หลายวันมานี้ มีเสียงสะท้อนมาจากหลายภาคส่วนในเรื่องของ ‘UPOV 1991′ หรือ อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ที่ปรับปรุงล่าสุด ค.ศ. 1991 ภายหลังการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป (FTA ไทย – EU) ในประเด็นเรื่องการปรับแก้กฎหมาย พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 ให้เป็นไปตามอนุสัญญา UPOV1991 โดยนักปรับปรุงพันธุ์พืชจะได้รับสิทธิบัตรถือครองพันธุ์พืชใหม่ ภายใต้การคัดค้านจากหลายภาคส่วน ขณะที่ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่ได้ลงนามรับรองอนุสัญญานี้ และต้องศึกษาข้อดี-ข้อเสีย พร้อมรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน
“UPOV” คืออะไร
ข้อมูลจาก กลุ่มวิจัยการคุ้มครองพันธุ์พืช สำนักคุ้มครองพันธุ์พืช อธิบายว่า UPOV (International Union for the Protection of New Varieties of Plants) เป็นองค์กรระหว่างประเทศ ตั้งอยู่ที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ก่อตั้งเมื่อปี 1961 ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส โดย อนุสัญญาระหว่างประเทศเพื่อการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ต่อมาได้ทำการปรับปรุงเมื่อปี 1972 1978 และ 1991
UPOV เป็นองค์กรที่ผลักดันด้านการปรับปรุงพันธุ์พืช ด้วยการให้การรับรองสิทธิแก่นักปรับปรุงพันธุ์พืช โดยการให้สิทธิทางทรัพย์สินทางปัญญา กับนักปรับปรุงพันธุ์พืชที่มีพืชพันธุ์ใหม่ เมื่อพันธุ์ได้รับการคุ้มครอง หากจะทำการผลิตพันธุ์เหล่านี้เพื่อการค้า จะต้องได้รับการอนุญาตจากนักปรับปรุงพันธุ์พืช สิทธินักปรับปรุงพันธุ์พืช (The Plant breeder’s Rights – PBR) ออกให้โดยแต่ละประเทศสมาชิก
ปัจจุบัน UPOV มีสมาชิก 80 ประเทศ/องค์กร โดยจากการนำระบบการคุ้มครองพันธุ์พืชของ UPOV ไปใช้กับสมาชิกของ UPOV พบว่า มีความสัมพันธ์ ดังนี้
1. มีกิจกรรมการปรับปรุงพันธุ์พืชมากขึ้น
2. มีพันธุ์พืชที่ได้รับการปรับปรุงพันธุ์ให้เลือกใช้มากขึ้น
3. มีจำนวนพันธุ์พืชใหม่ๆ มากขึ้น
4. นักปรับปรุงพันธุ์พืชมีความหลากหลายมากขึ้น (นักวิจัยพันธุ์พืชเอกชน นักวิจัยทดลอง)
5. จากการที่มีจำนวนพันธุ์พืชจากต่างประเทศมากขึ้น จึงเกิดการผลักดันการพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ๆ
6. มีความสามารถในการแข่งขันทางการตลาดกับต่างประเทศมากขึ้น
7. การเข้าถึงพันธุ์พืชต่างประเทศเพิ่มขึ้น ยกระดับการปรับปรุงพันธุ์พืชในประเทศ
ขณะที่สถานะปัจจุบันของรัฐบาลไทย โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังไม่ได้มีการเข้าร่วมในอนุสัญญาฉบับดังกล่าว และอยู่ระหว่างการศึกษาผลกระทบอย่างรอบด้าน ผ่านการเปิดเวทีหารือร่วมกับทุกภาคส่วน โดยจะให้ความสำคัญในการปกป้องเกษตรกรไทยไม่ให้กระทบต่อสิทธิหรือถูกเอาเปรียบอย่างแน่นอน
UPOV 1991 จำเป็น ? หรือสร้าง ‘โจรสลัดชีวภาพ’
คุณปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี ให้ความเห็นผ่านบทสัมภาษณ์ของกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA Watch) ว่า ภายใต้ข้อเสนอของอียู ในการเจรจา FTA ครั้งนี้ อียูเสนอให้ประเทศไทย มีการปรับแก้กฎหมายให้เป็นไปตาม UPOV ซึ่งเป็นกฎหมายระหว่างประเทศที่คุ้มครองพันธุ์พืชใหม่โดยการให้สิทธิผูกขาดแก้นักปรับปรุงพันธุ์
“หากเราปรับแก้กฎหมาย ให้เป็นไปตาม UPOV1991 เราจะต้องตัดในเรื่องของสิทธิเกษตรกรออก จากสิทธิพื้นฐานจะกลายเป็นสิ่งที่รัฐต้องยกเว้นให้ โดย UPOV จะบังคับให้คุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ทุกชนิด นักปรับปรุงพันธุ์จะเป็นเพียงแค่ผู้ค้นพบและพัฒนา ซึ่งสุ่มเสี่ยงมากที่ค้นพบ หยิบมันออกมาเพื่อพัฒนาเล็กน้อย จดเป็นพันธุ์พืชใหม่ได้ นี่คือสิ่งที่เรากลัวว่าจะทำให้เกิด “โจรสลัดชีวภาพ” ซึ่งพันธุ์พืชใหม่ภายใต้ UPOV ไม่ต้องแจ้งแหล่งที่มาและแบ่งปันผลประโยชน์ ขณะที่ ปัจจุบันเกษตรกรายย่อยเวลาไปซื้อเมล็ดพันธุ์ ปลูกเสร็จสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์เหล่านี้ไปปลูกต่อในฤดูกาลต่อไปได้ แต่ภายใต้ UPOV1991 สิ่งเหล่านี้ทำไมได้”

ราคาเมล็ดพันธุ์พุ่ง 2-6 เท่า
จากรายงานผลกระทบจากหลายประเทศ พบว่า เมล็ดพันธุ์จะแพงขึ้น 2-6 เท่า ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี ยกตัวอย่างว่า หากเพื่อนบ้านปลูกข้าวที่ได้รับความคุ้มครองแบบใหม่ แล้วเกสรปลิวมาตกที่นาเรา แล้วเราไม่รู้ เก็บพันธุ์ไปปลูกต่อและขยายไปเรื่อยๆ เพราะคิดว่าเป็นพันธุ์กลาย แต่มาเจอทีหลังว่าพันธุ์ที่กลายมานั้น ติดเอาลักษณะเด่นที่ติดสิทธิบัตรมาด้วย กรณีนี้จะถูกฟ้อง หากเราไม่รู้ เราขายข้าวสาร คนที่ซื้อข้าวสารไปอาจนำไปทำสุรา ผู้ผลิตสุราชุมชนอาจถูกฟ้องร้องได้เพราะซื้อของที่ผิดกฎหมายมา
แล้วหากเราไม่รับ UPOV จะกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือไม่ ?
“บอกเลยว่าไม่ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนมาก คือ การเจรจาที่จบไปของสหภาพยุโรปและอินเดีย รัฐบาลอินเดียต่อรองจนกระทั่งเอาคำว่า UPOV1991 ออกไปจากโต๊ะเจรจาได้ และคงการคุ้มครองพันธุ์พืชให้เป็นไปตามข้อตกลง TRIPs (Trade-Related Aspects of Intellectual Property Rights) หรือ ความตกลงว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้า ภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO) ซึ่งเราคาดหวังว่า คณะเจรจาของไทยจะสามารถทำได้อย่างนั้นเช่นกัน” คุณปรกชล กล่าวสรุป
การพัฒนาเกษตรกรรม ไม่จำเป็นต้องผูกขาดพันธุ์พืช
ข้อมูลจาก มูลนิธิชีววิถี (BioThai) อธิบายว่า ไทยไม่จำเป็นต้องเข้า UPOV 1991 เพราะการพัฒนาเกษตรกรรมไม่จำเป็นต้องเดินตามกติกาผูกขาดพันธุ์พืช โดยข้อมูล FAO ปี 2025 เปิดเผยข้อเท็จจริงที่น่าสนใจว่า ใน 20 ประเทศที่มีจำนวนฟาร์มเกษตรมากที่สุดในโลก มีถึง 14 ประเทศที่ไม่ได้เข้าร่วม UPOV 1991 โดยมีจำนวนฟาร์มรวมกันคิดเป็น 86.1% ของฟาร์มทั้งหมดใน 20 ประเทศนี้
ประเทศเหล่านี้รวมถึง อินเดีย จีน อินโดนีเซีย ฯลฯ ซึ่งล้วนเป็นประเทศเกษตรกรรมสำคัญของโลก โดยเฉพาะ “อินเดีย” ซึ่งมีฟาร์มมากที่สุดในโลกถึง 167.71 ล้านฟาร์ม ไม่ได้เป็นสมาชิก UPOV ส่วนจีนซึ่งมีฟาร์ม 149.49 ล้านฟาร์ม ยังคงเป็นสมาชิกภายใต้อนุสัญญาฉบับปี 1978
ข้อเท็จจริงนี้สะท้อนว่า ประเทศต่างๆ สามารถพัฒนาภาคเกษตรและระบบพันธุ์พืชของตนเองได้ โดยไม่จำเป็นต้องเข้าร่วม UPOV 1991
ประเทศไทยมีกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ที่คุ้มครองสิทธินักปรับปรุงพันธุ์ ควบคู่กับสิทธิเกษตรกรและการคุ้มครองทรัพยากรพันธุกรรมของประเทศอยู่แล้ว การเข้า UPOV 1991 จะทำให้ไทยต้องปรับเปลี่ยนกฎหมายหลายประการ โดยเฉพาะข้อจำกัดต่อการเก็บเมล็ดพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองไว้ปลูกต่อ และการขยายขอบเขตสิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์
ทำไมไทยต้องยอมเปลี่ยนกฎหมายเพื่อเข้า UPOV 1991 ทั้งที่ประเทศเกษตรกรรมสำคัญจำนวนมากเลือกใช้ระบบกฎหมายของตนเอง?
การพัฒนาพันธุ์พืชไทยต้องอาศัยการลงทุนวิจัย การสนับสนุนนักปรับปรุงพันธุ์ การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ และการคุ้มครองสิทธิเกษตรกร ไม่ใช่การเข้า UPOV 1991 เพียงอย่างเดียว

ดังนั้น UPOV1991 จึงอาจไม่ใช่ทางออกสำหรับประเทศไทย เนื่องจากจะทำให้เกิดการผูกขาด จำกัดสิทธิเกษตรกร ละเมิดสิทธิอธิปไตยทางอาหาร ส่งผลดังนี้
1. ราคาเมล็ดพันธุ์อาจแพงขึ้น 2 เท่า หรือ อาจสูง 4-6 เท่า เพราะทางเลือกของเกษตรกรลดลงและการผูกขาดที่เพิ่มขึ้น
2. ผู้บริโภคซื้ออาหารราคาแพง ความหลากหลายของอาหารลดลง
3. ความหลากหลายของพันธุ์พืชลดลง ไร้ความมั่นคงทางอาหาร
4. บริษัทเมล็ดพันธุ์เข้ามาใช้ ทรัพยากรพันธุกรรมโดยไม่ขออนุญาต แบ่งปันผลประโยชน์
5. เกษตรกรถูกขัดขวางไม่ให้เก็บพันธุ์พืชไปปลูกต่อ ไม่สามารถคัดเลือกพันธุ์เพื่อนำไปใช้ได้โดยอิสระ
6. พันธุ์พืชไม่หลากหลาย บริษัทมุ่งพัฒนาสายพันธุ์เพื่อตอบสนองต่อการผลิตเชิงเดี่ยว
ลงชื่อคัดค้าน UPOV1991 แล้วกว่า 3.2 แสนคน

ที่ผ่านมา สภาเกษตรกรแห่งชาติ ชวนเกษตรกร ร่วมแสดงความคิดเห็น อนุสัญญา UPOV 1991 บนเว็บไซต์ https://nfc.realsurvey และ ผ่านแอปพลิเคชัน LINE ‘เกษตรกรวงใน’ โดยสามารถร่วมลงชื่อได้ถึงวันที่ 11 ตุลาคม 2569 เพื่อรวบรวมและจัดทำข้อเสนอต่อภาครัฐ ประกอบการพิจารณาท่าทีของไทย โดยคำนึงถึงสิทธิและประโยชน์ของเกษตรกร ซึ่งจากข้อมูล สภาเกษตรกรแห่งชาติ พบว่า หลังสิ้นสุดการรับฟังความคิดเห็นเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2569 เวลา 16.30 น.
ผลสำรวจอย่างไม่เป็นทางการ สรุป ณ วันที่ 12 ตุลาคม 2569 มีดังนี้
• ไม่เห็นด้วย 321,397 คำตอบ คิดเป็น 99.56%
• เห็นด้วย 1,198 คำตอบ คิดเป็น 0.37%
• ยังไม่แน่ใจ 208 คำตอบ คิดเป็น 0.06%
โดย สภาเกษตรกรแห่งชาติ จะนำความคิดเห็น เหตุผล ข้อกังวล และข้อเสนอแนะของทุกท่านมารวบรวม วิเคราะห์ และจัดทำข้อเสนอต่อภาครัฐตามอำนาจหน้าที่ของสภาเกษตรกรแห่งชาติ โดยคำนึงถึงสิทธิ ประโยชน์ และผลกระทบต่อเกษตรกรเป็นสำคัญ

จะเห็นว่า หลากหลายความเห็นยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับ UPOV 1991 เพราะประเทศไทยถือเป็นอู่ข้าวอู่น้ำและเป็นครัวของโลก จึงไม่ควรมีใครผูกขาดเมล็ดพืช โดยเฉพาะสิทธิของเกษตรกร การเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อ อาจกระทบไปถึงมูลค่าอาหารที่สูงขึ้น โดยนักปรับปรุงพันธุ์มีสิทธิเด็ดขาดในพันธุ์พืชที่ปรับปรุงใหม่ คือ เป็นเจ้าของทุกอย่าง ตั้งแต่เมล็ดพันธุ์ จนถึงผลิตภัณฑ์จากพันธุ์พืชนั้นๆ รวมถึงการเก็บรักษาส่วนที่ใช้ในการขยายพันธุ์พืช ดังนั้น แปลว่า เมื่อเข้าร่วม UPOV1991 เกษตรกรไม่สามารถเก็บรักษาผลผลิตเพื่อใช้เพาะปลูกได้เหมือนเดิม เพราะถูกจำกัดสิทธิ นี่จึงกลายเป็นโจทย์ใหญ่ ที่หลายภาคส่วนกังวลและต้องร่วมหาทางออกร่วมกัน
อ้างอิง : กลุ่มวิจัยการคุ้มครองพันธุ์พืช สำนักคุ้มครองพันธุ์พืช , กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA Watch) , มูลนิธิชีววิถี (BioThai) , สภาเกษตรกรแห่งชาติ






