<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Experience &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/category/experience/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Sun, 09 Aug 2026 10:23:30 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.6</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>Experience &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ย้อนรอยทริป &#8216;ฮลุน โซโล่&#8217; ​​พาเที่ยว &#8216;ภูฏาน&#8217; ประเทศ​ที่คน​มีความสุข​ที่สุด​​ และปล่อยคาร์​บอนต่ำที่สุดในโลก</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/08/bhutan-hlun-solo-journey/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 09 Aug 2026 10:23:30 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Bhutan]]></category>
		<category><![CDATA[GNH]]></category>
		<category><![CDATA[Gross National Happiness]]></category>
		<category><![CDATA[Hlun Solo]]></category>
		<category><![CDATA[Low Carbon]]></category>
		<category><![CDATA[Negative Carbon Emissions]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาที่ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ความสุขมวลรวม]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนติดลบ]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนเป็นศูนย์]]></category>
		<category><![CDATA[ค่าเหยียบแผ่นดิน]]></category>
		<category><![CDATA[ท่องเที่ยวภูฏาน]]></category>
		<category><![CDATA[ท่องเที่ยวยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[บวรทัต เป็งสุข]]></category>
		<category><![CDATA[พื้นที่สีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[ภูฏาน]]></category>
		<category><![CDATA[อบก]]></category>
		<category><![CDATA[ฮลุน]]></category>
		<category><![CDATA[ฮลุน โซโล่]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43605</guid>

					<description><![CDATA[<p>แม้วันนี้ &#8216;ฮลุน โซโล่&#8217; (Hlun Solo) หรือ &#8216;บวรทัต เป็งสุข&#8217; ยูทูปเบอร์สายท่องเที่ยวชาวไทย จะออกเดินทางไกลอย่างไม่มีวันกลับ จากทริปสุดท้ายที่ประเทศจอร์เจีย แต่เรื่องเล่าจากประสบการณ์เดินทางมากกว่า 50 ประเทศ ที่ฮลุนได้ฝากเอาไว้ ยังคงอยู่ และสร้างความประทับใจให้คนไทยอยู่เสมอ เพราะแต่ละสถานที่ที่ฮลุนได้พาไปนั้น ล้วนช่วยเปิดประสบการณ์ใหม่ให้ทั้งนักเดินทาง รวมทั้งผู้ที่ไม่มีโอกาสได้เดินทาง ร่วมเรียนรู้ ​และสามารถสัมผัสประสบการณ์แปลกใหม่ ผ่านเส้นทางและเรื่องราวที่ฮลุนได้ถ่ายทอดออกมาแบบหาจากที่อื่นได้ยาก โดยเฉพาะทริปที่น่าประทับใจ และอาจเรียกได้ว่าเป็นทริปล่าสุดของฮลุน กับการพาไปเที่ยวประเทศที่ไปได้ยากที่สุดอีกแห่งหนึ่ง ทั้งจากข้อจำกัดในการต้อนรับนักท่องเที่ยว รวมทั้งค่าใช้จ่ายในแต่ละทริปที่ค่อนข้างสูง อย่างประเทศ &#8216;ภูฏาน&#8217; (Bhutan) ซึ่งถือว่าเป็นประเทศที่เพิ่งเปิดรับนักท่องเที่ยวเมื่อราวกว่า 50 ปีที่ผ่านมานี้ ประกอบกับการคัดเลือกกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ​ ผ่าน​การเรียกเก็บ &#8216;ค่าธรรมเนียมในการเหยียบแผ่นดิน&#8217; หรือ SDF (The Sustainable Development Fee) เพื่อ​​​สามารถรักษาอัตลักษณ์และวัฒนธรรมของประเทศ รวมทั้งการดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชนในประเทศ ตามแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน ขอบคุณภาพจาก : YouTube :  ฮลุน โซโล่ (Hlun Solo) สำหรับ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/08/bhutan-hlun-solo-journey/">ย้อนรอยทริป &#8216;ฮลุน โซโล่&#8217; ​​พาเที่ยว &#8216;ภูฏาน&#8217; ประเทศ​ที่คน​มีความสุข​ที่สุด​​ และปล่อยคาร์​บอนต่ำที่สุดในโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>แม้วันนี้ &#8216;<strong>ฮลุน โซโล่&#8217;</strong> (Hlun Solo) หรือ <strong>&#8216;บวรทัต เป็งสุข&#8217;</strong> ยูทูปเบอร์สายท่องเที่ยวชาวไทย จะออกเดินทางไกลอย่างไม่มีวันกลับ จากทริปสุดท้ายที่ประเทศจอร์เจีย แต่เรื่องเล่าจากประสบการณ์เดินทางมากกว่า 50 ประเทศ ที่ฮลุนได้ฝากเอาไว้ ยังคงอยู่ และสร้างความประทับใจให้คนไทยอยู่เสมอ</p>
<p><span id="more-43605"></span></p>
<p>เพราะแต่ละสถานที่ที่ฮลุนได้พาไปนั้น ล้วนช่วยเปิดประสบการณ์ใหม่ให้ทั้งนักเดินทาง รวมทั้งผู้ที่ไม่มีโอกาสได้เดินทาง ร่วมเรียนรู้ ​และสามารถสัมผัสประสบการณ์แปลกใหม่ ผ่านเส้นทางและเรื่องราวที่ฮลุนได้ถ่ายทอดออกมาแบบหาจากที่อื่นได้ยาก</p>
<p>โดยเฉพาะทริปที่น่าประทับใจ และอาจเรียกได้ว่าเป็นทริปล่าสุดของฮลุน กับการพาไปเที่ยวประเทศที่ไปได้ยากที่สุดอีกแห่งหนึ่ง ทั้งจากข้อจำกัดในการต้อนรับนักท่องเที่ยว รวมทั้งค่าใช้จ่ายในแต่ละทริปที่ค่อนข้างสูง อย่างประเทศ <strong>&#8216;ภูฏาน&#8217; (Bhutan) </strong>ซึ่งถือว่าเป็นประเทศที่เพิ่งเปิดรับนักท่องเที่ยวเมื่อราวกว่า 50 ปีที่ผ่านมานี้ ประกอบกับการคัดเลือกกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ​ ผ่าน​การเรียกเก็บ &#8216;<strong>ค่าธรรมเนียมในการเหยียบแผ่นดิน&#8217;</strong> หรือ<strong> SDF</strong> (The Sustainable Development Fee) เพื่อ​​​สามารถรักษาอัตลักษณ์และวัฒนธรรมของประเทศ รวมทั้งการดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชนในประเทศ ตามแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน</p>
<p style="text-align: center;"><img fetchpriority="high" decoding="async" class="alignnone wp-image-43612 size-large" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/S__87023761_0-1024x581.jpg" alt="" width="1024" height="581" /></p>
<p style="text-align: center;"><em>ขอบคุณภาพจาก : YouTube :  ฮลุน โซโล่ (Hlun Solo)</em></p>
<p>สำหรับ <strong>&#8216;ภูฏาน&#8217; </strong>เป็นเมืองที่ซ่อนตัวอยู่ในเทือกเขา มีประชากรราว 7.5 แสนคน นับเป็นประเทศที่ 50 ที่ฮลุนพาเราออกเดินทางไปสัมผัสกับความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ ความคลาสสิคของบ้านเมือง และความตั้งใจในการอนุรักษ์ทรัพยากรให้คงอยู่ จนขึ้นแท่นประเทศที่มีคาร์บอนติดลบ (Negative Carbon Emission) ​แม้ว่า ภูฏาน จะเป็นประเทศที่มีค่าเหยียบแผ่นดินแพงที่สุด โดยเคยสูงถึงราว 7,500 บาทต่อวันในช่วงโควิด-19 แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ความน่าสนใจในการไปเยือนประเทศดังกล่าวลดน้อยลง</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" class="alignnone wp-image-43606 size-large" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/S__87023757_0-1024x578.jpg" alt="" width="1024" height="578" /></p>
<p style="text-align: center;"><em>ขอบคุณภาพจาก : YouTube :  ฮลุน โซโล่ (Hlun Solo)</em></p>
<p><strong>ทำไมต้องจ่ายค่าเหยียบแผ่นดิน </strong></p>
<p>สำหรับการเดินทางไปท่องเที่ยวภูฏาน ไม่สามารถไปเที่ยวด้วยตัวเองได้ จำเป็นจะต้องใช้ไกด์ท้องถิ่นตลอดทริปของการท่องเที่ยว ข้อมูลจากเว็บไซต์ <strong>Bhutan Center</strong> อธิบายว่า เนื่องจากภูฏานเป็นประเทศที่เน้นการท่องเที่ยวแบบคุณภาพ ซึ่งกำหนดให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในประเทศจะต้องจ่าย <strong>ค่าเหยียบแผ่นดิน</strong> หรือ <strong>SDF (The Sustainable Development Fee)</strong> เป็นค่าธรรมเนียมเพื่อสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน จะนำไปใช้ในโครงการต่างๆ ที่สนับสนุนการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมของประเทศภูฏาน กระตุ้นภาคการขนส่ง รวมทั้งอีกหลายโครงการที่สำคัญ</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" class="alignnone wp-image-43617 size-large" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/S__87023765-1024x577.jpg" alt="" width="1024" height="577" /></p>
<p style="text-align: center;"><em>ขอบคุณภาพจาก : YouTube :  ฮลุน โซโล่ (Hlun Solo)</em></p>
<p>ปัจจุบันรัฐบาลภูฏานได้ประกาศมาตรการลดค่าค่าเหยียบแผ่นดิน 50% จาก 200 ดอลลาร์สหรัฐ เหลือเพียง 100 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3,500 บาท ต่อคน ต่อคืน ซึ่งค่าใช้จ่ายนี้จะเข้ารัฐบาลภูฏานโดยตรง ไม่เกี่ยวกับค่าโรงแรม ค่าอาหาร ค่าเข้าชมสถานที่ แต่ทุกบริษัททัวร์จะต้องเก็บจากนักท่องเที่ยวรวมอยู่ในค่าแพ็กเกจ</p>
<p><strong>จากค่าเหยียบแผ่นดิน สู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนให้อยู่ดีมีสุข </strong></p>
<p>จากการเดินทางไปเยือนภูฏานของฮลุน ทำให้เราได้เห็นถึงความเป็นอาณาจักรลึกลับและสันโดษมากที่สุดในโลก ขณะเดียวกัน <em><strong>ภูฎาน ขับเคลื่อนประเทศด้วยความสุข วิถีชีวิตอิงกับความสมดุลและความสงบ ไม่ใช้ตัวเลขทางเศรษฐกิจกำหนดทิศทางประเทศ แต่ให้ความสำคัญกับการสร้างความสุขของประชาชนโดยรวมในประเทศ</strong></em> โดยรัฐบาลจะดูแลความเป็นอยู่พื้นฐานของประชาชนในประเทศทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น การศึกษา การรักษาพยาบาล ที่มีโรงพยาบาลกระจายตัวอยู่ตามท้องถิ่นเพื่อให้สามารถเข้าถึงการรักษาได้อย่างสะดวกโดยไม่ต้องเดินทางไกล หรือค่าสาธารณูปโภคอย่างค่าน้ำ และค่าไฟ ที่ประชากรทั่วทั้งประเทศสามารถเข้าถึงไฟฟ้าได้ และหากใช้อยู่ในอัตราที่กำหนดรัฐบาลก็จะเป็นผู้จ่ายค่าไฟให้ด้วย</p>
<p>เมื่อการเติบโตของประเทศไม่ได้เน้นการแข่งขันทาง​​ธุรกิจ แต่เน้นการใช้ชีวิตที่เรียบง่ายและเป็นสุข ส่งเสริมให้ผู้คนในประเทศให้ความสำคัญกับเวลาในครอบครัว สวดมนต์ ทำสมาธิในตอนเช้า และเวลามาตรฐานในการออกมาทำงานอยู่ที่ราว 09.00 น. ทำให้ไม่ต้องเผชิญสถานการณ์ในชั่วโมงเร่งด่วนเหมือนกับในหลายๆ เมืองใหญ่ ประกอบกับการมีรัฐบาลดูแลคุณภาพชีวิต และสิ่งจำเป็นพื้นฐานครบถ้วนแล้ว</p>
<p>ผู้คนจึงไม่ต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดกันมากนัก หากไม่มีความต้องการอะไรที่ฟุ้งเฟ้อเกินความจำเป็น ขณะที่ผู้คนในประเทศก็อยู่ในระเบียบวินัย ผู้คนต่างเคารพกฎจราจร แม้บนถนจะไม่มีไฟสัญญาณจราจร ​มีเพียงตำรวจจราจรคอยทำหน้าที่ให้สัญญาณแก่ผู้คนที่สัญจรไปมา รวมทั้งการหยุดรถให้ผู้คนข้ามถนนตรงทางข้ามโดยอัตโนมัติ ทำให้สามารถเดินทางภายในเมืองได้อย่างปลอดภัย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43608 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/S__87023755_0.jpg" alt="" width="1000" height="560" /></p>
<p style="text-align: center;"><em>ขอบคุณภาพจาก : YouTube :  ฮลุน โซโล่ (Hlun Solo)</em></p>
<p><strong><em>“ภูฏาน จะรับนักท่องเที่ยวอย่างจำกัด และค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง นักท่องเที่ยวจำเป็นต้องใช้ไกด์ท้องถิ่น เพื่อการให้บริการ​นักท่องเที่ยว​ภายใต้​​มาตรฐานที่ดี​ เน้นนักท่องเที่ยวคุณภาพ ไม่เน้นปริมาณ ทำให้ยังรักษาความสมบูรณ์ของธรรมชาติ และอัตลักษณ์ วัฒนธรรมของชาติไว้ได้อย่างแข็งแรง ขณะที่การเก็บเงินค่าเหยียบแผ่นดินที่จ่ายวันละ 3,500 บาท จะถูกนำไปใช้พัฒนา​ด้านการศึกษา ระบบสาธารณสุข และสาธารณูปโภคต่างๆ ในประเทศ ทำให้ชาวภูฎานได้เรียนฟรี ใช้บริการด้านสาธารณสุขฟรี ไฟฟ้า น้ำสะอาด ใช้ฟรีหากไม่เกินที่ภาครัฐกำหนด แต่ละตำบลมีโรงพยาบาล และในหมู่บ้านต่างๆ ทั่วประเทศก็สามารถเข้าถึงระบบนี้ได้ ” </em></strong>ฮลุน อธิบาย</p>
<p><strong>ภูฏาน ประเทศแห่งความยั่งยืน </strong></p>
<p>สำหรับ ภูฏาน มีประชากรเพียง 7.5 แสนคน พัฒนาประเทศภายใต้กรอบการสร้าง<strong> &#8216;ความสุขมวลรวมประชาชาติ&#8217; </strong>หรือ <strong>GNH (Gross National Happiness</strong>) แตกต่างจากประเทศอื่นๆ ในโลกที่เน้นขับเคลื่อนผลิตภัณฑ์มวลรวม​ หรือ GDP เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตและพัฒนาประเทศ ทำให้ภูฏานยังได้ชื่อว่าเป็น <strong>&#8216;ประเทศที่มีความสุขมากที่สุดในโลก&#8217;</strong> โดยการพัฒนาตามแนวทาง <strong>GNH </strong>จะสอดคล้องกับหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืนผ่าน 4 มิติ คือ</p>
<p>1. การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแบบยั่งยืน</p>
<p>2. การส่งเสริมและรักษาคุณค่าทางวัฒนธรรม</p>
<p>3. การให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์แวดล้อม</p>
<p>4. การบริหารอย่างมีธรรมาภิบาล</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-43609 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/S__87023749_0.jpg" alt="" width="1000" height="563" /></p>
<p style="text-align: center;"><em>ขอบคุณภาพจาก : YouTube :  ฮลุน โซโล่ (Hlun Solo)</em></p>
<p>สำหรับเส้นทางในภูฏานที่ฮลุนพาไปนั้น จะเห็นได้ว่าตลอดสองข้างทาง หรือความโดดเด่นในแต่ละพื้นที่ต่างมีธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์เนื่องจาก พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศจะเป็นป่า หรือภูเขา สะท้อนการให้ความสำคัญของภาครัฐในการดูแลและปกป้องระบบนิเวศและธรรมชาติ โดยพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศจะเป็นพื้นที่สีเขียว รวมทั้งมีกฏหมายพิเศษในการคุ้มครองดูแลพื้นที่ป่าไม่ให้พื้นที่ป่าลดลงต่ำกว่า 60% ของประเทศ ภูฏานจึงได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีการปล่อยคาร์บอนต่ำที่สุดในโลก และมี​คาร์บอนติดลบ ทำให้กลายเป็นอีกหนึ่งพื้นที่สำคัญที่ช่วยดูดซับคาร์บอนของทั้งโลกไว้ได้อีกด้วย</p>
<p>สอดคล้องกับข้อมูลจาก <strong>องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)</strong> (อบก.) ที่ระบุไว้ว่า ภูฏาน มีป่าปกคลุมกว่า 72% ของพื้นที่ประเทศ โดยรัฐธรรมนูญกำหนดว่าประเทศจะต้องมีพื้นที่ป่าไม่น้อยกว่า 60% ของพื้นที่ประเทศ โดยพบว่าดินแดนแห่งความสุขนี้ปล่อยคาร์บอนเพียงปีละ 1.5 ล้านตัน แต่พื้นที่ป่าสามารถดูดคาร์บอนได้ถึงปีละ 6 ล้านตัน ต้นไม้เหล่านี้จึงทำหน้าที่ดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่าที่ชาวภูฏานปล่อยหลายเท่าตัว จึงเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศ​ที่มีการปล่อยคาร์บอนติดลบ (Negative Carbon Emission) ท่ามกลางความกังวลของทั่วโลกที่มีต่อปัญหาวิกฤตสภาพอากาศในปัจจุบันนี้</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-43613 size-large" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/S__87023764_0-1024x585.jpg" alt="" width="1024" height="585" /></p>
<p style="text-align: center;"><em>ขอบคุณภาพจาก : YouTube :  ฮลุน โซโล่ (Hlun Solo)</em></p>
<p>นอกจากนี้ การใช้พลังงานภายในประเทศภูฏาน ยังเน้นการใช้ไฟฟ้าพลังงานน้ำ แทนพลังงานจากถ่านหินหรือก๊าซ และสามารถ​ส่งออกไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานน้ำไปให้ประเทศเพื่อนบ้านถึง 3 เท่าของไฟฟ้าที่ชาวภูฏานใช้ ซึ่งเป็นรายได้ส่งออกหลักของประเทศ และช่วยเพื่อนบ้านลดคาร์บอนได้อีกด้วย พร้อมกับการลงทุนในพลังงานทดแทนมากขึ้น เช่น พลังงานลม และแสงอาทิตย์</p>
<p>สุดท้ายที่สำคัญ คือ <strong>&#8216;การท่องเที่ยวที่เน้นยั่งยืน&#8217;</strong> ทางการจัดเก็บค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวไปพัฒนาประเทศ จะถูกนำไปใช้สำหรับใช้จ่ายเพื่อการศึกษา, การดูแลสุขภาพ, การบรรเทาความยากจน และใช้สำหรับการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติมเพื่อรองรับการเติบโตของนักท่องเที่ยว</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-43610 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/S__87023754_0.jpg" alt="" width="1000" height="564" /></p>
<p style="text-align: center;"><em>ขอบคุณภาพจาก : YouTube :  ฮลุน โซโล่ (Hlun Solo)</em></p>
<p><strong>9 แนวทางปฏิบัติ สู่เป้าหมายการพัฒนา แบบ &#8216;ภูฏานโมเดล&#8217;</strong></p>
<p>1. การมีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ตามมาตรฐาน (Living standards)</p>
<p>2. ประชาชนมีการศึกษา (Education)</p>
<p>3. มีสุขภาพที่แข็งแรง (Health)</p>
<p>4. ความสามารถในการรักษาความสมดุลของสภาพแวดล้อม (Environment )</p>
<p>5. การสร้างความเข้มแข็งของชุมชน (Community vitality)</p>
<p>6. การใช้เวลาในการดำรงชีวิตอย่างเหมาะสม (Time-use) หรือสร้างความสมดุลเรื่อง Work Life Balance</p>
<p>7. การมีสภาวะทางด้านจิตใจที่ดี (Psychological well-being)</p>
<p>8. การมีธรรมาภิบาล (Good governance)</p>
<p>9. ส่งเสริมและรักษาวัฒนธรรมของชาติ (Cultural resilience and promotion )</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-43611 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/S__87023751_0.jpg" alt="" width="1000" height="567" /></p>
<p style="text-align: center;"><em>ขอบคุณภาพจาก : YouTube :  ฮลุน โซโล่ (Hlun Solo)</em></p>
<p>จากความสันโดษของ​​ภูฏาน​ ที่เคยปิดประเทศนานเกือบ 300 ปี และเปิดรับนักท่องเที่ยวช้าที่สุดในโลก เมื่อราว 50 กว่าปีก่อน แต่นั่นก็ไม่เคยทำให้เสน่ห์ของภูฏานหายไป เพราะปัจจุบัน ยังคงวัฒนธรรมดั้งเดิม ความเรียบง่าย และความเป็นธรรมชาติไว้อย่างสมบูรณ์ กลายเป็นเสน่ห์ที่หลายคนอยากเดินทางไปสัมผัสด้วยตาตัวเอง ค่าเหยียบแผ่นดินวันละ 3,500 บาท จึงไม่ถือว่าสูงเกินไปหากเทียบกับสิ่งที่เราจะได้รับเมื่อไปเยือนภูฏาน และมั่นใจได้ว่ารายได้ดังกล่าว จะถูกจัดสรรเพื่อดูแลประชาชนในประเทศให้มีความสุขอย่างยั่งยืนได้อย่างแท้จริง</p>
<p>ที่มา  : YouTube :  ฮลุน โซโล่ (Hlun Solo) , องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) , Bhutan Center</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/08/bhutan-hlun-solo-journey/">ย้อนรอยทริป &#8216;ฮลุน โซโล่&#8217; ​​พาเที่ยว &#8216;ภูฏาน&#8217; ประเทศ​ที่คน​มีความสุข​ที่สุด​​ และปล่อยคาร์​บอนต่ำที่สุดในโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>3 บทเรียนจาก 15 ปีของ Banpu Champions for Change เพื่อขับเคลื่อนกิจการเพื่อสังคมไทย ในงาน Sustrends 2027</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/08/15-yrs-banpu-champions-for-change/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 08 Aug 2026 14:31:48 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[banpu]]></category>
		<category><![CDATA[Banpu Champions for Change]]></category>
		<category><![CDATA[BC4C]]></category>
		<category><![CDATA[ChangeFusion]]></category>
		<category><![CDATA[Local Alike]]></category>
		<category><![CDATA[Local Alot]]></category>
		<category><![CDATA[Local Aroi]]></category>
		<category><![CDATA[Social Enterprise]]></category>
		<category><![CDATA[Sustrends 2027]]></category>
		<category><![CDATA[The Business of Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[กิจการเพื่อสังคม]]></category>
		<category><![CDATA[คีรีฟาร์ม]]></category>
		<category><![CDATA[คุณค่า]]></category>
		<category><![CDATA[นวัตกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[บ้านปู]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ประกอบการเพื่อสังคม]]></category>
		<category><![CDATA[ภูคราม]]></category>
		<category><![CDATA[รัฐพล สุคันธี]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการพลังเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคม ปีที่ 7]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43636</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#8220;การสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน ไม่ได้เริ่มจากเงินทุนเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มจากการลงทุนกับ &#8216;คน&#8216; เพราะเมื่อผู้คนมีศักยภาพ พวกเขาจะกลับไปสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับสังคมได้ด้วยตัวเอง&#8221; นี่คือมุมมองจาก นายรัฐพล สุคันธี ผู้อำนวยการสายอาวุโส – สื่อสารองค์กร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ที่ได้ร่วมถ่ายทอดบนเวที The Business of Sustainability ภายในงาน Sustrends 2027 ที่ผ่านมา เพื่อถ่ายทอดวิสัยทัศน์ของบ้านปู และแบ่งปันบทเรียนตลอด 15 ปี จากการทำงานร่วมกับผู้ประกอบการเพื่อสังคมผ่าน “โครงการพลังเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคม” (Banpu Champions for Change: BC4C) พร้อมชวนให้ภาคธุรกิจมองเห็นบทบาทของตนเองในการร่วมสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของผู้คนและสังคม และเน้นย้ำว่า &#8220;การพัฒนาศักยภาพคน&#8221; คือรากฐานสำคัญของการสร้างความยั่งยืนที่แท้จริง พัฒนาการของโครงการฯ ที่ปรับเปลี่ยนตามโลกที่เปลี่ยนไป เมื่อ 15 ปีก่อน คำว่า Social Enterprise หรือ กิจการเพื่อสังคม ยังเป็นเรื่องใหม่ในประเทศไทย ขณะที่บทบาทของภาคธุรกิจยังถูกมองว่ามีหน้าที่หลักในการสร้างผลกำไร ส่วนการแก้ปัญหาสังคมเป็นหน้าที่ของภาครัฐหรือองค์กรไม่แสวงหากำไร บ้านปูจึงตั้งคำถามสำคัญว่า &#8220;ธุรกิจจะเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาสังคมได้หรือไม่และจะทำอย่างไรให้การสร้างการเปลี่ยนแปลงดำเนินต่อไปได้โดยไม่ต้องพึ่งพาเงินบริจาคเพียงอย่างเดียว&#8221; [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/08/15-yrs-banpu-champions-for-change/">3 บทเรียนจาก 15 ปีของ Banpu Champions for Change เพื่อขับเคลื่อนกิจการเพื่อสังคมไทย ในงาน Sustrends 2027</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><em>&#8220;</em><em>การสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน ไม่ได้เริ่มจากเงินทุนเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มจากการลงทุนกับ </em><em>&#8216;</em><em>คน</em><em>&#8216; </em><em>เพราะเมื่อผู้คนมีศักยภาพ พวกเขาจะกลับไปสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับสังคมได้ด้วยตัวเอง&#8221;</em></p>
<p><span id="more-43636"></span></p>
<p>นี่คือมุมมองจาก <strong>นายรัฐพล สุคันธี ผู้อำนวยการสายอาวุโส – สื่อสารองค์กร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน)</strong> ที่ได้ร่วมถ่ายทอดบนเวที The Business of Sustainability ภายในงาน Sustrends 2027 ที่ผ่านมา เพื่อถ่ายทอดวิสัยทัศน์ของบ้านปู และแบ่งปันบทเรียนตลอด 15 ปี จากการทำงานร่วมกับผู้ประกอบการเพื่อสังคมผ่าน <a href="https://www.facebook.com/banpuchampions" target="_blank" rel="noopener"><strong>“</strong><strong>โครงการพลังเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคม</strong><strong>”</strong><strong> (</strong><strong>Banpu Champions for Change: BC</strong><strong>4</strong><strong>C)</strong></a> พร้อมชวนให้ภาคธุรกิจมองเห็นบทบาทของตนเองในการร่วมสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของผู้คนและสังคม และเน้นย้ำว่า &#8220;การพัฒนาศักยภาพคน&#8221; คือรากฐานสำคัญของการสร้างความยั่งยืนที่แท้จริง</p>
<p><strong>พัฒนาการของโครงการฯ ที่ปรับเปลี่ยนตามโลกที่เปลี่ยนไป</strong></p>
<p>เมื่อ 15 ปีก่อน คำว่า <strong>Social Enterprise</strong> หรือ <strong>กิจการเพื่อสังคม</strong> ยังเป็นเรื่องใหม่ในประเทศไทย ขณะที่บทบาทของภาคธุรกิจยังถูกมองว่ามีหน้าที่หลักในการสร้างผลกำไร ส่วนการแก้ปัญหาสังคมเป็นหน้าที่ของภาครัฐหรือองค์กรไม่แสวงหากำไร</p>
<p>บ้านปูจึงตั้งคำถามสำคัญว่า <em>&#8220;</em><em>ธุรกิจจะเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาสังคมได้หรือไม่และจะทำอย่างไรให้การสร้างการเปลี่ยนแปลงดำเนินต่อไปได้โดยไม่ต้องพึ่งพาเงินบริจาคเพียงอย่างเดียว&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43638 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/re-นายรัฐพล-สุคันธี-ผู้อำนวยการสายอาวุโส-–-สื.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p>คำถามนี้นำไปสู่การก่อตั้ง “<strong>โครงการพลังเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคม</strong><strong>”</strong><strong> (</strong><strong>Banpu Champions for Change: BC4C)</strong> ในปี 2554 ร่วมกับ ChangeFusion เพื่อบ่มเพาะผู้ประกอบการเพื่อสังคมที่ใช้กลไกทางธุรกิจสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม ด้วยความเชื่อว่า เมื่อผู้ประกอบการมีศักยภาพและสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืน พวกเขาจะกลับไปสร้างโอกาสให้กับผู้คน ชุมชน และประเทศได้</p>
<p>ตลอดระยะเวลา 15 ปีที่ผ่านมา โครงการฯ ได้ปรับบทบาทให้สอดรับกับพัฒนาการของระบบนิเวศผู้ประกอบการและบริบททางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่มุ่งเน้นการบ่มเพาะผู้ประกอบการระยะเริ่มต้น (Incubation) สู่การเป็น <strong>Springboard</strong> ที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ ผู้เชี่ยวชาญ เครือข่าย พันธมิตร และโอกาสทางธุรกิจ เพื่อผลักดันให้กิจการเพื่อสังคมสามารถขยายผล เข้าถึงตลาด และเติบโตได้อย่างยั่งยืน เพราะบ้านปูเชื่อว่า <strong>&#8220;</strong><strong>เงินทุนอาจช่วยให้ธุรกิจเกิด แต่โอกาสและระบบนิเวศที่แข็งแรง คือสิ่งที่ทำให้ธุรกิจเติบโต&#8221;</strong></p>
<p><strong>3 </strong><strong>บทเรียนที่ไม่ได้ใช้ได้เฉพาะกับกิจการเพื่อสังคม</strong></p>
<p>จากประสบการณ์ทำงานร่วมกับกิจการเพื่อสังคมกว่า 130 แห่ง บ้านปูได้ค้นพบ <strong>3 บทเรียนสำคัญ</strong> ที่ผู้ประกอบการสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านกรณีศึกษาที่สะท้อนการนำแนวคิดเหล่านี้ไปสู่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง</p>
<p><strong>บทเรียนแรก</strong><strong>:</strong> <strong>ความได้เปรียบที่ยั่งยืน ไม่ใช่ &#8220;นวัตกรรม&#8221; แต่คือ &#8220;คุณค่า&#8221; ที่ธุรกิจสร้างให้ผู้คน </strong></p>
<p>ในโลกที่เทคโนโลยีเข้าถึงได้ง่าย ความรู้หาได้จากทุกที่ และนวัตกรรมถูกลอกเลียนได้อย่างรวดเร็ว การเป็นผู้คิดค้นคนแรกอาจไม่ใช่ความได้เปรียบที่ยั่งยืนอีกต่อไป คำถามที่สำคัญกว่าคือ ธุรกิจกำลังสร้างคุณค่าอะไร และคุณค่านั้นมีความหมายต่อผู้คนมากเพียงใด ด้วยเหตุนี้ โครงการ Banpu Champions for Change จึงไม่ได้มองหาเพียงกิจการที่มีแนวคิดแปลกใหม่แต่สนับสนุนให้ผู้ประกอบการค้นหาคุณค่าที่ธุรกิจมอบให้แก่ลูกค้าและสังคม (Value Proposition) ที่เชื่อมโยงคุณค่าทางธุรกิจกับคุณค่าทางสังคม เพื่อให้กิจการเติบโตได้โดยไม่ทิ้งเป้าหมายที่ตั้งใจไว้</p>
<p><a href="https://www.facebook.com/Bhukram" target="_blank" rel="noopener"><strong>ภูคราม</strong></a><strong> (BC4C#11)</strong> สะท้อนบทเรียนนี้ได้อย่างชัดเจน จากกิจการที่นำงานปักผ้าฝ้ายพื้นถิ่นมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ร่วมสมัย จนได้รับการยอมรับและมีผู้ผลิตรายอื่นนำแนวคิดไปต่อยอด เมื่อช่างฝีมือในเครือข่ายมีทักษะสูงขึ้น บางคนเริ่มรับงานจากแบรนด์อื่นหรือเปิดกิจการของตัวเอง สิ่งที่ดูเหมือนเป็นความท้าทาย กลับทำให้ผู้ก่อตั้งตั้งคำถามใหม่ว่า เป้าหมายของธุรกิจคือการเพิ่มยอดขาย หรือการทำให้ผู้คนในเครือข่ายมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ภูครามจึงเปลี่ยนจากการมุ่งขยายจำนวนช่างฝีมือ มาเป็นการดูแลคนในเครือข่าย ผ่านการกระจายงานอย่างเป็นธรรม การสร้างรายได้ที่เพียงพอ และการพัฒนาช่างฝีมือให้ได้รับการยอมรับในฐานะ “ศิลปิน” ไม่ใช่เพียงผู้รับจ้างผลิต</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43641 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/ภูคราม.jpg" alt="" width="1200" height="676" /></p>
<p><strong>บทเรียนที่สอง</strong><strong>:</strong><strong> ความเข้าใจปัญหาคือความได้เปรียบที่ </strong><strong>AI </strong><strong>ยังทดแทนไม่ได้ </strong></p>
<p>ปัจจุบันทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูล เทคโนโลยี AI และเครื่องมือทางธุรกิจได้ใกล้เคียงกัน แต่สิ่งที่ยังไม่สามารถคัดลอกมาใช้ได้ทันที คือความเข้าใจเชิงลึก (Insight) ที่เกิดจากการลงพื้นที่ การทำงานร่วมกับผู้คน และการสัมผัสปัญหาจริง กิจการเพื่อสังคมที่มีความได้เปรียบจึงไม่จำเป็นต้องเป็นกิจการที่มีข้อมูลมากที่สุด แต่เป็นกิจการที่เข้าใจบริบทของปัญหาอย่างลึกซึ้ง และสามารถนำความเข้าใจนั้นมาออกแบบทางออกที่ตอบโจทย์ชีวิตของผู้คนได้จริง</p>
<p><a href="https://www.facebook.com/youngsmartfarmerkalasin" target="_blank" rel="noopener"><strong>คีรีฟาร์ม</strong></a><strong> (</strong><strong>BC4C#12</strong><strong>)</strong> เป็นตัวอย่างของการมองลึกไปกว่าสิ่งที่เห็นบนพื้นผิว แทนที่จะมองการเผาฟางหลังฤดูเก็บเกี่ยวว่าเกิดจากการขาดความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อม ผู้ก่อตั้งกลับพบว่า ต้นตอของปัญหาคือเกษตรกรยังไม่เห็นคุณค่าทางเศรษฐกิจของเศษวัสดุเหลือทิ้งอย่างฟางข้าว คีรีฟาร์มจึงพัฒนาโมเดลรับซื้อฟางข้าวที่เคยถูกเผาทิ้ง เพื่อนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการเพาะเห็ดฟาง เปลี่ยนวัสดุเหลือทิ้งให้กลายเป็นรายได้ และต่อยอดเป็นธุรกิจชุมชนที่สร้างรายได้หลักแสนบาทต่อเดือน เมื่อแรงจูงใจทางเศรษฐกิจเปลี่ยน พฤติกรรมของผู้คนก็เปลี่ยนตาม นี่คือการใช้กลไกตลาดแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการเรียกร้องให้ผู้คนเสียสละ</p>
<p><strong> <img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43640 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/คีรีฟาร์ม.jpg" alt="" width="1200" height="824" /></strong></p>
<p><strong>บทเรียนที่สาม</strong><strong>: </strong><strong>ธุรกิจจะผ่านวิกฤตได้ เมื่อทีมพร้อมเรียนรู้และปรับตัว</strong></p>
<p>ไม่มีผู้ประกอบการคนใดประสบความสำเร็จตั้งแต่วันแรก ทุกกิจการล้วนต้องเผชิญความผิดพลาด ความไม่แน่นอน และโจทย์ที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน บทบาทของ BC4C จึงไม่ใช่การกำหนดว่าผู้ประกอบการควรเดินไปทางใด แต่เป็นการทำหน้าที่เสมือน “กระจก” ที่ช่วยให้พวกเขามองเห็นศักยภาพ จุดแข็ง จุดอ่อน และโอกาสของตัวเองได้ชัดขึ้น โครงการฯ อาจช่วยเปิดประตู เติมองค์ความรู้ และเชื่อมโยงเครือข่าย แต่ท้ายที่สุด ผู้ประกอบการต้องเป็นผู้ตัดสินใจและก้าวผ่านประตูนั้นด้วยตัวเอง เป้าหมายสำคัญจึงไม่ใช่การสร้างธุรกิจที่เติบโตเพียงระยะสั้น แต่คือการสร้างผู้ประกอบการที่สามารถเรียนรู้ ปรับตัว และเติบโตได้ แม้ไม่ได้อยู่ภายใต้การบ่มเพาะของโครงการแล้ว</p>
<p>กรณีของ <a href="https://www.facebook.com/LocalAlike" target="_blank" rel="noopener"><strong>Local Alike</strong></a> <strong>(</strong><strong>BC4C#2</strong><strong>)</strong> แสดงให้เห็นพลังของทีมและเครือข่ายได้อย่างชัดเจน เมื่อวิกฤตโควิด-19 ทำให้การเดินทางหยุดชะงัก รายได้จากการท่องเที่ยวของชุมชนหายไปเกือบทั้งหมด แทนที่จะรอให้สถานการณ์กลับมาเป็นปกติ ทีมได้พัฒนา <a href="https://www.facebook.com/LocalAlot" target="_blank" rel="noopener">Local Alot</a> แพลตฟอร์มจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากชุมชนทั่วประเทศ และต่อยอดเป็น <a href="https://www.facebook.com/localaroi" target="_blank" rel="noopener">Local Aroi</a> เพื่อพาผลิตภัณฑ์อาหารและวัตถุดิบจากชุมชนเข้าสู่ตลาดออนไลน์ สิ่งที่ทำให้ Local Alike ปรับตัวได้อย่างรวดเร็วไม่ใช่เพียงไอเดียธุรกิจใหม่ แต่คือความไว้วางใจที่สั่งสมมายาวนานระหว่างทีม ชุมชน และเครือข่ายพันธมิตรทั่วประเทศ ความสำเร็จจึงไม่ได้หมายถึงการไม่เคยเผชิญวิกฤต แต่คือความสามารถของผู้คนในการเรียนรู้ ปรับตัว และมองเห็นโอกาสใหม่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43639 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/LocalAlike.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p><strong>ผลตอบแทนที่ยิ่งใหญ่ ไม่ได้วัดจากผลกำไร แต่คือผู้คนที่เติบโตไปพร้อมกับเรา</strong></p>
<p>แม้วันนี้ BC4C จะสนับสนุนกิจการเพื่อสังคมมากกว่า 130 กิจการ แต่สำหรับบ้านปู ตัวเลขดังกล่าวไม่ใช่คำตอบของความสำเร็จ สิ่งที่มีความหมายกว่าคือผลกระทบที่ผู้ประกอบการเหล่านั้นส่งต่อกลับไปยังผู้คนและชุมชน การประเมินผลกระทบทางสังคมของโครงการฯ (Social Impact Assessment: SIA) สะท้อนว่า การลงทุนกับผู้ประกอบการเหล่านี้ได้สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อผู้คนกว่า 1.3 ล้านชีวิต แต่ในมุมมองของบ้านปู ตัวเลขดังกล่าวไม่ใช่เพียงจำนวนผู้ได้รับประโยชน์ หากคือ 1.3 ล้านโอกาส ที่เกิดขึ้นจากคนธรรมดาซึ่งลุกขึ้นมาแก้ปัญหาในชุมชนของตนเอง</p>
<p><strong>นายรัฐพล</strong>กล่าวทิ้งท้ายว่า <em>“</em><em>สำหรับบ้านปู โครงการนี้มีความหมายในการลงทุนกับคน ที่ไม่เพียงพัฒนาศักยภาพของเขาให้ประสบความสำเร็จ แต่ทำให้คนหนึ่งเติบโตมากพอที่จะกลับไปสร้างโอกาสให้กับคนอื่นต่อไป</em><em>”</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/08/15-yrs-banpu-champions-for-change/">3 บทเรียนจาก 15 ปีของ Banpu Champions for Change เพื่อขับเคลื่อนกิจการเพื่อสังคมไทย ในงาน Sustrends 2027</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ถอดบทเรียน 4 ทศวรรษโครงการพัฒนาดอยตุงฯ สู่ &#8216;มหาวิทยาลัยที่มีชีวิต&#8217; ถ่ายทอดองค์ความรู้  ส่งต่อหลักสูตรความยั่งยืนให้องค์กรยุคใหม่</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/08/doi-tung-living-university/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 02 Aug 2026 10:13:10 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Best Practice]]></category>
		<category><![CDATA[Circular Economy]]></category>
		<category><![CDATA[Doi Tung]]></category>
		<category><![CDATA[Doi Tung Living University]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[Experiential Learning]]></category>
		<category><![CDATA[Impact]]></category>
		<category><![CDATA[Nature Positive]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Leadership]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Living Academy]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาคนและชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[​การพัฒนาชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาที่ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[การฟื้นฟูธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[การสร้างอาชีพ]]></category>
		<category><![CDATA[การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ดอยตุง]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจเพื่อสังคม]]></category>
		<category><![CDATA[ปลูกป่า ปลูกคน]]></category>
		<category><![CDATA[พื้นที่เรียนรู้]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยที่มีชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์]]></category>
		<category><![CDATA[วราภรณ์ ธนะสุริยะเกียรติ]]></category>
		<category><![CDATA[วิสิษฐ์อร รัชตะนาวิน]]></category>
		<category><![CDATA[องค์ความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[แม่ฟ้าหลวง]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการพัฒนาดอยตุง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43527</guid>

					<description><![CDATA[<p>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ต่อยอดบทเรียนการพัฒนาจากพื้นที่จริงของโครงการพัฒนาดอยตุงฯ จังหวัดเชียงราย ที่สั่งสมประสบการณ์มายาวนานเกือบ 4 ทศวรรษ สู่ &#8216;มหาวิทยาลัยที่มีชีวิต&#8217; หรือ Doi Tung Living University พื้นที่เรียนรู้ด้านความยั่งยืนที่ถอดองค์ความรู้จากการทำงานจริง ทั้งการฟื้นฟูธรรมชาติ การพัฒนาคนและชุมชน การสร้างอาชีพ ธุรกิจเพื่อสังคม และการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน ให้เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนสถาบันการศึกษา และองค์กรที่สนใจ สามารถนำไปปรับใช้กับการขับเคลื่อน ESG, Sustainable Leadership, Nature Positive, Circular Economy และการพัฒนาชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม คุณวิสิษฐ์อร รัชตะนาวิน ผู้อำนวยการฝ่ายศูนย์พัฒนาและเผยแพร่องค์ความรู้ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาการดำเนินงานของโครงการพัฒนาดอยตุงฯ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า การพัฒนาที่ยั่งยืนไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากการแก้ปัญหาเพียงด้านใดด้านหนึ่ง แต่ต้องเข้าใจความเชื่อมโยงของคน ธรรมชาติ เศรษฐกิจ และสังคมไปพร้อมกัน “ดอยตุงไม่ใช่เพียงพื้นที่โครงการพัฒนา แต่เป็นห้องเรียนขนาดใหญ่ที่มีชีวิต ต้นไม้ทุกต้นและพื้นที่ทุกตารางนิ้วมีองค์ความรู้แฝงอยู่จากการลงมือทำจริง ทั้งความสำเร็จ บทเรียน ความท้าทาย และแนวทางที่สามารถนำไปปรับใช้ในบริบทอื่นได้ มหาวิทยาลัยที่มีชีวิตจึงเกิดขึ้นเพื่อทำหน้าที่รวบรวม ถอดบทเรียน และถ่ายทอดองค์ความรู้เหล่านี้ออกไปให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/08/doi-tung-living-university/">มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ถอดบทเรียน 4 ทศวรรษโครงการพัฒนาดอยตุงฯ สู่ &#8216;มหาวิทยาลัยที่มีชีวิต&#8217; ถ่ายทอดองค์ความรู้  ส่งต่อหลักสูตรความยั่งยืนให้องค์กรยุคใหม่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์</strong> ต่อยอดบทเรียนการพัฒนาจากพื้นที่จริงของโครงการพัฒนาดอยตุงฯ จังหวัดเชียงราย ที่สั่งสมประสบการณ์มายาวนานเกือบ 4 ทศวรรษ สู่<strong> &#8216;มหาวิทยาลัยที่มีชีวิต&#8217;</strong> หรือ <strong>Doi Tung Living University</strong> พื้นที่เรียนรู้ด้านความยั่งยืนที่ถอดองค์ความรู้จากการทำงานจริง</p>
<p><span id="more-43527"></span></p>
<p>ทั้งการฟื้นฟูธรรมชาติ การพัฒนาคนและชุมชน การสร้างอาชีพ ธุรกิจเพื่อสังคม และการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน ให้เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนสถาบันการศึกษา และองค์กรที่สนใจ สามารถนำไปปรับใช้กับการขับเคลื่อน ESG, Sustainable Leadership, Nature Positive, Circular Economy และการพัฒนาชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43530 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/9-re.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><strong>คุณ</strong><strong>วิสิษฐ์อร รัชตะนาวิน</strong> ผู้อำนวยการฝ่ายศูนย์พัฒนาและเผยแพร่องค์ความรู้ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาการดำเนินงานของโครงการพัฒนาดอยตุงฯ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า การพัฒนาที่ยั่งยืนไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากการแก้ปัญหาเพียงด้านใดด้านหนึ่ง แต่ต้องเข้าใจความเชื่อมโยงของคน ธรรมชาติ เศรษฐกิจ และสังคมไปพร้อมกัน</p>
<p><em><strong>“ดอยตุงไม่ใช่เพียงพื้นที่โครงการพัฒนา แต่เป็นห้องเรียนขนาดใหญ่ที่มีชีวิต ต้นไม้ทุกต้นและพื้นที่ทุกตารางนิ้วมีองค์ความรู้แฝงอยู่จากการลงมือทำจริง</strong> ทั้งความสำเร็จ บทเรียน ความท้าทาย และแนวทางที่สามารถนำไปปรับใช้ในบริบทอื่นได้ มหาวิทยาลัยที่มีชีวิตจึงเกิดขึ้นเพื่อทำหน้าที่รวบรวม ถอดบทเรียน และถ่ายทอดองค์ความรู้เหล่านี้ออกไปให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม ประเทศ และโลก” </em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43531 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/6.jpg" alt="" width="1200" height="901" /></p>
<p>ทั้งนี้ <strong>มหาวิทยาลัยที่มีชีวิต </strong>ไม่ใช่มหาวิทยาลัยในความหมายของสถาบันอุดมศึกษาที่ออกปริญญา แต่เป็นพื้นที่เรียนรู้จากประสบการณ์จริงของโครงการพัฒนาดอยตุงฯ ที่เปิดให้ผู้เรียนได้สัมผัสพื้นที่ ฟังเสียงชุมชน และเรียนรู้จากนักพัฒนา ผู้ปฏิบัติงาน และปราชญ์ชาวบ้าน เพื่อทำความเข้าใจหลักคิดและกระบวนการพัฒนาที่ยั่งยืนจากคนทุกกลุ่ม ก่อนนำองค์ความรู้กลับไปปรับใช้กับองค์กร พื้นที่ หรือภารกิจของตนเอง</p>
<p>แกนสำคัญของการเรียนรู้คือการทำให้ผู้เข้าร่วมได้เห็น <strong>กระบวนการ </strong> เบื้องหลังการเปลี่ยนพื้นที่ที่เคยเผชิญปัญหาความยากจน การทำไร่หมุนเวียน และการเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ ให้กลายเป็นพื้นที่ที่คนและป่าอยู่ร่วมกันได้ ผ่านแนวทาง <strong>&#8216;ปลูกป่า ปลูกคน&#8217;</strong> ที่เชื่อมการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมเข้ากับการสร้างอาชีพ รายได้ ความภาคภูมิใจ และการมีส่วนร่วมของชุมชนตลอดกระบวนการ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43534 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/7.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>การขับเคลื่อน <strong>Doi Tung Living University</strong> ยังตอบโจทย์ความท้าทายขององค์กรยุคใหม่ ที่ไม่ใช่เพียงการทำกิจกรรมเพื่อสังคมหรือสิ่งแวดล้อมเป็นครั้งคราว แต่คือการนำหลักคิดด้านความยั่งยืนเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานจริง ตั้งแต่การวางกลยุทธ์ การบริหารผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การพัฒนาผู้นำเป็นรุ่นต่อรุ่น การออกแบบโครงการเพื่อสังคมที่ได้ประโยชน์เป็นรูปธรรม ไปจนถึงการวัดผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับคน ชุมชน และธรรมชาติ</p>
<p><em>“หลายองค์กรมีเป้าหมายด้าน ESG หรือความยั่งยืนที่ชัดเจนขึ้น แต่คำถามสำคัญคือ จะทำอย่างไรให้แนวคิดเหล่านั้นไม่อยู่เพียงในรายงาน แต่เกิดเป็นการเปลี่ยนแปลงจริงในพื้นที่ มหาวิทยาลัยที่มีชีวิตจึงพยายามทำให้องค์ความรู้จากดอยตุงกลายเป็นเครื่องมือที่ผู้เรียนสามารถนำกลับไปคิดต่อ ออกแบบต่อ และลงมือทำต่อได้ ซึ่งปัจจุบัน มหาวิทยาลัยที่มีชีวิตได้พัฒนาองค์ความรู้จากดอยตุงเป็นหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ด้านความยั่งยืนที่ปรับให้เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายและบริบทของแต่ละองค์กร” </em></p>
<p><strong> <img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43532 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/3.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></strong></p>
<p>ด้าน<strong> คุณวราภรณ์ ธนะสุริยะเกียรติ </strong>ผู้จัดการโครงการพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่ในเมือง มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า จุดเด่นของหลักสูตรภายใต้มหาวิทยาลัยที่มีชีวิต คือการออกแบบการเรียนรู้ให้ผู้เข้าร่วมไม่ได้เป็นเพียงผู้รับฟัง แต่ได้มีส่วนร่วมผ่าน <strong>Experiential Learning</strong> หรือการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ทั้งการลงพื้นที่ การแลกเปลี่ยนกับผู้ปฏิบัติงาน การถอดบทเรียนร่วมกัน และการเชื่อมโยงสิ่งที่เรียนรู้กับโจทย์จริงขององค์กร</p>
<p><em>“เราไม่ได้ต้องการให้ผู้เรียนกลับไปพร้อมคำตอบสำเร็จรูป แต่ต้องการให้เขาเห็นวิธีคิด เห็นกระบวนการ และเห็นปัจจัยความสำเร็จที่ทำให้การพัฒนาเกิดขึ้นได้จริง หลักสูตรจึงออกแบบให้มีทั้ง <strong>Learn, Understand, Engage, Do และ Apply เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถเชื่อมโยงบทเรียนจากดอยตุงกับบริบทของตนเองได้ บทเรียนจากดอยตุงทำให้เห็นว่า ความยั่งยืนไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ใช่เรื่องของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในองค์กร แต่เกี่ยวข้องกับวิธีคิด วิธีทำงาน และวิธีตัดสินใจของทุกคน</strong> การถ่ายทอดองค์ความรู้ของมหาวิทยาลัยที่มีชีวิตจึงเป็นการชวนองค์กรและผู้สนใจกลับมาตั้งคำถามว่า เราจะใช้ชีวิตที่ทำให้คนอยู่ได้ ธรรมชาติอยู่รอด และองค์กรเติบโตอย่างมีความหมายได้อย่างไร”</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43535 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/8-ESG-training.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p>ตัวอย่าง <strong>หลักสูตรด้าน Sustainability</strong> เปิดให้ผู้เรียนทำความเข้าใจหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืนผ่านกรณีศึกษาจริง เห็นความเชื่อมโยงระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม รวมถึงแนวทางการวัดผลลัพธ์การพัฒนา ขณะที่หลักสูตร Sustainability Leadership และ Sustainability Impactful เหมาะสำหรับผู้บริหาร ทีมความยั่งยืน ทีม CSR ทีม HR หรือผู้รับผิดชอบโครงการด้านความยั่งยืนขององค์กร ที่ต้องการเข้าใจบทบาทของผู้นำ การทำงานกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และการขับเคลื่อนความยั่งยืนให้เกิดขึ้นจริงภายในองค์กร สามารถนำไปใช้ในการดำเนินงานตรงหรือถ่ายทอดต่อให้บุคลากรอื่นๆในองค์กร</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43528 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/Doi-tung-Uni.jpg" alt="" width="1200" height="582" /></p>
<p><strong>ด้านสิ่งแวดล้อม</strong> มหาวิทยาลัยที่มีชีวิตยังมีหลักสูตรที่ถอดบทเรียนจากการจัดการของเสียในพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุงฯ เช่น Sustainable Waste Management, Zero Waste to Landfill และ Community Engagement for Zero Waste Initiatives เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจรากของปัญหาขยะ การจัดการของเสียตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ การต่อยอดสู่ Circular Economy และแนวทางการสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนหรือองค์กรในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ</p>
<p>ขณะที่ <strong>หลักสูตรด้าน Social Enterprise</strong> ถ่ายทอดบทเรียนจากธุรกิจเพื่อสังคมภายใต้แบรนด์ดอยตุง ซึ่งดำเนินธุรกิจโดยยึดหลัก Profit with Purpose ใช้กลไกตลาดควบคู่กับการสร้างอาชีพและคุณภาพชีวิตให้คนในชุมชน สะท้อนให้เห็นว่าธุรกิจสามารถเป็นเครื่องมือหนึ่งในการสร้างผลกระทบเชิงบวกทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมได้ หากออกแบบให้เชื่อมโยงกับปัญหาและศักยภาพของพื้นที่อย่างแท้จริง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43533 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/13.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p>นอกจากนี้ ยังมีรูปแบบ <strong>Sustainability Workshop</strong> ที่สามารถออกแบบเนื้อหาและกระบวนการให้เหมาะกับบริบทของแต่ละองค์กร เช่น ESG, SDGs, Biodiversity, Sustainable Leadership, Key Success Factors หรือประเด็นความยั่งยืนเฉพาะด้าน โดยใช้เครื่องมือการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ เกมจำลอง การลงมือปฏิบัติ และการสะท้อนคิด เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้กับงานจริงขององค์กรได้มากขึ้น</p>
<p>อีกทั้งยังมี <strong>หลักสูตรสำหรับเด็กและเยาวชนในเมือง เ</strong>พื่อเปิดโลกแห่งธรรมชาติ ความหลากหลายทางชีวภาพ และความหลากหลายทางสังคม ให้กับเด็กในเมือง เพื่อสร้างผู้นำในอนาคตที่ตระหนักถึงความยั่งยืน เข้าใจธรรมชาติ และพร้อมเติบโตและใช้ชีวิตไปพร้อมกับรักษาธรรมชาติให้คนรุ่นต่อไป</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43536 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/10.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>หลักสูตรภายใต้<strong> &#8216;มหาวิทยาลัยที่มีชีวิต&#8217; </strong>ถ่ายทอดบทเรียนจากการทำงานจริงของโครงการพัฒนาดอยตุงฯ สู่องค์ความรู้และเครื่องมือที่องค์กรสามารถนำไปปรับใช้ตามบริบท เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนต่อคน ชุมชน ธรรมชาติ และองค์กรในระยะยาว หากหน่วยงานหรือองค์กรที่สนใจเรียนรู้เพิ่มเติม หรือปรึกษาแนวทางการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ด้านความยั่งยืนให้เหมาะกับบริบทขององค์กร สามารถติดต่อ Sustainable Living Academy มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ โทร. 053-767-015-7 ต่อ 23700 หรืออีเมล klc@doitung.org</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/08/doi-tung-living-university/">มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ถอดบทเรียน 4 ทศวรรษโครงการพัฒนาดอยตุงฯ สู่ &#8216;มหาวิทยาลัยที่มีชีวิต&#8217; ถ่ายทอดองค์ความรู้  ส่งต่อหลักสูตรความยั่งยืนให้องค์กรยุคใหม่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>รับมือ &#8216;ไฟ ฝุ่น แล้ง น้ำ&#8217; มหันตภัยใกล้ตัว จาก &#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; พร้อมทางรอดและการปรับตัว</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/07/super-elnino-to-climate-amplification/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 30 Jul 2026 10:13:16 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Adaptation]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Amplification]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[PM2.5]]></category>
		<category><![CDATA[Super El Niño]]></category>
		<category><![CDATA[water management]]></category>
		<category><![CDATA[Water Resilience]]></category>
		<category><![CDATA[การบริหารน้ำอย่างยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล]]></category>
		<category><![CDATA[คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง ม.ธรรมศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น]]></category>
		<category><![CDATA[ซูเปอร์เอลนีโญ]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำท่วม]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำท่วมน้ำแล้ง]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำแล้ง]]></category>
		<category><![CDATA[ปฐพีศาสตร์และสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[ปลูกป่า]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์]]></category>
		<category><![CDATA[ผศ.ดร.โพยม สราภิรมย์]]></category>
		<category><![CDATA[ผศ.บรรจง สมบูรณ์ชัย]]></category>
		<category><![CDATA[ผศ.มัลลิกา ศรีสุธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ฝายชะลอน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[ฝุ่นพิษ]]></category>
		<category><![CDATA[พื้นที่แห้งแล้ง]]></category>
		<category><![CDATA[ภัยพิบัติธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ลานีญ่า]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤติน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[สิงห์อาสา]]></category>
		<category><![CDATA[อีสาน]]></category>
		<category><![CDATA[เชียงใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[เผาป่า]]></category>
		<category><![CDATA[เพื่อนธรณ์]]></category>
		<category><![CDATA[เอลนีโญ]]></category>
		<category><![CDATA[แห้งแล้ง]]></category>
		<category><![CDATA[แหล่งน้ำชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการสิงห์อาสาสร้างแหล่งน้ำชุมชนอย่างยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ไฟ ฝุ่น แล้ง น้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[ไฟ ฝุ่น แล้ง น้ำ มหันตภัยทวีคูณ]]></category>
		<category><![CDATA[ไฟป่า]]></category>
		<category><![CDATA[ไม้ยืนต้น ป่ายั่งยืน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43473</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปัจจุบันโลกได้ก้าวข้ามผ่านยุคโลกร้อน (Global Warming) และกำลังเผชิญหน้ากับภาวะ &#8216;โลกเดือด&#8217; (Global Boiling) อย่างเต็มรูปแบบ สัญญาณอันตรายที่เด่นชัดที่สุดคือ อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกที่กำลังพุ่งทะยานเข้าใกล้จุดวิกฤต 2 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ (Tipping Point) ที่จะเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศโลกไปตลอดกาล วิกฤตการณ์ครั้งนี้ก่อให้เกิดภาวะ &#8216;Climate Amplification&#8217; หรือการทวีความรุนแรงของภัยพิบัติธรรมชาติแบบทวีคูณ โดยมีชนวนเหตุสำคัญจากปรากฏการณ์ &#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; (Super El Niño) ที่กำลังคุกคามภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศไทย ส่งผลให้เราต้องเผชิญกับสภาพอากาศแปรปรวน ความร้อนสะสม และภัยแล้งแบบสุดขั้ว ความน่ากลัวของวิกฤตครั้งนี้ไม่ได้มาเพียงแค่รูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง แต่เชื่อมโยงกันเป็นโดมิโนเอฟเฟกต์ จนกลายเป็น &#8216;ไฟ ฝุ่น แล้ง น้ำ มหันตภัยทวีคูณ&#8217; ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็น &#8211; ไฟ: สภาพอากาศที่แห้งแล้งจัดและอุณหภูมิที่สูงขึ้น เป็นเชื้อเพลิงอย่างดีที่ทำให้ไฟป่าลุกลามรวดเร็วและควบคุมได้ยากขึ้น &#8211; ฝุ่น: ผลกระทบต่อเนื่องจากไฟป่าและการเผาไหม้ ผสานกับสภาพอากาศนิ่ง ก่อให้เกิดวิกฤตฝุ่นพิษ PM 5 ที่รุนแรงและยาวนานขึ้น กระทบต่อสุขภาวะของประชาชน &#8211; แล้ง: การลดลงของปริมาณน้ำฝนและสภาพอากาศที่แห้งแล้งสะสมยาวนาน ทำลายระบบนิเวศ แหล่งน้ำดิบ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/super-elnino-to-climate-amplification/">รับมือ &#8216;ไฟ ฝุ่น แล้ง น้ำ&#8217; มหันตภัยใกล้ตัว จาก &#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; พร้อมทางรอดและการปรับตัว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ปัจจุบันโลกได้ก้าวข้ามผ่านยุคโลกร้อน (Global Warming) และกำลังเผชิญหน้ากับภาวะ <strong>&#8216;โลกเดือด&#8217;</strong> (Global Boiling) อย่างเต็มรูปแบบ สัญญาณอันตรายที่เด่นชัดที่สุดคือ อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกที่กำลังพุ่งทะยานเข้าใกล้จุดวิกฤต 2 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ (Tipping Point) ที่จะเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศโลกไปตลอดกาล</p>
<p><span id="more-43473"></span></p>
<p>วิกฤตการณ์ครั้งนี้ก่อให้เกิดภาวะ <strong>&#8216;Climate Amplification&#8217;</strong> หรือการทวีความรุนแรงของภัยพิบัติธรรมชาติแบบทวีคูณ โดยมีชนวนเหตุสำคัญจากปรากฏการณ์ <strong>&#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217;</strong> (Super El Niño) ที่กำลังคุกคามภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศไทย ส่งผลให้เราต้องเผชิญกับสภาพอากาศแปรปรวน ความร้อนสะสม และภัยแล้งแบบสุดขั้ว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-43474 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/F02.jpg" alt="" width="800" height="560" /></p>
<p>ความน่ากลัวของวิกฤตครั้งนี้ไม่ได้มาเพียงแค่รูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง แต่เชื่อมโยงกันเป็นโดมิโนเอฟเฟกต์ จนกลายเป็น <strong>&#8216;ไฟ ฝุ่น แล้ง น้ำ มหันตภัยทวีคูณ&#8217;</strong> ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็น</p>
<p><strong>&#8211; ไฟ:</strong> สภาพอากาศที่แห้งแล้งจัดและอุณหภูมิที่สูงขึ้น เป็นเชื้อเพลิงอย่างดีที่ทำให้ไฟป่าลุกลามรวดเร็วและควบคุมได้ยากขึ้น</p>
<p><strong>&#8211; ฝุ่น</strong>: ผลกระทบต่อเนื่องจากไฟป่าและการเผาไหม้ ผสานกับสภาพอากาศนิ่ง ก่อให้เกิดวิกฤตฝุ่นพิษ PM 5 ที่รุนแรงและยาวนานขึ้น กระทบต่อสุขภาวะของประชาชน</p>
<p><strong>&#8211; แล้ง:</strong> การลดลงของปริมาณน้ำฝนและสภาพอากาศที่แห้งแล้งสะสมยาวนาน ทำลายระบบนิเวศ แหล่งน้ำดิบ และสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อภาคการเกษตรกรรมที่เป็นอู่ข้าวอู่น้ำ</p>
<p><strong>&#8211; น้ำ:</strong> วิกฤตการขาดแคลนน้ำและการบริหารจัดการน้ำที่ไร้ประสิทธิภาพ กลายเป็นความเสี่ยงสูงสุดของภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม และความมั่นคงของชุมชน</p>
<p>นำมาสู่เวทีเสวนา<strong> &#8216;ไฟ ฝุ่น แล้ง น้ำ-มหันตภัยทวีคูณ&#8217;</strong>โดย ทีมเพื่อนธรณ์ <strong> ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ </strong>เพื่อสร้างความตระหนักรู้และเตรียมความพร้อมรับมือวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงขึ้น ผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้จากนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ ได้แก่ <strong>ผศ.บรรจง สมบูรณ์ชัย </strong>คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยแม่โจ้,<strong> ผศ.มัลลิกา ศรีสุธรรม</strong> สาขาวิชาปฐพีศาสตร์และสิ่งแวดล้อม คณะเกษตรศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น  และ<strong> ผศ.ดร.โพยม สราภิรมย์</strong> คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารน้ำอย่างยั่งยืน เพื่อร่วมกันหา <strong>&#8216;ทางรอดและกลยุทธ์การปรับตัว&#8217;</strong> ของทั้งภาคชุมชนและองค์กรธุรกิจ ก่อนที่มหันตภัยนี้จะสร้างความเสียหายจนไม่อาจฟื้นฟูกลับคืนมาได้</p>
<p><strong>ฝ่าวิกฤติ &#8216;ไฟป่า ฝุ่นพิษ&#8217; ด้วยความร่วมมือจากชุมชนและป่า</strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-43475 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/F06.jpg" alt="" width="800" height="533" /></p>
<p><strong>ผศ.บรรจง สมบูรณ์ชัย </strong>คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เปิดเผยว่า ​ซูเปอร์เอลนีโญ ​เปรียบเสมือนตัวเร่งให้เกิดความแห้งแล้งรุนแรง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบนิเวศป่าไม้และทำให้สถานการณ์ไฟป่าในพื้นที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว</p>
<p><em>&#8220;สิ่งที่แยกจากกันไม่ได้ คือ ความสัมพันธ์ระหว่างป่าไม้กับชุมชน โดยเฉพาะผลกระทบจากไฟป่าที่ก่อให้เกิดวิกฤตฝุ่นพิษ PM  ซึ่งเข้ามาซ้ำเติมและสร้างความรุนแรงต่อวิถีชีวิตและสุขภาวะของประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แ<strong>ม้แต่ในพื้นที่ต้นน้ำอย่างจังหวัดเชียงใหม่ แม้เป็นแหล่งต้นน้ำ มีป่าสมบูรณ์ มีแหล่งน้ำหล่อเลี้ยงคนกลางน้ำ และปลายน้ำ แต่ความรุนแรงของไฟป่ากลับเพิ่มมากขึ้น</strong> ซึ่งเป็นผลกระทบจากความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ ต้นไม้ที่หายไปส่วนหนึ่งจากการเผาทั้งจากมนุษย์และธรรมชาติ  รวมทั้งยังมีปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากทั้งในเชียงใหม่ และเชียงรายอีกด้วย&#8221;</em></p>
<p>ทั้งนี้ ป่าภาคเหนือมี 2 ประเภท คือ <strong>ป่าไม่ผลัดใบ</strong> อยู่บนที่สูง มีความชุ่มชื้น และ <strong>ป่าผลัดใบ</strong> ซึ่งอยู่ด้านล่าง คือ ป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณ ซึ่งเมื่อเศษใบไม้​เกิดการทับถมก็จะเป็นเชื้อเพลิงนำไปสู่ปัญหาไฟป่า หากย้อนกลับไปเมื่อ 4 ปีที่ผ่านมา จะพบว่าเชียงใหม่ เกิดเหตุไฟป่ากระทบ 12 หมู่บ้าน ใกล้พื้นที่เศรษฐกิจ และเมื่อเกิดไฟป่า นำมาซึ่งปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 กระทบต่อกลุ่มคนเปราะบาง เด็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ ส่งผลต่อระบบหายใจ</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-43483 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/101-16.jpg" alt="" width="800" height="533" /></p>
<p><strong>ผศ.บรรจง </strong>กล่าวเพิ่มเติมว่า มหาวิทยาลัยแม่โจ้เป็นหนึ่งในแกนนำร่วมหาทางออกเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่  เพื่อให้เกิดการดำเนินการอย่างเป็นระบบทั้งการฟื้นฟูผืนป่าและการปรับตัวของชุมชนที่อาศัยอยู่ตามแนวไฟป่า โดยได้​ร่วมกับสิงห์อาสา ขับเคลื่อนโครงการ <strong>&#8216;ไม้ยืนต้น ป่ายั่งยืน</strong>&#8216; ในพื้นที่ที่เคยเกิดไฟป่า ผ่านการปลูกต้นไม้ โดยคัดเลือกพันธุ์ไม้ที่เหมาะสมกับพื้นที่ การปลูกในฤดูกาลที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตของคนในชุมชน พร้อมทั้งคำนึงถึงโครงสร้างเดิมของป่าเพื่อรักษาระบบนิเวศที่เคยอยู่ร่วมกันของป่าและชุมชน และนำมาซึ่งการปลูกป่าอย่างยั่งยืน ซึ่งโครงการประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ด้วยอัตรารอดของต้นไม้กว่า 80-90% สูงกว่าอัตรารอดเฉลี่ยของการปลูกป่าโดยทั่วไปที่อยู่ราว 20-30%</p>
<p><em>&#8220;โครงการ <strong>&#8216;ไม้ยืนต้น ป่ายั่งยืน</strong>&#8216; ได้ขยายผลไปสู่พื้นที่ชุมชนต้นแบบผ่าน  6 หมู่บ้าน ในอ.เมือง และ อ.หางดง จ.เชียงใหม่ ตามแนวคิด <strong>&#8216;คนอยู่ได้ ป่าอยู่รอด สัตว์ได้พึ่งพิง&#8217;</strong> รวมทั้งการทำงานร่วมกับเครือข่ายอื่นๆ ​เช่น คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อสามารถเพาะพันธุ์เห็ด ซึ่งเพิ่มทั้งความหลากหลายในพื้นที่ รวมทั้งช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในชุมชนได้เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย ซึ่งความสำเร็จของโครงการมาจากการจัดการปัญหาในพื้นได้อย่างเข้าใจทั้งสาเหตุของไฟป่า รวมทั้งเข้าใจความต้องการของชุมชนควบคู่กันไปด้วย ทำให้ได้แนวร่วมจากชุมชนในการช่วยดูแลป่า จัดทำแนวกันไฟป้องกันไฟป่า ขณะเดียวกันก็สามารถใช้ประโยชน์จากป่า ทั้งการใช้ชีวิตรวมทั้งเป็นแหล่งสร้างรายได้ให้ชมุชนไดเพิ่มมากขึ้นด้วย&#8221; </em></p>
<p>ทั้งนี้ การปรับตัวและความร่วมมือของชุมชนที่อาศัยอยู่ตามแนวไฟป่า ยังช่วยบรรเทา​วิกฤตฝุ่นพิษที่มีสาเหตุสำคัญจากไฟป่าให้เบาบางลง ​​การฟื้นฟูผืนป่าให้กลับมาอุดมสมบูรณ์จึงถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยแก้ปัญหาได้ในหลายมิติ พื้นที่สีเขียวจากป่า ยังเป็นแหล่งเก็บกักคาร์บอนที่สำคัญ ที่ช่วยแก้ปัญหาสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และควรเริ่มปลูกตั้งแต่ &#8216;วันนี้&#8217; เพื่อสามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้เร็วที่สุด</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-43480 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/F03.jpg" alt="" width="800" height="483" /></p>
<p>นอกจากนี้ ยังมีการรณรงค์เพื่อขับเคลื่อนการ​แก้​ปัญหาฝุ่นละอองในมิติอื่นควบคู่กันไป อาทิ  แนวคิดบ้านปลอดฝุ่น การทำความสะอาดในบ้านหรือที่ทำงานของตนเอง การติดตั้งเครื่องกรองฝุ่น และง่ายที่สุด คือ การปลูกต้นไม้ในบ้านไม่ว่าจะเป็นไม้ยืนต้น ไม้พุ่ม หรือไม้กระถาง ซึ่งมีอยู่ราว 10-20 ชนิด ที่องค์การนาซา (NASA) รับรองในการกรองฝุ่น PM2.5</p>
<p>รวมถึงการลดการปล่อยคาร์บอนมอนอกไซด์ในเขตเมือง ซึ่งขณะนี้ในหลายเมือง เช่น ขอนแก่น เชียงใหม่ ได้นำ EV เข้ามาใช้เป็นบริการสาธารณะ อาจจะมี 100 คันแรกของเชียงใหม่เกิดขึ้น ขณะที่พื้นที่ของหน่วยงานพยายามไม่หยุดนิ่ง ตอนนี้อยู่ระหว่างการเดินหน้า พ.ร.บ.อากาศสะอาด โดยทำงานกับสภาลมหายใจ ในการช่วยกันขับเคลื่อนร่วมกัน และการใช้ แอปพลิเคชัน <strong>FireD (ไฟดี)</strong> เฉพาะ จ.เชียงใหม่ เพื่อจัดระเบียบการเผา รวมถึงแจ้งเตือนสถานการณ์ในพื้นที่อีกด้วย</p>
<p><strong>การบริหารน้ำอย่างยั่งยืน แก้วิกฤติน้ำแล้ง </strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-43476 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/F07.jpg" alt="" width="800" height="552" /></p>
<p><strong>ผศ.ดร.โพยม สราภิรมย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์  มหาวิทยาลัยขอนแก่น </strong>กล่าว​ว่า น้ำถือเป็นต้นทุนการผลิตที่สำคัญ ทั้งเพื่อการพัฒนาประเทศ รวมทั้งใช้ในการอุปโภคบริโภคและการดูแลระบบนิเวศให้มีความสมดุล ขณะที่ประเทศไทย แม้โดยรวมจะมีน้ำในใปริมาณมาก แต่ถือว่ามีความแปรปรวนสูง หรือมี Holding Capacity ซึ่งหมายถึงมีความสามารถในการอุ้มน้ำหรือกักเก็บน้ำได้​แคบและต่ำ ทำให้เมื่อมีน้ำเกินมาในปริมาณเพียงเล็กน้อยก็เกิดปัญหาน้ำท่วมได้ง่าย ขณะที่หากน้ำน้อยกว่าปกติก็เกิดปัญหาภัยแล้ง โดยเฉพาะเมื่อประเทศกำลังเข้าสู่ &#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; ปัญหาภัยแล้งก็จะยิ่งรุนแรง</p>
<p>จึงจำเป็นต้องหาวิธีแก้ไข เพื่อแก้ปัญหาจัดการน้ำส่วนเกินและส่วนที่ขาดได้อย่างเป็นระบบ เพื่อรับมือต่อความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยการทำความเข้าใจโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของน้ำ โดยเฉพาะการดูแลน้ำต้นทุนอย่าง &#8216;น้ำบาดาล&#8217; หรือน้ำสีฟ้าให้เกิดความสมดุล</p>
<p>ทั้งนี้ โครงสร้างน้ำตามธรรมชาติในประเทศไทยแบ่งได้ 3 ชนิด ได้แก่  <strong>น้ำสีเขียว</strong> คือ น้ำที่อยู่ในธรรมชาติ ที่ยังไม่ถูกกักเก็บ, <strong>น้ำ​สีฟ้า</strong> คือ น้ำในอ่างเก็บน้ำ น้ำในพื้นที่ต่างๆ รวมถึงน้ำบาดาล ที่มีการกักเก็บอยู่ และ <strong>น้ำสีเทา </strong>คือ น้ำที่ผ่านการใช้ น้ำเสียจากชุมชน จากกิจกรรมต่างๆ</p>
<p><em>&#8220;​คนเมืองส่วนใหญ่จะใช้ <strong>​น้ำสีฟ้า​</strong> แต่ชาวนาชาวไร่มักจะใช้ <strong>น้ำสีเขียว​</strong>​ ดังนั้น จึงมีการปรับตัวในการปลูกข้าวนาปี รวมทั้งการ​นำน้ำสีฟ้ามาช่วยแก้ปัญหา ขณะที่ <strong>​น้ำสีเทา​</strong> ที่เกิดจากน้ำเสียจากชุมชน หากสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้จะดีมากขึ้น ในประเทศต่างๆ ส่วนใหญ่จะมีการวางแผนน้ำสีเทาค่อนข้างดี หลายประเทศพยายามใช้น้ำสีเทาเกือบ 100% คือ รีไซเคิลน้ำให้ได้ ต่างประเทศทำได้ถึง 80% แต่ของประเทศไทยน่าจะยังต่ำ น้ำเสียปัจจุบันมากขึ้นเรื่อยๆ และน้ำสีเทา ลงไปปนเปื้อนในน้ำสีฟ้า จากที่เรามีน้ำต้นทุนอยู่ 2 ล้านลูกบาศก์เมตรในอ่างเก็บน้ำ วันหนึ่งอาจตื่นมาพบว่า 2 ล้านลูกบาศก์เมตรหายไปแล้ว เพราะน้ำเป็นกรด เช่น ปัญหาใน​<strong>อ่างเก็บน้ำฉะเชิงเทรา ที่มีค่า </strong><strong>pH 3 (น้ำที่มีความเป็นกรดสูง) จากการรั่วไหลของน้ำทิ้งในภาคอุตสาหกรรม ขณะที่การกักเก็บน้ำตามธรรมชาติในปีนี้มีแนวโน้มลดลง ประกอบกับความเสี่ยงจากการสูญเสียและปนเปื้อน </strong><strong>จึงต้องให้ความสำคัญกับการวางแผนในอนาคตเพิ่มมากขึ้น”</strong></em></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-43484 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/S01.jpg" alt="" width="800" height="533" /></p>
<p><strong>วางโรดแม็พขับเคลื่อน พร้อมร่วมมือบูรณาการ รับมือวิกฤติน้ำ</strong></p>
<p><strong>ผศ.ดร.โพยม </strong>กล่าวต่อไปว่า หากจะสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มีหลายเรื่องที่ต้องทำ ข้อแรก คือ วางแผนทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อเตรียมพร้อมในการมีแหล่งน้ำสำรอง แหล่งน้ำใหม่ หรือการจัดเก็บน้ำ โดยจำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีคิด ​ไม่มองเพียงการบริหารจัดการน้ำเพื่อให้มีน้ำใช้เพียงพอภายในแต่ละปี แต่ต้องมีวิธีในการบริการจัดการ ที่สามารถกักเก็บน้ำในปริมาณที่เพิ่มมากขึ้นได้เพิ่มขึ้นราว  2 เท่าเพื่อสร้างความมั่นคงของน้ำได้มากขึ้น</p>
<p>ขณะที่การขับเคลื่อนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด จำเป็นต้องมีทีมทำงาน มีฐานข้อมูล มีการจัดทำแผนงาน การขับเคลื่อนแผนงาน และการประเมินแผน รวมทั้งการวา​งแผนให้แต่ละฝ่ายทำงานร่วมกันได้อย่างบูรณาการและมีประสิทธิภาพ ซึ่งในจังหวัดขอนแก่น มีกรรมการตั้งทีมขึ้นมา โดยภาคีเครือข่ายจังหวัดขอนแก่นทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาชน ภาคการศึกษา สื่อมวลชน และหอการค้า สภาอุตสาหกรรม รวมตัวกันทำแผนการต่อสู้ภัยแล้ง ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว</p>
<p><em><strong>&#8220;</strong>การขับเคลื่อน <strong>​ระยะสั้น​</strong>​​ จะมีมาตรการ​มุ่งเป้าพื้นที่ ผ่านการทำฝายชะลอน้ำ ทำบ่อบาดาล ขุดสระ ขอฝนหลวง โดยทำงานควบคู่กับแผน <strong>ระยะกลาง </strong>ผ่านการประเมินสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในแต่ละปี เช่น อยู่ในภาวะลานีญาที่มีน้ำมาก หรือเอลนีโญที่เสี่ยงจะเกิดภัยแล้ง เพื่อรับมืออย่างเหมาะสม  รวมทั้ง <strong>ระยะยาว </strong>ผ่านการทำแผนน้ำระดับจังหวัด 5 ปี​ ​เพื่อประเมินความเสี่ยงและความอ่อนไหวแต่ละพื้นที่ รวมทั้งกลุ่มผู้ที่จะได้รับผลกระทบ ทั้งชุมชน เกษตรกร เพื่อของบประมาณทั้งการเยียวยาฟื้นฟู และเตรียมป้องกัน ไปจนถึงการทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างบูรณาการ​ เช่น สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด (ทสจ.) กรมพัฒนาที่ดิน กรมชลประทาน หรือ​การทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่น เช่น สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เพื่อ​พัฒนาเทคโนโลยีการใช้น้ำอย่างประหยัด ไปจนถึงการทำงานร่วมกับภาคเอกชนอย่าง &#8216;สิงห์อาสา&#8217; เพื่อเพิ่มทางเลือกและทำงานในหลากหลายมิติมากขึ้น เช่น การร่วมมือด้านการจัดการป่าชุมชน ซึ่งส่งผลต่อเนื่องสู่การดูแลป่าต้นน้ำ เพื่อขับเคลื่อนทั้งโครงสร้างทั้งขนาดใหญ่ กลาง และเล็ก โดยเฉพาะในชุมชนเล็กๆ ที่บางครั้งโครงการขนาดใหญ่อาจเข้าไปไม่ถึง ก็จะสามารถมีโมเดลการบริหารจัดการเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในพื้นที่ของตัวเอง&#8221;​​​</em></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-43485 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/S05.jpg" alt="" width="800" height="533" /></p>
<p><strong>เตรียมพร้อม ปรับตัว รับมือ &#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217;</strong></p>
<p><strong>ผศ.มัลลิกา ศรีสุธรรม สาขาวิชาปฐพีศาสตร์และสิ่งแวดล้อม คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น </strong>กล่าวว่า &#8216;น้ำ&#8217;  คือหัวใจสำคัญ​ทุกชุมชน เป็นองค์ประกอบและจุดเริ่มต้นในการใช้ชีวิตในแต่ละวัน ความสามารถในการบริหารจัดการ วางผังน้ำเพื่อให้รองรับการใช้งานภายในชุมชนได้ตลอดทั้งปี จึงมีความสำคัญ ในการสร้างความมั่นคงให้ทุกคนในชุมชนทั้งเรื่องของสุขภาพ ภาวะเศรษฐกิจภายในครอบครัว รวมทั้งความรู้สึกมั่นคงภายในชุมชน จากการมีแหล่งน้ำอยู่ภายในแต่ละชุมชนเพื่อช่วยลดความเสี่ยงและสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด</p>
<p>ขณะที่​อิทธิพลของซูเปอร์เอลนีโญที่เข้ามา ทวีความรุนแรงของความแห้งแล้งให้ยาวนานกว่าปกติ สภาพอากาศที่แปรปรวนและฝนทิ้งช่วง นับเป็นภัยคุกคามที่สร้างความเสียหายอย่างหนักต่อกลุ่มเกษตรกรซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของประเทศ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-43478 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/F08.jpg" alt="" width="800" height="551" /></p>
<p>ทั้งนี้ ที่ผ่านมา​ปรากฎการณ์เอลนีโญจะเกิดขึ้นราว 5 – 10 ปี/ครั้ง แต่ปัจจุบันพบว่าเกิดถี่ขึ้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่ต้องทำอันดับแรก คือ ทำความเข้าใจ ทำใจ แต่ต้องไม่ยอมแพ้และพยามยามหาทาง​รับมือและ​ปรับตัว</p>
<p><em>&#8220;มหาวิทยาลัยขอนแก่น​​ ได้ร่วมมือกับสิงห์อาสา และเครือข่ายชุมชนในแต่ละพื้นที่ เพื่อร่วมขับเคลื่อน<strong> &#8216;โครงการสิงห์อาสาสร้างแหล่งน้ำชุมชนอย่างยั่งยืน&#8217;</strong> เพื่อให้ชาวบ้านใน 10 พื้นที่ ภาคอีสาน​มีน้ำกินน้ำใช้ได้ตลอดทั้งปี ผ่านการสร้างแหล่งน้ำ​ขนาดใหญ่ เพื่อรองรับการใช้น้ำของชุมชน ทำหน้าที่เป็นทั้งบ่อกักเก็บน้ำในฤดูฝน ป้องกันน้ำท่วมในฤดูน้ำหลาก และเป็นแหล่งน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งอย่างยั่งยืน ซึ่งได้ขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องมากว่า 7 ปี ตั้งแต่ปี ​2563 เป็นต้นมา&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-43482 size-large" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/M01-879x1024.jpg" alt="" width="879" height="1024" /></p>
<p>การขับเคลื่อน<strong> &#8216;โครงการสิงห์อาสาสร้างแหล่งน้ำชุมชนอย่างยั่งยืน&#8217;</strong> เข้าสู่ปีที่ 8 แล้ว ผ่าน 10 พื้นที่ในภาคอีสาน ซึ่งจากการติดตามปละประเมินผล พบว่า ความเสี่ยงของชุมชนที่อยู่ในโครงการลดน้อยลง เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้าที่จะดำเนินโครงการ โดยเฉพาะปีที่ต้องเผชิญภาวะแล้งจัด ความเสี่ยงในการขาดแคลนน้ำจะสูงขึ้น การมีแหล่งน้ำอยู่ภายในชุมชนจึงทำให้ชาวบ้านมีน้ำสำรองทั้งเพื่อใช้อุปโภค บริโภคภายในครัวเรือน และเพื่อใช้ทำเกษตรและประกอบอาชีพ  เช่น การปลูกข้าว พืชผัก ผลไม้ และยังเป็นแหล่งอาหารของชุมชน สร้างรายได้เพราะมีปลาในบ่อให้ชาวบ้านจับเป็นอาหารได้ รวมถึงระบบน้ำประปาสามารถใช้งานได้ตลอดทั้งปี</p>
<p><em>&#8220;แหล่งน้ำในชุมชนนอกจากช่วยแก้ปัญหาภัยแล้ง โดยเฉพาะการมาของซูเปอร์เอลนีโญ ยังช่วยบรรเทาผลกระทบในช่วงลานีญาที่มีปริมาณน้ำมาก เพราะการมีทั้งสระใหญ่ และสระเล็กๆ ที่สร้างไว้โดยรอบ ยังทำหน้าที่ช่วยชะลอน้ำ ป้องกันความเสียหายของผลผลิตในพื้นที่ได้ด้วย การดำเนินโครงการนี้ จึงเป็นเหมือนการนำภูมิปัญญาเดิมกลับมาใช้ใหม่ เพราะ​<strong>​</strong>สมัยก่อนอาจมีการเก็บน้ำสีเขียว (น้ำธรรมชาติ) ลงตุ่ม เป็นสีฟ้า (น้ำที่กักเก็บไว้) เพื่อเก็บไว้ใช้ แต่ปัจจุบันชุมชนต่างๆ เริ่มมีการเก็บน้ำไว้ใช้ในรูปแบบเดิมน้อยลง&#8221;</em>​</p>
<p><strong>&#8216;เอลนีโญ ลานีญา&#8217; ไม่ใช่ภัยพิบัติชั่วครู่</strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-43479 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/F05.jpg" alt="" width="800" height="533" /></p>
<p><strong>ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์</strong> อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้มุมมองปิดท้ายว่า เอลนีโญ และ ลานีญา เป็นสิ่งถาวรที่จะอยู่กับเราไปอีก 40-50 ปี ไม่ใช่ภัยพิบัติที่จะมาเพียงชั่วครู่ ดังนั้น เราจะปรับตัวอย่างไรกับสิ่งที่จะอยู่ถาวร หากจะลงทุนในวันนี้ ทำอย่างไรให้คุ้ม เพื่อการรับมือระยะยาว แต่ละหน่วยงาน องค์กร อาจจะต้องมีทีมงานในการศึกษา รับมือ และปรับตัว</p>
<p><strong><em>“ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับแต่ละคนแตกต่างกัน เพราะฉะนั้น ต้องทราบว่าผลกระทบในการดำเนินชีวิตจะมากขึ้นเรื่อยๆ การรับมือต้องเป็นการรับมือระยะยาว และสิ่งที่กำลังจะมา คือ บทเรียนในการทดลองการรับมือ และยกระดับการรับมือกับซูเปอร์เอลนีโญที่กำลังมา แล้วเราจะหาจุดที่เหมาะสมกับทำธุรกิจและการใช้ชีวิตได้” </em></strong>ผศ.ดร.ธรณ์ กล่าวทิ้งท้าย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/super-elnino-to-climate-amplification/">รับมือ &#8216;ไฟ ฝุ่น แล้ง น้ำ&#8217; มหันตภัยใกล้ตัว จาก &#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; พร้อมทางรอดและการปรับตัว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กลุ่มเซ็นทรัล เปิดงาน ‘จริงใจ มาหา&#8230;นคร’ ครั้งที่ 13 ชวนช้อปของดีจากชุมชนทั่วไทย คัดสรรของกิน-ของใช้ ครบจบที่เซ็นทรัลเวิลด์</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/07/central-group-jingjai-mahanakorn-ss13/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 16 Jul 2026 07:14:53 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Central Tham]]></category>
		<category><![CDATA[good goods]]></category>
		<category><![CDATA[SpicyDisc]]></category>
		<category><![CDATA[Tham]]></category>
		<category><![CDATA[The 1]]></category>
		<category><![CDATA[Tops]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มเซ็นทรัล]]></category>
		<category><![CDATA[กุ๊ด กุ๊ดส์]]></category>
		<category><![CDATA[ครัวล้อมวง]]></category>
		<category><![CDATA[จริงใจ มาหา...นคร]]></category>
		<category><![CDATA[จริงใจ มาหา...นคร ครั้งที่ 13]]></category>
		<category><![CDATA[ชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[ท็อปส์]]></category>
		<category><![CDATA[ท็อปส์ ท้องถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[บ้านถัก เมืองทอ]]></category>
		<category><![CDATA[พิชัย จิราธิวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[มหานครทอใจ]]></category>
		<category><![CDATA[มิสเตอร์ทำ]]></category>
		<category><![CDATA[สวนสามฤดู]]></category>
		<category><![CDATA[เซ็นทรัล ทำ]]></category>
		<category><![CDATA[เซ็นทรัล รีเทล]]></category>
		<category><![CDATA[เซ็นทรัลพัฒนา]]></category>
		<category><![CDATA[โก โฮลเซลล์]]></category>
		<category><![CDATA[ไทวัสดุ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43112</guid>

					<description><![CDATA[<p>ส่งตรงความสุขและความจริงใจจากชุมชนสู่ใจกลางเมือง กับงานใหญ่แห่งปีที่ถูกใจสายช้อปและสายกิน &#8216;จริงใจ มาหา&#8230;นคร&#8217; ครั้งที่ 13 &#8211; ช้อปของดีจากชุมชนทั่วไทย มหกรรมที่รวบรวมสินค้าจากชุมชนและเกษตรกรทุกภูมิภาค มาจัดแสดงและจำหน่ายโดยเกษตรกรและชุมชนตัวจริง จัดโดย กลุ่มเซ็นทรัล นำโดย เซ็นทรัล รีเทล และ เซ็นทรัลพัฒนา ร่วมกับโครงการ &#8216;เซ็นทรัล ทำ&#8217; โครงการด้านความยั่งยืนของกลุ่มเซ็นทรัล ภายใต้ธีม &#8216;บ้านถัก เมืองทอ&#8217; ถ่ายทอดอัตลักษณ์จากชุมชนและวิถีชีวิตทั่วไทย ผ่านผลผลิตการเกษตร อาหารพื้นถิ่น งานฝีมือ และภูมิปัญญาท้องถิ่น จากความจริงใจของผู้คนในชุมชนสู่ใจกลางมหานครอย่างร่วมสมัย ภายในงานยกขบวนสินค้าคุณภาพจากชุมชนต้นแบบในโครงการ เซ็นทรัล ทำ, ท็อปส์,  ท็อปส์ ท้องถิ่น, ไทวัสดุ, โก โฮลเซลล์ และกุ๊ด กุ๊ดส์ ร่วมด้วยร้านค้าพันธมิตร รวมกว่า 1,000 รายการ จาก 127 ร้านค้า 55 ชุมชน 53 จังหวัดทั่วประเทศ ระหว่าง วันอังคารที่ 14 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/central-group-jingjai-mahanakorn-ss13/">กลุ่มเซ็นทรัล เปิดงาน ‘จริงใจ มาหา&#8230;นคร’ ครั้งที่ 13 ชวนช้อปของดีจากชุมชนทั่วไทย คัดสรรของกิน-ของใช้ ครบจบที่เซ็นทรัลเวิลด์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ส่งตรงความสุขและความจริงใจจากชุมชนสู่ใจกลางเมือง กับงานใหญ่แห่งปีที่ถูกใจสายช้อปและสายกิน &#8216;<strong>จริงใจ มาหา&#8230;นคร&#8217; ครั้งที่ </strong><strong>13</strong> &#8211; ช้อปของดีจากชุมชนทั่วไทย มหกรรมที่รวบรวมสินค้าจากชุมชนและเกษตรกรทุกภูมิภาค มาจัดแสดงและจำหน่ายโดยเกษตรกรและชุมชนตัวจริง</p>
<p><span id="more-43112"></span></p>
<p>จัดโดย <strong>กลุ่มเซ็นทรัล</strong> นำโดย <strong>เซ็นทรัล รีเทล</strong> และ <strong>เซ็นทรัลพัฒนา</strong> ร่วมกับโครงการ <strong>&#8216;</strong><strong>เซ็นทรัล ทำ&#8217;</strong> โครงการด้านความยั่งยืนของกลุ่มเซ็นทรัล ภายใต้ธีม <strong>&#8216;บ้านถัก เมืองทอ&#8217; </strong>ถ่ายทอดอัตลักษณ์จากชุมชนและวิถีชีวิตทั่วไทย ผ่านผลผลิตการเกษตร อาหารพื้นถิ่น งานฝีมือ และภูมิปัญญาท้องถิ่น จากความจริงใจของผู้คนในชุมชนสู่ใจกลางมหานครอย่างร่วมสมัย</p>
<p>ภายในงานยกขบวนสินค้าคุณภาพจากชุมชนต้นแบบในโครงการ <strong>เซ็นทรัล ทำ</strong><strong>, </strong><strong>ท็อปส์</strong><strong>,  </strong><strong>ท็อปส์ ท้องถิ่น</strong><strong>,</strong><strong> ไทวัสดุ</strong><strong>, </strong><strong>โก โฮลเซลล์ และกุ๊ด กุ๊ดส์</strong> ร่วมด้วยร้านค้าพันธมิตร รวมกว่า <strong>1,000 </strong><strong>รายการ จาก </strong><strong>127 </strong><strong>ร้านค้า </strong><strong>55 </strong><strong>ชุมชน </strong><strong>53 </strong><strong>จังหวัดทั่วประเทศ </strong>ระหว่าง<strong> วันอังคารที่ </strong><strong>14 &#8211; </strong><strong>วันอาทิตย์ที่ </strong><strong>19 </strong><strong>กรกฎาคม </strong><strong>2569  </strong><strong>ทั่วศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ </strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43114 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/02.คุณพิชัย-จิราธิวัฒน์-กรรมการบริหาร-กลุ่ม.jpg" alt="" width="533" height="800" /></p>
<p><strong>คุณพิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล </strong>กล่าวว่า สินค้าชุมชนของไทยเป็นภาพสะท้อนของทรัพยากรในท้องถิ่น วิถีชีวิต ภูมิปัญญา และอัตลักษณ์ที่ได้รับการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น จึงมีเรื่องราวและอัตลักษณ์เฉพาะตัว อย่างไรก็ตามการที่สินค้าชุมชนจะสามารถเติบโตและแข่งขันในตลาดปัจจุบันได้อย่างเข้มแข็ง จำเป็นต้องได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนอย่างรอบด้านจากทุกภาคส่วน</p>
<p>กลุ่มเซ็นทรัลและบริษัทในเครือจึงมีเจตนารมณ์อันแน่วแน่ในการผลักดันสินค้าชุมชน โดยนำองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญด้านค้าปลีก และศักยภาพของธุรกิจในเครือมาร่วมพัฒนาและสนับสนุนเกษตรกรและผู้ประกอบการชุมชน ตั้งแต่การยกระดับคุณภาพสินค้าให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด ไปจนถึงการเพิ่มโอกาสและช่องทางการจำหน่าย เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคง สร้างงาน สร้างอาชีพ และส่งเสริมให้ชุมชนเติบโตอย่างยั่งยืน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43116 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/10.จริงใจ-มาหา.นคร-ครั้งที่-13.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>&#8220;งาน ‘จริงใจ มาหา&#8230;นคร’ จึงจัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปีนี้เป็นปีที่ 13 เพื่อเป็นพื้นที่เชื่อมโยงสินค้าคุณภาพจากชุมชนทั่วไทยให้มาพบกับผู้บริโภคใจกลางเมือง เปิดโอกาสให้เกษตรกรและผู้ประกอบการชุมชนตัวจริงได้พบปะผู้บริโภคและนักท่องเที่ยวโดยตรง เพื่อนำเสนอสินค้าเด่นประจำท้องถิ่นด้วยตนเอง ขณะเดียวกันผู้บริโภคก็ได้มีส่วนร่วมสนับสนุนเศรษฐกิจฐานรากผ่านทุกการเลือกซื้อของกินและของใช้ที่เกิดจากความตั้งใจของคนในชุมชนอีกด้วย”</em></p>
<p><strong>ครบทุกความสุขกับ </strong><strong>6 </strong><strong>โซนไฮไลต์ </strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43117 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/11.Good-Goods.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong><u>1. มหานครทอใจ </u></strong>&#8211; เซ็นทรัล คอร์ท ชั้น 1<br />
&#8211; โซนที่ถักทอเรื่องราวและสีสันให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนเมือง พบกับกิจกรรมและสินค้ามากมาย อาทิ</p>
<p>&#8211; ร้าน Good Goods Café กับครั้งแรกของเครื่องดื่มรสชาติพิเศษ จำหน่ายเฉพาะภายในงาน</p>
<p>&#8211; บูธสินค้าและของที่ระลึกลวดลายมาสคอตตัวใหม่ของโครงการ “เซ็นทรัล ทำ” ในชื่อ “Tham” (มิสเตอร์ทำ)<strong><br />
</strong>คาแรกเตอร์รูปมือที่สะท้อนพลังของการ “ลงมือทำ” ความดีในหลากหลายรูปแบบ</p>
<p>&#8211; เพลิดเพลินกับมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินค่าย SpicyDisc ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 00–19.00 น. อาทิ Better Weather, Purple Cat, Kachain, Chaladeen, ลุลา, ว่าน ธนกิจ และ บอย ตรัย</p>
<p>&#8211; สินค้าและเรื่องราวที่น่าสนใจจากบูธหน่วยงานพันธมิตร อาทิ มูลนิธิชัยพัฒนา, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท.<strong>,</strong> บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) เป็นต้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43122 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/20.ผู้บริหารเดินเยี่ยมชมภายในงาน.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong><u>2. สวนสามฤดู </u></strong>– ลานอีเดน ชั้น 1<br />
โซนที่รวบรวมความอุดมสมบูรณ์ของผลผลิตตามฤดูกาล สินค้า GI ทั้งของสดและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากชุมชนทั่วประเทศ คัดสรรโดยท็อปส์ ให้คนเมืองได้เลือกซื้อสินค้าคุณภาพส่งตรงจากแหล่งผลิต อาทิ</p>
<p>ไอศกรีมไข่ผำ จากร้านกินดี อีสาน จ.ขอนแก่น, <strong>น้ำพริกกุ้งเสียบ</strong><strong>,</strong><strong>น้ำพริกไตปลาแห้ง</strong> จากร้านร้อยเกาะ น้ำพริกรสเด็ด พี่เร จ.สงขลา, <strong>ลำไยอบแห้งเนื้อสีทอง</strong> จากร้านถุงทองฟรุ๊ต จ.ลำพูน, <strong>กระท้อนพันธุ์อีล่า</strong> จากไร่ดีต่อใจ จ.สระแก้ว, <strong>ปูอ่อง </strong>จากร้านปูอ่องอุ้ยหม่อน จ.เชียงราย, <strong>อินทผลัมสด ไอศกรีมอินทผลัม</strong> จากสวน LAKE VERA จ.นนทบุรี, <strong>น้ำพริกเห็ดอินทรีย์ </strong>จากร้านมัชใจ จ.พิษณุโลก, <strong>มะคาเดเมียดอยช้าง</strong> จากวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปมะคาเดเมีย   ดอยช้าง จ.เชียงราย เป็นต้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43123" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/28.ผลิตภัณฑ์ภายในงานจริงใจ-มาหา.นคร-ครั้งที.jpg" alt="" width="466" height="700" /></p>
<p><strong><u>3. ครัวล้อมวง </u></strong>– ลานอีเดน ชั้น 2-3</p>
<p>พื้นที่แห่งรสชาติและความเป็นพื้นถิ่น ชวนทุกคนมาล้อมวงรับประทานอาหาร พูดคุย และเชื่อมโยงความสุขผ่านความอร่อยจากหลากหลายชุมชนทั่วประเทศ</p>
<p><u>ลานอีเดน ชั้น 2</u></p>
<p>พบกับ<strong> ปูดำนึ่ง </strong>จากวิสาหกิจชุมชนเกษตรสรรค์สร้าง จ.นครศรีธรรมราช<strong>, </strong><strong>ลวกยำพร้อมทาน ไก่จ๊อ หมูเด้ง หมูหมักนุ่ม </strong>จากร้านเจ๊ใหญ่หมูเด้ง จ.นครปฐม, <strong>ก๋วยจั๊บญวนและหมูยอ </strong>จากร้านป้าปี๋ จ.ลำปาง<strong>, </strong><strong>มะพร้าวน้ำหอมบางคล้า </strong>จากร้านบ้านนี้มีรักฟาร์มสุขสำราญ จ.ฉะเชิงเทรา<strong>, </strong><strong>ปลาแดดเดียว ขนมจีนน้ำยาปลาช่อน</strong>จากวิสาหกิจชุมชนถนอมอาหารจากปลา บ้านตราชู  จ.สิงห์บุรี,<strong> ข้าว</strong><strong>หน้าเนื้อวากิว</strong> จากร้านดูบีฟ โคไทยวากิวปากน้ำโพ จ.นครสวรรค์, <strong>บ้าบิ่น </strong>จากร้านแม่รำไพ จ.อุดรธานี<strong>, </strong><strong>ไอศกรีมอะโวคาโดธัญพืช</strong> จากร้านฟรุ๊ตลาลา จ.สงขลา,  <strong>ข้าวเหนียวมูน </strong>จากร้านแม่ประไพศรี จ.นนทบุรี บริเวณอีเดน ชั้น 2</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43124 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/14.อะโวคาโด้ปั่น-จากวิสาหกิจชุมชนปลูกพืชเศ.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><u>ลานอีเดน ชั้น 3</u></p>
<p>ครั้งแรกของบูธ<strong> สุราชุมชนไทย</strong> (Selected Thai Craft Spirits) โดยสมาคมสุราท้องถิ่นไทย (สสท.) และ กลุ่มผู้ประกอบการรุ่นใหม่หอการค้าไทยและหอการค้าจังหวัด (YEC) ที่คัดสรรมาให้ผู้มาเที่ยวงานได้ทดลองลิ้มลองเอกลักษณ์ของรสชาติสุราไทยที่แตกต่าง</p>
<p>สินค้าจากโก โฮลเซลล์ เช่น <strong>คุกกี้หอมแดง</strong><strong>, </strong><strong>เนื้อวากิวแช่แข็ง</strong><strong>, </strong><strong>อาหารทะเลแดดเดียว</strong><strong>, </strong><strong>มะม่วงน้ำปลาหวาน</strong></p>
<p>สินค้าจากกลุ่มผู้ประกอบการรุ่นใหม่หอการค้าไทยและหอการค้าจังหวัด (YEC) เช่น <strong>ยาหม่อง ผลไม้อบแห้ง อาหารทะเลแปรรูป พริกไทยตรัง น้ำส้มสายชูหมักจากสับปะรด</strong></p>
<p><strong>สินค้าไข่ผำ </strong>จากหอการค้าไทย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43127 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/27.ผลิตภัณฑ์ภายในงานจริงใจ-มาหา.นคร-ครั้งที.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong><u>4. จั่วร้อยรส</u></strong> – ลานบีคอน 2</p>
<p>โซนอาหารในรูปแบบ Grab &amp; Go ที่ชวนทุกคนมาค้นพบรสชาติใหม่ๆ  จากอาหารพื้นถิ่นและผลิตภัณฑ์ชุมชนที่รสชาติอร่อยถูกปาก ทำสดใหม่ทุกวัน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43126" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/15.มันหวานญี่ปุ่น-จากสหกรณ์การเกษตรยั่งยืน.jpg" alt="" width="467" height="700" /></p>
<p><strong><u>สินค้าชุมชนจากโครงการ “เซ็นทรัล ทำ”</u></strong></p>
<ul>
<li><strong>ทาร์ตไข่</strong><strong>, </strong><strong>ไข่ไก่อินทรีย์</strong> จากวิสาหกิจชุมชนธนาคารพืชผักบ้านสำโรง จ.สุรินทร์</li>
<li><strong>ชิฟฟอนน้ำตาลจาก บราวนี่น้ำตาลจาก ทอฟฟี่โบราณน้ำตาลจาก </strong>จากวิสาหกิจชุมชนต้นจากบางกะเจ้า จ.สมุทรปราการ</li>
<li><strong>ข้าวสังข์หยด</strong><strong>, </strong><strong>แป้งสาคูแท้ ข้าวเกรียบปลา</strong>จากวิสาหกิจชุมชนบ้านท่าช้างฟื้นฟูเศรษฐกิจ จ.พัทลุง</li>
<li><strong>เมล่อนปั่น</strong><strong>, </strong><strong>ผลเมล่อน</strong> จาก วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเมล่อนหมู่ใหญ่ร่วมใจพัฒนา จ.อยุธยา</li>
<li><strong>อะโวคาโดปั่น</strong> จากวิสาหกิจชุมชนปลูกพืชเศรษฐกิจบ้านเทพพนา จ.ชัยภูมิ</li>
<li><strong>ผักพื้นบ้าน เงาะนาสาร มังคุด กระท้อนทรงเครื่อง </strong>จากสวนป่าประดู่ เกษตรยั่งยืน จ.สุราษฎร์ธานี</li>
<li><strong>มันหวานญี่ปุ่น ขนมหม้อแกงมันม่วง มันหวานอบ</strong>จากสหกรณ์การเกษตรยั่งยืนแม่ทา จำกัด จ.เชียงใหม่</li>
<li><strong>ฟักทองพันธุ์พื้นเมือง (พันธุ์ไข่เน่า และข้าวตอก)​ ขนมเปี๊ยะฟักทอง พายฟักทอง </strong>จาก วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรอินทรีย์ ตำบลบัวใหญ่ จ.น่าน</li>
</ul>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43125 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/25.ข้าวยำพันล้าน.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p>นอกจากนี้ยังได้พบกับ <strong>สินค้าเอสเอ็มอีจากท็อปส์ ท้องถิ่น</strong> เช่น <strong>เครื่องดื่มโกโก้</strong> จากโกโก้ วัลเลย์, <strong>น้ำพริกโรยข้าวเพื่อสุขภาพ</strong> จากปอเจ้า, <strong>ป็อปคอร์น</strong> จากเพนนี <strong>เครื่องดื่มชา</strong> จากมอนซูน ที และ <strong>เครื่องดื่มชาไทย และชาเขียว</strong> จากเพลินใจ เป็นต้น</p>
<p><strong><u>5. ลานถักร้อย</u></strong> – บีคอน ชั้น 3<strong><br />
</strong>โซนที่รวมงานผ้า งานคราฟต์ ที่เปี่ยมด้วยความคิดสร้างสรรค์และอัตลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่น นำมาร้อยเรียงให้ร่วมสมัยจาก<strong> ชุมชนต้นแบบในโครงการ</strong> <strong>“เซ็นทรัล ทำ”</strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43128 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/23.ลานถักร้อย-โซนงานคราฟต์.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<ul>
<li><strong>กระเป๋า-รองเท้าผักตบชวา </strong>จากวิสาหกิจชุมชนจักสานผักตบชวาบ้านคลองนกกระทุง จ.นครปฐม</li>
<li><strong>ผ้าทอเส้นใยกล้วย </strong>จากวิสาหกิจชุมชนผ้าทอน้ำไหลไทลื้อบ้านหล่ายทุ่ง จ.น่าน</li>
<li><strong>ผ้าทอยกดอก ผ้าขาวม้าทอมือ </strong>จากวิสาหกิจชุมชนผ้าทอนาหมื่นศรี จ.ตรัง</li>
<li><strong>กระเป๋าเตยปาหนัน </strong>จากวิสาหกิจชุมชนผลิตภัณฑ์จักสานเตยปาหนันบ้านดุหุน จ.ตรัง</li>
<li><strong>เสื้อผ้าบาติก</strong> จากกลุ่มมัดย้อมสีธรรมชาติบ้านคีรีวง จ.นครศรีธรรมราช</li>
<li><strong>กระเป๋า-ตะกร้ากระจูด </strong>จากศูนย์ศิลปาชีพบ้านเนินธัมมัง กลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์จากกระจูดบ้านเนินธัมมัง</li>
<li>จ.นครศรีธรรมราช</li>
<li><strong>เสื้อผ้าฝ้ายย้อมสีธรรมชาติ </strong>จากวิสาหกิจชุมชนทอผ้าแปรรูปบ้านกุดจิก หมู่ 9 จ.สกลนคร</li>
</ul>
<p>นอกจากนี้ยังมี <strong>สินค้าชุมชนจากไทวัสดุ</strong> เช่น <strong>ยาดมสมุนไพร</strong> จากจันทร์แก้ว จ.สุพรรณบุรี, <strong>ไม้กวาดป่านศรนารายณ์</strong> จากกลุ่มอาชีพผู้ผลิตไม้กวาดป่านศรนารายณ์ จ.นครปฐม, <strong>พรมอเนกประสงค์</strong> จากกลุ่มสิ่งประดิษฐ์จากเศษผ้า บ้านสบสาย จ.แพร่</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43119 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/18.กิจกรรมเวิร์คชอปจาก-Artstory.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p><strong><u>6. บ้านทอสุข</u></strong> – บีคอน 4<br />
พื้นที่แห่งการถักทอความหลากหลายของผู้คน เพื่อสร้างโอกาสทางอาชีพ และส่งต่อความสุขเล็ก ๆ</p>
<ul>
<li>กิจกรรมนวดผ่อนคลายโดยผู้พิการทางสายตา</li>
<li>ผลงานศิลปะและผลิตภัณฑ์จากศิลปินออทิสติก Artstory by Autistic Thai</li>
<li>สินค้าที่สร้างสรรค์โดยผู้ปกครองและครอบครัวของผู้พิการ</li>
</ul>
<p>พิเศษ!<strong> เมื่อช้อปสินค้าภายในงานครบ 1</strong><strong>,</strong><strong>000 บาท รับสิทธิ์หมุนกาชาปอง จำกัด 1 สิทธิ์ต่อท่าน เพื่อรับของสมนาคุณมากมาย</strong> อาทิ เครื่องดื่มและขนมจากชุมชนในโครงการเซ็นทรัล ทำ, สินค้า Good Goods, กระเป๋าคอลเลกชันพิเศษ The 1 x Good Goods รวมถึงของที่ระลึกลวดลายมาสคอตตัวใหม่ของเซ็นทรัล ทำ ในชื่อ <strong>Mr.Tham </strong>(มิสเตอร์ทำ) เช่น กระเป๋า, คีย์เชน ณ บูธ Redemption เป็นต้น นอกจากนี้ <strong>สมาชิก </strong><strong>The </strong><strong>1 แลกรับเครื่องดื่ม &#8216;</strong><strong>พาลีมรกตบุปผา&#8217; (ผำฉะพีช)</strong> <strong>มูลค่า 150 บาท</strong> เพียงแลก 1,000 คะแนน (จากปกติ 1,200 คะแนน) ณ บูธ Good Goods ชั้น 1 โซน Central Court</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43120 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/33.บรรยากาศภายในงาน-จริงใจ-มาหา.นคร-ครั้งที.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>งาน <strong>จริงใจ มาหา&#8230;นคร</strong> ยังคงให้ความสำคัญด้านความยั่งยืน โดยจัดขึ้นในรูปแบบ <strong>Carbon Neutral Event</strong> ทั้งการตกแต่งบรรยากาศงานด้วยวัสดุรีไซเคิลและวัสดุรียูส การใช้บรรจุภัณฑ์รักษ์โลก การคัดแยกขยะภายในงาน นอกจากนี้ รายได้ส่วนหนึ่งจากยอดขายภายในงานจะนำไปสมทบทุนจัดซื้อกล้าไม้ เพื่อฟื้นฟูพื้นที่สีเขียวผ่านการปลูกป่าในโครงการ <strong>Plant Together</strong> อีกด้วย</p>
<p><strong>ชวนทุกท่านมาช้อปสนุก อุดหนุนชุมชน กับหลากหลายสินค้าคุณภาพจากความจริงใจ ครบจบในที่เดียว ในงาน &#8216;จริงใจ มาหา&#8230;นคร&#8217; ครั้งที่ 13 ระหว่างวันที่ 14-19 กรกฎาคม 2569 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์</strong> <strong>ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ </strong><strong>Facebook : Central Tham </strong><strong>และ </strong><strong>Central Group  </strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43121 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/32.-re.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/central-group-jingjai-mahanakorn-ss13/">กลุ่มเซ็นทรัล เปิดงาน ‘จริงใจ มาหา&#8230;นคร’ ครั้งที่ 13 ชวนช้อปของดีจากชุมชนทั่วไทย คัดสรรของกิน-ของใช้ ครบจบที่เซ็นทรัลเวิลด์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ม.หอการค้าไทย ผนึก หอการค้าไทย-กลุ่มเซ็นทรัล เปิดสนาม &#8216;UTCC Tutor 2026&#8217; ที่นครสวรรค์ เดินหน้าติวฟรี 39 จังหวัดทั่วประเทศ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/07/central-group-utcc-tutor-2026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 06 Jul 2026 06:19:38 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[CENTRAL GROUP]]></category>
		<category><![CDATA[UTCC]]></category>
		<category><![CDATA[UTCC Tutor]]></category>
		<category><![CDATA[UTCC Tutor ติวทั่วไทย พิชิตมหาลัยในฝัน 2026]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มเซ็นทรัล]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาคน]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์]]></category>
		<category><![CDATA[พิชัย จิราธิวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[ลดความเหลื่อมล้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[สอบเข้ามหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[หอการค้าไทย]]></category>
		<category><![CDATA[เซ็นทรัล ทำ]]></category>
		<category><![CDATA[เยาวชน]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการติวเข้า​มหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[โอกาส]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42910</guid>

					<description><![CDATA[<p>กลุ่มเซ็นทรัล ตอกย้ำพันธกิจการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับเยาวชนไทย ร่วมเป็นพันธมิตรสนับสนุนโครงการ UTCC Tutor ติวทั่วไทย พิชิตมหาลัยในฝัน 2026 โดยเปิดพื้นที่ศูนย์การค้าในเครือรวม 8 แห่งทั่วประเทศ ให้เป็นสถานที่จัดกิจกรรมติวเข้มสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การสอบเข้ามหาวิทยาลัย สะท้อนความมุ่งมั่นของกลุ่มเซ็นทรัลในการร่วมลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และส่งเสริมการเข้าถึงองค์ความรู้ที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึง การสนับสนุนครั้งนี้สะท้อนเจตนารมณ์ของ &#8220;เซ็นทรัล ทำ&#8221; ที่มุ่งสร้างความยั่งยืนผ่านการส่งเสริม Inclusion หรือการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเสมอภาคในการเข้าถึงโอกาส โดยเฉพาะด้านการศึกษา เพื่อให้เยาวชนทั่วประเทศสามารถเข้าถึงแหล่งเรียนรู้และโอกาสในการพัฒนาศักยภาพได้อย่างเท่าเทียม พร้อมเติบโตเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศในอนาคต โดยกลุ่มเซ็นทรัลและบริษัทในเครือ ได้สนับสนุนพื้นที่จัดกิจกรรมภายในศูนย์การค้าทั้ง 8 แห่ง ได้แก่ เซ็นทรัล เวสต์เกต, เซ็นทรัล นครสวรรค์, เซ็นทรัล อุดร, เซ็นทรัล ขอนแก่น, เซ็นทรัล สุราษฎร์ธานี, เซ็นทรัล โคราช, เซ็นทรัล อยุธยา และเซ็นทรัล หาดใหญ่ เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนในภูมิภาคต่าง ๆ ได้เข้าถึงการติวคุณภาพโดยไม่ต้องเดินทางไกล ลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง และเพิ่มโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “หอการค้าไทยเชื่อมั่นว่า [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/central-group-utcc-tutor-2026/">ม.หอการค้าไทย ผนึก หอการค้าไทย-กลุ่มเซ็นทรัล เปิดสนาม &#8216;UTCC Tutor 2026&#8217; ที่นครสวรรค์ เดินหน้าติวฟรี 39 จังหวัดทั่วประเทศ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>กลุ่มเซ็นทรัล ตอกย้ำพันธกิจการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับเยาวชนไทย ร่วมเป็นพันธมิตรสนับสนุนโครงการ <strong>UTCC Tutor </strong><strong>ติวทั่วไทย พิชิตมหาลัยในฝัน </strong><strong>2026</strong></p>
<p><span id="more-42910"></span></p>
<p>โดยเปิดพื้นที่ศูนย์การค้าในเครือรวม 8 แห่งทั่วประเทศ ให้เป็นสถานที่จัดกิจกรรมติวเข้มสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การสอบเข้ามหาวิทยาลัย สะท้อนความมุ่งมั่นของกลุ่มเซ็นทรัลในการร่วมลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และส่งเสริมการเข้าถึงองค์ความรู้ที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42914 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/08.โครงการ-UTCC-Tutor-ติวทั่วไทย-พิชิตมหาลัยในฝัน-202.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>การสนับสนุนครั้งนี้สะท้อนเจตนารมณ์ของ <strong>&#8220;เซ็นทรัล ทำ&#8221;</strong> ที่มุ่งสร้างความยั่งยืนผ่านการส่งเสริม <strong>Inclusion</strong> หรือการ<strong>ลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเสมอภาคในการเข้าถึงโอกาส</strong> โดยเฉพาะด้านการศึกษา เพื่อให้เยาวชนทั่วประเทศสามารถเข้าถึงแหล่งเรียนรู้และโอกาสในการพัฒนาศักยภาพได้อย่างเท่าเทียม พร้อมเติบโตเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศในอนาคต</p>
<p>โดยกลุ่มเซ็นทรัลและบริษัทในเครือ ได้สนับสนุนพื้นที่จัดกิจกรรมภายในศูนย์การค้าทั้ง 8 แห่ง ได้แก่ <strong>เซ็นทรัล เวสต์เกต</strong><strong>, </strong><strong>เซ็นทรัล นครสวรรค์</strong><strong>, </strong><strong>เซ็นทรัล อุดร</strong><strong>, </strong><strong>เซ็นทรัล ขอนแก่น</strong><strong>, </strong><strong>เซ็นทรัล สุราษฎร์ธานี</strong><strong>, </strong><strong>เซ็นทรัล โคราช</strong><strong>, </strong><strong>เซ็นทรัล อยุธยา และเซ็นทรัล หาดใหญ่</strong> เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนในภูมิภาคต่าง ๆ ได้เข้าถึงการติวคุณภาพโดยไม่ต้องเดินทางไกล ลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง และเพิ่มโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42912 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/06.โครงการ-UTCC-Tutor-ติวทั่วไทย-พิชิตมหาลัยในฝัน-202.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย</strong> กล่าวว่า “หอการค้าไทยเชื่อมั่นว่า การพัฒนาประเทศต้องเริ่มจากการพัฒนาคน และการศึกษาคือการลงทุนระยะยาวที่ สำคัญที่สุด การที่ภาคธุรกิจร่วมสนับสนุนโครงการนี่ต่อเนื่องเข้าสู่ปีที่ 4 สะท้อนว่าเรามองเห็นคุณค่าที่แท้จริง เพราะเมื่อเด็กคนหนึ่งได้รับโอกาสที่เหมาะสม ผลลัพธ์จะไม่ได้เปลี่ยนแค่ชีวิตของเขา แต่ส่งผลต่อครอบครัว ชุมชน และอนาคตของประเทศ”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42915 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/tutor1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณพิชัย  จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหารกลุ่มเซ็นทรัล</strong> กล่าวว่า &#8220;กลุ่มเซ็นทรัลเชื่อมั่นว่าการศึกษาเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาคนและประเทศ การร่วมสนับสนุน<strong>โครงการ </strong><strong>UTCC Tutor </strong><strong>ติวทั่วไทย พิชิตมหาลัยในฝัน </strong><strong>2026</strong> ในครั้งนี้ สะท้อนความตั้งใจของเราที่ต้องการเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้ให้กับเยาวชนทั่วประเทศ ผ่านศูนย์การค้าซึ่งเป็นพื้นที่ของทุกคนในชุมชน เพื่อให้น้อง ๆ ได้เข้าถึงองค์ความรู้และการเตรียมความพร้อมสู่มหาวิทยาลัยอย่างมีคุณภาพ เราหวังว่าความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และร่วมพัฒนาศักยภาพของเยาวชนไทยให้เติบโตเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต&#8221;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42916 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/05.โครงการ-UTCC-Tutor-ติวทั่วไทย-พิชิตมหาลัยในฝัน-202.jpg" alt="" width="467" height="700" /></p>
<p>โครงการ <strong>UTCC Tutor </strong><strong>ติวทั่วไทย พิชิตมหาลัยในฝัน </strong><strong>2026</strong> เป็นความร่วมมือระหว่างหอการค้าไทย และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ภาคีเครือข่ายจากหลายภาคส่วน เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนทั่วประเทศได้รับการติวเข้มจากทีมวิทยากรคุณภาพ พร้อมแนะแนวการศึกษาต่อและการเตรียมความพร้อมสู่รั้วมหาวิทยาลัย โดยกลุ่มเซ็นทรัลพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการศึกษา และเดินหน้าสร้างโอกาสการเรียนรู้ที่เข้าถึงได้สำหรับเยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิด &#8220;เซ็นทรัล ทำ&#8221; ที่มุ่งสร้างคุณค่าร่วมให้กับสังคม ชุมชน และประเทศอย่างยั่งยืน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42913 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/07.โครงการ-UTCC-Tutor-ติวทั่วไทย-พิชิตมหาลัยในฝัน-202.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/central-group-utcc-tutor-2026/">ม.หอการค้าไทย ผนึก หอการค้าไทย-กลุ่มเซ็นทรัล เปิดสนาม &#8216;UTCC Tutor 2026&#8217; ที่นครสวรรค์ เดินหน้าติวฟรี 39 จังหวัดทั่วประเทศ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ โชว์เคสป่าชุมชน &#8216;อำนาจเจริญ&#8217; ใช้คาร์บอนเครดิตเป็นกลไกดูแลป่าโซนอีสาน ต่อยอดเศรษฐกิจฐานรากจากกองทุนพัฒนาอาชีพ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/07/mae-fah-luang-amnatcharoen-community/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 05 Jul 2026 11:23:31 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Credit]]></category>
		<category><![CDATA[community]]></category>
		<category><![CDATA[Community Forest]]></category>
		<category><![CDATA[Conservation]]></category>
		<category><![CDATA[Mae Fah Luang]]></category>
		<category><![CDATA[Mae Fah Luang Foundation]]></category>
		<category><![CDATA[MFLF]]></category>
		<category><![CDATA[Nature-based]]></category>
		<category><![CDATA[Nature-based Solutions]]></category>
		<category><![CDATA[NbS]]></category>
		<category><![CDATA[T-VER]]></category>
		<category><![CDATA[TGO]]></category>
		<category><![CDATA[Village to the World Season 5]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[คุณภาพชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[ชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[ดอยตุงโมเดล]]></category>
		<category><![CDATA[ตะนุ สมนาม]]></category>
		<category><![CDATA[ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์​]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[ปฐมพร ทรงลิลิตชูวงศ์]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าดงใหญ่]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ]]></category>
		<category><![CDATA[สมิทธิ หาเรือนพืชน์]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[อนุรักษ์]]></category>
		<category><![CDATA[อบก]]></category>
		<category><![CDATA[อำนาจเจริญ]]></category>
		<category><![CDATA[แม่ฟ้าหลวง]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42896</guid>

					<description><![CDATA[<p>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ถอดบทเรียนความสำเร็จของพื้นที่ ป่าชุมชนตำบลสร้างถ่อน้อย อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ หลังเข้าร่วม โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ตั้งแต่ปี 2566 จนพิสูจน์ให้เห็นว่า คาร์บอนเครดิตสามารถเป็นมากกว่ากลไกด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ชุมชนมีระบบดูแลป่า มีทุนพัฒนาอาชีพ และสร้างรายได้จากฐานทรัพยากรของตนเองได้อย่างยั่งยืน ล่าสุดพื้นที่ดังกล่าวอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมเข้าสู่กระบวนการทวนสอบและยื่นขอรับรองคาร์บอนเครดิตต่อองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. โดยมีพื้นที่ขึ้นทะเบียนโครงการ T-VER 12,645.31 ไร่ คาดว่าจะได้คาร์บอนเครดิตรายปี 11,275 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี พร้อมต่อยอดป่าชุมชนสู่เส้นทางท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้สนใจด้านความยั่งยืนได้เรียนรู้ว่า การอนุรักษ์ป่าสามารถเดินไปพร้อมกับการพัฒนาอาชีพ รายได้ และคุณภาพชีวิตของชุมชนในระยะยาวได้จริง ทั้งนี้ โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เริ่มดำเนินงานตั้งแต่ปี 2563 โดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน ใช้กลไกคาร์บอนเครดิตสนับสนุนให้ชุมชนดูแลป่าและดูแลตนเองได้พร้อมกัน ผ่านการจัดตั้ง 2 กองทุนสำคัญ ได้แก่ กองทุนดูแลป่า และกองทุนเพื่อการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน เพื่อให้ชุมชนมีงบประมาณสำหรับทำแนวกันไฟ ลาดตระเวน เฝ้าระวังไฟป่า ฟื้นฟูป่า พัฒนาอาชีพ และสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจจากฐานทรัพยากรของตนเอง ปัจจุบัน โครงการได้ดำเนินโครงการมาในระยะที่ 5 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/mae-fah-luang-amnatcharoen-community/">มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ โชว์เคสป่าชุมชน &#8216;อำนาจเจริญ&#8217; ใช้คาร์บอนเครดิตเป็นกลไกดูแลป่าโซนอีสาน ต่อยอดเศรษฐกิจฐานรากจากกองทุนพัฒนาอาชีพ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์</strong> ถอดบทเรียนความสำเร็จของพื้นที่ <strong>ป่าชุมชนตำบลสร้างถ่อน้อย อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ</strong> หลังเข้าร่วม <strong>โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน</strong> ตั้งแต่ปี 2566 จนพิสูจน์ให้เห็นว่า คาร์บอนเครดิตสามารถเป็นมากกว่ากลไกด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ชุมชนมีระบบดูแลป่า มีทุนพัฒนาอาชีพ และสร้างรายได้จากฐานทรัพยากรของตนเองได้อย่างยั่งยืน</p>
<p><span id="more-42896"></span></p>
<p>ล่าสุดพื้นที่ดังกล่าวอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมเข้าสู่กระบวนการทวนสอบและยื่นขอรับรองคาร์บอนเครดิตต่อองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. โดยมีพื้นที่ขึ้นทะเบียนโครงการ T-VER 12,645.31 ไร่ คาดว่าจะได้คาร์บอนเครดิตรายปี 11,275 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี พร้อมต่อยอดป่าชุมชนสู่เส้นทางท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้สนใจด้านความยั่งยืนได้เรียนรู้ว่า การอนุรักษ์ป่าสามารถเดินไปพร้อมกับการพัฒนาอาชีพ รายได้ และคุณภาพชีวิตของชุมชนในระยะยาวได้จริง</p>
<p>ทั้งนี้ <strong>โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน</strong> เริ่มดำเนินงานตั้งแต่ปี 2563 โดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน ใช้กลไกคาร์บอนเครดิตสนับสนุนให้ชุมชนดูแลป่าและดูแลตนเองได้พร้อมกัน ผ่านการจัดตั้ง 2 กองทุนสำคัญ ได้แก่ กองทุนดูแลป่า และกองทุนเพื่อการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน เพื่อให้ชุมชนมีงบประมาณสำหรับทำแนวกันไฟ ลาดตระเวน เฝ้าระวังไฟป่า ฟื้นฟูป่า พัฒนาอาชีพ และสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจจากฐานทรัพยากรของตนเอง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42901 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/22.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ปัจจุบัน โครงการได้ดำเนินโครงการมาในระยะที่ 5 แล้ว โดยจังหวัดอำนาจเจริญอยู่ในโครงการระยะที่ 3 ซึ่งเริ่มดำเนินงานในปี 2566 ครอบคลุมพื้นที่ป่าชุมชนในจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ ยโสธร และอำนาจเจริญ โดยมีภาคเอกชนจากหลายอุตสาหกรรมเข้าร่วมสนับสนุน ครอบคลุมตั้งแต่ธุรกิจเครื่องดื่ม พลังงาน ปิโตรเคมี การเงินและธนาคาร การบิน อสังหาริมทรัพย์ สินค้าอุปโภคบริโภค ไปจนถึงเกษตรอาหาร</p>
<p><em>สะท้อนให้เห็นว่าโมเดลความยั่งยืนจากดอยตุงสามารถขยายผลสู่พื้นที่ต่างๆ ได้จริง และการดูแลป่าชุมชนไม่ได้เป็นเพียงภารกิจด้านสิ่งแวดล้อมของพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่เป็นกลไกสำคัญที่เชื่อมโยงเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศของประเทศ ภาคธุรกิจ และคุณภาพชีวิตของชุมชนเข้าด้วยกัน </em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42897 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/1.jpg" alt="" width="1200" height="843" /></p>
<p><strong>คุณสมิทธิ หาเรือนพืชน์ ประธานสายงานการแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐาน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ </strong>กล่าวว่า มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้นำประสบการณ์จากโครงการพัฒนาดอยตุงฯ มาปรับใช้ในการขยายโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนไปยังป่าชุมชนในหลายภูมิภาคทั่วประเทศ โดยภาคอีสานเป็นหนึ่งในพื้นที่สำคัญที่มีทั้งความเข้มแข็งของชุมชน ฐานทรัพยากรป่าชุมชน และความพร้อมของผู้นำท้องถิ่น ปัจจุบันในภาคอีสานมีพื้นที่ดำเนินงานในจังหวัดอำนาจเจริญและจังหวัดยโสธร</p>
<p>“สิ่งที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ให้ความสำคัญคือการทำให้การดูแลป่าเชื่อมโยงกับชีวิตของชุมชนอย่างแท้จริง <em><strong>ป่าชุมชนไม่ใช่เพียงพื้นที่อนุรักษ์ แต่เป็นฐานทรัพยากร ฐานอาชีพ และฐานเศรษฐกิจของคนในพื้นที่</strong></em> หากชุมชนมีระบบบริหารจัดการที่เข้มแข็ง คาร์บอนเครดิตจะเป็นกลไกหนึ่งที่ช่วยให้การดูแลป่าเกิดความต่อเนื่อง และสร้างประโยชน์กลับคืนสู่ชุมชนได้ในระยะยาว” นายสมิทธิกล่าว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42898 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/4.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณปฐมพร ทรงลิลิตชูวงศ์ ผู้จัดการโครงการอาวุโส มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ</strong> กล่าวว่า พื้นที่ป่าชุมชนตำบลสร้างถ่อน้อย อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ มีพื้นที่ป่าชุมชนตามพระราชบัญญัติป่าชุมชน 16,385 ไร่ และพื้นที่ขึ้นทะเบียนโครงการ T-VER 12,645.31 ไร่ ครอบคลุม 13 หมู่บ้าน 1,761 ครัวเรือน หรือประชาชนที่เกี่ยวข้อง 7,596 คน<em><strong> ปัจจุบันอยู่ระหว่างการสำรวจและปรับปรุงข้อมูลพื้นที่โครงการ เพื่อยืนยันขอบเขตพื้นที่ ตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน ประเมินปริมาณการกักเก็บคาร์บอน</strong></em> จัดทำรายงานติดตามผลปริมาณก๊าซเรือนกระจก ทวนสอบโดยผู้ประเมินภายนอก และยื่นขอรับรองคาร์บอนเครดิตต่อ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก.<em><strong> โดยคาดว่าจะได้รับการรับรองคาร์บอนเครดิตภายในสิ้นปีนี้</strong></em></p>
<p>โดยชุมชนทั้ง 13 หมู่บ้าน ได้รับการสนับสนุนเพื่อนำไปบริหารจัดการผ่าน 2 กองทุน โดย <strong>กองทุนดูแลป่า</strong>ใช้สำหรับกิจกรรมป้องกันไฟป่า การทำแนวกันไฟ การลาดตระเวน การเฝ้าระวังไฟป่า การปลูกป่าเสริม และการจัดหาอุปกรณ์ป้องกันไฟป่า ซึ่งจากการดำเนินงาน​ <em><strong>ช่วยให้การเกิดไฟป่าลดลงได้ถึง 90%</strong> </em>ส่วน<strong>กองทุนเพื่อการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน </strong>ช่วยให้ชุมชนมีงบประมาณสำหรับพัฒนาพื้นที่และต่อยอดกิจกรรมสร้างรายได้ระหว่างรอคาร์บอนเครดิต อาทิ การแปรรูปอาหารพื้นถิ่น งานหัตถกรรม และการผลิตวัสดุปรับปรุงดินอินทรีย์</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42899 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/11.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ขณะเดียวกัน ชุมชนตำบลสร้างถ่อน้อยยังอยู่ระหว่างการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ร่วมกับภาคี ภายใต้โครงการ <strong>Village to the World Season 5</strong> ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โดยมีบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC เป็นหนึ่งในภาคีที่ร่วมสนับสนุนการยกระดับพื้นที่สู่แหล่งเรียนรู้ด้านความยั่งยืน เพื่อเชื่อมโยงทุนธรรมชาติ วิถีชีวิต และศักยภาพของชุมชนให้เกิดเป็นเส้นทางท่องเที่ยวที่สร้างรายได้ ควบคู่กับการดูแลทรัพยากรในระยะยาว</p>
<p><em>“จุดเด่นของพื้นที่นี้คือ ป่าดงใหญ่ไม่ได้เป็นเพียงผืนป่าอนุรักษ์ แต่เป็นทุนชีวิตของชุมชน ทั้งในฐานะแหล่งอาหารตามฤดูกาล แหล่งรายได้จากทรัพยากรธรรมชาติ ฐานอาชีพ และพื้นที่ที่กำลังต่อยอดไปสู่เส้นทางท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ถือเป็นพื้นที่ที่มีการบริหารจัดการดูแลป่า ชุมชน และการเปลี่ยนทรัพยากรท้องถิ่นให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ”</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42900 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/12.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ป่าดงใหญ่ในตำบลสร้างถ่อน้อยยังมีความโดดเด่นในฐานะ &#8216;<strong>ซูเปอร์มาร์เก็ตธรรมชาติ</strong>&#8216; ของชุมชน เป็นทั้งแหล่งอาหาร แหล่งรายได้ และพื้นที่ชีวิตของคนในตำบล ไม่ว่าจะเป็นเห็ดตามฤดูกาล ไข่มดแดง แมงจินูน แมงแคง ปลาและทรัพยากรธรรมชาติจากแหล่งน้ำ ตลอดจนภูมิปัญญาท้องถิ่นและงานศิลปะหัตถกรรม เช่น การทอผ้าไหม งานจักสาน การแปรรูปผลผลิตจากธรรมชาติ และการผลิตวัสดุปรับปรุงดินอินทรีย์แบบอัดเม็ด ซึ่งสะท้อนการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า และการต่อยอดกองทุนพัฒนาชุมชนให้เกิดรายได้หมุนเวียนในพื้นที่</p>
<p><strong>ด้านคุณตะนุ สมนาม ประธานป่าชุมชนบ้านคำข่า และกำนันตำบลสร้างถ่อน้อย</strong> กล่าวว่า การเข้าร่วมโครงการทำให้ชุมชนมองเห็นคุณค่าของการดูแลป่าชัดเจนขึ้น จากเดิมที่ชาวบ้านช่วยกันรักษาป่าดงใหญ่ในฐานะแหล่งอาหาร แหล่งน้ำ และพื้นที่ชีวิตของคนทั้งตำบล วันนี้การดูแลป่ามีแผน มีหน้าที่ และมีเป้าหมายร่วมกันมากขึ้น ทั้งการเฝ้าระวังไฟป่า การดูแลแนวกันไฟ การลาดตระเวน และการร่วมกันคิดว่าจะใช้ทรัพยากรในชุมชนอย่างไรให้เกิดประโยชน์โดยไม่ทำลายป่า</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42904 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/5.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>“สิ่งที่ชุมชนภูมิใจคือ ป่าดงใหญ่ไม่ได้เป็นเพียงป่าที่ชาวบ้านช่วยกันรักษา แต่กำลังกลายเป็นพื้นที่เรียนรู้ที่สร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชน คาร์บอนเครดิตจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เกี่ยวข้องกับอาหาร อาชีพ รายได้ และอนาคตของลูกหลานในพื้นที่โดยตรง”</em> คุณตะนุกล่าว</p>
<p>สำหรับเส้นทางท่องเที่ยวที่อยู่ระหว่างการพัฒนา ชุมชนจะเปิดให้ผู้มาเยือนได้เรียนรู้เรื่องป่าชุมชน การวัดต้นไม้เพื่อประเมินคาร์บอนเครดิต การนั่งซาเล้งชมเส้นทางป่าที่พัฒนาจากแนวลาดตระเวนและแนวกันไฟ การทำ Eco print จากสีธรรมชาติ การชมผ้าไหมและงานหัตถกรรมท้องถิ่น การเยี่ยมชมบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ส่างท่อ และการล่องเรือลำเซบาย เพื่อสัมผัสธรรมชาติสองฝั่งน้ำที่สะท้อนความอุดมสมบูรณ์ของป่าภาคอีสาน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42906 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/13.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ทั้งนี้ โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ดำเนินงานครอบคลุมป่าชุมชน 303 ชุมชน ใน 12 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ พะเยา แม่ฮ่องสอน ตาก กำแพงเพชร อุทัยธานี กระบี่ ยโสธร อำนาจเจริญ น่าน ลำปาง รวมพื้นที่ 287,944 ไร่ มีประชาชนได้รับประโยชน์ 161,171 คน จาก 52,359 ครัวเรือน และมีหน่วยงานร่วมสนับสนุน 30 องค์กร โดยผลการดำเนินโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของการให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการดูแลป่าและป้องกันไฟป่า</p>
<p>จากการติดตามพื้นที่เสียหายจากไฟป่าก่อนและหลังเข้าร่วมโครงการ พบว่า พื้นที่โครงการระยะที่ 1-2 ลดพื้นที่เสียหายจากไฟป่าจากค่าเฉลี่ย 11.41% เหลือ 1.99% ในปี 2567 ขณะที่โครงการระยะที่ 3 ลดลงจากค่าเฉลี่ย 8.17% เหลือ 1.18% ในปี 2568 และโครงการระยะที่ 4 ลดลงจาก 21.75% เหลือ 0.77% ชี้ให้เห็นว่ากลไกกองทุนดูแลป่าและการบริหารจัดการโดยชุมชนสามารถช่วยลดการเกิดไฟป่า ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของปัญหาฝุ่น PM 2.5 จากไฟป่าได้อย่างเป็นรูปธรรม เมื่อชุมชนมีทรัพยากร มีระบบบริหารจัดการ และมีแรงจูงใจที่เป็นธรรม ป่าชุมชนสามารถเป็นทั้งเครื่องมือด้านสภาพภูมิอากาศ ฐานเศรษฐกิจท้องถิ่น และหลักประกันคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/mae-fah-luang-amnatcharoen-community/">มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ โชว์เคสป่าชุมชน &#8216;อำนาจเจริญ&#8217; ใช้คาร์บอนเครดิตเป็นกลไกดูแลป่าโซนอีสาน ต่อยอดเศรษฐกิจฐานรากจากกองทุนพัฒนาอาชีพ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จาก &#8216;โลกเดือด&#8217; สู่ &#8216;ทางรอด&#8217; กับ &#8216;Green Mission by Chula x GULF ปี 3&#8217; โค้งสุดท้าย! ชวนน้องๆ เยาวชนเปลี่ยนไอเดียเป็นนวัตกรรม ชิงทุนกว่า 1 แสนบาท สมัครถึง 3 ก.ค. นี้</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/06/green-mission-by-chula-x-gulf-2026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 29 Jun 2026 16:38:49 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[CBiS]]></category>
		<category><![CDATA[Chula x GULF]]></category>
		<category><![CDATA[DCCE]]></category>
		<category><![CDATA[Green Leaders]]></category>
		<category><![CDATA[Green Mission]]></category>
		<category><![CDATA[Green Mission by Chula x GULF]]></category>
		<category><![CDATA[Green Mission by Chula x GULF ปีที่ 3]]></category>
		<category><![CDATA[GULF]]></category>
		<category><![CDATA[Resilient LAB]]></category>
		<category><![CDATA[TGO]]></category>
		<category><![CDATA[กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[คิดเพื่อบ้านเรา]]></category>
		<category><![CDATA[ชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ณัฐวิญญ์ ชวเลิศพรศิยา]]></category>
		<category><![CDATA[นลิน เศกใจเสือ]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[ปฐม ชัยพฤกษทล]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันคาร์บอนเพื่อความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[สังคมคาร์บอนต่ำ]]></category>
		<category><![CDATA[องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42797</guid>

					<description><![CDATA[<p>สถานการณ์สิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน ได้ก้าวข้ามจาก​ &#8216;โลกร้อน (Global Warming)&#8216; เข้าสู่ยุค &#8216;โลกเดือด (Global Boiling)&#8217; อย่างเต็มตัว และเป็นสัญญาณเตือนว่า​ ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ไม่ใช่เรื่องไกลตัว หรือเป็นเรื่องของอนาคตอีกต่อไป แต่เป็นวิกฤตที่สัมผัสได้จริง และกำลังสร้างความเจ็บปวดให้กับทุกคนในปัจจุบัน ข้อมูลจากเวทีเสวนา &#8216;Resilient LAB: บูรณาการความคิด แก้วิกฤตภูมิอากาศ เพื่ออนาคตบ้านเราที่มั่นคงและยั่งยืน&#8217; ในงานเปิดโครงการ &#8216;Green Mission by Chula x GULF ภารกิจรักษ์ยั่งยืน ปีที่ 3&#8242; ภายใต้แนวคิด Resilient LAB: คิดเพื่อบ้านเรา เปิดโอกาสให้เยาวชนคนรุ่นใหม่​ร่วมเปลี่ยนพลังความคิดให้กลายเป็นทางรอดของชุมชน ซึ่งงานนี้มีผู้เชี่ยวชาญมาร่วมแชร์อินไซต์ เจาะลึกสถานการณ์ พร้อมให้แนวทางสำคัญในการสร้างนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน คุณนลิน เศกใจเสือ นักวิชาการเผยแพร่ชำนาญการ กองขับเคลื่อนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (DCCE) ​ฉายภาพสถานการณ์ภัยพิบัติแต่ละภูมิภาคของประเทศไทยว่า​สภาพอากาศในปัจจุบันมีความแปรปรวนสูงและคาดเดาได้ยาก เช่นภาคเหนือ ต้องเผชิญ​คลื่นความร้อน และวิกฤตฝุ่นควันจากไฟป่าที่รุนแรงขึ้น หลายพื้นที่ในภาคอีสาน​ต้องประสบกับปัญหาภัยแล้งที่ทวีความรุนแรง รวมถึงปรากฏการณ์ Heat Wave ที่ไม่ปกติ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/green-mission-by-chula-x-gulf-2026/">จาก &#8216;โลกเดือด&#8217; สู่ &#8216;ทางรอด&#8217; กับ &#8216;Green Mission by Chula x GULF ปี 3&#8217; โค้งสุดท้าย! ชวนน้องๆ เยาวชนเปลี่ยนไอเดียเป็นนวัตกรรม ชิงทุนกว่า 1 แสนบาท สมัครถึง 3 ก.ค. นี้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>สถานการณ์สิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน ได้ก้าวข้ามจาก​ &#8216;<strong>โลกร้อน (</strong><strong>Global Warming)</strong><strong>&#8216;</strong> เข้าสู่ยุค &#8216;<strong>โลกเดือด (</strong><strong>Global Boiling)&#8217;</strong><strong> </strong>อย่างเต็มตัว และเป็นสัญญาณเตือนว่า​ <strong>ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (</strong><strong>Climate Change)</strong> ไม่ใช่เรื่องไกลตัว หรือเป็นเรื่องของอนาคตอีกต่อไป แต่เป็นวิกฤตที่สัมผัสได้จริง และกำลังสร้างความเจ็บปวดให้กับทุกคนในปัจจุบัน</p>
<p><span id="more-42797"></span></p>
<p>ข้อมูลจากเวทีเสวนา <strong>&#8216;</strong><strong>Resilient LAB: </strong><strong>บูรณาการความคิด แก้วิกฤตภูมิอากาศ เพื่ออนาคตบ้านเราที่มั่นคงและยั่งยืน&#8217;</strong> ในงานเปิดโครงการ &#8216;<strong>Green Mission by Chula x GULF </strong><strong>ภารกิจรักษ์ยั่งยืน ปีที่ </strong><strong>3&#8242; </strong>ภายใต้แนวคิด <strong>Resilient LAB: </strong><strong>คิดเพื่อบ้านเรา </strong>เปิดโอกาสให้เยาวชนคนรุ่นใหม่​ร่วมเปลี่ยนพลังความคิดให้กลายเป็นทางรอดของชุมชน ซึ่งงานนี้มีผู้เชี่ยวชาญมาร่วมแชร์อินไซต์ เจาะลึกสถานการณ์ พร้อมให้แนวทางสำคัญในการสร้างนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน</p>
<p><strong>คุณนลิน เศกใจเสือ นักวิชาการเผยแพร่ชำนาญการ กองขับเคลื่อนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (</strong><strong>DCCE) </strong>​ฉายภาพสถานการณ์ภัยพิบัติแต่ละภูมิภาคของประเทศไทยว่า​สภาพอากาศในปัจจุบันมีความแปรปรวนสูงและคาดเดาได้ยาก เช่นภาคเหนือ ต้องเผชิญ​คลื่นความร้อน และวิกฤตฝุ่นควันจากไฟป่าที่รุนแรงขึ้น หลายพื้นที่ในภาคอีสาน​ต้องประสบกับปัญหาภัยแล้งที่ทวีความรุนแรง รวมถึงปรากฏการณ์ Heat Wave ที่ไม่ปกติ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42800 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/นางสาวนลิน-เศกใจเสือ-นักวิชาการเผยแพร่ชำน.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>&#8220;ช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน 2569 ที่ผ่านมา จ.ขอนแก่น มีอุณหภูมิพุ่งสูงถึง 39-42 องศาเซลเซียส แต่ที่มากไปกว่านั้นคือ ‘ดัชนีความร้อน (Heat Index)’ หรือความรู้สึกร้อนจริงพุ่งสูงถึง 45-52 องศาเซลเซียส เนื่องจากความชื้นในอากาศสูง ซึ่งอันตรายต่อกลุ่มเปราะบางมาก โดยเฉพาะ เด็ก สตรี ผู้สูงอายุ และผู้พิการ ขณะที่ภาคกลาง มีความเสี่ยงสูงจากปัญหาน้ำท่วม โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครที่เริ่มได้รับผลกระทบอย่างชัดเจนจากสภาวะน้ำทะเลหนุนสูง ส่วนภาคใต้ เผชิญกับ ‘เรนบอมบ์ (Rain Bomb)’ คือ ฝนตกหนักมากในระยะเวลาสั้น ๆ อย่างรุนแรง ทำให้เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ถือเป็นอุทกภัยที่รุนแรงที่สุด&#8221;</em></p>
<p>นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกยังแสดงความกังวลต่อปรากฏการณ์ <strong>‘ซูเปอร์เอลนีโญ (Super El Niño)’</strong> ที่ทำให้อุณหภูมิในมหาสมุทรแปซิฟิกอุ่นขึ้นผิดปกติ 1.5-2 องศาเซลเซียส ซึ่งมหาสมุทรเปรียบเสมือนเครื่องปรับอากาศของโลก เมื่อเครื่องรวน ระบบนิเวศทั้งหมดจึงได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญของการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ คือ การเปลี่ยนบทบาทของคนไทยจากผู้รอคอยการชดเชยหลังเกิดภัย ให้กลายเป็นผู้รู้เท่าทันความเสี่ยง และลุกขึ้นมาปรับตัว ซึ่งเชื่อว่าน้อง ๆ เยาวชนไม่ใช่แค่ผู้รับชะตากรรมในอนาคต แต่คือพลังสำคัญที่จะเปลี่ยนโลกตั้งแต่วันนี้<strong> </strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42801 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/นายปฐม-ชัยพฤกษทล-ผู้จัดการอาวุโส-TGO.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณปฐม ชัยพฤกษทล ผู้จัดการอาวุโส สำนักรับรองธุรกิจคาร์บอนต่ำ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ </strong><strong>TGO</strong> กล่าวว่า ​การลดก๊าซเรือนกระจกเริ่มต้นได้จากตัวเรา แต่สิ่งแรก​ต้องรู้ก่อนว่า​แต่ละวันเราปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาเท่าไหร่ ผ่านกิจกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น การเดินทาง หรือการใช้ไฟฟ้า ปัจจุบันมี Zero Carbon ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันช่วยคำนวณและแนะแนวทางลดการปล่อยคาร์บอนได้</p>
<p>ทั้งนี้ ประเทศไทยตั้งเป้าบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 โดยเน้นการพัฒนา​เทคโนโลยีการลดการปล่อยก๊าซ รวมทั้ง​การใช้พลังงานหมุนเวียน ที่ยังคงมีข้อจำกัดเรื่องเสถียรภาพ จึงเริ่มมีการนำระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่เข้ามาช่วย ในระดับท้องถิ่น หลายเทศบาลเริ่มขับเคลื่อนแผนลดก๊าซเรือนกระจกผ่านวิธีพื้นฐานแต่ได้ผลสูง คือ การเปลี่ยนหลอดไฟประหยัดพลังงานและการเพิ่มพื้นที่สีเขียว นี่คือเทคโนโลยีที่ถูกที่สุดในการดูดกลับคาร์บอน และในอนาคต ‘คาร์บอนเครดิต’ จากพื้นที่ป่าไม้จะมีมูลค่าสูงขึ้น นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง Negative Emission Technology ที่จะเข้ามาช่วยดึงก๊าซเรือนกระจกออกจากชั้นบรรยากาศให้ต่ำกว่าระดับที่ปล่อยไป”</p>
<p><em>“อยากให้น้อง ๆ มองว่า ปัญหานี้มัน ‘สัมผัสติดเนื้อหนัง’ เราตลอดเวลา อย่ามองว่าเราเป็นแค่คนตัวเล็ก ๆ วันนี้เราสามารถเริ่มทำสิ่งยิ่งใหญ่ร่วมกันได้ และอย่ามองเพื่อน ๆ เป็นคู่แข่ง แต่พวกเราคือ ‘พันธมิตร (Alliance)’ ที่จะมาร่วมมือกันรักษาโลกไม่ให้อุณหภูมิเฉลี่ยสูงเกินเป้าหมาย 1.5 องศาเซลเซียส เพราะถ้าเกินกว่านั้นโลกจะกลายเป็นผู้ป่วยที่รักษาไม่ได้อีกต่อไป</em>”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42801 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/นายปฐม-ชัยพฤกษทล-ผู้จัดการอาวุโส-TGO.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ดร.ณัฐวิญญ์ ชวเลิศพรศิยา ที่ปรึกษาสถาบันคาร์บอนเพื่อความยั่งยืน (</strong><strong>CBiS)</strong> ได้ให้คำแนะนำแก่นักคิดรุ่นใหม่เพื่อการสร้างสรรค์นวัตกรรม โดยเน้นย้ำเรื่อง <strong>‘การคิดเชิงระบบ (System Thinking)’</strong> เพื่อป้องกันไม่ให้การแก้ปัญหาจุดหนึ่ง กลายเป็นการย้ายปัญหาไปอีกจุดหนึ่ง พร้อมให้แนวทาง 3 ข้อสำคัญ ในการพัฒนานวัตกรรมต่างๆ ต้องประกอบด้วย</p>
<p>1. <strong>หาให้เจอ</strong> ต้องรู้ว่าใครคือผู้ได้รับผลกระทบ แยกแยะให้ออกระหว่าง <strong>ลูกค้า </strong>และ <strong>ผู้ใช้</strong> และดูว่าพวกเขาต้องการนวัตกรรมนั้นจริงๆ หรือไม่</p>
<p><strong>2. คิดให้ครบ </strong>มองให้ครบลูป (Loop) วงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ เช่น แผงโซลาร์เซลล์หรือแบตเตอรี่เมื่อพังแล้วจะไปไหน เหมือนในอดีตที่เราใช้ถุงกระดาษแล้วเปลี่ยนมาใช้พลาสติก เพราะมองว่ากระดาษใช้ทรัพยากรจำนวนมาก แต่สุดท้ายวันนี้เราก็ต้องวนกลับมาแก้ปัญหาพลาสติกด้วยถุงกระดาษ เพราะคิดไม่ครบลูป</p>
<p><strong>3. หาจุดคานงัด (</strong><strong>Leverage Point)</strong> ที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการคิดเชิงระบบ เมื่อเราลงมือแก้เพียงจุดเดียวแล้วจะสร้างผลกระทบเชิงบวกขนาดใหญ่ และทำให้นวัตกรรมนั้นแก้ปัญหาได้ง่ายขึ้น</p>
<p><em><strong>“นวัตกรรมที่ดีและยั่งยืนต้องตอบโจทย์ </strong><strong>3 </strong><strong>ด้าน คือ ต้องเป็นมิตรกับผู้ใช้ แก้ปัญหาได้จริง และต้องเลี้ยงตัวเองได้ในระยะยาว ที่สำคัญคือ อย่ากลัวที่จะลงมือทำ อย่าคิดอยู่บนกระดาษอย่างเดียว จงกล้าที่จะทดลอง เพราะบางครั้งความผิดพลาดเพียงหนึ่งเรื่อง อาจกลายเป็นนวัตกรรมเปลี่ยนโลกที่ยิ่งใหญ่ เหมือนจุดกำเนิดของ </strong><strong>‘</strong><strong>โพสต์-อิท (</strong><strong>Post-it)’ </strong></em><strong><em>ที่เกิดขึ้นจากความผิดพลาดของการประดิษฐ์กาวที่ไม่ติดแน่น แต่กลายเป็นนวัตกรรมที่มีประโยชน์ต่อคนทั้งโลก”</em> ดร.ณัฐวิญญ์ </strong>กล่าวทิ้งท้าย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42798 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/Green-Mission-by-Chula-x-GULF-_3_10.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p>ถึงเวลาแล้วที่เยาวชนคนรุ่นใหม่จะลุกขึ้นมาเปลี่ยนพลังความคิดให้กลายเป็นทางรอดของชุมชน กับ <strong>Green Mission by Chula x GULF </strong><strong>ปีที่ </strong><strong>3</strong> ภายใต้แนวคิด <strong>Resilient LAB: </strong><strong>คิดเพื่อบ้านเรา </strong>ซึ่งเกิดจากความตั้งใจของ <strong>บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)</strong> หรือ <strong>GULF</strong> และ <strong>คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</strong> เพื่อเปิดโอกาสให้น้องๆ ระดับมัธยมปลายทั่วประเทศ มาร่วมกันคิด มาร่วมมองหาปัญหาในชุมชนหรือ &#8216;<strong>บ้านของเราเอง&#8217;</strong> แล้วเปลี่ยนเป็นนวัตกรรมล้ำๆ เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สร้างภูมิคุ้มกันให้ชุมชนอย่างยั่งยืน ชิงทุนการศึกษามูลค่ารวมกว่า 100,000 บาท</p>
<p>และที่พิเศษไปกว่านั้น ในปีนี้ GULF ยกระดับความเข้มข้นด้วยการสนับสนุนทุนต่อยอด เพื่อเปลี่ยน <strong>ไอเดียบนกระดาษ</strong> ของน้องๆ ให้กลายเป็น <strong>นวัตกรรม </strong>ที่นำไปใช้งานได้จริง เพื่อสร้าง <strong>Green Leaders</strong> รุ่นใหม่ที่มีทักษะการลงมือทำจริง และเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ</p>
<p>สำหรับน้องๆ ที่สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการ ทีมละ 4 คน ได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม 2569 นี้เท่านั้น! สมัครผ่าน <a href="https://www.eng.chula.ac.th/th/59429" target="_blank" rel="noopener">Google Form</a> โดยศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมผ่านเว็บไซต์ <a href="https://www.eng.chula.ac.th" target="_blank" rel="noopener">eng.chula.ac.th</a> หรือสอบถามรายละเอียดโทร: 086-522-3844 พร้อมติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวของโครงการได้ที่ Facebook: <a href="https://www.facebook.com/GULFSPARK.TH/" target="_blank" rel="noopener">GULF Spark</a> และ TikTok: <a href="https://www.tiktok.com/@GULFspark" target="_blank" rel="noopener">@GULFspark</a></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42802 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/Green-Mission-by-Chula-x-GULF-_3_06.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/green-mission-by-chula-x-gulf-2026/">จาก &#8216;โลกเดือด&#8217; สู่ &#8216;ทางรอด&#8217; กับ &#8216;Green Mission by Chula x GULF ปี 3&#8217; โค้งสุดท้าย! ชวนน้องๆ เยาวชนเปลี่ยนไอเดียเป็นนวัตกรรม ชิงทุนกว่า 1 แสนบาท สมัครถึง 3 ก.ค. นี้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8217;18 พื้นที่ 103 กิโลวัตต์&#8217; GULF ส่งต่อพลังงานสะอาดจากโซลาร์เซลล์ &#8216;ลดเหลื่อมล้ำคุณภาพชีวิต&#8217; พร้อมเดินหน้า Green Energy Green Network for THAIs​​ ปี3 ​ปักหมุด​ &#8216;แม่ฮ่องสอน&#8217; ขยายอิมแพ็คต่อเนื่อง​ ​ </title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/06/green-energy-green-network-for-thais-ep3/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 22 Jun 2026 11:47:34 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[Green Energy Green Network for THAIs]]></category>
		<category><![CDATA[GULF]]></category>
		<category><![CDATA[GULF Sparks Life Starts]]></category>
		<category><![CDATA[Positive Impact]]></category>
		<category><![CDATA[Renewable]]></category>
		<category><![CDATA[solar cell]]></category>
		<category><![CDATA[คุณภาพชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[ธีรตีพิศา เตวิชพศุตม์]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานสะอาด]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานแสงอาทิตย์]]></category>
		<category><![CDATA[ลดเหลื่อมล้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[เติมพลังไฟให้ชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[โซลาร์เซลล์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42608</guid>

					<description><![CDATA[<p>บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF เดินหน้านำความรู้ความเชี่ยวชาญทางธุรกิจมาสร้างคุณค่าร่วมให้กับสังคม ด้วยการสนับสนุนและติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) ให้กับชุมชนในพื้นที่ห่างไกล หรือชุมชนที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึงอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศไทยกว่า 18 แห่ง ผลิตไฟฟ้าได้ถึง 102.9 กิโลวัตต์ ผ่านโครงการ &#8216;GULF Sparks, Life Starts เติมพลังไฟให้ชีวิต&#8217; เพื่อให้ชุมชนในพื้นที่ห่างไกลสามารถเข้าถึงไฟฟ้าได้ พร้อมการผนึกกำลังร่วมกับบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)​ หรือ ​AIS ผ่านโครงการ &#8216;Green Energy Green Network for THAIs พลังงานสะอาดเชื่อมเครือข่ายเพื่อคนไทย&#8217; เพื่อให้ผู้คนในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงพลังงานและเทคโนโลยีดิจิทัล ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสทางการศึกษา เข้าถึงบริการสาธารณสุข และพัฒนาอาชีพ รวมถึงการสนับสนุนระบบสูบน้ำจากโซลาร์เซลล์ ยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยการจัดการน้ำและเกษตรปลอดภัย บ้านโคกล่าม – บ้านแสงอร่าม จ.อุดรธานี คุณธีรตีพิศา เตวิชพศุตม์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านปฎิบัติการ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/green-energy-green-network-for-thais-ep3/">&#8217;18 พื้นที่ 103 กิโลวัตต์&#8217; GULF ส่งต่อพลังงานสะอาดจากโซลาร์เซลล์ &#8216;ลดเหลื่อมล้ำคุณภาพชีวิต&#8217; พร้อมเดินหน้า Green Energy Green Network for THAIs​​ ปี3 ​ปักหมุด​ &#8216;แม่ฮ่องสอน&#8217; ขยายอิมแพ็คต่อเนื่อง​ ​ </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) </strong>หรือ <strong>GULF </strong>เดินหน้านำความรู้ความเชี่ยวชาญทางธุรกิจมาสร้างคุณค่าร่วมให้กับสังคม ด้วยการสนับสนุนและติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) ให้กับชุมชนในพื้นที่ห่างไกล หรือชุมชนที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึงอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศไทยกว่า 18 แห่ง ผลิตไฟฟ้าได้ถึง 102.9 กิโลวัตต์ ผ่านโครงการ <strong>&#8216;GULF Sparks, Life Starts เติมพลังไฟให้ชีวิต&#8217;</strong> เพื่อให้ชุมชนในพื้นที่ห่างไกลสามารถเข้าถึงไฟฟ้าได้</p>
<p><span id="more-42608"></span></p>
<p>พร้อมการผนึกกำลังร่วมกับบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)​ หรือ ​AIS ผ่านโครงการ <strong>&#8216;Green Energy Green Network for THAIs พลังงานสะอาดเชื่อมเครือข่ายเพื่อคนไทย&#8217;</strong> เพื่อให้ผู้คนในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงพลังงานและเทคโนโลยีดิจิทัล ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสทางการศึกษา เข้าถึงบริการสาธารณสุข และพัฒนาอาชีพ รวมถึงการสนับสนุนระบบสูบน้ำจากโซลาร์เซลล์ ยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยการจัดการน้ำและเกษตรปลอดภัย บ้านโคกล่าม – บ้านแสงอร่าม จ.อุดรธานี</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42616 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/Re-นางสาวธีรตีพิศา-เตวิชพศุตม์_ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านปฎิบัติการ_GULF.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณธีรตีพิศา เตวิชพศุตม์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านปฎิบัติการ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) </strong>กล่าวว่า  GULF มุ่งสร้างคุณค่าร่วมให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน ด้วยการนำองค์ความรู้ความเชี่ยวชาญทางธุรกิจมาเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม และเน้นการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง อาทิ <strong>โครงการ GULF Sparks, Life Starts</strong> ด้วยความตั้งใจที่จะนำพลังงานสะอาด ซึ่งเป็นความเชี่ยวชาญของ GULF ไปสู่พื้นที่ที่ไฟฟ้ายังเข้าไม่ถึง โดยได้ติดตั้งโซลาร์เซลล์ให้​พื้นที่ขาดแคลนไฟฟ้า​​ต่อเนื่องมากว่า 3 ปี ใน 5 พื้นที่ทั่วประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นบนดอยสูง พื้นที่เกาะและพื้นที่ชายแดน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42622 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/Re-GULF_GEGN-2026_Mae-Hong-Son_08.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>&#8220;GULF ยังได้​ขยายผล​การทำงานร่วมกับพันธมิตรอย่าง AIS ​ดำเนินโครงการ <strong>Green Energy Green Network for THAIs พลังงานสะอาดเชื่อมเครือข่ายเพื่อคนไทย</strong> โดยส่งมอบพลังงานไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลล์ เพื่อเชื่อมต่อระบบเครือข่ายสัญญาณดิจิทัลสำหรับชุมชน ช่วยให้ผู้คนในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงพลังงานและเทคโนโลยีดิจิทัล ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสทางการศึกษา เข้าถึงบริการสาธารณสุข และพัฒนาอาชีพ  และจากการผนึกกำลังจากหลายภาคส่วน ทำให้ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา GULF ดำเนินโครงการในชุมชนพื้นที่ห่างไกลไปแล้ว 11 พื้นที่ทั่วประเทศ ช่วยให้ผู้คนเข้าถึงบริการโครงสร้างขั้นพื้นฐาน เพิ่มโอกาสทางการศึกษา ระบบสาธารณสุข และ​ต่อยอดพัฒนาด้านอาชีพ นำไปสู่การสร้างงาน รายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนที่ยั่งยืน​&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42620 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/Re-GULF_GEGN-2026_Mae-Hong-Son_12.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>สำหรับการขับเคลื่อน​โครงการ <strong>Green Energy Green Network for THAIs</strong> ​ต่อเนื่องในปี 2569 นี้ ซึ่งเป็นปีที่ 3 ได้​ปักหมุดพื้นที่แรกคือ <strong>สถานบริการสาธารณสุขชุมชน (สสช.</strong><strong>) </strong><strong>บ้านแม่แพใหญ่ หมู่ที่ </strong><strong>11 </strong><strong>ต.แม่สวด อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน </strong>ซึ่งประสบปัญหาขาดแคลนไฟฟ้าเพื่อให้บริการสาธารณสุข และดูแลรักษาสุขภาพเบื้องต้นแก่ชาวบ้านในพื้นที่ โดย<em><strong> GULF ได้ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ พร้อมสนับสนุนตู้เย็นสำหรับเก็บรักษายา และเวชภัณฑ์ยาต่าง ๆ รวมถึงเครื่องวัดออกซิเจนในเลือดชนิดติดปลายนิ้วแบบตั้งโต๊ะ</strong> </em>เพื่อช่วยให้ชาวพื้นบ้านเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปรักษาพยาบาลที่ไกลจากหมู่บ้าน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42623 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/Re-GULF_GEGN-2026_Mae-Hong-Son_07.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>นอกจากนี้  ไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ที่ GULF เข้าไปติดตั้งยังถูกเชื่อมต่อไปยังโบสถ์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของหมู่บ้านเพื่อใช้ในการทำกิจกรรมต่างๆ และเมื่อไฟฟ้ามีเพียงพอจะถูกต่อยอดให้โบสถ์เป็นแหล่งเรียนรู้เพื่อสืบสานภูมิปัญญาชาติพันธุ์ ทั้งการตีมีด การทอผ้าและจักสาน นำไปสู่การสร้างงาน สร้างอาชีพให้แก่เด็ก ๆ เยาวชน และชาวบ้านต่อไป ไม่เพียงเท่านี้ GULF ยังได้สนับสนุนเครื่องเป่าใบไม้สำหรับทำแนวกันไฟ เพื่อป้องกันและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมของชุมชน รวมถึงสนับสนุนตู้เย็นแช่แข็งสำหรับเก็บวัตถุดิบในการทำอาหารให้แก่โรงเรียนบ้านแม่แพใหญ่อีกด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42619 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/Re-นายทนง-งอกงาม-ผู้อำนวยการ-รพ.สต.-บ้านอุมโล๊ะ.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณทนง งอกงาม</strong> ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) บ้านอุมโล๊ะ ต.แม่สวด อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ในฐานะแม่ข่ายของ สสช. บ้านแม่แพใหญ่ กล่าวว่า สสช.บ้านแม่แพใหญ่ รับผิดชอบให้บริการสาธารณสุข ส่งเสริมและดูแลสุขภาพ ป้องกันโรคติดต่อ ตลอดจนรักษาพยาบาลเบื้องต้นแก่ประชาชนในพื้นบ้านแม่แพใหญ่ ที่มีประชากรราว 500 คน 126 ครัวเรือน โดยมีพนักงานช่วยการพยาบาลที่ผ่านการฝึกอบรม จำนวน 1 คน ประจำที่สถานบริการแห่งนี้</p>
<p>ที่ผ่านมา<strong> สสช.บ้านแม่แพใหญ่ประสบปัญหาขาดแคลนไฟฟ้า เนื่องจากใช้ไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ของหมู่บ้าน ทำให้ไม่เพียงพอต่อการใช้งาน ไม่สามารถใช้อุปกรณ์หรือเครื่องไม้เครื่องมือทางการแพทย์ที่ใช้ไฟฟ้าเพื่อการดูแลและบริการสาธารณสุขแก่ชาวบ้านได้อย่างทั่วถึงและครอบคลุม </strong>และในกรณีฉุกเฉินชาวบ้านต้องเดินทางไป รพ.สต. บ้านอุมโล๊ะ ซึ่งห่างจากหมู่บ้านกว่า 8 กิโลเมตร แต่ในฤดูฝนด้วยความสูงชันของเส้นทาง ทำให้การเดินทางมีความยากลำบาก เพื่อความปลอดภัยชาวบ้านต้องอ้อมไปอีกเส้นทางหนึ่ง ซึ่งมีระยะทางไกลกว่า 22 กิโลเมตร</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42617 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/Re-GULF_GEGN-2026_Mae-Hong-Son_09.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>“การที่ GULF เข้ามาติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้าในครั้งนี้ รวมถึงสนับสนุนตู้เย็นสำหรับเก็บรักษายา และเวชภัณฑ์ยา ตลอดจนเครื่องวัดปริมาณออกซิเจนในกระแสเลือด ชนิดปลายนิ้วแบบตั้งโต๊ะ เป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับให้บริการสาธารณสุข ดูแลสุขภาพ และป้องกันโรคติดต่อให้กับชาวบ้าน ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปใช้บริการที่ รพสช.บ้านอุมโละ โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝน ที่การเดินทางมีความยากลำบากและอันตราย ที่สำคัญยังช่วยให้การทำงานของเจ้าหน้าที่มีความสะดวก และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การสนับสนุนของ GULF ในครั้งนี้ทำให้ชาวบ้านมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เข้าถึงบริการสาธารณสุขได้มากขึ้น ในนามของตัวแทนของ สสช. บ้านแม่แพใหญ่ และพี่น้องชาวบ้าน ขอขอบคุณ GULF เป็นอย่างมากที่เข้ามาช่วยเหลือสนับสนุนในครั้งนี้”  </em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42625 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/Re-GULF_GEGN-2026_Mae-Hong-Son_03.jpg" alt="" width="467" height="700" /></p>
<p>สำหรับภาพรวม​การดำเนินงานอย่างต่อเนื่องของ GULF ที่ผ่านมา​ สามารถติดตั้งโซลาร์เซลล์ให้กับชุมชนในพื้นที่ที่ขาดแคลนไฟฟ้าไปแล้วกว่า 18 พื้นที่ ผลิตไฟฟ้าได้ 102.9 กิโลวัตต์ ครอบคลุมประชากรกว่า 10,000 คน โดยแบ่งเป็นโครงการ<strong> GULF Sparks, Life Starts</strong> เติมพลังไฟให้ชีวิต จำนวน 5 พื้นที่ ผลิตไฟฟ้าได้ 38.5 กิโลวัตต์ ครอบคลุมประชากรว่า 2,000 คน และโครงการ <strong>Green Energy Green Network for THAIs</strong> พลังงานสะอาดเชื่อมเครือข่ายเพื่อคนไทย ดำเนินการไปแล้ว 12 พื้นที่ ผลิตไฟฟ้าได้ 55.12 กิโลวัตต์ ครอบคลุมประชากรกว่า 8,000 คน และโครงการยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยการจัดการน้ำและเกษตรปลอดภัย บ้านโคกล่ามและบ้านแสงอร่าม ต.กุดหมากไฟ อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี ผลิตได้ไฟฟ้าได้ 9.28 กิโลวัตต์ ครอบคลุมการทำเกษตรกรรมของประชากร กว่า 20 ครัวเรือน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42618 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/Re-GULF_GEGN-2026_Mae-Hong-Son_02.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong><em>“</em></strong><strong><em>GULF </em></strong><strong><em>จะยังคงเดินหน้านำความรู้ความเชี่ยวชาญทางธุรกิจไปเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือและพัฒนาสังคมในมิติต่าง ๆ โดยเฉพาะการทำให้ชุมชนในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงระบบสาธารณูปโภคด้านพลังงานไฟฟ้า เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน และสร้างการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน” </em></strong>คุณธีรตีพิศา กล่าวทิ้งท้าย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/green-energy-green-network-for-thais-ep3/">&#8217;18 พื้นที่ 103 กิโลวัตต์&#8217; GULF ส่งต่อพลังงานสะอาดจากโซลาร์เซลล์ &#8216;ลดเหลื่อมล้ำคุณภาพชีวิต&#8217; พร้อมเดินหน้า Green Energy Green Network for THAIs​​ ปี3 ​ปักหมุด​ &#8216;แม่ฮ่องสอน&#8217; ขยายอิมแพ็คต่อเนื่อง​ ​ </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ไทยยูเนี่ยน เปิดรายงานความยั่งยืน ยกระดับ &#8216;มาตรฐานห่วงโซ่อาหารทะเล&#8217; บทพิสูจน์ความสำเร็จตลอดทศวรรษของกลยุทธ์ &#8216;SeaChange 2030&#8217;</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/06/thai-union-10-yrs-seachange-and-sustainability-report/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 19 Jun 2026 10:15:03 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[10 ปี SeaChange]]></category>
		<category><![CDATA[Responsible Sourcing]]></category>
		<category><![CDATA[SD Report]]></category>
		<category><![CDATA[SEA the CHANGE. Be the CHANGE.]]></category>
		<category><![CDATA[Seachange®]]></category>
		<category><![CDATA[SeaChange® 2030]]></category>
		<category><![CDATA[Supply Chain]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[sustainability report]]></category>
		<category><![CDATA[Thai Union]]></category>
		<category><![CDATA[TU]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดหาทูน่าอย่างยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[ประมง]]></category>
		<category><![CDATA[พรภัสรา เอกกุล]]></category>
		<category><![CDATA[รายงานความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[อดัม เบรนนัน]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารทะเล]]></category>
		<category><![CDATA[ไทยยูเนี่ยน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42552</guid>

					<description><![CDATA[<p>บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (TU) เปิดรายงานความยั่งยืนประจำปี 2568  สะท้อนความก้าวหน้าการดำเนินงานด้านความยั่งยืนในห่วงโซ่อุปทานอาหารทะเลที่มีความซับซ้อนเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนกลยุทธ์ SeaChnage  มาตลอดทศวรรษ พร้อมปักหมุดความสำเร็จ จากการขับเคลื่อนกลยุทธ์ความยั่งยืน &#8216;SeaChange2030&#8216; ที่สามารถสร้างผลลัพธ์เชิงบวกได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการจัดหาวัตถุดิบอย่างรับผิดชอบ การดูแลสวัสดิภาพแรงงาน การดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศ การช่วยลดขยะพลาสติกในทะเล ตลอดจนการลงทุนเพื่อสังคม ยกระดับมาตรฐาน ตลอด &#8216;ห่วงโซ่อุปทาน&#8217; โดยเฉพาะการดำเนินงานเกี่ยวกับการพัฒนาปรับปรุงการประมง ตามที่ได้มีการประกาศเจตนารมณ์ในการจัดหาปลาทูน่าอย่างยั่งยืน มาตั้งแต่ปี 2558 ทั้งการยกระดับมาตรฐานแรงงานบนเรือประมง ตลอดจนการเสริมสร้างความรับผิดชอบและความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทานปลาทูน่าในระยะยาว ซึ่งไทยยูเนี่ยนมีความก้าวหน้าในการขับเคลื่อนการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานอาหารทะเลอย่างมีนัยสำคัญ  ดังต่อไปนี้ &#8211; 99% ของปลาทูน่าที่ไทยยูเนี่ยนจัดหานั้นมาจากแหล่งที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานของ Marine Stewardship Council (MSC) อยู่ระหว่างการประเมิน หรือเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาการประมง &#8211; 99% ของปริมาณวัตถุดิบในห่วงโซ่อุปทานปลาทูน่าของไทยยูเนี่ยน อยู่ภายใต้โครงการพัฒนาการทำงานและสวัสดิการแรงงานประมง (Fisher Work &#38; Welfare) การตรวจประเมินตามแนวปฏิบัติด้านแรงงานบนเรือประมง (Vessel Code of Conduct) หรือโครงการอื่นๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/thai-union-10-yrs-seachange-and-sustainability-report/">ไทยยูเนี่ยน เปิดรายงานความยั่งยืน ยกระดับ &#8216;มาตรฐานห่วงโซ่อาหารทะเล&#8217; บทพิสูจน์ความสำเร็จตลอดทศวรรษของกลยุทธ์ &#8216;SeaChange 2030&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (TU) </strong>เปิดรายงานความยั่งยืนประจำปี 2568  สะท้อนความก้าวหน้าการดำเนินงานด้านความยั่งยืนในห่วงโซ่อุปทานอาหารทะเลที่มีความซับซ้อนเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนกลยุทธ์ <strong>SeaChnage </strong> มาตลอดทศวรรษ</p>
<p><span id="more-42552"></span></p>
<p>พร้อมปักหมุดความสำเร็จ จากการขับเคลื่อนกลยุทธ์ความยั่งยืน &#8216;<strong>SeaChange2030</strong>&#8216; ที่สามารถสร้างผลลัพธ์เชิงบวกได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการจัดหาวัตถุดิบอย่างรับผิดชอบ การดูแลสวัสดิภาพแรงงาน การดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศ การช่วยลดขยะพลาสติกในทะเล ตลอดจนการลงทุนเพื่อสังคม</p>
<p><strong>ยกระดับมาตรฐาน ตลอด &#8216;ห่วงโซ่อุปทาน&#8217;</strong></p>
<p>โดยเฉพาะการดำเนินงานเกี่ยวกับการพัฒนาปรับปรุงการประมง ตามที่ได้มีการประกาศเจตนารมณ์ในการจัดหาปลาทูน่าอย่างยั่งยืน มาตั้งแต่ปี 2558 ทั้งการยกระดับมาตรฐานแรงงานบนเรือประมง ตลอดจนการเสริมสร้างความรับผิดชอบและความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทานปลาทูน่าในระยะยาว ซึ่งไทยยูเนี่ยนมีความก้าวหน้าในการขับเคลื่อนการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานอาหารทะเลอย่างมีนัยสำคัญ  ดังต่อไปนี้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42555 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/K-Teerapong-.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>&#8211; 99%</strong> ของปลาทูน่าที่ไทยยูเนี่ยนจัดหานั้นมาจากแหล่งที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานของ Marine Stewardship Council (MSC) อยู่ระหว่างการประเมิน หรือเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาการประมง</p>
<p><strong>&#8211; 99% </strong>ของปริมาณวัตถุดิบในห่วงโซ่อุปทานปลาทูน่าของไทยยูเนี่ยน อยู่ภายใต้โครงการพัฒนาการทำงานและสวัสดิการแรงงานประมง (Fisher Work &amp; Welfare) การตรวจประเมินตามแนวปฏิบัติด้านแรงงานบนเรือประมง (Vessel Code of Conduct) หรือโครงการอื่นๆ ที่เทียบเท่า</p>
<p><strong>&#8211; 100% </strong>ของปลาทูน่าที่จัดหาภายในห่วงโซ่อุปทาน สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ถึงเรือประมงหรือกลุ่มเรือประมง ทั้งในรูปแบบดิจิทัลและรูปแบบเอกสาร</p>
<p><strong>&#8211; 95%</strong> ของห่วงโซ่อุปทานปลาทูน่ามีการติดตามตรวจสอบขณะออกเดินเรือในทะเล ซึ่งช่วยให้สามารถตรวจสอบการดำเนินงานบนเรือประมงได้อย่างโปร่งใสและเป็นอิสระ</p>
<p>&#8211; การปฏิบัติตามมาตรการของมูลนิธิเพื่อความยั่งยืนของอาหารทะเลสากล (International Seafood Sustainability Foundation: ISSF) ได้ครบถ้วน <strong>100%</strong> โดยได้รับการยืนยันผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานอิสระ</p>
<p>&#8211; การปฏิบัติตามข้อกำหนดขององค์การบริหารจัดการประมงระดับภูมิภาค (Regional Fisheries Management Organizations: RFMO) ได้ครบถ้วน <strong>100%</strong> โดยไม่มีการจัดหาปลาทูน่าจากเรือที่อยู่ในบัญชีดำด้านการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42556 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/ADAM.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p><strong>คุณอดัม เบรนนัน </strong>ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนและการสื่อสาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า อาหารทะเลถือเป็นแหล่งอาหารสำคัญที่หล่อเลี้ยงประชากรโลกกว่า 3,100 ล้านคน ขณะที่ในอุตสาหกรรมอาหารทะเลยังเผชิญกับหลายปัจจัยความท้าทาย ทั้งจากสภาพอากาศที่ทำให้อุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้น การทำประมงเกินขนาด และความคาดหวังต่อความโปร่งใสและสวัสดิภาพแรงงาน ​การดูแลท้องทะเลให้ยังคงความอุดมสมบูรณ์และการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างมีความรับผิดชอบ จึงเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารทะเลสู่อนาคตที่ยั่งยืน</p>
<p><em>&#8220;การดำเนินงานในห่วงโซ่อุปทานปลาทูน่าของไทยยูเนี่ยนตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน การส่งเสริมความร่วมมือกับพันธมิตร ตลอดจนความมุ่งมั่นในการเดินหน้าสู่เป้าหมายอย่างต่อเนื่องแม้ต้องเผชิญกับความท้าทาย ​​นำมาสู่ความก้าวหน้าที่เกิดขึ้น และยังคงมุ่งยกระดับการดำเนินงานอย่างมีความรับผิดชอบในห่วงโซ่อุปทาน ภายใต้ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพราะทุกรายละเอียดล้วนมีความสำคัญ ตั้งแต่กระบวนการพัฒนาปรับปรุงการประมง การตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของวัตถุดิบ หน่วยงานที่ทำหน้าที่ทวนสอบมาตรฐาน ตลอดจนการดูแลสวัสดิภาพของแรงงานบนเรือประมง ซึ่งไทยยูเนี่ยน​ขับเคลื่อนให้เกิดความก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรมในมิติดังกล่าว และเรายังคงมุ่งมั่นยกระดับมาตรฐานด้านความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมปกป้องมหาสมุทร ส่งเสริมให้ผู้คนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี และดูแลให้ปลาทูน่ายังคงเป็นแหล่งอาหารอันอุดมสมบูรณ์สำหรับคนรุ่นถัดไป”</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42558 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/11.-กิจกรรมเดินศึกษาเส้นทางธรรมชาติ-1.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p>นอกจากการขับเคลื่อนผ่านห่วงโซ่อุปทานปลาทูน่าแล้ว ไทยยูเนี่ยนยังให้ความสำคัญในการทำงานร่วมกับพันธมิตรเพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายในมิติอื่น ภายใต้กลยุทธ์ ​SeaChange โดยมีความคืบหน้าสำคัญเพิ่มเติม เช่น ​</p>
<p><strong>&#8211; การลดคาร์บอนภายในธุรกิจ (สโคป 1 และ 2) ลงได้แล้ว 29%</strong> จากเป้าหมาย​ 50% ภายในปี 2030 ทั้งจากการใช้พลังงานหมุนเวียนและเพิ่มประสิทธิภ่พการใช้พลังงาน รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ</p>
<p><strong>&#8211; การเก็บขยะในทะเลโดยรวมได้ 512 ตัน คิดเป็น 34%  หรือขับเคลื่อนได้ราว 1 ใน 3</strong> ของเป้าหมายที่วางไว้ ​1,500 ตัน</p>
<p><strong>&#8211; การเปิดตัวโครงการกุ้งคาร์บอนต่ำ เพื่อลดคาร์บอนจากฟาร์มกุ้งลงได้ 30%</strong> จากแนวทางเดิม ​รวมทั้ง​สามารถ<strong>จัดหากุ้งจากแหล่งเพาะเลี้ยงที่มีความรับผิดชอบได้แล้วกว่า 68%</strong></p>
<p><em>&#8220;ความท้าทายสำคัญในการขับเคลื่อนความยั่งยืนตามกลยุทธ์ SeaChange 2030 คือ การลดคาร์บอนภายในธุรกิจ โดยเฉพาะการดำเนินงานในสโคป 3 หรือส่วนที่เกิดภายในห่วงโซ่ ซึ่งเป็นสัดส่วนใหญ่ถึงกว่า 85% ซึ่งที่ผ่านมาพยายามทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์เพื่อขับเคลื่อนการลด Carbon Emission ได้เพิ่มมากขึ้น อาทิ ​​การจัดหากุ้งอย่างมีความรับผิดชอบ การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแบบคาร์บอนต่ำ รวมทั้งความร่วมมือในมิติอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการเก็บกู้อุปกรณ์ประมงที่ถูกทิ้งหรือสูญหายในทะเล (ghost gear) การมีนโยบายการเงินเพื่อความยั่งยืน การฟื้นฟูระบบนิเวศ การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทั้งบนบกและในทะเล การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การยกระดับสวัสดิภาพแรงงาน ตลอดจนการส่งเสริมสุขภาวะที่ดีของชุมชนตลอดห่วงโซ่คุณค่า เป็นต้น&#8221;​</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42559 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/35.-ร่วมกันเก็บขยะชายหาด-2.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p><strong>10 ปี SeaChange 2030 &#8216;Vision to Action&#8217;</strong></p>
<p>ด้าน <strong>คุณพรภัสรา เอกกุล</strong> ผู้จัดการแผนกฝ่ายการพัฒนาที่ยั่งยืนและกิจกรรมเพื่อสังคม บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การขับเคลื่อนกลยุทธ์ความยั่งยืนของไทยยูเนี่ยน ภายใต้แผนงาน &#8216;SeaChnage 2030&#8217; ​เป็นโรดแม็พสำคัญในการดำเนินธุรกิ​จอย่างยั่งยืน ผ่านการขับเคลื่อนผ่าน 11 พันธกิจ เพื่อเชื่อมโยงสู่การปฏิบัติงานจริง ที่ครอบคลุมทั้งการดูแลสังคม ส่ิงแวดล้อม และธรรมาภิบาลในธุรกิจ โดยมีเป้าหมายสำคัญผ่าน 2 แกนหลัก คือ<strong> Healthy Living, Healthy Oceans    </strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42564 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/55.-เด็ก-ๆ-สนุกกับการ-Workshop-พวงกุญแจจากขยะรีไซเคิล-2.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p><em>&#8220;ปี 2569 ​เป็นโอกาสสำคัญที่ไทยยูเนี่ยน ขับเคลื่อนกลยุทธ์ SeaChange ครบรอบ 10 ปี หลังเปิดตัวในปี 2559 ก่อนจะต่อ​ยอดสู่ SeaChange 2030 จนถึงปัจจุบันเพื่อเป็นกรอบดำเนินงานด้านความยั่งยืนขององค์กร ​พร้อมจัดกิจกรรม <strong> &#8216;SeaChange Day&#8217;</strong> ภายใต้แนวคิด <strong>&#8216;SEA the CHANGE. Be the CHANGE.&#8217;</strong> เพื่อเชื่อมโยงพันธกิจ SeaChange2030 สู่ความร่วมมือในการลงมือปฏิบัติจริง ผ่านการให้ความรู้ แนวทางการฟื้นฟูระบบนิเวศ การส่งเสริมแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน และการผนึกความร่วมมือกับพันธมิตรในภาคส่วนต่างๆ เพื่อมุ่งมั่นยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมอาหารทะเลโลก ควบคู่ไปกับการปกป้องทรัพยากรทางทะเล ระบบนิเวศ และชุมชน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนอนาคตที่ยั่งยืนของอาหารทะเล&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42561 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/42.-เด็ก-ๆ-และพนักงานร่วมกันคัดแยกขยะ-1.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p>สำหรับกิจกรรม​ในโอกาสครบรอบ 10 ปี กลยุทธ์ SeaChange<sup>​</sup> ขับเคลื่อนผ่าน  4 กิจกรรมหลัก ประกอบด้วย<strong> Shape the Shore</strong> ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้เกี่ยวกับระบบนิเวศป่าชายเลน ปลูกต้นโกงกาง และดูแลเรือนเพาะชำกล้าไม้ร่วมกับนักเรียนและครูในท้องถิ่น,<strong> Sea Scan</strong> ซึ่งเป็นกิจกรรมทำความสะอาดชายหาด คัดแยกขยะ และสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาขยะทะเล ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีโดรนบินสำรวจเพื่อตรวจจับอุปกรณ์ประมงที่ถูกทิ้งหรือสูญหาย (ghost gear) ตามแนวชายฝั่ง โดยร่วมมือกับ, <strong>ReLoop ReUse</strong> ที่มุ่งเน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนผ่านการนำอุปกรณ์ประมงที่ถูกทิ้งหรือหมดสภาพ มาสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ใช้งานได้จริง ปิดท้ายด้วยกิจกรรม และ​<strong> Tuna Lab</strong> ซึ่งแสดงให้เห็นการใช้ประโยชน์สูงสุดจากทรัพยากรอาหารทะเล นับตั้งแต่การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อาหารและโภชนาการ การสกัดแคลเซียมจากกระดูกปลา ไปจนถึงการต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42563 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/62.-กิจกรรม-Fish-Lab-3.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p>ทั้งนี้ ได้ผนึกกำลังพันธมิตรสำคัญ เพื่อสามารถขับเคลื่อนการปฏิบัติงานในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่</p>
<p><strong>&#8211; ศูนย์สิ่งแวดล้อมศึกษาประเทศไทย (</strong><strong>EEC):</strong> ขับเคลื่อนการเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมผ่านการลงมือปฏิบัติจริง นับตั้งแต่การศึกษาเกี่ยวกับระบบนิเวศป่าชายเลนและท้องทะเล ไปจนถึงกิจกรรมปลูกจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ในกลุ่มเยาวชน</p>
<p><strong>&#8211; ARRI (Aerial Recon &amp; Recovery Initiative):</strong> สาธิตการใช้โดรนและเทคโนโลยี AI เพื่อตรวจจับและระบุพิกัดอุปกรณ์ประมงที่ถูกทิ้งหรือสูญหาย ซึ่งเป็นหนึ่งในประเภทขยะทะเลที่อันตรายที่สุด และการนำขยะทะเลกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่</p>
<p><strong>&#8211; Second Life:</strong> นำเสนอแนวทางการคัดแยกและจัดการขยะตั้งแต่ต้นทาง เพื่อแสดงให้เห็นถึงกระบวนการเก็บกู้ คัดแยกประเภท และส่งต่อขยะที่มีความเสี่ยงไหลลงสู่ทะเล (Ocean-Bound Plastic) ไปบริหารจัดการอย่างเหมาะสม</p>
<p><strong>&#8211; Seven Clean Seas:</strong> สนับสนุนภารกิจลดขยะพลาสติกในทะเลของไทยยูเนี่ยน ผ่านโครงการ HIPPO ระบบเก็บขยะในแม่น้ำพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ช่วยดักจับขยะพลาสติกในแม่น้ำเจ้าพระยาก่อนไหลลงสู่ทะเล</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42567 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/3.-ภาพหมู่ผู้บริหาร-พันธมิตร-ที่ร่วมกิจกรรมในครั้งนี้-2.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p>ผลสำเร็จที่ได้รับการยอมรับของไทยยูเนี่ยน สามารถพิสูจน์ได้จากความสามารถในการ​รักษาความเป็นผู้นำด้านความยั่งยืนบนเวทีโลก ในปี 2568 ที่ผ่านมา โดยได้รับคะแนน 89 จาก 100 ในการประเมิน Corporate Sustainability Assessment ของ S&amp;P Global และครองอันดับ 1 ในอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหารของโลก จากดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ (Dow Jones Sustainability Indices: DJSI) นอกจากนี้ บริษัทยังได้รับผลการประเมินดัชนีชี้วัดความยั่งยืนด้านการบริหารจัดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ CDP ประจำปี 2568 ในระดับ A- ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มผู้นำ (Leadership) สะท้อนมาตรฐานด้านความยั่งยืนที่แข็งแกร่ง ทั้งในด้านการกำหนดกลยุทธ์และเป้าหมายที่ท้าทาย ความก้าวหน้าที่เห็นผลเป็นรูปธรรม และการดำเนินงานที่โดดเด่นในอุตสาหกรรม</p>
<p>ส่วนในปี 2569 นี้ ได้รับการจัดอันดับในกลุ่ม Top 1% จาก S&amp;P Global Sustainability Yearbook ในกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหาร ด้วยคะแนนรวม 89 จาก 100 คะแนน ความสำเร็จนี้ต่อยอดจากผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนในช่วงที่ผ่านมา อาทิ การได้รับการจัดอันดับให้เป็นบริษัทอันดับ 1 ในอุตสาหกรรมอาหารของโลก จากดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ ประจำปี 2561 2562 2565 และ 2567 การได้รับการปรับเพิ่มคะแนน ESG จาก FTSE Russell เป็น 4.3 คะแนน จากคะแนนเต็ม 5 การได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งใน หุ้นยั่งยืน SET ESG Ratings ระดับ AA</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42569 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/1.-ภาพหมู่ผู้บริหาร-พันธมิตร-เด็กนักเรียน-ที่ร่วมกิจกรรมในครั้งนี้.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/thai-union-10-yrs-seachange-and-sustainability-report/">ไทยยูเนี่ยน เปิดรายงานความยั่งยืน ยกระดับ &#8216;มาตรฐานห่วงโซ่อาหารทะเล&#8217; บทพิสูจน์ความสำเร็จตลอดทศวรรษของกลยุทธ์ &#8216;SeaChange 2030&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
