ExperienceTop StoriesTrending

ย้อนรอยทริป ‘ฮลุน โซโล่’ ​​พาเที่ยว ‘ภูฏาน’ ประเทศ​ที่คน​มีความสุข​ที่สุด​​ และปล่อยคาร์​บอนต่ำที่สุดในโลก

ย้อนรอย ฮลุน โซโล่' (Hlun Solo) กับทริปท่องเที่ยว 'ภูฏาน' (Bhutan) ประเทศที่ขับเคลื่อนการเติบโตผ่าน 'ความสุข' และ 'คุณภาพชีวิต' ของประชาชนในประเทศมากกว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจ และยังเป็นพื้นที่ Negative Carbon Emission หรือหนึ่งในไม่กี่ประเทศในโลกที่มีคาร์บอนติดลบ

แม้วันนี้ ‘ฮลุน โซโล่’ (Hlun Solo) หรือ ‘บวรทัต เป็งสุข’ ยูทูปเบอร์สายท่องเที่ยวชาวไทย จะออกเดินทางไกลอย่างไม่มีวันกลับ จากทริปสุดท้ายที่ประเทศจอร์เจีย แต่เรื่องเล่าจากประสบการณ์เดินทางมากกว่า 50 ประเทศ ที่ฮลุนได้ฝากเอาไว้ ยังคงอยู่ และสร้างความประทับใจให้คนไทยอยู่เสมอ

เพราะแต่ละสถานที่ที่ฮลุนได้พาไปนั้น ล้วนช่วยเปิดประสบการณ์ใหม่ให้ทั้งนักเดินทาง รวมทั้งผู้ที่ไม่มีโอกาสได้เดินทาง ร่วมเรียนรู้ ​และสามารถสัมผัสประสบการณ์แปลกใหม่ ผ่านเส้นทางและเรื่องราวที่ฮลุนได้ถ่ายทอดออกมาแบบหาจากที่อื่นได้ยาก

โดยเฉพาะทริปที่น่าประทับใจ และอาจเรียกได้ว่าเป็นทริปล่าสุดของฮลุน กับการพาไปเที่ยวประเทศที่ไปได้ยากที่สุดอีกแห่งหนึ่ง ทั้งจากข้อจำกัดในการต้อนรับนักท่องเที่ยว รวมทั้งค่าใช้จ่ายในแต่ละทริปที่ค่อนข้างสูง อย่างประเทศ ‘ภูฏาน’ (Bhutan) ซึ่งถือว่าเป็นประเทศที่เพิ่งเปิดรับนักท่องเที่ยวเมื่อราวกว่า 50 ปีที่ผ่านมานี้ ประกอบกับการคัดเลือกกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ​ ผ่าน​การเรียกเก็บ ‘ค่าธรรมเนียมในการเหยียบแผ่นดิน’ หรือ SDF (The Sustainable Development Fee) เพื่อ​​​สามารถรักษาอัตลักษณ์และวัฒนธรรมของประเทศ รวมทั้งการดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชนในประเทศ ตามแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน

ขอบคุณภาพจาก : YouTube :  ฮลุน โซโล่ (Hlun Solo)

สำหรับ ‘ภูฏาน’ เป็นเมืองที่ซ่อนตัวอยู่ในเทือกเขา มีประชากรราว 7.5 แสนคน นับเป็นประเทศที่ 50 ที่ฮลุนพาเราออกเดินทางไปสัมผัสกับความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ ความคลาสสิคของบ้านเมือง และความตั้งใจในการอนุรักษ์ทรัพยากรให้คงอยู่ จนขึ้นแท่นประเทศที่มีคาร์บอนติดลบ (Negative Carbon Emission) ​แม้ว่า ภูฏาน จะเป็นประเทศที่มีค่าเหยียบแผ่นดินแพงที่สุด โดยเคยสูงถึงราว 7,500 บาทต่อวันในช่วงโควิด-19 แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ความน่าสนใจในการไปเยือนประเทศดังกล่าวลดน้อยลง

ขอบคุณภาพจาก : YouTube :  ฮลุน โซโล่ (Hlun Solo)

ทำไมต้องจ่ายค่าเหยียบแผ่นดิน

สำหรับการเดินทางไปท่องเที่ยวภูฏาน ไม่สามารถไปเที่ยวด้วยตัวเองได้ จำเป็นจะต้องใช้ไกด์ท้องถิ่นตลอดทริปของการท่องเที่ยว ข้อมูลจากเว็บไซต์ Bhutan Center อธิบายว่า เนื่องจากภูฏานเป็นประเทศที่เน้นการท่องเที่ยวแบบคุณภาพ ซึ่งกำหนดให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในประเทศจะต้องจ่าย ค่าเหยียบแผ่นดิน หรือ SDF (The Sustainable Development Fee) เป็นค่าธรรมเนียมเพื่อสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน จะนำไปใช้ในโครงการต่างๆ ที่สนับสนุนการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมของประเทศภูฏาน กระตุ้นภาคการขนส่ง รวมทั้งอีกหลายโครงการที่สำคัญ

ขอบคุณภาพจาก : YouTube :  ฮลุน โซโล่ (Hlun Solo)

ปัจจุบันรัฐบาลภูฏานได้ประกาศมาตรการลดค่าค่าเหยียบแผ่นดิน 50% จาก 200 ดอลลาร์สหรัฐ เหลือเพียง 100 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3,500 บาท ต่อคน ต่อคืน ซึ่งค่าใช้จ่ายนี้จะเข้ารัฐบาลภูฏานโดยตรง ไม่เกี่ยวกับค่าโรงแรม ค่าอาหาร ค่าเข้าชมสถานที่ แต่ทุกบริษัททัวร์จะต้องเก็บจากนักท่องเที่ยวรวมอยู่ในค่าแพ็กเกจ

จากค่าเหยียบแผ่นดิน สู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนให้อยู่ดีมีสุข

จากการเดินทางไปเยือนภูฏานของฮลุน ทำให้เราได้เห็นถึงความเป็นอาณาจักรลึกลับและสันโดษมากที่สุดในโลก ขณะเดียวกัน ภูฎาน ขับเคลื่อนประเทศด้วยความสุข วิถีชีวิตอิงกับความสมดุลและความสงบ ไม่ใช้ตัวเลขทางเศรษฐกิจกำหนดทิศทางประเทศ แต่ให้ความสำคัญกับการสร้างความสุขของประชาชนโดยรวมในประเทศ โดยรัฐบาลจะดูแลความเป็นอยู่พื้นฐานของประชาชนในประเทศทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น การศึกษา การรักษาพยาบาล ที่มีโรงพยาบาลกระจายตัวอยู่ตามท้องถิ่นเพื่อให้สามารถเข้าถึงการรักษาได้อย่างสะดวกโดยไม่ต้องเดินทางไกล หรือค่าสาธารณูปโภคอย่างค่าน้ำ และค่าไฟ ที่ประชากรทั่วทั้งประเทศสามารถเข้าถึงไฟฟ้าได้ และหากใช้อยู่ในอัตราที่กำหนดรัฐบาลก็จะเป็นผู้จ่ายค่าไฟให้ด้วย

เมื่อการเติบโตของประเทศไม่ได้เน้นการแข่งขันทาง​​ธุรกิจ แต่เน้นการใช้ชีวิตที่เรียบง่ายและเป็นสุข ส่งเสริมให้ผู้คนในประเทศให้ความสำคัญกับเวลาในครอบครัว สวดมนต์ ทำสมาธิในตอนเช้า และเวลามาตรฐานในการออกมาทำงานอยู่ที่ราว 09.00 น. ทำให้ไม่ต้องเผชิญสถานการณ์ในชั่วโมงเร่งด่วนเหมือนกับในหลายๆ เมืองใหญ่ ประกอบกับการมีรัฐบาลดูแลคุณภาพชีวิต และสิ่งจำเป็นพื้นฐานครบถ้วนแล้ว

ผู้คนจึงไม่ต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดกันมากนัก หากไม่มีความต้องการอะไรที่ฟุ้งเฟ้อเกินความจำเป็น ขณะที่ผู้คนในประเทศก็อยู่ในระเบียบวินัย ผู้คนต่างเคารพกฎจราจร แม้บนถนจะไม่มีไฟสัญญาณจราจร ​มีเพียงตำรวจจราจรคอยทำหน้าที่ให้สัญญาณแก่ผู้คนที่สัญจรไปมา รวมทั้งการหยุดรถให้ผู้คนข้ามถนนตรงทางข้ามโดยอัตโนมัติ ทำให้สามารถเดินทางภายในเมืองได้อย่างปลอดภัย

ขอบคุณภาพจาก : YouTube :  ฮลุน โซโล่ (Hlun Solo)

“ภูฏาน จะรับนักท่องเที่ยวอย่างจำกัด และค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง นักท่องเที่ยวจำเป็นต้องใช้ไกด์ท้องถิ่น เพื่อการให้บริการ​นักท่องเที่ยว​ภายใต้​​มาตรฐานที่ดี​ เน้นนักท่องเที่ยวคุณภาพ ไม่เน้นปริมาณ ทำให้ยังรักษาความสมบูรณ์ของธรรมชาติ และอัตลักษณ์ วัฒนธรรมของชาติไว้ได้อย่างแข็งแรง ขณะที่การเก็บเงินค่าเหยียบแผ่นดินที่จ่ายวันละ 3,500 บาท จะถูกนำไปใช้พัฒนา​ด้านการศึกษา ระบบสาธารณสุข และสาธารณูปโภคต่างๆ ในประเทศ ทำให้ชาวภูฎานได้เรียนฟรี ใช้บริการด้านสาธารณสุขฟรี ไฟฟ้า น้ำสะอาด ใช้ฟรีหากไม่เกินที่ภาครัฐกำหนด แต่ละตำบลมีโรงพยาบาล และในหมู่บ้านต่างๆ ทั่วประเทศก็สามารถเข้าถึงระบบนี้ได้ ” ฮลุน อธิบาย

ภูฏาน ประเทศแห่งความยั่งยืน

สำหรับ ภูฏาน มีประชากรเพียง 7.5 แสนคน พัฒนาประเทศภายใต้กรอบการสร้าง ‘ความสุขมวลรวมประชาชาติ’ หรือ GNH (Gross National Happiness) แตกต่างจากประเทศอื่นๆ ในโลกที่เน้นขับเคลื่อนผลิตภัณฑ์มวลรวม​ หรือ GDP เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตและพัฒนาประเทศ ทำให้ภูฏานยังได้ชื่อว่าเป็น ‘ประเทศที่มีความสุขมากที่สุดในโลก’ โดยการพัฒนาตามแนวทาง GNH จะสอดคล้องกับหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืนผ่าน 4 มิติ คือ

1. การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแบบยั่งยืน

2. การส่งเสริมและรักษาคุณค่าทางวัฒนธรรม

3. การให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์แวดล้อม

4. การบริหารอย่างมีธรรมาภิบาล

ขอบคุณภาพจาก : YouTube :  ฮลุน โซโล่ (Hlun Solo)

สำหรับเส้นทางในภูฏานที่ฮลุนพาไปนั้น จะเห็นได้ว่าตลอดสองข้างทาง หรือความโดดเด่นในแต่ละพื้นที่ต่างมีธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์เนื่องจาก พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศจะเป็นป่า หรือภูเขา สะท้อนการให้ความสำคัญของภาครัฐในการดูแลและปกป้องระบบนิเวศและธรรมชาติ โดยพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศจะเป็นพื้นที่สีเขียว รวมทั้งมีกฏหมายพิเศษในการคุ้มครองดูแลพื้นที่ป่าไม่ให้พื้นที่ป่าลดลงต่ำกว่า 60% ของประเทศ ภูฏานจึงได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีการปล่อยคาร์บอนต่ำที่สุดในโลก และมี​คาร์บอนติดลบ ทำให้กลายเป็นอีกหนึ่งพื้นที่สำคัญที่ช่วยดูดซับคาร์บอนของทั้งโลกไว้ได้อีกด้วย

สอดคล้องกับข้อมูลจาก องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (อบก.) ที่ระบุไว้ว่า ภูฏาน มีป่าปกคลุมกว่า 72% ของพื้นที่ประเทศ โดยรัฐธรรมนูญกำหนดว่าประเทศจะต้องมีพื้นที่ป่าไม่น้อยกว่า 60% ของพื้นที่ประเทศ โดยพบว่าดินแดนแห่งความสุขนี้ปล่อยคาร์บอนเพียงปีละ 1.5 ล้านตัน แต่พื้นที่ป่าสามารถดูดคาร์บอนได้ถึงปีละ 6 ล้านตัน ต้นไม้เหล่านี้จึงทำหน้าที่ดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่าที่ชาวภูฏานปล่อยหลายเท่าตัว จึงเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศ​ที่มีการปล่อยคาร์บอนติดลบ (Negative Carbon Emission) ท่ามกลางความกังวลของทั่วโลกที่มีต่อปัญหาวิกฤตสภาพอากาศในปัจจุบันนี้

ขอบคุณภาพจาก : YouTube :  ฮลุน โซโล่ (Hlun Solo)

นอกจากนี้ การใช้พลังงานภายในประเทศภูฏาน ยังเน้นการใช้ไฟฟ้าพลังงานน้ำ แทนพลังงานจากถ่านหินหรือก๊าซ และสามารถ​ส่งออกไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานน้ำไปให้ประเทศเพื่อนบ้านถึง 3 เท่าของไฟฟ้าที่ชาวภูฏานใช้ ซึ่งเป็นรายได้ส่งออกหลักของประเทศ และช่วยเพื่อนบ้านลดคาร์บอนได้อีกด้วย พร้อมกับการลงทุนในพลังงานทดแทนมากขึ้น เช่น พลังงานลม และแสงอาทิตย์

สุดท้ายที่สำคัญ คือ ‘การท่องเที่ยวที่เน้นยั่งยืน’ ทางการจัดเก็บค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวไปพัฒนาประเทศ จะถูกนำไปใช้สำหรับใช้จ่ายเพื่อการศึกษา, การดูแลสุขภาพ, การบรรเทาความยากจน และใช้สำหรับการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติมเพื่อรองรับการเติบโตของนักท่องเที่ยว

ขอบคุณภาพจาก : YouTube :  ฮลุน โซโล่ (Hlun Solo)

9 แนวทางปฏิบัติ สู่เป้าหมายการพัฒนา แบบ ‘ภูฏานโมเดล’

1. การมีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ตามมาตรฐาน (Living standards)

2. ประชาชนมีการศึกษา (Education)

3. มีสุขภาพที่แข็งแรง (Health)

4. ความสามารถในการรักษาความสมดุลของสภาพแวดล้อม (Environment )

5. การสร้างความเข้มแข็งของชุมชน (Community vitality)

6. การใช้เวลาในการดำรงชีวิตอย่างเหมาะสม (Time-use) หรือสร้างความสมดุลเรื่อง Work Life Balance

7. การมีสภาวะทางด้านจิตใจที่ดี (Psychological well-being)

8. การมีธรรมาภิบาล (Good governance)

9. ส่งเสริมและรักษาวัฒนธรรมของชาติ (Cultural resilience and promotion )

ขอบคุณภาพจาก : YouTube :  ฮลุน โซโล่ (Hlun Solo)

จากความสันโดษของ​​ภูฏาน​ ที่เคยปิดประเทศนานเกือบ 300 ปี และเปิดรับนักท่องเที่ยวช้าที่สุดในโลก เมื่อราว 50 กว่าปีก่อน แต่นั่นก็ไม่เคยทำให้เสน่ห์ของภูฏานหายไป เพราะปัจจุบัน ยังคงวัฒนธรรมดั้งเดิม ความเรียบง่าย และความเป็นธรรมชาติไว้อย่างสมบูรณ์ กลายเป็นเสน่ห์ที่หลายคนอยากเดินทางไปสัมผัสด้วยตาตัวเอง ค่าเหยียบแผ่นดินวันละ 3,500 บาท จึงไม่ถือว่าสูงเกินไปหากเทียบกับสิ่งที่เราจะได้รับเมื่อไปเยือนภูฏาน และมั่นใจได้ว่ารายได้ดังกล่าว จะถูกจัดสรรเพื่อดูแลประชาชนในประเทศให้มีความสุขอย่างยั่งยืนได้อย่างแท้จริง

ที่มา  : YouTube :  ฮลุน โซโล่ (Hlun Solo) , องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) , Bhutan Center