Top StoriesTrending

GC ชูจุดแข็งโครงสร้างบูรณาการ ‘Integrated Value Chain’ รับความผันผวน เพิ่มความยืดหยุ่นและหลากหลาย ขยายพอร์ต Specialty + Green & Bio 30% พร้อมปักมาบตาพุด​ฐานทัพสำคัญแห่งอนาคต

GC เดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งให้ทุกกลุ่มธุรกิจหลัก ควบคู่กับการวางรากฐานสำหรับการเติบโตระยะยาว โดยใช้จุดแข็งจากโครงสร้างธุรกิจแบบบูรณาการ ความยืดหยุ่นด้านวัตถุดิบ ตลอดจนความเชี่ยวชาญ เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่สั่งสมมาอย่างต่อเนื่องในธุรกิจปิโตรเคมี พร้อมยกระดับประสิทธิภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจหลักให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC เปิดเผยผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 ยังสามารถรักษาการเติบโตท่ามกลางภาวะวิกฤต​และความผันผวนรอบด้าน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ที่เกิดภาวะ Supply Chain Disruption จากปัญหาความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง

ทั้งนี้​บริษัทมี Adjusted EBITDA 26,932 ล้านบาท เพิ่มขึ้น​ 81% จากไตรมาสก่อนหน้า และมีกำไรสุทธิ 12,208 ล้านบาท ที่สำคัญสามารถจัดการโครงสร้างทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการบริการจัดการต้นทุน ลดภาระค่าใช้จ่าย และการจัดการสินทรัพย์ที่มีอย่างเหมาะสม ทำให้หนี้สินโดยรวมของบริษัทในราว 2 ปีที่ผ่านมา ลดลงได้กว่า 1.16 แสนล้านบาท และมีกระแสเงินสดเหลือกว่า 5 หมื่นล้านบาท ทำให้มีสภาพคล่องมากพอสำหรับการชำระหนี้เงินกู้ธนาคาร และการจ่ายดอกเบี้ยหุ้นกู้ที่จะถึงงวดการชำระในปีหน้า สะท้อนให้เห็นความแข็งแรงและพื้นฐานที่แข็งแกร่งของบริษัทแม้อยู่ท่ามกลางหลายปัจจัยที่มีความท้าทาย

คุณณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GC กล่าวว่า ​ความผันผวนและความไม่แน่นอนจะยังเป็นส่วนหนึ่งของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจในระยะข้างหน้า สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการรับมือกับสถานการณ์เฉพาะหน้า แต่คือการเตรียมองค์กรให้มีความยืดหยุ่น มองเห็นทิศทางการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม และลงมือสร้างความพร้อมสำหรับอนาคต

ขณะที่ ความแข็งแรงของ GC อยู่ที่การ​มีโครงสร้างธุรกิจแบบบูรณาการ (Integrated Value Chain) หรือการต่อยอดห่วงโซ่ธุรกิจภายในซัพพลายเชน โดยเชื่อมโยงระบบการผลิตภายในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีให้ครบถ้วนตลอดทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทำให้สามารถเลือกใช้วัตถุดิบที่มีความหลากหลาย​ทั้งก๊าซและของเหลว เพิ่มความสามารถในการยืดห​ยุ่นและปรับตัว พร้อมทั้งลดความเสี่ยงจากปัญหา Supply Chain Disruption รวมทั้งช่วย​บริหารต้นทุนได้เหมาะสมกับสภาวะตลาด  และ​​สร้างโอกาสการเติบโตใหม่ๆ ให้ธุรกิจได้ในอนาคต

“GC ให้ความสำคัญในการปรับตัว สร้างความยืดหยุ่น และดูแลวินัยทางการเงิน เพื่อสามารถอยู่รอดและเติบโตท่ามกลางวิกฤตและความผันผวน ซึ่งเชื่อว่าจากนี้จะกลายเป็นปัจจัยที่ยังสามารถเกิดขึ้นได้อีกอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งความผันผวนและท้าทายในวัฏจักร​อุตสาหกรรมปิโตรเคมี ที่จะส่งผลกระทบต่อซัพพลายสำคัญของธุรกิจ ซึ่งที่ผ่านมา GC ได้คาดกการณ์ ​เตรียมตัว และพร้อมรับมือต่อความเสี่ยงที่เกิดขึ้น ทั้งการกระจายแหล่งวัตถุดิบสำรองจากหลายพื้นที่  ทำให้เหลือซัพพลายที่ฮอร์มุซเพียง 10% และสามารถจัดหาแหล่งวัตถุดิบใหม่ในช่วงวิกฤตได้ทัน จึงไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้มากนัก ประกอบกับ มี​นโยบายเพิ่มความหลากหลายภายในพอร์ตโฟลิโอ เพื่อขยายตลาดเพิ่มรายได้รองรับจากกลุ่มธุรกิจใหม่อย่าง กลุ่มเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ (Specialty) รวมท้ัง Green & Bio มาก่อนหน้านี้ เพื่อสร้างพอร์ตธุรกิจที่มีมูลค่าสูง-คาร์บอนต่ำ และตอบรับทิศทางอุตสาหกรรมในอนาคต โดยปัจจุบันรายได้หลักยังคงมาจากกลุ่ม Commodity  หรือธุรกิจต้นน้ำ จากโรงกลั่นและปิโตรเคมีที่ราว 80% ขณะที่กลุ่มธุรกิจใหม่อยู่ที่ราว 20% ซึ่งในอนาคตมีแผนจะเพิ่มสัดส่วนรายได้เป็น 30% ภายในปี 2573”

ผล​สะท้อนจากการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้ GC สามารถ​เพิ่มรายได้และลดค่าใช้จ่ายลงได้อย่างชัดเจน โดยปี 2568 GC สามารถสร้างผลลัพธ์ได้กว่า 7,000 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายซึ่งตั้งไว้ที่ 5,500 ล้านบาท และในปี 2569 ได้ตั้งเป้าเพิ่มรายได้และลดค่าใช้จ่ายเพิ่มอีก 4,000 ล้านบาท โดยปัจจุบันสามารถขับเคลื่อนได้ตามแผนแล้วกว่า 50% ​

ต่อยอดศักยภาพ สร้างการเติบโตบทใหม่

GC วางแผนขับเคลื่อน 5 ปี  (พ.ศ. 2569-2573) เพื่อสามารถเพิ่มสัดส่วนกลุ่มธุรกิจใหม่ (Specialty + Green & Bio) เป็น 30% รวมทั้งเพิ่มโอกาสเติบโตได้เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต เพื่อขยายสัดส่วนพอร์ตธุรกิจมูลค่าสูง และคาร์บอนต่ำ ตอบโจทย์เทรนด์ Sustainability ในอนาคต เพื่อสร้างพอร์ตที่มีความแข็งแกร่งมากขึ้น ผ่านการต่อยอดจากจุดแข็งและความเชี่ยวชาญที่มีอยู่ในแต่ละธุรกิจ ดังนี้

– ธุรกิจต้นน้ำและผลิตภัณฑ์ขั้นกลาง ต่อยอดศักยภาพโรงกลั่นชีวภาพ และศึกษาการบูรณาการโรงกลั่นและปิโตรเคมี โดยมีโรงกลั่นชีวภาพ (Biorefinery) เป็นหัวใจสำคัญ  จากกระบวนการ​​กลั่น UCO หรือน้ำมันพืชใช้แล้ว ให้เป็น SAF และผลิตภัณฑ์ขั้นกลางอื่นๆ ที่มีการเชื่อมต่อระบบการผลิตจากโรงกลั่นเดียวกันนี้ ทั้งกลุ่ม Bio-Polymers และ Bio-Chemical ซึ่ง GC มีความพร้อมในด้านเทคโนโลยี แต่จำเป็นต้องรอดูทิศทางตลาด รวมทั้งการทำงานร่วมกับพันธมิตรภายใน Ecosystem แต่ละอุตสาหกรรมทั้งการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ปลายทางประเภทต่างๆ ไปจนถึงความพร้อมของแต่ละตลาด ไปจนถึงการ​ดูแลในส่วนของซัพพลายอย่าง UCO เพื่อให้มีปริมาณรองรับกำลังผลิตได้อย่างเพียงพอโดยลดภาระการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศให้น้อยที่สุด

– ธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ อยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งธุรกิจร่วมทุนกับ SCGC เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยหากการร่วมทุนเกิดขึ้น จะเป็นผู้ผลิตโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ชั้นนำในอาเซียน สนับสนุนความมั่นคงให้กับอุตสาหกรรมต่อเนื่องต่างๆ ในประเทศและภูมิภาค ด้วยกำลังการผลิตระดับ Top 10 ของโลก ทั้งนี้ คาดว่าจะได้ข้อสรุปของการศึกษาดังกล่าวในช่วงปลายไตรมาส 3 ปี 2569

– ธุรกิจเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ (Specialty) ปลดล็อกศักยภาพของ allnex เพื่อเป็นฐานสำคัญในการขยายธุรกิจ Specialty จากโอกาสของธุรกิจที่อยู่ในกลุ่มเติบโตสูง อาทิ ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ หรือธุรกิจก่อสร้าง เป็นต้น

– ธุรกิจ Green & Bio ต่อยอดสู่เคมีภัณฑ์ชีวภาพชนิดพิเศษ (Bio Specialty)

ทั้งหมดนี้จะดำเนินควบคู่กับ Holistic Optimization เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานในทั้งองค์กร  (Company-wide Enhancement) ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การบริหารจัดการซัพพลายเชน และกระบวนการผลิต ไปจนถึงการขาย การตลาด และกระบวนการทำงาน โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาขับเคลื่อนผ่านแนวทาง Digital 3 Smarts ได้แก่ Smart Plant, Smart Sales & Marketing และ Smart Work Process เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างความสามารถในการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง โดย​ตั้งเป้าสร้าง EBITDA Uplift เพิ่มอีก 300 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ภายในปี 2573 โดยวางมาบตาพุด​เป็นหนึ่งในฐานสำคัญสำหรับการเติบโตในระยะต่อไปของอุตสาหกรรมในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ควบคู่ไปกับการเติบโตในภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลก

allnex ขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ

สำหรับธุรกิจเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ GC มุ่งดึงศักยภาพของ allnex อย่างเต็มที่ โดยในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 allnex มีผลการดำเนินงานดีกว่าแผน สะท้อนความคืบหน้าของการดำเนินกลยุทธ์เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและสร้างการเติบโตระยะยาว ทั้งการปรับโครงสร้างต้นทุน โดยกำลังศึกษาเพื่อเตรียมดำเนินการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพทางธุรกิจในทุกมิติ รวมทั้งการบริหารพอร์ตโฟลิโอโดยมุ่งเน้นเทคโนโลยีที่ allnex มีความเป็นผู้นำและมีขีดความสามารถในการแข่งขันสูง ตลอดจนการขยายไปสู่ธุรกิจและเทคโนโลยีที่สามารถต่อยอดจากจุดแข็งที่มีอยู่

ในประเทศไทย allnex ได้ประกาศขยายกำลังการผลิต Sagging Control Agent (SCA) ที่มาบตาพุด จังหวัดระยอง ซึ่งจะเป็นฐานการผลิต SCA แห่งแรกนอกยุโรป นับเป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยีและขีดความสามารถด้านการผลิตมายังประเทศไทย ช่วยสร้าง Ecosystem ที่ใกล้ชิดลูกค้าในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมากขึ้น รองรับความต้องการของตลาดที่กำลังเติบโต พร้อมกระจายฐานการผลิตและลดความเสี่ยงของซัพพลายเชนให้กับลูกค้า ทั้งนี้ SCA เป็นนวัตกรรมขั้นสูงที่ช่วยป้องกันสีหรือสารเคลือบไหลย้อยระหว่างการใช้งาน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในอุตสาหกรรมยานยนต์

ขณะเดียวกัน allnex ยังเดินหน้าขยายฐานการผลิตในเอเชียอย่างต่อเนื่อง ทั้ง China Hub ที่เมืองเจียซิง (Jiaxing) ประเทศจีน ซึ่งเป็นฐานการผลิตและโรงงานที่ใหญ่ที่สุดในโลกของ allnex และมีผลการดำเนินงานเติบโตดีกว่าคาดการณ์ รวมถึง India Hub ที่เมืองมหัท (Mahad) ประเทศอินเดีย ซึ่งอยู่ระหว่างการขยายกำลังการผลิต

ขับเคลื่อน Green & Bio จากฐานที่สั่งสมมากว่าทศวรรษ

อีกหนึ่งในการเติบโต คือ ธุรกิจ Green & Bio ซึ่ง GC บุกเบิกและสั่งสมความสามารถมากว่าทศวรรษ จนมีความพร้อมครอบคลุมทั้งวัตถุดิบ เทคโนโลยี นวัตกรรม และซัพพลายเชน ทำให้สามารถมีพอร์ตโฟลิโอผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมตั้งแต่เชื้อเพลิงชีวภาพ เคมีภัณฑ์ชีวภาพ ไบโอพลาสติก โอลีโอเคมิคอล ไปจนถึงพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูง

ปัจจุบัน ความพร้อมดังกล่าวได้ต่อยอดเป็นการลงทุนและธุรกิจที่เกิดขึ้นจริงในหลายด้าน อาทิ NatureWorks ซึ่งเพิ่งเปิดโรงงานผลิตไบโอพลาสติก PLA แบบครบวงจรแห่งใหม่ที่นครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์ เชื่อมโยงวัตถุดิบทางการเกษตรของไทยกับเทคโนโลยีชีวภาพเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง รวมถึง GGC และ Emery Oleochemicals ที่ต่อยอดองค์ความรู้เคมีภัณฑ์จากพืชสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง และ ENVICCO ผู้ผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูงและเกรดสัมผัสอาหารรายแรกของประเทศไทย ที่สามารถเดินเครื่องได้เต็มกำลังการผลิต

จากรากฐานดังกล่าว GC กำลังต่อยอดไปสู่โอกาสใหม่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ชีวภาพชนิดพิเศษ (Bio Specialty) ผ่านนวัตกรรมที่มีศักยภาพการเติบโตสูง เพื่อพัฒนา Sustainable Solutions ที่ตอบโจทย์ลูกค้า และยกระดับอุตสาหกรรมให้มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

 

MTP Transformation ยกระดับมาบตาพุด สู่ฐานการเติบโตของอุตสาหกรรมในเอเชียแปซิฟิก

ในระยะต่อไป GC เล็งเห็นศักยภาพของมาบตาพุดเป็นฐานสำคัญของการต่อยอดธุรกิจที่มีมูลค่าสูง   สู่อนาคต ภายใต้กลยุทธ์ MTP Transformation ด้วยโครงสร้างพื้นฐานและเครือข่ายที่มีความพร้อม ประกอบกับฐานธุรกิจที่ครอบคลุมตั้งแต่เคมีภัณฑ์ทั่วไป เคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ ไปจนถึง Green & Bio

ความพร้อมเหล่านี้เปิดโอกาสให้ GC เชื่อมโยงความสามารถกับเทคโนโลยีและพันธมิตรชั้นนำจาก   ทั่วโลก รองรับความต้องการของตลาดปลายทาง และสร้างโอกาสให้ประเทศไทยมีบทบาทเพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมเคมีแห่งอนาคตในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

คุณณะรงค์ศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ​การเติบโตบทใหม่ของ GC จะไม่ได้เกิดจากโครงการใดโครงการหนึ่ง แต่เกิดจากการนำจุดแข็งที่เรามีมาประกอบเข้าด้วยกัน ตั้งแต่ธุรกิจที่มีอยู่ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ความสามารถของบุคลากร เครือข่ายระดับโลก ไปจนถึงพันธมิตรทางธุรกิจ เรากำลังลงมือทำในแต่ละส่วนตามทิศทางเชิงกลยุทธ์ เพื่อให้องค์กรมีทั้งความแข็งแกร่งในวันนี้ และพร้อมเติบโตยิ่งขึ้นสำหรับอนาคต

GC StandOut Through INnovation องค์กรนวัตกรรมทำจริง

หนึ่งในกลไกสำคัญของกลยุทธ์ GC คือ ‘คน‘ ซึ่งเป็นผู้ขับเคลื่อนให้เกิดนวัตกรรม ภายใต้แนวคิด GC StandOut Through INnovation องค์กรนวัตกรรมทำจริง ที่ส่งเสริมวัฒนธรรมที่เปิดกว้าง กล้าคิด กล้าลงมือทำ จนเกิดเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ พิสูจน์ได้จากการที่พนักงาน GC ทุกระดับเสนอไอเดียกว่า 1,000 ไอเดียในระยะเวลา 1 ปี เพื่อร่วมกันเพิ่มประสิทธิภาพและลดค่าใช้จ่ายให้กับองค์กรได้สำเร็จสูงกว่าเป้าหมาย

ทั้งหมดนี้ สะท้อนแนวทางของ GC ที่ไม่ได้เพียงรับมือกับความเปลี่ยนแปลง แต่ได้เร่งเปลี่ยนความพร้อมที่สั่งสมมาและความสามารถในการแข่งขันให้เป็นโอกาสการเติบโตบทใหม่ในระยะยาว