<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ปศุสัตว์ &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/%E0%B8%9B%E0%B8%A8%E0%B8%B8%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A7%E0%B9%8C/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Sat, 13 Sep 2025 04:55:00 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.7</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>ปศุสัตว์ &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ทำไม? &#8216;โปรตีนจากพืช&#8217;​ ถึงเป็นความยั่งยืนแห่งอนาคต</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/09/plant-based/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 07 Sep 2025 23:45:50 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[decarbonization]]></category>
		<category><![CDATA[Emission]]></category>
		<category><![CDATA[FoodSecurity]]></category>
		<category><![CDATA[GHG]]></category>
		<category><![CDATA[InfoGraphic]]></category>
		<category><![CDATA[Livestock]]></category>
		<category><![CDATA[MadreBrava]]></category>
		<category><![CDATA[Opportunity]]></category>
		<category><![CDATA[Plantbased]]></category>
		<category><![CDATA[Protein]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Transition]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[ครัวโลก]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[ปศุสัตว์]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[อาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารจากพืช]]></category>
		<category><![CDATA[อุตสาหกรรมอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[โปรตีนจากถั่ว]]></category>
		<category><![CDATA[โปรตีนจากพืช]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=36153</guid>

					<description><![CDATA[<p>หากเทียบปริมาณการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก GHG Emissions พบว่า การผลิตโปรตีนจากสัตว์มีปริมาณการปลดปล่อยสูงกว่า​​ &#8216;โปรตีนจากพืช&#8217; ​หลายเท่าตัว โดยอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์สร้าง GHG Emissions ​สัดส่วนถึง 15% ของการปลดปล่อยทั่วโลก รวมทั้งความคุ้มค่าในการใช้พื้นที่ เพราะการทำปศุสัตว์ที่กินพื้นที่ถึง 80% ของโลก แต่ผลิตอาหารให้มนุษย์ไม่ถึง 20%หรือหากเทียบการผลิตโปรตีนแต่ละชนิด ในปริมาณ 100 กรัม เช่น การผลิตเนื้อวัว จะสร้าง Emission เกือบ 50 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (KgCO2e) กุ้งเลี้ยงมากกว่า 18 KgCO2e หรือนมจากสัตว์ ปลดปล่อย 9.5 KgCO2e ขณะที่กลุ่มธัญพืช ปล่อย GHG เพียง 2.7 KgCO2e เต้าหู้ 1.98 KgCO2e หรือพืชตระกูลถั่วต่างๆ ปล่อยไม่ถึง 1 KgCO2e เป็นต้นขณะที่ &#8216;ประเทศไทย&#8217; มีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางโปรตีนจากพืชของภูมิภาคได้ ผ่านการสร้างความหลากหลายของอาหารที่ให้โปรตีน ในฐานะ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/09/plant-based/">ทำไม? &#8216;โปรตีนจากพืช&#8217;​ ถึงเป็นความยั่งยืนแห่งอนาคต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หากเทียบปริมาณการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">GHG Emissions</span> พบว่า การผลิตโปรตีนจากสัตว์มีปริมาณการปลดปล่อยสูงกว่า​​ <strong>&#8216;โปรตีนจากพืช&#8217; </strong>​หลายเท่าตัว โดยอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์สร้าง GHG Emissions ​สัดส่วนถึง 15% ของการปลดปล่อยทั่วโลก รวมทั้งความคุ้มค่าในการใช้พื้นที่ เพราะการทำปศุสัตว์ที่กินพื้นที่ถึง 80% ของโลก แต่ผลิตอาหารให้มนุษย์ไม่ถึง 20%<br class="html-br" /><br class="html-br" />หรือหากเทียบการผลิตโปรตีนแต่ละชนิด ในปริมาณ 100 กรัม เช่น การผลิตเนื้อวัว จะสร้าง Emission เกือบ 50 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (KgCO2e) กุ้งเลี้ยงมากกว่า 18 KgCO2e หรือนมจากสัตว์ ปลดปล่อย 9.5 KgCO2e ขณะที่กลุ่มธัญพืช ปล่อย GHG เพียง 2.7 KgCO2e เต้าหู้ 1.98 KgCO2e หรือพืชตระกูลถั่วต่างๆ ปล่อยไม่ถึง 1 KgCO2e เป็นต้น<br class="html-br" /><br class="html-br" />ขณะที่ &#8216;ประเทศไทย&#8217; มีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางโปรตีนจากพืชของภูมิภาคได้ ผ่านการสร้างความหลากหลายของอาหารที่ให้โปรตีน ในฐานะ &#8216;ครัวของโลก&#8217; และการเร่งเปลี่ยนผ่านเพื่อส่งเสริมโปรตีนจากพืช เพื่อเพิ่มโอกาสทางการแข่งขันให้ประเทศ ทั้ง​การพัฒนาทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมที่​ยั่งยืนในประเทศไทย<br class="html-br" /><br class="html-br" />จึงจำเป็นต้องมีมาตรการเร่งด่วนเพื่อ​ส่งเสริมการขยายสัดส่วนโปรตีนจากพืชเพื่อทดแทนโปรตีนจากสัตว์ในระบบการผลิตของประเทศไทย ให้ได้​ 50% ภายในปี 2050 เพื่อนำมาซึ่งประโยชน์และสร้างมูลค่าเพิ่มในมิติต่างๆ ได้ต่อไปนี้<br class="html-br" /><br class="html-br" />• การสร้างมูลค่าเศรษฐกิจได้ถึง 1.3 ล้านล้านบาท<br class="html-br" />• เพิ่มความสามารถในการพึ่งพาตัวเอง จากโอกาสในการสร้างงานได้สูงสุดถึง 1.15 ล้านตำแหน่ง ในกลุ่มอุตสาหกรรมโปรตีนจากพืช<br class="html-br" />• ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 35.5 ล้านตันต่อปี เทียบเท่าการลดจำนวนรถยนต์ 8.45 ล้านคันในสหรัฐอเมริกา<br class="html-br" />• ประหยัดพื้นที่การผลิตถึง 21,700 ตารางกิโลเมตร เทียบเท่ากับพื้นที่ของ จ.นครราชสีมา</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/09/plant-based/">ทำไม? &#8216;โปรตีนจากพืช&#8217;​ ถึงเป็นความยั่งยืนแห่งอนาคต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>รูเบีย โซอาเรส นำทัพ“Compassion in World Farming (CIWF)” ตอกย้ำความมุ่งมั่นการพัฒนาสวัสดิภาพชีวิตไก่เนื้อในประเทศไทย</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/03/compassion-in-world-farming/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 26 Mar 2025 08:21:34 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[Better Chicken Commitment]]></category>
		<category><![CDATA[CIWF]]></category>
		<category><![CDATA[Compassion in World Farming]]></category>
		<category><![CDATA[การปศุสัตว์ที่ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[คลองไผ่ฟาร์ม]]></category>
		<category><![CDATA[ปศุสัตว์]]></category>
		<category><![CDATA[พันธสัญญา BCC]]></category>
		<category><![CDATA[รูเบีย โซอาเรส]]></category>
		<category><![CDATA[สวัสดิภาพสัตว์ในฟาร์ม]]></category>
		<category><![CDATA[ห่วงโซ่อุปทาน]]></category>
		<category><![CDATA[เคพีเอสฟาร์ม]]></category>
		<category><![CDATA[แทนคุณ ออร์แกนิคฟาร์ม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=32608</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในโลกของอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยห่วงโซ่อุปทานที่ซับซ้อนและความคาดหวังของผู้บริโภคที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด Compassion in World Farming (CIWF) เป็นผู้นำในการยกระดับสวัสดิภาพสัตว์ในฟาร์ม โดยร่วมมือกับภาคธุรกิจ เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงในการยกระดับมาตรฐานสวัสดิภาพสัตว์ในระบบอาหารโลก พร้อมสนับสนุนให้บริษัทปรับเข้าหาความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปและเป็นไปตามข้อกำหนดทางกฎหมาย  โดย​มีจุดประสงค์ในการสร้างความเปลี่ยนแปลงที่เป็นประโยชน์กับทั้งสัตว์และอุตสาหกรรม ประเทศไทยได้มีความก้าวหน้าด้านสวัสดิภาพของสัตว์อย่างมาก ดังจะเห็นได้จากบริษัทท้องถิ่น อาทิ แทนคุณ ออร์แกนิคฟาร์ม, เคพีเอสฟาร์ม และ คลองไผ่ฟาร์ม ที่ได้รับการยกย่องจาก CIWF ในฐานะผู้ประกอบการที่มีมาตรฐานการทำฟาร์มที่ดี แทนคุณ ออร์แกนิคฟาร์ม ได้เป็นผู้บุกเบิกมาตรฐานใหม่ในการผลิตไข่อย่างมีจริยธรรมในประเทศไทย โดยได้รับรางวัลความมุ่งมั่นด้านไข่ไก่ดีเด่น (Good Egg Award) จากการใช้อาหารออร์แกนิกเป็นหลัก และแบ่งปันวิธีการปศุสัตว์ที่ยั่งยืนกับเครือข่ายเกษตรกรในท้องถิ่น รางวัลความมุ่งมั่นในการเลิกเลี้ยงแม่สุกรแบบยืนซองดีเด่น (Sow Stall Free Award) มอบให้กับ เคพีเอสฟาร์ม เป็นครั้งแรก เพื่อยกย่องในฐานะผู้ผลิตไทยที่บุกเบิกการใช้ระบบปลอดคอกแม่สุกรทั่วทั้งฟาร์ม 100% โดยที่แม่สุกรทุกตัวจะได้รับการเลี้ยงเป็นกลุ่มในช่วงพักตัวระหว่างการตั้งท้อง นอกจากนี้ ฟาร์มคลองไผ่ ยังได้รับรางวัลความมุ่งมั่นด้านไข่ไก่ดีเด่น (Good Egg Award) และรางวัลความมุ่งมั่นด้านไก่งวงดีเด่น (Good Turkey Award) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการใช้มาตรฐานการทำฟาร์มที่มีจริยธรรมและยั่งยืน พร้อมเดินหน้าในฐานะผู้ให้บริการไข่เลี้ยงแบบปล่อยคุณภาพสูงและผลิตภัณฑ์จากฟาร์มสู่โต๊ะที่หลากหลาย การทำงานอย่างต่อเนื่องของ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/03/compassion-in-world-farming/">รูเบีย โซอาเรส นำทัพ“Compassion in World Farming (CIWF)” ตอกย้ำความมุ่งมั่นการพัฒนาสวัสดิภาพชีวิตไก่เนื้อในประเทศไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ในโลกของอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยห่วงโซ่อุปทานที่ซับซ้อนและความคาดหวังของผู้บริโภคที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด<strong> Compassion in World Farming (CIWF)</strong> เป็นผู้นำในการยกระดับสวัสดิภาพสัตว์ในฟาร์ม โดยร่วมมือกับภาคธุรกิจ เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงในการยกระดับมาตรฐานสวัสดิภาพสัตว์ในระบบอาหารโลก</p>
<p><span id="more-32608"></span></p>
<p>พร้อมสนับสนุนให้บริษัทปรับเข้าหาความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปและเป็นไปตามข้อกำหนดทางกฎหมาย  โดย​มีจุดประสงค์ในการสร้างความเปลี่ยนแปลงที่เป็นประโยชน์กับทั้งสัตว์และอุตสาหกรรม</p>
<p>ประเทศไทยได้มีความก้าวหน้าด้านสวัสดิภาพของสัตว์อย่างมาก ดังจะเห็นได้จากบริษัทท้องถิ่น อาทิ แทนคุณ ออร์แกนิคฟาร์ม, เคพีเอสฟาร์ม และ คลองไผ่ฟาร์ม ที่ได้รับการยกย่องจาก CIWF ในฐานะผู้ประกอบการที่มีมาตรฐานการทำฟาร์มที่ดี</p>
<p><strong>แทนคุณ ออร์แกนิคฟาร์ม</strong> ได้เป็นผู้บุกเบิกมาตรฐานใหม่ในการผลิตไข่อย่างมีจริยธรรมในประเทศไทย โดยได้รับรางวัลความมุ่งมั่นด้านไข่ไก่ดีเด่น (Good Egg Award) จากการใช้อาหารออร์แกนิกเป็นหลัก และแบ่งปันวิธีการปศุสัตว์ที่ยั่งยืนกับเครือข่ายเกษตรกรในท้องถิ่น</p>
<p>รางวัลความมุ่งมั่นในการเลิกเลี้ยงแม่สุกรแบบยืนซองดีเด่น (Sow Stall Free Award) มอบให้กับ <strong>เคพีเอสฟาร์ม </strong>เป็นครั้งแรก เพื่อยกย่องในฐานะผู้ผลิตไทยที่บุกเบิกการใช้ระบบปลอดคอกแม่สุกรทั่วทั้งฟาร์ม 100% โดยที่แม่สุกรทุกตัวจะได้รับการเลี้ยงเป็นกลุ่มในช่วงพักตัวระหว่างการตั้งท้อง</p>
<p>นอกจากนี้ <strong>ฟาร์มคลองไผ่ </strong>ยังได้รับรางวัลความมุ่งมั่นด้านไข่ไก่ดีเด่น (Good Egg Award) และรางวัลความมุ่งมั่นด้านไก่งวงดีเด่น (Good Turkey Award) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการใช้มาตรฐานการทำฟาร์มที่มีจริยธรรมและยั่งยืน พร้อมเดินหน้าในฐานะผู้ให้บริการไข่เลี้ยงแบบปล่อยคุณภาพสูงและผลิตภัณฑ์จากฟาร์มสู่โต๊ะที่หลากหลาย</p>
<p>การทำงานอย่างต่อเนื่องของ CIWF มุ่งมั่นให้คำแนะนำและแนวทางปฏิบัติแก่ธุรกิจเพื่อปรับเปลี่ยนไปสู่มาตรฐานสวัสดิภาพสัตว์ที่สูงขึ้น ซึ่งไม่เพียงช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตสัตว์ แต่ยังเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุปทานและเพิ่มความยั่งยืนให้กับธุรกิจในระยะยาวไปด้วยกัน</p>
<p><strong>จากผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมสู่ผู้ผลักดันการเปลี่ยนแปลง</strong></p>
<p>ในฐานะสมาชิกของทีมธุรกิจอาหารของ CIWF <strong>คุณรูเบีย โซอาเรส</strong> ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายธุรกิจอาหาร มุ่งมั่นขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรม ตลอดเวลา 5 ปีที่ ได้ร่วมงานกับองค์กร คุณรูเบียมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาสวัสดิภาพชีวิตไก่เนื้อในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและละตินอเมริกา พร้อมเสริมสร้างนโยบายและแนวปฏิบัติให้แก่บริษัทมากมายในตลาดอย่างใกล้ชิด รวมทั้งส่งเสริมมาตรฐานการดูแลสัตว์ที่สูงขึ้น</p>
<p>เนื่องจากเป็นผู้คร่ำหวอดในอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์มากว่า 15 ปี คุณรูเบียได้ร่วมงานกับหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็น ผู้แปรรูปเนื้อสัตว์ ผู้ค้านำเข้า ผู้จัดจำหน่าย บริษัทการค้าระหว่างประเทศ และผู้ค้าปลีก ไม่เพียงแค่เข้าใจถึงความท้าทายที่ธุรกิจต้องเผชิญในการปรับเปลี่ยนไปสู่แนวทางการปฏิบัติที่เสริมสร้างสวัสดิภาพสัตว์ที่ดีขึ้น แต่ยังเล็งเห็นถึงโอกาสที่จะเกิดขึ้น เช่น การพัฒนาสวัสดิภาพสัตว์ การพัฒนาคุณภาพสินค้า และการสร้างความไว้วางใจให้แก่ผู้บริโภค</p>
<p>คุณรูเบียเริ่มต้นเส้นทางสู่วงการสัตวศาสตร์ด้วยความชื่นชอบสัตว์เป็นพิเศษ พร้อมความใฝ่ฝันที่จะเป็นสัตวแพทย์ในวันหนึ่ง จึงได้ตัดสินใจเข้าเรียนและได้สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีสาขาสัตวศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเซาเปาโล (ประเทศบราซิล) ด้วยความเชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านการผลิตเนื้อสัตว์ การแปรรูป และการควบคุมคุณภาพ จากนั้นได้สำเร็จการศึกษาปริญญาโทบริหารธุรกิจหลักสูตร MBA สาขาการค้าและพาณิชย์ระหว่างประเทศ คุณรูเบียมีความเข้าใจลึกซึ้งทั้งด้านเทคนิคและธุรกิจในอุตสาหกรรมอาหารเป็นอย่างดี</p>
<p>แม้จะมีประสบการณ์ทำงานในแวดวงการค้าระหว่างประเทศมายาวนาน คุณรูเบียก็ยังคงมุ่งมั่นในเรื่องสวัสดิภาพสัตว์ และเริ่มสนใจในด้านการผลิตที่คำนึงถึงจริยธรรมและความยั่งยืน ในปี 2012 หนังสือเรื่อง &#8220;Farmageddon: The True Cost of Cheap Meat&#8221; ที่เขียนโดยคุณฟิลิป ลิมเบอรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ CIWF ซึ่งได้ตีแผ่ประเด็นเรื่องผลกระทบจากการผลิตปศุสัตว์ในอุตสาหกรรม ได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับเธอ ด้วยความที่คุณรูเบียเข้าใจถึงภารกิจของ CIWF เป็นอย่างดี เมื่อโอกาสในการเข้าร่วมองค์กรนี้มาถึง คุณรูเบียจึงไม่ลังเลที่จะคว้าโอกาสนั้นไว้</p>
<p><strong>คุณรูเบีย </strong>กล่าวว่า <em>&#8220;ดิฉันรู้สึกว่ามันถึงเวลาแล้วที่จะได้สานต่อความฝันที่นำพาตัวเองให้มาเป็นสัตวบาลตั้งแต่แรก ดิฉันตั้งใจจะอุทิศตัวให้กับการพัฒนาสวัสดิภาพสัตว์และสร้างการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายในกระบวนการผลิตอาหาร&#8221;</em></p>
<p>นอกจากนี้ คุณรูเบียยังเป็นเจ้าหน้าที่ด้านสวัสดิภาพสัตว์ที่ได้รับการรับรอง โดยผ่านการอบรมจากมหาวิทยาลัยบริสตอลและบริษัท Animal Welfare Training จำกัด ทำให้มีความเชี่ยวชาญด้านสวัสดิภาพไก่เนื้อในทุกขั้นตอนการผลิต ตั้งแต่โรงฟัก ฟาร์ม การขนส่ง ไปจนถึงกระบวนการชำแหละ</p>
<p><strong>แนวทางปฏิบัติที่เหมาะสมเพื่อการพัฒนาสวัสดิภาพไก่เนื้อ</strong></p>
<p>สำหรับบทบาทหน้าที่ในองค์กร CIWF คุณรูเบียได้ช่วยให้บริษัทอาหารสามารถจัดการกับความซับซ้อนในการพัฒนาสวัสดิภาพไก่เนื้อในห่วงโซ่อุปทานของพวกเขา โดยชี้แนะแนวทางในการปรับเปลี่ยนนโยบาย การแก้ไขปัญหา และการส่งเสริมพันธกิจในระยะยาว</p>
<p>&#8220;จากประสบการณ์ตรงในธุรกิจการค้าผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ ทำให้ดิฉันเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงวิธีการทำงานของห่วงโซ่อุปทานไก่เนื้อและส่วนประกอบอื่น ๆ ที่ต่างต้องสอดคล้องกัน เพื่อเปลี่ยนความมุ่งมั่นด้านสวัสดิภาพสัตว์ให้เกิดผลลัพธ์ที่วัดผลได้จริงดิฉันเข้าใจถึงความท้าทายที่ธุรกิจต้องเผชิญเมื่อต้องทำการเปลี่ยนแปลง แต่ก็ยังเล็งเห็นถึงโอกาสและแนวทางที่สามารถทำให้การผลิตที่คำนึงถึงสวัสดิภาพกลายเป็นทางเลือกที่สามารถทำได้จริง&#8221; คุณรูเบียเสริม</p>
<p><strong>เหตุใด &#8220;พันธสัญญา </strong><strong>Better Chicken Commitment (BCC)&#8221; </strong><strong>จึงเป็นเรื่องสำคัญ</strong></p>
<p>หนึ่งในโครงการสำคัญที่คุณรูเบียให้การสนับสนุนอย่างจริงจังคือ พันธสัญญา Better Chicken Commitment (BCC) ซึ่งเป็นชุดเกณฑ์ที่ได้รับการรับรองทางวิทยาศาสตร์ได้เป็นตัวกำหนดแนวทางที่ชัดเจนสำหรับการผลิตไก่เนื้ออย่างมีความรับผิดชอบ และได้รับการพัฒนาเพื่อแก้ไขปัญหาหลักด้านสวัสดิภาพในการทำฟาร์มทั่วไป เช่น การใช้สายพันธุ์ที่โตเร็วเกินไป ความแออัด การขาดแคลนการเสริมสร้างสภาพแวดล้อม และวิธีการฆ่าที่ไม่เหมาะสม โดยยังคงให้ความสำคัญกับการหาทางออกที่สามารถทำได้จริง ขยายได้ และคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ</p>
<p>คุณรูเบียเผยว่า “สิ่งที่ทำให้พันธสัญญา Better Chicken Commitment (BCC) มีความสำคัญเป็นพิเศษ ก็คือการมีพื้นฐานจากวิทยาศาสตร์อันแข็งแกร่ง ซึ่งเป็นแผนที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถช่วยพัฒนาสวัสดิภาพไก่เนื้อได้จริง พร้อมส่งผลกระทบที่ดีต่อธุรกิจอีกด้วย”</p>
<p>หลายบริษัทเริ่มตระหนักถึงความเสี่ยงทั้งด้านชื่อเสียงและการเงินจากแนวทางการปฏิบัติด้านสวัสดิภาพที่เหมาะสม ครอบคลุมไปถึงการหยุดชะงักในห่วงโซ่อุปทาน ความต้องการที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภคสำหรับผลิตภัณฑ์ที่มีการปฏิบัติด้านสวัสดิภาพที่ดี และกฎระเบียบที่เปลี่ยนไปในแต่ละตลาด พันธสัญญา Better Chicken Commitment (BCC) ช่วยให้ธุรกิจสามารถเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต ปรับตัวให้เข้ากับความคาดหวังของตลาดที่เปลี่ยนแปลง และก้าวขึ้นเป็นผู้นำในด้านการผลิตอาหารอย่างมีจริยธรรม</p>
<p>“พันธสัญญา BCC เป็นทั้งเป้าหมายที่สามารถบรรลุได้และยั่งยืน โดยเป็นแนวทางที่ช่วยให้ผู้ผลิตและบริษัทอาหารอื่น ๆ สามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบการผลิตใหม่ พร้อมกับรักษาความสามารถในการทำกำไรไว้ได้” คุณรูเบียกล่าวเสริม</p>
<p>คุณรูเบียให้การสนับสนุนแก่บริษัทต่าง ๆ ในการทำความเข้าใจขั้นตอนที่จำเป็นต่อการปฏิบัติตามพันธสัญญา BCC โดยการแบ่งปันกรณีศึกษาที่ประสบความสำเร็จ ช่วยเชื่อมโยงกับพันธมิตรที่เหมาะสม และให้คำแนะนำทางเทคนิคเพื่อให้พวกเขามีความมั่นใจในการเลือกที่จะเปลี่ยนแปลง</p>
<p><strong>เฉลิมฉลองความก้าวหน้าในอุตสาหกรรมอาหาร</strong></p>
<p>นอกจากการปรับเปลี่ยนนโยบายและห่วงโซ่อุปทานแล้ว องค์กร CIWF ยังยกย่องธุรกิจที่ได้มีนำร่องปฏิบัติจริงด้วย <strong>รางวัลสวัสดิภาพสัตว์ในฟาร์มดีเด่น (</strong><strong>Good Farm Animal Welfare Awards)</strong> ประจำปีของ Compassion ถือเป็นการยกย่องบริษัทที่มีการดำเนินการที่มีความหมายเพื่อพัฒนาสวัสดิภาพสัตว์ในห่วงโซ่อุปทานของตน</p>
<p>“ที่ Compassion เรามุ่งเน้นการร่วมมือในเชิงบวก และรางวัลต่าง ๆ ถือเป็นการยกย่องบริษัทที่กำลังสร้างความเปลี่ยนแปลงโดยการปฏิบัติตามเกณฑ์สวัสดิภาพหลักสำหรับสัตว์ในห่วงโซ่อุปทานของพวกเขา การมอบรางวัลเหล่านี้ถือเป็นแรงขับเคลื่อนอันยอดเยี่ยมสำหรับอุตสาหกรรม และนี่ก็เป็นช่วงเวลาที่ดิฉันชื่นชอบที่สุดในปีเลยค่ะ!” คุณรูเบียกล่าว</p>
<p><strong>ทิศทางในอนาคต: สวัสดิภาพไก่เนื้อจะเป็นอย่างไรต่อ</strong><strong>?</strong></p>
<p>คุณรูเบีย คาดการณ์ว่าในอนาคตสวัสดิภาพสัตว์จะเป็นหัวใจสำคัญของระบบอาหารที่มีความรับผิดชอบและยั่งยืน “เส้นทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล แต่ทุกก้าวที่เราก้าวไปล้วนมีความหมาย” “ฉันเห็นภาพอนาคตที่ระบบอาหารของเราได้รับการสรรค์สร้างขึ้นมาใหม่ และให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพสัตว์ สุขภาพของโลก และความมั่นคงของชุมชน ผลงานของบริษัทที่ได้รับรางวัลด้านสวัสดิภาพสัตว์และผู้ที่ได้นำแนวทางพันธสัญญา Better Chicken Commitment ไปประยุกต์ใช้ จะสามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงในอนาคตได้อย่างแน่นอน แม้จะมีอีกหลายสิ่งที่ต้องทำ แต่ดิฉันก็ดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความเปลี่ยนแปลงนี้ผ่านบทบาทหน้าที่ที่ Compassion” คุณรูเบียกล่าวเสริม</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/03/compassion-in-world-farming/">รูเบีย โซอาเรส นำทัพ“Compassion in World Farming (CIWF)” ตอกย้ำความมุ่งมั่นการพัฒนาสวัสดิภาพชีวิตไก่เนื้อในประเทศไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วิจัยชี้ หากไทยเปลี่ยนผ่านใช้โปรตีนจากพืชได้ 50% ในปี 2050 ช่วยเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจ 1.3 ล้านล้านบาท เพิ่มงาน 1.15 ล้านตำแหน่ง พร้อมลดก๊าซเรือนกระจก 35.5 ล้านตันต่อปี</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/11/protein-diversification-built-thailand-to-kitchen-of-the-future/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 05 Nov 2024 03:21:14 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Asia Research and Engagement]]></category>
		<category><![CDATA[diversification]]></category>
		<category><![CDATA[Kitchen of the Future]]></category>
		<category><![CDATA[Madre Brava]]></category>
		<category><![CDATA[Plant-based]]></category>
		<category><![CDATA[Plant-based Protein]]></category>
		<category><![CDATA[Protein]]></category>
		<category><![CDATA[research]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[การผลิตอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[ครัวของโลก]]></category>
		<category><![CDATA[ครัวแห่งอนาคต]]></category>
		<category><![CDATA[ปศุสัตว์]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[วิชญะภัทร์ ภิรมย์ศานต์]]></category>
		<category><![CDATA[อาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[แหล่งโปรตีน]]></category>
		<category><![CDATA[โปรตีน]]></category>
		<category><![CDATA[โปรตีนจากพืช]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=30031</guid>

					<description><![CDATA[<p>งานวิจัยล่าสุดจาก Madre Brava เรื่อง “ครัวแห่งอนาคต: ประโยชน์ด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม หากประเทศไทยสร้างความหลากหลายของแหล่งโปรตีน” ที่จัดทำร่วมกับ Asia Research and Engagement พบว่า ประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการเป็นศูนย์กลางโปรตีนที่ยั่งยืนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเปลี่ยนจากการผลิตโปรตีนจากสัตว์ไปสู่โปรตีนจากพืช และการเปลี่ยนผ่านนี้สามารถสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมอย่างมาก คุณวิชญะภัทร์ ภิรมย์ศานต์ ผู้อำนวยการ Madre Brava ประเทศไทย กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตโปรตีนชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเป็นผู้ส่งออกโปรตีนสุทธิเพียงรายเดียวในทวีปเอเชีย ด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่เดิม ความเชี่ยวชาญในการผลิตอาหาร และชื่อเสียงในฐานะ “ครัวของโลก” ทำให้ประเทศไทยมีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางโปรตีนที่ยั่งยืนของโลกในอนาคต ผลการศึกษา พบว่า  ขณะนี้ประเทศไทยยังคงพึ่งพาการนำเข้าสัตว์และวัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์ ซึ่งมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ ในด้านราคาและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจาก อุตสาหกรรมผลิตเนื้อสัตว์ ปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG Emission) ถึง 15%  ของ GHG Emission ทั้งโลก รวมทั้งการทำปศุสัตว์ยังใช้พื้นที่ถึง 80% ของโลก แต่ผลิตอาหารให้มนุษย์ได้ไม่ถึง 20% ซึ่งไม่ตอบโจทย์ในเรื่องของประสิทธิภาพในการใช้พื้นที่ ขณะที่การเปลี่ยน​ไปใช้โปรตีนจากพืชอาจลดการพึ่งพาวัตถุดิบที่นำเข้า ลดการตัดไม้ทำลายป่า และบรรเทาการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยการศึกษานี้จำลองสถานการณ์สามแบบ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/11/protein-diversification-built-thailand-to-kitchen-of-the-future/">วิจัยชี้ หากไทยเปลี่ยนผ่านใช้โปรตีนจากพืชได้ 50% ในปี 2050 ช่วยเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจ 1.3 ล้านล้านบาท เพิ่มงาน 1.15 ล้านตำแหน่ง พร้อมลดก๊าซเรือนกระจก 35.5 ล้านตันต่อปี</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>งานวิจัยล่าสุดจาก <strong>Madre Brava</strong> เรื่อง <strong>“ครัวแห่งอนาคต: ประโยชน์ด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม หากประเทศไทยสร้างความหลากหลายของแหล่งโปรตีน”</strong> ที่จัดทำร่วมกับ Asia Research and Engagement พบว่า ประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการเป็นศูนย์กลางโปรตีนที่ยั่งยืนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเปลี่ยนจากการผลิตโปรตีนจากสัตว์ไปสู่โปรตีนจากพืช และการเปลี่ยนผ่านนี้สามารถสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมอย่างมาก</p>
<p><span id="more-30031"></span></p>
<p><strong>คุณวิชญะภัทร์ ภิรมย์ศานต์</strong> ผู้อำนวยการ <strong>Madre Brava </strong>ประเทศไทย กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตโปรตีนชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเป็นผู้ส่งออกโปรตีนสุทธิเพียงรายเดียวในทวีปเอเชีย <em><strong>ด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่เดิม ความเชี่ยวชาญในการผลิตอาหาร และชื่อเสียงในฐานะ “ครัวของโลก” ทำให้ประเทศไทยมีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางโปรตีนที่ยั่งยืนของโลกในอนาคต</strong></em></p>
<p>ผลการศึกษา พบว่า  ขณะนี้ประเทศไทยยังคงพึ่งพาการนำเข้าสัตว์และวัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์ ซึ่งมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ ในด้านราคาและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจาก <strong>อุตสาหกรรมผลิตเนื้อสัตว์ ปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG Emission) ถึง 15%  ของ GHG Emission ทั้งโลก รวมทั้งการทำปศุสัตว์ยังใช้พื้นที่ถึง 80% ของโลก แต่ผลิตอาหารให้มนุษย์ได้ไม่ถึง 20%</strong> ซึ่งไม่ตอบโจทย์ในเรื่องของประสิทธิภาพในการใช้พื้นที่ ขณะที่การเปลี่ยน​ไปใช้โปรตีนจากพืชอาจลดการพึ่งพาวัตถุดิบที่นำเข้า ลดการตัดไม้ทำลายป่า และบรรเทาการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยการศึกษานี้จำลองสถานการณ์สามแบบ ได้แก่ การดำเนินการตามปกติ การใช้โปรตีนจากพืชแทนโปรตีนจากสัตว์ 30% และ 50% ภายในปี 2050 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงประโยชน์ที่สามารถเกิดขึ้นในด้านสภาพภูมิอากาศ การใช้ที่ดิน และการสร้างงาน</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-30032 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/11/S__7249954.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em><strong>“การเปลี่ยนไปใช้โปรตีนจากพืชแทนโปรตีนจากสัตว์ในประเทศไทย 50% ภายในปี 2050 สามารถนำมาซึ่งประโยชน์หลายด้าน ได้แก่ การสร้างมูลค่าเศรษฐกิจได้ถึง 1.3 ล้านล้านบาท และเพิ่มความพึ่งพาตนเอง การสร้างงานสูงสุด 1.15 ล้านตำแหน่งในอุตสาหกรรมโปรตีนจากพืช การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 35.5 ล้านตันต่อปี</strong> <strong>ซึ่งเทียบเท่ากับการลดจำนวนรถยนต์ 8.45 ล้านคันในสหรัฐอเมริกา และการประหยัดพื้นที่การผลิตถึง 21,700 ตารางกิโลเมตร ซึ่งเทียบเท่ากับจังหวัดนครราชสีมา</strong> สรุปแล้ว การสร้างความหลากหลายของแหล่งโปรตีนนี้มีศักยภาพในการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนในประเทศไทย” </em></p>
<p><strong>ทำอย่างไรให้ประเทศไทยก้าวสู่ฐานะศูนย์กลางอาหารจากพืชแห่งทวีปเอเชีย</strong></p>
<p>ผู้อำนวยการ <strong>Madre Brava </strong>ประเทศไทย กล่าวเสริมว่า เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่ฐานะศูนย์กลางอาหารจากพืชแห่งทวีปเอเชีย จำเป็นต้องมีมาตรการเร่งด่วนในการส่งเสริมโปรตีนจากพืชแทนโปรตีนจากสัตว์ร้อยละ 50 ภายในปี 2050 โดยสามารถดำเนินการได้ดังนี้:</p>
<p><strong>&#8211; สร้างความเท่าเทียมในตลาด :</strong> รัฐบาลควรพิจารณานโยบายภาษีเพื่อสร้างแรงจูงใจในการจำหน่ายโปรตีนจากพืช และทำให้อาหารจากพืชเข้าถึงได้ง่ายขึ้น เพื่อสนับสนุนการเลือกอาหารที่มีสุขภาพดีและยั่งยืน</p>
<p><strong>&#8211; การจัดซื้อของภาครัฐ:</strong> ส่งเสริมการจัดเมนูอาหารที่เน้นพืชในกิจกรรมของหน่วยงานรัฐบาล และเพิ่มตัวเลือกเมนูอาหารจากพืชในโรงอาหารของรัฐ โรงเรียน และโรงพยาบาล</p>
<p><strong>&#8211; การเปลี่ยนผ่านด้านโปรตีนอย่างเป็นธรรม:</strong> พัฒนาแนวทางสนับสนุนทางการเงินและโครงการพัฒนาศักยภาพสำหรับเกษตรกรไทย เพื่อให้สามารถเปลี่ยนมาผลิตพืชผลสำหรับโปรตีนจากพืชได้</p>
<p>โดยการดำเนินการตามมาตรการเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นการเติบโตของโปรตีนจากพืชในประเทศไทยและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมในระดับภูมิภาคอีกด้วย</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-30033 " src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/11/info-TH1.jpg" alt="" width="677" height="672" /></p>
<p><em>“เราต้องสร้างความหลากหลายในอาหารการกินของเราตอนนี้ พอพูดถึงโปรตีน เราก็จะนึกถึงเนื้อสัตว์ เนื้อปลา แต่จริงๆ แล้ว โปรตีนมาจากหลายแหล่งได้ มาจากพืช มาจากสัตว์ รวมกันได้ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารก็แนะนำว่าให้หาแหล่งโปรตีนจากพืชมาเสริม และโปรตีนจากพืชควรจะเป็นแหล่งโปรตีนหลักในอาหารของเรา ความหลากหลายก็คือ มาจากพืช มาจากสัตว์ รวมกัน ไม่ใช่โปรตีนจากสัตว์อย่างเดียว”</em> วิชญะภัทร์กล่าว</p>
<p><strong>บทบาทของภาครัฐและเอกชนในการเพิ่มการเข้าถึงโปรตีนที่ยั่งยืน</strong></p>
<p>นอกจากนั้น ภาคเอกชนสามารถมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการเข้าถึงโปรตีนที่ยั่งยืนสำหรับผู้บริโภคได้ โดยเฉพาะในกลุ่มซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหารขนาดใหญ่ บริการจัดหาอาหาร และผู้ผลิตอาหาร โดยจากงานวิจัยมีข้อเสนอแนะสำหรับแต่ละกลุ่มมีดังนี้</p>
<p><strong>1. ซูเปอร์มาร์เก็ต</strong>: ควรตั้งเป้าหมายเพื่อเพิ่มยอดขายโปรตีนที่ยั่งยืน โดยลดราคาผลิตภัณฑ์จากพืชให้เทียบเท่ากับโปรตีนจากสัตว์ เพื่อสนับสนุนการเข้าถึงอาหารสุขภาพ และจัดแสดงผลิตภัณฑ์จากพืชในตำแหน่งที่เด่นชัด พร้อมให้ข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการเตรียมอาหารและคุณค่าทางโภชนาการ</p>
<p><strong>2. ผู้ผลิตอาหาร</strong>: ควรปรับใช้กลยุทธ์ความหลากหลายของแหล่งโปรตีนในแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและความยั่งยืน โดยลงทุนในการวิจัยและพัฒนาเพื่อปรับปรุงผลิตภัณฑ์โปรตีนทางเลือกให้มีรสชาติและคุณค่าทางโภชนาการสูงขึ้น พร้อมราคาเหมาะสม</p>
<p><strong>3. บริษัทให้บริการอาหาร</strong>: ควรเพิ่มเมนูที่ทำจากพืชและแสดงให้เห็นควบคู่กับเมนูปกติ โดยควรตั้งราคาเมนูจากพืชให้เทียบเท่ากับเมนูปกติเพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคในการเลือกซื้อ</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-30035 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/11/S__7249962.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>“เราอยากจะเห็นอนาคตที่มีพืชมาเป็นทางเลือกให้คนรับประทาน เป็นอนาคตสำหรับคนไทยที่มีโปรตีนจากพืชที่ดีต่อสุขภาพ ที่ยั่งยืนกว่า หาซื้อได้ง่าย ไม่ต้องเสียสละ ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม เราอยากจะเห็นสภาพแวดล้อมด้านอาหารที่ทุกคนสามารถทำเพื่อสิ่งแวดล้อมได้โดยที่ไม่ลำบากเกินไป”</em> วิชญะภัทร์กล่าวทิ้งท้าย</p>
<p>บทบาทของ <strong>Madre Brava </strong>คือการสร้างองค์ความรู้และผลักดันการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบอาหารที่ดีต่อสุขภาพ มีความยั่งยืน และราคาเข้าถึงได้ 100% โดยทำการศึกษาวิจัยและประยุกต์ข้อมูลที่มีอยู่แล้วให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ต่างๆ รวมถึงสื่อสารองค์ความรู้ และสร้างบทสนทนากับภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อให้ตระหนักถึงโอกาสและเห็นความสำคัญในการเปลี่ยนผ่านไปสู่ผลิตและบริโภคโปรตีนที่ยั่งยืน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/11/protein-diversification-built-thailand-to-kitchen-of-the-future/">วิจัยชี้ หากไทยเปลี่ยนผ่านใช้โปรตีนจากพืชได้ 50% ในปี 2050 ช่วยเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจ 1.3 ล้านล้านบาท เพิ่มงาน 1.15 ล้านตำแหน่ง พร้อมลดก๊าซเรือนกระจก 35.5 ล้านตันต่อปี</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>หมูเด้งนำทีม! รับหน้าที่ทูตสันถวไมตรี คืนรอยยิ้มช่วยเหลือชาวนาที่ประสบภัยน้ำท่วม ชวนซื้อข้าวล่วงหน้า พร้อมลุ้นจุ่มการ์ดลายหมูเด้ง</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/10/moodeng-x-thailand-rice-fest-2024/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 31 Oct 2024 12:04:06 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Charity]]></category>
		<category><![CDATA[Culture]]></category>
		<category><![CDATA[FOOD FOR GOOD]]></category>
		<category><![CDATA[Hippo]]></category>
		<category><![CDATA[Moo Deng]]></category>
		<category><![CDATA[Rice Festival]]></category>
		<category><![CDATA[Thai Rice]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand Rice Fest 2024]]></category>
		<category><![CDATA[กรมการข้าว]]></category>
		<category><![CDATA[การเกษตร]]></category>
		<category><![CDATA[ข้าว]]></category>
		<category><![CDATA[ข้าวหมูเด้ง]]></category>
		<category><![CDATA[ข้าวหมูเด้ง สนับสนุนเกษตรกรผู้ประสบภัยน้ำท่วม]]></category>
		<category><![CDATA[ข้าวอินทรีย์ Organic Thailand]]></category>
		<category><![CDATA[ข้าวไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ชาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำท่วม]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำท่วมภาคเหนือ]]></category>
		<category><![CDATA[ปศุสัตว์]]></category>
		<category><![CDATA[วิสาหกิจชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[สมาคมการค้าเกษตรอินทรีย์ไทย]]></category>
		<category><![CDATA[หมูเด้ง]]></category>
		<category><![CDATA[องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[เกษตรกร]]></category>
		<category><![CDATA[เกษตรกรอินทรีย์]]></category>
		<category><![CDATA[เทศกาลข้าว]]></category>
		<category><![CDATA[เทใจ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=29941</guid>

					<description><![CDATA[<p>จากปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือ ทำให้มีผู้ได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง หนึ่งในนั้นคือ เกษตรกรอินทรีย์ที่มีพื้นที่เพาะปลูกอยู่ในจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ ที่ขาดรายได้ทันที เพราะผลผลิตที่เตรียมออกสู่ตลาดในปลายปีนี้ หายวับไปกับสายน้ำ ที่ไหล่บ่ามาอย่างรวดเร็วและท่วมทุกพื้นที่ ทำให้ชีวิตของกลุ่มเกษตรอินทรีย์ที่ปลูกข้าวปีละครั้งโอนเอนไปตามกระแสน้ำเช่นกัน เพราะเท่ากับพวกเขาจะขาดรายได้ในการทำนาทั้งปี และจะมีรายได้อีกครั้งเมื่อลงมือเพาะปลูกรอบใหม่ และขายผลผลิตได้ นั่นคือเดือนธันวาคม 2568 จึงเป็นที่มาให้ผู้จัดงาน Thailand Rice Fest 2024 เทศกาลข้าวที่เป็นเวทีสำคัญในการยกระดับข้าวไทย และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างเกษตรกรและผู้บริโภค ที่ประกอบด้วย The Cloud และพันธมิตรสำคัญ อย่าง กรมการข้าว ร่วมด้วยองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์, สมาคมการค้าเกษตรอินทรีย์ไทย, เทใจ และ FOOD FOR GOOD กางแผนช่วยเหลือเกษตรกรที่โครงการนี้สนับสนุนมี 2 กลุ่มคือ ‘กลุ่มทุ่งต้อมพอเพียง’ เป็นเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน ในอำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย ทำการเกษตรและปศุสัตว์หลากหลาย (ปลูกข้าว ผักสวนครัว เลี้ยงปลานิล หมู) บริหารจัดการอย่างยั่งยืน เช่น นำฟางข้าวมาลงบ่อปลาเป็นแหล่งอาหารสร้างแพลงก์ตอนให้ปลานิล เศษปลานำไปทำน้ำหมัก ขี้หมูนำไปใส่ในนาข้าว และนำผลผลิตส่วน ต่าง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/10/moodeng-x-thailand-rice-fest-2024/">หมูเด้งนำทีม! รับหน้าที่ทูตสันถวไมตรี คืนรอยยิ้มช่วยเหลือชาวนาที่ประสบภัยน้ำท่วม ชวนซื้อข้าวล่วงหน้า พร้อมลุ้นจุ่มการ์ดลายหมูเด้ง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>จากปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือ ทำให้มีผู้ได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง หนึ่งในนั้นคือ เกษตรกรอินทรีย์ที่มีพื้นที่เพาะปลูกอยู่ในจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ ที่ขาดรายได้ทันที เพราะผลผลิตที่เตรียมออกสู่ตลาดในปลายปีนี้ หายวับไปกับสายน้ำ ที่ไหล่บ่ามาอย่างรวดเร็วและท่วมทุกพื้นที่</p>
<p><span id="more-29941"></span></p>
<p>ทำให้ชีวิตของกลุ่มเกษตรอินทรีย์ที่ปลูกข้าวปีละครั้งโอนเอนไปตามกระแสน้ำเช่นกัน เพราะเท่ากับพวกเขาจะขาดรายได้ในการทำนาทั้งปี และจะมีรายได้อีกครั้งเมื่อลงมือเพาะปลูกรอบใหม่ และขายผลผลิตได้ นั่นคือเดือนธันวาคม 2568</p>
<p>จึงเป็นที่มาให้ผู้จัดงาน <strong>Thailand Rice Fest </strong><strong>2024</strong> เทศกาลข้าวที่เป็นเวทีสำคัญในการยกระดับข้าวไทย และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างเกษตรกรและผู้บริโภค ที่ประกอบด้วย <strong>The Cloud แ</strong>ละพันธมิตรสำคัญ อย่าง <strong>กรมการข้าว ร่วมด้วยองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์, สมาคมการค้าเกษตรอินทรีย์ไทย, เทใจ และ FOOD FOR GOOD </strong>กางแผนช่วยเหลือเกษตรกรที่โครงการนี้สนับสนุนมี 2 กลุ่มคือ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29945 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/10/ข้าวหมูเด้ง-04.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>‘กลุ่มทุ่งต้อมพอเพียง’</strong> เป็นเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน ในอำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย ทำการเกษตรและปศุสัตว์หลากหลาย (ปลูกข้าว ผักสวนครัว เลี้ยงปลานิล หมู) บริหารจัดการอย่างยั่งยืน เช่น นำฟางข้าวมาลงบ่อปลาเป็นแหล่งอาหารสร้างแพลงก์ตอนให้ปลานิล เศษปลานำไปทำน้ำหมัก ขี้หมูนำไปใส่ในนาข้าว และนำผลผลิตส่วน ต่าง ๆ  ไปแปรรูปให้ได้มากที่สุด ลดของเสียและเพิ่มมูลค่าสินค้า มีสมาชิกที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม 280 ครอบครัว อยู่ใน 2 ตำบล พื้นที่ 1,300 ไร่ เป็นนาอินทรีย์ที่ได้รับการรับรอง ข้าวอินทรีย์ Organic Thailand</p>
<p>และ <strong>‘กลุ่มรักถิ่นเกิดเกษตรทฤษฎีใหม่’</strong> เป็นกลุ่มนาแปลงใหญ่อยู่ในตำบลบ้านด้าย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย มีสมาชิกที่ปลูกข้าวเกษตรอินทรีย์ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม 10 ครอบครัว พื้นที่ 166 ไร่</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29944 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/10/ข้าวหมูเด้ง-03.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p>จึงเป็นที่มาของการออกแคมเปญพิเศษ <strong>“ข้าวหมูเด้ง สนับสนุนเกษตรกรผู้ประสบภัยน้ำท่วม”</strong> ด้วยการใช้หมูเด้ง มารับหน้าที่เป็นทูตสันถวไมตรี ที่นอกจากจะสร้างรอยยิ้มให้กับคนทั่วโลก แล้วยังมาคืนรอยยิ้มให้กับเกษตรกรไทยที่ประสบภัยน้ำท่วม ให้กลับมายืนหยัด ดูแลชีวิตความเป็นอยู่ได้อย่างเร็วที่สุด ซึ่งทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการคืนรอยยิ้มให้เกษตรกรเหมือนหมูเด้งเช่นกัน ผ่านการสั่งซื้อข้าวอินทรีย์ล่วงหน้า โดยมีรายละเอียดดังนี้</p>
<p>1. สนับสนุนข้าวอินทรีย์คุณภาพสูงผ่านแพลตฟอร์มเทใจที่ลิงก์นี้ <a href="https://taejai.com/th/project/dst-moodengrice" target="_blank" rel="noopener">https://taejai.com/th/project/dst-moodengrice</a> โดยยอดการสนับสนุน สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ 1 เท่า</p>
<p>2. ข้าวสารถุงละ 1 กิโลกรัม มูลค่าการสนับสนุน 200 บาท ผู้สนับสนุนจะได้รับข้าว 1 กิโลกรัม การ์ดขอบคุณลายหมูเด้ง 1 ใบ ด้านในเป็นคำขอบคุณจากเกษตรกร ภาพหมูเด้งวาดโดย คุณอารีรัตน์ ทับทิม เจ้าหน้าที่สื่อการศึกษา สวนสัตว์เปิดเขาเขียว จัดส่งทันทีตามที่อยู่จัดส่งโดยไม่คิดค่าส่งเพิ่ม</p>
<p>3. รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมด (ค่าพิมพ์การ์ด ค่าจัดส่ง ค่าธรรมเนียมการชำระเงิน) จะมอบให้กับตัวแทนกลุ่มทุ่งต้อมพอเพียง และกลุ่มรักถิ่นเกิดเกษตรทฤษฎีใหม่</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29946 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/10/ข้าวหมูเด้ง-06.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>4. ผู้สนับสนุนจะได้รับข้าวสารจากพันธุ์ข้าวหอมมะลิ 105</p>
<p>5. ผู้สนับสนุนข้าว 1 กิโลกรัม จะได้รับการ์ด 1 ใบ โดยการสุ่มลาย การ์ดมีทั้งหมด 8 ลาย ถ้าสนับสนุน 8 กิโลกรัม จะได้รับการ์ดครบทั้ง 8 ลาย</p>
<p>6. ผู้สนับสนุนเลือกที่อยู่สำหรับจัดส่งข้าวได้ (จัดส่งเฉพาะภายในประเทศไทยเท่านั้น)</p>
<p>7. ผู้สนับสนุนเลือกได้ว่าจะรับไว้เพียงบางส่วน ส่วนที่เหลือเลือก ‘บริจาค’ ได้ โดย FOOD FOR GOOD ภายใต้มูลนิธิยุวพัฒน์ จะจัดส่งเพื่อเป็นอาหารกลางวันสำหรับโรงเรียนที่ขาดแคลนในพื้นที่อำเภอเทิง และอำเภอแม่สายจังหวัดเชียงรายและพื้นที่ใกล้เคียง โดยผู้สนับสนุนยังได้รับการ์ดครบตามเต็มตามจำนวนที่สนับสนุน</p>
<p>8. หากเป็นการสนับสนุนจากต่างประเทศ ผู้สนับสนุนจะได้รับการ์ดส่งไปต่างประเทศตามที่อยู่ที่แจ้ง แต่โครงการนี้ส่งข้าวไปต่างประเทศไม่ได้ หากต้องการรับข้าว ต้องใส่ที่อยู่ในประเทศไทยเท่านั้น หรือเลือกบริจาคข้าวทั้งหมดให้กับโรงเรียนที่ขาดแคลน</p>
<p>9. ผู้สนับสนุนจะได้รับข้าวในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2568 ถึง มกราคม พ.ศ. 2569 (หากมีเหตุให้ได้รับช้ากว่านั้น จะมีการแจ้งรายละเอียดทางอีเมล)</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29943 " src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/10/ข้าวหมูเด้ง-01.jpg" alt="" width="611" height="764" /></p>
<p>สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถสั่งจองข้าวหมูเด้งล่วงหน้าได้ที่ เว็บไซต์ เทใจ <a href="https://taejai.com/th/project/dst-moodengrice" target="_blank" rel="noopener">https://taejai.com/th/project/dst-moodengrice</a>  ตั้งแต่วันนี้ &#8211; 20 ธันวาคม 2567 หรือเลือกสนับสนุนโดยตรงกับเจ้าหน้าที่ได้ที่บูทขององค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทยฯ (H30) ในงาน <strong>Thailand Rice Fest 2024</strong> วันที่ 12 – 14 ธันวาคม พ.ศ. 2567 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ให้ข้าวหมูเด้งเป็นสัญลักษณ์แห่งการให้และความหวัง สั่งซื้อวันนี้เพื่อส่งต่อความช่วยเหลือและความสุขให้กับเกษตรกรทั่วประเทศ! พร้อมรับสิทธิลดหย่อนภาษี 1 เท่า  ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เฟสบุ๊ก Thailand Rice Fest คลิก <a href="https://www.facebook.com/ThailandRiceFest" target="_blank" rel="noopener">https://www.facebook.com/ThailandRiceFest</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/10/moodeng-x-thailand-rice-fest-2024/">หมูเด้งนำทีม! รับหน้าที่ทูตสันถวไมตรี คืนรอยยิ้มช่วยเหลือชาวนาที่ประสบภัยน้ำท่วม ชวนซื้อข้าวล่วงหน้า พร้อมลุ้นจุ่มการ์ดลายหมูเด้ง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กรุงไทยชี้เทรนด์ Sustainable Sourcing มาแรง กระทบมูลค่าส่งออกเกษตรและอาหารกว่า 2 แสนล้านบาท   </title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/10/krungthai-compass-sustainable-sourcing-report/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 01 Oct 2024 12:19:17 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[BBFAW]]></category>
		<category><![CDATA[decarbonization]]></category>
		<category><![CDATA[Krungthai COMPASS]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[Supply Chain]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Sourcing]]></category>
		<category><![CDATA[Traceability]]></category>
		<category><![CDATA[กรุงไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซเรือนกระจกสูง]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดหาวัตถุดิบที่ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.พชรพจน์ นันทรามาศ]]></category>
		<category><![CDATA[ตรวจสอบย้อนกลับ]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารกรุงไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจเกษตรและอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[ปศุสัตว์]]></category>
		<category><![CDATA[ภาคเกษคร]]></category>
		<category><![CDATA[มาตรฐานการค้า]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ลดคาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[วัตถุดิบ]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS]]></category>
		<category><![CDATA[ส่งออก]]></category>
		<category><![CDATA[สวัสดิภาพสัตว์]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[ห่วงโซ่การผลิต]]></category>
		<category><![CDATA[อภินันทร์ สู่ประเสริฐ]]></category>
		<category><![CDATA[อุตสาหกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[อุตสาหกรรมอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[เงื่อนไขทางการค้า]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=29346</guid>

					<description><![CDATA[<p>ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ชี้ ประเทศคู่ค้าของประเทศไทยมีแนวโน้มที่จะบังคับใช้มาตรฐานและกฎระเบียบในด้านการจัดหาวัตถุดิบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือ Sustainable Sourcing ที่เข้มงวดขึ้น แนะผู้ประกอบการ 3 กลุ่มหลัก ซึ่งมีมูลค่าส่งออกรวมกันกว่า 2 แสนล้านบาทต่อปี เร่งดำเนินการเรื่อง Sustainable Sourcing อย่างจริงจัง โดยเริ่มตั้งเป้าหมาย Sustainable Sourcing และจัดเก็บข้อมูลห่วงโซ่การผลิตในรูปแบบดิจิทัล ดร.พชรพจน์ นันทรามาศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ และ Chief Economist ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมเกษตรและอาหารไทยเป็นอุตสาหกรรมที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงถึง 25% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดของประเทศไทย โดยเฉพาะกิจกรรมต้นน้ำ เช่น การเพาะปลูก การเลี้ยงสัตว์ ที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงถึง 70% ของห่วงโซ่การผลิตทั้งหมดในภาคเกษตรและอาหาร ทำให้ประเทศคู่ค้ามีแนวโน้มที่จะบังคับใช้มาตรฐานและกฎระเบียบในด้านการจัดหาวัตถุดิบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคทางการค้าสำหรับผู้ส่งออกไทยในกลุ่มผู้ประกอบการกลางน้ำและปลายน้ำที่ใช้วัตถุดิบในการผลิตจากสินค้าเกษตรได้หากปรับตัวไม่ทัน “Sustainable Sourcing เป็นแนวทางการจัดหาวัตถุดิบที่ยั่งยืนซึ่งครอบคลุมในหลายมิติตั้งแต่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การใช้ทรัพยากรดินและน้ำอย่างคุ้มค่า ไปจนถึงการให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพแรงงาน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมเกษตรและอาหารไทยที่ต้องพึ่งการส่งออกต่อผลผลิตรวมในประเทศมากกว่า 70%  ขณะที่ผู้ประกอบการในภาคเกษตรและอาหารไทยเป็น SMEs มากกว่า 80% ของจำนวนผู้ประกอบการทั้งหมด [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/10/krungthai-compass-sustainable-sourcing-report/">กรุงไทยชี้เทรนด์ Sustainable Sourcing มาแรง กระทบมูลค่าส่งออกเกษตรและอาหารกว่า 2 แสนล้านบาท   </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS</strong> ชี้ ประเทศคู่ค้าของประเทศไทยมีแนวโน้มที่จะบังคับใช้มาตรฐานและกฎระเบียบในด้านการจัดหาวัตถุดิบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือ <strong>Sustainable Sourcing</strong> ที่เข้มงวดขึ้น แนะผู้ประกอบการ 3 กลุ่มหลัก ซึ่งมีมูลค่าส่งออกรวมกันกว่า 2 แสนล้านบาทต่อปี เร่งดำเนินการเรื่อง Sustainable Sourcing อย่างจริงจัง โดยเริ่มตั้งเป้าหมาย Sustainable Sourcing และจัดเก็บข้อมูลห่วงโซ่การผลิตในรูปแบบดิจิทัล</p>
<p><span id="more-29346"></span></p>
<p><strong>ดร.พชรพจน์ นันทรามาศ</strong> ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ และ Chief Economist ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมเกษตรและอาหารไทยเป็นอุตสาหกรรมที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงถึง 25% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดของประเทศไทย โดยเฉพาะกิจกรรมต้นน้ำ เช่น การเพาะปลูก การเลี้ยงสัตว์ ที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงถึง 70% ของห่วงโซ่การผลิตทั้งหมดในภาคเกษตรและอาหาร</p>
<p>ทำให้ประเทศคู่ค้ามีแนวโน้มที่จะบังคับใช้มาตรฐานและกฎระเบียบในด้านการจัดหาวัตถุดิบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคทางการค้าสำหรับผู้ส่งออกไทยในกลุ่มผู้ประกอบการกลางน้ำและปลายน้ำที่ใช้วัตถุดิบในการผลิตจากสินค้าเกษตรได้หากปรับตัวไม่ทัน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29349 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/10/High-Emission.jpg" alt="" width="1200" height="674" /></p>
<p>“Sustainable Sourcing เป็นแนวทางการจัดหาวัตถุดิบที่ยั่งยืนซึ่งครอบคลุมในหลายมิติตั้งแต่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การใช้ทรัพยากรดินและน้ำอย่างคุ้มค่า ไปจนถึงการให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพแรงงาน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมเกษตรและอาหารไทยที่ต้องพึ่งการส่งออกต่อผลผลิตรวมในประเทศมากกว่า 70%  ขณะที่ผู้ประกอบการในภาคเกษตรและอาหารไทยเป็น SMEs มากกว่า 80% ของจำนวนผู้ประกอบการทั้งหมด จึงอาจไม่พร้อมในการเผชิญมาตรฐานการค้าที่ให้ความสำคัญกับการจัดหาวัตถุดิบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งปัจจุบันมีมาตรฐานสากลด้านการจัดหาแหล่งวัตถุดิบอย่างยั่งยืนที่แตกต่างกันไปในแต่ละสินค้า อาทิ มาตรฐานการจัดการสวัสดิภาพสัตว์ในอุตสาหกรรมอาหาร (BBFAW) สำหรับกลุ่มเนื้อสัตว์แปรรูป มาตรฐานการผลิตน้ำตาลอย่างยั่งยืน (Bonsucro) สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ใช้น้ำตาลเป็นวัตถุดิบหลัก มาตรฐานการประมงที่ยั่งยืน (MSC) หรือมาตรฐานการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน (ASC)  สำหรับกลุ่มอาหารทะแลแปรรูป ”</p>
<p><strong>คุณอภินันทร์ สู่ประเสริฐ</strong> นักวิเคราะห์ ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS กล่าวเสริมว่า การยกระดับการจัดหาวัตถุดิบไปสู่ Sustainable Sourcing โดยเฉพาะในมิติการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งเป็นเทรนด์ที่ทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญจะเป็นหนึ่งในแนวทางที่ช่วยให้ภาคเกษตรและอาหารไทยบรรลุเป้าหมาย Net Zero ได้และช่วยลดแรงกดดันจากมาตรการของคู่ค้า นอกจากนี้ ยังตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่มีการจัดหาแหล่งวัตถุดิบอย่างยั่งยืน ขณะที่ผู้ประกอบอาหารรายใหญ่ทั้งของโลกและไทยต่างมีการตื่นตัวในเรื่องการจัดหาวัตถุดิบอย่างยั่งยืนแล้ว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29350 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/10/Demand-CU.jpg" alt="" width="1200" height="674" /></p>
<p><em>“ผู้ประกอบการธุรกิจเกษตรและอาหารกลางน้ำและปลายน้ำที่ควรเร่งปรับตัวสู่ Sustainable Sourcing ก่อน ได้แก่ ผู้ประกอบการสินค้าในกลุ่มเนื้อสัตว์แปรรูป อาหารทะเลแปรรูป และผลิตภัณฑ์ที่ใช้น้ำตาลเป็นวัตถุดิบหลัก เช่น ขนมหวาน ลูกอม ลูกกวาด เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีสัดส่วนการส่งออกต่อผลผลิตรวม และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการจัดหาวัตถุดิบอยู่ในระดับที่สูงเมื่อเทียบกับสินค้าในกลุ่มเกษตรและอาหารกลางน้ำและปลายน้ำอื่นๆ โดยสินค้าในกลุ่มที่กล่าวมาข้างต้น มีมูลค่าการส่งออกรวมกันถึง 2 แสนล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นราว 20% ของมูลค่าส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารของไทย ซึ่งอยู่ที่กว่า 1 ล้านล้านบาทต่อปี”</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29351 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/10/Demand-Brand-.jpg" alt="" width="1200" height="673" /></p>
<p><strong>คุณปราโมทย์ วัฒนานุสาร</strong> นักวิเคราะห์ ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS กล่าวเสริมว่า ธุรกิจเกษตรและอาหารควรเริ่มตั้งเป้าหมายในด้านการจัดหาวัตถุดิบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและเร่งจัดเก็บข้อมูลห่วงโซ่การผลิตในรูปแบบดิจิทัลเพื่อช่วยให้การตรวจสอบย้อนกลับในสินค้าเกษตรและอาหารทำได้ง่ายขึ้น  รวมถึงสร้างความร่วมมือกันทั้ง Ecosystem นอกจากนี้ ภาครัฐจะต้องเป็นแกนหลักในการยกระดับมาตรฐานและการรับรองด้านการจัดหาวัตถุดิบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมให้ทัดเทียมมาตรฐานสากล ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจเกษตรและอาหารไทยสามารถยกระดับไปสู่การผลิตสีเขียวได้อย่างยั่งยืน</p>
<p>“ผู้ประกอบการควรต้องทำความเข้าใจ และเตรียมความพร้อมสำหรับมาตรฐานและการรับรองด้านการจัดหาวัตถุดิบอย่างยั่งยืนอย่างจริงจัง  อีกทั้งเริ่มประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของวัตถุดิบ ได้แก่ การใช้ IoT  และ Blockchain ในการเก็บข้อมูลแหล่งที่มาของวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต เพื่อให้การตรวจสอบแหล่งที่มาของวัตถุดิบทำได้อย่างโปร่งใส รวมถึงสร้างความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยีด้านการตรวจสอบย้อนกลับอาหาร รวมไปถึงหน่วยงานที่ให้คำปรึกษาด้านมาตรฐานอาหารที่เกี่ยวข้องกับการจัดหาวัตถุดิบอย่างยั่งยืน เช่น สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ สถาบันอาหาร เป็นต้น”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29352 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/10/Key-to-Success.jpg" alt="" width="1200" height="680" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/10/krungthai-compass-sustainable-sourcing-report/">กรุงไทยชี้เทรนด์ Sustainable Sourcing มาแรง กระทบมูลค่าส่งออกเกษตรและอาหารกว่า 2 แสนล้านบาท   </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เจาะกลยุทธ์ &#8216;ซีพี-เมจิ&#8217; บริษัทนมหมื่นล้าน​ สร้างความยั่งยืนผ่านแนวคิด &#8216;เพิ่มคุณค่าชีวิต&#8217; ​พร้อมศึกษาลด GHG ภาคปศุสัตว์</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/06/cp-meiji-enriching-life-for-sustainability/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 13 Jun 2024 11:09:16 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[CP Meiji]]></category>
		<category><![CDATA[CP-Meiji Enriching Life]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[GHG Reduction]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[กลยุทธ์]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[ซัพพลายเชน]]></category>
		<category><![CDATA[ซีพี-เมจิ]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[นมพร้อมดื่ม]]></category>
		<category><![CDATA[นมเมจิ]]></category>
		<category><![CDATA[นวัตกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ซีพี-เมจิ จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[ปศุสัตว์]]></category>
		<category><![CDATA[ลดคาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[สลิลรัตน์ พงษ์พานิช]]></category>
		<category><![CDATA[สังคม]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[สโคป 3]]></category>
		<category><![CDATA[เติบโตอย่างยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[เพิ่มคุณค่าชีวิต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=26461</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในฐานะผู้นำตลาดนมพาสเจอร์ไรส์ของประเทศไทย ด้วยส่วนแบ่ง​​ตลาดมากกว่า 60% รวมทั้งยังขยายตลาดเพิ่มเติมไปอีก 7 ประเทศในภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็น พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ และฮ่องกง ซึ่งนอกจากประเทศไทยแล้ว ซีพี -เมจิ ยังเป็นเบอร์หนึ่งในตลาดนมพาสเจอร์ไรส์ของสิงคโปร์ และฮ่องกง อีกด้วย ขณะที่การเติบโตทางธุรกิจ ในปี 2566 ที่ผ่านมา ซีพี-เมจิ มี​​ยอดขาย​ประมาณ 12,200 ล้านบาท ​เติบโต​จากปีก่อนหน้ากว่า 12% และคาดว่าจะโตเพิ่มขึ้นได้อีกราว 5% ในปีนี้ หรือทำยอดขายได้ 12,700 -13,000 ล้านบาท ขณะที่ช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา ซีพี-เมจิ เติบโตได้แล้ว 17.7% เทียบกับตลาดที่เติบโต 11.8% ซึ่งเป็นการเติบโตได้มากกว่าตลาดและช่วย​เพิ่มแชร์​ให้สูงขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง ​ นอกจากความแข็งแกร่งในการรักษาผู้นำทางธุรกิจ ด้วยคุณภาพและการพัฒนานวัตกรรมสินค้าให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดและผู้บริโภคอยู่เสมอ ซีพี-เมจิ ยังให้ความสำคัญกับการวางกลยุทธ์เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน ให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ขององค์กรเรื่องการ &#8220;เพิ่มคุณค่าชีวิต&#8221; (CP-Meiji Enriching Life) ผ่านการพัฒนาทุกภาคส่วนที่เกี่ยวตลอดทั้งซัพพลายเชนตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำให้เติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืนทุกมิติทั้งเศรษฐกิจ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/06/cp-meiji-enriching-life-for-sustainability/">เจาะกลยุทธ์ &#8216;ซีพี-เมจิ&#8217; บริษัทนมหมื่นล้าน​ สร้างความยั่งยืนผ่านแนวคิด &#8216;เพิ่มคุณค่าชีวิต&#8217; ​พร้อมศึกษาลด GHG ภาคปศุสัตว์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ในฐานะผู้นำตลาดนมพาสเจอร์ไรส์ของประเทศไทย ด้วยส่วนแบ่ง​​ตลาดมากกว่า 60% รวมทั้งยังขยายตลาดเพิ่มเติมไปอีก 7 ประเทศในภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็น พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ และฮ่องกง ซึ่งนอกจากประเทศไทยแล้ว<strong> ซีพี -เมจิ</strong> ยังเป็นเบอร์หนึ่งในตลาดนมพาสเจอร์ไรส์ของสิงคโปร์ และฮ่องกง อีกด้วย</p>
<p><span id="more-26461"></span></p>
<p>ขณะที่การเติบโตทางธุรกิจ ในปี 2566 ที่ผ่านมา ซีพี-เมจิ มี​​ยอดขาย​ประมาณ 12,200 ล้านบาท ​เติบโต​จากปีก่อนหน้ากว่า 12% และคาดว่าจะโตเพิ่มขึ้นได้อีกราว 5% ในปีนี้ หรือทำยอดขายได้ 12,700 -13,000 ล้านบาท ขณะที่ช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา ซีพี-เมจิ เติบโตได้แล้ว 17.7% เทียบกับตลาดที่เติบโต 11.8% ซึ่งเป็นการเติบโตได้มากกว่าตลาดและช่วย​เพิ่มแชร์​ให้สูงขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง ​</p>
<p>นอกจากความแข็งแกร่งในการรักษาผู้นำทางธุรกิจ ด้วยคุณภาพและการพัฒนานวัตกรรมสินค้าให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดและผู้บริโภคอยู่เสมอ ซีพี-เมจิ ยังให้ความสำคัญกับการวางกลยุทธ์เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน ให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ขององค์กรเรื่องการ<strong> &#8220;เพิ่มคุณค่าชีวิต&#8221; (CP-Meiji Enriching Life) </strong>ผ่านการพัฒนาทุกภาคส่วนที่เกี่ยวตลอดทั้งซัพพลายเชนตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำให้เติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืนทุกมิติทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-26462 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/info.jpg" alt="" width="1200" height="670" /></p>
<p><strong>วางกรอบ ESG ขับเคลื่อนโรดแม็พ 2030  </strong></p>
<p><strong>คุณสลิลรัตน์ พงษ์พานิช </strong>กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี-เมจิ จำกัด กล่าวถึงการวางกลยุทธ์เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน ตามแนวทาง <strong>‘เพิ่มคุณค่าชีวิต’ หรือ ‘Enriching Life’</strong> มีเป้าหมายเพื่อการพัฒนาทุกภาคส่วนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และครอบคลุมตามกรอบ ESG (Environment, Social, Governance) ​ โดยได้ประกาศแผนงาน นโยบาย รวมท้ังเป้าหมายที่ต้องบรรลุในการขับเคลื่อนความยั่งยืน ตามโรดแม็พ 2030 ในแต่ละมิติดังต่อไปนี้</p>
<p><strong>ด้านสิ่งแวดล้อม ​(Environment) </strong></p>
<p>มุ่งขับเคลื่อนผ่านแกนสำคัญ ทั้งการับมือต่อปัญหา <strong>Climate Change</strong> หรือ​​การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ โดย<strong>​มีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net zero emissions) ในปี 2050</strong> เช่นเดียว​ทิศทางของกลุ่มซีพีเอฟ <strong>พร้อมเป้าหมายระหว่างทางโดยเฉพาะการบรรลุ Carbon Neutrality ภายในปี 2030 ​และมิติอื่นๆ เช่น ​ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 30%, ลดการใช้น้ำ 25%, ลดการเกิดขยะฝังกลบ 25% จากกระบวนการผลิต</strong> ​โดยมุ่งเน้นการพัฒนาประสิทธิภาพในกระบวนการผลิต และ operation รวมทั้งการใช้ทรัพยากรต่างๆ อย่างเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ภายใต้การลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องจักรราว 300 -400 ล้านบาทต่อปี</p>
<p>นอกจากนี้ ยังตั้งเป้าให้บรรจุภัณฑ์ทั้ง 100% สามารถกลับมาใช้ซ้ำ ​(Reusable) นำมาใช้ใหม่ (Recyclable) หรือสามารถย่อยสลายได้  (Compostable) โดยในปี 2566 ที่ผ่านมา ​ได้ได้ริเริ่ม​โครงการ <strong>&#8216;ซีพี-เมจิ รีไซขุ่น&#8217;</strong> เพื่อรณรงค์​แยกขยะพลาสติก​ขวดขุ่น เพื่อรวบรวมและนำกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลเพื่อผลิตเป็นถังขยะ ส่งมอบให้ชุมชนและอำเภอต่างๆ ในจังหวัดสระบุรี โดยปีนี้จะต่อยอดโครงการ​จากกลุ่มผู้บริโภค มาสู่กลุ่มผู้ประกอบการในธุรกิจกาแฟ​</p>
<p>พร้อมทั้งขับเคลื่อน​เรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) และการดูแลระบบนิเวศ ผ่านโครงการปลูกป่า 1,ooo ไร่ ​​ภายใต้ MOU กับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช วางแผนปลูกต้นไม้สองแสนต้น ในพื้นที่จังหวัดสระบุรีและใกล้เคียงซึ่งถือเป็นชุมชนโดยรอบโรงงาน โดย​ปัจจุบัน​ปลูกต้นไม้ไปแล้วกว่า 52,000 ต้น บนพื้นที่ 260 ไร่ และมีเป้าหมายในการปลูกให้ได้รวม 74,000 ต้น บนพื้นที่ 370 ไร่ในปี 2567</p>
<p><strong>ด้านสังคม (Social)</strong></p>
<p>ขับเคลื่อนผ่านเรื่องของคน โดยเฉพาะ <strong>การยกระดับคุณภาพชีวิตให้ผู้บริโภค ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีประโยชน์และปลอดภัย โดยตั้งเป้าให้ผลิตภัณฑ์ 70% ได้รับรองมาตรฐาน Healthier Choice Certificate และตรวจสอบย้อนกลับได้ 100%</strong> รวมท้ังพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมเพื่อประโยชน์ต่อสุขภาพของผู้บริโภค ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และพฤติกรรมผู้บริโภค รวมทั้งอยู่บนพื้นฐานการผลิตอย่างมีความรับผิดชอบที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ถึงระดับศูนย์รับน้ำนมดิบในกรณีมีปัญหาต่างๆ เกิดขึ้น​</p>
<p>ขณะที่ <strong>การดูแลคุณภาพชีวิตชุมชนรอบโรงงานใน จ.สระบุรี</strong> ได้มีการจัดตั้งโครงการต่างๆ ทั้งการพัฒนาทักษะเด็กๆ อย่าง “Innovative Education” ที่มุ่งส่งเสริมด้านการศึกษา และ “ Fit to the Height” สำหรับการดูแลด้านโภชนาการ รวมทั้งการจัดทำศูนย์เรียนรู้ Robotics &amp; Coding พร้อมมอบอุปกรณ์คอมพิวเตอร์เพื่อการเรียน ตลอดจนจัดแคมป์อบรมหุ่นยนต์ให้กับครูและนักเรียน สอดคล้องกับนโยบายด้านการศึกษา 4.0 ของกระทรวงศึกษาธิการ รวมถึงกิจกรรมส่งเสริมโภชนาการผ่านหลัก 3 อ. อาหาร ออกกำลัง และอารมณ์ โดยจัดแผนโภชนาการและการออกกำลังที่เหมาะสม สนับสนุนผลิตภัณฑ์นมหลากหลายเพื่อให้เด็กได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน โดยมีการติดตามพัฒนาการ ผ่านการเก็บข้อมูลดัชนีมวลกายของนักเรียนอย่างต่อเนื่องเพื่อวัดการเปลี่ยนแปลง ไปจนถึงสร้างโรงผลิตน้ำดื่มสะอาดได้มาตรฐาน อย. และมอบให้เป็นสาธารณประโยชน์ เป็นต้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-26464 " src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/Re3.jpg" alt="" width="509" height="764" /></p>
<p><strong>ด้านเศรษฐกิจและธรรมาภิบาล (Governance)</strong></p>
<p>เพื่อมุ่งสร้างคุณค่าและการเติบโตร่วมกันตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงวัว กลุ่มพันธมิตรภายในซัพพลายเชน ตลอดจนกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจต่างๆ</p>
<p>โดยในส่วนเกษตรกรมีเป้าหมายบริหารจัดการน้ำนมดิบและสวัสดิภาพสัตว์ <strong> โดยตั้งเป้าให้ 100% ของฟาร์มโคนมผู้ส่งน้ำนมดิบต้องผ่านมาตรฐานคุณภาพระดับ Gold Standard</strong> รวมทั้งมุ่งส่งเสริมเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม โดยจัดการอบรมและให้ความรู้เชิงวิชาการ ผนวกกับการนำเอาเทคโนโลยีมาใช้เพื่อให้เป็นประโยชน์สำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมรุ่นใหม่ รวมทั้งการทำ Roadmap การจัดการฟาร์ม เพื่อให้ได้น้ำนมที่มีคุณภาพและปริมาณตามมาตรฐาน ภายใต้ MOU กับทีมนักวิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</p>
<p><strong>ขณะที่กลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจต่างๆ จะมุ่งเข้าไปส่งเสริมเสริมและพัฒนาธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม โดยเฉพาะธุรกิจกาแฟ</strong> ด้วยการยกระดับความรู้ความสามารถของบุคลากรหรือ บาริสต้า ผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น CP-Meiji Speed Latte Art Championship การแข่งขันกาแฟด้านลวดลายและรสชาติที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย, CP-Meiji Barista Camp ค่ายพัฒนาบาริสต้าแบบเข้มข้น โดยกรรมการและแชมป์โลกทั้งด้านบาริสต้าและด้านลาเต้อาร์ต เพื่อมุ่งสู่การเป็นมืออาชีพระดับสากล รวมไปถึงการสร้าง  Team Avenger หรือทีมบาริสต้าตัวแทนประเทศไทยเพื่อลงแข่งและสร้างชื่อเสียงในเวทีแข่งขันระดับนานาชาติ โดยมีเป้าหมายสำคัญในการเป็นพันธมิตรอันดับ 1 ของบรรดาผู้ประกอบการในธุรกิจที่ต้องใช้นมเป็นส่วนประกอบ</p>
<p><em>&#8220;ตล​อด 35 ปี ที่ผ่านมา ซีพี-เมจิ รักษาความแข็งแกร่งในตลาดมาได้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งสร้างการเติบโตได้กว่าเท่าตัว <strong>จากยอดขายราว 5 พันล้านบาทต่อปี จนขยับมาแตะเป็นหลักหมื่นล้านได้ในปัจจุบัน มาจากการวางกลยุทธ์ที่มองการสร้างประโยชน์จากการทำธุรกิจมากกว่าแค่กลุ่มผู้ถือหุ้น แต่มุ่งสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับท้ัง Stakeholders</strong> เพื่อทำให้ทุกคนแข็งแรง เพราะถ้าคนใดคนหนึ่งในระบบนิเวศอ่อนแอก็จะกระทบมาถึงความมั่นคงของธุรกิจด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความมั่นใจให้กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงวัวว่าเป็นอาชีพที่มั่นคง การส่งเสริมและสร้างแรงบันดาลใจให้กลุ่มบาริสต้า รวมไปถึงการดูแลสุขภาพของผู้บริโภค และชุมชนโดยรอบ&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-26463 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/Enrich.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>นอกจากนี้ ในฐานะที่อุตสาหกรรมนมพร้อมดื่ม มีธุรกิจต้นน้ำอยู่ในกลุ่มปศุสัตว์ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นหนึ่ง​กลุ่มหลักที่สร้างก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศจำนวนมาก<em><strong> ​ซีพี​-เมจิ ​และถือเป็นผู้ประกอบการหลัก​ในอุตสาหกรรมจึงมีความพยายามการพัฒนานวัตกรรม ​ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งจุดแข็งขององค์กร มาใช้ในการช่วยลดผลกระทบดังกล่าว โดยให้ความสำคัญในการศึกษาพัฒนาเทคโนโลยี หรือนวัตกรรมต่างๆ  เช่น การพัฒนาอาหารสัตว์ เพื่อให้วัวกินแล้วลดการผายลม หรือเรอ เพื่อช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซมีเทนสู่ชั้นบรรยากาศ</strong></em> ซึ่งในต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น หรือบาง​​ประเทศสามารถพัฒนาได้แล้ว ซึ่งทางซีพี- เมจิ รวมทั้งกลุ่มซีพีเอฟ  ก็ให้ความสนใจ ในการศึกษาวิจัย เพื่อต่อยอด เพื่อนำมาปรับใช้กับกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงวัวชาวไทย ซึ่ง​อยู่ในซัพพลายเชน และถือเป็น​สโคปที่ 3 ของบริษัท ในการคำนวณ GHG Emission</p>
<p>แต่​การนำมาใช้งาน ไม่สามารถมองแค่ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นเท่านั้น เพราะยังต้องคำนึงถึงเรื่องสวัสดิภาพสัตว์ประกอบด้วย ทั้งรสชาติอาหาร ปริมาณสารอาหาร​ ควบคู่ไปกับฟังก์ชั่นที่ต้องการ รวมทั้งราคาของอาหารสัตว์ที่จะกลายเป็นภาระและต้นทุนให้กับทางเกษตรกร ซึ่งปัจจุบันทางบริษัทรวมทั้งบริษัทแม่และบริษัทในเครือให้ความสำคัญในการศึกษา รวมทั้งติดตามรายงานผลวิจัยจากทั่วโลกเพื่อมาเป็นข้อมูลประกอบในการ​ศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้าน และเชื่อว่าในอนาคตจะมีพัฒนาการในเรื่องดังกล่าวนี้ให้ได้เห็นอย่างแน่นอน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/06/cp-meiji-enriching-life-for-sustainability/">เจาะกลยุทธ์ &#8216;ซีพี-เมจิ&#8217; บริษัทนมหมื่นล้าน​ สร้างความยั่งยืนผ่านแนวคิด &#8216;เพิ่มคุณค่าชีวิต&#8217; ​พร้อมศึกษาลด GHG ภาคปศุสัตว์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;พี่วัวถูกใจสิ่งนี้&#8217; สตาร์ทอัพอเมริกาพัฒนา &#8216;เล็มน่า&#8217; สุดยอดพืชน้ำ ทดแทนอาหารสัตว์ ลดคาร์บอนได้มากกว่า แถมช่วยลดมีเทนจาก &#8216;ตดวัว&#8217;</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2022/09/lemna-super-plant-decarbonize-agriculture/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 21 Sep 2022 10:32:48 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Innovative]]></category>
		<category><![CDATA[Agri Tech]]></category>
		<category><![CDATA[CO2]]></category>
		<category><![CDATA[FYTO]]></category>
		<category><![CDATA[GHG]]></category>
		<category><![CDATA[Greenhouse Gas]]></category>
		<category><![CDATA[Lemna]]></category>
		<category><![CDATA[Livestock]]></category>
		<category><![CDATA[Methane]]></category>
		<category><![CDATA[StartUp]]></category>
		<category><![CDATA[Super Plant]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนฟุตปรินท์]]></category>
		<category><![CDATA[ซูเปอร์ฟู้ด]]></category>
		<category><![CDATA[ตดวัว]]></category>
		<category><![CDATA[ปศุสัตว์]]></category>
		<category><![CDATA[มีเทน]]></category>
		<category><![CDATA[สภาพอากาศเปลี่ยนแปลง]]></category>
		<category><![CDATA[เรอวัว]]></category>
		<category><![CDATA[เล็มน่า]]></category>
		<category><![CDATA[โลกร้อน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=14669</guid>

					<description><![CDATA[<p>หลายครั้งที่มักมีการเชื่อมโยงผลกระทบของการทำปศุสัตว์กับปัญหาสภาพอากาศ  พร้อมข้อมูลอ้างอิงสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG)​ จากภาคปศุสัตว์รวมไปถึงอุตสาหกรรมวัวนม ที่คำนวนออกมาได้ถึง 14.50% ของการปล่อย GHG ทั่วโลก ​โดยที่ยังไม่ได้รวมจากปัจจัยจากการขนส่งเข้าไปด้วย ซึ่งหลายคนน่าจะคุ้นชินคำกล่าวที่ได้ยินกันบ่อยๆ ว่า &#8216;ตดวัวทำให้โลกร้อน&#8217; แต่ถึงแม้จะมีการศึกษายืนยันถึงผลกระทบต่อสภาพอากาศ แต่การทำปศุสัตว์ก็ยังมีความสำคัญในฐานะแหล่งผลิตอาหารของมนุษยชาติ โดยมีการประเมินจากองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (The UN Food and Agriculture Organization) ระบุความต้องการเนื้อสัตว์และการบริโภคนมของประชากรโลกจะเติบโตเพิ่มกว่าเท่าตัว ภายในปี 2050 การทำปศุสัตว์จึงยังคงมีความจำเป็นอย่างมาก แม้จะเริ่มเห็นการเติบโตของกลุ่มอาหาร Plant Base ซึ่งถือเป็นหนึ่งในแนวทางจากความพยายามที่จะลดผลกระทบในเรื่องเหล่านี้มากขึ้นก็ตาม ขณะที่ FYTO สตาร์ทอัพจากแคลิฟอร์เนีย ได้นำเสนออีกหนึ่งโซลูชั่นท่ีเชื่อว่าจะช่วยปฏิวัติให้แวดวงปศุสัตว์สามารถลดผลกระทบเชิงลบต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศได้อีกทางหนึ่ง ด้วยการพัฒนาพืชน้ำในตระกูลแหน ที่ชื่อว่า เล็มน่า (Lemna)  ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็น &#8220;ซูเปอร์ฟู้ด&#8221; ในกลุ่มอาหารสัตว์คงไม่ผิดนัก เพราะสามารถนำมาใช้ในเลี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะการเข้าไปทดแทนอาหารวัวได้ถึง 50% จากปริมาณอาหารที่วัวกิน ซึ่งมีทั้งกลุ่มธัญพืช ข้าวโพด ข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ หญ้า และโปรตีนเข้มข้นจากถั่วเหลือง โดยเล็มน่า มีคุณค่าทางโภชนาการสูงทั้งกรดอะมิโน แร่ธาตุ กรดไขมัน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2022/09/lemna-super-plant-decarbonize-agriculture/">&#8216;พี่วัวถูกใจสิ่งนี้&#8217; สตาร์ทอัพอเมริกาพัฒนา &#8216;เล็มน่า&#8217; สุดยอดพืชน้ำ ทดแทนอาหารสัตว์ ลดคาร์บอนได้มากกว่า แถมช่วยลดมีเทนจาก &#8216;ตดวัว&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หลายครั้งที่มักมีการเชื่อมโยงผลกระทบของการทำปศุสัตว์กับปัญหาสภาพอากาศ  พร้อมข้อมูลอ้างอิงสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG)​ จากภาคปศุสัตว์รวมไปถึงอุตสาหกรรมวัวนม ที่คำนวนออกมาได้ถึง 14.50% ของการปล่อย GHG ทั่วโลก ​โดยที่ยังไม่ได้รวมจากปัจจัยจากการขนส่งเข้าไปด้วย ซึ่งหลายคนน่าจะคุ้นชินคำกล่าวที่ได้ยินกันบ่อยๆ ว่า <strong>&#8216;ตดวัวทำให้โลกร้อน&#8217;</strong></p>
<p><span id="more-14669"></span></p>
<p>แต่ถึงแม้จะมีการศึกษายืนยันถึงผลกระทบต่อสภาพอากาศ แต่การทำปศุสัตว์ก็ยังมีความสำคัญในฐานะแหล่งผลิตอาหารของมนุษยชาติ โดยมีการประเมินจากองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (The UN Food and Agriculture Organization) ระบุความต้องการเนื้อสัตว์และการบริโภคนมของประชากรโลกจะเติบโตเพิ่มกว่าเท่าตัว ภายในปี 2050 การทำปศุสัตว์จึงยังคงมีความจำเป็นอย่างมาก แม้จะเริ่มเห็นการเติบโตของกลุ่มอาหาร Plant Base ซึ่งถือเป็นหนึ่งในแนวทางจากความพยายามที่จะลดผลกระทบในเรื่องเหล่านี้มากขึ้นก็ตาม</p>
<p>ขณะที่ <strong>FYTO</strong> สตาร์ทอัพจากแคลิฟอร์เนีย ได้นำเสนออีกหนึ่งโซลูชั่นท่ีเชื่อว่าจะช่วยปฏิวัติให้แวดวงปศุสัตว์สามารถลดผลกระทบเชิงลบต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศได้อีกทางหนึ่ง ด้วยการพัฒนาพืชน้ำในตระกูลแหน ที่ชื่อว่า<strong> เล็มน่า (Lemna)</strong>  ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็น <strong>&#8220;ซูเปอร์ฟู้ด&#8221;</strong> ในกลุ่มอาหารสัตว์คงไม่ผิดนัก เพราะสามารถนำมาใช้ในเลี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะการเข้าไปทดแทนอาหารวัวได้ถึง 50% จากปริมาณอาหารที่วัวกิน ซึ่งมีทั้งกลุ่มธัญพืช ข้าวโพด ข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ หญ้า และโปรตีนเข้มข้นจากถั่วเหลือง</p>
<p>โดยเล็มน่า มีคุณค่าทางโภชนาการสูงทั้งกรดอะมิโน แร่ธาตุ กรดไขมัน และวิตามิน ที่สามารถทดแทนถั่วเหลืองและหญ้าได้ในอัตรา 1:1  ช่วยลดปริมาณการนำถั่วเหลืองและหญ้ามาเป็นอาหารสัตว์ในภาพรวมลงได้ จึงดีต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เนื่องจากการปลูกถั่วเหลือง และหญ้าจำเป็นต้องใช้ทั้งพื้นที่และน้ำเป็นจำนวนมาก ขณะที่เล็มน่าใช้พื้นที่ในการปลูกที่น้อยกว่าจึงเบียดบังพื้นที่ป่าน้อยกว่า รวมทั้งการปลูกได้ในน้ำทำให้ไม่ต้องใช้ดินและปุ๋ยเคมีในการเพาะปลูก ประกอบกับมีการเติบโตและเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว โดยเติบโตเร็วกว่าถั่วเหลืองถึง 10-20 เท่า</p>
<p>นอกจากนี้ ด้วยกระบวนการผลิตที่เกิดขึ้นในท้องถิ่น สามารถปลูกเองได้ในฟาร์ม จึงช่วยทั้งประหยัดต้นทุนในการขนส่ง รวมทั้งการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อยกว่า โดยคาดว่าการใช้เล็มน่ามาเป็นอาหารให้วัวนม จะสามารถช่วยลดคาร์บอนฟุตปริ้นท์ของอุตสาหกรรมวัวนมลงได้กว่า 40%</p>
<p>นอกจากในเชิงกระบวนการผลิต และการไปทดแทนซัพพลายอาหารสัตว์ที่ระบบการผลิตส่งต่อกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศแล้ว โครงสร้างทางชีวภาพของเล็มน่าเอง ที่มีคุณค่าทางโภชนาการในระดับสูงแต่สามารถย่อยได้ง่ายมากกว่า และดีต่อระบบลำไส้และการย่อยอาหารของวัวมากกว่า จึงช่วยลดการปล่อยก๊าซมีเทน จากการเรอหรือตดของวัวลงได้​อีกทางหนึ่งด้วยเช่นกัน</p>
<p><a href="https://www.goodnet.org/articles/this-aquatic-super-plant-could-change-how-cows-are-fed" target="_blank" rel="noopener">source</a></p>
<p><a href="https://agfundernews.com/fyto-the-startup-growing-protein-with-robots-to-decarbonize-agriculture" target="_blank" rel="noopener">source</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2022/09/lemna-super-plant-decarbonize-agriculture/">&#8216;พี่วัวถูกใจสิ่งนี้&#8217; สตาร์ทอัพอเมริกาพัฒนา &#8216;เล็มน่า&#8217; สุดยอดพืชน้ำ ทดแทนอาหารสัตว์ ลดคาร์บอนได้มากกว่า แถมช่วยลดมีเทนจาก &#8216;ตดวัว&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กระแสตื่นตัวต่อสภาพภูมิอากาศ ส่งผลให้เม็ดเงินลงทุน Climate Tech ของสตาร์ทอัพพุ่ง 5 เท่า ทะลุ 5.6 แสนล้านบาท</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2022/07/venture-capital-in-climate-tech-increase-5-times/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 01 Jul 2022 00:18:27 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Innovative]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[AgFunder]]></category>
		<category><![CDATA[Agri-PV system]]></category>
		<category><![CDATA[AgriFoodTech]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Tech]]></category>
		<category><![CDATA[Krungthai COMPASS]]></category>
		<category><![CDATA[StartUp]]></category>
		<category><![CDATA[Venture Capital]]></category>
		<category><![CDATA[กรุงไทยคอมพาส]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซมีเทน]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[ปศุสัตว์]]></category>
		<category><![CDATA[ระดมทุน]]></category>
		<category><![CDATA[ลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[สตาร์ทอัพ]]></category>
		<category><![CDATA[สภาพอากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยีการเกษตร]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยีเพื่อแก้ไขสภาพอากาศ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://sdthailand.com/?p=12570</guid>

					<description><![CDATA[<p>กระแสตื่นตัวเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ หรือ Climate Change และความก้าวหน้าในการพัฒนาเทคโลยี ​ส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนของ Startup ในกลุ่ม Climate Tech ​โดยเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเกษตรและอาหารเติบโตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดย Krungthai Compass ระบุว่า ข้อมูลรายงานการลงทุนด้าน AgriFoodTech  ประจำปี 2019 ของ AgFunder ชี้ให้เห็นว่า เงินทุนสำหรับ Startup ด้านเทคโนโลยีการเกษตร (Agritech) เพิ่มข้ึนถึง 900% ระหว่างปี 2013 ถึง 2019 โดยเพิ่มข้ึนจาก  2.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ เป็น 1.98 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ยิ่งไปกว่านั้น ในแง่ของมูลค่าการลงทุนด้าน Climate Tech เติบโตเพิ่มข้ึนถึงเกือบ 5 เท่า เมื่อ เทียบกับตลาด Venture Capital โดยรวมทั่วโลก หรือจาก 418 ​ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2013 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2022/07/venture-capital-in-climate-tech-increase-5-times/">กระแสตื่นตัวต่อสภาพภูมิอากาศ ส่งผลให้เม็ดเงินลงทุน Climate Tech ของสตาร์ทอัพพุ่ง 5 เท่า ทะลุ 5.6 แสนล้านบาท</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>กระแสตื่นตัวเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ หรือ Climate Change และความก้าวหน้าในการพัฒนาเทคโลยี ​ส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนของ Startup ในกลุ่ม Climate Tech ​โดยเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเกษตรและอาหารเติบโตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง</p>
<p><span id="more-12570"></span></p>
<p>โดย Krungthai Compass ระบุว่า ข้อมูลรายงานการลงทุนด้าน AgriFoodTech  ประจำปี 2019 ของ AgFunder ชี้ให้เห็นว่า เงินทุนสำหรับ Startup ด้านเทคโนโลยีการเกษตร (Agritech) เพิ่มข้ึนถึง 900% ระหว่างปี 2013 ถึง 2019 โดยเพิ่มข้ึนจาก  2.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ เป็น 1.98 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ยิ่งไปกว่านั้น ในแง่ของมูลค่าการลงทุนด้าน Climate Tech เติบโตเพิ่มข้ึนถึงเกือบ 5 เท่า เมื่อ เทียบกับตลาด Venture Capital โดยรวมทั่วโลก หรือจาก 418 ​ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2013 เป็น 1.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2019 หรือมากกว่า 5.6 แสนล้านบาท (คำนวนอัตราแลกเปลี่ยน 1 US = 35 บาท)</p>
<p>เช่นเดียวกับมิติของจำนวนข้อตกลงที่เติบโตเฉลี่ยต่อปี 35% ซึ่งการลงทุนใน Climate Tech คิดเป็นกว่า 6% ของมูลค่า Venture Capital ท่ัวโลก โดยเฉพาะการลงทุน Climate Tech ในกลุ่มอาหารทางเลือก (Alternative foods) และกลุ่มโปรตีนที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ (Low-GHG proteins) ที่มีสัดส่วนสูงถึง 1 ใน 3 ของมูลค่าเงินลงทุน Venture Capital ในภาคเกษตรโดยรวม ซึ่งเติบโตในอัตราเร่งเพิ่มข้ึนอย่างมาก ต้ังแต่ปี 2017 สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุน หลังเกิดกระแสยูนิคอร์นล่าสุดอย่าง Impossible Foods และ Beyond Meat</p>
<p>โดยพบว่ายังมีเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขเรื่องสภาพภูมิอากาศ (Climate Tech) ท่ีน่าสนใจ อาทิ <strong>การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ในภาคเกษตร</strong> (Agricultural Photovoltaics : Agri-PV) เพื่อใช้สำหรับชาร์จไฟฟ้ารถแทรกเตอร์ ระบบห้องเย็นทดแทนการใช้พลังงานไฟฟ้าจากฟอสซิล ซึ่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่าหลายเท่า นอกจากนี้ แผงพลังงานแสงอาทิตย์ยังช่วยควบคุมปริมาณแสงอาทิตย์ให้พอเหมาะกับพืชอีกด้วย โดย BayWa r.e. และ the German Fraunhofer Institute for Solar Energy Systems ISE (2021) อยู่ระหว่างทดสอบระบบ Agri-PV system ที่สวนแอปเปิลออร์แกนิกส์ในเยอรมนี</p>
<figure id="attachment_12582" aria-describedby="caption-attachment-12582" style="width: 900px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-12582 size-full" src="https://sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/07/Tech1.jpg" alt="" width="900" height="814" /><figcaption id="caption-attachment-12582" class="wp-caption-text">Credit Krungthai Compass</figcaption></figure>
<p><strong>การลดการใช้ปุ๋ยด้วย Precision Fertilizer</strong> โดยอาศัยหลักการจากภาพโดรน และการวิเคราะห์ขั้นสูง เพื่อช่วยในการควบคุมการปล่อยปุ๋ยหรือไนโตรเจน (Controlled-release Fertilizer) ตามประเภทและความต้องการของพืชในแต่ละขั้นตอนการเจริญเติบโต ​ซึ่งจะช่วยประหยัดท้ังเงินและการปล่อยมลพิษที่เกี่ยวข้องกับการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนที่เกินจำเป็น การใช้เครื่องมือเหล่านี้สามารถเพิ่มผลผลิตจาก 42% เป็น 68% ท้ังยังสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ท่ัวโลกได้ถึง 300  ล้านเมตริกตันต่อปี (จากการประมาณการโดย Prime’s CRANE) ซึ่งผู้นำในตลาดกลุ่มนี้ ​อาทิ Farmer&#8217;s Edge, CropX และ Ceres Imaging</p>
<p>และอีกหนึ่งตัวอย่างที่น่าสนใจ ได้แก่ Boomitr บริษัท Startup แห่งซิลิคอน วัลเลย์ ได้พัฒนา<strong>วิธีการวัดและตรวจสอบระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในดิน</strong> โดยใช้เทคโนโลยีระยะไกล (Remote Technology) ควบคู่กับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ​จากเดิมที่ต้องเก็บตัวอย่างดินไปตรวจที่ห้องทดลอง ซึ่งเสียเวลาและมีค่าใช้จ่ายที่สูง รวมท้ังการเก็บตัวอย่างดิน อาจไม่ครอบคลุมท่ัวถึง และมีต้นทุนค่าตรวจวัดสูง</p>
<p>รวมไปถึง <strong>การใช้สาหร่ายสีแดงลดการผลิตก๊าซมีเทนในวัว</strong> โดยนักวิทยาศาสตร์จาก Commonwealth Scientific and Industrial Research Organisation (CSIRO) และมหาวิทยาลัย James Cooks ของออสเตรเลียได้ทดลองผสมสาหร่ายมากกว่า 20 ชนิดในกระเพาะวัวจำลอง และค้นพบว่า การใช้สาหร่ายสีแดง (Asparagopsis Taxiformis) เป็นอาหารเสริมให้แก่วัวเนื้อ มีส่วนช่วยลดการผลิตก๊าซมีเทนได้ถึง 80% เนื่องจาก สาหร่ายแดงมีสารประกอบโบรโมฟอร์ม (CHBr3 ) ที่ช่วยยับยั้งกระบวนการผลิตก๊าซมีเทนในจุลลินทรีย์เมทาโนเจน ที่ไม่ก่อให้เกิดอันตรายกับสัตว์ ไม่ส่งผลต่อคุณภาพและรสชาติของเน้ือสัตว์ อีกท้ังยังไม่พบสารโบรโมฟอร์มตกค้างในปริมาณที่เกินค่ามาตรฐานอีกด้วย ซึ่งหากกลุ่มผู้เลี้ยงปศุสัตว์นำสาหร่ายนี้ไปให้วัวกินเป็นอาหารเสริม ก็น่าจะช่วยทำให้ทฤษฎี &#8220;ตดวัวทำให้โลกร้อน&#8221; หรือการทำปศุสัตว์ต่างๆ ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศได้น้อยลงเช่นเดียวกัน  ​</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2022/07/venture-capital-in-climate-tech-increase-5-times/">กระแสตื่นตัวต่อสภาพภูมิอากาศ ส่งผลให้เม็ดเงินลงทุน Climate Tech ของสตาร์ทอัพพุ่ง 5 เท่า ทะลุ 5.6 แสนล้านบาท</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
