทั้งลงมือทำจริง และเรียนรู้ผลลัพธ์ เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กได้มีเวทีในการแสดงความคิด การนำเสนอไอเดียและนวัตกรรมด้านความยั่งยืน เพื่อสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกให้เกิดขึ้นได้จริง และเป็นการเตรียมคนรุ่นใหม่ให้มีบทบาทในการ เปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืน และสามารถมีส่วนร่วมในการสร้างความมั่นคงให้สังคมในระยะยาว

โดยในปีแรกเปิดโอกาสให้เยาวชนระดับมัธยมปลายถึงมหาวิทยาลัย วิเคราะห์ปัญหาในชุมชนหรือโรงเรียน เพื่อพัฒนาแนวคิดนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน เสริมสร้างความคิดเชิงระบบ การทำงานร่วมกัน และความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยมีผู้สนใจร่วมสมัครรวมกว่า 102 ทีม ก่อนจะคัดเลือก 10 ทีมสุดท้ายเพื่อรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญในการต่อยอดไอเดียเพื่อพัฒนาเป็นโมเดลธุรกิจที่ขับเคลื่อนได้จริงต่อไปในอนาคต
“ความสำเร็จของโครงการในปีที่ผ่านมา สะท้อนความพร้อมของเยาวชนไทย ในการเป็นกำลังสำคัญเพื่อสร้างสังคมที่ดียิ่งขึ้น หากได้รับโอกาสและมีระบบนิเวศที่เหมาะสมและเอื้อต่อการเติบโต ส่วนการขับเคลื่อนต่อเนื่องในปีนี้ จะขยายความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ หรือกลุ่มลูกค้าของธนาคารเพื่อนำปัญหาในการขับเคลื่อนความยั่งยืน หรือการลดคาร์บอนขององค์กรที่พบเจอในการทำงานจริง มาเป็นโจทย์ตั้งต้น เพื่อให้เยาวชนนำเสนอโซลูชันเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อเป็นการฝึกทักษะจากสนามการทำงานจริง และสามารถนำไอเดียที่เกิดขึ้น นำไปส่งเสริมการขับเคลื่อนความยั่งยืนตามกรอบ ESG ที่แต่ละได้วางเป้าหมายไว้”

ทั้งนี้ ยูโอบี ประเทศไทย ได้ขับเคลื่อนทั้ง 3 โครงการ โดยมุ่งให้เกิดการทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการทั้งการมุ่งลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มภูมิคุ้มกันให้เยาวชน สนับสนุนในการเข้าถึงความรู้และอุปกรณ์ดิจิทัลได้อย่างเท่าเทียม พัฒนาทักษะดิจิทัลที่จำเป็นต่ออนาคต ทักษะการเงินที่จะติดตัวไปตลอดชีวิต และยังผลักดันเยาวชนที่มีความคิดผู้นำด้านการพัฒนาสิ่งแวดล้อมให้ลงมือทำจริง ผ่านการอบรมความรู้ที่โค้ชให้เยาวชนรู้ระบบในการทำงานจริงเพื่อพัฒนาต่อไปในอนาคต ตอกย้ำภารกิจ ‘Building The Better Future’
“อนาคตที่ยั่งยืน เริ่มได้จากการสร้างรากฐานให้เยาวชนในประเทศผ่านการศึกษาที่มีคุณภาพ ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา สร้างความเท่าเทียม ส่งเสริมทักษะชีวิต เช่น ความรู้ทางการเงิน และต่อยอดศักยภาพเยาวชนให้เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนอนาคต ยูโอบี ประเทศไทย ไม่ได้เพียงแค่ให้โอกาสเยาวชน แต่มุ่งมั่นในการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งการปูพื้นฐานความรู้ที่จำเป็นต่ออนาคต การเสริมสรา้งทักษะชีวิต ส่งต่อความรู้ทางการเงิน รวมไปถึงโอกาสในแง่การเติบโตไปสู่สนามการทำงานจริง เพื่อมีส่วนในการสร้างสังคมทที่ยั่งยืนในอนาคต” คุณธรรัตน กล่าวทิ้งท้าย






