สถานการณ์สิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน ได้ก้าวข้ามจาก ‘โลกร้อน (Global Warming)‘ เข้าสู่ยุค ‘โลกเดือด (Global Boiling)’ อย่างเต็มตัว และเป็นสัญญาณเตือนว่า ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ไม่ใช่เรื่องไกลตัว หรือเป็นเรื่องของอนาคตอีกต่อไป แต่เป็นวิกฤตที่สัมผัสได้จริง และกำลังสร้างความเจ็บปวดให้กับทุกคนในปัจจุบัน
ข้อมูลจากเวทีเสวนา ‘Resilient LAB: บูรณาการความคิด แก้วิกฤตภูมิอากาศ เพื่ออนาคตบ้านเราที่มั่นคงและยั่งยืน’ ในงานเปิดโครงการ ‘Green Mission by Chula x GULF ภารกิจรักษ์ยั่งยืน ปีที่ 3′ ภายใต้แนวคิด Resilient LAB: คิดเพื่อบ้านเรา เปิดโอกาสให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ร่วมเปลี่ยนพลังความคิดให้กลายเป็นทางรอดของชุมชน ซึ่งงานนี้มีผู้เชี่ยวชาญมาร่วมแชร์อินไซต์ เจาะลึกสถานการณ์ พร้อมให้แนวทางสำคัญในการสร้างนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน
คุณนลิน เศกใจเสือ นักวิชาการเผยแพร่ชำนาญการ กองขับเคลื่อนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (DCCE) ฉายภาพสถานการณ์ภัยพิบัติแต่ละภูมิภาคของประเทศไทยว่าสภาพอากาศในปัจจุบันมีความแปรปรวนสูงและคาดเดาได้ยาก เช่นภาคเหนือ ต้องเผชิญคลื่นความร้อน และวิกฤตฝุ่นควันจากไฟป่าที่รุนแรงขึ้น หลายพื้นที่ในภาคอีสานต้องประสบกับปัญหาภัยแล้งที่ทวีความรุนแรง รวมถึงปรากฏการณ์ Heat Wave ที่ไม่ปกติ

“ช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน 2569 ที่ผ่านมา จ.ขอนแก่น มีอุณหภูมิพุ่งสูงถึง 39-42 องศาเซลเซียส แต่ที่มากไปกว่านั้นคือ ‘ดัชนีความร้อน (Heat Index)’ หรือความรู้สึกร้อนจริงพุ่งสูงถึง 45-52 องศาเซลเซียส เนื่องจากความชื้นในอากาศสูง ซึ่งอันตรายต่อกลุ่มเปราะบางมาก โดยเฉพาะ เด็ก สตรี ผู้สูงอายุ และผู้พิการ ขณะที่ภาคกลาง มีความเสี่ยงสูงจากปัญหาน้ำท่วม โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครที่เริ่มได้รับผลกระทบอย่างชัดเจนจากสภาวะน้ำทะเลหนุนสูง ส่วนภาคใต้ เผชิญกับ ‘เรนบอมบ์ (Rain Bomb)’ คือ ฝนตกหนักมากในระยะเวลาสั้น ๆ อย่างรุนแรง ทำให้เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ถือเป็นอุทกภัยที่รุนแรงที่สุด”
นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกยังแสดงความกังวลต่อปรากฏการณ์ ‘ซูเปอร์เอลนีโญ (Super El Niño)’ ที่ทำให้อุณหภูมิในมหาสมุทรแปซิฟิกอุ่นขึ้นผิดปกติ 1.5-2 องศาเซลเซียส ซึ่งมหาสมุทรเปรียบเสมือนเครื่องปรับอากาศของโลก เมื่อเครื่องรวน ระบบนิเวศทั้งหมดจึงได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญของการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ คือ การเปลี่ยนบทบาทของคนไทยจากผู้รอคอยการชดเชยหลังเกิดภัย ให้กลายเป็นผู้รู้เท่าทันความเสี่ยง และลุกขึ้นมาปรับตัว ซึ่งเชื่อว่าน้อง ๆ เยาวชนไม่ใช่แค่ผู้รับชะตากรรมในอนาคต แต่คือพลังสำคัญที่จะเปลี่ยนโลกตั้งแต่วันนี้

คุณปฐม ชัยพฤกษทล ผู้จัดการอาวุโส สำนักรับรองธุรกิจคาร์บอนต่ำ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO กล่าวว่า การลดก๊าซเรือนกระจกเริ่มต้นได้จากตัวเรา แต่สิ่งแรกต้องรู้ก่อนว่าแต่ละวันเราปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาเท่าไหร่ ผ่านกิจกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น การเดินทาง หรือการใช้ไฟฟ้า ปัจจุบันมี Zero Carbon ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันช่วยคำนวณและแนะแนวทางลดการปล่อยคาร์บอนได้
ทั้งนี้ ประเทศไทยตั้งเป้าบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 โดยเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีการลดการปล่อยก๊าซ รวมทั้งการใช้พลังงานหมุนเวียน ที่ยังคงมีข้อจำกัดเรื่องเสถียรภาพ จึงเริ่มมีการนำระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่เข้ามาช่วย ในระดับท้องถิ่น หลายเทศบาลเริ่มขับเคลื่อนแผนลดก๊าซเรือนกระจกผ่านวิธีพื้นฐานแต่ได้ผลสูง คือ การเปลี่ยนหลอดไฟประหยัดพลังงานและการเพิ่มพื้นที่สีเขียว นี่คือเทคโนโลยีที่ถูกที่สุดในการดูดกลับคาร์บอน และในอนาคต ‘คาร์บอนเครดิต’ จากพื้นที่ป่าไม้จะมีมูลค่าสูงขึ้น นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง Negative Emission Technology ที่จะเข้ามาช่วยดึงก๊าซเรือนกระจกออกจากชั้นบรรยากาศให้ต่ำกว่าระดับที่ปล่อยไป”
“อยากให้น้อง ๆ มองว่า ปัญหานี้มัน ‘สัมผัสติดเนื้อหนัง’ เราตลอดเวลา อย่ามองว่าเราเป็นแค่คนตัวเล็ก ๆ วันนี้เราสามารถเริ่มทำสิ่งยิ่งใหญ่ร่วมกันได้ และอย่ามองเพื่อน ๆ เป็นคู่แข่ง แต่พวกเราคือ ‘พันธมิตร (Alliance)’ ที่จะมาร่วมมือกันรักษาโลกไม่ให้อุณหภูมิเฉลี่ยสูงเกินเป้าหมาย 1.5 องศาเซลเซียส เพราะถ้าเกินกว่านั้นโลกจะกลายเป็นผู้ป่วยที่รักษาไม่ได้อีกต่อไป”

ดร.ณัฐวิญญ์ ชวเลิศพรศิยา ที่ปรึกษาสถาบันคาร์บอนเพื่อความยั่งยืน (CBiS) ได้ให้คำแนะนำแก่นักคิดรุ่นใหม่เพื่อการสร้างสรรค์นวัตกรรม โดยเน้นย้ำเรื่อง ‘การคิดเชิงระบบ (System Thinking)’ เพื่อป้องกันไม่ให้การแก้ปัญหาจุดหนึ่ง กลายเป็นการย้ายปัญหาไปอีกจุดหนึ่ง พร้อมให้แนวทาง 3 ข้อสำคัญ ในการพัฒนานวัตกรรมต่างๆ ต้องประกอบด้วย
1. หาให้เจอ ต้องรู้ว่าใครคือผู้ได้รับผลกระทบ แยกแยะให้ออกระหว่าง ลูกค้า และ ผู้ใช้ และดูว่าพวกเขาต้องการนวัตกรรมนั้นจริงๆ หรือไม่
2. คิดให้ครบ มองให้ครบลูป (Loop) วงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ เช่น แผงโซลาร์เซลล์หรือแบตเตอรี่เมื่อพังแล้วจะไปไหน เหมือนในอดีตที่เราใช้ถุงกระดาษแล้วเปลี่ยนมาใช้พลาสติก เพราะมองว่ากระดาษใช้ทรัพยากรจำนวนมาก แต่สุดท้ายวันนี้เราก็ต้องวนกลับมาแก้ปัญหาพลาสติกด้วยถุงกระดาษ เพราะคิดไม่ครบลูป
3. หาจุดคานงัด (Leverage Point) ที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการคิดเชิงระบบ เมื่อเราลงมือแก้เพียงจุดเดียวแล้วจะสร้างผลกระทบเชิงบวกขนาดใหญ่ และทำให้นวัตกรรมนั้นแก้ปัญหาได้ง่ายขึ้น
“นวัตกรรมที่ดีและยั่งยืนต้องตอบโจทย์ 3 ด้าน คือ ต้องเป็นมิตรกับผู้ใช้ แก้ปัญหาได้จริง และต้องเลี้ยงตัวเองได้ในระยะยาว ที่สำคัญคือ อย่ากลัวที่จะลงมือทำ อย่าคิดอยู่บนกระดาษอย่างเดียว จงกล้าที่จะทดลอง เพราะบางครั้งความผิดพลาดเพียงหนึ่งเรื่อง อาจกลายเป็นนวัตกรรมเปลี่ยนโลกที่ยิ่งใหญ่ เหมือนจุดกำเนิดของ ‘โพสต์-อิท (Post-it)’ ที่เกิดขึ้นจากความผิดพลาดของการประดิษฐ์กาวที่ไม่ติดแน่น แต่กลายเป็นนวัตกรรมที่มีประโยชน์ต่อคนทั้งโลก” ดร.ณัฐวิญญ์ กล่าวทิ้งท้าย

ถึงเวลาแล้วที่เยาวชนคนรุ่นใหม่จะลุกขึ้นมาเปลี่ยนพลังความคิดให้กลายเป็นทางรอดของชุมชน กับ Green Mission by Chula x GULF ปีที่ 3 ภายใต้แนวคิด Resilient LAB: คิดเพื่อบ้านเรา ซึ่งเกิดจากความตั้งใจของ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF และ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อเปิดโอกาสให้น้องๆ ระดับมัธยมปลายทั่วประเทศ มาร่วมกันคิด มาร่วมมองหาปัญหาในชุมชนหรือ ‘บ้านของเราเอง’ แล้วเปลี่ยนเป็นนวัตกรรมล้ำๆ เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สร้างภูมิคุ้มกันให้ชุมชนอย่างยั่งยืน ชิงทุนการศึกษามูลค่ารวมกว่า 100,000 บาท
และที่พิเศษไปกว่านั้น ในปีนี้ GULF ยกระดับความเข้มข้นด้วยการสนับสนุนทุนต่อยอด เพื่อเปลี่ยน ไอเดียบนกระดาษ ของน้องๆ ให้กลายเป็น นวัตกรรม ที่นำไปใช้งานได้จริง เพื่อสร้าง Green Leaders รุ่นใหม่ที่มีทักษะการลงมือทำจริง และเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ
สำหรับน้องๆ ที่สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการ ทีมละ 4 คน ได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม 2569 นี้เท่านั้น! สมัครผ่าน Google Form โดยศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมผ่านเว็บไซต์ eng.chula.ac.th หรือสอบถามรายละเอียดโทร: 086-522-3844 พร้อมติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวของโครงการได้ที่ Facebook: GULF Spark และ TikTok: @GULFspark







