<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Experience &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/category/experience/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Fri, 19 Jun 2026 11:12:10 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.5</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>Experience &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ไทยยูเนี่ยน เปิดรายงานความยั่งยืน ยกระดับ &#8216;มาตรฐานห่วงโซ่อาหารทะเล&#8217; บทพิสูจน์ความสำเร็จตลอดทศวรรษของกลยุทธ์ &#8216;SeaChange 2030&#8217;</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/06/thai-union-10-yrs-seachange-and-sustainability-report/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 19 Jun 2026 10:15:03 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[10 ปี SeaChange]]></category>
		<category><![CDATA[Responsible Sourcing]]></category>
		<category><![CDATA[SD Report]]></category>
		<category><![CDATA[SEA the CHANGE. Be the CHANGE.]]></category>
		<category><![CDATA[Seachange®]]></category>
		<category><![CDATA[SeaChange® 2030]]></category>
		<category><![CDATA[Supply Chain]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[sustainability report]]></category>
		<category><![CDATA[Thai Union]]></category>
		<category><![CDATA[TU]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดหาทูน่าอย่างยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[ประมง]]></category>
		<category><![CDATA[พรภัสรา เอกกุล]]></category>
		<category><![CDATA[รายงานความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[อดัม เบรนนัน]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารทะเล]]></category>
		<category><![CDATA[ไทยยูเนี่ยน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42552</guid>

					<description><![CDATA[<p>บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (TU) เปิดรายงานความยั่งยืนประจำปี 2568  สะท้อนความก้าวหน้าการดำเนินงานด้านความยั่งยืนในห่วงโซ่อุปทานอาหารทะเลที่มีความซับซ้อนเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนกลยุทธ์ SeaChnage  มาตลอดทศวรรษ พร้อมปักหมุดความสำเร็จ จากการขับเคลื่อนกลยุทธ์ความยั่งยืน &#8216;SeaChange2030&#8216; ที่สามารถสร้างผลลัพธ์เชิงบวกได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการจัดหาวัตถุดิบอย่างรับผิดชอบ การดูแลสวัสดิภาพแรงงาน การดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศ การช่วยลดขยะพลาสติกในทะเล ตลอดจนการลงทุนเพื่อสังคม ยกระดับมาตรฐาน ตลอด &#8216;ห่วงโซ่อุปทาน&#8217; โดยเฉพาะการดำเนินงานเกี่ยวกับการพัฒนาปรับปรุงการประมง ตามที่ได้มีการประกาศเจตนารมณ์ในการจัดหาปลาทูน่าอย่างยั่งยืน มาตั้งแต่ปี 2558 ทั้งการยกระดับมาตรฐานแรงงานบนเรือประมง ตลอดจนการเสริมสร้างความรับผิดชอบและความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทานปลาทูน่าในระยะยาว ซึ่งไทยยูเนี่ยนมีความก้าวหน้าในการขับเคลื่อนการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานอาหารทะเลอย่างมีนัยสำคัญ  ดังต่อไปนี้ &#8211; 99% ของปลาทูน่าที่ไทยยูเนี่ยนจัดหานั้นมาจากแหล่งที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานของ Marine Stewardship Council (MSC) อยู่ระหว่างการประเมิน หรือเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาการประมง &#8211; 99% ของปริมาณวัตถุดิบในห่วงโซ่อุปทานปลาทูน่าของไทยยูเนี่ยน อยู่ภายใต้โครงการพัฒนาการทำงานและสวัสดิการแรงงานประมง (Fisher Work &#38; Welfare) การตรวจประเมินตามแนวปฏิบัติด้านแรงงานบนเรือประมง (Vessel Code of Conduct) หรือโครงการอื่นๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/thai-union-10-yrs-seachange-and-sustainability-report/">ไทยยูเนี่ยน เปิดรายงานความยั่งยืน ยกระดับ &#8216;มาตรฐานห่วงโซ่อาหารทะเล&#8217; บทพิสูจน์ความสำเร็จตลอดทศวรรษของกลยุทธ์ &#8216;SeaChange 2030&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (TU) </strong>เปิดรายงานความยั่งยืนประจำปี 2568  สะท้อนความก้าวหน้าการดำเนินงานด้านความยั่งยืนในห่วงโซ่อุปทานอาหารทะเลที่มีความซับซ้อนเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนกลยุทธ์ <strong>SeaChnage </strong> มาตลอดทศวรรษ</p>
<p><span id="more-42552"></span></p>
<p>พร้อมปักหมุดความสำเร็จ จากการขับเคลื่อนกลยุทธ์ความยั่งยืน &#8216;<strong>SeaChange2030</strong>&#8216; ที่สามารถสร้างผลลัพธ์เชิงบวกได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการจัดหาวัตถุดิบอย่างรับผิดชอบ การดูแลสวัสดิภาพแรงงาน การดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศ การช่วยลดขยะพลาสติกในทะเล ตลอดจนการลงทุนเพื่อสังคม</p>
<p><strong>ยกระดับมาตรฐาน ตลอด &#8216;ห่วงโซ่อุปทาน&#8217;</strong></p>
<p>โดยเฉพาะการดำเนินงานเกี่ยวกับการพัฒนาปรับปรุงการประมง ตามที่ได้มีการประกาศเจตนารมณ์ในการจัดหาปลาทูน่าอย่างยั่งยืน มาตั้งแต่ปี 2558 ทั้งการยกระดับมาตรฐานแรงงานบนเรือประมง ตลอดจนการเสริมสร้างความรับผิดชอบและความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทานปลาทูน่าในระยะยาว ซึ่งไทยยูเนี่ยนมีความก้าวหน้าในการขับเคลื่อนการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานอาหารทะเลอย่างมีนัยสำคัญ  ดังต่อไปนี้</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42555 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/K-Teerapong-.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>&#8211; 99%</strong> ของปลาทูน่าที่ไทยยูเนี่ยนจัดหานั้นมาจากแหล่งที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานของ Marine Stewardship Council (MSC) อยู่ระหว่างการประเมิน หรือเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาการประมง</p>
<p><strong>&#8211; 99% </strong>ของปริมาณวัตถุดิบในห่วงโซ่อุปทานปลาทูน่าของไทยยูเนี่ยน อยู่ภายใต้โครงการพัฒนาการทำงานและสวัสดิการแรงงานประมง (Fisher Work &amp; Welfare) การตรวจประเมินตามแนวปฏิบัติด้านแรงงานบนเรือประมง (Vessel Code of Conduct) หรือโครงการอื่นๆ ที่เทียบเท่า</p>
<p><strong>&#8211; 100% </strong>ของปลาทูน่าที่จัดหาภายในห่วงโซ่อุปทาน สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ถึงเรือประมงหรือกลุ่มเรือประมง ทั้งในรูปแบบดิจิทัลและรูปแบบเอกสาร</p>
<p><strong>&#8211; 95%</strong> ของห่วงโซ่อุปทานปลาทูน่ามีการติดตามตรวจสอบขณะออกเดินเรือในทะเล ซึ่งช่วยให้สามารถตรวจสอบการดำเนินงานบนเรือประมงได้อย่างโปร่งใสและเป็นอิสระ</p>
<p>&#8211; การปฏิบัติตามมาตรการของมูลนิธิเพื่อความยั่งยืนของอาหารทะเลสากล (International Seafood Sustainability Foundation: ISSF) ได้ครบถ้วน <strong>100%</strong> โดยได้รับการยืนยันผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานอิสระ</p>
<p>&#8211; การปฏิบัติตามข้อกำหนดขององค์การบริหารจัดการประมงระดับภูมิภาค (Regional Fisheries Management Organizations: RFMO) ได้ครบถ้วน <strong>100%</strong> โดยไม่มีการจัดหาปลาทูน่าจากเรือที่อยู่ในบัญชีดำด้านการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-42556 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/ADAM.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p><strong>คุณอดัม เบรนนัน </strong>ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนและการสื่อสาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า อาหารทะเลถือเป็นแหล่งอาหารสำคัญที่หล่อเลี้ยงประชากรโลกกว่า 3,100 ล้านคน ขณะที่ในอุตสาหกรรมอาหารทะเลยังเผชิญกับหลายปัจจัยความท้าทาย ทั้งจากสภาพอากาศที่ทำให้อุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้น การทำประมงเกินขนาด และความคาดหวังต่อความโปร่งใสและสวัสดิภาพแรงงาน ​การดูแลท้องทะเลให้ยังคงความอุดมสมบูรณ์และการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างมีความรับผิดชอบ จึงเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารทะเลสู่อนาคตที่ยั่งยืน</p>
<p><em>&#8220;การดำเนินงานในห่วงโซ่อุปทานปลาทูน่าของไทยยูเนี่ยนตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน การส่งเสริมความร่วมมือกับพันธมิตร ตลอดจนความมุ่งมั่นในการเดินหน้าสู่เป้าหมายอย่างต่อเนื่องแม้ต้องเผชิญกับความท้าทาย ​​นำมาสู่ความก้าวหน้าที่เกิดขึ้น และยังคงมุ่งยกระดับการดำเนินงานอย่างมีความรับผิดชอบในห่วงโซ่อุปทาน ภายใต้ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพราะทุกรายละเอียดล้วนมีความสำคัญ ตั้งแต่กระบวนการพัฒนาปรับปรุงการประมง การตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของวัตถุดิบ หน่วยงานที่ทำหน้าที่ทวนสอบมาตรฐาน ตลอดจนการดูแลสวัสดิภาพของแรงงานบนเรือประมง ซึ่งไทยยูเนี่ยน​ขับเคลื่อนให้เกิดความก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรมในมิติดังกล่าว และเรายังคงมุ่งมั่นยกระดับมาตรฐานด้านความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมปกป้องมหาสมุทร ส่งเสริมให้ผู้คนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี และดูแลให้ปลาทูน่ายังคงเป็นแหล่งอาหารอันอุดมสมบูรณ์สำหรับคนรุ่นถัดไป”</em></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-42558 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/11.-กิจกรรมเดินศึกษาเส้นทางธรรมชาติ-1.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p>นอกจากการขับเคลื่อนผ่านห่วงโซ่อุปทานปลาทูน่าแล้ว ไทยยูเนี่ยนยังให้ความสำคัญในการทำงานร่วมกับพันธมิตรเพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายในมิติอื่น ภายใต้กลยุทธ์ ​SeaChange โดยมีความคืบหน้าสำคัญเพิ่มเติม เช่น ​</p>
<p><strong>&#8211; การลดคาร์บอนภายในธุรกิจ (สโคป 1 และ 2) ลงได้แล้ว 29%</strong> จากเป้าหมาย​ 50% ภายในปี 2030 ทั้งจากการใช้พลังงานหมุนเวียนและเพิ่มประสิทธิภ่พการใช้พลังงาน รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ</p>
<p><strong>&#8211; การเก็บขยะในทะเลโดยรวมได้ 512 ตัน คิดเป็น 34%  หรือขับเคลื่อนได้ราว 1 ใน 3</strong> ของเป้าหมายที่วางไว้ ​1,500 ตัน</p>
<p><strong>&#8211; การเปิดตัวโครงการกุ้งคาร์บอนต่ำ เพื่อลดคาร์บอนจากฟาร์มกุ้งลงได้ 30%</strong> จากแนวทางเดิม ​รวมทั้ง​สามารถ<strong>จัดหากุ้งจากแหล่งเพาะเลี้ยงที่มีความรับผิดชอบได้แล้วกว่า 68%</strong></p>
<p><em>&#8220;ความท้าทายสำคัญในการขับเคลื่อนความยั่งยืนตามกลยุทธ์ SeaChange 2030 คือ การลดคาร์บอนภายในธุรกิจ โดยเฉพาะการดำเนินงานในสโคป 3 หรือส่วนที่เกิดภายในห่วงโซ่ ซึ่งเป็นสัดส่วนใหญ่ถึงกว่า 85% ซึ่งที่ผ่านมาพยายามทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์เพื่อขับเคลื่อนการลด Carbon Emission ได้เพิ่มมากขึ้น อาทิ ​​การจัดหากุ้งอย่างมีความรับผิดชอบ การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแบบคาร์บอนต่ำ รวมทั้งความร่วมมือในมิติอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการเก็บกู้อุปกรณ์ประมงที่ถูกทิ้งหรือสูญหายในทะเล (ghost gear) การมีนโยบายการเงินเพื่อความยั่งยืน การฟื้นฟูระบบนิเวศ การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทั้งบนบกและในทะเล การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การยกระดับสวัสดิภาพแรงงาน ตลอดจนการส่งเสริมสุขภาวะที่ดีของชุมชนตลอดห่วงโซ่คุณค่า เป็นต้น&#8221;​</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42559 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/35.-ร่วมกันเก็บขยะชายหาด-2.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p><strong>10 ปี SeaChange 2030 &#8216;Vision to Action&#8217;</strong></p>
<p>ด้าน <strong>คุณพรภัสรา เอกกุล</strong> ผู้จัดการแผนกฝ่ายการพัฒนาที่ยั่งยืนและกิจกรรมเพื่อสังคม บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การขับเคลื่อนกลยุทธ์ความยั่งยืนของไทยยูเนี่ยน ภายใต้แผนงาน &#8216;SeaChnage 2030&#8217; ​เป็นโรดแม็พสำคัญในการดำเนินธุรกิ​จอย่างยั่งยืน ผ่านการขับเคลื่อนผ่าน 11 พันธกิจ เพื่อเชื่อมโยงสู่การปฏิบัติงานจริง ที่ครอบคลุมทั้งการดูแลสังคม ส่ิงแวดล้อม และธรรมาภิบาลในธุรกิจ โดยมีเป้าหมายสำคัญผ่าน 2 แกนหลัก คือ<strong> Healthy Living, Healthy Oceans    </strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42564 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/55.-เด็ก-ๆ-สนุกกับการ-Workshop-พวงกุญแจจากขยะรีไซเคิล-2.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p><em>&#8220;ปี 2569 ​เป็นโอกาสสำคัญที่ไทยยูเนี่ยน ขับเคลื่อนกลยุทธ์ SeaChange ครบรอบ 10 ปี หลังเปิดตัวในปี 2559 ก่อนจะต่อ​ยอดสู่ SeaChange 2030 จนถึงปัจจุบันเพื่อเป็นกรอบดำเนินงานด้านความยั่งยืนขององค์กร ​พร้อมจัดกิจกรรม <strong> &#8216;SeaChange Day&#8217;</strong> ภายใต้แนวคิด <strong>&#8216;SEA the CHANGE. Be the CHANGE.&#8217;</strong> เพื่อเชื่อมโยงพันธกิจ SeaChange2030 สู่ความร่วมมือในการลงมือปฏิบัติจริง ผ่านการให้ความรู้ แนวทางการฟื้นฟูระบบนิเวศ การส่งเสริมแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน และการผนึกความร่วมมือกับพันธมิตรในภาคส่วนต่างๆ เพื่อมุ่งมั่นยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมอาหารทะเลโลก ควบคู่ไปกับการปกป้องทรัพยากรทางทะเล ระบบนิเวศ และชุมชน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนอนาคตที่ยั่งยืนของอาหารทะเล&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42561 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/42.-เด็ก-ๆ-และพนักงานร่วมกันคัดแยกขยะ-1.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p>สำหรับกิจกรรม​ในโอกาสครบรอบ 10 ปี กลยุทธ์ SeaChange<sup>​</sup> ขับเคลื่อนผ่าน  4 กิจกรรมหลัก ประกอบด้วย<strong> Shape the Shore</strong> ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้เกี่ยวกับระบบนิเวศป่าชายเลน ปลูกต้นโกงกาง และดูแลเรือนเพาะชำกล้าไม้ร่วมกับนักเรียนและครูในท้องถิ่น,<strong> Sea Scan</strong> ซึ่งเป็นกิจกรรมทำความสะอาดชายหาด คัดแยกขยะ และสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาขยะทะเล ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีโดรนบินสำรวจเพื่อตรวจจับอุปกรณ์ประมงที่ถูกทิ้งหรือสูญหาย (ghost gear) ตามแนวชายฝั่ง โดยร่วมมือกับ, <strong>ReLoop ReUse</strong> ที่มุ่งเน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนผ่านการนำอุปกรณ์ประมงที่ถูกทิ้งหรือหมดสภาพ มาสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ใช้งานได้จริง ปิดท้ายด้วยกิจกรรม และ​<strong> Tuna Lab</strong> ซึ่งแสดงให้เห็นการใช้ประโยชน์สูงสุดจากทรัพยากรอาหารทะเล นับตั้งแต่การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อาหารและโภชนาการ การสกัดแคลเซียมจากกระดูกปลา ไปจนถึงการต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42563 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/62.-กิจกรรม-Fish-Lab-3.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p>ทั้งนี้ ได้ผนึกกำลังพันธมิตรสำคัญ เพื่อสามารถขับเคลื่อนการปฏิบัติงานในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่</p>
<p><strong>&#8211; ศูนย์สิ่งแวดล้อมศึกษาประเทศไทย (</strong><strong>EEC):</strong> ขับเคลื่อนการเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมผ่านการลงมือปฏิบัติจริง นับตั้งแต่การศึกษาเกี่ยวกับระบบนิเวศป่าชายเลนและท้องทะเล ไปจนถึงกิจกรรมปลูกจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ในกลุ่มเยาวชน</p>
<p><strong>&#8211; ARRI (Aerial Recon &amp; Recovery Initiative):</strong> สาธิตการใช้โดรนและเทคโนโลยี AI เพื่อตรวจจับและระบุพิกัดอุปกรณ์ประมงที่ถูกทิ้งหรือสูญหาย ซึ่งเป็นหนึ่งในประเภทขยะทะเลที่อันตรายที่สุด และการนำขยะทะเลกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่</p>
<p><strong>&#8211; Second Life:</strong> นำเสนอแนวทางการคัดแยกและจัดการขยะตั้งแต่ต้นทาง เพื่อแสดงให้เห็นถึงกระบวนการเก็บกู้ คัดแยกประเภท และส่งต่อขยะที่มีความเสี่ยงไหลลงสู่ทะเล (Ocean-Bound Plastic) ไปบริหารจัดการอย่างเหมาะสม</p>
<p><strong>&#8211; Seven Clean Seas:</strong> สนับสนุนภารกิจลดขยะพลาสติกในทะเลของไทยยูเนี่ยน ผ่านโครงการ HIPPO ระบบเก็บขยะในแม่น้ำพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ช่วยดักจับขยะพลาสติกในแม่น้ำเจ้าพระยาก่อนไหลลงสู่ทะเล</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42567 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/3.-ภาพหมู่ผู้บริหาร-พันธมิตร-ที่ร่วมกิจกรรมในครั้งนี้-2.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p>ผลสำเร็จที่ได้รับการยอมรับของไทยยูเนี่ยน สามารถพิสูจน์ได้จากความสามารถในการ​รักษาความเป็นผู้นำด้านความยั่งยืนบนเวทีโลก ในปี 2568 ที่ผ่านมา โดยได้รับคะแนน 89 จาก 100 ในการประเมิน Corporate Sustainability Assessment ของ S&amp;P Global และครองอันดับ 1 ในอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหารของโลก จากดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ (Dow Jones Sustainability Indices: DJSI) นอกจากนี้ บริษัทยังได้รับผลการประเมินดัชนีชี้วัดความยั่งยืนด้านการบริหารจัดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ CDP ประจำปี 2568 ในระดับ A- ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มผู้นำ (Leadership) สะท้อนมาตรฐานด้านความยั่งยืนที่แข็งแกร่ง ทั้งในด้านการกำหนดกลยุทธ์และเป้าหมายที่ท้าทาย ความก้าวหน้าที่เห็นผลเป็นรูปธรรม และการดำเนินงานที่โดดเด่นในอุตสาหกรรม</p>
<p>ส่วนในปี 2569 นี้ ได้รับการจัดอันดับในกลุ่ม Top 1% จาก S&amp;P Global Sustainability Yearbook ในกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหาร ด้วยคะแนนรวม 89 จาก 100 คะแนน ความสำเร็จนี้ต่อยอดจากผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนในช่วงที่ผ่านมา อาทิ การได้รับการจัดอันดับให้เป็นบริษัทอันดับ 1 ในอุตสาหกรรมอาหารของโลก จากดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ ประจำปี 2561 2562 2565 และ 2567 การได้รับการปรับเพิ่มคะแนน ESG จาก FTSE Russell เป็น 4.3 คะแนน จากคะแนนเต็ม 5 การได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งใน หุ้นยั่งยืน SET ESG Ratings ระดับ AA</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42569 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/1.-ภาพหมู่ผู้บริหาร-พันธมิตร-เด็กนักเรียน-ที่ร่วมกิจกรรมในครั้งนี้.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/thai-union-10-yrs-seachange-and-sustainability-report/">ไทยยูเนี่ยน เปิดรายงานความยั่งยืน ยกระดับ &#8216;มาตรฐานห่วงโซ่อาหารทะเล&#8217; บทพิสูจน์ความสำเร็จตลอดทศวรรษของกลยุทธ์ &#8216;SeaChange 2030&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>แสนสิริ นำทัพบิ๊กคอร์ปจัดฟอรัมใหญ่ &#8216;Green Up 2026&#8217; ยกระดับอสังหาฯ ไทย รับกติกาใหม่ Thailand Taxonomy ปักหมุดปลายปีเปิดตัว Biodiversity Flagship รับเทรนด์โลก</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/06/sansiri-forum-green-up-2026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 18 Jun 2026 08:22:23 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Aligning Business with Thailand Taxonomy]]></category>
		<category><![CDATA[Competitive Advantage]]></category>
		<category><![CDATA[Everyday life is good]]></category>
		<category><![CDATA[Green Ecosystem]]></category>
		<category><![CDATA[Green fiance]]></category>
		<category><![CDATA[Green Loan]]></category>
		<category><![CDATA[Green Up]]></category>
		<category><![CDATA[GREEN UP 2026: Towards a Regenerative Future]]></category>
		<category><![CDATA[Sansiri]]></category>
		<category><![CDATA[Sansiri No1 Brand]]></category>
		<category><![CDATA[Sansiri Sustainable Design]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand Taxonomy]]></category>
		<category><![CDATA[UNGCNT]]></category>
		<category><![CDATA[ขัตติยา อินทรวิชัย]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ณัฐกร ไกรกุล]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ธันยพร กริชติทายาวุธ]]></category>
		<category><![CDATA[ทุกวันชีวิตดี]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[วชิระชัย คูนำวัฒนา]]></category>
		<category><![CDATA[วรุตม์ เลขะจิระกุล]]></category>
		<category><![CDATA[สมัชชา พรหมศิริ]]></category>
		<category><![CDATA[สร้างสุขที่ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[หม่อมหลวง ดิศปนัดดา ดิศกุล]]></category>
		<category><![CDATA[อัสสเดช คงสิริ]]></category>
		<category><![CDATA[อุทัย อุทัยแสงสุข]]></category>
		<category><![CDATA[แสนสิริ]]></category>
		<category><![CDATA[แสนสิริแบรนด์อันดับหนึ่ง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42466</guid>

					<description><![CDATA[<p>บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ตอกย้ำตำแหน่งผู้นำด้านความยั่งยืนในภาคอสังหาริมทรัพย์ไทย จัดฟอรัมใหญ่แห่งปี &#8216;GREEN UP 2026: Towards a Regenerative Future&#8216; เพื่อขับเคลื่อนและเตรียมความพร้อมให้กับผู้ประกอบการ คู่ค้า และพันธมิตรใน Green Ecosystem ร่วมเปลี่ยนผ่านสู่แนวปฏิบัติการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) พร้อมรับมือกับเกณฑ์มาตรฐานใหม่อย่าง Thailand Taxonomy และร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หลังจากประสบความสำเร็จอย่างสูงจากการจัดฟอรัมความยั่งยืนมาแล้วถึง 2 ครั้งในปี 2567 ได้แก่ ครั้งที่ 1 ภายใต้แนวคิด &#8216;Rethinking Sustainability&#8217; และครั้งที่ 2 &#8216;Sansiri Ecoleadership Forum&#8217; ในปี 2569 นี้ แสนสิริได้ยกระดับแนวคิดสู่ &#8216;TOWARDS A REGENERATIVE FUTURE&#8217; ในการจัดงานครั้งที่ 3 โดยทำหน้าที่เป็น Fast Mover [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/sansiri-forum-green-up-2026/">แสนสิริ นำทัพบิ๊กคอร์ปจัดฟอรัมใหญ่ &#8216;Green Up 2026&#8217; ยกระดับอสังหาฯ ไทย รับกติกาใหม่ Thailand Taxonomy ปักหมุดปลายปีเปิดตัว Biodiversity Flagship รับเทรนด์โลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน)</strong> ตอกย้ำตำแหน่งผู้นำด้านความยั่งยืนในภาคอสังหาริมทรัพย์ไทย จัดฟอรัมใหญ่แห่งปี &#8216;<strong>GREEN UP 2026: Towards a Regenerative Future</strong>&#8216; เพื่อขับเคลื่อนและเตรียมความพร้อมให้กับผู้ประกอบการ คู่ค้า และพันธมิตรใน Green Ecosystem ร่วมเปลี่ยนผ่านสู่แนวปฏิบัติการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) พร้อมรับมือกับเกณฑ์มาตรฐานใหม่อย่าง Thailand Taxonomy และร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ</p>
<p><span id="more-42466"></span></p>
<p>หลังจากประสบความสำเร็จอย่างสูงจากการจัดฟอรัมความยั่งยืนมาแล้วถึง 2 ครั้งในปี 2567 ได้แก่ ครั้งที่ 1 ภายใต้แนวคิด &#8216;Rethinking Sustainability&#8217; และครั้งที่ 2 &#8216;Sansiri Ecoleadership Forum&#8217; ในปี 2569 นี้ แสนสิริได้ยกระดับแนวคิดสู่ <strong>&#8216;TOWARDS A REGENERATIVE FUTURE&#8217;</strong> ในการจัดงานครั้งที่ 3 โดยทำหน้าที่เป็น <strong>Fast Mover &amp; Connector</strong> หรือผู้ขับเคลื่อนและเชื่อมโยงบทสนทนาระหว่างภาคส่วนต่างๆ เนื่องจากความยั่งยืนไม่สามารถสำเร็จได้ด้วยองค์กรเพียงแห่งเดียว แต่ต้องอาศัยการปรับตัวร่วมกันทั้งระบบตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ (Scope 3)</p>
<p><strong>&#8216;Green Up&#8217; จากความตั้งใจ สู่การลงมือทำจริงทั้ง Ecosystem</strong></p>
<p><strong>คุณอุทัย อุทัยแสงสุข </strong>กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แสนสิริได้ดำเนินนโยบายด้านความยั่งยืนมาอย่างต่อเนื่อง โดยฝังแนวคิดดังกล่าวลงไปในกระบวนการคิดและการออกแบบ (Sansiri Sustainable Design) มายาวนานก่อนที่เกณฑ์ภาครัฐจะประกาศใช้ ผ่านการขับเคลื่อนกลยุทธ์ <strong>3 Green Framework</strong> (Green Procurement, Green Construction, Green Architecture &amp; Design) ตลอด Supply Chain ร่วมกับคู่ค้ากว่า 4,000 ราย โดยเริ่มสร้างความแข็งแกร่งตั้งแต่รากฐานห่วงโซ่อุปทาน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42504 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/1.-อุทัย-อุทัยแสงสุข-Sansiri-1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>จากรากฐานที่ทำมาอย่างเข้มข้น เมื่อเกณฑ์มาตรฐาน <strong>Thailand Taxonomy </strong><strong>ระยะที่ </strong><strong>2</strong> ประกาศขยายขอบเขตมาครอบคลุมภาคอาคารและการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ มาตรฐานใหม่นี้จึงเข้ามาทำหน้าที่เป็น ‘ตัวเร่ง’ และ ‘ตัวรับรอง’ สิ่งที่แสนสิริขับเคลื่อนอยู่แล้วให้มีมาตรฐานระดับสากลและวัดผลได้เชิงประจักษ์ยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการที่แสนสิริเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายแรกที่นำค่า <strong>Emission Intensity</strong> (ความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อตารางเมตร) ที่สอดคล้องกับเส้นทางการลดคาร์บอนของประเทศ (Decarbonization Pathway) มาใช้เป็นดัชนีชี้วัดความสำเร็จ ซึ่งได้รับการรับรองโดย Bureau Veritas (บูโร เวอริทัส) องค์กรตรวจสอบมาตรฐานระดับสากล สิ่งนี้ช่วยสร้างความเชื่อมั่นขั้นสูงสุดให้นักลงทุนและสถาบันการเงินระดับโลก</p>
<p>แสนสิริไม่ได้มองเกณฑ์ข้อบังคับนี้เป็นเพียงการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ (Compliance) เท่านั้น แต่ยกระดับสู่การเป็น <strong>‘</strong><strong>ข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน’ (</strong><strong>Competitive Advantage)</strong> อย่างเต็มรูปแบบใน 2 มิติหลัก คือ</p>
<p><strong>&#8211; ด้านต้นทุนทางการเงิน:</strong> ในสภาวการณ์ที่เม็ดเงินลงทุนทั่วโลกหลั่งไหลสู่โครงการสีเขียว การเข้าถึงเกณฑ์ Thailand Taxonomy ได้ก่อน ทำให้แสนสิริสามารถเข้าถึงแหล่งทุน จัดหาเงินกู้สีเขียว (Green Loan) และออกหุ้นกู้สีเขียว (Green Bond) ได้ก่อนในอุตสาหกรรม ส่งผลให้การบริหารกระแสเงินสดมีประสิทธิภาพสูงสุด สะท้อนจากความสำเร็จที่เกิดขึ้นจริง อาทิ การเป็นรายแรกที่ได้รับอนุมัติวงเงิน Green Loan มูลค่า 4,000 ล้านบาท และการออก Green Bond รายแรกในกลุ่มที่อยู่อาศัย เพื่อระดมทุนไปพัฒนาโครงการคาร์บอนต่ำโดยเฉพาะ รวมถึงการพัฒนา Sansiri Sustainable Home Prototype ในปี 2568 ที่ผ่านมา</p>
<p><strong>&#8211; ด้านเทรนด์ผู้บริโภค:</strong> เนื่องจากกลุ่ม Gen Y และ Gen Z ซึ่งเป็นกำลังซื้อหลักในปัจจุบัน ให้ความสำคัญกับบ้านและคอนโดที่ยั่งยืนและคุ้มค่า การที่โครงการของแสนสิริผ่านเกณฑ์ Taxonomy คือการันตีด้วยมาตรฐานระดับประเทศว่า คอนโดโครงการนี้สามารถประหยัดพลังงานได้จริง 25–35% ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมที่เป็นนามธรรม ให้กลายเป็นการลดค่าใช้จ่ายและประหยัดเงินในกระเป๋าของลูกบ้านได้อย่างเป็นรูปธรรม</p>
<p><strong>สำหรับแผนการดำเนินงานนับจากนี้ แสนสิริพร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการไฮไลต์แห่งปี </strong>2569 <strong>ทั้งในรูปแบบ </strong><strong>Wellness Community </strong><strong>และโครงการ </strong><strong>Biodiversity Flagship </strong><strong>ทั้งแนวราบและแนวสูง ควบคู่ไปกับการทำหน้าที่เป็น </strong><strong>Fast Mover </strong><strong>และ </strong><strong>Connector </strong><strong>ในการนำทัพพันธมิตรใน </strong><strong>Ecosystem </strong><strong>ทั้งหมด โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการ </strong><strong>SME </strong><strong>ให้เรียนรู้ ปรับตัวไปพร้อมกัน </strong></p>
<p><strong>เจาะลึกมาตรฐานกลางและทางออกของซัพพลายเชน</strong></p>
<p><strong>คุณอัสสเดช คงสิริ </strong>กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เผยมุมมองว่า ปัจจุบัน ESG ไม่ใช่เพียงแค่ทางเลือกหรือเรื่องของ CSR อีกต่อไป แต่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจและสร้างความเชื่อมั่นในตลาดทุน นักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศหันมาใช้เกณฑ์ความยั่งยืนเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจจัดสรรเงินทุน (Capital Allocation) โดยมาตรฐาน Thailand Taxonomy จะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมสำคัญ จากกรอบนโยบายระดับสากลสู่การดำเนินธุรกิจและตัดสินใจลงทุนในบริบทประเทศไทยอย่างโปร่งใสและน่าเชื่อถือ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42506 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/2.-นายอัสสเดช-คงสิริ-SET.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณขัตติยา อินทรวิชัย </strong>ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย (KBank) ระบุถึงบทบาทของภาคการเงินในการหนุนธุรกิจสีเขียวว่า ภาคการเงินเปรียบเสมือน Engine หรือเครื่องยนต์ที่ช่วยเพิ่มอัตราเร่งให้ธุรกิจเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนได้เร็วขึ้น ซึ่งสถาบันการเงินกำลังปรับเปลี่ยนกระบวนการพิจารณาสินเชื่อ โดยนำเกณฑ์ Thailand Taxonomy มาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการประเมินโครงการ องค์กรที่ปรับตัวสู่ความยั่งยืนก่อน จะได้เปรียบในการเข้าถึงเงินทุน (Green Financing) และช่วยลดความเสี่ยงทางการค้าจากมาตรการคาร์บอนระดับสากลในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42510 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/3.-นางสาวขัตติยา-อินทรวิชัย-KBank.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ดร.ธันยพร กริชติทายาวุธ</strong> ผู้อำนวยการบริหารสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (UNGCNT) กล่าวว่า มาตรฐานโลกไม่รอใคร Taxonomy บังคับใช้แล้ว มาตรการคาร์บอนชัดขึ้นทุกปี และตลาดโลกเริ่มตัดสินธุรกิจด้วยข้อมูลจริง ไม่ใช่ความตั้งใจดี คำถามจึงไม่ใช่ว่า &#8216;เราพร้อมหรือยัง&#8217; แต่คือ &#8216;เราจะนำหรือจะตาม&#8217; แสนสิริเลือกที่จะนำ และการนำที่มีความหมายที่สุด คือการยื่นมือกลับไปดึงคู่ค้าและพันธมิตรทุกคนให้เดินหน้าไปพร้อมกัน เพราะห่วงโซ่ที่แข็งแกร่งที่สุด คือห่วงโซ่ที่ทุกข้อเชื่อมกันได้จริงและสร้างคุณค่าในอนาคต ไปด้วยกันในระยะยาว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42507 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/4.-ดร.ธันยพร-กริชติทายาวุธ-UNGCNT.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>เปลี่ยนเกณฑ์บังคับเป็นโอกาส <span style="text-decoration: line-through;">​</span></strong></p>
<p>ภายในงานเสวนาเจาะลึก <strong>Panel Discussion: Aligning Business with Thailand Taxonomy </strong>โดย <strong>คุณสมัชชา พรหมศิริ </strong>Chief of Staff บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ​Thailand Taxonomy ถือเป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ตลาดทุน ผู้บริโภค และสังคมในอนาคตกำลังให้คุณค่ากับสิ่งใด มาตรฐานนี้กำลังเข้ามาเปลี่ยนวิธีคิดในการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่การบริหารพอร์ตโฟลิโอโครงการในอนาคต การปรับเปลี่ยนองค์ประกอบด้านการออกแบบ จากกรอบความคิดเดิมสู่แนวทางใหม่ ไปจนถึงการบริหารซัพพลายเชนให้เกิดความสมดุล</p>
<p>โดยเฉพาะมิติของการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสีเขียวภายใต้หลักคิด ‘<strong>The sooner, the better</strong>’ หรือการเริ่มต้นก่อนย่อมได้เปรียบกว่า ขณะเดียวกันในแง่ของพลังทางการตลาด การส่งต่อผลประโยชน์ที่จับต้องได้ไปสู่ผู้ซื้อรายย่อย จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนยอดขาย นอกจากนี้ การมีเกณฑ์มาตรฐานที่ชัดเจนยังช่วยสร้างเกราะป้องกันทางเทคนิค และเป็นการเตรียมความพร้อมล่วงหน้าต่อกฎระเบียบที่จะทวีความเข้มงวดขึ้นในอนาคต ช่วยลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลัน และไม่อยากให้มองว่า Thailand Taxonomy เป็นเรื่องที่ซับซ้อนจนจับต้องไม่ได้ แต่อยากให้เริ่มต้นตั้งคำถามง่ายๆ กับองค์กรของท่านว่า <strong>‘</strong><strong>ธุรกิจของเราจะสามารถสร้างคุณค่าที่มากขึ้น โดยใช้ทรัพยากรที่น้อยลงได้อย่างไร’</strong> ซึ่งนั่นคือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจทุกขนาดสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนร่วมกัน​</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42509 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/ภาพบรรยากาศ-Sansiri-Green-Up-2026-2.jpg" alt="" width="1200" height="667" /></p>
<p>ด้าน <strong>คุณวรุตม์ เลขะจิระกุล </strong>ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายขายงานโครงการ บริษัท สยามไดกิ้นเซลส์ จำกัด กล่าวว่า​ สำหรับไดกิ้น เกณฑ์มาตรฐานความยั่งยืน (Thailand Taxonomy) ไม่ใช่เรื่องที่เราต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ แต่เป็นตัวเร่งที่ช่วยขับเคลื่อนเป้าหมายสิ่งแวดล้อมระดับโลกของเราให้เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย ในเมื่อระบบปรับอากาศคือตัวแปรสำคัญที่ใช้พลังงานและสร้างคาร์บอนสูงที่สุดในภาคอาคารและที่อยู่อาศัย เราจึงเลือกปักธงแก้ปัญหาในจุดที่สร้างผลกระทบได้มากที่สุด โดยตอบโจทย์เกณฑ์การลดก๊าซเรือนกระจกด้วยเทคโนโลยีอินเวอร์เตอร์ขั้นสูง ควบคู่กับการใช้สารทำความเย็นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือการนำสารทำความเย็นที่ถูกเก็บกลับมาจากตลาดมาผ่านกระบวนการฟื้นฟูคุณภาพก่อนนำกลับมาใช้งานใหม่ ซึ่งเป็นแนวทางที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสนับสนุนแนวคิด Circular Economy อย่างเป็นรูปธรรม บทบาทของเราในวันนี้จึงไม่ใช่แค่การขับเคลื่อนเป้าหมายความยั่งยืนของไดกิ้นเอง แต่คือการจับมือกับแสนสิริและพันธมิตรผ่านการออกแบบสถาปัตยกรรมสีเขียว นำระบบจัดการพลังงานอัจฉริยะเข้ามาช่วยยกระดับโครงการให้ผ่านเกณฑ์มาตรฐานสากล เพื่อเปลี่ยนจากเกณฑ์บังคับทางกฎหมาย ให้กลายเป็นการประหยัดค่าไฟที่ลูกบ้านจับต้องได้จริง</p>
<p><strong>หม่อมหลวง ดิศปนัดดา ดิศกุล </strong>กรรมการคณะกรรมการความยั่งยืน บริษัท วนชัย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ได้ร่วมสะท้อนมุมมองการเปลี่ยนผ่านของซัพพลายเชนภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยว่า &#8220;ในมิติของความยั่งยืน เราไม่สามารถเติบโตอย่างโดดเดี่ยวได้อีกต่อไป เกณฑ์ Thailand Taxonomy ระยะที่ 2 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ภาคธุรกิจต้องเปลี่ยนวิธีคิดจากการมองแค่ผลกำไรระยะสั้น ไปสู่การสร้างคุณค่าและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ สำหรับ วนชัย กรุ๊ป ในฐานะต้นน้ำของห่วงโซ่อุปทาน เรามุ่งมั่นพัฒนาวัสดุแผ่นไม้ทดแทนไม้ธรรมชาติที่มีมาตรฐานการปล่อยสารฟอร์มาลดีไฮด์ต่ำเป็นพิเศษ เพื่อตอบโจทย์เรื่อง Well-being และการันตีความปลอดภัยต่อสุขภาพของผู้อยู่อาศัย และการที่แสนสิริลุกขึ้นมาจัดฟอรัม GREEN UP 2026 เพื่อเชื่อมต่อทุกภาคส่วนใน Green Ecosystem เป็นสิ่งที่เราพร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่ผ่านกลยุทธ์ Green Procurement เพราะเมื่อผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับประเทศเลือกใช้วัสดุก่อสร้างหมุนเวียนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง จะเกิด Multiplier Effect ที่ช่วยขับเคลื่อนให้คู่ค้าและกลุ่ม SME หมุนตามกติกาโลกได้จริง และนี่คือวิธีเดียวที่จะเปลี่ยนเกณฑ์บังคับด้านสิ่งแวดล้อมให้กลายเป็รากฐานความยั่งยืนของอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว</p>
<p><strong>คุณวชิระชัย คูนำวัฒนา </strong>Chief Sustainability Officer บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ​การปรับแนวทางธุรกิจให้สอดคล้องกับมาตรฐาน Thailand Taxonomy ถือเป็นสิ่งจำเป็นเชิงกลยุทธ์เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายการลดคาร์บอน และยกระดับสู่มาตรฐานสากลที่ช่วยสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือในการลงทุน ซึ่งกรอบการดำเนินงานนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มศักยภาพในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศ แต่ยังเป็นแรงผลักดันสำคัญให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ในระหว่างที่ภาคธุรกิจไทยกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์</p>
<p><strong>ดร</strong><strong>.</strong><strong>ณัฐกร ไกรกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่กลยุทธ์และบริหารความยั่งยืน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า </strong>Thailand Taxonomy เป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการเปิดทางสู่แหล่งเงินทุนสีเขียว (Green Finance) ที่พร้อมสนับสนุนทั้งองค์กรขนาดใหญ่และ SME ให้สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ตามเป้าหมาย Net Zero ของประเทศทั้งนี้ ปตท. ได้นำเครื่องมือดังกล่าวมาผสานเข้ากับการดำเนินงานที่มุ่งสร้างสมดุลภายใต้หลัก Energy Trilemma ได้แก่ ความมั่นคงทางพลังงาน (Security) ความเป็นธรรมในการเข้าถึงพลังงานในราคาที่แข่งขันได้ (Affordability/Competitiveness) และความยั่งยืน (Sustainability) เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านของภาคพลังงานไทยสู่ระบบพลังงานคาร์บอนต่ำของประเทศให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในระยะยาว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42505 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/1.-Sansiri-Green-Up-2026-2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>แสนสิริ เชื่อมั่นว่างาน GREEN UP 2026 ในครั้งนี้ จะช่วยยกระดับมุมมองการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์สู่การสร้างคุณค่าเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม ยกระดับมุมมองการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ไทย และสร้างความตื่นตัวให้แก่พันธมิตรทุกภาคส่วนร่วมเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net-Zero ไปพร้อมกันอย่างมั่นคง</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/sansiri-forum-green-up-2026/">แสนสิริ นำทัพบิ๊กคอร์ปจัดฟอรัมใหญ่ &#8216;Green Up 2026&#8217; ยกระดับอสังหาฯ ไทย รับกติกาใหม่ Thailand Taxonomy ปักหมุดปลายปีเปิดตัว Biodiversity Flagship รับเทรนด์โลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>The 1 บริษัทไทยหนึ่งเดียวบนเวทีรีเทลระดับโลก World Retail Congress ถอดรหัส Loyalty ยุคใหม่ จาก Transaction สู่ Relationship Economy</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/06/the-1-world-retail-congress/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 04 Jun 2026 09:50:05 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Complexity is Norm]]></category>
		<category><![CDATA[Future of Loyalty]]></category>
		<category><![CDATA[Loyalty]]></category>
		<category><![CDATA[Relationship Economy]]></category>
		<category><![CDATA[Retail]]></category>
		<category><![CDATA[SVOC]]></category>
		<category><![CDATA[The 1]]></category>
		<category><![CDATA[World Retail Congress]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มเซ็นทรัล]]></category>
		<category><![CDATA[หรรษา วงศ์สิริพิทักษ์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42215</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา บนเวที World Retail Congress ณ กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี หนึ่งในเวทีรีเทลระดับโลกที่รวบรวมผู้นำระดับ C-Level จากธุรกิจค้าปลีก แบรนด์ และนักการตลาดทั่วโลก เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและอัปเดตเทรนด์ที่จะกำหนดอนาคตของอุตสาหกรรม ตั้งแต่ AI พฤติกรรมผู้บริโภค ไปจนถึงกลยุทธ์ใหม่ของโลกรีเทล โดยภายในงานยังได้รับเกียรติจาก Karsten Wildberger &#8211; Federal Minister for Digitalization and Government Modernization ของเยอรมนี ร่วมสะท้อนถึงความท้าทายและทิศทางใหม่ของอุตสาหกรรมรีเทลโลก พร้อมชี้ให้เห็นบทบาทสำคัญของภาครัฐในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของธุรกิจรีเทล ท่ามกลางยุคที่เทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ตลอด 3 วันของงาน ผู้เข้าร่วมยังได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้นำรีเทลระดับโลก ควบคู่ไปกับกิจกรรม Store Visit และ Company Visit เพื่ออัปเดตแนวคิดและนวัตกรรมใหม่ๆ ที่กำลังพลิกอนาคตของอุตสาหกรรม ขณะเดียวกัน ภายในงานยังมีผู้บริหารระดับสูงจากกลุ่มเซ็นทรัลที่ดูแลธุรกิจห้างสรรพสินค้าในยุโรปเข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของกลุ่มเซ็นทรัลบนเวทีรีเทลระดับโลก นอกเหนือจากเรื่องเทคโนโลยี หนึ่งในประเด็นที่ได้รับความสนใจมากที่สุดบนเวทีปีนี้ คือ อนาคตของ Loyaltyโดยเฉพาะโมเดลจากเอเชียและประเทศไทย ที่กำลังก้าวข้ามระบบสะสมแต้มแบบเดิม ไปสู่การสร้าง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/the-1-world-retail-congress/">The 1 บริษัทไทยหนึ่งเดียวบนเวทีรีเทลระดับโลก World Retail Congress ถอดรหัส Loyalty ยุคใหม่ จาก Transaction สู่ Relationship Economy</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา บนเวที <strong>World Retail Congress</strong> ณ กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี หนึ่งในเวทีรีเทลระดับโลกที่รวบรวมผู้นำระดับ <strong>C-Level</strong> จากธุรกิจค้าปลีก แบรนด์ และนักการตลาดทั่วโลก เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและอัปเดตเทรนด์ที่จะกำหนดอนาคตของอุตสาหกรรม</p>
<p><span id="more-42215"></span></p>
<p>ตั้งแต่ AI พฤติกรรมผู้บริโภค ไปจนถึงกลยุทธ์ใหม่ของโลกรีเทล โดยภายในงานยังได้รับเกียรติจาก Karsten Wildberger &#8211; Federal Minister for Digitalization and Government Modernization ของเยอรมนี ร่วมสะท้อนถึงความท้าทายและทิศทางใหม่ของอุตสาหกรรมรีเทลโลก พร้อมชี้ให้เห็นบทบาทสำคัญของภาครัฐในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของธุรกิจรีเทล ท่ามกลางยุคที่เทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว</p>
<p>ตลอด 3 วันของงาน ผู้เข้าร่วมยังได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้นำรีเทลระดับโลก ควบคู่ไปกับกิจกรรม Store Visit และ Company Visit เพื่ออัปเดตแนวคิดและนวัตกรรมใหม่ๆ ที่กำลังพลิกอนาคตของอุตสาหกรรม ขณะเดียวกัน ภายในงานยังมีผู้บริหารระดับสูงจากกลุ่มเซ็นทรัลที่ดูแลธุรกิจห้างสรรพสินค้าในยุโรปเข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของกลุ่มเซ็นทรัลบนเวทีรีเทลระดับโลก</p>
<p>นอกเหนือจากเรื่องเทคโนโลยี หนึ่งในประเด็นที่ได้รับความสนใจมากที่สุดบนเวทีปีนี้ คือ อนาคตของ Loyaltyโดยเฉพาะโมเดลจากเอเชียและประเทศไทย ที่กำลังก้าวข้ามระบบสะสมแต้มแบบเดิม ไปสู่การสร้าง Ecosystem ที่เชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันของผู้บริโภค จนกลายเป็นแนวทางที่ทั่วโลกเริ่มจับตามอง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42216 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/The1worldRetail1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>The 1 ในฐานะผู้นำด้านดิจิทัลไลฟ์สไตล์และลอยัลตี้แพลตฟอร์มอันดับ 1 ของไทย และ Top 5 ของเอเชีย ภายใต้กลุ่มเซ็นทรัล จึงได้รับเชิญขึ้นแชร์วิสัยทัศน์บนเวทีดังกล่าว โดย <strong>คุณหรรษา วงศ์สิริพิทักษ์</strong> Head of Marketing – The 1 ตัวแทนเพียงหนึ่งเดียวจากประเทศไทยและฝั่งเอเชียร่วมแชร์ ใน Session<strong> “Future of Loyalty”</strong></p>
<p>คุณหรรษาเล่าว่า กลุ่มเซ็นทรัลเป็นผู้นำด้านธุรกิจค้าปลีก ค้าส่ง ศูนย์การค้า อสังหาริมทรัพย์ โรงแรม และธุรกิจอาหาร ในประเทศไทย ครอบคลุมถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และยุโรป ที่เชื่อมโยงทุกมิติการใช้ชีวิตของผู้บริโภค</p>
<p>และ The 1 เป็น Loyalty Platform ที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมทุกธุรกิจทั้งภายในกลุ่มเซ็นทรัล และพันธมิตรอื่นๆ  เข้าไว้ด้วยกันบน Ecosystem ผ่านระบบสมาชิกเดียว ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องกว่า 20 ปี เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อและความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้าในทุก Touchpoint</p>
<p><strong>เมื่อ </strong><strong>Loyalty </strong><strong>ไม่ใช่แค่ ‘</strong><strong>Points &amp; Perks’</strong></p>
<p><strong>คุณหรรษา</strong> มองว่า วันนี้โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่เรียกว่า “<strong>Complexity is Norm</strong>” ผู้บริโภคต้องเผชิญกับความซับซ้อนจากทั้งความแตกต่างของผู้บริโภคหลาย Generation จำนวนสินค้าที่ล้นตลาด รวมถึงแพลตฟอร์มและช่องทางการซื้อขายที่เพิ่มขึ้นมหาศาล ทำให้ Loyalty ในรูปแบบเดิมที่เน้นเพียง Points &amp; Perks ไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะการจัดโปรโมชั่นเพียงอย่างเดียวไม่สามารถสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้าได้อีกต่อไปแล้ว</p>
<p>“ภารกิจของ Loyalty ยุคใหม่ จึงไม่ใช่แค่การกระตุ้นยอดใช้จ่าย แต่คือการสร้างความผูกพันกับสมาชิกมากยิ่งขึ้น”</p>
<p>The 1 จึงมีภารกิจสำคัญในการขับเคลื่อนวงการ Retail Loyalty โดยยกระดับจากโปรแกรมสิทธิประโยชน์แบบเดิม ไปสู่ความสัมพันธ์ระยะยาว ผ่านแนวคิด “<strong>From Loyalty to Enduring Relationships</strong>” ทั้งในรูปแบบ Experiences, Events และ Moments ที่ลูกค้ารู้สึกอยากมีส่วนร่วมจริงๆ ไม่ว่าจะเป็น Exclusive Experiences, Member-only Moments หรือ Money Can’t Buy Experiences ที่ช่วยสร้าง Emotional Connection ระหว่างแบรนด์กับลูกค้า เพราะในวันที่ผู้บริโภคมีตัวเลือกมากมาย สิ่งที่ทำให้ลูกค้ากลับมา อาจไม่ใช่เพียงความคุ้มค่า แต่คือความรู้สึกว่าแบรนด์นี้เข้าใจเรา</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42218 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/The1WorldRetail3.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>จาก </strong><strong>Loyalty Program </strong><strong>สู่ </strong><strong>Customer Ecosystem Platform</strong></p>
<p>อีกหนึ่งหัวใจสำคัญที่ทำให้ The 1 แตกต่าง คือการสร้าง Loyalty Ecosystem ที่เชื่อมทั้งธุรกิจในเครือ Central Group และพาร์ตเนอร์ภายนอกเข้าไว้ด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ ตั้งแต่ Retail, Wellness, Banking, Entertainment ไปจนถึง Lifestyle Services เพื่อทำให้ The 1 กลายเป็น “Center of Life Platform” และเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของลูกค้าในทุกมิติ</p>
<p>ข้อได้เปรียบสำคัญของโมเดลนี้ คือการทำให้ลูกค้าสามารถใช้ The 1 ได้ง่ายและเชื่อมต่อกันในทุกธุรกิจผ่านระบบเดียว โดยใช้เพียงสมาชิก The 1 บัญชีเดียวในการเข้าถึงบริการและสิทธิประโยชน์ต่างๆ ภายใน Ecosystem ขณะที่คะแนน The 1 ทำหน้าที่เสมือน Currency กลางที่สามารถสะสม แลก หรือโอนคะแนนได้ในหลากหลายบริการและร้านค้า ขณะเดียวกัน The 1 ยังดูแลทั้งระบบข้อมูลลูกค้าและ Loyalty Platform แบบรวมศูนย์ ทำให้สามารถเชื่อมต่อประสบการณ์และเข้าใจลูกค้าได้ครบทุกมิติ</p>
<p>อีกหนึ่งจุดแข็งสำคัญที่ทำให้โมเดล Loyalty จากเอเชียได้รับความสนใจบนเวทีโลก คือการที่ผู้บริโภคเอเชียเปิดรับ Digital Ecosystem และคาดหวังประสบการณ์ที่เชื่อมต่อกันในทุกมิติของชีวิต ทำให้ Loyalty ในเอเชียไม่ได้เป็นเพียงโปรแกรมสมาชิก แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิต หรือ Everyday’s Life ตั้งแต่การช้อปปิ้ง การท่องเที่ยว ร้านอาหาร ความบันเทิง ไปจนถึงบริการทางการเงิน ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคเอเชียยังให้ความสำคัญกับประสบการณ์และสิทธิพิเศษที่แบรนด์มอบให้ ควบคู่ไปกับความคุ้มค่า ทำให้แบรนด์ที่สามารถเข้าใจลูกค้าในแต่ละช่วงเวลา ใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ และสร้าง Personalized Experience ที่ตอบโจทย์ชีวิตจริงได้ จะสามารถสร้างความผูกพันและความรู้สึกใกล้ชิดกับลูกค้าได้ลึกซึ้งยิ่งกว่าการสร้าง Loyalty แบบเดิมที่แข่งขันกันเพียงเรื่องส่วนลดหรือโปรโมชั่น</p>
<p><strong><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42219 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/The1WorldRetail4.jpg" alt="" width="1200" height="800" /> </strong></p>
<p><strong>SVOC: </strong><strong>จุดที่ </strong><strong>Data </strong><strong>และความเข้าใจมนุษย์มาบรรจบกัน</strong></p>
<p>อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่คุณหรรษาแชร์บนเวที คือ Single View of Customer (SVOC) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของ The 1 ในการทำความเข้าใจลูกค้าแบบ 360 องศา เพื่อช่วยให้แบรนด์มองเห็นลูกค้าได้ลึกกว่าแค่การใช้จ่าย แต่เข้าใจถึงพฤติกรรม ความสนใจ และบริบทการใช้ชีวิตของแต่ละคนได้อย่างครบถ้วนทุกมิติ</p>
<p>อย่างไรก็ตาม คุณหรรษามองว่า ความท้าทายที่แท้จริงของการทำ SVOC ไม่ใช่เพียงเรื่องเทคโนโลยีหรือการมีข้อมูลจำนวนมหาศาล แต่คือ Mindset หรือวิธีคิดในการนำข้อมูลมาใช้อย่างเข้าใจมนุษย์จริงๆ</p>
<p>“SVOC is where data meets humanity.”</p>
<p>เพราะท้ายที่สุดแล้ว สิ่งสำคัญไม่ใช่การมี Data Points จำนวนมาก มี Dashboard หลายระบบ หรือมี Analytics ที่ซับซ้อนที่สุด แต่คือการทำให้ข้อมูลเหล่านั้นใช้งานได้จริง ในแบบที่เข้าใจลูกค้าอย่างเป็นมนุษย์มากที่สุด</p>
<p>The 1 จึงให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนข้อมูลให้กลายเป็น Customer Insights ที่ชัดเจน ทำให้เข้าใจลูกค้าให้สามารถสร้าง Relevance ที่สอดคล้องกับชีวิตจริงของลูกค้า และช่วยให้ทั้งทีมธุรกิจ การตลาด และฝั่ง Operation ตัดสินใจได้ดีขึ้นบนบริบทที่มีความหมาย ไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขบนหน้าจอ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42220 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/The1WorldRetail5.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>Road to 2030: </strong><strong>เมื่อ </strong><strong>Loyalty </strong><strong>ต้องกลายเป็น ‘</strong><strong>Re-earned Love’</strong></p>
<p>คุณหรรษามองว่า อนาคตของ Loyalty ต้องก้าวข้ามโปรแกรมแบบเดิมที่ขับเคลื่อนด้วยส่วนลดและ Passive Offers ไปสู่ Data-driven Ecosystem Platform ที่สามารถสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวที่มีความหมายกับลูกค้าในชีวิตประจำวันได้จริง</p>
<p>ขณะเดียวกัน สิ่งที่จะทำให้ Loyalty ไม่กลายเป็นเพียง “Discount Engine” คือการสร้าง Non-Monetary Value ที่มีความหมายจริงต่อชีวิตลูกค้า ไม่ว่าจะเป็น Reserved Parking, Fast-lane Checkout, Member-only Privileges, Exclusive Events, Lifestyle Community หรือ Personalized Experience ที่ช่วยสร้าง Emotional Connection มากกว่าการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว</p>
<p>พร้อมทิ้งท้ายด้วยนิยามใหม่ของ Loyalty ว่า “Loyalty is no longer about keeping customers, but being chosen again and again.” ในวันที่ผู้บริโภคมีตัวเลือกใหม่อยู่เสมอ Loyalty จึงไม่ใช่เรื่องของการรักษาลูกค้าไว้ แต่คือการทำให้ลูกค้าเลือกเรา ซ้ำแล้วซ้ำอีก หรือที่คุณหรรษาเรียกว่า “Re-earned Love” — การทำให้ลูกค้ากลับมาตกหลุมรักแบรนด์ได้ใหม่อยู่เสมอ</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/the-1-world-retail-congress/">The 1 บริษัทไทยหนึ่งเดียวบนเวทีรีเทลระดับโลก World Retail Congress ถอดรหัส Loyalty ยุคใหม่ จาก Transaction สู่ Relationship Economy</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>33 ปี สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เปิดเวทีสัมมนาวิชาการครั้งใหญ่ ชูแนวคิด “ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด” รับมือ 3 วิกฤติสิ่งแวดล้อมโลก สู่ความท้าทายสิ่งแวดล้อมไทย   </title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/06/33th-anniversary-tei/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 31 May 2026 17:33:52 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[33 ปี TEI]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity Collapse]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity Loss]]></category>
		<category><![CDATA[Climate crisis]]></category>
		<category><![CDATA[pollution]]></category>
		<category><![CDATA[TEI]]></category>
		<category><![CDATA[ความหลากหลายทางชีวภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.วิจารย์ สิมาฉายา]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด]]></category>
		<category><![CDATA[มลพิษ]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤติสิ่งแวดล้อมโลก]]></category>
		<category><![CDATA[ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย]]></category>
		<category><![CDATA[สภาพอากาศ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42149</guid>

					<description><![CDATA[<p>สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) จัดงานสัมมนาวิชาการครบรอบ 33 ปี TEI “สิ่งแวดล้อมโลก สิ่งแวดล้อมไทย : ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด” เปิดเวทีระดับประเทศเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ทิศทางนโยบาย และแนวทางรับมือ “3 วิกฤติสิ่งแวดล้อมโลก สู่ความท้าทายสิ่งแวดล้อมไทย” ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Loss) และ มลพิษ (Pollution) ซึ่ง 3 วิกฤติสิ่งแวดล้อมล้วนมีความเชื่อมโยงกันและส่งผลกระทบในทุกมิติทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมโดยได้รับเกียรติจากศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานเปิดงานและร่วมปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “การใช้วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในการแก้ไขปัญหาวิกฤติสิ่งแวดล้อมไทย” ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวว่า วิกฤตสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันถือเป็น  วิกฤติไร้พรมแดนที่ไม่มีประเทศใดสามารถรับมือได้เพียงลำพังความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจึงเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมขณะเดียวกันประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งเตรียมความพร้อม ทั้งในระดับนโยบายจนไปสู่การปฏิบัติ การปรับตัวของภาคธุรกิจและการสร้างความตระหนักรู้ให้ประชาชนสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้อย่างเท่าทันต่อวิกฤติปัญหาสิ่งแวดล้อม “วันนี้โลกกำลังเผชิญทั้งวิกฤติสภาพภูมิอากาศความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศและปัญหามลพิษที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะขยะพลาสติก ขยะอิเล็กทรอนิกส์ และมลพิษทางอากาศจาก PM2.5 ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/33th-anniversary-tei/">33 ปี สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เปิดเวทีสัมมนาวิชาการครั้งใหญ่ ชูแนวคิด “ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด” รับมือ 3 วิกฤติสิ่งแวดล้อมโลก สู่ความท้าทายสิ่งแวดล้อมไทย   </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (</strong><strong>TEI) </strong><strong>จัดงานสัมมนาวิชาการครบรอบ 33 ปี </strong><strong>TEI </strong><strong>“สิ่งแวดล้อมโลก สิ่งแวดล้อมไทย : ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด” เปิดเวทีระดับประเทศเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ทิศทางนโยบาย และแนวทางรับมือ “3 วิกฤติสิ่งแวดล้อมโลก สู่ความท้าทายสิ่งแวดล้อมไทย” ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Loss) และ มลพิษ (Pollution)</strong></p>
<p><span id="more-42149"></span></p>
<p><strong>ซึ่ง </strong><strong>3 </strong><strong>วิกฤติสิ่งแวดล้อมล้วนมีความเชื่อมโยงกันและส่งผลกระทบในทุกมิติทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมโดยได้รับเกียรติจากศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานเปิดงานและร่วมปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “การใช้วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในการแก้ไขปัญหาวิกฤติสิ่งแวดล้อมไทย”</strong></p>
<p><strong>ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย</strong> กล่าวว่า วิกฤตสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันถือเป็น  วิกฤติไร้พรมแดนที่ไม่มีประเทศใดสามารถรับมือได้เพียงลำพังความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจึงเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมขณะเดียวกันประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งเตรียมความพร้อม ทั้งในระดับนโยบายจนไปสู่การปฏิบัติ การปรับตัวของภาคธุรกิจและการสร้างความตระหนักรู้ให้ประชาชนสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้อย่างเท่าทันต่อวิกฤติปัญหาสิ่งแวดล้อม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42150 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/33-TEI3.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p>“วันนี้โลกกำลังเผชิญทั้งวิกฤติสภาพภูมิอากาศความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศและปัญหามลพิษที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะขยะพลาสติก ขยะอิเล็กทรอนิกส์ และมลพิษทางอากาศจาก PM2.5 ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพ เศรษฐกิจและความมั่นคงทางทรัพยากรสิ่งสำคัญที่สุดคือการ <strong>“ปรับตัว” </strong>เพราะหากเราไม่เริ่มลงมือวันนี้ ความสูญเสียในอนาคตอาจรุนแรงเกินกว่าจะรับมือได้ ดังนั้น ในวาระครบรอบ 33 ปีของ TEI ครั้งนี้ จึงเป็นการผนึกกำลังของทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง ทั้งตัวแทนจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ องค์กรระหว่างประเทศ นักวิชาการ และภาคประชาสังคม มาร่วมเจาะลึกทุกวิกฤติปัญหาสิ่งแวดล้อม ครอบคลุมตั้งแต่ระดับพื้นที่ นโยบายประเทศ ไปจนถึงระดับโลก พร้อมร่วมกันถอดบทเรียนเสนอทางรอดและยกระดับศักยภาพการรับมือวิกฤติปัญหาสิ่งแวดล้อมสู่อนาคตที่ยั่งยืน”</p>
<p>ภายในงานยังเปิด <strong>3</strong><strong> เวทีใหญ่แบบเจาะลึกตรงประเด็นเพื่อร่วมหาทางรอดจาก </strong><strong>3</strong><strong> วิกฤติสิ่งแวดล้อม </strong>ตามแนวทาง <strong>“</strong><strong>ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด</strong><strong>”</strong>  ซึ่งงานนี้ได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิที่ขับเคลื่อนงานวิชาการและผู้เชี่ยวชาญในวงการสิ่งแวดล้อม รวมถึง ผู้บริหารภาคธุรกิจที่เป็นผู้นำด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนระดับประเทศไทยที่ให้ความสำคัญในการมุ่งเป้าสู่ Net Zero วิทยากรมากกว่า 15 ท่าน มาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น สะท้อนทางรอดและการปรับตัว โดยการแก้ไขปัญหาใดปัญหาหนึ่งโดยปราศจากการพิจารณาเชิงระบบไม่อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ยั่งยืนได้ทุกภาคส่วนจึงต้องบูรณาการมาตรการเพื่อรับมือกับวิกฤติทั้งสามพร้อมกันให้เกิดความเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ ดังนี้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42152 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/33-TEI2-.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p><strong>เวทีที่ 1 การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ </strong>นำเสนอผ่านประเด็น <strong>Climate Crisis </strong><strong>วิกฤติที่ไทยที่ต้องรับมือ ร่วมหาทางรอดจากวิกฤติอย่างยั่งยืน </strong>เพื่อร่วมหาทางออกจากวิกฤติปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมในประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ในทุกมิติทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม จากสถานการณ์ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นได้ส่งผลให้ทุกภาคส่วนของประเทศทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน ต้องเร่งขับเคลื่อนแผนด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและแผนด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสำหรับประเทศไทยได้เร่งเครื่องในระดับนโยบายในการผลักดันประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ด้วยการตั้งเป้าให้ประเทศไทยบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี ค.ศ. 2050 โดยเป็นการปรับเป้า Net Zero ให้เร็วขึ้นกว่าเดิม 15 ปี ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเชิงระดับนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย เพื่อร่วมหาทางออกจากวิกฤติปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างโอกาสให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่การพัฒนาที่สมดุล ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม อันจะเป็นรากฐานสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42154 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/33-TEI6.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>เวทีที่ </strong><strong>2</strong><strong> การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ</strong> ที่หยิบยกประเด็น <strong>Biodiversity Collapse </strong><strong>ธรรมชาติเสื่อม กับความเสี่ยงและการปรับตัวผ่านพื้นที่แลกเปลี่ยนข้อมูล องค์ความรู้ และมุมมองต่อสัญญาณเตือน</strong>ของวิกฤติธรรมชาติเสื่อมถอยและการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ทั้งในระดับโลก ภูมิภาคอาเซียน และ ประเทศไทย โดยมีการนำเสนอแนวคิด เครื่องมือ และทิศทางใหม่ที่เกี่ยวข้องกับการรับมือวิกฤติสิ่งแวดล้อม อาทิ รายงานสิ่งแวดล้อมโลก แนวโน้มการพัฒนาแบบ (Nature-Positive) การปรับตัวของภาคธุรกิจที่รับผิดชอบต่อธรรมชาติ ทิศทางนโยบายสีเขียวของอาเซียน (Green Policy) เส้นทางและมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรป (EU) เครื่องมือทางการเงิน Nature Credits ที่เชื่อมโยง <strong>“ธรรมชาติ–เศรษฐกิจ”</strong> ตลอดจนแนวทาง Green Development ของจีน และบทบาทประเทศไทยต่อพื้นที่อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพนอกเขตพื้นที่ คุ้มครอง (OECMs: Other Effective area-based Conservation Measures) โดยเวทีนี้มุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนมุมมองจากวิทยากร ผู้เชี่ยวชาญ และผู้มีประสบการณ์ตรง เพื่อร่วมกันมองหาแนวทางการปรับตัวและความร่วมมือ ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับประเทศไทย อันจะนำไปสู่การพัฒนาที่สมดุลอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างยั่งยืนต่อไป</p>
<p><strong> <img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42153 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/33-TEI5.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></strong></p>
<p><strong>เวทีที่ </strong><strong>3 </strong><strong>ปัญหามลพิษ </strong><strong>Pollution Challenges</strong><strong> มลพิษสิ่งแวดล้อม ปัญหาเก่า จะก้าวข้ามกันอย่างไร </strong>โดยเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ครอบคลุมทั้งภาคการผลิตและบริการ ชุมชน และเกษตรกรรม มุ่งยกระดับการจัดการมลพิษอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การควบคุมแหล่งกำเนิด การจัดการของเสียอย่างมีประสิทธิภาพ ไปจนถึงการส่งเสริมการใช้ทรัพยากรตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) พร้อมผลักดันความร่วมมือเพื่อพัฒนาแนวทางที่นำไปสู่การปฏิบัติจริง ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาว เวทีเสวนาชูประเด็นสำคัญ 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ <strong>“โอกาสและการปรับตัวของภาคการผลิตและบริการ”</strong> และ โอกาสและการปรับตัวของภาคชุมชนและภาคเกษตรกรรม</p>
<p>นอกจากนี้ ภายในงานยังได้จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยเรื่องการส่งเสริมผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมสำหรับเกณฑ์อาคารเขียวไทยระหว่างมูลนิธิอาคารเขียวไทยกับ มูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เพื่อยกระดับมาตรฐานอาคารเขียวด้วยผลิตภัณฑ์ที่ได้การรับรองฉลากสิ่งแวดล้อมของ  TEI กลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน พร้อมพิธีมอบรางวัลและเชิดชูเกียรติภาคีสิ่งแวดล้อมทั้งการมอบโล่เชิดชูเกียรติและเกียรติบัตรฉลากเขียวและฉลากสิ่งแวดล้อมให้กับผู้ประกอบการที่คำนึงถึงการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมทั้งวัฏจักร รางวัลพลังสื่อขับเคลื่อนสิ่งแวดล้อมไทย ที่เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนร่วมส่งผลงานรายงานพิเศษที่เกี่ยวข้องกับ 3 วิกฤติสิ่งแวดล้อมข้างต้นเข้าประกวดโดยมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิร่วมตัดสิน และการมอบรางวัล Green Voice Influencer Award ขณะเดียวกัน TEI ยังได้นำเสนอนิทรรศการภายใต้แนวคิด <strong>“ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด”</strong> ที่สื่อให้เห็นถึงการสูญเสียจาก 3วิกฤติสิ่งแวดล้อมที่เชื่อมโยงกับการดำเนินชีวิตของคนไทย พร้อมชูโมเดลความสำเร็จจากการดำเนินงานในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42155 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/33-TEI4.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>“</strong><strong>ตลอดระยะเวลา </strong><strong>33</strong><strong> ปีในการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (</strong><strong>TEI) </strong><strong>ได้มีบทบาทสำคัญในการร่วมยกระดับการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม ทั้งในระดับประเทศและระดับภูมิภาคตามมาตรฐานสากลที่ยึดมั่นความถูกต้องทางวิชาการและมีความเป็นกลางขอขอบคุณความร่วมมือและการสนับสนุนด้วยดี </strong><strong>TEI </strong><strong>พร้อมจะก้าวไปสู่องค์กรในการขับเคลื่อนงานด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศและภูมิภาค พร้อมเครือข่ายพันธมิตร อันเป็นรากฐานสำคัญสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนเพราะหัวใจสำคัญของโลกยุคใหม่คือ </strong><strong>“</strong><strong>การเรียนรู้ ตระหนัก และปรับตัวเพื่ออยู่รอด</strong><strong>” </strong><strong>และการเปลี่ยนแปลงเพื่อลดความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นได้จริง เมื่อทุกภาคส่วนร่วมมือกันอย่างจริงจัง”</strong> ดร.วิจารย์ กล่าวปิดท้าย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/33th-anniversary-tei/">33 ปี สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เปิดเวทีสัมมนาวิชาการครั้งใหญ่ ชูแนวคิด “ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด” รับมือ 3 วิกฤติสิ่งแวดล้อมโลก สู่ความท้าทายสิ่งแวดล้อมไทย   </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;CRG ปั้นครัว ปันสุข&#8217;​ ​เซ็ตโมเดลวางมาตรฐานครัว​โรงเรียน ​ยกระดับอาหารกลางวันเพิ่มคุณภาพชีวิตเด็กไทย</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/05/crg-school-kitchen-project/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 27 May 2026 09:19:20 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[CRG]]></category>
		<category><![CDATA[CSR]]></category>
		<category><![CDATA[food safety]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มเซ็นทรัล]]></category>
		<category><![CDATA[ครัวโรงเรียน]]></category>
		<category><![CDATA[คุณภาพชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[ซีอาร์จี]]></category>
		<category><![CDATA[ณัฐ วงศ์พานิช]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจร้านอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำอ้อย สุนทรพฤกษ์]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[อาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารกลางวัน]]></category>
		<category><![CDATA[เซ็นทรัลทำ]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กและเยาวชน]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการเพื่อสังคม]]></category>
		<category><![CDATA[โชติรส วัฒนวรกิจกุล]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนวัดหนองไม้ซุง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42073</guid>

					<description><![CDATA[<p>ด้วยความเชื่อว่า &#8216;อาหารที่ดี เป็นรากฐานสำคัญในการเติบโตอย่างมีคุณภาพของเด็กไทย&#8216; ประกอบกับความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ใน​ธุรกิจร้านอาหารมากว่า 47 ปี จากการบริหารจัดการดูแลร้านอาหารในเครือรวม 24 แบรนด์ ครอบคลุมมากกว่า 1,450 สาขาทั่วประเทศ ทำให้ บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (CRG) เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการเพื่อสร้างคุณค่าคืนสู่สังคมอย่าง &#8216;CRG ปั้นครัว ปันสุข&#8217; มุ่งส่งเสริมมาตรฐานครัวอนามัยในโรงเรียน พร้อมยกระดับครัวโรงเรียนและอาหารกลางวันให้สะอาด ปลอดภัย และมีคุณค่าทางโภชนาการ พร้อมส่งต่อองค์ความรู้ที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในระยะยาว ต่อยอดความเชี่ยวชาญ สู่การพัฒนาคุณภาพอาหารกลางวันโรงเรียน เป้าหมายสำคัญของโครงการ คือการต่อยอดความเชี่ยวชาญทั้งในเรื่องมาตรฐาน Food Safety รวมทั้งการบริหารจัดการธุรกิจร้านอาหารที่ CRG ​มี นำมาปรับใช้การดูแลการพัฒนาอาหารกลางวันเด็กนักเรียน ทั้งในเรื่องสุขอนามัยและคุณค่าทางโภชนาการต่างๆ เพื่อยกระดับมาตรฐานอาหารในโรงเรียนอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อส่งมอบ &#8216;มื้ออาหารที่มีคุณภาพ&#8217; ให้แก่เด็กไทยในวันนี้ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสังคมที่ดี และการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศได้ในอนาคต คุณณัฐ วงศ์พานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (CRG) ภายใต้การบริหารงานของกลุ่มเซ็นทรัล [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/crg-school-kitchen-project/">&#8216;CRG ปั้นครัว ปันสุข&#8217;​ ​เซ็ตโมเดลวางมาตรฐานครัว​โรงเรียน ​ยกระดับอาหารกลางวันเพิ่มคุณภาพชีวิตเด็กไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ด้วยความเชื่อว่า &#8216;<strong>อาหารที่ดี เป็นรากฐานสำคัญในการเติบโตอย่างมีคุณภาพของเด็กไทย</strong>&#8216; ประกอบกับความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ใน​ธุรกิจร้านอาหารมากว่า 47 ปี จากการบริหารจัดการดูแลร้านอาหารในเครือรวม 24 แบรนด์ ครอบคลุมมากกว่า 1,450 สาขาทั่วประเทศ</p>
<p><span id="more-42073"></span></p>
<p>ทำให้ <strong>บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (</strong><strong>CRG)</strong> เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการเพื่อสร้างคุณค่าคืนสู่สังคมอย่าง <strong>&#8216;</strong><strong>CRG </strong><strong>ปั้นครัว ปันสุข&#8217;</strong> มุ่งส่งเสริมมาตรฐานครัวอนามัยในโรงเรียน พร้อมยกระดับครัวโรงเรียนและอาหารกลางวันให้สะอาด ปลอดภัย และมีคุณค่าทางโภชนาการ พร้อมส่งต่อองค์ความรู้ที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในระยะยาว</p>
<p><strong>ต่อยอดความเชี่ยวชาญ สู่การพัฒนาคุณภาพอาหารกลางวันโรงเรียน</strong></p>
<p>เป้าหมายสำคัญของโครงการ คือการต่อยอดความเชี่ยวชาญทั้งในเรื่องมาตรฐาน Food Safety รวมทั้งการบริหารจัดการธุรกิจร้านอาหารที่ CRG ​มี นำมาปรับใช้การดูแลการพัฒนาอาหารกลางวันเด็กนักเรียน ทั้งในเรื่องสุขอนามัยและคุณค่าทางโภชนาการต่างๆ เพื่อยกระดับมาตรฐานอาหารในโรงเรียนอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อส่งมอบ<strong> &#8216;มื้ออาหารที่มีคุณภาพ&#8217;</strong> ให้แก่เด็กไทยในวันนี้ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสังคมที่ดี และการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศได้ในอนาคต</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42107 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/2.นายณัฐ-วงศ์พานิช-ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร-บริษัท-เซ็นทรัล-เรสตอรองส์-กรุ๊ป-จำกัด-CRG.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณณัฐ วงศ์พานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (</strong><strong>CRG)</strong> ภายใต้การบริหารงานของกลุ่มเซ็นทรัล เปิดเผยว่า โครงการ &#8216;<strong>CRG ปั้นครัว ปันสุข&#8217;</strong> ตอกย้ำแนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนขององค์กร ​ในมิติ  CARE for People &amp; Partner หรือการดูแลผู้คนและ​พันธมิตรด้านธุรกิจ ​และให้ความสำคัญเรื่อง Care for Society โดยเฉพาะการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นอนาคตของประเทศ</p>
<p>​โดยเลือก <strong>นำร่องแห่งแรกที่โรงเรียนวัดหนองไม้ซุง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา</strong> ซึ่งเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และเป็นโรงเรียนในโครงการพัฒนาการศึกษาอย่างยั่งยืนของเซ็นทรัลทำ เพื่อเป็น <strong>โรงเรียนต้นแบบในการพัฒนามาตรฐานด้านครัวโรงเรียน</strong> เพื่อใช้เป็น​โมเดลการพัฒนาขยายไปสู่โรงเรียนอื่นๆ ได้ทั่วประเทศ โดยในปีแรกนี้ ตั้งเป้าจะยกระดับมาตรฐานต้นแบบครัวโรงเรียน จำนวน 2 แห่ง ภายใต้การทำงานอย่างบูรณาการร่วมกันกับทางโครงการเซ็นทรัลทำของกลุ่มเซ็นทรัล</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-42106" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/8.-Re-พร้อมทั้งส่งเสริมให้นักเรียนได้เรียนรู้การปลูกผักสวนครัวปลอดสารพิษ-เพื่อนำมาใช้ใ.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>&#8220;เราไม่​เพียงมีความเชี่ยวชาญในธุรกิจ แต่ให้ความสำคัญในการ​ต่อยอดความเชี่ยวชาญที่มีอยู่เพื่อนำมาสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับสังคมได้ ซึ่งช่วงเบื้องต้นริเริ่มโครงการ ได้พบว่า หลายโรงเรียนในประเทศไทย ยังมีข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานในส่วนของครัวโรงเรียน อาทิ พื้นที่ครัวที่ไม่ถูกสุขลักษณะ ระบบการจัดเก็บวัตถุดิบที่ยังไม่เป็นระบบ และขาดองค์ความรู้ด้านโภชนาการที่เหมาะสม โครงการปั้นครัว ปันสุข  จึงเข้ามายกระดับแบบองค์รวม ตั้งแต่การปรับปรุงพื้นที่ครัวให้ถูกสุขอนามัย การวางระบบการจัดเก็บวัตถุดิบและอุปกรณ์ ไปจนถึงกระบวนการปรุงอาหารที่ปลอดภัยตามหลักมาตรฐาน โดยใช้ทีมงานในการขยายสาขาของบริษัทเข้ามาดูแล ทั้ง​ทีมก่อสร้างและพัฒนา เพื่อเข้ามาช่วยออกแบบ Layout ครัว ปรับปรุงระบบน้ำ บ่อดักไขมัน ไปจนถึง​ห้องจัดเก็บสต๊อกอย่างถูกสุขลักษณะ รวมทั้งการเช็คมาตรฐานคุณภาพ (QA) ทั้งเรื่องความสะอาด การจัดเก็บวัตถุดิบ รวมทั้งทีมวิจัยและพัฒนา​สูตรอาหาร เพื่อร่วมคิดเมนูให้มีทั้งรสชาติอร่อย และถูกหลักโภชนาการ&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42109 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/school-Kitchen.jpg" alt="" width="1200" height="671" /></p>
<p><strong>ต่อยอดทักษะการเรียนรู้ ที่นำไปใช้ได้จริง</strong></p>
<p>​นอกเหนือจากการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐาน CRG ยังมุ่งเน้น <strong>การ​ให้ความรู้​</strong> ควบคู่ไปกับการลงมือปฏิบัติจริง โดยจัดกิจกรรมอบรมเพื่อเสริมสร้างทักษะการประกอบอาหารที่ถูกสุขลักษณะและมีโภชนาการที่เหมาะสมให้แก่บุคลากรในโรงเรียน และส่งเสริมให้นักเรียนได้เรียนรู้การปลูกผักสวนครัวปลอดสารพิษ เพื่อนำมาใช้ในโครงการอาหารกลางวัน และสามารถต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์ในชุมชน พร้อมส่ทั้งปลูกฝังจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม ผ่านการให้ความรู้เรื่องการคัดแยกขยะ ภายในโรงเรียน เพื่อสร้างวินัยและพฤติกรรมที่ดีให้กับเด็กๆ ในระยะยาว ควบคู่กับการสนับสนุนกองทุนอาหารกลางวัน เพื่อให้นักเรียนได้รับประทานอาหารที่มีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42105 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/17.-CRG-ได้นำความเชี่ยวชาญมาปรับใช้เพื่อยกระดับมาตรฐานอาหารในโรงเรียนอย่างเป็นรูปธรรม.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณโชติรส  วัฒนวรกิจกุล</strong> ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายทรัพยากรบุคคล CRG  กล่าวเพิ่มเติมว่า เป้าหมายในการขับเคลื่อนโครงการ<strong> &#8216;CRG ปั้นครัว ปันสุข&#8217;​</strong> มุ่งสร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกได้ครบทุกมิติ ทั้งด้านกายภาพผ่านการพัฒนาและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของครัวโรงเรียน การให้ความรู้เพื่อเพิ่มทักษะให้นักเรียนนำไปต่อยอดทั้งการรักษาสุขลักษณะเพื่ออาหารที่ปลอดภัย รวมทั้งการสอนปลูกผักภายในโรงเรียน เพื่อนำมาเป็นวัตถุดิบประกอบอาหารภายในโรงเรียน  ส่วนใน​ระดับมัธยมยังได้เพิ่มทักษะ<strong>​ &#8216;ผู้ประกอบการน้อย&#8217;</strong> เพื่อต่อยอดอาชีพในอนาคตได้  ​หรือการร่วม​ส่งเสริม​การสร้างโอกาสในการเรียนรู้ และพัฒนาทักษะชีวิตผ่านแนวคิดการเปิดประสบการณ์ฝึกงานและการเรียนรู้ร่วมกับองค์กร เพื่อเตรียมความพร้อมให้เยาวชนก้าวสู่อนาคตอย่างมีคุณภาพ</p>
<p><em>&#8220;ในฐานะแบรนด์ที่อยู่ใกล้ชิดผู้บริโภคเราไม่ได้ต้องการให้ผู้คนนึกถึงเราแค่เวลาหิวเท่านั้น แต่อยากเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่สามารถเข้าไปอยู่ในใจผู้บริโภค ในฐานะแบรนด์ที่มีส่วนร่วมในการสร้างชีวิต สร้างโอกาส และอนาคคที่มั่นคงให้คนไทย ขณะที่การดำเนินโครงการนี้ ยังเป็นอีกหนึ่งแนวทางสร้างความสัมพันธ์ระหว่างพนักงานและองค์กร (Employee Engagement) โดยมีพนักงานจากโครงการจิตอาสาของเครือ 50 คน เข้าร่วมสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมร่วมกัน โดยทางบริษัทวาง​เป้าหมายเริ่มต้นให้พนักงานสละเวลาทำงานมาร่วมทำกิจกรรมเพื่อสังคมเพื่อสะสมชั่วโมงความดีอย่างน้อย 1 ชั่วโมงต่อปี ในโครงการ &#8216;1คน  1ชั่วโมง ความดี&#8217; เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกด้านความรับผิดชอบต่อสังคมให้พนักงานได้อีกทางหนึ่ง โดยขับเคลื่อนเป็นปีที่ 2 ส่วนในปีแรกที่ผ่านมา สามารถสะสมชั่วโมงความดีรวมทั้งสิ้นได้ 6,000 ชั่วโมง ทั้งความดีในระดับองค์กร ในระดับทีม และในระดับบุคคล&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42103 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/15.-ทีมจิตอาสาเสิร์ฟอาหารกลางวันให้น้อง.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ด้าน <strong>ผอ.น้ำอ้อย สุนทรพฤกษ์</strong> ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดหนองไม้ซุง กล่าวว่าโครงการนี้ช่วยยกระดับครัวของโรงเรียนอย่างเห็นได้ชัด ทั้งในเรื่องความสะอาด ความเป็นระเบียบ และความมั่นใจในคุณภาพอาหารที่เด็กๆ ได้รับ อีกทั้งองค์ความรู้ที่ได้รับยังสามารถนำไปปรับใช้ได้จริงในระยะยาว</p>
<p><strong>ตั้งเป้าขยายโมเดลมาตรฐานครัวโร​งเรียนทั่วประเทศ</strong></p>
<p>สำหรับการพัฒนา ครัวโรงเรียนต้นแบบ ในปีแรกนี้ ทาง CRG ตั้งเป้านำร่อง 2 แห่ง ทั้งใน จ. อยุธยา และอีก 1 พื้นที่เพิ่มเติม ก่อนจะขยายไปสู่โรงเรียนอื่นๆ ในอนาคต โดยมีแผนขยายโมเดลในการพัฒนาไปยังทุกภูมิภาคท่ัวประเทศ พร้อมทั้งมีแผนในการติดตามผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินมาตรฐานครัวอนามัยและ​ห้คำปรึกษาทางโรงเรียนเพิ่มเติม และสามาร​ดำเนินการดูแล พัฒนาต่อยอดได้ด้วยตนเอง เพิ่มโอกาส​​ให้เด็กไทยสามารถเข้าถึงอาหารกลางวันที่ยั่งยืนได้ในวงกว้าง</p>
<p>​​นอกจากนี้ ใน​​โอกาสส่งมอบโครงการ CRG ยังได้จัดกิจกรรมสร้างความสุขให้กับนักเรียน อาทิ การเลี้ยงอาหารกลางวัน และกิจกรรมให้ความรู้ด้านโภชนาการและสุขอนามัย เพื่อเติมเต็มทั้งความรู้และรอยยิ้มให้กับเด็กๆ อย่างครบถ้วน รวมทั้งการมอบทุนการศึกษาให้ทางโรงเรียนนำไปช่วยเหลือนักเรียนที่ขาดโอกาส หรืออยู่ในกลุ่มเปราะบาง เพื่อยังอยู่ในระบบการศึกษาได้อย่างต่อเนื่อง​</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42108 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/13.-น้องๆ-รับประทานอาหารกลางวันที่พี่ๆ-CRG-ตั้งใจทำให้.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/crg-school-kitchen-project/">&#8216;CRG ปั้นครัว ปันสุข&#8217;​ ​เซ็ตโมเดลวางมาตรฐานครัว​โรงเรียน ​ยกระดับอาหารกลางวันเพิ่มคุณภาพชีวิตเด็กไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>SCGP เปิดแผน​ Nature Positive วางกลยุทธ์​ขับเคลื่อน &#8216;ธุรกิจกระดาษ-บรรจุภัณฑ์&#8217;​ ภายใต้มาตรฐาน FSC ธุรกิจยิ่งโต พื้นที่ป่าไม้ยิ่งเพิ่ม</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/05/scgp-driving-nature-positive-strategy/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 24 May 2026 12:29:54 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[FSC]]></category>
		<category><![CDATA[Nature Positive]]></category>
		<category><![CDATA[SCGP]]></category>
		<category><![CDATA[Siam Forestry]]></category>
		<category><![CDATA[Supply Chain]]></category>
		<category><![CDATA[Value Chain]]></category>
		<category><![CDATA[ความหลากหลายทางชีวภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจกระดาษ]]></category>
		<category><![CDATA[บรรจุภัณฑ์]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท สยามฟอเรสทรี จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าปลูก]]></category>
		<category><![CDATA[มหาศาล ธีรวรุฒม์]]></category>
		<category><![CDATA[ยูคาริมคันคลอง]]></category>
		<category><![CDATA[ยูคาลิปตัส]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบนิเวศ]]></category>
		<category><![CDATA[วีรเชษฐ์ จันทวงษ์]]></category>
		<category><![CDATA[สุพรรณ เกตุพงษ์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42030</guid>

					<description><![CDATA[<p>มุมมองของผู้บริโภคทั่วไป &#8216;ธุรกิจกระดาษ และบรรจุภัณฑ์&#8217; จำเป็นต้องใช้วัตถุดิบต้นทางเพื่อผลิตเยื่อสำหรับกระดาษหรือบรรจุภัณฑ์ต่างๆ ที่มาจากต้นไม้ ดังนั้น เมื่อธุรกิจยิ่งเติบโต ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า จำเป็นต้องใช้ปริมาณไม้สำหรับผลิตเยื่อเพิ่มมากขึ้น​ ขณะที่หนึ่งในผู้นำธุรกิจกระดาษและบรรจุภัณฑ์ของประเทศอย่าง บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP กับภารกิจในการจัดหาไม้เพื่อป้อนธุรกิจภายในประเทศกว่า 2.4 &#8211; 2.5 ล้านตันต่อปี ซึ่งไม้ทั้ง 100% นั้น เป็นไปตามแนวทางในการจัดหาไม้อย่างยั่งยืน ซึ่งไม่เพียงไม่กระทบพื้นที่ป่าไม้เดิมที่มีอยู่ แต่ยังเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ช่วย​เพิ่มพื้นที่ป่าไม้ให้ประเทศได้ด้วย พร้อม​เป้าหมายในการฟื้นฟูธรรมชาติ ทั้งการหยุดยั้ง​และฟื้นฟูการสูญเสียทางธรรมชาติ ภายในปี 2030 พร้อมทั้งมุ่งสู่​​การฟื้นฟูตามธรรมชาติได้อย่างสมบูรณ์ (Full Recovery) ภายในปี 2050 กลยุทธ์สำคัญของ SCGP คือ การขับเคลื่อนธุรกิจตามแนวทาง Nature Positive ควบคู่กับการบริหารจัดการป่าปลูกสำหรับนำมาเป็นวัตถุดิบ (Supply) ในธุรกิจ ตามหลักการจัดหาไม้อย่างยั่งยืน ภายใต้ มาตรฐาน FSC (Forest Stewardship Council) ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ เข้ากับ Supply [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/scgp-driving-nature-positive-strategy/">SCGP เปิดแผน​ Nature Positive วางกลยุทธ์​ขับเคลื่อน &#8216;ธุรกิจกระดาษ-บรรจุภัณฑ์&#8217;​ ภายใต้มาตรฐาน FSC ธุรกิจยิ่งโต พื้นที่ป่าไม้ยิ่งเพิ่ม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>มุมมองของผู้บริโภคทั่วไป<strong> &#8216;ธุรกิจกระดาษ และบรรจุภัณฑ์&#8217;</strong> จำเป็นต้องใช้วัตถุดิบต้นทางเพื่อผลิตเยื่อสำหรับกระดาษหรือบรรจุภัณฑ์ต่างๆ ที่มาจากต้นไม้ ดังนั้น เมื่อธุรกิจยิ่งเติบโต ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า จำเป็นต้องใช้ปริมาณไม้สำหรับผลิตเยื่อเพิ่มมากขึ้น​</p>
<p><span id="more-42030"></span></p>
<p>ขณะที่หนึ่งในผู้นำธุรกิจกระดาษและบรรจุภัณฑ์ของประเทศอย่าง<strong> บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน)</strong> หรือ <strong>SCGP </strong>กับภารกิจในการจัดหาไม้เพื่อป้อนธุรกิจภายในประเทศกว่า 2.4 &#8211; 2.5 ล้านตันต่อปี ซึ่งไม้ทั้ง 100% นั้น เป็นไปตามแนวทางในการจัดหาไม้อย่างยั่งยืน ซึ่งไม่เพียงไม่กระทบพื้นที่ป่าไม้เดิมที่มีอยู่ แต่ยังเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ช่วย​เพิ่มพื้นที่ป่าไม้ให้ประเทศได้ด้วย พร้อม​เป้าหมายในการฟื้นฟูธรรมชาติ ทั้งการหยุดยั้ง​และฟื้นฟูการสูญเสียทางธรรมชาติ ภายในปี 2030 พร้อมทั้งมุ่งสู่​​การฟื้นฟูตามธรรมชาติได้อย่างสมบูรณ์ (Full Recovery) ภายในปี 2050</p>
<p>กลยุทธ์สำคัญของ<strong> SCGP</strong> คือ การขับเคลื่อนธุรกิจตามแนวทาง<strong> Nature Positive </strong>ควบคู่กับการบริหารจัดการป่าปลูกสำหรับนำมาเป็นวัตถุดิบ (Supply) ในธุรกิจ ตามหลักการจัดหาไม้อย่างยั่งยืน ภายใต้ <strong>มาตรฐาน FSC (Forest Stewardship Council) </strong>ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ เข้ากับ Supply Chain ในธุรกิจอย่างเป็นเนื้อเดียวกัน ซึ่งไม่เพียงช่วยลดการ​สูญเสีย แต่ขณะเดียวกันยังข่วยให้เกิดการอนุรักษ์พื้นที่ป่า รวมไปถึงการสร้างประโยชน์ร่วมทั้งต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอีกด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42032 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/สวนไม้กำแพงเพชร-re.png" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><strong>4 กลยุทธ์ SCGP ขับเคลื่อน Nature Positive</strong></p>
<p><strong>กลไกสำคัญในการขับเคลื่อน Nature Positive ของ SCGP คือ การดำเนินงานของ บริษัท สยามฟอเรสทรี จำกัด </strong>ซึ่งถือเป็นธุรกิจต้นน้ำสำคัญภายในเครือ​ และยังเป็นผู้ป้อนวัตถุดิบรายหลักให้แก่อุตสาหกรรมเยื่อและกระดาษของ SCGP ครอบคลุมตั้งแต่การส่งเสริมการปลูกไม้ยูคาลิปตัส การผลิตกล้าไม้ การรับซื้อไม้ยูคาลิปตัสจากเกษตรกร รวมทั้งการผลิต​ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมี ตรา &#8216;คู่ดิน&#8217; ตลอดจน​การพัฒนานวัตกรรม การวิจัย พัฒนาพันธุ์ไม้อย่างต่อเนื่อง การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ การจัดการปลูกสวนไม้อย่างยั่งยืน ตามมาตรฐาน FSC​​</p>
<p><strong>คุณมหาศาล ธีรวรุฒม์</strong> กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามฟอเรสทรี จำกัด กล่าวถึงบทบาทของสยามฟอเรสทรี ในการบริหารจัดการไม้อย่างยั่งยืน​ผ่าน 4 แนวทาง เพื่อส่งเสริมให้ SCGP บรรลุ Nature Positive  ได้ตามเป้าหมาย ประกอบไปด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42034 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/PIC-62.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>1. Do Less Harm Do More Good</strong> :   ลดการตัดไม้ ลดของเสีย ลดคาร์บอน พร้อมฟื้นฟูป่า เพิ่ม Biodiversity และดูแลระบบนิเวศ (​Ecosystem )</p>
<p><strong>2. Integrate in Business Strategy :  </strong>การวางแนวคิดการฟื้นฟูธรรมชาติให้เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ของธุรกิจ ไม่ใช่เพียงแค่อีเวนท์ หรือกิจกรรม CSR เท่านั้น เช่น การกำหนดต้นทางวัตถุดิบต้องมาจากป่ายั่งยืน ไปจนถึงการออกแบบผลิตภัณฑ์โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการประเมินโอกาสและความเสี่ยงจากธรรมชาติ</p>
<p><strong>3. Shift from Carbon to Nature : </strong>ยกระดับการขับเคลื่อนจากมิติ Climate หรือ​การลดคาร์บอน มาสู่มิติ Nature ​เพื่อสร้างธรรมชาติที่สมบูรณ์และเพิ่มพูนความหลากหลายทางชีวภาพ หรือ Biodiversity ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่เชื่อมโยงกับเรื่องของ Climate</p>
<p><strong>4. Value Creation : </strong> การสร้างให้เกิดคุณค่าร่วมกัน พร้อมตอบโจทย์ทั้งธุรกิจและผู้บริโภคที่ต่างมองหาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการเพิ่มคุณค่าให้แบรนด์ โอกาสใหม่ทางธุรกิจจาก Nature-based Solution พร้อมทั้งช่วยลดความเสี่ยงในอนาคต</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42040 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/PIC-525-re.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>มาตรฐาน FSC ธุรกิจยิ่งโต ป่าไม้ยิ่งเพิ่ม</strong></p>
<p><em><strong>สยามฟอเรสทรี มีเป้าหมายเพิ่มพื้นที่ป่าเศรษฐกิจสำหรับปลูกไม้ยูคาลิปตัสเพื่อป้อนให้ SCGP ปีละ 1-2 หมื่นไร่ จากปัจจุบันมีพื้นที่รวมที่ราว 9.3 หมื่นไร่ ​ และตั้งเป้าหมายระยะยาวจะมีพื้นที่ป่ารวมทั้งประเทศกว่า 2 แสนไร่</strong></em> เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจในอนาคต <strong>โดยการบริหารจัดการป่าทั้ง 100% จะเป็นไปตามมาตรฐาน FSC ซึ่งมีข้อกำหนดสำคัญให้ผู้ขอการรับรองต้องดูแลพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ในสัดส่วนไม่น้อยกว่า 10% ของพื้นที่ป่าเศรษฐกิจที่จะนำไปใช้งาน พร้อมข้อกำหนดห้ามตัดไม้ทำลายป่า รวมทั้งไม่เปลี่ยนสภาพพื้นที่ป่าอนุรักษ์​ให้เปลี่ยนไปเป็นพื้นที่ประเภทอื่น</strong> ซึ่งพื้นที่ป่าอนุรักษ์ของ SCGP ในปัจจุบัน มีทั้งการรักษาพื้นที่ป่าตามธรรมชาติ ไปจนถึงการส่งเสริมการดูแลป่าชุมชน ทำให้สามารถสร้างประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อปกป้องและฟื้นฟูระบบนิเวศ รวมถึงรักษาความหลากหลายทางชีวภาพในระยะยาว</p>
<p><em>&#8220;บริษัทเริ่ม​ปลูกยูคาลิปตัสตามแนวทางการจัดการจัดหาไม้อย่างยั่งยืน ตามมาตรฐาน FSCมาตั้งแต่ปี 2551 โดยเล็งเห็นว่าเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับการขับเคลื่อนสู่ Nature Positive ​​ที่ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศ ​ พร้อมทั้ง​เชื่อมการเติบโตทางธุรกิจกับการดูแลทรัพยากรธรรมชาติและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนได้ตลอดห่วงโซ่คุณค่า โดยปัจจุบันบริษัทมีสวนไม้ยูคาลิปตัสที่พร้อมสำหรับ​​นำไปใช้ประโยชน์ และได้รับการรับรอง FSC แล้ว จำนวน 55,369 ไร่ ควบคู่กับการส่งเสริม​พื้นที่ป่าอนุรักษ์​ทั่วประเทศรวมแล้ว 6,212 ไร่ ซึ่งสูงกว่ามาตรฐาน 10%  ตามที่ได้กำหนดไว้  พร้อมเป้าหมาย​เพิ่มเติมพื้นที่​ป่าอนุรักษ์อีก​ราว 1,000 ไร่ ​​ตามแผนการขยายพื้นที่​ป่ายูคาลิปตัสที่ตั้งไว้ราว 10,000 ไร่ต่อปี ทำให้​เป็นโอกาสในการ​ขยายพื้นที่ป่าและส่งเสริมการมีระบบนิเวศที่สมบูรณ์ตามธรรมชาติได้เพิ่มมากขึ้น พร้อม​</em><em>เพิ่มพื้นที่กักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ ตอกย้ำได้ว่า การขับเคลื่อน Biodiversity มีส่วนช่วยสนับสนุนและแก้ปัญหา Climate Change ได้อีกทางหนึ่ง&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42035 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/พญาไฟ.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>SCGP จะทำการสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ เพื่อประเมินความสมบูรณ์ของระบบนิเวศในแต่ละพื้นที่ทุก 2 ปี พร้อมทั้ง​​จัดตั้งคณะทำงานด้าน Nature Positive เพื่อ​จัดทำฐานข้อมูลทั้งพืชและสัตว์ในแต่ละพื้นที่อย่างละเอียด กับหน่วยงานต่างๆ ทั้งศูนย์วิจัยป่าไม้ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศูนย์ประสานงานเครือข่ายวิจัย นิเวศวิทยาป่าไม้ประเทศไทย ในการสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพของพรรณไม้และสัตว์ป่า โดยมีเป้าหมาย​ในการคืนความสมดุลให้แก่ธรรมชาติ ตามแนวทาง Nature Positive​​ ​ขณะเดียวกันยังเปิดโอกาสให้ชุมชนในบริเวณพื้นที่ป่าสามารถเข้ามาใช้ประโยชน์ และต่อยอดในการสร้างรายได้จากผลผลิตที่เกิดจากความอุดมสมบูรณ์ของ​ป่า กลายเป็นแหล่งอาหาร พร้อมทั้งสร้างรายได้ให้ชุมชนได้อีกทางหนึ่ง</p>
<p>​นอกจากมาตรฐาน FSC แล้ว ทางสยามฟอเรสทรี และ SCGP ยังได้ดำเนินการเพื่อขยายการรับรองมาตรฐาน PEFC เพิ่มเติม รวมทั้งมีการประเมินการกักเก็บคาร์บอนด้วยเทคโนโลยีการสำรวจระยะไกลหรือภาพถ่ายดาวเทียม ซึ่งเป็นวิธีการที่ผ่านการรับรองโดยโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER) ​ เพื่อสร้างคุณค่าทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ​​ และเตรียมความพร้อมสำหรับมาตรฐานสากลด้านสิ่งแวดล้อม เช่น EUDR (EU Deforestation-free Regulation) เพื่อรองรับความต้องการของตลาดโลกและเสริมความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42036 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/PIC-131.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ผนึกชุมชน เกษตรกรรายย่อย ขยายแนวร่วม </strong>​</p>
<p>นอกจากการขับเคลื่อนป่าปลูกในส่วนของสยามฟอเรสทรีเองแล้ว SCGP ยังได้ส่งเสริมเกษตรกรสมาชิกรายย่อยผู้ปลูกยูคาลิปตัส ให้เข้าร่วมขอ​รับรองมาตรฐาน FSC<span style="font-size: 12.5px;">​ </span>​ด้วย เพื่อปรับปรุงการปลูกไม้เชิงพาณิชย์อย่างมีมาตรฐานและยั่งยืน โดยหนึ่งในพื้นที่หลักคือ จังหวัดกำแพงเพชร ซึ่งมีการส่งเสริมการปลูกไม้ยูคาลิปตัส ปัจจุบันมีสวนไม้ที่ได้รับการรับรอง FSC<sup>  </sup>จำนวน 8,174 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่อนุรักษ์ 1,586 ไร่ ล่าสุดพบพรรณไม้ทั้งหมด 82 ชนิด จาก 37 วงศ์ สะท้อนถึงความสมบูรณ์ของระบบนิเวศในพื้นที่</p>
<p>ขณะเดียวกันยังส่งเสริม <strong>&#8216;โครงการยูคาริมคันคลอง&#8217;</strong>  เพื่อฟื้นฟูพื้นที่และสร้างรายได้ให้ชุมชนเพิ่มเติม ด้วยการ​นำพื้นที่ริมคลองที่ ไม่ได้ใช้ประโยชน์ มาพัฒนาเป็นแนวปลูกยูคาลิปตัสอย่างเป็นระบบ ทำให้หลายพื้นที่ของจังหวัดกำแพงเพชร ครอบคลุมไปจนถึงจังหวัดใกล้เคียง ​สร้างรายได้เพิ่มจากพื้นที่ริมคลอง  พร้อมเพิ่มพื้นที่สีเขียว และต่อยอดเป็นแหล่งรายได้ของชุมชน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42037 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/PIC-538-re.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><b> </b><strong>คุณวีรเชษฐ์ จันทวงษ์</strong> สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองหัววัว หมู่ที่ 8 บางวังพึง อำเภอพรานกระต่าย จังหวัดกำแพงเพชร กล่าวถึงประโยชน์ที่ชุมชนได้รับจากการ​ดูแลและอนุรักษ์ป่าร่วมกับสยามฟอเรสทรรีว่า ชาวบ้านในชุมชนได้ใช้ประโยชน์จากพื้นที่อย่างเหมาะสม ทั้งการเป็น​แหล่งอาหารในชุมชน ควบคู่กับการดูแลรักษาพื้นที่​ป่าให้ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง รวมถึงรายได้จากการจ้างงานคนในท้องถิ่นให้ดูแลพื้นที่ ทำให้ชุมชนมีอาชีพและรายได้มั่นคงมากขึ้น อีกทั้งยังเห็นความเปลี่ยนแปลงของพื้นที่อย่างชัดเจน ทั้งความอุดมสมบูรณ์ของป่า การกลับมาของสัตว์ป่า และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนในชุมชน</p>
<p><strong>คุณสุพรรณ เกตุพงษ์</strong> ผู้ใหญ่บ้านนาถัง ตำบลถ้ำกระต่ายทอง อำเภอพรานกระต่าย จังหวัดกำแพงเพชร กล่าวถึงการส่งเสริมโครงการยูคาริมคันคลองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนอกจากการปลูกต้นไม้ ยังทำให้คนในชุมชนได้มาร่วมแรงร่วมใจกันดูแลพื้นที่ของตัวเอง เกิดความสามัคคีและความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน พื้นที่ที่เคยว่างเปล่ากลับมามีคุณค่า ทั้งช่วยดูแลดินและน้ำ และสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนอย่างต่อเนื่อง เมื่อถึงรอบการเก็บเกี่ยว รายได้ยังสามารถนำไปต่อยอดเป็นกองทุนของหมู่บ้าน เพื่อพัฒนาสาธารณูปโภคและดูแลคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ได้อีกด้วย</p>
<p>SCGP พร้อมเป็นส่วนสำคัญในการดูแลระบบนิเวศ และมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนแนวคิด Nature Positive อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการดูแลทรัพยากรธรรมชาติไปพร้อมกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมให้สามารถสร้างรายได้และความเข้มแข็งให้กับชุมชน และช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศและรักษาความสมดุลของธรรมชาติ อันเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42038 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/PIC-548.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/scgp-driving-nature-positive-strategy/">SCGP เปิดแผน​ Nature Positive วางกลยุทธ์​ขับเคลื่อน &#8216;ธุรกิจกระดาษ-บรรจุภัณฑ์&#8217;​ ภายใต้มาตรฐาน FSC ธุรกิจยิ่งโต พื้นที่ป่าไม้ยิ่งเพิ่ม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กลับมาแล้ว! Green Mission by Chula x GULF ปี 3 ​​ปั้นนวัตกรรมสู้โลกร้อน พร้อมต่อยอด Climate Action มุ่งแก้ปัญหาจริงในระดับพื้นที่</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/05/chula-x-gulf-green-mission-ep3/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 23 May 2026 11:37:05 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Adaptation & Resilience]]></category>
		<category><![CDATA[Area-based Climate Action]]></category>
		<category><![CDATA[Chula x GULF]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Leadership]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Tech]]></category>
		<category><![CDATA[Green Leader]]></category>
		<category><![CDATA[Green Mission]]></category>
		<category><![CDATA[Green Mission by Chula x GULF ปีที่ 3]]></category>
		<category><![CDATA[GULF]]></category>
		<category><![CDATA[Resilience Lab]]></category>
		<category><![CDATA[คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[คิดเพื่อบ้านเรา]]></category>
		<category><![CDATA[จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[ชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[ธนญ ตันติสุนทร]]></category>
		<category><![CDATA[นวัตกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[รศ. ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์]]></category>
		<category><![CDATA[วิศวฯ จุฬาฯ]]></category>
		<category><![CDATA[ศ.ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล]]></category>
		<category><![CDATA[เฟย-ภัทร เอกแสงกุล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42017</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อโลกในปัจจุบัน กำลังเผชิญปัญหา​การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่รุนแรงและใกล้ตัวมากขึ้น ทั้งอุณหภูมิที่สูงขึ้น สภาพอากาศสุดขั้ว ปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้ง และคลื่นความร้อน ซึ่งได้กลายเป็นปัญหาสำคัญทั้งของโลกและในประเทศไทย ส่งผลให้การพัฒนาเมือง ไม่สามารถมองเพียงการพัฒนาเศรษฐกิจและการเติบโตโดยไม่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมได้อีกต่อไป ประกอบกับ การดูแลและแก้ปัญหา Climate Change ไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่​จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายๆ นำมาสู่การขับเคลื่อนโครงการ Green Mission by Chula x GULF ซึ่งปีนี้ได้ขับเคลื่อน เป็นปีที่ 3 ภายใต้แนวคิด ​&#8217;Resilient LAB: คิดเพื่อบ้านเรา&#8217; เพื่อเปิดพื้นที่นำเสนอไอเดียนวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อม และ Climate Action เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับพื้นที่ พร้อมสร้างความยืดหยุ่นให้แก่ชุมชน เนื่องจากการเปลี่ยนผ่านที่แท้จริง ต้องเริ่มจากความเข้าใจทั้งนวัตกรรมฐานราก และบริบทของแต่ละพื้นที่อย่างแท้จริง วางธีม Resilient LAB เน้นมองปัญหาในระดับพื้นที่ สำหรับภารกิจรักษ์ยั่งยืน ปีที่ 3 หรือ Green Mission by Chula x [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/chula-x-gulf-green-mission-ep3/">กลับมาแล้ว! Green Mission by Chula x GULF ปี 3 ​​ปั้นนวัตกรรมสู้โลกร้อน พร้อมต่อยอด Climate Action มุ่งแก้ปัญหาจริงในระดับพื้นที่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อโลกในปัจจุบัน กำลังเผชิญปัญหา​การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่รุนแรงและใกล้ตัวมากขึ้น ทั้งอุณหภูมิที่สูงขึ้น สภาพอากาศสุดขั้ว ปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้ง และคลื่นความร้อน ซึ่งได้กลายเป็นปัญหาสำคัญทั้งของโลกและในประเทศไทย ส่งผลให้การพัฒนาเมือง ไม่สามารถมองเพียงการพัฒนาเศรษฐกิจและการเติบโตโดยไม่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมได้อีกต่อไป</p>
<p><span id="more-42017"></span></p>
<p>ประกอบกับ การดูแลและแก้ปัญหา Climate Change ไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่​จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายๆ นำมาสู่การขับเคลื่อนโครงการ <strong>Green Mission by Chula x GULF </strong>ซึ่งปีนี้ได้ขับเคลื่อน เป็นปีที่ 3 ภายใต้แนวคิด<strong> ​&#8217;Resilient LAB: คิดเพื่อบ้านเรา&#8217;</strong> เพื่อเปิดพื้นที่นำเสนอไอเดียนวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อม และ Climate Action เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับพื้นที่ พร้อมสร้างความยืดหยุ่นให้แก่ชุมชน เนื่องจากการเปลี่ยนผ่านที่แท้จริง ต้องเริ่มจากความเข้าใจทั้งนวัตกรรมฐานราก และบริบทของแต่ละพื้นที่อย่างแท้จริง</p>
<p><strong>วางธีม Resilient LAB เน้นมองปัญหาในระดับพื้นที่</strong></p>
<p>สำหรับภารกิจรักษ์ยั่งยืน ปีที่ 3 หรือ <strong>Green Mission by Chula x GULF</strong> ในปีนี้ <strong>บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (GULF)</strong> ​​ร่วมกับ <strong>คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (วิศวฯ จุฬาฯ)</strong> ได้เปิดโอกาสให้น้องๆ ระดับมัธยมปลายทั่วประเทศ มาร่วมปล่อยพลังความคิดสร้างสรรค์ภายใต้แนวคิด<strong> &#8216;Resilient LAB: คิดเพื่อบ้านเรา&#8217; </strong> ชวนทุกคนมาสวมบทนักคิด มองหาปัญหาในชุมชนหรือ ‘บ้าน’ ของเราเอง แล้วเปลี่ยนให้เป็นนวัตกรรมรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไปด้วยกัน โดยความพิเศษในปีนี้ จะมีการต่อยอดจากไอเดียที่เข้ารอบเพื่อนำไปพัฒนาให้เกิดประโยชน์ในพื้นที่ได้จริง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42021 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/S__247726123.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณธนญ ตันติสุนทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านองค์กรสัมพันธ์ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) </strong>กล่าวว่า GULF มีความยินดีที่ได้สานต่อโครงการ Green Mission by Chula x GULF ปีที่ 3 ร่วมกับคณะวิศวฯ จุฬาฯ ภายใต้แนวคิด ‘Resilient LAB: คิดเพื่อบ้านเรา’ เพื่อมุ่งสร้างภูมิคุ้มกันและการปรับตัว (Adaptation &amp; Resilience) ต่อสภาวะโลกร้อนที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนในปัจจุบัน ความพิเศษในปีนี้คือ GULF ได้ยกระดับความเข้มข้นขึ้นไปอีกขั้น ด้วยการสนับสนุนทุนต่อยอดให้ 3 ทีมชนะเลิศได้ลอง<strong>เปลี่ยน ‘ไอเดียบนกระดาษ’ ให้กลายเป็น ‘นวัตกรรมที่ใช้งานได้จริง’</strong>  เพื่อได้ลองผิดลองถูกผ่าน <strong>Sandbox Pilot Project</strong> ของตัวเอง ​​เพื่อมีส่วนในการสร้าง <strong>Green Leaders</strong> รุ่นใหม่ที่พร้อมลงมือทำจริง และเติบโตไปเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืนในอนาคต</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42022 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/S__247726115.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p><strong>รศ. ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</strong> กล่าวว่า โครงการ Green Mission ปี 3 มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพผู้นำรุ่นใหม่ด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Leadership) โดยให้เยาวชนได้ฝึกทักษะการสื่อสาร การทำงานร่วมกัน การวิเคราะห์ปัญหา และการคิดเชิงระบบ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเป็นนักคิด นักพัฒนา และผู้นำในอนาคต โครงการนี้ยังสนับสนุนให้เยาวชนมีส่วนร่วมในการริเริ่มแนวคิดเพื่อการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับพื้นที่ (Area-based Climate Action) และมุ่งเน้นให้เมืองและชุมชนเป็นองค์ประกอบหลักของการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ซึ่งสอดคล้องกับกรอบความตกลงระหว่างประเทศ (Paris Agreement) ภายใต้ UNFCCC ที่มุ่งควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส โดยความสำเร็จของเป้าหมายระดับชาตินี้จำเป็นต้องอาศัยการขับเคลื่อนในระดับท้องถิ่น (Local Action) อันเป็นรากฐานสำคัญทั้งในด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป</p>
<p><strong>ศ.ดร. พิสุทธิ์ เพียรมนกุล</strong> รองคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเพิ่มเติมว่า  ความสำเร็จในการสร้างสรรค์​โครงการเพื่อความยั่งยืน มาจากความร่วมมือของ 3 ภาคส่วน ทั้งอาจารย์ที่ดูแลทีม รวมทั้งเยาวชนคนรุ่นใหม่ ที่เข้าใจปัญหาภายในพื้นที่ของตัวเอง และความร่วมมือกันภายในพื้นที่ เพื่อช่วยทำให้ปัญหาถูกมองเห็น และนำมาสู่การพัฒนาแนวทางเพื่อแก้ไข</p>
<p><em>&#8220;เมื่อมีการนำนวัตกรรมมาใช้พัฒนาให้บ้านดีขึ้น จะสามารถขยายอิมแพ็คไปสู่วงกว้างได้มากขึ้น ทั้งในระดับชุมชน สังคม ไปจนถึงระดับประเทศ รวมทั้งความพิเศษในปีนี้ ที่ให้ความสำคัญในการต่อยอดไอเดียไปสู่การ Action ในระดับพื้นที่ได้จริง เพื่อเป็นเวทีในการสร้างแรงบันดาลใจ และเปิดโอกาสให้เยาวชนได้เสนอแนวคิด เพื่อการพัฒนาเมือง และชุมชนได้อย่างยั่งยืน​ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการรับมือปัญหา Climate Change ร่วมกันในอนาคต&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42025 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/S__247726120.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p>​<strong>นายภัทร เอกแสงกุล (เฟย)</strong> นักแสดงหนุ่ม ผู้มาร่วมสร้างแรงบันดาลใจในโครงการ กล่าวว่า โครงการนี้ ถือเป็นการ​เปิดพื้นที่แห่งการสร้างสรรค์ให้กับเยาวชน สำหรับผมที่ชอบกิจกรรมกลางแจ้งและการเดินป่า การได้ออกไปเผชิญโลกกว้างทำให้ผมเข้าใจเลยว่า เราสามารถออกไปค้นหาความท้าทายได้ โดยที่การท่องเที่ยวนั้นต้องสร้างผลกระทบเชิงลบต่อธรรมชาติน้อยที่สุด หรือเป็นการเดินทางที่ช่วยฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมกลับคืนมา แนวคิด Resilient LAB: คิดเพื่อบ้านเรา จึงตอบโจทย์มาก​ เพราะช่วยให้เรากลับมามองสิ่งรอบตัวอย่างลึกซึ้งขึ้น ทั้งชุมชน เมือง และผู้คน การที่เราจะสร้างคอมมูนิตี้ที่แข็งแกร่งและยืดหยุ่นต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศได้ ต้องเริ่มจากการปรับเปลี่ยนมุมมองและลงมือทำจากเรื่องใกล้ตัว</p>
<p><em>&#8220;ผมอยากส่งต่อแรงบันดาลใจและขอเป็นกำลังใจให้น้องๆ ทุกคน กล้าที่จะเดินออกไปสังเกตปัญหาในพื้นที่ต่างๆ นำประสบการณ์เหล่านั้นกลับมาตั้งคำถาม และเปลี่ยนไอเดียของพวกเราให้เป็นพลังขับเคลื่อนที่ยิ่งใหญ่ เพื่อดูแล &#8216;บ้าน&#8217; ของเราให้พร้อมรับมือกับทุกการเปลี่ยนแปลงครับ”</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42023 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/S__247726118.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p><strong>เปิดตัวโครงการ พร้อมนำร่องรอบ Fast Track</strong></p>
<p>ในช่วงเปิดตัวโครงการ ได้มีการนำร่องจัดการแข่งขันรอบ<strong> Fast Track </strong> ผลปรากฏว่า <strong>นายคธาธร รื่นภิรมย์</strong> จากโรงเรียนอัสสัมชัญสมุทรปราการ และ <strong>นางสาวภิญญดา เอกพิทักษ์ดำรง</strong> จากโรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย เป็นนักเรียน 2 คนที่ทำคะแนนสูงสุด คว้าสิทธิ์ในการจัดตั้งทีมเพื่อเข้าร่วม Bootcamp สุดเข้มข้น 4 วัน 3 คืน ณ ศูนย์เครือข่ายการเรียนรู้เพื่อภูมิภาค จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จังหวัดสระบุรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย</p>
<p>ไฮไลต์ของค่ายนี้ นอกจากผู้เข้าแข่งขันจะได้ระดมสมองร่วมกับเหล่าเมนเทอร์ผู้เชี่ยวชาญแล้ว ยังได้เปิดโลกทัศน์สัมผัสนวัตกรรมผ่านการศึกษาดูงาน ณ โรงไฟฟ้ากัลฟ์ และสถานีดาวเทียมไทยคม เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์จริงมาต่อยอดไอเดียให้เฉียบคมยิ่งขึ้น ก่อนจะเดินทางเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ที่ทุกทีมจะต้องนำเสนอแนวคิดนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในท้องถิ่นของตนเอง เพื่อชิงเงินรางวัลพร้อมใบประกาศเกียรติคุณ นอกจากนี้ยังมีรางวัลพิเศษ Popular Vote by GULF สำหรับทีมขวัญใจชาวโซเชียล รวมมูลค่ารางวัลทั้งสิ้นกว่า 100,000 บาท</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42024 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/S__247726121.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p>สำหรับน้องๆ นักคิดที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการ <strong>Green Mission by Chula x GULF</strong> ได้ตั้งแต่วันนี้จนถึง 3 กรกฎาคม 2569 ผ่าน <a href="https://www.eng.chula.ac.th/th/59429" target="_blank" rel="noopener">Google Form</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/chula-x-gulf-green-mission-ep3/">กลับมาแล้ว! Green Mission by Chula x GULF ปี 3 ​​ปั้นนวัตกรรมสู้โลกร้อน พร้อมต่อยอด Climate Action มุ่งแก้ปัญหาจริงในระดับพื้นที่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เพราะสุขภาพของคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม เป็นเรื่องเดียวกัน &#8216;Power Green Camp รุ่น 21&#8217; เชื่อม​แนวคิด &#8216;One Health&#8217; ปลูกทักษะ​เยาวชนไทยคิดอย่างบูรณาการ สร้างต้นน้ำบุคลากรด้านสิ่งแวดล้อมให้ประเทศ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/05/power-green-camp-2026-one-health/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 17 May 2026 10:41:30 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[5Cs]]></category>
		<category><![CDATA[banpu]]></category>
		<category><![CDATA[One Health]]></category>
		<category><![CDATA[​Power Green Camp]]></category>
		<category><![CDATA[The Science of Survival]]></category>
		<category><![CDATA[ค่ายวิทยาศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ค่ายเยาวชนวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[คุณภาพชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[ทักษะ]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[บ้านปู]]></category>
		<category><![CDATA[บูรณาการ]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อรันย์ ศรีรัตนา ทาบูกานอน]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยมหิดล]]></category>
		<category><![CDATA[รัฐพล สุคันธี]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพสัตว์]]></category>
		<category><![CDATA[อยู่ดี มีภูมิ]]></category>
		<category><![CDATA[เพาเวอร์กรีน]]></category>
		<category><![CDATA[เยาวชน]]></category>
		<category><![CDATA[โรคติดต่อ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=41845</guid>

					<description><![CDATA[<p>จบไปเป็นที่เรียบร้อยสำหรับ &#8216;ค่ายเยาวชนวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมเพาเวอร์กรีน&#8217; (Power Green Camp) ที่ขับเคลื่อนมาต่อเนื่องกว่า 2 ทศวรรษ พร้อมเนื้อหาการเรียนรู้ที่เข้มข้น ตอบโจทย์​บริบทและสถานการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมในแต่ละปี เพื่อให้น้องๆ เยาวชนทั้ง 50 คน ที่เข้าร่วมโครงการได้อัปสกิล ​พร้อมเรียนรู้แนวคิดใหม่ๆ ผ่านการต่อยอดองค์ความรู้และกระบวนการคิดทางวิทยาศาสตร์ เพื่อมีส่วนช่วยแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นระบบและยั่งยืน สำหรับการขับเคลื่อน Power Green Camp ในปีนี้เป็นปี​ที่ 21 ภายใต้ความร่วมมือของ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) และ คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดค่ายด้วยแนวคิด &#8216;One Health: The Science of Survival – อยู่ดี มีภูมิ&#8217; เพื่อต้องการพัฒนาแนวการคิดและวิเคราะห์ปัญหาอย่างเป็นระบบและ​บูรณาการ (System Thinking) พร้อมสร้างภูมิคุ้มกันให้เยาวชนไทย ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนและดูแลโลกในอนาคต ภายใต้ปัญหาที่จะมีความซับซ้อนเพิ่มมากขึ้น ​ทำให้จำเป็นต้องอาศัยองค์ความรู้ในหลากหลายมิติเพื่อสามารถเชื่อมโยงมาสู่การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมด้านต่างๆ ในอนาคตได้ เนื่องจาก ​​ปัญหารวมทั้งแนวคิดในการแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันไม่สามารถมองแค่มิติสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว เพราะไม่ใช่แค่ปัญหาที่กระทบแค่เรื่องของธรรมชาติ แต่ยังเชื่อมโยงไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ที่ต้องพัฒนาร่วมกันทั้งมิติเศรษฐกิจ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/power-green-camp-2026-one-health/">เพราะสุขภาพของคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม เป็นเรื่องเดียวกัน &#8216;Power Green Camp รุ่น 21&#8217; เชื่อม​แนวคิด &#8216;One Health&#8217; ปลูกทักษะ​เยาวชนไทยคิดอย่างบูรณาการ สร้างต้นน้ำบุคลากรด้านสิ่งแวดล้อมให้ประเทศ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>จบไปเป็นที่เรียบร้อยสำหรับ <strong>&#8216;ค่ายเยาวชนวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมเพาเวอร์กรีน&#8217; (</strong><strong>Power Green Camp) </strong>ที่ขับเคลื่อนมาต่อเนื่องกว่า 2 ทศวรรษ พร้อมเนื้อหาการเรียนรู้ที่เข้มข้น ตอบโจทย์​บริบทและสถานการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมในแต่ละปี เพื่อให้น้องๆ เยาวชนทั้ง 50 คน ที่เข้าร่วมโครงการได้อัปสกิล ​พร้อมเรียนรู้แนวคิดใหม่ๆ ผ่านการต่อยอดองค์ความรู้และกระบวนการคิดทางวิทยาศาสตร์ เพื่อมีส่วนช่วยแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นระบบและยั่งยืน</p>
<p><span id="more-41845"></span></p>
<p>สำหรับการขับเคลื่อน <strong>Power Green Camp </strong>ในปีนี้เป็นปี​ที่ 21 ภายใต้ความร่วมมือของ<strong> บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน)</strong> และ <strong>คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล </strong> เปิดค่ายด้วยแนวคิด <strong>&#8216;</strong><strong>One Health: The Science of Survival – </strong><strong>อยู่ดี มีภูมิ&#8217; </strong>เพื่อต้องการพัฒนาแนวการคิดและวิเคราะห์ปัญหาอย่างเป็นระบบและ​บูรณาการ (System Thinking) พร้อมสร้างภูมิคุ้มกันให้เยาวชนไทย ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนและดูแลโลกในอนาคต ภายใต้ปัญหาที่จะมีความซับซ้อนเพิ่มมากขึ้น ​ทำให้จำเป็นต้องอาศัยองค์ความรู้ในหลากหลายมิติเพื่อสามารถเชื่อมโยงมาสู่การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมด้านต่างๆ ในอนาคตได้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41851 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/นนน-คาเฟ่-กาญจนบุรี_-กิจกรรมการเรียนรู้หัวข้อ-_คาเฟ่ใกล้ป่า__-แนวทางการทำธุรกิจที่อย-1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>เนื่องจาก ​​ปัญหารวมทั้งแนวคิดในการแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันไม่สามารถมองแค่มิติสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว เพราะไม่ใช่แค่ปัญหาที่กระทบแค่เรื่องของธรรมชาติ แต่ยังเชื่อมโยงไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ที่ต้องพัฒนาร่วมกันทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม รวมทั้งคุณภาพชีวิตมนุษย์ทั่วโลกด้วย นำมาสู่กรอบสำคัญขับเคลื่อนค่าย <strong>Power Green Camp </strong>ในปีนี้ด้วยแนวคิด <strong>สุขภาพหนึ่งเดียว</strong><strong> (One Health) </strong>เพื่อเตรียมความพร้อมทั้งองค์ความรู้ และแนวทางการปรับตัวให้คนรุ่นใหม่ได้ทำความเข้าใจและเรียนรู้ ผ่านกิจกรรมต่างใน Power Green Camp​ ​ปีนี้ ซึ่งจัดไป​​ระหว่างวันที่ 27 เมษายน – 3 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา</p>
<p><strong>​คุณรัฐพล สุคันธี</strong> ผู้อำนวยการสายอาวุโส–สื่อสารองค์กร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บ้านปูให้ความสำคัญในการ <strong>&#8216;พัฒนาคน&#8217;</strong> โดยเฉพาะพัฒนาและปลูกฝังทักษะแก่เยาวชน ​ผ่าน​มุมมองและเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์เพื่อมาช่วยขับเคลื่อนการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง โดยคำนึงถึงพัฒนาการของปัญหาที่เปลี่ยนไปในแต่ละปี เพื่อสามารถเชื่อมโยงทักษะ องค์ความรู้ที่ได้จากการในค่ายเพาเวอร์กรีนมาต่อยอดใช้จริงให้เกิดประโยชน์ภายนอกได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม และสามารถปรับตัวรวมทั้งการเลือกใช้องค์ความรู้แต่ละด้านมาใช้ในการแก้ปัญหา และดูแลโลกในอนาคตได้อย่างมีความเข้าใจ และรู้เท่าทัน รวมทั้งสามารถปรับตัวได้อย่างยืดหยุ่นเพื่อรับมือปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างมีภูมิคุ้มกัน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41854 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/โรงพยาบาลปศุสัตว์และสัตว์ป่า-ปศุปาลัน_-กิจกรรม-Wildlife-Parasite-Lab-9.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ตลอด 21 ปีที่ผ่านมา ค่ายเพาเวอร์กรีน สร้างเครือข่ายเยาวชนได้เกือบ 1,300 คน เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการดูแลปัญหาสิ่งแวดล้อม</strong> โดยเฉพาะในปีล่าสุดนี้ได้ออกแบบให้เกิดการเรียนรู้เพื่อเข้าใจความเชื่อมโยงของโลกอย่างเป็นระบบ รวมทั้งใช้​วิทยาศาสตร์และข้อมูลวิเคราะห์ปัญหา ลงมือออกแบบแนวทางแก้ไข ให้เกิดท้ัง​​ภูมิความรู้​ และ​มิคุ้มกัน​ ผ่านรูปแบบการเรียนรู้ตามแนวทาง <strong>5Cs </strong><strong>(</strong><strong>5C Learning Journey)</strong> ได้แก่</p>
<p><strong>&#8211; Connect the dots </strong>: ทำความเข้าใจแนวคิด One Health และความเชื่อมโยงระหว่างสุขภาพของมนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เห็นภาพใหญ่ของปัญหาในโลกปัจจุบัน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41856 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/ผู้ช่วยศาสตราจารย์-ดร.อรันย์-ศรีรัตนา-ทาบูกานอน-ประธานโครงการค่ายเพาเวอร์กรีน-ครั้งท-1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>&#8211; Confront  the Crisis</strong>: เรียนรู้และเผชิญกับสถานการณ์จริงของโลก ผ่านประเด็นสำคัญ เช่น โรคอุบัติใหม่และโรคติดต่อข้ามสายพันธุ์ การลดความเสี่ยงโรคระบาดและการสร้างเกราะป้องกันโรคในชุมชน ความปลอดภัยทางอาหาร น้ำ และดิน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการบริหารจัดการเมื่อเกิดภัยพิบัติ</p>
<p><strong>&#8211; Crack the Clue</strong>: ฝึกใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และข้อมูล เช่น การตรวจวัดคุณภาพอากาศ การวิเคราะห์คุณภาพน้ำและดิน การเรียนรู้ระบบเฝ้าระวังโรค และการใช้ข้อมูลเพื่อวิเคราะห์ปัญหาอย่างเป็นระบบ</p>
<p><strong>&#8211;  Create the Cure</strong>: บูรณาการความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ เพื่อพัฒนาแนวทางแก้ไขผ่านการฝึกปฏิบัติและการทำโครงงานกลุ่มวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม</p>
<p><strong>&#8211; Communicate  for Change</strong>: พัฒนาทักษะการสื่อสารและการเล่าเรื่อง เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้สู่สังคมในฐานะผู้สร้างคอนเทนต์ (Content Creator) และสามารถนำความรู้ไปขยายผลในโรงเรียน ชุมชน และสังคม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41847 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านบ้องตี้_-กิจกรรม-The-Crisis-Hub_-ภารกิจกอบกู้วิกฤต-One-Health-4.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อรันย์ ศรีรัตนา ทาบูกานอน </strong>รองคณบดีฝ่ายการศึกษาและวิเทศสัมพันธ์  คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะประธานโครงการค่ายเพาเวอร์กรีน ครั้งที่ 21 กล่าวว่า ความท้าทายของโลกในอนาคต ไม่ใช่ปัญหาที่แก้ได้ด้วยความรู้เพียงสาขาเดียว ​ แต่เป็นปัญหาที่ต้องการคนรุ่นใหม่ที่เข้าใจความเชื่อมโยงของโลกทั้งระบบ ในมุมของการศึกษา สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการให้ความรู้ แต่คือการสร้างวิธีคิด ให้เยาวชนเข้าใจความเสี่ยงของโลก เข้าใจความเชื่อมโยงของปัญหา และสามารถปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงได้ ค่ายเพาเวอร์กรีนจึงไม่ได้มุ่งเพียงให้ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม แต่ต้องการพัฒนาเยาวชนให้มีทั้งความรู้ ทักษะ และวิธีคิดแบบบูรณาการ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับโลกอนาคต</p>
<p><em>&#8220;พัฒนาการในการดูแลสิ่งแวดล้อมก็เปลี่ยนแปลงและแตกต่างไปตามบริบทของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป จากที่ก่อนหน้าอาจจะหมายถึงการอนุรักษ์หรือดูแลป่าไม้ มาเป็นการขับเคลื่อนในระดับบุคคลได้มากขึ้น ผ่าน 3R การแยกขยะ หรือการขับเคลื่อนของภาคธุรกิจ ผ่านการพัฒนากระบวนการในการลดคาร์บอน การลดก๊าซเรือนกระจก ​แต่ปัจจุบันสิ่งแวดล้อม ผนวกเป็นมิติหนึ่งของความยั่งยืน ซึ่งเป็นการพัฒนาแบบองค์รวม ที่ต้องเชื่อมโยงทั้งเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตเข้ามาไว้รวมกัน รวมทั้งการมองถึงความเสี่ยงรอบด้านมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของสุขภาพ ซึ่งรวมทั้งสภาพแวดล้อมที่ดี ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องทั้งสุจภาพของคนและสัตว์ และยังเป็นวาระที่ทั้งโลกให้ความสนใจ โดยเฉพาะการสร้างภูมิคุ้มกันทั้งในคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม โดยได้ออกแบบเป็นการเรียนรู้ภายในค่ายเพาเวอร์กรีนเพื่อให้น้องๆ ได้สัมผัส และเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อม​​เผชิญสิ่งที่ไม่สามารถคาดเดา แต่สามารถรับมือและปรับตัวได้ ผ่านทักษะและองค์ความรู้ที่ได้รับจากการร่วมกิจกรรมภายในค่ายเพาเวอร์กรีนครั้งนี้&#8221; </em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41853 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/โรงพยาบาลปศุสัตว์และสัตว์ป่า-ปศุปาลัน_-กิจกรรม-การถ่ายพยาธิวัวในการตรวจสุขภาพประจ-1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>สำหรับกิจกรรมต่างๆ ที่ Power Green Camp ออกแบบให้เยาวชนทั้ง 50 คน ได้เรียนรู้ในปีนี้ อาทิ  <strong>การเรียนรู้วิธีคิดแบบบูรณาการเพื่อเชื่อมโยงสุขภาพทั้งคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อมให้เชื่อมโยงเป็นภาพเดียวกัน</strong> พร้อมเรียนรู้วิธีป้องกันเพื่อรับมือ​ความเสี่ยงจากโรคติดต่อจากสัตว์มาสู่​คน โดยเฉพาะปัจจุบันมีโรคอุบัติใหม่เป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงสำคัญเรื่องสุขภาพของผู้คนเพิ่มมากขึ้น ​<strong>การเรียนรู้วงจรชีวิตปรสิตซึ่งเป็นหนึ่งพาหะสำคัญ​ที่ทำให้เกิดการติดต่อต่างๆ ไปจนถึงการเรียนรู้ด้านปศุสัตว์ ผ่านการเลี้ยงวัว ​ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่อาหาร</strong> สุขภาพของวัว ตั้งแต่สภาพแวดล้อมในฟาร์ม ไปจนถึงอาหาร น้ำ และสุขภาพของวัว จึง​​มีผลต่อเชื่อมโยงมาสู่สุขภาพมนุษย์ จึงเป็นหนึ่งข้อพิสูจน์ว่าได้ว่า สุขภาพของคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม เป็นสิ่งที่เชื่อมโยงกันและต้องบริหารจัดการร่วมกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้</p>
<p><em>​&#8221;บ้านปูมองว่าบทบาทของภาคธุรกิจในการสร้างความยั่งยืน ไม่ใช่เพียงการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบ แต่คือการมีส่วนร่วมในการพัฒนาคน ตามแนวคิดการดำเนินงานความรับผิดชอบต่อสังคมของบ้านปู &#8216;<strong>เสริมศักยภาพ สร้างพลังแห่งอนาคต (</strong><strong>Embracing Potential, Energizing People)&#8217; </strong>เพราะคนคือกลไกสำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนอนาคตของสังคม เราจึงมุ่งสร้างโอกาสทางการเรียนรู้และเสริมศักยภาพคนรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง ค่ายเพาเวอร์กรีนจึงไม่ใช่เพียงค่ายเยาวชน แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้าง <strong>&#8216;</strong><strong>ต้นน้ำของบุคลากรด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศ&#8217;</strong> เพื่อพัฒนาเยาวชนให้มีความรู้ มีทักษะ และมีจิตสำนึกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม และเติบโตเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต”</em> <strong>คุณรัฐพล</strong><strong> </strong><strong>กล่าวทิ้งท้าย</strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41850 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/มหาวิทยาลัยมหิดล-วิทยาเขตศาลายา_-กิจกรรมฝึกปฏิบัติภาคสนาม-Forest-Therapy_-สุขภาพดีในป่าในเมือ.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/power-green-camp-2026-one-health/">เพราะสุขภาพของคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม เป็นเรื่องเดียวกัน &#8216;Power Green Camp รุ่น 21&#8217; เชื่อม​แนวคิด &#8216;One Health&#8217; ปลูกทักษะ​เยาวชนไทยคิดอย่างบูรณาการ สร้างต้นน้ำบุคลากรด้านสิ่งแวดล้อมให้ประเทศ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ปิดทองหลังพระ​ฯ ชู 2 พื้นที่ต้นแบบ สร้าง Quick Win ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พัฒนาพื้นที่ &#8216;พหุวัฒนธรรม&#8217; จังหวัดชายแดนใต้ สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/04/local-development-southern-border-provinces/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 13 Apr 2026 10:27:31 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[10 หมู่บ้านต้นแบบ]]></category>
		<category><![CDATA[100 ปีชาตกาล]]></category>
		<category><![CDATA[Quick Win]]></category>
		<category><![CDATA[กฤษฎา บุญราช]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนา]]></category>
		<category><![CDATA[จังหวัดชายแดนใต้]]></category>
		<category><![CDATA[ชุมชนยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[บ้านจำปูน ยะลา]]></category>
		<category><![CDATA[บ้านโคกยามู นราธิวาส]]></category>
		<category><![CDATA[บูรณาการ]]></category>
		<category><![CDATA[ปิดทองหลังพระ]]></category>
		<category><![CDATA[พัฒนาชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิปิดทองหลังพระ]]></category>
		<category><![CDATA[ระเบิดจากข้างใน]]></category>
		<category><![CDATA[ส่งเสริมอาชีพ]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ]]></category>
		<category><![CDATA[สังคมพหุวัฒธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจพอเพียง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=41146</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปิดทองหลังพระ​ฯ รวมพลังสร้างชุมชนยั่งยืน น้อมนำหลักการทรงงานรัชกาลที่ 9 เป็นแนวทางในการพัฒนายกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนให้สามารถอยู่รอด พอเพียง และยั่งยืน ท่ามกลางวิกฤต พร้อมผนึกกำลังองค์กรภาคีทั่วประเทศ ร่วมขับเคลื่อน 10 หมู่บ้าน ต้นแบบบูรณาการการพัฒนาที่ยั่งยืนชุมชนพึ่งตนเองตามแนวพระราชดำริ เทิดพระเกียรติในวาระ 100 ปีชาตกาล วันพระบรมราชสมภพฯ ปี 2570 ชู 2 ชุมชนปลายด้ามขวาน บ้านโคกยามู อ.ตากใบ จ.นราธิวาส และบ้านจำปูน อ.รามัน จ.ยะลา เป็นตัวอย่างการพัฒนา &#8216;แหล่งเรียนรู้และปฏิบัติ&#8217; บนฐานทรัพยากรและสังคมพหุวัฒธรรม เสริมสร้างความมั่นคงสามจังหวัดชายแดนใต้ คุณกฤษฎา บุญราช ประธานกรรมการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ จัดกิจกรรมลงพื้นที่​​ติดตามการขับเคลื่อนพื้นที่ต้นแบบบูรณาการการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 2  แห่ง ได้แก่ บ้านโคกยามู อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส และ บ้านจำปูน อำเภอรามัน จังหวัดยะลา เพื่อติดตามความสำเร็จ การพัฒนาพื้นที่ปัจจัยเสี่ยงจากผลกระทบของภัยสงคราม ผ่านการ​น้อมนำหลักการทรงงานและหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร  มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนให้เข้มแข็ง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/local-development-southern-border-provinces/">ปิดทองหลังพระ​ฯ ชู 2 พื้นที่ต้นแบบ สร้าง Quick Win ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พัฒนาพื้นที่ &#8216;พหุวัฒนธรรม&#8217; จังหวัดชายแดนใต้ สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ปิดทองหลังพระ​ฯ รวมพลังสร้างชุมชนยั่งยืน น้อมนำหลักการทรงงานรัชกาลที่ 9 เป็นแนวทางในการพัฒนายกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนให้สามารถอยู่รอด พอเพียง และยั่งยืน ท่ามกลางวิกฤต</strong></p>
<p><span id="more-41146"></span></p>
<p><strong> พร้อมผนึกกำลังองค์กรภาคีทั่วประเทศ ร่วมขับเคลื่อน 10 หมู่บ้าน ต้นแบบบูรณาการการพัฒนาที่ยั่งยืนชุมชนพึ่งตนเองตามแนวพระราชดำริ เทิดพระเกียรติในวาระ 100 ปีชาตกาล วันพระบรมราชสมภพฯ ปี 2570 ชู 2 ชุมชนปลายด้ามขวาน บ้านโคกยามู อ.ตากใบ จ.นราธิวาส และบ้านจำปูน อ.รามัน จ.ยะลา เป็นตัวอย่างการพัฒนา &#8216;แหล่งเรียนรู้และปฏิบัติ&#8217;</strong><strong> บนฐานทรัพยากรและสังคมพหุวัฒธรรม เสริมสร้างความมั่นคงสามจังหวัดชายแดนใต้</strong></p>
<p><strong>คุณกฤษฎา บุญราช</strong> ประธานกรรมการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ จัดกิจกรรมลงพื้นที่​​ติดตามการขับเคลื่อนพื้นที่ต้นแบบบูรณาการการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 2  แห่ง ได้แก่ <strong>บ้านโคกยามู อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส</strong> และ <strong>บ้านจำปูน อำเภอรามัน จังหวัดยะลา </strong>เพื่อติดตามความสำเร็จ การพัฒนาพื้นที่ปัจจัยเสี่ยงจากผลกระทบของภัยสงคราม ผ่านการ​น้อมนำหลักการทรงงานและหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร  มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนให้เข้มแข็ง ยั่งยืน บนพื้นฐานของแนวทางที่สร้างความสมดุล เพียงพอ และมีภูมิป้องกันตนเอง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41162 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/ประธาน-1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ทั้ง 2 พื้นที่ นับเป็นต้นแบบความสำเร็จ ที่เกิดจาก​การน้อมนำองค์ความรู้ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง และการสร้างความมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่  เปลี่ยนพื้นที่เสี่ยงจากสถานการณ์วิกฤตทางสงคราม พัฒนาสู่​ทางรอดให้คนในพื้นที่ ลดปัญหาความยากจน พร้อมดูแลคุณภาพชีวิต รวมทั้งมีส่วนสร้างทัศนคติที่ดีในพื้นที่ เพื่อสร้างแนวร่วมในการพัฒนาและลดปัญหาความขัดแย้ง ซึ่งหลักปรัชญานี้ไม่เพียงได้รับการยอมรับในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังได้รับยกย่องจากสหประชาชาติว่าเป็นแนวทางสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของโลกและ แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในเอเชีย</p>
<p><em>&#8220;การน้อมนำแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปสู่การปฏิบัติ ถือเป็นพันธกิจสำคัญที่มูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ และสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ดำเนินงานด้านส่งเสริมองค์ความรู้และการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ เพื่อให้ประชาชนพึ่งพาตนเองได้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงอย่างเป็นขั้นตอน ประกอบด้วย &#8216;อยู่รอด พอเพียง ยั่งยืน&#8217; เพื่อมุ่งพัฒนาในพื้นให้ครอบคลุมทั้ง​การมีแหล่งน้ำ การฟื้นฟูและพัฒนาดิน การส่งเสริมอาชีพและรายได้ เพื่อสร้างทั้งความเข้มแข็งในชุมชน รวมทั้งการดูแล​สิ่งแวดล้อม โดยได้เข้าไปพัฒนา​พื้นที่ แล้วรวม 22 จังหวัด และมีแผนขยายพื้นที่การพัฒนาต่อเนื่อง รวมทั้งต่อยอดนำโมเดลความสำเร็จจากพื้นที่ต้นแบบไปขยายผลเพื่อปรับใช้ในแต่ละพื้นที่อื่นๆ ในอนาคตได้อย่างเหมาะสม&#8221;</em></p>
<p><strong>&#8216;บ้านโคกยามู &#8211; บ้านจำปูน&#8217;  สร้าง Quick Win พัฒนาจังหวัดชายแดนใต้ </strong></p>
<p>ความสำเร็จในการพัฒนา <strong>บ้านโคกยามู อ.ตากใบ จ.นราธิวาส </strong>เน้นการแก้ปัญหาดิน ซึ่งมีสภาพดินเป็นดินเปรี้ยว และปนเปื้อนสารเคมี จากปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง ต่อเนื่องมาหลายปี ทำให้ขาดพื้นที่ในการทำเกษตรอย่างเหมาะสม รวมทั้งการมีรายได้ทางเดียวจากปาล์มน้ำมัน แม้จะขยายไปปลูกมะม่วงหิมพานต์ แต่ก็ยังขาดตลาดมารองรับ ส่งผลให้แรงงานในพื้นที่ย้ายออก เพราะไม่มีพื้นทีทำกิน รวมทั้งขาดแคลนอาชีพทางเลือก ขณะที่คุณภาพชีวิตคนในพื้นที่รวมทั้งสิ่งแวดล้อมต่างก็ได้รับผลกระทบจากปัญหาการปนเปื้อนของสารเคมี และการขาดความรู้ในการจัดการดินและดูแลแหล่งน้ำ</p>
<p>นำมาสู่การพัฒนาผ่าน การแก้ปัญหาดิน เพิ่มที่ทำกิน และส่งเสริมการทำเกษตรปลอดภัย ผ่านหลักการทรงงาน &#8216;เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา&#8217; เริ่มจากแก้ปัญหา​ดินเปรี้ยว ลดสารเคมีในดิน ปรับปรุงน้ำที่มีสารเคมีปนเปื้อน จัดสรรที่ดินทำกินให้กับครัวเรือนในพื้นที่ป่าสงวน โคกไม้เรือสนับสนุนให้เกิดการทำเกษตรปลอดภัย ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นเรื่องการสานกระจูดสร้างรายได้ให้กับสตรีและคนชรา โดยเน้นกระบวนการ &#8216;ระเบิดจากข้างใน&#8217; ทั้งการสร้างคน ปลุกคน เพื่อให้มีผู้นำชุมชนในพื้นที่ทำงาน รวมทั้งการสร้างศรัทธา ผ่านการพัฒานแปลงตัวอย่างเพื่อเป็นต้นแบบในการจัดสรรพื้นที่ขนาดเล็กให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อเป็น Quick Win และเป็นต้นแบบความสำเร็จเพื่อให้ชุมชนยอมรับและนำไปขยายผล</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41153 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/แตงโม2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>บ้านโคกยามู สามารถสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ช่วยให้ชาวบ้านเข้าใช้ที่ดินในเขตป่าสงวนโคกไม้เรือ จำนวน 66.1 ไร่ ในลักษณะแปลงรวมที่ถูกกฎหมาย มีอาชีพการเกษตรตามแนวเกษตรปลอดภัยและผลผลิตหลากหลายมากขึ้น อาทิ แตงโม​ เกษตรผสมผสาน พืชผักสวนครัว รวมทั้งมีการทดลองปลูกพืชทางเลือกเพิ่มเติม เช่น พืชสมุนไพร เห็ดนางฟ้า ข้าวโพดอาหารสัตว์ ไปจนถึงการฟื้นฟูภูมิปัญญาดั้งเดิมอย่างงานฝีมือ งานจักสานกระจูด เพื่อขยายตลาดใหม่ๆ  และมุ่งแก้ปัญหาการว่างงานในพื้นที่ และเพิ่มโอกาสดึงแรงงานกลับสู่ท้องถิ่นมากขึ้น รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีทางการเกษตรแบบง่ายเพื่อช่วยเรื่องปรับปรุงบำรุงดิน ส่งเสริมองค์ความรู้เพื่อเพิ่มศักยภาพให้กลุ่มอาชีพต่างๆ  และเป็นแหล่งเรียนรู้และปฏิบัติ​ หรือ Social Lab จากการแก้ปัญหาของชุมชนเอง ให้กับชุมชนอื่นได้</p>
<p>ความสำเร็จที่เกิดขึ้นจากการพัฒนามีหลากหลายมิติสำคัญ ทั้งการสร้างความมั่นคงทางอาหารภายในพื้นที่ จากความสามารถในการปรับปรุงดินให้เหมาะสมกับการทำเกษตร สร้างรายได้จากพืชเศรษฐกิจของพื้นที่อย่าง <strong>&#8216;แตงโมไพรวัล&#8217;</strong> ที่สร้างรายได้ให้พื้นที่ในปีที่ผ่านมาได้เกือบ 10 ล้านบาท และอยู่ระหว่างการพิจารณาเพื่อขอขึ้นทะเบียนเป็นหนึ่งในสินค้าอัตลักษณ์ของพื้นที่ หรือสินค้า GI  รวมทั้งรายได้สะสมจากภูมิปัญญาในการสานกระจูดอีกกว่า 1 ล้านบาท ซึ่งเป็นรายได้เพิ่มให้กลุ่มสตรีและคนชราในพื้นที่ที่ไม่มีอาชีพประจำ สามารถมีรายได้ของตัวเอง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41151 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/ชุมชน2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>นอกจากนี้ ยังส่งผลให้สร้างความรัก ความสามัคคีของคนในพื้นที่ รวมทั้งความร่วมมือในการดูแลความสงบในพื้นที่ และการเพิ่มความเชื่อมั่นในการทำงานร่วมกับภาครัฐ เพื่อส่งเสริมพัฒนาคุณภาพชีวิตคนในชุมชน รวมทั้งมีส่วนช่วยลดสถานการณ์ความรุนแรงและความไม่สงบภายในพื้นที่ให้น้อยลงได้อีกทางหนึ่งด้วย ขณะที่การพัฒนาคนรุ่นใหม่ในพื้นที่ มีคนจบการศึกษาในระบบจนถึงระดับปริญญาตรีเพิ่มมากขึ้น การเจ็บป่วยจากสารเคมีของคนในชุมชนลดน้อยลง และการเดินทางออกไปทำงานนอกชุมชนก็ลดน้อยลงเช่นกัน</p>
<p>สำหรับ <strong>บ้</strong><strong>านจำปูน อ. รามัน จ. ยะลา </strong>เน้นการเปลี่ยนปัญหาในพื้นที่ให้กลายเป็นปัญญา  เปลี่ยนความไม่มั่นคงในพื้นที่  ให้กลายเป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืน และลดปัญหาความยากจน พร้อมทั้งเพิ่มการสร้างแนวร่วมในกลุ่มคนรุ่นใหม่  เนื่องจาก​ข้อจำกัดด้านทรัพยากรน้ำในพื้นที่ สร้างให้เกิดปัญหาทางสังคมและความขัดแย้งในชุมชน รวมทั้งผลผลิตในพื้นที่ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพืชเชิงเดี่ยว ซึ่งมีราคาไม่แน่นอน ส่วนผลผลิตข้าวพันธุ์พื้นเมืองในพื้นที่ก็ต้องอาศัยน้ำฝนเพียงอย่างเดียว ทำให้มีผลผลิตต่อไร่ต่ำ เพียง 220 กิโลกรัมและไม่เพียงพอต่อการบริโภคในพื้นที่ นำมาซึ่งปัญหาการขาดแคลนน้ำ ทั้งเพื่อบริโภคและประกอบอาชีพ ทำให้เกิดปัญหาทั้งสุขภาพคนในพื้นที่ รวมทั้งการย้ายออกของกลุ่มแรงงานในพื้นที่เพื่อไปหางานทำในจังหวัดอื่นๆ หรือในประเทศมาเลเซีย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41155 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/บ้านจำปูน.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>รวมทั้งยังมีปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่จากกลุ่มเกษตรกรที่เลี้ยงวัวแบบปล่อยตามธรรมชาติ และเข้าไปทำลายผลผลิตการเกษตรแปลงอื่นๆ ไปจนถึงการเลี้ยงอย่างขาดความรู้ทำให้เกิดโรคระบาดในวัว นอกจากนี้ยังมีปัญหาด้านภาวะโภชนาการของคนในพื้นที่ จากการบริโภคที่ไม่เหมาะสม และปัญหาสิ่งแวดล้อมในชุมชน</p>
<p>มูลนิธิปิดทองหลังพระฯ พัฒนาพื้นที่ตามยุทธศาสตร์<strong> &#8216;เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา&#8217;</strong> รวมทั้งการสร้างคน ปลุกคน และสร้างศรัทธา เพื่อให้มีกลุ่มผู้นำในการขับเคลื่อน และสร้าง Quick Win เพื่อเป็นต้นแบบในการนำไปขยายผลต่อเนื่องในพื้นที่เพิ่มเติม โดยเฉพาะปัญหาสำคัญ เรื่องการพัฒนาแหล่งน้ำ ผ่านการขุดเจาะบ่อบาดาลและสร้างระบบกระจายน้ำเข้าแปลงเกษตรในพื้นที่ รวมทั้งการขุดบ่อและสระเก็บน้ำ 26,000 ลูกบาศก์เมตร ติดตั้งระบบสูบน้ำพลังแสงอาทิตย์ ขยายแนวท่อส่งน้ำบาดาล  และปรับปรุงระบบน้ำประปาหมู่บ้าน  เป็นต้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41147 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/1-ข้าวพื้นเมือง.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p>เมื่อมีน้ำทำให้พื้นที่สามารถทำเกษตรแบบผสมผสาน ปลูกผักปลอดภัย และพัฒนาระบบการปลูกข้าวพันธุ์พื้นเมืองให้ได้ผลผลิตเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งเพิ่มการปลูกอ้อย ซึ่งตอบโจทย์ความต้องการในพื้นที่ โดยเฉพาะการเป็นพืชให้พลังงาน จากการแปรรูปเป็นน้ำอ้อย สำหรับชาวมุสลิมในช่วงถือศีลอด​ และเหมาะสมกับพื้นที่เพาะปลูกที่มักมีปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก ไปจนถึงการพัฒนา​แปลงหญ้าสำหรับอาหารสัตว์ เพื่อลดความขัดแย้งของคนในพื้นที่ ขณะเดียวกัน ได้พัฒนาระบบปศุสัตว์สำหรับการเลี้ยงวัวอย่างเหมาะสม เพื่อพัฒนาการเลี้ยงอย่างเป็นระบบและเพิ่มมูลค่าให้วัวได้เพิ่มมากขึ้น</p>
<p>​​การดำเนินงานในพื้นที่ ช่วยแก้วิกฤตขาดแคลนน้ำ และทำให้ชุมชนมีน้ำใช้สำหรับทำเกษตรอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปริมาณข้าวต่อไร่เพิ่มขึ้นได้ราว 300 &#8211; 400 กิโลกรัม ขณะที่การเลี้ยงวัวหรือโคขุนสร้างรายได้สะสมไม่ต่ำกว่า 1 ล้านบาท รวมทั้งผลผลิต​อ้อยที่มากกว่า 10 ตันต่อไร่ และการพัฒนา​ทางการเกษตรที่มีมูลค่าเพิ่มต่อเนื่อง ทั้งการผลิตไบโอชาร์ การพัฒนานวัตกรรมการปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้ง และการพัฒนาองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการน้ำอย่างเหมาะสม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41149 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/1-ข้าวพื้นเมือง-2.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p>เช่นเดียวกันมิติทางสังคม ที่สามารถลดความขัดแย้งในพื้นที่ ทำให้เกิดความสามัคคีปรองดองในพื้นที่พหุวัฒนธรรม และอยู่ร่วมกันได้ทั้งชุมชนไทยพุทธ และไทยมุสลิม รวมทั้งการสร้างภูมิคุ้มกันเรื่องของยาเสพติด และการเข้าไปร่วมขบวนการกับกลุ่มผู้ก่อการร้ายในกลุ่มเยาวชนและกลุ่มที่มีความอ่อนไหว รวมทั้งช่วยลดระดับความรุนแรงของสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ให้ลดน้อยลงได้อย่างมาก</p>
<p><em>“บ้านจำปูน ตำบลท่าธง อำเภอ รามัน จังหวัดยะลา และบ้านโคกยามู ตำบลไพรวัน อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ถือเป็น​พื้นที่ตัวอย่างของภาคใต้ โดยทั้ง 2 ชุมชน มี​ความสำคัญในฐานะ​ชุมชนสังคมพหุวัฒนธรรม ที่เมื่อน้อมนำแนวพระราชดำริมาปรับใช้ ทำให้เกิดความรัก ความสามัคคี เกิดความมั่นคงทางอาหาร ช่วยเสริมสร้างรายได้ สามารถพัฒนาผลผลิตทางการเกษตร สร้างอาชีพที่เหมาะสมกับภูมิสังคม ทำให้มีทั้งแหล่งน้ำ ที่ดินทำกินปลอดภัย สามารถบริโภคในครัวเรือน ช่วยลดรายจ่าย และเพิ่มรายได้จากการนำไปจำหน่าย เป็นต้นแบบเพื่อให้ชุมชนอื่นเข้ามาเรียนรู้อย่างเป็นรูปธรรม”</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41163 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/อ้อยๅ-1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>10 หมู่บ้าน 10 พื้นที่ ชุมชนต้นแบบ 100 ปีชาตกาล </strong></p>
<p>สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ยังได้คัดเลือก 10 ชุมชน เพื่อเป็นพื้นที่พัฒนาต้นแบบ ​วาระครบรอบ 100 ปีชาตกาล วันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร​​ มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ในปี 2570 มูลนิธิปิดทองหลังพระฯ และสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระฯ ​ได้คัดเลือกตัวอย่างชุมชนเข้มแข็งที่น้อมนำแนวพระราชดำริ ครอบคลุมหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและการพัฒนาที่ยั่งยืนไปปฏิบัติใช้อย่างเป็นรูปธรรม จนสามารถพัฒนาสู่การพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน จำนวน 10 หมู่บ้านใน 10 พื้นที่ เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของรัชกาลที่ 9</p>
<p>แนวทางการคัดเลือกพิจารณาจากปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ประชาชนในพื้นที่สามารถแก้ปัญหาที่ทำกิน ปรับปรุงแหล่งน้ำอุปโภคบริโภค พัฒนาคุณภาพดิน ทำเกษตรแบบพึ่งพาตนเอง ช่วยลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ครัวเรือน ชุมชนมีความพร้อมที่จะพัฒนาไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน พึ่งพาตนเองได้ สามารถขยายการสร้างงานสร้างอาชีพให้กับคนในชุมชน ทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น สามารถอยู่รอด พอเพียง ยั่งยืน</p>
<p>รวมทั้งการมีวิถีชุมชน ภายใต้ภูมิสังคมที่หล่อหลอมตามแนวพระราชดำริ จึงควรค่าแก่การศึกษาเรียนรู้ และนำไปใช้เป็นต้นแบบเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมีหมู่บ้านที่ได้รับการคัดเลือกเป็นพื้นที่ต้นแบบบูรณาการการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ ทั้ง 10 แห่ง ประกอบด้วย</p>
<p>1.  บ้านยอด ตำบลยอด อำเภอสองแคว จังหวัดน่าน</p>
<p>2. บ้านห้วยม่วง ตำบลแม่นาวาง อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่</p>
<p>3. บ้านโคกล่าม และ 4. บ้านแสงอร่าม ตำบลกุดหมากไฟ อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี</p>
<p>5. บ้านโพนงาม ตำบลโพนงาม อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์</p>
<p>6. บ้านโป่งลึก ตำบลห้วยแม่เพรียง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี</p>
<p>7. บ้านบางกลอย ตำบลห้วยแม่เพรียง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี</p>
<p>8. บ้านจำปูน ตำบลท่าธง อำเภอรามัน จังหวัดยะลา</p>
<p>9. บ้านโคกยามู ตำบลไพรวัน อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส</p>
<p>10.  บ้านเหล่าฝ้าย ตำบลเหล่ากวาง อำเภอโนนคูณ จังหวัดศรีสะเกษ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41150 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/ชุมชน3.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>“หมู่บ้านเหล่านี้คือบทพิสูจน์ว่า เมื่อประชาชนน้อมนำแนวพระราชดำริมาปรับใช้ ร่วมกับความร่วมมือจากภาครัฐและภาคีเครือข่าย ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างมั่นคง โดยมีเป้าหมายคือ การขับเคลื่อนและขยายผลการพัฒนาที่ยั่งยืนชุมชนพึ่งตนเองตามแนวพระราชดำริไปสู่ทั่วประเทศ ด้วยความรู้ การพัฒนาศักยภาพชุมชน การสร้างกลไกการทำงานร่วมกันในระดับจังหวัดและระดับพื้นที่ เพื่อให้ชุมชนสามารถออกแบบและจัดการปัญหาของตนเองอย่างเหมาะสม และสร้างเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนไปด้วยกัน ท่ามกลางภาวะวิกฤต” </em></p>
<p>ทั้งนี้ สถาบันพร้อมที่จะเป็นกลไกขับเคลื่อนการดำเนินงานภายใต้ยุทธศาสตร์พระราชทาน เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ควบคู่ไปกับการบูรณาการการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา โดยมีพื้นที่ต้นแบบบูรณาการการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ ทั้ง 10 แห่ง ที่น้อมนำแนวพระราชดำริมาประยุกต์ใช้ เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ และขยายผลนำไปใช้แนวทางการพัฒนาชุมชนในพื้นที่อื่นๆ สนองพระราชปณิธาน <strong>&#8216;สืบสาน รักษา ต่อยอด&#8217;</strong> ของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในหลวงรัชกาลที่ 10 ในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ราษฎรและนำไปสู่การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/local-development-southern-border-provinces/">ปิดทองหลังพระ​ฯ ชู 2 พื้นที่ต้นแบบ สร้าง Quick Win ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พัฒนาพื้นที่ &#8216;พหุวัฒนธรรม&#8217; จังหวัดชายแดนใต้ สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เซ็นทารา ปั้นแลนด์มาร์กใหม่ชะอำ-หัวหิน &#8216;คาเฟ่สวนสนลอย&#8217; พร้อมแชร์พื้นที่สร้าง &#8216;ตลาดนัดชุมชนในโรงแรม&#8217; ย้ำแนวคิด Sustainable Experience Destination</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/04/centara-suan-son-loy-new-landmark/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 10 Apr 2026 14:31:21 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Centara]]></category>
		<category><![CDATA[Destination]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[Landmark]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Experience Destination]]></category>
		<category><![CDATA[คาเฟ่รักษ์โลก]]></category>
		<category><![CDATA[ชะอำ -หัวหิน]]></category>
		<category><![CDATA[ตลาดนัดชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[ท่องเที่ยว]]></category>
		<category><![CDATA[ท่องเที่ยวยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[สวนสนลอย]]></category>
		<category><![CDATA[อัษฎางค์ สุขวิเศษ]]></category>
		<category><![CDATA[เซ็นทารา]]></category>
		<category><![CDATA[เซ็นทารา ไลฟ์]]></category>
		<category><![CDATA[เซ็นทารา ไลฟ์ ชะอำ บีช รีสอร์ท หัวหิน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=41013</guid>

					<description><![CDATA[<p>เซ็นทารา ไลฟ์ ชะอำ บีช รีสอร์ท หัวหิน ตอกย้ำแนวคิด Sustainable Experience Destination พื้นที่​พักผ่อนสีเขียวริมทะเลแห่งใหม่ เปิด​ &#8216;คาเฟ่สวนสนลอย&#8217; และทุกวันเสาร์ที่สองของเดือนยังจัด &#8216;ตลาดนัดชุมชนในโรงแรม&#8217; ตอบโจทย์การท่องเที่ยวที่สร้างคุณค่าในระยะยาว ทั้งมิติของสิ่งแวดล้อม การใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ และการเชื่อมโยงการเติบโตร่วมกับชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน สำหรับชื่อ &#8216;สวนสนลอย&#8217; สามารถ​สะท้อนถึงความเชื่อมโยง​กับธรรมชาติและพื้นที่ได้อย่างชัดเจน  เนื่องจากเป็น​ชื่อถนนที่ร้านตั้งอยู่ ซึ่งเชื่อมระหว่างชะอำและหัวหิน และเป็นพื้นที่ชุมชนชาวประมงพื้นบ้าน ​สะท้อนภาพการผสมผสานการออกแบบเพื่อ​รักษาความสมบูรณ์ของระบบนิเวศไว้ และให้คาเฟ่แห่งนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่สีเขียวที่มีความอุดมสมบูรณ์  ตามแนวทางความยั่งยืนแลัการอยู่ร่วมกับชุมชนอย่างเป็นมิตร คุณอัษฎางค์ สุขวิเศษ ผู้จัดการทั่วไป เซ็นทารา ไลฟ์ ชะอำ บีช รีสอร์ท หัวหิน เปิดเผยว่า ทางโรงแรมจัดสรรพื้นที่ราว 1 ไร่ จากพื้นที่โรงแรมรวม 7 ไร่ สำหรับพัฒนา &#8216;คาเฟ่สวนสนลอย&#8216; เพื่อให้เป็นพื้นที่สีเขียวและแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของชะอำ-หัวหิน และอยากให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางผ่านเส้นทางนี้ต้องแวะพักผ่อน ด้วยบรรยากาศความเป็นธรรมชาติที่เงียบสงบ ร่มรื่น ริมทะเล ​จากจุดเด่นของพื้นที่ ด้วยต้นไทรคู่ขนาดใหญ่ อายุกว่า 80 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/centara-suan-son-loy-new-landmark/">เซ็นทารา ปั้นแลนด์มาร์กใหม่ชะอำ-หัวหิน &#8216;คาเฟ่สวนสนลอย&#8217; พร้อมแชร์พื้นที่สร้าง &#8216;ตลาดนัดชุมชนในโรงแรม&#8217; ย้ำแนวคิด Sustainable Experience Destination</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>เซ็นทารา ไลฟ์ ชะอำ บีช รีสอร์ท หัวหิน</strong> ตอกย้ำแนวคิด Sustainable Experience Destination พื้นที่​พักผ่อนสีเขียวริมทะเลแห่งใหม่ เปิด​ <strong>&#8216;คาเฟ่สวนสนลอย&#8217;</strong> และทุกวันเสาร์ที่สองของเดือนยังจัด <strong>&#8216;ตลาดนัดชุมชนในโรงแรม&#8217;</strong> ตอบโจทย์การท่องเที่ยวที่สร้างคุณค่าในระยะยาว ทั้งมิติของสิ่งแวดล้อม การใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ และการเชื่อมโยงการเติบโตร่วมกับชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน</p>
<p><span id="more-41013"></span></p>
<p>สำหรับชื่อ<strong> &#8216;สวนสนลอย&#8217;</strong> สามารถ​สะท้อนถึงความเชื่อมโยง​กับธรรมชาติและพื้นที่ได้อย่างชัดเจน  เนื่องจากเป็น​ชื่อถนนที่ร้านตั้งอยู่ ซึ่งเชื่อมระหว่างชะอำและหัวหิน และเป็นพื้นที่ชุมชนชาวประมงพื้นบ้าน ​สะท้อนภาพการผสมผสานการออกแบบเพื่อ​รักษาความสมบูรณ์ของระบบนิเวศไว้ และให้คาเฟ่แห่งนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่สีเขียวที่มีความอุดมสมบูรณ์  ตามแนวทางความยั่งยืนแลัการอยู่ร่วมกับชุมชนอย่างเป็นมิตร</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41014 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/GM1.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><strong>คุณอัษฎางค์ สุขวิเศษ</strong> ผู้จัดการทั่วไป เซ็นทารา ไลฟ์ ชะอำ บีช รีสอร์ท หัวหิน เปิดเผยว่า ทางโรงแรมจัดสรรพื้นที่ราว 1 ไร่ จากพื้นที่โรงแรมรวม 7 ไร่ สำหรับพัฒนา &#8216;<strong>คาเฟ่สวนสนลอย</strong>&#8216; เพื่อให้เป็นพื้นที่สีเขียวและแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของชะอำ-หัวหิน และอยากให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางผ่านเส้นทางนี้ต้องแวะพักผ่อน ด้วยบรรยากาศความเป็นธรรมชาติที่เงียบสงบ ร่มรื่น ริมทะเล ​จากจุดเด่นของพื้นที่ ด้วยต้นไทรคู่ขนาดใหญ่ อายุกว่า 80 ปี ให้ทั้งความสวยงาม และสร้างร่มเงา เหมาะสำหรับการเป็นอีกหนึ่งจุดแวะพักและเช็คอินสำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางผ่านเส้นทางชะอำ -หัวหิน รวมทั้งรองรับแขกที่มาพักภายในโรงแรมซึ่งมีทั้งคนไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มครอบครัวซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของโรงแรม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41017 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Cafe3.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41020 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Photo-757.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>&#8220;ไม่เพียงความสวยงามของพื้นที่ และ​ความใกล้ชิดธรรมชาติแล้ว ​คาเฟ่แห่งนี้ยัง​ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนความยั่งยืน ทั้งการดำเนินงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เชื่อมโยงทั้งวิถีธรรมชาติ วิถีชุมชน รวมทั้งยัง​ส่งเสริมการสร้างอาชีพ และรายได้เพิ่มให้ผู้คนในชุมชน ทั้งการออกแบบร้านให้มีความโปร่งโล่ง เพื่อลดการใช้พลังงาน การคัดเลือกเมล็ดพันธุ์กาแฟ และวัตถุดิบที่เป็น​ออร์แก​นิกเพื่อทำเมนูอาหารและเครื่องดื่มภายในคาเฟ่ รวมทั้งการเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม​ เพื่อตอบโจทย์การทำธุรกิจอย่างยั่งยืนได้ครบทุกมิติ&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41021 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Pizza.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41022 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Photo-871.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>นอกจากนี้ ทุกวันเสาร์ที่สองของทุกเดือน ทางรีสอร์ทยังเปิดพื้นที่เป็น &#8216;ตลาดนัดชุมชนสวนสนลอย&#8217; เพิ่มโอกาสให้เกษตรกร ผู้ประกอบการ ไปจนถึงช่างฝีมือในท้องถิ่น มีพื้นที่สำหรับจำหน่ายสินค้าหรือผลผลิตของตัวเองเพิ่มมากขึ้น พร้อมทั้งให้นักท่องเที่ยวมีโอกาสได้สัมผัสวิถีชีวิตของชาวเพชรบุรีอย่างใกล้ชิด ผ่านสินค้าชุมชนหลากหลายกว่า 40 ร้านค้า ในราคาจับต้องได้ง่าย เต็มพื้นที่ราว 1 ไร่นี้ ทั้งอาหาร เครื่องดื่ม ขนม ผลไม้ท้องถิ่น ไปจนถึงเสื้อผ้า เครื่องประดับ ที่สะท้อนศิลปะ และ​งานช่างฝีมือ​ เพื่อสะท้อนภูมิปัญญาและวัฒนธรรมของท้องถิ่นได้อีกทางหนึ่ง โดยร้านค้าในพื้นที่ตลาดจะเริ่มตั้งและมีความคึกคักในช่วงบ่ายๆ ราว 16.00 น. ถึงช่วงเวลาประมาณ 21.00 น.</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41019 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/MKT1.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41023 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/4.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41024 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Shop-Bloom2.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><em>&#8220;ร้านค้าที่เข้ามาขายของ จะเสียค่าพื้นที่เพียงร้านละ 50 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการดูแลพื้นที่ รวมทั้งบริหารจัดการขยะต่างๆ ซึ่งไม่เพียงแค่เปิดโอกาสให้พ่อค้าแม่ค้าในพื้นที่ แต่ยังรวมถึงพนักงานของโรงแรม ก็สามารถลงทะเบียน เพื่อจอง​พื้นที่เปิดร้านได้ด้วยเช่นกัน โดยการจัดสรรพื้นที่จะพยายามเน้นให้มีร้านค้าที่มีสินค้าหลากหลายประเภท ไม่ซ้ำซ้อนกัน รวมทั้งเงื่อนไขให้ทุกร้านค้า ต้องใช้บรรจุภัณฑ์รักษ์โลก และให้ความสำคัญเรื่องของการแยกขยะภายในพื้นที่ตลาด รวมทั้งกิจกรรมเวิร์คช้อป ทำป้ายชื่อร้านจากวัสดุรักษ์โลก เพื่อลดปริมาณการใช้พลาสติกภายในพื้นที่&#8221;​</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41027 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Paint1.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41028 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/PET.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p>เซ็นทารา ไลฟ์ ชะอำ บีช รีสอร์ท หัวหิน ยังมุ่งมั่นยกระดับการให้บริการภายใต้แนวคิดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยได้รับการรับรองมาตรฐาน STGs ระดับ 5 ดาว พร้อมขับเคลื่อนโครงการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง อาทิ Bike for Good, Please Reuse Me และ My Green Day นอกจากนี้ รีสอร์ทยังมีการติดตั้งอุปกรณ์เพื่อลดการใช้น้ำ สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รวมถึงระบบประหยัดพลังงานภายในพื้นที่รีสอร์ท เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างสมดุลระหว่างการให้บริการ การดูแลทรัพยากร และการเติบโตในระยะยาว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41025 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Garden-Singer1.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41026 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Market2.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p>ท้ังนี้ การขับเคลื่อน &#8216;ความยั่งยืน&#8217; ของเซ็นทาราสะท้อนความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนธุรกิจ เพื่อสร้างการเติบโตทางธุรกิจควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อม และสร้างความเป็นอยู่ที่ดีของชุมชน ภายใต้แนวทาง &#8216;เซ็นทรัล ทำ&#8217; (Central Tham) ของบริษัทแม่อย่างกลุ่มเซ็นทรัล เพื่อมุ่งขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืน พร้อมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน ท้องถิ่น ผ่านการสนับสนุนผู้ผลิตในพื้นที่ การเลือกใช้วัตถุดิบอย่างมีความรับผิดชอบ และการดำเนินธุรกิจที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมทุกมิติ เพื่อให้โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา สามารถส่งเสริมได้ทั้งการท่องเที่ยวที่อบอุ่น มีความหมาย และเติบโตไปพร้อมกับชุมชนได้ในระยะยาว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41015 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/3.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41016 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/2.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/centara-suan-son-loy-new-landmark/">เซ็นทารา ปั้นแลนด์มาร์กใหม่ชะอำ-หัวหิน &#8216;คาเฟ่สวนสนลอย&#8217; พร้อมแชร์พื้นที่สร้าง &#8216;ตลาดนัดชุมชนในโรงแรม&#8217; ย้ำแนวคิด Sustainable Experience Destination</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
