ExperienceTop Stories

ศึกษา ‘ญี่ปุ่นโมเดล’ ต้นแบบ ‘จัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์’ ​​ขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนแบบสมบูรณ์ ​พร้อม​เทคโนโลยีรีไซเคิล เปลี่ยน ‘ขยะ’ สู่แร่มูลค่าสูงได้ถึง 20 ชนิด

AIS, Central Group และ Japan Airlines จัดกิจกรรมเติมเต็มประสบการณ์และความรู้ด้านการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลก ผ่านการเรียนรู้เทคโนโลยีการรีไซเคิลขั้นสูง พร้อมมาตรฐานการจัดการแบบ Zero E-Waste to Landfill อย่างใกล้ชิด สะท้อนความโปร่งใสและความเชื่อมั่นในมาตรฐานการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ในทุกขั้นตอน

ญี่ปุ่น ​เป็นหนึ่งในประเทศต้นแบบด้าน ‘การจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์’ อย่างมีประสิทธิภาพ​ และมีการบังคับใช้กฏหมายด้านการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์มาเป็นระยะเวลานาน ซึ่งถือเป็นหนึ่ง​กุญแจสำคัญที่ทำให้ประเทศ​​แห่งนี้ได้กลายโรลโมเดลด้าน E-waste Management  ​แห่งหนึ่งของโลก

โปรเจ็กต์สำคัญภายใต้ความร่วมมือของ AIS,  Central Group และ Japan Airlines ในการพาผู้ชนะกิจกรรม ‘ถ่ายคลิปทิ้ง E-Waste ให้ไวบินไปญี่ปุ่น ฟรี’ ​บินลัดฟ้าสู่ญี่ปุ่น เพื่อเปิดประสบการณ์และศึกษาเรียนรู้กระบวนการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-Waste) ระดับโลกแบบครบวงจร ณ Eco Recycle และ Kosaka Smelting & Refining ในเครือ Dowa Eco-System ภายใต้ Dowa Holding

โดยมีบริษัทในเครือ Dowa Gropu จากประเทศไทย อย่าง Waste Management Siam (WMS) ร่วม​ให้ความรู้ในการพาชมกระบวนการรีไซเคิล E-Waste และการถลุงแร่สำคัญกว่า 20 ชนิด โดยไม่ต้องทำการขุดเหมืองแบบเดิมๆ แต่เป็นผลผลิตสำคัญที่ได้จากกระบวนการ​รีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์ ​นับเป็นการ​ทำเหมือง​รูปแบบใหม่ ที่สามารถทำได้ภายในเมือง (Urban Mining) นอกจากลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และทรัพยากรธรรมชาติแล้ว ยังมีส่วนช่วยจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่มีปริมาณเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปีอีกด้วย

เปลี่ยน E-Waste เป็นทองคำและแร่สำคัญ (Rare Earth) 

ปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ทั่วประเทศญี่ปุ่น จะใช้การบริหารจัดการในระบบโควต้า โดย Dowa Eco-System ได้รับการจัดสรรให้ดูแล E-Waste จากกลุ่ม B ​ในปริมาณ​ 3 แสนชิ้นต่อปี ขณะที่ความสามารถโดยรวมในการจัดการมีสูงถึงกว่า 6 แสนชิ้นต่อปี ซึ่ง​​​เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ จะถูกส่งมายัง Eco Recycle ​ซึ่งเป็นโรงงานที่รับ E-Waste ทุกชนิด มาเข้าสู่กระบวนการถอดแยกชิ้นส่วนเพื่อนำไปรีไซเคิลให้มากที่สุด ภายใต้กฎหมายการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์​ของประเทศญี่ปุ่น ที่มีผลบังคับใช้อย่างเคร่งครัด

การทำงานใน Eco Recycle ยังเป็นการผสมผสานทั้งการใช้คนและเครื่องจักร เพราะมีกระบวนการในการคัดแยกที่ละเอียดซับซ้อน โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าทำความเย็น ที่ต้องมีการนำสารทำความเย็นออกจากตัวเครื่องก่อน เพื่อป้องกันการระเหยและส่งผลกระทบสู่ชั้นบรรยากาศ และการสะสมของก๊าซเรือนกระจก รวมทั้งการแยกวัสดุแต่ละประเภทออกจากกัน ก่อนนำไปบดเป็นชิ้นเล็กๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรีไซเคิล ซึ่งปัจจุบันสามารถ​รีไซเคิลได้เกือบทั้งหมด เหลือเพียง​วัสดุบางประเภทราว 9% เท่านั้น ที่ยังไม่สามารถนำไปรีไซเคิลได้​​

ส่วนกลุ่ม​ที่เป็นโลหะ หรือแผงวงจรต่างๆ ในโทรศัพท์มือถือ จะถูกส่งไปที่ Kosaka Smelting & Refining ซึ่งเป็นโรงงานหลอมชิ้นส่วนของ E-Waste และถลุงเป็น​โลหะมีค่า​หลายชนิด เช่น ทอง เงิน ทองแดง รวมทั้งแร่ธาตุสำคัญต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับภาคอุตสาหกรรมยุคใหม่ ทั้งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ หรือรถยนต์  โดยโรงงานแห่งนี้ นับเป็น 1 ใน 3 ของโลก ที่สามารถสกัดโลหะมีค่าได้มากกว่า 20 ชนิด จากความเชี่ยวชาญเดิมที่เคยทำธุรกิจด้านการทำเหมืองแร่มากว่าร้อยปี

โดย​ปี 2024 ที่ผ่านมา โรงงานได้ทำการรับโทรศัพท์มือถือเพื่อเข้าสู่ระบบรีไซเคิลรวมกว่า 11,100 เครื่อง หรือราว 2.1 ตัน และสามารถสกัดออกเป็นแร่มูลค่าสูง อาทิ ทองคำ 713 กรัม ,​เงิน 3,585 กรัม และทองแดง 229 กิโลกรัม รวมทั้งยังสามารถสกัดแร่สำคัญต่างๆ ที่กลายเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับในกระบวนการผลิตของภาคอุตสาหกรรมในปัจจุบัน ทำให้ไม่จำเป็นต้อง​ใช้วิธีทำเหมือง​เพื่อขุดและสกัดหาแร่สำคัญแบบเดิมๆ ซึ่งปัจจุบันทั้งประเทศญี่ปุ่นได้ยกเลิกการให้สัมปทานการทำเหมืองแร่แล้วทั้งหมด เหลือเพียงการทำเหมืองแร่ทองคำเพียง 1-2 แห่งเท่านั้น

‘ญี่ปุ่นโมเดล’ ต้นแบบจัดการ E-Waste ด้วยระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน

ความสำเร็จของญี่ปุ่น ที่สามารถขับเคลื่อน E-Waste Management  ได้อย่างสมบูรณ์​ ทำให้สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในญี่ปุ่นต่างผลิตด้วยวัสดุรีไซเคิลแทบทั้งสิ้น ซึ่งเป็นผลมาจากความพร้อมทั้งข้อกฏหมาย และการสร้างความตระหนักรู้ให้ประชาชนในประเทศตั้งแต่เริ่มต้น

โดยมีกฏหมายที่กำหนดบทบาทและหน้าที่ของแต่ละภาคส่วนภายใน Ecosystem ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้ ผู้ผลิต ​ผู้บริหารจัดการผลิตภัณฑ์หลังการใช้งาน รวมทั้งฝ่ายกำกับดูแล ทั้งด้านนโยบาย การบริหารจัดการกองทุนและการดูแลจัดการขยะอิเล็กทรกนิกส์ เพื่อนำไปชดเชยค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นภายในกระบวนการจัดการผลิตภัณฑ์หลังการใช้งาน

คุณสุทธิดา ฝากคำ Senior Environmental and Compliance Manager WMS ในเครือ Dowa Group ให้ข้อมูลว่า การจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ในญี่ปุ่น จะเป็นระบบโควต้า โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่ม A และ กลุ่ม B ​แต่ละกลุ่มจะ​ครอบคลุมผลิตภัณฑ์แต่ละแบรนด์ไว้อย่างชัดเจน ทำให้บริษัทรับจัดการขยะรู้ขอบเขตของตัวเองว่าสามารถเก็บผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ใดได้บ้าง

ขณะที่ความรับผิดชอบต่อค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น จะเป็นไปตามแนวทาง ‘ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย’ ซึ่งในญี่ปุ่น จะมีการบวกค่าใช้จ่ายไว้ในราคาสินค้าที่ซื้อแต่ละชิ้นไว้อยู่แล้ว เพื่อนำหักเข้ากองทุนสำหรับนำไปเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดการขยะ ตามที่บริษัทจัดการขยะ ได้ส่งรายงานและประเมินต้นทุนค่าใช้จ่ายต่างๆ เพื่อนำมาเบิกกับทางกองทุน

“การมีข้อกฏหมายที่ชัดเจนและ​ขับเคลื่อนได้จริง รวมทั้งการรณรงค์ให้ประชาชนในประเทศมีความตระหนักรู้ในการทิ้งขยะอย่างถูกต้องตั้งแต่ยังเด็ก เป็นกลไกสำคัญที่ทำให้ระบบการขับเคลื่อนในญี่ปุ่นมีความแข็งแรง ​ขณะที่ในประเทศไทย มีความพยายามผลักดัน พ.ร.บ.ขยะอิเล็กทรอนิกส์  โดยนำร่องครอบคลุมสินค้า 5 ประเภท ได้แก่ โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ ทีวี แอร์ และตู้เย็น  แต่ปัจจุบันยังไม่สามารถสรุปข้อกำหนด​เรื่องผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการจัดการขยะได้ ทำให้ยังไม่สามารถมีข้อฏหมายที่มากำหนดทั้งการให้สิทธิประโยชน์ หรือบทลงโทษต่างๆ ได้ ประกอบกับประชาชนที่ยังไม่ตระหนักต่อผลกระทบของการทิ้งขยะปะปนกัน โดยเฉพาะขยะอันตรายที่อาจถูกนำไปกำจัดอย่างไม่ถูกวิธีทำให้เกิดสารพิษรั่วไหลสู่แหล่งน้ำ แหล่งอาหาร และส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้​”

ผนึกกำลังเดินหน้า​ Zero E-Waste to Landfill ต่อเนื่อง 

การมาดูงาน Dowa Eco-System ​ประเทศญี่ปุ่น​ครั้งนี้ ทำให้​มองเห็นปลายทาง​การจัดการ E-Waste ที่สามารถขับเคลื่อนให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) สร้างวัตถุดิบสำหรับนำกลับไปเป็นต้นทางในการผลิตได้ใหม่อีกครั้ง พร้อมทั้งช่วยลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน

รวมทั้งยังเป็นกลไกในการ​บริหารจัดการ E-Waste ในประเทศไทย ที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นต่อเนื่องทุกปีไม่ต่ำกว่า 10% ตามพฤติกรรมในการใช้งาน และการขับเคลื่อนการเติบโต​จากภาคธุรกิจ จึงถือเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน และเป็นปัญหาที่อยู่ใกล้ตัวของผู้บริโภคทุกคน

พร้อมทั้งการได้เห็นความมุ่งมั่นในการสร้างความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนการแก้ปัญหาอย่างจริงจังของภาคเอกชนอย่าง AIS และ Central Group ซึ่งถือเป็นพันธมิตรสำคัญที่ร่วมขับเคลื่อนโครงการ ‘คนไทยไร้ E-Waste’ มาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2563  โดย AIS ทำหน้าที่เป็นแกนนำผลักดัน AIS HUB of E-Waste  เพื่อสร้างศูนย์กลางการบริหารจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทย มุ่งนำขยะทุกชิ้นเข้าสู่กระบวนการจัดการอย่างถูกวิธีตามหลัก Zero E-Waste to Landfill ขณะที่ กลุ่มเซ็นทรัล สนับสนุนการขยายเครือข่ายจุดรับทิ้งในพื้นที่ศูนย์การค้าทั่วประเทศ ​​เชื่อมโยงพื้นที่ค้าปลีกเข้ากับระบบบริหารจัดการขยะที่ได้มาตรฐาน เพื่อให้ประชาชนสามารถทิ้ง E-Waste ได้อย่างสะดวกและถูกต้อง

คุณสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านสื่อสารองค์กร AIS กล่าวว่า ​โครงการนี้สะท้อนความตั้งใจของ AIS ในการขับเคลื่อนการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างโปร่งใสและยั่งยืน รางวัลที่มอบให้ผู้ชนะในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการเดินทางท่องเที่ยว แต่เป็น Sustainability Learning Experience ที่เปิดโอกาสให้ผู้ชนะได้เห็นกระบวนการจริงตลอดทั้งเส้นทาง ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่า E-Waste ทุกชิ้นจะถูกจัดการตามมาตรฐาน Zero E-Waste to Landfill อย่างแท้จริง

“การทำงานร่วมกับ Central Group, Japan Airlines และ WMS ยังเป็นการสร้าง ‘โมเดลระดับประเทศ’ ภายใต้แนวคิด Circular Economy ที่เชื่อมโยงผู้บริโภคสู่โรงงานรีไซเคิลระดับโลกอย่างครบวงจร ก่อให้เกิด E-Waste Ecosystem สำหรับประเทศไทย ทำให้มั่นใจได้ว่าขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ทิ้งอย่างถูกวิธีจะถูกนำไปจัดการอย่างถูกต้อง 100% โดยไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และเมื่อผู้บริโภคได้เห็นปลายทางของขยะอย่างชัดเจน ความเชื่อมั่นจะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างยั่งยืน ตั้งแต่การใช้งานไปจนถึงการทิ้งอย่างถูกต้อง”

คุณอัจฉรา วิสุทธิวงศ์รัตน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายการตลาด สื่อสารองค์กร และความยั่งยืน กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า กลุ่มเซ็นทรัลให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการขับเคลื่อนแนวคิด Circularity หรือเศรษฐกิจหมุนเวียน ภายใต้กรอบการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีความรับผิดชอบ มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผ่านหลักการ Reduce, Reuse และ Recycle เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

สำหรับมิติด้านการบริหารจัดการขยะ กลุ่มเซ็นทรัล​ให้ความสำคัญกับการแยกขยะอย่างต่อเนื่อง และยกระดับแนวปฏิบัตินี้ให้เป็นหนึ่งในกลยุทธ์หลักของการดำเนินธุรกิจ พร้อมตั้งเป้าหมายลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปฝังกลบอย่างน้อย 30% ภายในปี 2030 และมุ่งสู่ Zero Waste to Landfill ภายในปี 2050 ผ่านโครงการ Love The Earth – ZERO WASTE NOW ซึ่งมุ่งพัฒนา ‘โมเดล Zero Waste แบบครบวงจร’ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า

“อีกหนึ่งประเด็นที่กลุ่มเซ็นทรัล ให้ความสำคัญมากขึ้นคือขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-Waste) ซึ่งเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญของยุคดิจิทัล หากจัดการไม่ถูกต้อง อาจก่อให้เกิดการปนเปื้อนของสารอันตราย เช่น ตะกั่ว ปรอท และแคดเมียม สู่ดินและแหล่งน้ำ ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและสุขภาพของประชาชน ขณะเดียวกัน หากเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลที่ได้มาตรฐาน จะสามารถกู้คืนโลหะมีค่าและทรัพยากรสำคัญกลับมาใช้ใหม่ ลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ และสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียนได้อย่างเป็นรูปธรรม”

ปัจจุบัน กลุ่มเซ็นทรัลได้จัดตั้งจุดรับทิ้ง E-Waste ร่วมกับ AIS ครอบคลุมศูนย์การค้ากว่า 42 สาขาทั่วประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงการทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างถูกต้อง ง่ายดาย และทั่วถึง เพื่อร่วมกันยกระดับการจัดการทรัพยากรของประเทศ ​

ความร่วมมือระหว่าง AIS, กลุ่มเซ็นทรัล และ Japan Airlines ในครั้งนี้ จึงถือเป็นการเชื่อมโยงตั้งแต่ผู้บริโภค จุดรับทิ้ง พื้นที่เชิงพาณิชย์ ไปจนถึงกระบวนการรีไซเคิลที่ได้มาตรฐานระดับสากล สร้างความเชื่อมั่นและแรงจูงใจให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างยั่งยืน พร้อมวางรากฐานระบบการจัดการ E-Waste ของประเทศให้เข้มแข็ง โปร่งใส และขยายผลได้ในระยะยาว เพื่อร่วมกันยกระดับประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ และสร้างต้นแบบความร่วมมือภาคธุรกิจที่สามารถต่อยอดสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนของประเทศในวงกว้างอย่างยั่งยืน