มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมขับเคลื่อนความยั่งยืนคู่ขนานไปพร้อม Bangkok Climate Action Week 2026 (BKKCAW 2026) ด้วยการจัดกิจกรรมให้องค์กรและบุคคลทั่วไปเข้าร่วมภายในสำนักงานมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ต่อเนื่องตลอด 9 วัน ระหว่างวันที่ 3–11 ตุลาคม 2569 เพื่อทำให้ประเด็นด้านสภาพภูมิอากาศและความยั่งยืนเป็นเรื่องใกล้ตัว เข้าใจง่าย และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง
พร้อมจัดกิจกรรม ‘ขยะไปต่อ: ไม่มีขยะสู่บ่อฝังกลบเกิดขึ้นได้จริง’ ผ่านเวิร์กช็อปและเวทีเสวนาถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการจัดการขยะอย่างครบวงจร เชื่อมโยงแนวทางของกรุงเทพมหานคร กับบทเรียนจากโครงการพัฒนาดอยตุงฯ ตั้งแต่การลดและจัดการขยะ ณ จุดกำเนิด การเก็บรวบรวม ไปจนถึงการส่งต่อขยะแต่ละประเภทสู่ปลายทางที่เหมาะสม เพื่อเป็นโมเดลตัวอย่างให้ประชาชน สำนักงาน และองค์กรสามารถนำไปปรับใช้ได้ตามบริบทของตนเอง เหมาะสม โดยมี คุณภาพพิมพ์ พิมมะรัตน์ ผู้ช่วยเลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และ ดร.ธนพงศ์ ดวงมณี ผู้อำนวยการด้านนโยบายสิ่งแวดล้อม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางและประสบการณ์ พร้อมด้วย คุณก้อง–ชณัฐ วุฒิวิกัยการ นักสื่อสารสิ่งแวดล้อมและผู้ก่อตั้ง KongGreenGreen ดำเนินรายการ รวมทั้งสื่อมวลชน และ ผู้สนใจเข้าร่วม

คุณภาพพิมพ์ พิมมะรัตน์ ผู้ช่วยเลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ปัจจุบันทั่ว กทม. มีคนจ่ายค่าขยะในระบบราว 3 ล้านคน โดยหลังจาก กทม. ขับเคลื่อนโครงการ ‘ไม่เทรวม’ ตั้งแต่ปี 2565 มีคนลงทะเบียนแล้วกว่า 1.3 ล้านคน และมีสมาชิกที่แอคทีฟเรื่องการแยกขยะที่กว่า 1 ล้านคน โดย กทม. มีแผนที่จะเดินหน้าโครงการต่อเนื่องในเฟสที่ 2 เพื่อให้อีก 2 ล้านคนที่เหลือ เกิดการแอคทีฟ และเพิ่มการมีส่วนร่วมได้มากขึ้น
ขณะที่ปริมาณขยะใน กทม. ปัจจุบันอยู่ที่กว่า 9,400 ตันต่อวัน ซึ่งลดลงจากก่อนหน้าจากที่เคยมีปริมาณแตะหลักหมื่นตันต่อวัน ซึ่งมากกว่าครึ่งหนึ่ง หรือ 51% เป็นขยะเศษอาหาร และครึ่งหนึ่งเป็นขยะทั่วไป โดย กทม. มีแนวทางในการกำจัดขยะ 2 กลุ่ม เพื่อสามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้ลดการกลายเป็นขยะที่ปลายสู่หลุมฝังกลบ

สำหรับเศษอาหาร ได้ส่งไปทำปุ๋ยเพื่อแจกจ่ายให้เกษตรกรภายในเครือข่าย กทม. ที่มีกว่า 300 ราย และอยู่ในเขตพื้นที่โดยรอบโรงขยะทั้งหนองแขม อ่อนนุช และหนองจอก ส่วนบริเวณกรุงเทพฯ ชั้นใน กทม. มีแผนเพิ่มแปลงขยะทั่ว กทม. ราว 1 พันแปลง ในช่วง 4 ปี และนำร่องในปีแรกประมาณ 300 แปลง เพื่อสร้างพื้นที่จัดการขยะเศษอาหารภายในเมืองและในแต่ละชุมชน เพื่อลดการขนส่ง พร้อมการสร้างเครือข่ายภายในชุมชนต่างๆ เพื่อสร้างปลายทางให้สามารถนำขยะไปใช้ประโยชน์ได้ภายในแต่ละพื้นที่ได้จริง
ด้านขยะทั่วไป มีแผนการแยกขยะในกลุ่ม MRF (Material Recovery Facility) หรือกลุ่มพลาสติกประเภทต่างๆ หรือที่หลายคนอาจเคยมองเป็น ‘ขยะกำพร้า’ ออกมาสร้างมูลค่าเพิ่มและใช้ประโยชน์เพิ่มเติมได้มากขึ้น เช่น การแยกเพื่อสามารถขายและนำไปรีไซเคิลได้มากขึ้น จากปัจจุบันมีเพียงกลุ่มขวดพลาสติก และกระดาษเท่านั้น โดยมีแผนเพิ่มโรงงานแยกขยะ MRF แห่งแรกบริเวณพื้นสายไหมภายในปีหน้า จากเพื่อเพิ่มปลายทางการใช้ประโยชน์ของขยะกลุ่มนี้ได้มากขึ้นจากปัจจุบันที่ส่วนใหญ่มักถูกนำไปเป็นพลังงานเชื้อเพลิง หรือ RDF เป็นหลัก

“การลดขยะสู่บ่อฝังกลบไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ต้องเริ่มจากการทำให้ ‘ระบบต้นทาง–กลางทาง–ปลายทาง’ เชื่อมต่อกันจริง ตั้งแต่การลดการสร้างขยะ การคัดแยกขยะอย่างถูกต้อง การจัดเก็บที่ไม่ปะปนกัน ไปจนถึงการส่งต่อขยะแต่ละประเภทไปยังปลายทางที่เหมาะสม โดยกรุงเทพมหานครให้ความสำคัญกับการสร้างความร่วมมือกับประชาชน ชุมชน อาคารสำนักงาน ผู้ประกอบการ และภาคีเครือข่ายต่างๆ เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมการจัดการขยะในชีวิตประจำวัน พร้อมทำให้ประชาชนเห็นว่า ขยะที่คัดแยกแล้วสามารถไปต่อ ได้จริง ผ่านการมีระบบรองรับที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นขยะรีไซเคิล ขยะอินทรีย์ หรือขยะประเภทอื่น ให้สามารถนำกลับไปใช้ประโยชน์ได้”
ประเด็นสำคัญที่ กทม. ต้องการขับเคลื่อนคือ การเพิ่มความมั่นใจว่าเมื่อแยกขยะแล้ว ขยะจะไม่ถูกเทรวม และมีผู้รับผิดชอบในแต่ละขั้นตอนอย่างชัดเจน การสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นจึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้ประชาชนและองค์กรต่างๆ มีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง โดย กทม. มีแผนเพิ่มประสิทธิภาพให้การจัดเก็บขยะทำได้รวดเร็ว และทั่วถึงมากขึ้น เข้าในแต่ละหมู่บ้านได้แบบเชิงลึกมากขึ้น ผ่านการเพิ่มอาสาสมัครชักลาก และอาสาสมัครไม่เทรวม เพื่อสร้างแนวร่วมการจัดการในระดับเส้นเลือดฝอยได้ดียิ่งขึ้น รวมทั้งการขับเคลื่อนโครงการ Bangkok Reduce – Bangkok Reuse โดยตั้งเป้าลดขยะพลาสติก 100 ล้านชิ้น ผ่านการลดใช้บรรจุภัณฑ์ใช้แล้วทิ้ง ส่งเสริมการใช้ซ้ำ และผลักดันมาตรการจัดงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง

ดร.ธนพงศ์ ดวงมณี ผู้อำนวยการด้านนโยบายสิ่งแวดล้อม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ถ่ายทอดประสบการณ์จากโครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งดำเนินงานโดยไม่มีขยะไปสู่บ่อฝังกลบอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2561 ระบบดังกล่าวเริ่มจากการสำรวจชนิด ปริมาณ และแหล่งกำเนิดของขยะ ก่อนนำข้อมูลมาออกแบบวิธีจัดเก็บ กำหนดผู้รับผิดชอบ และเชื่อมต่อขยะแต่ละประเภทกับปลายทางที่เหมาะสม ควบคู่กับการสร้างความเข้าใจให้ผู้ใช้งานและผู้ปฏิบัติงาน ตลอดจนการเก็บข้อมูล ติดตามผล และปรับปรุงระบบอย่างต่อเนื่อง
แนวทางจากดอยตุงสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับสำนักงานขององค์กรเอกชนต่างๆ ในกรุงเทพฯ ซึ่งมีคนจำนวนมากใช้ทรัพยากรและสร้างขยะร่วมกันในแต่ละวัน โดยมีผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย ตั้งแต่ผู้บริหาร พนักงาน แม่บ้าน ผู้ดูแลอาคาร ผู้รับเหมา ไปจนถึงผู้รับวัสดุปลายทาง การจัดการขยะในสำนักงานจึงต้องครอบคลุมทั้งระบบภายในอาคารและการส่งต่อภายนอก เพื่อป้องกันไม่ให้ขยะที่จัดการไว้แล้วกลับมาปะปนระหว่างทาง และทำให้วัสดุแต่ละประเภทสามารถนำไปใช้ประโยชน์หรือจัดการได้อย่างเหมาะสม

ดร.ธนพงศ์ ยกตัวอย่าง WHA Tower ชั้น 20–25 เป็นกรณีศึกษาด้านการนำองค์ความรู้จากดอยตุงมาขยายผลผ่านงานที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน โดยตลอดระยะเวลา 8 เดือน ระหว่างเดือนมกราคมถึงสิงหาคม 2569 มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ร่วมสำรวจประเภท ปริมาณ และเส้นทางของขยะ ก่อนวางระบบรองรับขยะ 4 กลุ่ม ได้แก่ ขยะย่อยสลายได้ ขยะรีไซเคิล ขยะพลังงาน RDF และขยะอันตราย พร้อมเชื่อมต่อกับพันธมิตรปลายทาง จัดตั้งคณะกรรมการภายใน อบรมพนักงานและแม่บ้าน จัดทำคู่มือปฏิบัติงานมาตรฐาน และพัฒนาระบบติดตามผล
ผลการดำเนินงานพบว่าไม่มีขยะจากพื้นที่โครงการถูกส่งไปยังบ่อฝังกลบ อัตราการรีไซเคิลเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 66.96 สูงกว่าเป้าหมายร้อยละ 50 และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 7.7 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ขณะเดียวกัน พนักงานและผู้ปฏิบัติงานมีพฤติกรรมด้านการจัดการขยะที่ดีขึ้น และบางส่วนนำแนวทางกลับไปใช้ที่บ้าน สะท้อนว่าองค์กรสามารถเริ่มจากพื้นที่นำร่อง ใช้ข้อมูลพัฒนาระบบ และสร้างศักยภาพบุคลากรเพื่อให้ดำเนินงานต่อได้ด้วยตนเอง
ภายในงานยังมีเวิร์กช็อปให้ผู้เข้าร่วมฝึกจำแนกขยะและจัดทำแผนการจัดการขยะสำหรับพื้นที่ของตนเอง โดยเรียนรู้แนวทางจำแนกขยะตามรูปแบบที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ นำมาใช้ ประกอบด้วย 6 ประเภท ได้แก่ วัสดุรีไซเคิล ขยะย่อยสลายได้ ขยะเปื้อน ขยะพลังงาน RDF ขยะจากห้องน้ำ และขยะอันตราย โดยผู้เข้าร่วมได้ร่วมวิเคราะห์แหล่งกำเนิด ปริมาณ วิธีเก็บรวบรวม ผู้รับผิดชอบ และปลายทางของขยะแต่ละประเภท เพื่อนำข้อมูลไปจัดทำแผนการจัดการที่เหมาะสมกับบ้าน สำนักงาน หรือองค์กรของตน โดยรูปแบบการจำแนกและจัดการขยะต้องสอดคล้องกับขยะที่เกิดขึ้นจริง รวมถึงปลายทางที่สามารถรองรับได้ เพื่อให้สามารถนำความรู้ไปปรับใช้ในการดำเนินงานได้อย่างเป็นรูปธรรม








