Top StoriesTrending

‘อมตะ’ ลงทุนหมื่นล้าน เร่งแผนทราสฟอร์มสู่ ‘Smart Industrial City’ สร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจ ครบทั้งโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และคุณภาพชีวิต

กลุ่มอมตะ เดินหน้าปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่รอบ 8 ปี เร่งทรานส์ฟอร์มสู่ 'Smart Industrial City' พัฒนาเมืองอุตสาหกรรมครบวงจร พร้อมลงทุนหมื่นล้านรองรับการเติบโตระยะยาวของภูมิภาคอาเซียน

อมตะ ประกาศปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ ดึงผู้บริหารมืออาชีพเสริมทัพ  พร้อมลงทุน 1 หมื่นล้าน รองรับดีมานด์ในอนาคต ทั้งในไทย–เวียดนาม–ลาว พร้อมเร่ง​ผลักดันโมเดล Smart Industrial City  เมืองอุตสาหกรรมครบวงจร  สร้างระบบนิเวศ​เพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างสมดุลระหว่างภาคธุรกิจ นักลงทุน ชุมชน และสิ่งแวดล้อม

คุณวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานกรรมการ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในปี 2569 นี้ กลุ่มอมตะจะเดินหน้าปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ในรอบ 8 ปี เพื่อยกระดับการบริหารจัดการให้สอดรับกับการขยายธุรกิจในภูมิภาค โดยดึงผู้บริหารมืออาชีพและผู้เชี่ยวชาญจากทั้งในและต่างประเทศเข้ามาเสริมทีมบริหารเพิ่มศักยภาพในการขับเคลื่อนองค์กรสู่มาตรฐานสากล โดย​มุ่งเน้น 3 แกนหลัก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและขีดความสามารถในการบริหารองค์กร เพื่อรองรับการลงทุนระลอกใหม่ที่กำลังไหลเข้าสู่ภูมิภาค ได้แก่

– Agility เพิ่มความคล่องตัวและความรวดเร็วในการตัดสินใจทางธุรกิจ

– Governance เสริมสร้างระบบธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในการดำเนินงาน

Scale Up รองรับการลงทุนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรม New S-Curve และโครงการลงทุนระดับเมกะโปรเจ็กต์

ทั้งนี้  บริษัทวางแผนลงทุนในปี 2569 ผ่านงบ 10,000  ล้านบาท โดยเม็ดเงินลงทุนส่วนใหญ่กว่า 7,000 ล้านบาท จะอยู่ในประเทศไทย และ 2,000 -3,000 ล้านบาท สำหรับลงทุนในเวียดนาม ซึ่งเพิ่มจากปีก่อนหน้าที่ใช้งบราว 7,000 – 8,000 ล้านบาท เพื่อเดินหน้า​ซื้อที่ดินเพิ่มเติม รวมทั้งการลงทุนเพื่อขยายสาธารณูปโภคเพื่อรองรับดีมานด์การลงทุนใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต รวมทั้งการเพิ่มความสามารถในการให้บริการและดูแลความเป็นอยู่ของผู้คนที่ใช้ชีวิตภายในนิคม ซึ่งคาดการณ์จะเติบโตเพิ่มมากขึ้นตามการขยายตัวของนิคมอุตสาหกรรม ​

โดยปีที่ผ่านมาบริษัทมีรายได้รวม 14,524 ล้านบาท ลดลง 3% จากปีก่อนหน้า ขณะที่สามารถรักษาการเติบโตของกำไรไว้ได้อย่างดี ทำให้สามารถเติบโตจนสร้างนิวไฮได้ที่ 28%  จากการบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเชื่อว่าจะสามารถรักษาระดับการเติบโตของกำไรในปีนี้ไว้ได้เช่นกัน พร้อม​ตั้งเป้าขายที่ดินรวม 2,800 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของภูมิภาคอาเซียน 3 ประเทศหลัก ประกอบด้วย

1.ไทย 1,650 ไร่ โดยเน้นการดึงดูดอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

2.เวียดนาม 550 ไร่ รองรับกระแสการย้ายฐานการผลิตจากจีนและการขยายตัวของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัล

3.สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว 600 ไร่ เพื่อพัฒนาเป็นประตูเชื่อมต่อด้านโลจิสติกส์ทางบกของภูมิภาค

“​สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลก จากปัจจัย สงครามการค้า รวมถึงสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนสูง เป็นความท้าทายสำคัญที่ธุรกิจต้องติดตามและประเมินผลกระทบที่จะส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจและการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างการผลิตโลก ทั้งด้านระบบขนส่ง ราคาพลังงาน และการจัดหาวัตถุดิบในห่วงโซ่อุปทานที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบดังกล่าว”

​ขณะเดียวกัน  อีกด้านหนึ่งยังมีโอกาสจากการมองหาฐานการผลิตใหม่ที่มีเสถียรภาพและศักยภาพเพื่อรองรับการเติบโตได้ในระยะยาว ซึ่งภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะประเทศไทย เวียดนาม และลาว มีศักยภาพในการเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญที่นักลงทุนให้ความสนใจเพิ่มขึ้น และกำลังก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางการลงทุนใหม่ของโลก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ดิจิทัล และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ที่มีความต้องการโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งรวมถึงระบบนิเวศทางธุรกิจที่ครบวงจร ซึ่งอาเซียนมีศักยภาพในการรองรับด้านการลงทุน

“เศรษฐกิจของเวียดนามยังเติบโตได้ในระดับสูง ปีที่ผ่านมาเติบโตได้กว่า 8% และคาดว่าจะเติบโตเพิ่มมากขึ้นในปีนี้  ขณะที่ประเทศไทยมีจุดแข็งจากการมีทำเลที่ดี และเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค แต่ภาครัฐจำเป็นต้องมีนโยบายในการสนับสนุนการลงทุน​ที่ชัดเจนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดการลงทุนได้มากขึ้น ในส่วนการขับเคลื่อนของอมตะให้ความสำคัญในการกระจายความเสี่ยงอย่างรอบด้าน โดย ไม่วางไข่ไว้ในตระกร้าเดียว ทำให้มีการกระจายการลงทุนทั้งในประเทศไทย และในต่างประเทศมาโดยตลอด และครอบคลุมเส้นทางยุทธศาสตร์ของภูมิภาค รวมทั้งการ​ปรับตัวให้ตอบโจทย์บริบทธุรกิจเพื่อเพิ่มโอกาสเติบโต​จากการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมมาสู่  Smart Industrial City หรือการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมครบวงจรเพื่อรองรับการใช้ชีวิตของผู้คนภายในนิคมอุตสาหกรรมควบคู่ไปด้วย”

นอกจากนี้  การปรับบทบาทของกลุ่มอมตะจากผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมสู่การเป็นผู้พัฒนา Smart Industrial City ยังสอดคล้องกับกรอบเพื่อดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน เพื่อผสานการพัฒนาทั้งโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยี และคุณภาพชีวิตเข้าไว้ด้วยกัน ภายใต้ปรัชญา  All Win  เพื่อ​สร้างการเติบโตอย่างสมดุลระหว่างภาคธุรกิจ นักลงทุน ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ทำให้อมตะ​ไม่ได้มองเพียงการขายที่ดินหรือให้เช่าพื้นที่โรงงานเท่านั้น แต่กำลังสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่ครบวงจร ครอบคลุมโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ อาทิ ระบบน้ำประปา ไฟฟ้า การศึกษา เทคโนโลยี พลังงานสะอาด ตลอดจนที่อยู่อาศัย โรงแรม และศูนย์บริการราชการเบ็ดเสร็จ (Government All-Service Center) เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของภาคอุตสาหกรรมอย่างครบวงจร เนื่องจาก​ปัจจุบันมีนิคมอุตสาหกรรมของอมตะในประเทศไทยรวม 5 โครงการ พื้นที่รวมกว่า 75 ตารางกิโลเมตร เป็นที่ตั้งของจำนวนโรงงานและธุรกิจต่างๆ กว่า 1,400 แห่ง จำนวนประชากรภายใน​นิคม​กว่า 2 แสนคน ​และหากรวมทั้งภูมิภาคใน 3 ประเทศ จะมีพื้นที่รวม 150 ตารางกิโลเมตร หรือราว 93,000 ไร่ ​จำนวนโรงงานมากกว่า 1,600 แห่ง และประชากรแรงงานรวมถึงกว่า 3.5 แสนคน

“อมตะ ยังให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยตั้งเป้าเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral) ภายในปี 2583 และบรรลุ Net Zero ในปี 2593 รวมทั้งลดความเข้มของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ลดลง 30%  ซึ่งการขับเคลื่อนสู่ Smart Industrial City มีส่วนช่วยให้สามารถตอบโจทย์เป้าหมายที่วางไว้นี้  ด้วยการ​พัฒนาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม พร้อม​การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและการนำนวัตกรรมพลังงานสะอาด (Renewable) ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาใช้ เพื่อรองรับแผนลดคาร์บอนและการขับเคลื่อนสู่ Net Zero ของภาคธุรกิจต่างๆ และการเติบโตของ Green Economyโดยตั้งเป้าผลิต Renewable ในเฟสแรกไว้ที่ 100 เมกะวัตต์ ผ่านการดำเนินงานทั้งภายใน จากการติดต้ังโซลาร์เซลล์ในพื้นที่ภายในนิคม รวมทั้งการลงทุนร่วมกับพันธมิตรเพื่อสนับสนุนการนำ Renewable มาใช้เพิ่มเติมมากขึ้นในอนาตคอีกด้วย”​