Top StoriesTrending

เตรียมเปิด ‘บ่อรับขยะระบบปิดใหญ่สุดในไทย’ โรงกำจัดมูลฝอยเพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าอ่อนนุช ​​กำจัดขยะ​สูงสุด​ 1,600 ตันต่อวัน ผลิตไฟฟ้าได้ 30 เมกะวัตต์ พร้อมเทคโนโลยีกำจัดขยะไร้กลิ่นเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

นิวสกายฯ เปิดเยี่ยมชม 'บ่อรับขยะระบบปิดใหญ่สุดในไทย' โครงการกำจัดมูลฝอยเพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าอ่อนนุช โชว์เทคโนโลยีกำจัดขยะไร้กลิ่นเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ก่อนเริ่มทดสอบรับขยะ 20 มี.ค.69นี้

บริษัท นิวสกาย เอ็นเนอร์จี (แบงค็อก) จำกัด ผู้ดำเนินโครงการกำจัดมูลฝอยด้วยวิธีการเผาไหม้เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้า ณ ศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช เปิดให้สื่อมวลชนและประชาชนในพื้นที่รอบโครงการฯ เข้าเยี่ยมชม ‘บ่อรับขยะมูลฝอยระบบปิด’ ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

เพื่อสร้างความมั่นใจต่อมาตรฐานการบริหารจัดการขยะและมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของโครงการฯ ก่อนเปิดรับขยะเข้าทดสอบระบบในวันที่ 20 มีนาคม 2569 โชว์ศักยภาพเทคโนโลยีกำจัดขยะไร้กลิ่นและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแบบ Real Time

คุณเหอ หนิง  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีแอนด์จี เอ็นไวรอนเมนทอล โปรเท็คชั่น (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า บริษัท นิวสกาย เอ็นเนอร์จี (แบงค็อก) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ ผู้ดำเนินโครงการกำจัดมูลฝอยด้วยวิธีการเผาไหม้เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้า ณ ศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช ได้ก่อสร้างโครงการแล้วเสร็จกว่า 90%  และมีการ​เปิดประชาพิจารณ์เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะจากประชาชนโดยรอบอย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้เริ่มก่อสร้างมาตั้งแต่ 19 ก.พ. 2567 และกำหนดแล้วเสร็จช่วงปลายปีนี้ รวม​ระยะเวลาก่อสร้าง 1,000 วัน

ทั้งนี้ โครงการอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการทดสอบระบบรับขยะในวันที่ 20 มีนาคม 2569 นี้ จึงได้เปิดให้สื่อมวลชนและประชาชนที่อยู่ในรัศมี 5 กิโลเมตรรอบโครงการฯ เข้ามาเยี่ยมชมบ่อรับขยะ ซึ่งได้รับการออกแบบให้เป็นระบบปิด (Closed System) ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย​ โดยมีความจุในการรองรับขยะได้สูงถึงประมาณ 2.4 หมื่น​ตัน ซึ่งถือเป็นโครงสร้างสำคัญของระบบกำจัดมูลฝอยสมัยใหม่ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการขยะของกรุงเทพมหานครที่มีปริมาณขยะที่ต้องบริหารจัดการในแต่ละวันกว่า1 หมื่นตัน

“การเปิดเยี่ยมชมครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อให้สื่อมวลชนและประชาชนที่อาศัยอยู่ในรัศมี 5 กิโลเมตรรอบโครงการ ได้รับข้อมูลและเห็นกระบวนการทำงานจริงของระบบรับขยะ รวมถึงมาตรการควบคุมด้านสิ่งแวดล้อมของโครงการ ก่อนที่ระบบจะเริ่มทดสอบรับขยะและเดินเครื่องกำจัดขยะตามแผนที่วางไว้” 

สำหรับ​กระบวนการกำจัดขยะใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยขยะถูกนำมาเทในบ่อพักภายในอาคารระบบปิด 3–5 วัน เพื่อลดความชื้น ใช้เครนคีบขยะเข้าสู่ เตาเผาแบบตะกรับ (Stoker Type) ควบคุมอุณหภูมิประมาณ 850–1,100°C นำความร้อนต้มน้ำเป็นไอน้ำแรงดันสูง หมุนกังหันไอน้ำผลิตกระแสไฟฟ้าได้ประมาณ 30 เมกะวัตต์ต่อวัน ซึ่งปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้จะนำไปจำหน่ายให้กับ​​การไฟฟ้าฝ่ายผลิต (EGAT) ในราคาหน่วยละ 3.66 บาท ​ขณะเดียวกันยังมีรายได้จากการกำจัดขยะในราคา 789 บาท/ตัน

ทั้งนี้ โครงการกำจัดมูลฝอยด้วยวิธีการเผาไหม้เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้า ขนาดไม่น้อยกว่า 1,000 ตันต่อวัน ณ ศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช ตั้งอยู่บนพื้นที่ 30 ไร่ ซอยอ่อนนุช 86 แขวงประเวศ เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร มีขีดความสามารถในการกำจัดขยะไม่น้อยกว่า 1,000 ตันต่อวัน (รองรับสูงสุด 1,600 ตันต่อวัน) ดำเนินงานภายใต้รูปแบบเอกชนร่วมลงทุน (BOT) ถือเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญของกรุงเทพมหานคร ที่มุ่งยกระดับการจัดการขยะของเมืองให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเปลี่ยนขยะให้เป็นพลังงานไฟฟ้าที่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ ควบคู่กับการดำเนินงานภายใต้มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด
ภายในโครงการยังได้ติดตั้ง เครื่อง E-nose หรือจมูกอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Nose) ซึ่งเป็นอุปกรณ์อัจฉริยะที่จำลองการรับรู้กลิ่นของมนุษย์ โดยใช้ชุดเซนเซอร์ (Sensor Array) เพื่อตรวจจับสารระเหยในอากาศและแปลงเป็นข้อมูลดิจิทัลในรูปแบบ Odor Fingerprint จากนั้นนำข้อมูลไปประมวลผลร่วมกับเทคโนโลยี AI เพื่อวิเคราะห์ จำแนกประเภท และวัดระดับความเข้มข้นของกลิ่นได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ช่วยเสริมประสิทธิภาพในการติดตาม เฝ้าระวัง และควบคุมกลิ่นในพื้นที่บ่อพักขยะได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ขณะเดียวกัน ภายในบ่อพักขยะยังได้นำเทคโนโลยีห้องบ่อพักขยะแรงดันลบ (Negative Pressure System) มาใช้โดยออกแบบให้ภายในอาคารบ่อพักขยะมีความดันอากาศต่ำกว่าภายนอก ส่งผลให้อากาศจากภายนอกไหลเข้าสู่ภายในตลอดเวลา ทำให้กลิ่นจากขยะไม่สามารถรั่วไหลออกสู่ภายนอกได้ อากาศภายในบ่อพักขยะมูลฝอยจะถูกดูดเข้าสู่ระบบเตาเผาเพื่อนำไปใช้ในกระบวนการเผาไหม้ ทำให้กลิ่นและก๊าซต่าง ๆ ถูกกำจัดไปพร้อมกับกระบวนการเผาไหม้ที่มีอุณหภูมิสูง 850–1,100°C ซึ่งเป็นมาตรการสำคัญในการควบคุมกลิ่นและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยรอบของโครงการ จึงมั่นใจได้ว่า กลิ่นจากขยะจะถูกควบคุมอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่แพร่กระจายออกสู่พื้นที่ภายนอก เนื่องจากอากาศภายในบ่อพักขยะทั้งหมดถูกนำเข้าสู่กระบวนการเผาไหม้ในเตาเผาที่มีอุณหภูมิสูง ซึ่งสามารถกำจัดกลิ่นและก๊าซต่าง ๆ ได้อย่างสมบูรณ์ ส่งผลให้การดำเนินงานของโครงการเป็นไปอย่างปลอดภัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ

คุณเหอ หนิง กล่าวต่อว่า การบริหารจัดการโครงการฯ ยังได้วางกรอบมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หรือ CoP (Code of Practice) ส่งผลให้การดำเนินงานของโครงการเป็นไปอย่างปลอดภัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ ทั้งในเรื่องของคุณภาพอากาศ มลภาวะทางเสียง การบริหารจัดการน้ำเสีย รวมทั้งการจัดการกากของเสียที่หลงเหลือหลังจากการเผา ทั้งในส่วนของเถ้าหนัก ที่จะมีการนำไปตรวจสอบสารอันตรายก่อนฝังกลบ ซึ่งเหลือส่วนที่ต้องฝังกลบเพียง 25% ของปริมาณขยะมูลฝอยทั่วไป รวมทั้งเถ้าเบาที่จะถูกดักจับด้วยผงถ่านกัมมันต์ (Activated Carbon) ให้รวมอยู่ในถุงกรองฝุ่นเพื่อจัดส่งให้ผู้ได้รับอนุญาตนำไปกำจัดต่อไป

สำหรับ บริษัท นิวสกาย เอ็นเนอร์จี (แบงค็อก) จำกัด ผู้ดำเนินโครงการกำจัดมูลฝอยด้วยวิธีการเผาไหม้เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้า​ ณ ศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช ยังได้รับสิทธิ์การบริหารจัดการโครงการกำจัดมูลฝอยของ กทม. อีกสองแห่งที่หนองแขม โดยแห่งแรก ได้ดำเนินการแล้ว โดยมีความสามารถในการกำจัดขยะได้ราว 500 ตันต่อวัน ส่วนอีก 1 แห่ง คาดจะเริ่มเปิดดำเนินการได้ภายในปีนี้เช่นกัน เพื่อเพิ่มความสามารถในการกำจัดขยะได้อีก 1,600 ตันต่อวัน ทำให้ความสามารถโดยรวมของทั้งบริษัทเพื่อช่วยบริหารจัดการขยะใน กทม. เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 3,700 ตันต่อวัน
การดำเนินโครงการฯ จึงช่วยลดปัญหาและผลกระทบในการจัดการขยะมูลฝอยให้ กทม. ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันยังได้ผลพลอยได้จากโครงการ (By Product) ในรูปแบบของพลังงานไฟฟ้า รวมทั้งช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนพื้นที่ฝังกลบขยะที่เริ่มหาได้ยากมากขึ้น ทั้งใน กทม. รวมทั้งในเขตเมืองใหญ่ ที่มักเผชิญปัญหา ‘ขยะล้นเมือง’ รวมทั้งลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และปัญหาด้านสุขภาพอนามัยที่เกิดจากมลพิษและขยะมูลฝอย
นอกจากนี้ โครงการ​ฯ​ ยังมีศักยภาพในการต่อยอดสู่แลนด์มาร์กสีเขียวของ กทม. ที่ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ เช่น พื้นที่สีเขียว ลานกิจกรรม หรือศูนย์เรียนรู้เพื่อส่งเสริมสิ่งแวดล้อม และยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนโดยรอบ