<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>นโยบาย &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a2/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Wed, 04 Feb 2026 13:40:02 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.10</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>นโยบาย &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ไทย ปักหมุด &#8216;EV Hub&#8217; อาเซียน อีกหนึ่งกลไกสำคัญ ขับเคลื่อนเป้าหมาย Net Zero 2050</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/02/thailand-aim-ev-hub-of-asean/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 04 Feb 2026 13:40:02 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[decarbonization]]></category>
		<category><![CDATA[EnergyTransition]]></category>
		<category><![CDATA[EV Hub]]></category>
		<category><![CDATA[GHG]]></category>
		<category><![CDATA[Reduction]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Transition]]></category>
		<category><![CDATA[นโยบาย]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[รถยนต์ไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[เติบโต]]></category>
		<category><![CDATA[เปลี่ยนผ่าน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=39818</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อการขนส่ง เป็นภาคส่วนสำคัญ​ที่เป็นแหล่งปล่อย ก๊าซเรือนกระจก GHGEmissions เป็นอันดับ 2 ของโลก และมีแนวโน้มเพิ่มปริมาณการปล่อย Emission เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว นับตั้งแต่ปี 1990 การเปลี่ยนผ่านเพื่อส่งเสริมการใช้ รถยนต์ไฟฟ้า (EV) จึงเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญ เพื่อลดคาร์บอนจากภาคขนส่ง และมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 ได้ตามเป้าหมาย ทำไม ต้องเป็น &#8216;รถยนต์ไฟฟ้า&#8217; ? การใช้รถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสะสม 2.3 หมื่นล้านตัน ภายในปี 2050 ช่วยลดมลพิษจากท่อไอเสีย สาเหตุการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรทั่วโลก 3.85 แสนราย ในปี 2015 การใช้รถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลก ลดการบริโภคน้ำมัน 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในปี 2024 การเปลี่ยนผ่านสู่ EV ยังช่วยเพิ่มโอกาสลงทุนครั้งใหญ่ พร้อมทั้งช่วย​ลดผลกระทบจากราคาน้ำมันผันผวน สถานการณ์ &#8216;ตลาด EV&#8217; ทั่วโลก ทั่วโลกวางโรดแม็พเพื่อเปลี่ยนผ่านด้านการขนส่งทางถนน โดยตั้งเป้าสัดส่วน​การใช้รถยนต์คาร์บอนเป็นศูนย์ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/02/thailand-aim-ev-hub-of-asean/">ไทย ปักหมุด &#8216;EV Hub&#8217; อาเซียน อีกหนึ่งกลไกสำคัญ ขับเคลื่อนเป้าหมาย Net Zero 2050</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto">เมื่อ<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">การขนส่ง</span> เป็นภาคส่วนสำคัญ​ที่เป็นแหล่งปล่อย <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ก๊าซเรือนกระจก</span> <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">GHGEmissions</span> เป็นอันดับ 2 ของโลก และมีแนวโน้มเพิ่มปริมาณการปล่อย <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Emission</span> เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว นับตั้งแต่ปี 1990</div>
</div>
<div dir="auto"></div>
<p><span id="more-39818"></span></p>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto">การเปลี่ยนผ่านเพื่อส่งเสริมการใช้ <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">รถยนต์ไฟฟ้า</span> (<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">EV)</span> จึงเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญ เพื่อลดคาร์บอนจากภาคขนส่ง และมุ่งสู่เป้าหมาย <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Net Zero</span> ภายในปี 2050 ได้ตามเป้าหมาย</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">ทำไม ต้องเป็น &#8216;รถยนต์ไฟฟ้า&#8217; ?</div>
<ul>
<li dir="auto">การใช้รถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสะสม 2.3 หมื่นล้านตัน ภายในปี 2050</li>
<li dir="auto">ช่วยลดมลพิษจากท่อไอเสีย สาเหตุการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรทั่วโลก 3.85 แสนราย ในปี 2015</li>
<li dir="auto">การใช้รถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลก ลดการบริโภคน้ำมัน 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในปี 2024</li>
<li dir="auto">การเปลี่ยนผ่านสู่ EV ยังช่วยเพิ่มโอกาสลงทุนครั้งใหญ่ พร้อมทั้งช่วย​ลดผลกระทบจากราคาน้ำมันผันผวน</li>
</ul>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto">สถานการณ์ &#8216;ตลาด EV&#8217; ทั่วโลก</div>
<ul>
<li dir="auto">ทั่วโลกวางโรดแม็พเพื่อเปลี่ยนผ่านด้านการขนส่งทางถนน โดยตั้งเป้าสัดส่วน​การใช้รถยนต์คาร์บอนเป็นศูนย์ 61% ​จากยอดขายใหม่ ภายในปี 2030 และเพิ่มเป็น 93% ในปี 2035 พร้อมยุติการขายรถยนต์สันดาป​ได้​ภายในปี 2038</li>
<li dir="auto">ด้านยอดขาย​รถยนต์ไฟฟ้า ปี 2024 มีสัดส่วนมากกว่า 20% ของยอดขายรถยนต์ใหม่ทั่วโลก หรือราว 17 ล้านคัน ​โดยคาดว่ายอดขายของปี 2025 จะเพิ่มขึ้นเป็น 20 ล้านคัน</li>
<li dir="auto">มีการประเมินมูลค่า​​ตลาด EV ทั่วโลก จะถึง 8.8 ล้านล้าน USD ภายในปี 2030 และเพิ่มเป็น 56.7 ล้านล้าน USD ในปี 2050</li>
</ul>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto">ขณะที่ความเคลื่อนไหว และมูลค่าในตลาดสำคัญทั่วโลก มีดังต่อไปนี้</div>
<ul>
<li dir="auto">จีน : ผู้นำตลาด EV ยอดขายกว่า 11 ล้านคัน ในปี 2024 (เติบโต 40%) คิดเป็น 2 ใน 3 ยอดขายทั่วโลก</li>
<li dir="auto">สหรัฐอเมริกาและแคนาดา : ยอดขายรวมราว 1.8 ล้านคัน</li>
<li dir="auto">ยุโรป : ยอดขาย EV คิดเป็น 1 ใน 5 ของยอดขายรถยนต์ใหม่ ปี 2024</li>
<li dir="auto">นอร์เวย์ : รถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">BEV</span>) มีสัดส่วน 88% ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมด</li>
<li dir="auto">เอเชีย ละตินอเมริกา และแอฟริกา : ยอดขาย EV เพิ่มขึ้น 60% ในปี 2024 ทำให้สัดส่วน EV ทั้งภูมิภาคเพิ่มเป็น 4% จาก 2.5% ในปี 2023</li>
</ul>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto">เป้าหมาย <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ประเทศไทย</span> สู่ <strong>EV Hub</strong> อาเซียน</div>
<ul>
<li dir="auto">ปัจจุบันประเทศไทย ถือเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อันดับที่ 11 ของโลก และอันดับ 1 ในอาเซียน พร้อมทั้งได้ต้ังเป้าหมายเพื่อ​เปลี่ยนผ่านสู่การเป็น ‘EV Hub ของอาเซียน’ ในฐานะตลาด EV ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค ด้วยยอดจดทะเบียนใหม่ 1.53 แสนคัน ในปี 2019</li>
</ul>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto">สถานการณ์ตลาด EV ประเทศไทย ปี 2025</div>
<ul>
<li dir="auto">ยอดจดทะเบียน ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2025 มีจำนวนมากกว่า 6.6 หมื่นคัน เทียบกับ​ยอดรวมทั้งปี​ของปีก่อนหน้าอยู่ที่​ 6.7 หมื่นคัน</li>
<li dir="auto">ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV) เพิ่มขึ้น 61% และคาดว่าจะทะลุ 1 แสนคัน ภายในปี 2025</li>
<li dir="auto">ยอดขายรวมในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2025 อยู่ที่ 54,084 คัน และคาดว่าส่วนแบ่งการตลาดของรถยนต์ไฟฟ้า มีแนวโน้มจะเพิ่มเป็น 18-20%​</li>
</ul>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto">การสนับสนุนจากภาครัฐ</div>
<ul>
<li dir="auto">ขณะที่​การสนับสนุนจากภาครัฐ เพื่อส่งเสริมการใช้ EV เพิ่มมากขึ้น เพื่อขับเคลื่อนและเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้รถยนต์ไฟฟ้า มีดังต่อไปนี้</li>
</ul>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<p>การส่งเสริมผ่านผู้ใช้งาน</p>
<ul>
<li>ชุดมาตรการ​ EV3.0 และ EV3.5 ส่วนลดภาษีและเงินอุดหนุน 5หมื่น -1​ แสนบาท/คัน</li>
<li>มาตรการลดหย่อนภาษีสูงสุด 1.5 แสน​บาท</li>
<li>การปรับลดภาษีสรรพสามิตจาก 8% เหลือ 2%</li>
<li>ช่วยผลักดันให้ตลาดเติบโตมากกว่า 400%</li>
</ul>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto">การส่งเสริมผ่านผู้ผลิต</div>
<ul>
<li dir="auto"><span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">BOI</span> เสนอสิทธิประโยชน์ด้านภาษีที่ครอบคลุมสำหรับผู้ผลิต EV</li>
<li dir="auto">ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 8 ปี สำหรับการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV)</li>
<li dir="auto">แผนพัฒนาระยะยาว ตั้งเป้า 30% ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมดในปี 2030 เป็นรถยนต์ไฟฟ้า</li>
<li dir="auto">ครอบคลุมรถยนต์นั่ง/รถกระบะ 7.2 แสน​คัน รถจักรยานยนต์ 6.75 แสนคัน และรถบัส/รถบรรทุก 3.4 หมื่นคัน</li>
</ul>
</div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/02/thailand-aim-ev-hub-of-asean/">ไทย ปักหมุด &#8216;EV Hub&#8217; อาเซียน อีกหนึ่งกลไกสำคัญ ขับเคลื่อนเป้าหมาย Net Zero 2050</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>How to กำจัด &#8216;Food Waste&#8217; สไตล์ญี่ปุ่น</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/09/food-waste-management-in-japan/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 14 Sep 2025 15:55:38 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[ActionPlan]]></category>
		<category><![CDATA[BestPractice]]></category>
		<category><![CDATA[Emission]]></category>
		<category><![CDATA[Engagement]]></category>
		<category><![CDATA[Food Loss]]></category>
		<category><![CDATA[FoodWaste]]></category>
		<category><![CDATA[GHG]]></category>
		<category><![CDATA[Goals]]></category>
		<category><![CDATA[Household]]></category>
		<category><![CDATA[japan]]></category>
		<category><![CDATA[JapaneseStyle]]></category>
		<category><![CDATA[NetZero]]></category>
		<category><![CDATA[Reduce]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Toyama]]></category>
		<category><![CDATA[Zero Food Waste]]></category>
		<category><![CDATA[ZeroFoodWaste]]></category>
		<category><![CDATA[กรณีศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[ขยะอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[ญี่ปุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[นโยบาย]]></category>
		<category><![CDATA[ประเทศญี่ปุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ลดขยะ]]></category>
		<category><![CDATA[สูญเสียอาหาร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=36322</guid>

					<description><![CDATA[<p>ประเทศญี่ปุ่น เป็นหนึ่ง​ต้นแบบของประเทศที่มีศักยภาพในการจัดการ &#8216;ขยะอาหาร&#8217; หรือ​ Food Waste โดยสามารถบรรลุเป้าหมายลดขยะอาหารในภาพรวมของทั้งประเทศได้เร็วกว่าแผนที่วางไว้ถึง 8 ปี แม้ว่าภาพรวมจะสามารถบรรลุความสำเร็จได้ตามเป้าหมาย แต่ส่วนใหญ่เป็นการขับเคลื่อนจากภาคธุรกิจ เป็นหลัก ขณะที่​ ภาคครัวเรือน ยังไม่สามารถขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากนัก ทำให้ต้องออกมาตรการเพื่อเร่งการลดขยะ โดยเฉพาะ Food Waste ในภาคครัวเรือนได้มากขึ้นสำหรับภาพรวมปริมาณขยะอาหารทั่วโลก โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ UNEP ได้ประเมินปริมาณอาหารเหลือทั้งในปี 2022 มีปริมาณรวมกว่า 1.05 พันล้านตัน ซึ่งกว่า 60% เกิดจากครัวเรือน และ สร้าง​ก๊าซเรือนกระจก 8-10% ของปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกขณะที่​ปี 2022 ญี่ปุ่น สามารถลดปริมาณขยะอาหาร เหลือเพียง 4.72 ล้านตัน ซึ่งถือว่าสามารถขับเคลื่อน​ได้เร็วกว่าเป้าหมายถึง 8 ปี จากแผนที่ต้องการลด​ Food Waste ลงให้ได้ 50% ภายในปี 2030 จากฐานปี 2000 ที่มีปริมาณ Food Waste 9.8 ล้านตันปริมาณ​​ Food [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/09/food-waste-management-in-japan/">How to กำจัด &#8216;Food Waste&#8217; สไตล์ญี่ปุ่น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ประเทศญี่ปุ่น</strong> เป็นหนึ่ง​ต้นแบบของประเทศที่มีศักยภาพในการจัดการ &#8216;ขยะอาหาร&#8217; หรือ​ <strong>Food Waste</strong> โดยสามารถบรรลุเป้าหมายลดขยะอาหารในภาพรวมของทั้งประเทศได้เร็วกว่าแผนที่วางไว้ถึง 8 ปี</p>
<p><span id="more-36322"></span></p>
<p>แม้ว่าภาพรวมจะสามารถบรรลุความสำเร็จได้ตามเป้าหมาย แต่ส่วนใหญ่เป็นการขับเคลื่อนจาก<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ภาคธุรกิจ</span> เป็นหลัก ขณะที่​ <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ภาคครัวเรือน</span> ยังไม่สามารถขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากนัก ทำให้ต้องออกมาตรการเพื่อเร่งการ<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ลดขยะ</span> โดยเฉพาะ Food Waste ในภาคครัวเรือนได้มากขึ้น<br class="html-br" />สำหรับภาพรวมปริมาณขยะอาหารทั่วโลก โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">UNEP</span> ได้ประเมินปริมาณอาหารเหลือทั้งในปี 2022 มีปริมาณรวมกว่า 1.05 พันล้านตัน ซึ่งกว่า 60% เกิดจาก<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ครัวเรือน</span> และ สร้าง​<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ก๊าซเรือนกระจก</span> 8-10% ของปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก<br class="html-br" /><br class="html-br" />ขณะที่​ปี 2022 ญี่ปุ่น สามารถลดปริมาณขยะอาหาร เหลือเพียง 4.72 ล้านตัน ซึ่งถือว่าสามารถขับเคลื่อน​ได้เร็วกว่าเป้าหมายถึง 8 ปี จากแผนที่ต้องการลด​ Food Waste ลงให้ได้ 50% ภายในปี 2030 จากฐานปี 2000 ที่มีปริมาณ Food Waste 9.8 ล้านตัน<br class="html-br" /><br class="html-br" />ปริมาณ​​ Food Waste ที่ลดลงเหลือ ​4.72 ล้านตัน ในปี 2022 มาจากทั้งภาคธุรกิจและครัวเรือน ในอัตราเท่ากันที่ 50% หรือราว 2.36 ล้านตัน<br class="html-br" /><br class="html-br" />โดย​ภาคธุรกิจ (Business Food Waste ) ทำได้ค่อนข้างดี สามารถลด Food Waste ​มากกว่าเป้าหมายที่วางไว้ ​จึงได้​ทำการขยับเป้าหมายเพิ่มเป็น 60% ภายในปี 2030<br class="html-br" /><br class="html-br" />ขณะที่ ภาคครัวเรือน (Household Food Waste) ปริมาณขยะอาหาร​ 2.36 ล้านตัน ถือว่ายังสูงกว่าเป้าหมายที่ต้องลดลงให้เหลือ 2.16 ล้านตัน ซึ่งการล่าช้ากว่าแผนที่วางไว้ของภาคครัวเรือนนั้น ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจราว 40 ล้านล้านเยร หรือ 2.77 ​แสนล้านเหรียญสหรัฐ​ และสร้าง <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Carbonfootprint</span> 10.46 ล้านตันCO2e<br class="html-br" /><br class="html-br" />ทั้งนี้ แผนที่ญี่ปุ่นนำมาใช้ เพื่อเร่งสปีดกาารลด Food Waste ในภาคครัวเรือน อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น มีหลากหลายและรอบด้าน เช่น<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>การปรับเป้าหมายใหม่ เพื่อลด Food Waste ได้มากขึ้น</strong></p>
<p>โดยในปี 2025 นี้ ​ญี่ปุ่นทำการปรับเป้าหมายลดขยะอาหาร ในภาคธุรกิจเพิ่มขึ้นเป็น 60% ส่วนภาคครัวเรือน ยังอยู่ที่ 50% จากฐาน​ในปี 2000 เช่นเดิม<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>สร้างความร่วมมือด้าน <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Food Loss,</span> <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Food Waste</span> มากขึ้น</strong></p>
<p>ผ่านความร่วมมือทั้งภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา โดยเฉพาะเป้าหมายในกลุ่ม ‘ครัวเรือน’<br class="html-br" />ขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการ และนโยบาย​​ส่งเสริมการลดการสูญเสียอาหาร สร้างความตระหนักรู้ ปรับแนวคิด เพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมได้ทั้ง <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs"><a class="x1i10hfl xjbqb8w x1ejq31n x18oe1m7 x1sy0etr xstzfhl x972fbf x10w94by x1qhh985 x14e42zd x9f619 x1ypdohk xt0psk2 x3ct3a4 xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x16tdsg8 x1hl2dhg xggy1nq x1a2a7pz xkrqix3 x1sur9pj xzsf02u x1s688f" role="link" href="https://www.facebook.com/hashtag/stakeholders?__eep__=6&amp;__cft__[0]=AZVQHJsLmkdE3WvNHjH7cHKbZ2gA-DwFmJs6OJShznfaCdL9f5EnhLIWDiliNlehmcH7Q5J3IkbbKURGChKySVk-967jN_5hbU9-QKb25NtsCQSZ2UGveaee6Yq8Y2h7opYybnwl3jyxdX2LirpefDxUbmlBUzHVyN7KbXAP5O57i-yhA7a8fQbe0P8TeFwR533daHzF729a2zC1EGDYjDbr9HLoyMAesjkTX0tA6k6pwQ&amp;__tn__=*NK*F" target="_blank" rel="noopener">#Stakeholders</a></span> ​<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>กลยุทธ์ ‘Toyoma Food Loss Zero’</strong></p>
<p>โครงการต้นแบบของจังหวัด <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">โทยามะ</span> สร้างแคมเปญให้ผู้บริโภคและธุรกิจร่วมมือลดขยะอาหาร<br class="html-br" />พรัอมพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล รวบรวมข้อมูลที่เป็นประโยชน์ มุ่งช่วยลดขยะอาหารภายในครัวเรือน<br class="html-br" />พร้อมเพิ่มแนวทางดึงดูดคนรุ่นใหม่ แชร์วิดีโอส่งเสริมการให้ความรู้ รสมทั้งใช้มาสคอตให้เข้าถึงกลุ่มเด็กได้ง่ายขึ้น<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>เทคโนโลยี <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ตู้เย็นอัจฉริยะ</span></strong></p>
<p>ประเมินความสดวัตถุดิบ / ทำเครื่องหมายสินค้าที่ใกล้หมดอายุ<br class="html-br" />พัฒนา IoT เชื่อมต่อร้านค้าออนไลน์ เพื่อสั่งซื้ออย่างมีประสิทธิภาพ<br class="html-br" />เพิ่มบทบาทภาคเอกชน มีโครงการนำร่องช่วยลดปริมาณอาหารหมดอายุ ประเมินศักยภาพเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ หรือพัฒนาแอปช่วยคิดเมนูลดขยะอาหารในครัวเรือน<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>ศึกษา ‘พฤติกรรมประชากร’ แต่ละช่วงวัย</strong></p>
<p>การเข้าใจ <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">อินไซต์</span> และ <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">พฤติกรรม</span> ประชากรแต่ละช่วงวัย จะช่วยให้สามารถอออกแบบวิธีการ หรือวางรากฐาน พัฒนาแนวทางลดขยะอาหารในครัวเรือนในญี่ปุ่นได้ดียิ่งขึ้น โดยจากการศึกษา พบอินไซต์ของประชากรในวัยต่างๆ ที่น่าสนใจ เช่น</p>
<p>กลุ่ม​ <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">สูงวัย</span> (70 ปีขึ้นไป) จะสร้างขยะอาหารเฉลี่ย 46 กิโลกรัม/ คน มากกว่ากลุ่มอายุน้อย เกือบ 3 เท่า ที่สร้างเฉลี่ย 16.6 กิโลกรัม/คน</p>
<p>หรือกลุ่ม <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">คนรุ่นใหม่</span> มักรับประทานอาหารนอกบ้านบ่อยกว่า, คนสูงอายุมักซื้ออาหารเน่าเสียง่ายมากกว่า รวมทั้งสาเหตุการทิ้งอาหารที่แตกต่างกัน เป็นต้น</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/09/food-waste-management-in-japan/">How to กำจัด &#8216;Food Waste&#8217; สไตล์ญี่ปุ่น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Trump or Threats &#8216;ทรัมป์&#8217; ภัยคุกคามความยั่งยืน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/09/trump-or-threats/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 13 Sep 2025 04:43:19 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[#ClimateChange]]></category>
		<category><![CDATA[DE&I]]></category>
		<category><![CDATA[DonaldTrumpt]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[Geopolitics]]></category>
		<category><![CDATA[Risk]]></category>
		<category><![CDATA[SDGs]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Threats]]></category>
		<category><![CDATA[Trump]]></category>
		<category><![CDATA[ความเสี่ยง]]></category>
		<category><![CDATA[ทรัมป์]]></category>
		<category><![CDATA[นโยบาย]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=36252</guid>

					<description><![CDATA[<p>การดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 47 ของ โดนัลด์ทรัมป์ พร้อมนโยบาย ‘Make America Great Once Again’ กับการประกาศขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนชาวอเมริกาเป็นสำคัญ AmericaFirstผ่าน​หลายนโยบายที่ขับเคลื่อน ส่งผลให้ทั้งโลกจับตามอง ประเมินสถานการณ์ พร้อมผลกระทบที่จะเกิดภายในประเทศตัวเอง​ โดยเฉพาะแผนงาน ความยั่งยืน ที่เป็นหนึ่งในวาระหลักของหลายประเทศ แต่ทว่าอาจสวนทางกับสิ่งที่ทรัมป์ต้องการผลักดันและขับเคลื่อน ไม่ว่าจะเป็นด้าน สิ่งแวดล้อม (Environment)• แผนการยกเลิกกฎข้อบังคับด้านสิ่งแวดล้อม• เดินหน้าถอนตัวจากข้อตกลงปารีส ( Paris Agreement )• การถอนตัวจาก WHO• ระงับการสนับสนุนกองทุน Green Climate Fund• สนับสนุนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในประเทศ• ผ่อนปรนข้อจำกัดโรงไฟฟ้า• สนับสนุนการพัฒนาน้ำมันและก๊าซในประเทศด้านสังคม และการกำกับดูแล (Social Governance)• เศรษฐกิจเติบโต สำคัญกว่าคุ้มครองสิทธิแรงงาน• ต่อต้านกฎหมายความเท่าเทียมทางเพศ• ยกระดับการบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมือง• เลิกสนับสนุนกลุ่มผู้ลี้ภัย• ฟื้นฟูรูปแบบการจ้างงานที่พิจารณาจากผลงานเป็นสำคัญ• ยุติโครงการ DEI หรือโครงการที่ส่งเสริมด้านความหลากหลายและความเสมอภาคของการอยู่ร่วมกันในสังคมพร้อมการประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการขับเคลื่อนนโยบาย Trump 2.0 ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตสภาพภูมิอากาศท้าทายมากขึ้น เนื่องจาก สหรัฐฯ เป็นหนึ่งในประเทศที่มีการปล่อย Carbon Emission ในระดับสูง, [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/09/trump-or-threats/">Trump or Threats &#8216;ทรัมป์&#8217; ภัยคุกคามความยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>การดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 47 ของ <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">โดนัลด์ทรัมป์</span> พร้อมนโยบาย ‘Make America Great Once Again’ กับการประกาศขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนชาวอเมริกาเป็นสำคัญ <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">AmericaFirst</span><br class="html-br" /><br class="html-br" />ผ่าน​หลายนโยบายที่ขับเคลื่อน ส่งผลให้ทั้งโลกจับตามอง ประเมินสถานการณ์ พร้อมผลกระทบที่จะเกิดภายในประเทศตัวเอง​ โดยเฉพาะแผนงาน <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ความยั่งยืน</span> ที่เป็นหนึ่งในวาระหลักของหลายประเทศ แต่ทว่าอาจสวนทางกับสิ่งที่ทรัมป์ต้องการผลักดันและขับเคลื่อน ไม่ว่าจะเป็น<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>ด้าน <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">สิ่งแวดล้อม</span> (<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Environment)</span></strong><br class="html-br" />• แผนการยกเลิกกฎข้อบังคับด้านสิ่งแวดล้อม<br class="html-br" />• เดินหน้าถอนตัวจากข้อตกลงปารีส ( <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Paris Agreement</span> )<br class="html-br" />• การถอนตัวจาก WHO<br class="html-br" />• ระงับการสนับสนุนกองทุน Green Climate Fund<br class="html-br" />• สนับสนุนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในประเทศ<br class="html-br" />• ผ่อนปรนข้อจำกัดโรงไฟฟ้า<br class="html-br" />• สนับสนุนการพัฒนาน้ำมันและก๊าซในประเทศ<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>ด้าน<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">สังคม</span> และการกำกับดูแล (<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Social</span> <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Governance)</span></strong><br class="html-br" />• เศรษฐกิจเติบโต สำคัญกว่าคุ้มครองสิทธิแรงงาน<br class="html-br" />• ต่อต้านกฎหมายความเท่าเทียมทางเพศ<br class="html-br" />• ยกระดับการบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมือง<br class="html-br" />• เลิกสนับสนุนกลุ่มผู้ลี้ภัย<br class="html-br" />• ฟื้นฟูรูปแบบการจ้างงานที่พิจารณาจากผลงานเป็นสำคัญ<br class="html-br" />• ยุติโครงการ <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">DEI</span> หรือโครงการที่ส่งเสริมด้านความหลากหลายและความเสมอภาคของการอยู่ร่วมกันในสังคม<br class="html-br" /><br class="html-br" />พร้อมการประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการขับเคลื่อนนโยบาย Trump 2.0 ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตสภาพภูมิอากาศท้าทายมากขึ้น เนื่องจาก สหรัฐฯ เป็นหนึ่งในประเทศที่มีการปล่อย Carbon Emission ในระดับสูง, การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดชะลอตัว โดยเฉพาะ​กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่ต้องอาศัยการสนับสนุนจาก Green Climate Fund ในการปรับตัวและรับมือผลกระทบปัญหาสภาพอากาศ<br class="html-br" /><br class="html-br" />รวมทั้งความโปร่งใสในการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของธุรกิจ จากการปกปิดข้อมูลในการรายงานการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคธุรกิจ ​รวมทั้ง​​ความเสี่ยงในการบริหารแรงงาน จากการโฟกัสที่การเติบโตทางเศรษฐกิจมากกว่าการคุ้มครองสิทธิและสวัสดิภาพของแรงงาน รวมทั้งการไม่ให้ความสำคัญในเรื่องของความหลากหลายและเท่าเทียม ทำให้อาจเพิ่มข้อพิพาทด้านความเป็นธรรมเพิ่มมากขึ้นได้<br class="html-br" /><br class="html-br" />ขณะที่ SCB EIC ยัง​วิเคราะห์ผลกระทบด้าน<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">เศรษฐกิจ</span> ทั้งระดับโลกและไทย ​โดยมองว่า​​​นโยบาย <strong>ทรัมป์</strong> 2.0 จะสร้างแรงกระเพื่อมต่อเศรษฐกิจโลก 5 ด้าน คือ<br class="html-br" /><br class="html-br" />1. นโยบายขึ้นภาษีนำเข้า : คาด​ผลกระทบครอบคลุม 25% ของมูลค่าการค้าโลก หรือกว่า 6% ของมูลค่าเศรษฐกิจโลก<br class="html-br" /><br class="html-br" />2. ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าโลก : จากนโยบายขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และการตอบโต้ของประเทศต่างๆ ​คาดการลงทุนในสหรัฐฯ และยุโรปจะลดลงราว 4% เทียบกับกรณีไม่มีนโยบายนี้ ขณะที่จีนและประเทศอื่น​ จะได้รับผลกระทบราวครึ่งหนึ่งของสหรัฐฯ<br class="html-br" /><br class="html-br" />3. นโยบายลดภาษี : สหรัฐฯ ต่ออายุมาตรการลดหย่อนภาษีนิติบุคคล หรือ Tax Cuts and Jobs Act (TCJA) ไปอีก 10 ปีจนถึงปี 2034 หลังมาตรการเดิมจะหมดอายุในช่วงกลางปี 2025 ซึ่งจะทำให้ภาษีเงินได้จากธุรกิจสหรัฐฯ ลดลงรวม 4% ของ GDP ในช่วงเวลาดังกล่าว<br class="html-br" /><br class="html-br" />4. นโยบายกีดกันผู้อพยพ : คาดว่าจะกระทบ​แรงงานสหรัฐฯ และยูโรโซนลดลง 1% และ 0.75% ภายในปี 2030 ตามลำดับ<br class="html-br" /><br class="html-br" />5. ภาวะการเงินโลกตึงตัวขึ้น : ภาวะการเงินโลกมีแนวโน้มตึงตัวขึ้น จากผลกระทบทางลบและความไม่แน่นอนต่อเศรษฐกิจและการค้าโลก<br class="html-br" /><br class="html-br" />ขณะที่ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ด้​านการส่งออกสินค้า โดยเฉพาะตลาดส่งออกไปสหรัฐซึ่งเป็น​ตลาดส่งออกสำคัญของไทยจะขยายตัวลดลง และการลงทุนที่อาจซบเซาลง นักลงทุนต่างชาติมีแนวโน้มชะลอการลงทุนเพื่อรอความชัดเจน ทำให้การย้ายฐานการผลิตเข้ามาในไทยจึงอาจยังไม่เกิดขึ้นในระยะสั้นหรือเป็นไปได้ช้า รวมถึงความเสี่ยงกดดันการลงทุนจะมีมากขึ้นในระยะต่อไป</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/09/trump-or-threats/">Trump or Threats &#8216;ทรัมป์&#8217; ภัยคุกคามความยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>TEI มอง &#8216;โลกร้อนซ้ำเติมคนจนเมือง&#8217; ถึงเวลาทบทวนนโยบาย​ ​แนะ 5 แนวทางช่วยลดผลกระทบ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/07/climate-change-affect-to-urban-poor/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 18 Jul 2025 03:54:48 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[TEI]]></category>
		<category><![CDATA[Urban Poor]]></category>
		<category><![CDATA[Urbanization]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[คนจนในเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[คุณภาพชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.เบญจมาส โชติทอง]]></category>
		<category><![CDATA[นโยบาย]]></category>
		<category><![CDATA[ประชากร]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญหาคนเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย]]></category>
		<category><![CDATA[สภาพอากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[โครงสร้างพื้นฐาน]]></category>
		<category><![CDATA[โลกร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[โลกร้อนคนรวน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=34787</guid>

					<description><![CDATA[<p>ดร.เบญจมาส โชติทอง ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาโครงการและแผนงาน สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) กล่าวถึงผลกระทบของปัญหาสภาพภูมิอากาศ ต่อ &#8216;คนจนเมือง&#8216; ​ ในวงเสวนา &#8216;โลกร้อนคนรวน&#8217; โดยทีมนักข่าวพลเมือง Thai PBS และ HomeNet Thailand &#8211; มูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ ภาวะโลกร้อนกำลังส่งผลกระทบต่อเมืองอย่างชัดเจน ทั้งในรูปแบบ ​&#8217;การเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป&#8216; (slow onset events) เช่น อุณหภูมิเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น และความแห้งแล้งยาวนาน และ &#8216;เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว&#8217; (extreme events) เช่น พายุฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน หรือคลื่นความร้อน อย่างกรณีที่กรุงเทพฯ เคยเผชิญกับอุณหภูมิสูงกว่า 40 องศาเซลเซียสติดต่อกันหลายวัน เมืองซึ่งเต็มไปด้วยคอนกรีต ตึกสูง และขาดพื้นที่สีเขียว ได้กลายเป็นจุดสะสมความร้อนและเผชิญความเสี่ยงมากขึ้นเรื่อย ๆ อีกทั้งสภาพแวดล้อมทางกายภาพของเมืองได้เร่งให้เกิดวิกฤตภูมิอากาศกระทบต่อชีวิตประจำวันของคนในเมืองมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่หนาแน่นในเมืองใหญ่ ซึ่งมีคนจนเมืองเป็นกลุ่มที่เปราะบางที่สุดในวิกฤตนี้ พวกเขามักอาศัยในพื้นที่เสี่ยงภัย เช่น ชุมชนแออัดที่ไม่มีร่มเงา ไม่มีการระบายน้ำที่ดี และใกล้แหล่งมลพิษ ทั้งยังขาดการเข้าถึงบริการพื้นฐาน เช่น [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/07/climate-change-affect-to-urban-poor/">TEI มอง &#8216;โลกร้อนซ้ำเติมคนจนเมือง&#8217; ถึงเวลาทบทวนนโยบาย​ ​แนะ 5 แนวทางช่วยลดผลกระทบ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ดร.เบญจมาส โชติทอง</strong> ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาโครงการและแผนงาน สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) กล่าวถึงผลกระทบของปัญหาสภาพภูมิอากาศ ต่อ &#8216;<strong>คนจนเมือง</strong>&#8216; ​ ในวงเสวนา &#8216;<strong>โลกร้อนคนรวน&#8217;</strong> โดยทีมนักข่าวพลเมือง Thai PBS และ HomeNet Thailand &#8211; มูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ</p>
<p><span id="more-34787"></span></p>
<p>ภาวะโลกร้อนกำลังส่งผลกระทบต่อเมืองอย่างชัดเจน ทั้งในรูปแบบ ​&#8217;<strong>การเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป</strong>&#8216; (slow onset events) เช่น อุณหภูมิเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น และความแห้งแล้งยาวนาน และ <strong>&#8216;เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว&#8217;</strong> (extreme events) เช่น พายุฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน หรือคลื่นความร้อน</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-34788 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/07/ดร.เบญจมาศ.jpg" alt="" width="533" height="800" /></p>
<p>อย่างกรณีที่กรุงเทพฯ เคยเผชิญกับอุณหภูมิสูงกว่า 40 องศาเซลเซียสติดต่อกันหลายวัน เมืองซึ่งเต็มไปด้วยคอนกรีต ตึกสูง และขาดพื้นที่สีเขียว ได้กลายเป็นจุดสะสมความร้อนและเผชิญความเสี่ยงมากขึ้นเรื่อย ๆ</p>
<p>อีกทั้งสภาพแวดล้อมทางกายภาพของเมืองได้เร่งให้เกิดวิกฤตภูมิอากาศกระทบต่อชีวิตประจำวันของคนในเมืองมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่หนาแน่นในเมืองใหญ่ ซึ่งมีคนจนเมืองเป็นกลุ่มที่เปราะบางที่สุดในวิกฤตนี้ พวกเขามักอาศัยในพื้นที่เสี่ยงภัย เช่น ชุมชนแออัดที่ไม่มีร่มเงา ไม่มีการระบายน้ำที่ดี และใกล้แหล่งมลพิษ</p>
<p>ทั้งยังขาดการเข้าถึงบริการพื้นฐาน เช่น เครื่องปรับอากาศ น้ำสะอาด และสาธารณสุขที่เพียงพอ ปัญหาหลักไม่ได้อยู่แค่ที่สภาพความเป็นอยู่ แต่คือการไม่ถูกรวมอยู่ในกระบวนการนโยบายที่เน้นเชิงโครงสร้าง ขณะที่ละเลยมิติความเปราะบางรายกลุ่มและรายพื้นที่</p>
<p>นโยบายหลายฉบับที่มุ่งหวังจะรับมือโลกร้อน กลับกลายเป็นการ &#8216;ปรับตัวที่ผิดพลาด&#8217; (maladaptation) เช่น การสร้างพนังกั้นน้ำปกป้องเขตเศรษฐกิจ กลับทำให้น้ำไหลท่วมชุมชนริมคลอง เช่นเดียวกับการเพิ่มพื้นคอนกรีตจนลดพื้นที่ซับน้ำ ยกถนนแต่ไม่ปรับปรุงระบบระบายน้ำ ซึ่งส่งผลให้น้ำท่วมขัง หรือการสร้างตึกสูงที่ขวางทางลม ทำให้อากาศร้อนและหมุนเวียนไม่ได้ การส่งเสริมการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงานหรือฉนวนกันร้อน โดยไม่มีมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ซึ่งจะยิ่งเพิ่มความเหลื่อมล้ำและซ้ำเติมความเปราะบางของกลุ่มเป้าหมายเดิม</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-34790 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/07/TEI-Urban-Poor2.jpg" alt="" width="1200" height="686" /></p>
<p><strong>นโยบายด้านภูมิอากาศเพื่อความเป็นธรรมสำหรับเมือง</strong></p>
<p>บางเมืองเริ่มใช้ &#8216;ข้อมูลความเสี่ยงภัย&#8217; และ &#8216;นโยบายสาธารณะ&#8217; เป็นเครื่องมือ ในการออกแบบเมืองอย่างยืดหยุ่น ให้ความสำคัญกับคนจนเมือง บูรณาการด้านสังคมกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งสามารถเป็นแนวทางให้กับหลายเมืองได้ลงมือทบทวนนโยบายด้านภูมิอากาศ ในการดูแลคนทุกกลุ่มอย่างครอบคลุม โดยมีรูปแบบดำเนินงาน อาทิ</p>
<p><strong> 1. รักษาพื้นที่สีเขียวและพื้นที่ซับน้ำ </strong>ปกป้องพื้นที่สีเขียวและต้นไม้ใหญ่ที่มีอยู่ พร้อมทั้งฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำและระบบซับน้ำ เช่น คลอง แก้มลิง หรือสวนซับน้ำ ออกมาตรการกำหนดสัดส่วนพื้นที่น้ำซึมผ่านสำหรับสิ่งปลูกสร้าง เพื่อบรรเทาน้ำท่วมขังในฤดูฝนและเก็บกักน้ำในฤดูแล้ง เพื่อช่วยลดอุณหภูมิในเมือง โดยเฉพาะชุมชนแออัด ซึ่งมักขาดพื้นที่เปิดโล่งและได้รับผลกระทบจากความร้อน และลดความเสี่ยงภัยน้ำท่วม</p>
<p><strong>2. พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้เอื้อต่อการเดิน </strong>ควรออกแบบโครงสร้างพื้นฐานที่ปลอดภัยสำหรับการเดินเท้า เช่น ทางเท้าที่มีร่มเงา จุดพักรอที่หลบแดด โดยเฉพาะในพื้นที่ที่แรงงานนอกระบบหรือผู้สูงอายุต้องเดินทางด้วยตนเองในสภาพอากาศร้อนจัด การส่งเสริมการเดินแทนการใช้รถยนต์ในการสัญจรระยะทางสั้น ยังช่วยลดมลพิษทางอากาศและฝุ่น PM5 ซึ่งกระทบต่อสุขภาพของคนจนเมืองอย่างมาก</p>
<p><strong>3. เพิ่มการเข้าถึงอุปกรณ์และแบบบ้านราคาต่ำสู้ภัยโลกร้อน </strong>ควรสนับสนุนการเข้าถึงวัสดุและอุปกรณ์ที่ช่วยปรับปรุงที่อยู่อาศัยให้รองรับกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง เช่น ฉนวนกันความร้อน หลังคาสะท้อนแสง ช่องลมระบายอากาศ หรือการยกพื้นบ้านเพื่อช่วยระบายน้ำและป้องกันน้ำท่วม นอกจากนี้ควรพัฒนา “แบบบ้านราคาต่ำ สู้ภัยโลกร้อน” เพื่อให้ผู้มีรายได้น้อยสามารถปรับปรุงคุณภาพชีวิตได้จริง</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-34789 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/07/TEI-Urban-Poor4.jpg" alt="" width="1200" height="686" /></p>
<p><strong>4. คุ้มครองผู้ประกอบการและแรงงานกลางแจ้ง </strong>เช่น พ่อค้าแม่ค้า คนเก็บของเก่า คนขับรถจักรยานยนต์รับจ้าง และคนงานก่อสร้าง ล้วนเผชิญความเสี่ยงโดยตรงจากคลื่นความร้อนในเมือง ควรมีมาตรการป้องกันเฉพาะ เช่น การจัดพื้นที่พักที่มีร่มเงา จุดแจกน้ำดื่มในที่สาธารณะ การปรับเวลาและระยะเวลาการทำงานในช่วงที่อุณหภูมิสูง การเข้าถึงบริการสาธารณสุขอย่างรวดเร็ว และประกันภัยคลื่นความร้อน ทั้งนี้ เพื่อป้องกันและลดโรคที่เกี่ยวข้องกับความร้อน เช่น โรคลมแดด ความดันสูง และภาวะขาดน้ำ</p>
<p><strong>5. ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการออกแบบเมือง </strong>ต้องเปิดพื้นที่ให้คนในชุมชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง มีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางและออกแบบนโยบายต่าง ๆ ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม การวางผังเมือง และการรับมือภัยพิบัติ การฟังเสียงจากผู้มีประสบการณ์ตรงจะช่วยให้โครงการต่าง ๆ มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับบริบทจริง และลดความเสี่ยงจากการปรับตัวที่ผิดพลาดในระยะยาว</p>
<p>การรับมือกับภาวะโลกร้อนไม่ใช่เพียงการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานหรือมาตรการเชิงเทคนิคเท่านั้น หากแต่ต้องเริ่มจากการเห็นและเข้าใจ &#8216;ความเปราะบาง&#8217; ของคนในเมือง โดยเฉพาะกลุ่มที่มักถูกมองข้ามในนโยบายหลัก<strong><em> </em></strong><strong><em>การออกแบบเมืองที่เป็นธรรมจึงต้องสร้างบนฐานของความร่วมมือ การมีส่วนร่วม และความเกื้อกูล ไม่ใช่แค่เพื่อคนจนเมือง แต่เพื่อความอยู่รอดของทุกคนในสังคมเมืองที่ต้องเผชิญกับวิกฤตโลกร้อนร่วมกัน</em></strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/07/climate-change-affect-to-urban-poor/">TEI มอง &#8216;โลกร้อนซ้ำเติมคนจนเมือง&#8217; ถึงเวลาทบทวนนโยบาย​ ​แนะ 5 แนวทางช่วยลดผลกระทบ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Trump&#8217;s Effect เมื่อ &#8216;พี่ใหญ่&#8217; แตกแถว การขับเคลื่อน &#8216;Sustainability&#8217; จากนี้ต้องรับมืออย่างไร ?</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/01/trumps-effect-how-to-drive-sustainability/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 23 Jan 2025 06:41:33 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[DE&I]]></category>
		<category><![CDATA[diversification]]></category>
		<category><![CDATA[Diversity]]></category>
		<category><![CDATA[Donald Trump]]></category>
		<category><![CDATA[Equality]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[Geopolitics]]></category>
		<category><![CDATA[Geopolitics and Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Heart Share]]></category>
		<category><![CDATA[Inclusion ​]]></category>
		<category><![CDATA[Make America Great Once Again]]></category>
		<category><![CDATA[President Trump]]></category>
		<category><![CDATA[SDG]]></category>
		<category><![CDATA[Strategy]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Trump]]></category>
		<category><![CDATA[Trump2025]]></category>
		<category><![CDATA[USA]]></category>
		<category><![CDATA[กลยุทธ์]]></category>
		<category><![CDATA[การเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[นโยบาย]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้นำ]]></category>
		<category><![CDATA[ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร]]></category>
		<category><![CDATA[สหรัฐอเมริกา]]></category>
		<category><![CDATA[โดนัลด์ ทรัมป์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=31447</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความเป็นประเทศมหาอำนาจของสหรัฐอเมริกา เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงผู้นำหรือนโยบายใดๆ ผลที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่​เรื่องที่เกิดขึ้นภายในประเทศของตัวเองเท่านั้น ​ แต่สามารถชี้นำและเปลี่ยนทิศทางการขับเคลื่อนของประเทศอื่นๆ ทั่วโลกได้ ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจกับประเทศคู่ค้าทั่วโลก รวมไปถึงผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของพลเมือง และผู้คนทั่วโลก ขณะที่การกลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 47 ของสหรัฐอเมริกาอีกครั้ง ​ของ โดนัลด์ ทรัมป์ พร้อมนโยบาย America First ที่ประกาศขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศ และประชาชนชาวอเมริกาเป็นสำคัญ ตามสโลแกนที่ใช้ตลอดการหาเสียงที่ผ่านมาว่า &#8216;Make America Great Once Again&#8217; พร้อมการ Action ทันทีหลังการเข้ารับตำแหน่งผ่านการลงนามต่างๆ ที่โลกต้องจับตามอง ไม่ว่าจะเป็นการถอนตัวจากความตกลงปารีส (Paris Agreement) พร้อมหันมาสนับสนุนการใช้พลังงานฟอสซิล, การถอนตัวจากประเทศสมาชิกองค์การอนามัยโลก WHO, การเลิกสนับสนุนกลุ่มผู้ลี้ภัยภายในประเทศ, การรับรองเพศสภาพเพียงชายและหญิงเท่านั้น รวมทั้งการเลิกสนับสนุนนโยบายด้านความหลากหลาย เท่าเทียมต่างๆ ผ่านการยกเลิกตำแหน่งเจ้าหน้าที่รัฐที่ดูแลขับเคลื่อนงานด้าน DE&#38;I เป็นต้น สิ่งที่เกิดขึ้นสร้างความกังวลใจในหลายมิติ โดยเฉพาะเมื่อการขับเคลื่อน &#8216;ความยั่งยืน&#8217; ตามกรอบ ESG เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย UN SDGs ทั้ง 17 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/01/trumps-effect-how-to-drive-sustainability/">Trump&#8217;s Effect เมื่อ &#8216;พี่ใหญ่&#8217; แตกแถว การขับเคลื่อน &#8216;Sustainability&#8217; จากนี้ต้องรับมืออย่างไร ?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความเป็นประเทศมหาอำนาจของสหรัฐอเมริกา เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงผู้นำหรือนโยบายใดๆ ผลที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่​เรื่องที่เกิดขึ้นภายในประเทศของตัวเองเท่านั้น ​ แต่สามารถชี้นำและเปลี่ยนทิศทางการขับเคลื่อนของประเทศอื่นๆ ทั่วโลกได้ ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจกับประเทศคู่ค้าทั่วโลก รวมไปถึงผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของพลเมือง และผู้คนทั่วโลก</p>
<p><span id="more-31447"></span></p>
<p>ขณะที่การกลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 47 ของสหรัฐอเมริกาอีกครั้ง ​ของ <strong>โดนัลด์ ทรัมป์</strong> พร้อมนโยบาย America First ที่ประกาศขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศ และประชาชนชาวอเมริกาเป็นสำคัญ ตามสโลแกนที่ใช้ตลอดการหาเสียงที่ผ่านมาว่า &#8216;<strong>Make America Great Once Again&#8217;</strong></p>
<p>พร้อมการ Action ทันทีหลังการเข้ารับตำแหน่งผ่านการลงนามต่างๆ ที่โลกต้องจับตามอง ไม่ว่าจะเป็นการถอนตัวจากความตกลงปารีส (Paris Agreement) พร้อมหันมาสนับสนุนการใช้พลังงานฟอสซิล, การถอนตัวจากประเทศสมาชิกองค์การอนามัยโลก WHO, การเลิกสนับสนุนกลุ่มผู้ลี้ภัยภายในประเทศ, การรับรองเพศสภาพเพียงชายและหญิงเท่านั้น รวมทั้งการเลิกสนับสนุนนโยบายด้านความหลากหลาย เท่าเทียมต่างๆ ผ่านการยกเลิกตำแหน่งเจ้าหน้าที่รัฐที่ดูแลขับเคลื่อนงานด้าน DE&amp;I เป็นต้น</p>
<p>สิ่งที่เกิดขึ้นสร้างความกังวลใจในหลายมิติ โดยเฉพาะเมื่อการขับเคลื่อน &#8216;ความยั่งยืน&#8217; ตามกรอบ ESG เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย UN SDGs ทั้ง 17 ข้อ ซึ่งถือเป็นหนึ่งใน Agenda ของโลก สวนทางกับสิ่งที่ทรัมป์ต้องการผลักดันและขับเคลื่อน จึงเป็นที่น่าจับตาถึงทิศทางและผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อจากนี้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-31448 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/01/1H8A8669-1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัช </strong>อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงประเด็นที่เกิดขึ้น โดยเปรียบเทียบกับการขับเคลื่อนกลยุทธ์การตลาดเมื่อเกิดปัจจัยในสิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้  โดยมองว่านโยบายที่ทรัมป์ประกาศขับเคลื่อน ไม่ต่างจากการทำธุรกิจที่เน้นกำไร โดยไม่ได้มองที่การช่วยเหลือผู้คนหรือสังคม หรือเป็นองค์กรที่อาจจะมองแค่ยอดขาย หรือ Market Share โดยไม่​มองเรื่องของความยั่งยืนที่ต้องสร้าง Heart Share หรือต้องทำให้ลูกค้ารักด้วย หากเปรียบเป็นธุรกิจ การขับเคลื่อนนโยบายของทรัมป์ เป็นการมองแบบ Business Oriented มากกว่าเป็น Consumer Oriented หรือไม่มองระยะยาวเพื่อสร้าง Sustainability ที่ต้องคำนึงถึงผลกระทบในภาพรวมควบคู่ไปด้วยเสมอ</p>
<p>อย่างไรก็ตาม​ สิ่งที่เกิดขึ้นเปรียบเสมือน Threats หรืออุปสรรค ซึ่งหมายถึงปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ ถือเป็น External Barrier จึงไม่มีประโยชน์ที่จะมานั่งกังวล หรือคิดแง่ลบต่างๆ แต่สิ่งที่ต้องรีบทำคือ การปรับตัวให้สอดคล้องภายใต้เงื่อนไขที่มีอยู่ และหันกลับมามองตัวเอง มองที่ปัจจัยภายในที่สามารถแก้ไขได้ เพื่อวางยุทธศาสตร์ในการเดินและขับเคลื่อนไปข้างหน้าเป็นสำคัญ</p>
<p>ดังนั้น ภาคธุรกิจต่างๆ ที่เกี่ยวข้องต้องหันกลับมามองว่า ธุรกิจในส่วนใดของตัวเองบ้างที่ได้รับผลกระทบ หรือจะมีโซลูชั่นในการรับมือ หรือปรับตัวได้อย่างไร เช่น การ​หาตลาดใหม่เพิ่มเติม เพื่อสร้างรายได้จากส่วนอื่นๆ มาทดแทน โดยเฉพาะการกลับมาดูตลาดอื่นๆ ที่เหลืออยู่เพื่อหาวิธีการหรือโซลูชันในการเจาะตลาดได้ลงลึก หรือชัดเจนมากขึ้นกว่าเดิม รวมทั้งการ Create Demand เพื่อสามารถสร้างการเติบโตจากภายในได้มากขึ้น ​ซึ่งในอีกด้านหนึ่งอาจจะช่วยสร้างโอกาสใหม่ มุมมองใหม่ ไปจนถึงตลาดหรือพันธมิตรใหม่ๆ ที่ไม่เคยร่วมมือหรือจับมือกันมาก่อน กลายเป็น ‘จุดเริ่มต้น’ ในการทำธุรกิจรูปแบบใหม่ที่ก่อนหน้านี้อาจไม่เคยมีโอกาสได้ทำมาก่อน</p>
<p><em>“สถานการณ์ที่เกิดขึ้น​ถือเป็นอีกหนึ่งบทเรียนของโลกว่า ไม่ควรยึดติด หรือ Priority ที่ใคร หรือตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป ต้องไม่ลืมกระจายความเสี่ยง ตามกลยุทธ์ <strong>Diversification</strong> เพราะการทำธุรกิจมีหลายปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ ป่วยการที่เราจะทำธุรกิจอยู่บนพื้นฐานของความกลัว แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของความหวัง ​กลัวได้ แต่ต้องนำความกลัวมาพัฒนาตัวเอง พร้อมหันกลับมามองดูตัวเองว่ายังมีอะไรที่ต้องแก้ไข ปรับปรุง เพื่อสร้างความหวัง  ผ่านการหาวิธีการ หาโซลูชันภายใต้เงื่อนไขใหม่ที่เกิดขึ้น โดยไม่ไปยึดติดกับเงื่อนไขเดิมๆ ​เพื่อหาวิธีมาเอาชนะกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นให้ได้ในที่สุด​ เพื่อสามารถสร้างให้เกิดความมั่นคงได้ในระยะยาว&#8221; </em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-31449 " src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/01/Trumpt.jpg" alt="" width="636" height="636" /></p>
<p>เช่นเดียวกับการขับเคลื่อนประเด็น<strong> Sustainability</strong> เชื่อว่าโลกยังคงโฟกัสและให้ความสำคัญเหมือนเดิม แม้ว่า​ &#8216;พี่เบิ้ม&#8217; อย่างอเมริกาจะถอนตัวไป ซึ่ง​ปฏิเสธไม่ได้ว่า ย่อมส่งผลกระทบและสร้างแรงกระเพื่อมอย่างแน่นอน แต่การจะก้าวไปข้างหน้า กลุ่มประเทศที่เหลือต้องจับมือกันให้แน่นมากกว่าเดิม พร้อมการสร้างแนวร่วมเพื่อทำให้การขับเคลื่อนต่อจากนี้มีกำลังเพิ่มขึ้น และต้องทำให้เพิ่มขึ้นกว่าเดิมแบบคูณสอง ไม่สามารถทำได้แบบเดิมๆ หรือเท่าเดิมได้อีกต่อไป พร้อมทั้งการกระจายถนนแห่ง​ความยั่งยืนให้ครอบคลุมไปยังถนนสายใหม่ๆ เพื่อกระจายออกไปทั่วโลกได้มากขึ้น และอาจเป็นโอกาสให้ประเทศที่เหลืออยู่จับมือกันแน่นมากขึ้นกว่าเดิม</p>
<p>ขณะเดียวกัน ปัจจัยภายในประเทศของอเมริกาเอง ที่ได้ชื่อว่าเป็นประเทศแห่งเสรี เมื่อนโยบายของผู้นำมีความย้อนแย้งกับหลักการ ก็จำเป็นต้องจับตาดูต่อไปว่า นโยบายของผู้นำ และความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่ในประเทศ สุดท้ายแล้ว​สิ่งที่น่าสนใจและต้องจับตาดูว่า น้ำหนักจากฝ่ายไหนจะชนะ หรือได้รับการตอบรับที่มากกว่า โดย​​เฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญต่อประเด็นความหลากหลาย ความเท่าเทียม และความใส่ใจต่อโลกและผู้คน ซึ่งอาจจะเข้ามาเป็นแรงผลักดันเพื่อรักษาไว้ซึ่งสิทธิ เสรีภาพ และความหลากหลายต่างๆ ไว้ได้</p>
<p>และอีกหนึ่ง​ประเด็นสำคัญ คือ การมาของทรัมป์นั้น ​เป็นแค่ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งสุดท้ายก็จะเป็นวาระใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นตามมาในอนาคต ขณะที่ Agenda ในการขับเคลื่อนเรื่องความยั่งยืน การดูแลโลกใบนี้ เป็นสิ่งที่ต้องขับเคลื่อนต่อไปในอนาคตอย่างแน่นอน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/01/trumps-effect-how-to-drive-sustainability/">Trump&#8217;s Effect เมื่อ &#8216;พี่ใหญ่&#8217; แตกแถว การขับเคลื่อน &#8216;Sustainability&#8217; จากนี้ต้องรับมืออย่างไร ?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดในเอเชียแปซิฟิกยังท้าทาย หลายประเทศนโยบายยังไม่นิ่ง แถม 59% องค์กรอาเซียนเชื่อรัฐยังหนุนใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2023/06/renewable-energy-research-study-in-asia-pacific/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 09 Jun 2023 09:17:55 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[=o]]></category>
		<category><![CDATA[Clean Energy]]></category>
		<category><![CDATA[Energy]]></category>
		<category><![CDATA[Fossil]]></category>
		<category><![CDATA[green energy]]></category>
		<category><![CDATA[Kantar]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[Renewable]]></category>
		<category><![CDATA[Research Study]]></category>
		<category><![CDATA[Transition]]></category>
		<category><![CDATA[ความท้าทาย]]></category>
		<category><![CDATA[ช่วงเปลี่ยนผ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[นิรันพัล ซิงห์]]></category>
		<category><![CDATA[นโยบาย]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้นำองค์กร]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานทดแทน]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานสะอาด]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานหมุนเวียน]]></category>
		<category><![CDATA[รายงาน]]></category>
		<category><![CDATA[อาเซียน]]></category>
		<category><![CDATA[เบย์วา อาร์.อี. เอ็นเนอยี่ โซลูชั่น]]></category>
		<category><![CDATA[เอเชียแปซิฟิค]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=19021</guid>

					<description><![CDATA[<p>รายงานด้านพลังงานในเอเชียแปซิฟิกเรื่อง “เป้าหมายทางสภาพภูมิอากาศในเอเชียแปซิฟิกตกอยู่ในความเสี่ยง &#8211; ความจำเป็นอันเร่งด่วนในการทำข้อตกลงเชิงรุก” ซึ่งจัดทำขึ้นช่วงปลายปี 2565 โดย เบย์วา อาร์.อี. ผู้พัฒนา ผู้ผลิตพลังงานอิสระ ผู้ให้บริการ และผู้จัดจำหน่ายพลังงานทดแทนระดับโลก และ Kantar บริษัทที่ปรึกษาและผู้ให้บริการข้อมูลเชิงลึกชั้นนำระดับโลก ซึ่งเป็นการสำรวจผู้มีอิทธิพลในการตัดสินใจด้านพลังงาน 346 คน ในองค์กรที่มีพนักงานมากกว่า 100 คน ในออสเตรเลีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น มาเลเซีย สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ไทย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม โดยผลการศึกษาพบว่า ขณะนี้ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังมาถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญ จากแรงต้านและแรงกดดันในภูมิภาค เช่น ปัจจัยทางสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน การขาดแรงสนับสนุนจากภาครัฐ ตลอดจนราคาพลังงานและอัตราดอกเบี้ยที่ผันผวน ทำให้แผนการเดินหน้าเปลี่ยนแปลงและเป้าหมายทางสภาพภูมิอากาศกำลังตกอยู่ในความเสี่ยงครั้งใหญ่ อีกทั้งนโยบายภาครัฐที่ไม่ต่อเนื่องยังทำให้บริษัทต่างๆ ต้องลุกขึ้นมาเรียกร้องแสวงหาความร่วมมือระหว่างกันเพื่อผลักดันเป้าหมายความยั่งยืนให้บรรลุผล นิรันพัล ซิงห์ ผู้จัดการทั่วไป เบย์วา อาร์.อี. เอ็นเนอยี่ โซลูชั่น ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค กล่าวว่า &#8220;ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนที่สูงขึ้น และอัตราเงินเฟ้อ ยังคงเป็นแรงต้านหลักต่อการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก อุปสรรคเหล่านี้จะยังคงอยู่ต่อไป [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2023/06/renewable-energy-research-study-in-asia-pacific/">เปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดในเอเชียแปซิฟิกยังท้าทาย หลายประเทศนโยบายยังไม่นิ่ง แถม 59% องค์กรอาเซียนเชื่อรัฐยังหนุนใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>รายงานด้านพลังงานในเอเชียแปซิฟิกเรื่อง<strong> “เป้าหมายทางสภาพภูมิอากาศในเอเชียแปซิฟิกตกอยู่ในความเสี่ยง &#8211; ความจำเป็นอันเร่งด่วนในการทำข้อตกลงเชิงรุก”</strong> ซึ่งจัดทำขึ้นช่วงปลายปี 2565</p>
<p><span id="more-19021"></span></p>
<p>โดย <strong>เบย์วา อาร์.อี.</strong> ผู้พัฒนา ผู้ผลิตพลังงานอิสระ ผู้ให้บริการ และผู้จัดจำหน่ายพลังงานทดแทนระดับโลก และ<strong> Kantar</strong> บริษัทที่ปรึกษาและผู้ให้บริการข้อมูลเชิงลึกชั้นนำระดับโลก ซึ่งเป็นการสำรวจผู้มีอิทธิพลในการตัดสินใจด้านพลังงาน 346 คน ในองค์กรที่มีพนักงานมากกว่า 100 คน ในออสเตรเลีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น มาเลเซีย สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ไทย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม</p>
<p>โดยผลการศึกษาพบว่า ขณะนี้ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังมาถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญ จากแรงต้านและแรงกดดันในภูมิภาค เช่น ปัจจัยทางสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน การขาดแรงสนับสนุนจากภาครัฐ ตลอดจนราคาพลังงานและอัตราดอกเบี้ยที่ผันผวน ทำให้แผนการเดินหน้าเปลี่ยนแปลงและเป้าหมายทางสภาพภูมิอากาศกำลังตกอยู่ในความเสี่ยงครั้งใหญ่ อีกทั้งนโยบายภาครัฐที่ไม่ต่อเนื่องยังทำให้บริษัทต่างๆ ต้องลุกขึ้นมาเรียกร้องแสวงหาความร่วมมือระหว่างกันเพื่อผลักดันเป้าหมายความยั่งยืนให้บรรลุผล</p>
<p><strong>นิรันพัล ซิงห์</strong> ผู้จัดการทั่วไป เบย์วา อาร์.อี. เอ็นเนอยี่ โซลูชั่น ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค กล่าวว่า &#8220;<em>ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนที่สูงขึ้น และอัตราเงินเฟ้อ ยังคงเป็นแรงต้านหลักต่อการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก อุปสรรคเหล่านี้จะยังคงอยู่ต่อไป ดังนั้น จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือทั้งจากองค์กรและภาครัฐเพื่อจัดการกับปัญหาดังกล่าว รายงานด้านพลังงานในเอเชียแปซิฟิกฉบับนี้ยังชี้ให้เห็นว่าผู้นำองค์กรได้รับแรงจูงใจให้ประสานกับพันธมิตรและคู่แข่ง เรียกร้องให้เกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้น เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย </em><em>Net-Zero เราหวังว่าข้อเรียกร้องอันเร่งด่วนครั้งนี้ จะช่วยผลักดันให้การใช้พลังงานสะอาดในเอเชียแปซิฟิกรุดหน้ายิ่งขึ้น&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-19023 " src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2023/06/Bewar.jpg" alt="" width="597" height="535" /></p>
<p><strong>ข้อมูลสำคัญจากรายงาน </strong></p>
<p>การดำเนินงานของรัฐบาลที่ล่าช้าทั้งด้านนโนบายพลังงานหมุนเวียน นโยบายที่คาดเดาได้ยาก และสิ่งแวดล้อมในตลาดท้องถิ่น เป็นอุปสรรคต้นๆ ในสัดส่วน 36% และ 33% ตามลำดับ โดยพบว่า</p>
<p>ผู้ตอบแบบสอบถาม 59% ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เชื่อว่าแทนที่จะผลักดันนโยบายพลังงานสีเขียว รัฐบาลในภูมิภาคนี้จะเพิ่มการสนับสนุนพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลในอีก 2-3 ปีข้างหน้า</p>
<p>ขณะที่องค์กรในโอเชียเนียและเอเชียตะวันออก 47% เชื่อว่าการสนับสนุนของรัฐบาลด้านพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลจะยังคงไม่แน่นอนในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ส่วนการปรับเปลี่ยนสู่พลังงานสีเขียว 42% ขององค์กรในเอเชียแปซิฟิกเชื่อว่าภาษีของรัฐบาลด้านพลังงานสีน้ำตาลจะสนับสนุนการผลักดันขององค์กรไปสู่พลังงานหมุนเวียน</p>
<p>นอกจากนี้ ยังพบสัญญาณจากองค์กรต่างๆ ในเอเชียแปซิฟิก ที่ตระหนักถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานหมุนเวียน ซึ่งถือเป็นความท้าทายและอุปสรรคที่ต้องเอาชนะ โดยองค์กรเกือบครึ่งหนึ่งที่สำรวจให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงาน โดยองค์กรในเอเชียแปซิฟิก 48% มีเป้าหมายที่จะเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียนมากกว่า 40% ภายในทศวรรษนี้ และองค์กรภายในกลุ่มนี้ 79% ตั้งเป้าที่จะบรรลุผลด้านพลังงานหมุนเวียนในอีก 5 ปีข้างหน้า</p>
<p>องค์กรส่วนใหญ่ยังมองเห็นคุณค่าในการเปลี่ยนไปใช้ทางเลือกพลังงานที่สะอาดกว่า โดย 54% สรุปว่าพลังงานหมุนเวียนจะทำให้บริษัทมีภาพลักษณ์ที่ดีขึ้น ครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสำรวจทั้งหมดเห็นด้วยว่าการใช้พลังงานหมุนเวียนจะทำให้บริษัทมีข้อได้เปรียบทางธุรกิจบางประเภท และอีก 42% เสนอว่าพลังงานสีเขียวจะทำให้องค์กรได้เปรียบในการสรรหาบุคลากรและการรักษาทาเลนท์ ​ขณะที่พลังงานโซล่าร์บนหลังคาเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ จะกลายเป็นแหล่งพลังงานไฟฟ้าที่ถูกกว่ารัฐอุดหนุน ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-19022 " src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2023/06/Final-Infographic-Thai.jpg" alt="" width="547" height="774" /></p>
<p><strong>เร่งเดินหน้าแผนเปลี่ยนผ่าน</strong></p>
<p>ผู้นำองค์กรที่ได้ร่วมทำแบบสำรวจในรายงานฉบับนี้ ตระหนักถึงความต้องการที่มากขึ้นในการทำงานร่วมกันกับพันธมิตรและคู่แข่ง และเพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ทั้งนี้ สองในสาม (68%) ของบริษัทที่เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงสู่พลังงานหมุนเวียนเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าบริษัทต่างๆ ควรจัดตั้งแนวร่วมและทำงานร่วมกัน เพื่อบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืน ผู้ตอบแบบสอบถามจำนวนเดียวกันยังระบุว่า สนับสนุนให้ประเทศต่างๆ ในเอเชียแปซิฟิกทำงานร่วมกันเพื่อจัดหาพลังงานหมุนเวียน</p>
<p>รายงานฉบับดังกล่าวได้ข้อสรุปว่า ทศวรรษหน้าถือเป็นช่วงเวลาที่สำคัญของภูมิภาคในการผลักดันการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน แต่ยังมีความท้าทายจากหลากหลายปัญหา เช่น ภูมิรัฐศาสตร์ ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ค่าครองชีพและอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น หรือกระทั่งวิกฤติสภาพภูมิอากาศที่เลวร้ายกว่าเดิม</p>
<p>การเปลี่ยนผ่านจากพลังงานยุคเก่าถือเป็นเรื่องสำคัญและควรต้องเร่งเดินหน้าอย่างจริงจัง ผู้มีอำนาจตัดสินใจในองค์กรต้องกล้าเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงภายในเอเชียแปซิฟิกและรวมพลังทุกฝ่ายเข้าด้วยกัน ร่วมมือและกดดันภาครัฐ เร่งรัดกระบวนการและขับเคลื่อนการใช้พลังงานทดแทนให้รุดหน้าอย่างรวดเร็ว</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2023/06/renewable-energy-research-study-in-asia-pacific/">เปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดในเอเชียแปซิฟิกยังท้าทาย หลายประเทศนโยบายยังไม่นิ่ง แถม 59% องค์กรอาเซียนเชื่อรัฐยังหนุนใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
