<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ป่าชุมชน &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%8A%E0%B8%99/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Thu, 06 Aug 2026 12:47:58 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.7</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>ป่าชุมชน &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>TOA เดินหน้า Green Mission ผนึกแม่ฟ้าหลวงฯ หนุนป่าชุมชน 6,000 ไร่ เพิ่ม​แหล่งดูดซับคาร์บอน พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน เร่งเป้า​ Net Zero 2050</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/08/toa-mflf-driving-green-reforestation/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 06 Aug 2026 12:47:58 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Sink]]></category>
		<category><![CDATA[Green Mission]]></category>
		<category><![CDATA[Green Reforestation]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[NET ZERO 2050]]></category>
		<category><![CDATA[Shared Value]]></category>
		<category><![CDATA[TOA]]></category>
		<category><![CDATA[TOA รักเรา รักษ์โลก ฟื้นคืนผืนป่าและระบบนิเวศอย่างยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[จตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ]]></category>
		<category><![CDATA[ชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[ทีโอเอ]]></category>
		<category><![CDATA[นพคุณ ปัญญาเสริมสุข]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ]]></category>
		<category><![CDATA[วิภาดา นาคไพรัช]]></category>
		<category><![CDATA[สมิทธิ หาเรือนพืชน์]]></category>
		<category><![CDATA[หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43539</guid>

					<description><![CDATA[<p>ท่ามกลางความท้าทายของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียพื้นที่ป่า และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ทวีความรุนแรงขึ้น ภาคธุรกิจไม่ได้มีบทบาทเพียงลดผลกระทบจากการดำเนินงานของตนเองเท่านั้น แต่ยังต้องร่วมเป็นพลังสำคัญในการฟื้นฟูระบบนิเวศและสร้างคุณค่าร่วมให้แก่สังคมในระยะยาว บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TOA ผู้นำอุตสาหกรรมสีอันดับ 1 เคมีภัณฑ์ก่อสร้าง และวัสดุตกแต่งพื้นผิวของไทย เดินหน้านโยบาย Green Mission อย่างต่อเนื่อง ผ่านหนึ่งใน 7 กลยุทธ์ สำคัญ Green Reforestation ที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2566 เพื่อร่วมขับเคลื่อนเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีเป้าหมายสำคัญ เพื่อขับเคลื่อนสู่ Net Zero ภายในปี 2050 รวมทั้งสร้างคาร์บอนเครดิตสะสมให้ได้มากกว่า 1 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ภายในปี 2042 ทั้งนี้ การขับเคลื่อนพันธกิจสำคัญตามนโยบาย Green Mission ผ่านทั้ง 7 กลยุทธ์ ประกอบด้วย Greenovation : การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว, Green Production [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/08/toa-mflf-driving-green-reforestation/">TOA เดินหน้า Green Mission ผนึกแม่ฟ้าหลวงฯ หนุนป่าชุมชน 6,000 ไร่ เพิ่ม​แหล่งดูดซับคาร์บอน พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน เร่งเป้า​ Net Zero 2050</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ท่ามกลางความท้าทายของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียพื้นที่ป่า และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ทวีความรุนแรงขึ้น ภาคธุรกิจไม่ได้มีบทบาทเพียงลดผลกระทบจากการดำเนินงานของตนเองเท่านั้น แต่ยังต้องร่วมเป็นพลังสำคัญในการฟื้นฟูระบบนิเวศและสร้างคุณค่าร่วมให้แก่สังคมในระยะยาว</p>
<p><span id="more-43539"></span></p>
<p><strong>บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)</strong> หรือ <strong>TOA </strong>ผู้นำอุตสาหกรรมสีอันดับ 1 เคมีภัณฑ์ก่อสร้าง และวัสดุตกแต่งพื้นผิวของไทย เดินหน้านโยบาย <strong>Green Mission</strong> อย่างต่อเนื่อง ผ่านหนึ่งใน 7 กลยุทธ์ สำคัญ <strong>Green Reforestation</strong> ที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2566 เพื่อร่วมขับเคลื่อนเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีเป้าหมายสำคัญ เพื่อขับเคลื่อนสู่ Net Zero ภายในปี 2050 รวมทั้งสร้างคาร์บอนเครดิตสะสมให้ได้มากกว่า 1 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ภายในปี 2042</p>
<p>ทั้งนี้ การขับเคลื่อนพันธกิจสำคัญตามนโยบาย Green Mission ผ่านทั้ง 7 กลยุทธ์ ประกอบด้วย <strong>Greenovation :</strong> การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว, <strong>Green Production :</strong> การพัฒนากระบวนการผลิตที่ลดการปล่อยของเสียและใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ,​ <strong>Green Energy :</strong> การนำพลังงานหมุนเวียนมาใช้, <strong>Green Value Chain :</strong> การสร้างผลกระทบเชิงบวกภายในห่วงโซ่คุณค่าของบริษัท , <strong>Green Partner : </strong>การร่วมมือกับคู่ค้าในการส่งเสริมธุรกิจซึ่งกันและกันอย่างยั่งยืน, <strong>Green Certified :</strong> การรับรองมาตรฐานสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และ  <strong>Green Reforestation : </strong>​การดำเนินกิจกรรมลดผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อม​</p>
<p>ล่าสุด TOA ได้ประกาศความร่วมมือกับ <strong>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์</strong> ภายใต้ <strong>&#8216;</strong><strong>โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน&#8217;</strong> เพื่ออนุรักษ์ ฟื้นฟู และบริหารจัดการพื้นที่ป่าชุมชนอย่างเป็นระบบ พร้อมสร้างแหล่งดูดซับก๊าซเรือนกระจก (Carbon Sink) ที่มีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน ครอบคลุมการดำเนินงานใน  <strong>111 </strong><strong>ชุมชน</strong> ของ <strong>5 </strong><strong>จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ ตาก ยโสธร และอำนาจเจริญ</strong> โดย TOA ร่วมพัฒนาโครงการในพื้นที่สัดส่วนรวม 6,000 ไร่ พร้อมมุ่งส่งเสริมให้ชุมชนมีบทบาทในการดูแลและปกป้องพื้นที่ป่าจากการบุกรุก การเสื่อมโทรม และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพของคนในชุมชนให้สามารถบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติได้ด้วยตนเองในระยะยาว</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43599 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/TOA-MFL2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ความร่วมมือครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก<strong> คุณจตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ</strong> ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TOA และ <strong>หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล</strong> เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือ โดยมี <strong>​คุณวิภาดา นาคไพรัช</strong> ผู้อำนวยการสายงาน SHE &amp; Quality Management and Sustainability, <strong>คุณนพคุณ ปัญญาเสริมสุข</strong> Head of Marketing บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และ <strong>คุณสมิทธิ หาเรือนพืชน์</strong> ประธานสายงานการแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐานและโครงการพิเศษ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์</p>
<p><strong>คุณจตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ </strong>ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TOA กล่าวว่า ความร่วมมือกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ TOA ในการขับเคลื่อนการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม โดยบริษัทให้ความสำคัญกับการสร้างแหล่งกักเก็บคาร์บอนตามธรรมชาติ (Natural Carbon Sink) ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการดำเนินธุรกิจ เพราะเชื่อว่าการบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศจำเป็นต้องดำเนินการทั้ง <strong>การลด</strong>​ และ ​<strong>ดูดกลับ</strong>​ ก๊าซเรือนกระจกควบคู่กันไป</p>
<p><em>&#8220;ที่ผ่านมา TOA ได้เดินหน้าฟื้นฟูพื้นที่ป่าในจังหวัดเลยและจังหวัดอุดรธานี ภายใต้โครงการ<strong> &#8216;TOA รักเรา รักษ์โลก ฟื้นคืนผืนป่าและระบบนิเวศอย่างยั่งยืน&#8217;</strong> ตั้งแต่ปี 2566 โดยมุ่งเพิ่มพื้นที่สีเขียว ฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ และสร้างระบบนิเวศที่สมบูรณ์ควบคู่กับการมีส่วนร่วมของชุมชนในพื้นที่&#8221;</em></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-43600 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/TOA-MFL4.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ความร่วมมือกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ในครั้งนี้ จึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับการดำเนินงานตามกลยุทธ์ <strong>Green Reforestation</strong> หนึ่งใน 7 กลยุทธ์หลักของนโยบาย<strong> Green Mission</strong> ในการขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมาย <strong>Net Zero Greenhouse Gas Emissions </strong><strong>ภายในปี </strong><strong>2593 (</strong><strong>ค.ศ. </strong><strong>2050)</strong> เพื่อเพิ่มศักยภาพในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และสร้างความสมดุลให้กับระบบนิเวศของประเทศ <em>&#8220;สำหรับ TOA การปลูกป่าไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนต้นไม้ แต่คือการลงทุนเพื่อสร้างระบบนิเวศที่ยั่งยืนให้กับประเทศ  โดยหัวใจสำคัญของโครงการไม่ได้อยู่เพียงการฟื้นฟูพื้นที่ป่าเพื่อเพิ่มแหล่งกักเก็บคาร์บอนเท่านั้น หากแต่เป็นการสร้างความสมดุลระหว่าง <strong>&#8216;คนกับป่า&#8217;</strong> ให้สามารถเติบโตและเกื้อกูลซึ่งกันและกันอย่างยั่งยืน&#8221; </em>คุณจตุภัทร์ กล่าวเพิ่มเติม​​</p>
<p>นอกจากนี้ TOA ยังมุ่งสร้างคุณค่าร่วม (Shared Value) ให้เกิดขึ้นกับชุมชน โดยสนับสนุนการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ในการดูแลและบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ควบคู่กับการส่งเสริมอาชีพและสร้างรายได้จากกิจกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต เสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก และสร้างแรงจูงใจให้ชุมชนร่วมอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ในระยะยาว อันจะนำไปสู่การเติบโตร่วมกันของธุรกิจ ชุมชน และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน</p>
<p>ด้าน <strong>หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล </strong>เลขาธิการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ความร่วมมือกับ TOA ในครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่า ภาคเอกชนไทยสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างเป็นรูปธรรม ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมจากโครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทำให้โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน</p>
<p><em>&#8220;ความร่วมมือครั้งนี้ไม่เพียงแต่บรรเทาปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเท่านั้น แต่ยังเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนในพื้นที่ให้ดีขึ้น รวมถึงการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าชุมชนอีกด้วย พร้อมสะท้อนให้เห็นความสำเร็จจากความร่วมมืออันเข้มแข็งระหว่างมูลนิธิฯ และภาคเอกชนอย่าง TOA ที่ให้ความสำคัญกับปัญหาของประเทศ และเชื่อมั่นว่าคนกับธรรมชาติสามารถเติบโตไปพร้อมกันได้อย่างแท้จริง&#8221;</em></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-43601 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/TOA-MFL5.jpg" alt="" width="1200" height="674" /></p>
<p>สำหรับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ มุ่งขับเคลื่อนการพัฒนาผ่าน 4 ภารกิจที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่ โครงการพัฒนาเชิงพื้นที่ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนอย่างครบวงจร, ธุรกิจเพื่อสังคม เพื่อสร้างอาชีพที่มั่นคงและรายได้ที่ยั่งยืนผ่านแบรนด์ดอยตุง, การแก้ไขปัญหาที่อาศัยธรรมชาติ (Nature-based Solutions) เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนควบคู่กับการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ และที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน ซึ่งนำประสบการณ์จากการลงมือทำจริงไปขยายผลร่วมกับองค์กรต่างๆ ให้เกิดผลกระทบเชิงบวกในวงกว้างอย่างเป็นรูปธรรม</p>
<p>ความร่วมมือกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ในครั้งนี้ จึงถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ TOA ในการขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมาย Net Zero และตอกย้ำบทบาทของภาคเอกชนในการร่วมสร้างระบบนิเวศที่แข็งแรง ลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และส่งต่อทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ให้กับคนรุ่นต่อไปอย่างยั่งยืน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/08/toa-mflf-driving-green-reforestation/">TOA เดินหน้า Green Mission ผนึกแม่ฟ้าหลวงฯ หนุนป่าชุมชน 6,000 ไร่ เพิ่ม​แหล่งดูดซับคาร์บอน พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน เร่งเป้า​ Net Zero 2050</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>รับมือ &#8216;ไฟ ฝุ่น แล้ง น้ำ&#8217; มหันตภัยใกล้ตัว จาก &#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; พร้อมทางรอดและการปรับตัว</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/07/super-elnino-to-climate-amplification/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 30 Jul 2026 10:13:16 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Adaptation]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Amplification]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[PM2.5]]></category>
		<category><![CDATA[Super El Niño]]></category>
		<category><![CDATA[water management]]></category>
		<category><![CDATA[Water Resilience]]></category>
		<category><![CDATA[การบริหารน้ำอย่างยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล]]></category>
		<category><![CDATA[คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง ม.ธรรมศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น]]></category>
		<category><![CDATA[ซูเปอร์เอลนีโญ]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำท่วม]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำท่วมน้ำแล้ง]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำแล้ง]]></category>
		<category><![CDATA[ปฐพีศาสตร์และสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[ปลูกป่า]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์]]></category>
		<category><![CDATA[ผศ.ดร.โพยม สราภิรมย์]]></category>
		<category><![CDATA[ผศ.บรรจง สมบูรณ์ชัย]]></category>
		<category><![CDATA[ผศ.มัลลิกา ศรีสุธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ฝายชะลอน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[ฝุ่นพิษ]]></category>
		<category><![CDATA[พื้นที่แห้งแล้ง]]></category>
		<category><![CDATA[ภัยพิบัติธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ลานีญ่า]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤติน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[สิงห์อาสา]]></category>
		<category><![CDATA[อีสาน]]></category>
		<category><![CDATA[เชียงใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[เผาป่า]]></category>
		<category><![CDATA[เพื่อนธรณ์]]></category>
		<category><![CDATA[เอลนีโญ]]></category>
		<category><![CDATA[แห้งแล้ง]]></category>
		<category><![CDATA[แหล่งน้ำชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการสิงห์อาสาสร้างแหล่งน้ำชุมชนอย่างยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ไฟ ฝุ่น แล้ง น้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[ไฟ ฝุ่น แล้ง น้ำ มหันตภัยทวีคูณ]]></category>
		<category><![CDATA[ไฟป่า]]></category>
		<category><![CDATA[ไม้ยืนต้น ป่ายั่งยืน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43473</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปัจจุบันโลกได้ก้าวข้ามผ่านยุคโลกร้อน (Global Warming) และกำลังเผชิญหน้ากับภาวะ &#8216;โลกเดือด&#8217; (Global Boiling) อย่างเต็มรูปแบบ สัญญาณอันตรายที่เด่นชัดที่สุดคือ อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกที่กำลังพุ่งทะยานเข้าใกล้จุดวิกฤต 2 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ (Tipping Point) ที่จะเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศโลกไปตลอดกาล วิกฤตการณ์ครั้งนี้ก่อให้เกิดภาวะ &#8216;Climate Amplification&#8217; หรือการทวีความรุนแรงของภัยพิบัติธรรมชาติแบบทวีคูณ โดยมีชนวนเหตุสำคัญจากปรากฏการณ์ &#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; (Super El Niño) ที่กำลังคุกคามภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศไทย ส่งผลให้เราต้องเผชิญกับสภาพอากาศแปรปรวน ความร้อนสะสม และภัยแล้งแบบสุดขั้ว ความน่ากลัวของวิกฤตครั้งนี้ไม่ได้มาเพียงแค่รูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง แต่เชื่อมโยงกันเป็นโดมิโนเอฟเฟกต์ จนกลายเป็น &#8216;ไฟ ฝุ่น แล้ง น้ำ มหันตภัยทวีคูณ&#8217; ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็น &#8211; ไฟ: สภาพอากาศที่แห้งแล้งจัดและอุณหภูมิที่สูงขึ้น เป็นเชื้อเพลิงอย่างดีที่ทำให้ไฟป่าลุกลามรวดเร็วและควบคุมได้ยากขึ้น &#8211; ฝุ่น: ผลกระทบต่อเนื่องจากไฟป่าและการเผาไหม้ ผสานกับสภาพอากาศนิ่ง ก่อให้เกิดวิกฤตฝุ่นพิษ PM 5 ที่รุนแรงและยาวนานขึ้น กระทบต่อสุขภาวะของประชาชน &#8211; แล้ง: การลดลงของปริมาณน้ำฝนและสภาพอากาศที่แห้งแล้งสะสมยาวนาน ทำลายระบบนิเวศ แหล่งน้ำดิบ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/super-elnino-to-climate-amplification/">รับมือ &#8216;ไฟ ฝุ่น แล้ง น้ำ&#8217; มหันตภัยใกล้ตัว จาก &#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; พร้อมทางรอดและการปรับตัว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ปัจจุบันโลกได้ก้าวข้ามผ่านยุคโลกร้อน (Global Warming) และกำลังเผชิญหน้ากับภาวะ <strong>&#8216;โลกเดือด&#8217;</strong> (Global Boiling) อย่างเต็มรูปแบบ สัญญาณอันตรายที่เด่นชัดที่สุดคือ อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกที่กำลังพุ่งทะยานเข้าใกล้จุดวิกฤต 2 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ (Tipping Point) ที่จะเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศโลกไปตลอดกาล</p>
<p><span id="more-43473"></span></p>
<p>วิกฤตการณ์ครั้งนี้ก่อให้เกิดภาวะ <strong>&#8216;Climate Amplification&#8217;</strong> หรือการทวีความรุนแรงของภัยพิบัติธรรมชาติแบบทวีคูณ โดยมีชนวนเหตุสำคัญจากปรากฏการณ์ <strong>&#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217;</strong> (Super El Niño) ที่กำลังคุกคามภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศไทย ส่งผลให้เราต้องเผชิญกับสภาพอากาศแปรปรวน ความร้อนสะสม และภัยแล้งแบบสุดขั้ว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-43474 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/F02.jpg" alt="" width="800" height="560" /></p>
<p>ความน่ากลัวของวิกฤตครั้งนี้ไม่ได้มาเพียงแค่รูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง แต่เชื่อมโยงกันเป็นโดมิโนเอฟเฟกต์ จนกลายเป็น <strong>&#8216;ไฟ ฝุ่น แล้ง น้ำ มหันตภัยทวีคูณ&#8217;</strong> ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็น</p>
<p><strong>&#8211; ไฟ:</strong> สภาพอากาศที่แห้งแล้งจัดและอุณหภูมิที่สูงขึ้น เป็นเชื้อเพลิงอย่างดีที่ทำให้ไฟป่าลุกลามรวดเร็วและควบคุมได้ยากขึ้น</p>
<p><strong>&#8211; ฝุ่น</strong>: ผลกระทบต่อเนื่องจากไฟป่าและการเผาไหม้ ผสานกับสภาพอากาศนิ่ง ก่อให้เกิดวิกฤตฝุ่นพิษ PM 5 ที่รุนแรงและยาวนานขึ้น กระทบต่อสุขภาวะของประชาชน</p>
<p><strong>&#8211; แล้ง:</strong> การลดลงของปริมาณน้ำฝนและสภาพอากาศที่แห้งแล้งสะสมยาวนาน ทำลายระบบนิเวศ แหล่งน้ำดิบ และสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อภาคการเกษตรกรรมที่เป็นอู่ข้าวอู่น้ำ</p>
<p><strong>&#8211; น้ำ:</strong> วิกฤตการขาดแคลนน้ำและการบริหารจัดการน้ำที่ไร้ประสิทธิภาพ กลายเป็นความเสี่ยงสูงสุดของภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม และความมั่นคงของชุมชน</p>
<p>นำมาสู่เวทีเสวนา<strong> &#8216;ไฟ ฝุ่น แล้ง น้ำ-มหันตภัยทวีคูณ&#8217;</strong>โดย ทีมเพื่อนธรณ์ <strong> ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ </strong>เพื่อสร้างความตระหนักรู้และเตรียมความพร้อมรับมือวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงขึ้น ผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้จากนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ ได้แก่ <strong>ผศ.บรรจง สมบูรณ์ชัย </strong>คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยแม่โจ้,<strong> ผศ.มัลลิกา ศรีสุธรรม</strong> สาขาวิชาปฐพีศาสตร์และสิ่งแวดล้อม คณะเกษตรศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น  และ<strong> ผศ.ดร.โพยม สราภิรมย์</strong> คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารน้ำอย่างยั่งยืน เพื่อร่วมกันหา <strong>&#8216;ทางรอดและกลยุทธ์การปรับตัว&#8217;</strong> ของทั้งภาคชุมชนและองค์กรธุรกิจ ก่อนที่มหันตภัยนี้จะสร้างความเสียหายจนไม่อาจฟื้นฟูกลับคืนมาได้</p>
<p><strong>ฝ่าวิกฤติ &#8216;ไฟป่า ฝุ่นพิษ&#8217; ด้วยความร่วมมือจากชุมชนและป่า</strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-43475 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/F06.jpg" alt="" width="800" height="533" /></p>
<p><strong>ผศ.บรรจง สมบูรณ์ชัย </strong>คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เปิดเผยว่า ​ซูเปอร์เอลนีโญ ​เปรียบเสมือนตัวเร่งให้เกิดความแห้งแล้งรุนแรง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบนิเวศป่าไม้และทำให้สถานการณ์ไฟป่าในพื้นที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว</p>
<p><em>&#8220;สิ่งที่แยกจากกันไม่ได้ คือ ความสัมพันธ์ระหว่างป่าไม้กับชุมชน โดยเฉพาะผลกระทบจากไฟป่าที่ก่อให้เกิดวิกฤตฝุ่นพิษ PM  ซึ่งเข้ามาซ้ำเติมและสร้างความรุนแรงต่อวิถีชีวิตและสุขภาวะของประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แ<strong>ม้แต่ในพื้นที่ต้นน้ำอย่างจังหวัดเชียงใหม่ แม้เป็นแหล่งต้นน้ำ มีป่าสมบูรณ์ มีแหล่งน้ำหล่อเลี้ยงคนกลางน้ำ และปลายน้ำ แต่ความรุนแรงของไฟป่ากลับเพิ่มมากขึ้น</strong> ซึ่งเป็นผลกระทบจากความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ ต้นไม้ที่หายไปส่วนหนึ่งจากการเผาทั้งจากมนุษย์และธรรมชาติ  รวมทั้งยังมีปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากทั้งในเชียงใหม่ และเชียงรายอีกด้วย&#8221;</em></p>
<p>ทั้งนี้ ป่าภาคเหนือมี 2 ประเภท คือ <strong>ป่าไม่ผลัดใบ</strong> อยู่บนที่สูง มีความชุ่มชื้น และ <strong>ป่าผลัดใบ</strong> ซึ่งอยู่ด้านล่าง คือ ป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณ ซึ่งเมื่อเศษใบไม้​เกิดการทับถมก็จะเป็นเชื้อเพลิงนำไปสู่ปัญหาไฟป่า หากย้อนกลับไปเมื่อ 4 ปีที่ผ่านมา จะพบว่าเชียงใหม่ เกิดเหตุไฟป่ากระทบ 12 หมู่บ้าน ใกล้พื้นที่เศรษฐกิจ และเมื่อเกิดไฟป่า นำมาซึ่งปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 กระทบต่อกลุ่มคนเปราะบาง เด็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ ส่งผลต่อระบบหายใจ</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-43483 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/101-16.jpg" alt="" width="800" height="533" /></p>
<p><strong>ผศ.บรรจง </strong>กล่าวเพิ่มเติมว่า มหาวิทยาลัยแม่โจ้เป็นหนึ่งในแกนนำร่วมหาทางออกเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่  เพื่อให้เกิดการดำเนินการอย่างเป็นระบบทั้งการฟื้นฟูผืนป่าและการปรับตัวของชุมชนที่อาศัยอยู่ตามแนวไฟป่า โดยได้​ร่วมกับสิงห์อาสา ขับเคลื่อนโครงการ <strong>&#8216;ไม้ยืนต้น ป่ายั่งยืน</strong>&#8216; ในพื้นที่ที่เคยเกิดไฟป่า ผ่านการปลูกต้นไม้ โดยคัดเลือกพันธุ์ไม้ที่เหมาะสมกับพื้นที่ การปลูกในฤดูกาลที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตของคนในชุมชน พร้อมทั้งคำนึงถึงโครงสร้างเดิมของป่าเพื่อรักษาระบบนิเวศที่เคยอยู่ร่วมกันของป่าและชุมชน และนำมาซึ่งการปลูกป่าอย่างยั่งยืน ซึ่งโครงการประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ด้วยอัตรารอดของต้นไม้กว่า 80-90% สูงกว่าอัตรารอดเฉลี่ยของการปลูกป่าโดยทั่วไปที่อยู่ราว 20-30%</p>
<p><em>&#8220;โครงการ <strong>&#8216;ไม้ยืนต้น ป่ายั่งยืน</strong>&#8216; ได้ขยายผลไปสู่พื้นที่ชุมชนต้นแบบผ่าน  6 หมู่บ้าน ในอ.เมือง และ อ.หางดง จ.เชียงใหม่ ตามแนวคิด <strong>&#8216;คนอยู่ได้ ป่าอยู่รอด สัตว์ได้พึ่งพิง&#8217;</strong> รวมทั้งการทำงานร่วมกับเครือข่ายอื่นๆ ​เช่น คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อสามารถเพาะพันธุ์เห็ด ซึ่งเพิ่มทั้งความหลากหลายในพื้นที่ รวมทั้งช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในชุมชนได้เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย ซึ่งความสำเร็จของโครงการมาจากการจัดการปัญหาในพื้นได้อย่างเข้าใจทั้งสาเหตุของไฟป่า รวมทั้งเข้าใจความต้องการของชุมชนควบคู่กันไปด้วย ทำให้ได้แนวร่วมจากชุมชนในการช่วยดูแลป่า จัดทำแนวกันไฟป้องกันไฟป่า ขณะเดียวกันก็สามารถใช้ประโยชน์จากป่า ทั้งการใช้ชีวิตรวมทั้งเป็นแหล่งสร้างรายได้ให้ชมุชนไดเพิ่มมากขึ้นด้วย&#8221; </em></p>
<p>ทั้งนี้ การปรับตัวและความร่วมมือของชุมชนที่อาศัยอยู่ตามแนวไฟป่า ยังช่วยบรรเทา​วิกฤตฝุ่นพิษที่มีสาเหตุสำคัญจากไฟป่าให้เบาบางลง ​​การฟื้นฟูผืนป่าให้กลับมาอุดมสมบูรณ์จึงถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยแก้ปัญหาได้ในหลายมิติ พื้นที่สีเขียวจากป่า ยังเป็นแหล่งเก็บกักคาร์บอนที่สำคัญ ที่ช่วยแก้ปัญหาสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และควรเริ่มปลูกตั้งแต่ &#8216;วันนี้&#8217; เพื่อสามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้เร็วที่สุด</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-43480 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/F03.jpg" alt="" width="800" height="483" /></p>
<p>นอกจากนี้ ยังมีการรณรงค์เพื่อขับเคลื่อนการ​แก้​ปัญหาฝุ่นละอองในมิติอื่นควบคู่กันไป อาทิ  แนวคิดบ้านปลอดฝุ่น การทำความสะอาดในบ้านหรือที่ทำงานของตนเอง การติดตั้งเครื่องกรองฝุ่น และง่ายที่สุด คือ การปลูกต้นไม้ในบ้านไม่ว่าจะเป็นไม้ยืนต้น ไม้พุ่ม หรือไม้กระถาง ซึ่งมีอยู่ราว 10-20 ชนิด ที่องค์การนาซา (NASA) รับรองในการกรองฝุ่น PM2.5</p>
<p>รวมถึงการลดการปล่อยคาร์บอนมอนอกไซด์ในเขตเมือง ซึ่งขณะนี้ในหลายเมือง เช่น ขอนแก่น เชียงใหม่ ได้นำ EV เข้ามาใช้เป็นบริการสาธารณะ อาจจะมี 100 คันแรกของเชียงใหม่เกิดขึ้น ขณะที่พื้นที่ของหน่วยงานพยายามไม่หยุดนิ่ง ตอนนี้อยู่ระหว่างการเดินหน้า พ.ร.บ.อากาศสะอาด โดยทำงานกับสภาลมหายใจ ในการช่วยกันขับเคลื่อนร่วมกัน และการใช้ แอปพลิเคชัน <strong>FireD (ไฟดี)</strong> เฉพาะ จ.เชียงใหม่ เพื่อจัดระเบียบการเผา รวมถึงแจ้งเตือนสถานการณ์ในพื้นที่อีกด้วย</p>
<p><strong>การบริหารน้ำอย่างยั่งยืน แก้วิกฤติน้ำแล้ง </strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-43476 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/F07.jpg" alt="" width="800" height="552" /></p>
<p><strong>ผศ.ดร.โพยม สราภิรมย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์  มหาวิทยาลัยขอนแก่น </strong>กล่าว​ว่า น้ำถือเป็นต้นทุนการผลิตที่สำคัญ ทั้งเพื่อการพัฒนาประเทศ รวมทั้งใช้ในการอุปโภคบริโภคและการดูแลระบบนิเวศให้มีความสมดุล ขณะที่ประเทศไทย แม้โดยรวมจะมีน้ำในใปริมาณมาก แต่ถือว่ามีความแปรปรวนสูง หรือมี Holding Capacity ซึ่งหมายถึงมีความสามารถในการอุ้มน้ำหรือกักเก็บน้ำได้​แคบและต่ำ ทำให้เมื่อมีน้ำเกินมาในปริมาณเพียงเล็กน้อยก็เกิดปัญหาน้ำท่วมได้ง่าย ขณะที่หากน้ำน้อยกว่าปกติก็เกิดปัญหาภัยแล้ง โดยเฉพาะเมื่อประเทศกำลังเข้าสู่ &#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; ปัญหาภัยแล้งก็จะยิ่งรุนแรง</p>
<p>จึงจำเป็นต้องหาวิธีแก้ไข เพื่อแก้ปัญหาจัดการน้ำส่วนเกินและส่วนที่ขาดได้อย่างเป็นระบบ เพื่อรับมือต่อความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยการทำความเข้าใจโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของน้ำ โดยเฉพาะการดูแลน้ำต้นทุนอย่าง &#8216;น้ำบาดาล&#8217; หรือน้ำสีฟ้าให้เกิดความสมดุล</p>
<p>ทั้งนี้ โครงสร้างน้ำตามธรรมชาติในประเทศไทยแบ่งได้ 3 ชนิด ได้แก่  <strong>น้ำสีเขียว</strong> คือ น้ำที่อยู่ในธรรมชาติ ที่ยังไม่ถูกกักเก็บ, <strong>น้ำ​สีฟ้า</strong> คือ น้ำในอ่างเก็บน้ำ น้ำในพื้นที่ต่างๆ รวมถึงน้ำบาดาล ที่มีการกักเก็บอยู่ และ <strong>น้ำสีเทา </strong>คือ น้ำที่ผ่านการใช้ น้ำเสียจากชุมชน จากกิจกรรมต่างๆ</p>
<p><em>&#8220;​คนเมืองส่วนใหญ่จะใช้ <strong>​น้ำสีฟ้า​</strong> แต่ชาวนาชาวไร่มักจะใช้ <strong>น้ำสีเขียว​</strong>​ ดังนั้น จึงมีการปรับตัวในการปลูกข้าวนาปี รวมทั้งการ​นำน้ำสีฟ้ามาช่วยแก้ปัญหา ขณะที่ <strong>​น้ำสีเทา​</strong> ที่เกิดจากน้ำเสียจากชุมชน หากสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้จะดีมากขึ้น ในประเทศต่างๆ ส่วนใหญ่จะมีการวางแผนน้ำสีเทาค่อนข้างดี หลายประเทศพยายามใช้น้ำสีเทาเกือบ 100% คือ รีไซเคิลน้ำให้ได้ ต่างประเทศทำได้ถึง 80% แต่ของประเทศไทยน่าจะยังต่ำ น้ำเสียปัจจุบันมากขึ้นเรื่อยๆ และน้ำสีเทา ลงไปปนเปื้อนในน้ำสีฟ้า จากที่เรามีน้ำต้นทุนอยู่ 2 ล้านลูกบาศก์เมตรในอ่างเก็บน้ำ วันหนึ่งอาจตื่นมาพบว่า 2 ล้านลูกบาศก์เมตรหายไปแล้ว เพราะน้ำเป็นกรด เช่น ปัญหาใน​<strong>อ่างเก็บน้ำฉะเชิงเทรา ที่มีค่า </strong><strong>pH 3 (น้ำที่มีความเป็นกรดสูง) จากการรั่วไหลของน้ำทิ้งในภาคอุตสาหกรรม ขณะที่การกักเก็บน้ำตามธรรมชาติในปีนี้มีแนวโน้มลดลง ประกอบกับความเสี่ยงจากการสูญเสียและปนเปื้อน </strong><strong>จึงต้องให้ความสำคัญกับการวางแผนในอนาคตเพิ่มมากขึ้น”</strong></em></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-43484 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/S01.jpg" alt="" width="800" height="533" /></p>
<p><strong>วางโรดแม็พขับเคลื่อน พร้อมร่วมมือบูรณาการ รับมือวิกฤติน้ำ</strong></p>
<p><strong>ผศ.ดร.โพยม </strong>กล่าวต่อไปว่า หากจะสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มีหลายเรื่องที่ต้องทำ ข้อแรก คือ วางแผนทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อเตรียมพร้อมในการมีแหล่งน้ำสำรอง แหล่งน้ำใหม่ หรือการจัดเก็บน้ำ โดยจำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีคิด ​ไม่มองเพียงการบริหารจัดการน้ำเพื่อให้มีน้ำใช้เพียงพอภายในแต่ละปี แต่ต้องมีวิธีในการบริการจัดการ ที่สามารถกักเก็บน้ำในปริมาณที่เพิ่มมากขึ้นได้เพิ่มขึ้นราว  2 เท่าเพื่อสร้างความมั่นคงของน้ำได้มากขึ้น</p>
<p>ขณะที่การขับเคลื่อนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด จำเป็นต้องมีทีมทำงาน มีฐานข้อมูล มีการจัดทำแผนงาน การขับเคลื่อนแผนงาน และการประเมินแผน รวมทั้งการวา​งแผนให้แต่ละฝ่ายทำงานร่วมกันได้อย่างบูรณาการและมีประสิทธิภาพ ซึ่งในจังหวัดขอนแก่น มีกรรมการตั้งทีมขึ้นมา โดยภาคีเครือข่ายจังหวัดขอนแก่นทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาชน ภาคการศึกษา สื่อมวลชน และหอการค้า สภาอุตสาหกรรม รวมตัวกันทำแผนการต่อสู้ภัยแล้ง ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว</p>
<p><em><strong>&#8220;</strong>การขับเคลื่อน <strong>​ระยะสั้น​</strong>​​ จะมีมาตรการ​มุ่งเป้าพื้นที่ ผ่านการทำฝายชะลอน้ำ ทำบ่อบาดาล ขุดสระ ขอฝนหลวง โดยทำงานควบคู่กับแผน <strong>ระยะกลาง </strong>ผ่านการประเมินสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในแต่ละปี เช่น อยู่ในภาวะลานีญาที่มีน้ำมาก หรือเอลนีโญที่เสี่ยงจะเกิดภัยแล้ง เพื่อรับมืออย่างเหมาะสม  รวมทั้ง <strong>ระยะยาว </strong>ผ่านการทำแผนน้ำระดับจังหวัด 5 ปี​ ​เพื่อประเมินความเสี่ยงและความอ่อนไหวแต่ละพื้นที่ รวมทั้งกลุ่มผู้ที่จะได้รับผลกระทบ ทั้งชุมชน เกษตรกร เพื่อของบประมาณทั้งการเยียวยาฟื้นฟู และเตรียมป้องกัน ไปจนถึงการทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างบูรณาการ​ เช่น สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด (ทสจ.) กรมพัฒนาที่ดิน กรมชลประทาน หรือ​การทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่น เช่น สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เพื่อ​พัฒนาเทคโนโลยีการใช้น้ำอย่างประหยัด ไปจนถึงการทำงานร่วมกับภาคเอกชนอย่าง &#8216;สิงห์อาสา&#8217; เพื่อเพิ่มทางเลือกและทำงานในหลากหลายมิติมากขึ้น เช่น การร่วมมือด้านการจัดการป่าชุมชน ซึ่งส่งผลต่อเนื่องสู่การดูแลป่าต้นน้ำ เพื่อขับเคลื่อนทั้งโครงสร้างทั้งขนาดใหญ่ กลาง และเล็ก โดยเฉพาะในชุมชนเล็กๆ ที่บางครั้งโครงการขนาดใหญ่อาจเข้าไปไม่ถึง ก็จะสามารถมีโมเดลการบริหารจัดการเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในพื้นที่ของตัวเอง&#8221;​​​</em></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-43485 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/S05.jpg" alt="" width="800" height="533" /></p>
<p><strong>เตรียมพร้อม ปรับตัว รับมือ &#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217;</strong></p>
<p><strong>ผศ.มัลลิกา ศรีสุธรรม สาขาวิชาปฐพีศาสตร์และสิ่งแวดล้อม คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น </strong>กล่าวว่า &#8216;น้ำ&#8217;  คือหัวใจสำคัญ​ทุกชุมชน เป็นองค์ประกอบและจุดเริ่มต้นในการใช้ชีวิตในแต่ละวัน ความสามารถในการบริหารจัดการ วางผังน้ำเพื่อให้รองรับการใช้งานภายในชุมชนได้ตลอดทั้งปี จึงมีความสำคัญ ในการสร้างความมั่นคงให้ทุกคนในชุมชนทั้งเรื่องของสุขภาพ ภาวะเศรษฐกิจภายในครอบครัว รวมทั้งความรู้สึกมั่นคงภายในชุมชน จากการมีแหล่งน้ำอยู่ภายในแต่ละชุมชนเพื่อช่วยลดความเสี่ยงและสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด</p>
<p>ขณะที่​อิทธิพลของซูเปอร์เอลนีโญที่เข้ามา ทวีความรุนแรงของความแห้งแล้งให้ยาวนานกว่าปกติ สภาพอากาศที่แปรปรวนและฝนทิ้งช่วง นับเป็นภัยคุกคามที่สร้างความเสียหายอย่างหนักต่อกลุ่มเกษตรกรซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของประเทศ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-43478 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/F08.jpg" alt="" width="800" height="551" /></p>
<p>ทั้งนี้ ที่ผ่านมา​ปรากฎการณ์เอลนีโญจะเกิดขึ้นราว 5 – 10 ปี/ครั้ง แต่ปัจจุบันพบว่าเกิดถี่ขึ้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่ต้องทำอันดับแรก คือ ทำความเข้าใจ ทำใจ แต่ต้องไม่ยอมแพ้และพยามยามหาทาง​รับมือและ​ปรับตัว</p>
<p><em>&#8220;มหาวิทยาลัยขอนแก่น​​ ได้ร่วมมือกับสิงห์อาสา และเครือข่ายชุมชนในแต่ละพื้นที่ เพื่อร่วมขับเคลื่อน<strong> &#8216;โครงการสิงห์อาสาสร้างแหล่งน้ำชุมชนอย่างยั่งยืน&#8217;</strong> เพื่อให้ชาวบ้านใน 10 พื้นที่ ภาคอีสาน​มีน้ำกินน้ำใช้ได้ตลอดทั้งปี ผ่านการสร้างแหล่งน้ำ​ขนาดใหญ่ เพื่อรองรับการใช้น้ำของชุมชน ทำหน้าที่เป็นทั้งบ่อกักเก็บน้ำในฤดูฝน ป้องกันน้ำท่วมในฤดูน้ำหลาก และเป็นแหล่งน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งอย่างยั่งยืน ซึ่งได้ขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องมากว่า 7 ปี ตั้งแต่ปี ​2563 เป็นต้นมา&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-43482 size-large" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/M01-879x1024.jpg" alt="" width="879" height="1024" /></p>
<p>การขับเคลื่อน<strong> &#8216;โครงการสิงห์อาสาสร้างแหล่งน้ำชุมชนอย่างยั่งยืน&#8217;</strong> เข้าสู่ปีที่ 8 แล้ว ผ่าน 10 พื้นที่ในภาคอีสาน ซึ่งจากการติดตามปละประเมินผล พบว่า ความเสี่ยงของชุมชนที่อยู่ในโครงการลดน้อยลง เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้าที่จะดำเนินโครงการ โดยเฉพาะปีที่ต้องเผชิญภาวะแล้งจัด ความเสี่ยงในการขาดแคลนน้ำจะสูงขึ้น การมีแหล่งน้ำอยู่ภายในชุมชนจึงทำให้ชาวบ้านมีน้ำสำรองทั้งเพื่อใช้อุปโภค บริโภคภายในครัวเรือน และเพื่อใช้ทำเกษตรและประกอบอาชีพ  เช่น การปลูกข้าว พืชผัก ผลไม้ และยังเป็นแหล่งอาหารของชุมชน สร้างรายได้เพราะมีปลาในบ่อให้ชาวบ้านจับเป็นอาหารได้ รวมถึงระบบน้ำประปาสามารถใช้งานได้ตลอดทั้งปี</p>
<p><em>&#8220;แหล่งน้ำในชุมชนนอกจากช่วยแก้ปัญหาภัยแล้ง โดยเฉพาะการมาของซูเปอร์เอลนีโญ ยังช่วยบรรเทาผลกระทบในช่วงลานีญาที่มีปริมาณน้ำมาก เพราะการมีทั้งสระใหญ่ และสระเล็กๆ ที่สร้างไว้โดยรอบ ยังทำหน้าที่ช่วยชะลอน้ำ ป้องกันความเสียหายของผลผลิตในพื้นที่ได้ด้วย การดำเนินโครงการนี้ จึงเป็นเหมือนการนำภูมิปัญญาเดิมกลับมาใช้ใหม่ เพราะ​<strong>​</strong>สมัยก่อนอาจมีการเก็บน้ำสีเขียว (น้ำธรรมชาติ) ลงตุ่ม เป็นสีฟ้า (น้ำที่กักเก็บไว้) เพื่อเก็บไว้ใช้ แต่ปัจจุบันชุมชนต่างๆ เริ่มมีการเก็บน้ำไว้ใช้ในรูปแบบเดิมน้อยลง&#8221;</em>​</p>
<p><strong>&#8216;เอลนีโญ ลานีญา&#8217; ไม่ใช่ภัยพิบัติชั่วครู่</strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-43479 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/F05.jpg" alt="" width="800" height="533" /></p>
<p><strong>ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์</strong> อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้มุมมองปิดท้ายว่า เอลนีโญ และ ลานีญา เป็นสิ่งถาวรที่จะอยู่กับเราไปอีก 40-50 ปี ไม่ใช่ภัยพิบัติที่จะมาเพียงชั่วครู่ ดังนั้น เราจะปรับตัวอย่างไรกับสิ่งที่จะอยู่ถาวร หากจะลงทุนในวันนี้ ทำอย่างไรให้คุ้ม เพื่อการรับมือระยะยาว แต่ละหน่วยงาน องค์กร อาจจะต้องมีทีมงานในการศึกษา รับมือ และปรับตัว</p>
<p><strong><em>“ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับแต่ละคนแตกต่างกัน เพราะฉะนั้น ต้องทราบว่าผลกระทบในการดำเนินชีวิตจะมากขึ้นเรื่อยๆ การรับมือต้องเป็นการรับมือระยะยาว และสิ่งที่กำลังจะมา คือ บทเรียนในการทดลองการรับมือ และยกระดับการรับมือกับซูเปอร์เอลนีโญที่กำลังมา แล้วเราจะหาจุดที่เหมาะสมกับทำธุรกิจและการใช้ชีวิตได้” </em></strong>ผศ.ดร.ธรณ์ กล่าวทิ้งท้าย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/super-elnino-to-climate-amplification/">รับมือ &#8216;ไฟ ฝุ่น แล้ง น้ำ&#8217; มหันตภัยใกล้ตัว จาก &#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; พร้อมทางรอดและการปรับตัว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มากกว่า &#8216;คาร์บอนเครดิต&#8217; ธนาคารกรุงเทพต่อยอด &#8216;ป่าชุมชน&#8217; สู่ต้นแบบ &#8216;ป่าหลากสี&#8217; สร้างสวนบนภูเขา เพิ่มแลนด์มาร์กท่องเที่ยวให้ชุมชน นำร่องพื้นที่ &#8216;บ้านถ้ำเสือ&#8217; เพชรบุรี</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/07/bbl-mou-restore-tham-suea-forest-phetchaburi/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 12 Jul 2026 09:53:26 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Bangkok Bank]]></category>
		<category><![CDATA[BBL]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity]]></category>
		<category><![CDATA[Bualuang Save the Earth]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Credit]]></category>
		<category><![CDATA[Community Forest]]></category>
		<category><![CDATA[Conservation]]></category>
		<category><![CDATA[Landmark]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[Restore]]></category>
		<category><![CDATA[Tham Suea Forest]]></category>
		<category><![CDATA[กอบศักดิ์ ภูตระกูล]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.รอยล จิตรดอน]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารกรุงเทพ]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าชุมชนต้นแบบ]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าชุมชนบ้านถ้ำเสือ]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าชุมชนหลากสี]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์]]></category>
		<category><![CDATA[รักษ์ป่าถ้ำเสือ]]></category>
		<category><![CDATA[แหล่งท่องเที่ยว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43073</guid>

					<description><![CDATA[<p>ธนาคารกรุงเทพ ผนึก 5 ภาคีเครือข่าย ร่วมพัฒนา &#8216;ป่าชุมชนบ้านถ้ำเสือ&#8217; อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี  เพื่อพัฒนาป่าชุมชนต้นแบบ​ โมเดลใหม่ ที่ไม่เพียงตอบโจทย์เรื่องของคาร์บอนเครดิต และการฟื้นฟูและธรรมชาติ แต่สามารถต่อยอดและสร้างมูลค่าเพิ่มในมิติของการท่องเที่ยว ผ่านการออกแบบและจัดการพื้นที่ รวมทั้งการวางแผนการปลูกต้นไม้สีสีนต่างๆ พร้อมทั้งสร้างโป่งผีเสื้อเทียม เพื่อให้เป็นจุดเช็คอินแห่งใหม่ของเพชรบุรี ดร. กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ธนาคารกรุงเทพ ร่วมกับ กรมป่าไม้ มูลนิธิป่าชุมชน สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) และป่าชุมชนบ้านถ้ำเสือ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ภายใต้โครงการ &#8216;Bualuang Save the Earth: รักษ์ป่าถ้ำเสือ&#8217;  เพื่อร่วมกันอนุรักษ์ ฟื้นฟู และบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติภายในพื้นที่ ระยะเวลา 15 ปี (พ.ศ. 2568-2582) พร้อม​น้อมนำแนวพระราชดำริ  &#8216;ป่าเปียก&#8217; ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/bbl-mou-restore-tham-suea-forest-phetchaburi/">มากกว่า &#8216;คาร์บอนเครดิต&#8217; ธนาคารกรุงเทพต่อยอด &#8216;ป่าชุมชน&#8217; สู่ต้นแบบ &#8216;ป่าหลากสี&#8217; สร้างสวนบนภูเขา เพิ่มแลนด์มาร์กท่องเที่ยวให้ชุมชน นำร่องพื้นที่ &#8216;บ้านถ้ำเสือ&#8217; เพชรบุรี</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ธนาคารกรุงเทพ ผนึก 5 ภาคีเครือข่าย ร่วมพัฒนา &#8216;<strong>ป่าชุมชนบ้านถ้ำเสือ&#8217;</strong> อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี  เพื่อพัฒนาป่าชุมชนต้นแบบ​ โมเดลใหม่ ที่ไม่เพียงตอบโจทย์เรื่องของคาร์บอนเครดิต และการฟื้นฟูและธรรมชาติ</p>
<p><span id="more-43073"></span></p>
<p>แต่สามารถต่อยอดและสร้างมูลค่าเพิ่มในมิติของการท่องเที่ยว ผ่านการออกแบบและจัดการพื้นที่ รวมทั้งการวางแผนการปลูกต้นไม้สีสีนต่างๆ พร้อมทั้งสร้างโป่งผีเสื้อเทียม เพื่อให้เป็นจุดเช็คอินแห่งใหม่ของเพชรบุรี</p>
<p><strong>ดร. กอบศักดิ์ ภูตระกูล</strong> กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ธนาคารกรุงเทพ ร่วมกับ กรมป่าไม้ มูลนิธิป่าชุมชน สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) และป่าชุมชนบ้านถ้ำเสือ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ภายใต้โครงการ &#8216;<strong>Bualuang Save the Earth: รักษ์ป่าถ้ำเสือ&#8217; </strong> เพื่อร่วมกันอนุรักษ์ ฟื้นฟู และบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติภายในพื้นที่ ระยะเวลา 15 ปี (พ.ศ. 2568-2582)</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43078 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/BBL_05-re.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>พร้อม​น้อมนำแนวพระราชดำริ  <strong>&#8216;ป่าเปียก&#8217;</strong> ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาประยุกต์ใช้ฟื้นฟูระบบนิเวศบนพื้นที่ป่าชุมชนบ้านถ้ำเสือจำนวน 3 แปลง รวมพื้นที่ 1,331 ไร่ โดยผสานเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่น ทั้งการติดตั้งระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อเก็บในถังจำนวน 10 ถัง รวมความจุ 20,000 ลิตร บนพื้นที่ยอดเขาเพื่อกระจายน้ำสร้างความชุ่มชื้นให้แก่ผืนป่า ช่วยสร้างแนวป้องกันไฟป่าแบบเปียก รวมทั้งการสร้างฝายชะลอน้ำจากวัสดุธรรมชาติในท้องถิ่น เพิ่มความชุ่มชื้นและความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ และช่วยลดความเสี่ยงจากปัญหาไฟป่าในระยะยาว</p>
<p><em>“ป่าชุมชนบ้านถ้ำเสือเป็นหนึ่งในพื้นที่ต้นแบบที่มีความเข้มแข็งด้านการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และได้รับการคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 15 ป่าชุมชนต้นแบบของประเทศ ธนาคารกรุงเทพเล็งเห็นถึงศักยภาพในการต่อยอดพื้นที่แห่งนี้ให้เป็นป่าชุมชนต้นแบบของการพัฒนาเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ซึ่งคาดว่าตลอดระยะเวลาดำเนินโครงการป่าแห่งนี้ จะสามารถกักเก็บก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 10,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2eq) พร้อมทั้งสร้างกลไกการขายคาร์บอนเครดิตกลับคืนสู่ชุมชน เพื่อเป็นทุนในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่อย่างยั่งยืน ซึ่งธนาคารได้ใช้งบราว 10 ล้านบาทสำหรับการรับซื้อคาร์บอนเครดิตที่เกิดจากพื้นที่ป่าภายในโครงการ” </em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43077 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/BBL_12.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p><strong>ต่อยอดสู่ &#8216;ป่าชุมชนหลากสี&#8217; สร้างสวนบนภูเขา </strong></p>
<p>ธนาคารกรุงเทพ ยังมองเป้าหมายการพัฒนาพื้นที่ป่าชุมชนแห่งนี้ ให้กลายเป็น<strong> &#8216;ป่าชุมชนหลากสี&#8217;</strong> สามารถตอบโจทย์และสร้างคุณค่าให้ชุมชนได้เพิ่มมากขึ้น ไม่เพียงมิติเรื่องคาร์บอนเครดิต หรือการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติเท่านั้น แต่สามารถสร้างคุณค่าเพิ่มให้คนในพื้นที่ได้มากขึ้น ด้วยการสร้างสรรค์การออกแบบพื้นที่ให้มีความสวยงาม ไม่ต่างจากการจัดสวน แต่เป็นการมาสร้างสวนที่อยู่บนภูเขา เพื่อช่วยต่อยอดไปสู่มิติด้านการท่องเที่ยว และยังสามารถเชื่อมโยงกับพื้นที่ท่องเที่ยวเดิมที่มีอยู่อย่างแก่งกระจาน ในฐานะจุดเช็คอินแห่งใหม่ของเพชรบุรี เและสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ๆ เข้ามาในพื้นที่และสร้างรายได้ให้คนในชุมชนได้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเห็นเป็นรูปธรรมได้ในอีกราว 3 ปีข้างหน้า</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43079 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/BBL_06-Re.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ดร. กอบศักดิ์</strong> อธิบาย แนวทางการพัฒนาพื้นที่ป่าชุมชนบ้านถ้ำเสือ เพื่อเป็นโมเดลต้นแบบ &#8216;<strong>ป่าชุมชนหลากสี&#8217;</strong> โดยการพัฒนาพื้นที่นำร่องราว 200 ไร่ ซึ่งอยู่บริเวณทางขึ้นจากชุมชน ไปยังพื้นที่ป่าซึ่งมีลักษณะเป็นภูเขาอยู่ด้านบน โดยการเปิดโครงการประกวดออกแบบการใช้ประโยชน์พื้นที่ป่า ผ่านโครงการ <strong>&#8216;ประกวดออกแบบป่าชุมชนหลากสี&#8217;</strong> เพื่อสร้างต้นแบบการพัฒนาป่าชุมชนที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและความต้องการของคนในพื้นที่อย่างยั่งยืน และเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ ทั้งกลุ่มคนทั่วไป และกลุ่มนักศึกษา สามารถส่งผลงานการออกแบบร่วมนำเสนอไอเดีย</p>
<p>ซึ่งได้ขับเคลื่อนโครงการมาเหลือ 10 ทีม สุดท้าย จากผู้สมัครเกือบ 160 ทีม พร้อมนำผู้เข้าร่วมประกวดลงพื้นที่จริง เพื่อนำมาต่อยอดการสร้างสรรค์ไอเดียในรอบสุดท้าย เพื่อสร้างป่าชุมชนที่มีธรรมชาติ​สวยงาม และมีความหลากหลายทางชีวภาพ  รวมทั้งการออกแบบพื้นที่ระหว่างทางเดินให้เป็นอัตลักษณ์ที่โดดเด่นแก่​พื้นที่ได้ เช่น ไอเดียการสร้างป่าไผ่ของญี่ปุ่น และสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกได้ หรือการปลูกดอกไม้ หรือต้นไม้สีสันสวยงาม เพื่อตอบโจทย์กลุ่มนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ที่ชอบแชร์ประสบการณ์ผ่านโซเชียล ช่วยสร้างให้พื้นที่กลายเป็นหนึ่งแลนด์มาร์กที่คนมาแก่งกระจาน หรือเพชรบุรี ต้องแวะเช็คอินในอนาคต</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43074 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/IMG_2671.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>&#8220;ทางธนาคารจะนำผลงานที่ชนะจากโครงการ ไปทำเป็น​พิมพ์เขียวของพื้นที่ เพื่อให้คนในชุมชนนำไปใช้เป็นต้นแบบในการดำเนินการพัฒนาพื้นที่ป่าตามไอเดียที่คัดเลือกมา รวมทั้งการผนึกความร่วมมือกับพันธมิตร ​เพื่อพัฒนา​ระบบต่างๆ ในพื้นที่ เช่น ​<strong>การสร้างลำธารหรือน้ำตกเทียม</strong> โดยองค์ความรู้ของ สสน.​ (สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) ) เพื่อช่วยสูบน้ำจากแม่น้ำเพชรบุรีขึ้นไปบนยอดเขาแล้วปล่อนไหลมาตามเส้นทางน้ำ หรือการทำ <strong>โป่งผีเสื้อเทียม</strong> โดย วช. (สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ) เพื่อดึงดูดผีเสื้อให้มาอยู่ร่วมกับดอกไม้และสวนป่าไผ่ รวมทั้ง​หน่วยประสาน​การทำงานร่วมกันกับทาง​​ชุมชนเพื่อสามารถสร้างสรรค์พื้นที่ให้ออกมาได้เหมือนกับไอเดียที่อยู่ในพิมพ์เขียว รวมท้ังการบริหารจัดการภายในพื้นที่หลังจากนำไปดำเนินการจริง เพื่อให้โครงการขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ&#8221;  ​</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43075 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/BBL_10.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p><strong>ดร. รอยล จิตรดอน</strong> กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์  อธิบายเพิ่มเติมถึงการบริหารจัดการน้ำเพื่อปลูกป่าบนที่สูงด้วยวิธี &#8216;น้ำนำ&#8217;​ โดยใช้วิธีสูบน้ำเป็นทอดๆ เพื่อนำน้ำไปพักไว้บนที่สูง  พร้อมทั้ง​​การวางท่อและ​ถังน้ำความจุกว่า 20,000 ลิตร ไว้ในป่าเพื่อให้​น้ำช่วยกระจายความชื้นไปได้ทั่วพื้นที่ และเมื่อพื้นที่ป่ามี​ความชื้นสูง อุณหภูมิจะมีเสถียรภาพและช่วยดักฝนให้ตกได้ตามวงจรธรรมชาติ ซึ่งถือเป็นทางลัดในการปลูกป่า และช่วยให้ป่าสามารถฟื้นตัวได้ภายใน 3 ปี เทียบกับการปลูกป่าตามธรรมชาติ ที่อาจต้องใช้เวลา 20-30 ปี</p>
<p>ด้าน<strong> คุณศิริรัตน์ กุลวัฒน์</strong> ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 3 บ้านถ้ำเสือ อ. แก่งกระจาน กล่าวว่า การนำแทงก์น้ำขึ้นไปบนภูเขาใช้โดรนที่ขนาดใหญ่ยกแทงก์น้ำขึ้นไปไว้บนเขา  ต่อท่อใช้พลังงานโซลาร์เซลล์สูบน้ำขึ้นสู่ยอดเขา น้ำจากแทงก์จะเปิดเป็นระบบน้ำหยดตลอดเวลา  เพื่อป้องกันหนู กระรอก มากัดกัดท่อน้ำ สัตว์เหล่านี้จะมารอกินน้ำแทนที่จะมากัดท่อ นอกจากนี้ยังช่วยสัตว์ป่าหน้าแล้งให้มีน้ำกิน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43076 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/BBL_13.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p><em>&#8220;โครงการ &#8216;<strong>Bualuang Save the Earth: รักษ์ป่าถ้ำเสือ&#8217;</strong> เป็นหนึ่งโครงการ Flagship ด้านความยั่งยืนของธนาคารกรุงเทพ ซึ่งอยู่ภาย​ใต้โครงการ<strong> Bualuang Save the Earth </strong>หรือ<strong> บัวหลวงรักษ์โลก </strong>โดย​​ตั้งเป้าสร้างโมเดลป่าชุมชนที่มีความแตกต่าง และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ชุมชนในพื้นที่ได้เพิ่มมากขึ้น เพื่อพัฒนารูปแบบป่าชุมชนที่สร้างรายได้อย่างเป็นรูปธรรม และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ป่าชุมชนได้มากขึ้น นอกจากการรักษาเพื่อการสร้างคาร์บอนเครดิต ซึ่งจะกลายเป็นอีกหนึ่งต้นแบบหรือแรงบันดาลใจสำหรับการบริหารจัดการป่าชุมชนแห่งอื่นๆ ได้ทั่วประเทศ&#8221;</em> ดร. กอบศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/bbl-mou-restore-tham-suea-forest-phetchaburi/">มากกว่า &#8216;คาร์บอนเครดิต&#8217; ธนาคารกรุงเทพต่อยอด &#8216;ป่าชุมชน&#8217; สู่ต้นแบบ &#8216;ป่าหลากสี&#8217; สร้างสวนบนภูเขา เพิ่มแลนด์มาร์กท่องเที่ยวให้ชุมชน นำร่องพื้นที่ &#8216;บ้านถ้ำเสือ&#8217; เพชรบุรี</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ซีพี ทุ่ม 30 ล้าน ผนึกแม่ฟ้าหลวงฯ หนุน​โปรเจ็กต์ดูแล &#8216;ป่าชุมชน&#8217; ​ใช้กลไก &#8216;Reforest Tokenization&#8217;แปลงคาร์บอนเครดิตเป็นโทเคน ​พร้อมความร่วมมือเฟสใหม่ ดึงคาร์บอนเครดิตจากดอยตุง ขายผ่านทรูมันนี่</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/07/cp-join-mflf-reforest-tokenization/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 09 Jul 2026 12:15:29 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity]]></category>
		<category><![CDATA[Community Forest]]></category>
		<category><![CDATA[CP]]></category>
		<category><![CDATA[Green Tokenization]]></category>
		<category><![CDATA[MFLF]]></category>
		<category><![CDATA[Nature Capital]]></category>
		<category><![CDATA[Reforest Tokenization]]></category>
		<category><![CDATA[Tokenization]]></category>
		<category><![CDATA[Utility Token]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[จอมกิตติ ศิริกุล]]></category>
		<category><![CDATA[ซีพี]]></category>
		<category><![CDATA[ทุนธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์]]></category>
		<category><![CDATA[วรสิทธิ์ สิทธิวิชัย]]></category>
		<category><![CDATA[ศุภชัย เจียรวนนท์]]></category>
		<category><![CDATA[สมิทธิ์ หาเรือนพืชน์]]></category>
		<category><![CDATA[หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล]]></category>
		<category><![CDATA[อนุรักษ์]]></category>
		<category><![CDATA[อภินันท์ ดาบเพ็ชร]]></category>
		<category><![CDATA[เครือเจริญโภคภัณฑ์]]></category>
		<category><![CDATA[แปลงป่าเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล]]></category>
		<category><![CDATA[แม่ฟ้าหลวงฯ​]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการดอยตุง]]></category>
		<category><![CDATA[โทเคน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42982</guid>

					<description><![CDATA[<p>เครือเจริญโภคภัณฑ์ สนับสนุนงบประมาณ 30 ล้านบาท สนับสนุนมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง​ ในพระบรมราชูปถัมภ์​ ขับเคลื่อนการดูแลป่าชุมชนตามแนวคิด &#8216;Reforest Tokenization&#8216; นำร่อง 1 หมื่นไร่ ครอบคลุม 200 ครัวเรือน ​​เพิ่มแนวร่วมฟื้นฟูป่าพร้อมสร้างรายได้ให้​ชุมชน   พร้อมการนำคาร์บอนเครดิตที่สร้างได้จากป่าชุมชนมาแปลงเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล (Utility Token) ขายผ่านทรูมันนี่ เพิ่มช่องทางชดเชยคาร์บอนส่วนบุคคล และเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปมีช่องทางในการสนับสนุนการดูแลป่าได้สะดวกมากยิ่งขึ้น รวมทั้ง​แผนขยายความร่วมมมือของทั้งสององค์กรในเฟสต่อไป ด้วยการนำคาร์บอนเครดิตจาก &#8216;โครงการดอยตุง&#8217; โครงการต้นแบบที่มีการรับรองคาร์บอนเครดิตมาตรฐาน T-VER แล้วรวม 4 แสนตันคาร์บอน (CO2eq)  มาแปลงเป็น Utility Token เพื่อจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มทรูมันนี่ด้วยเช่นกัน ซีพี ตั้งงบ 30 ล้าน หนุนแนวร่วมดูแลป่าชุมชน  คุณศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) กล่าวว่า ซีพีรวมทั้งบริษัทในเครือฯ ร่วมเป็นหนึ่งในภาคเอกชนภายใต้โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ  ผ่านการสนับสนุนงบประมาณ 30 ล้านบาท สำหรับการทำงานร่วมกับภาคชุมชนในการดูแลและฟื้นฟูป่าชุมชนพื้นที่นำร่อง 1 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/cp-join-mflf-reforest-tokenization/">ซีพี ทุ่ม 30 ล้าน ผนึกแม่ฟ้าหลวงฯ หนุน​โปรเจ็กต์ดูแล &#8216;ป่าชุมชน&#8217; ​ใช้กลไก &#8216;Reforest Tokenization&#8217;แปลงคาร์บอนเครดิตเป็นโทเคน ​พร้อมความร่วมมือเฟสใหม่ ดึงคาร์บอนเครดิตจากดอยตุง ขายผ่านทรูมันนี่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เครือเจริญโภคภัณฑ์ สนับสนุนงบประมาณ 30 ล้านบาท สนับสนุนมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง​ ในพระบรมราชูปถัมภ์​ ขับเคลื่อนการดูแลป่าชุมชนตามแนวคิด &#8216;<strong>Reforest Tokenization</strong>&#8216; นำร่อง 1 หมื่นไร่ ครอบคลุม 200 ครัวเรือน ​​เพิ่มแนวร่วมฟื้นฟูป่าพร้อมสร้างรายได้ให้​ชุมชน <strong> </strong></p>
<p><span id="more-42982"></span></p>
<p>พร้อมการนำคาร์บอนเครดิตที่สร้างได้จากป่าชุมชนมาแปลงเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล (Utility Token) ขายผ่านทรูมันนี่ เพิ่มช่องทางชดเชยคาร์บอนส่วนบุคคล และเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปมีช่องทางในการสนับสนุนการดูแลป่าได้สะดวกมากยิ่งขึ้น</p>
<p>รวมทั้ง​แผนขยายความร่วมมมือของทั้งสององค์กรในเฟสต่อไป ด้วยการนำคาร์บอนเครดิตจาก<strong> &#8216;โครงการดอยตุง&#8217;</strong> โครงการต้นแบบที่มีการรับรองคาร์บอนเครดิตมาตรฐาน T-VER แล้วรวม 4 แสนตันคาร์บอน (CO2eq)  มาแปลงเป็น Utility Token เพื่อจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มทรูมันนี่ด้วยเช่นกัน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42986 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/re-03_คุณศุภชัย.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ซีพี ตั้งงบ 30 ล้าน หนุนแนวร่วมดูแลป่าชุมชน </strong></p>
<p><strong>คุณศุภชัย เจียรวนนท์ </strong>รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) กล่าวว่า ซีพีรวมทั้งบริษัทในเครือฯ ร่วมเป็นหนึ่งในภาคเอกชนภายใต้โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ  ผ่านการสนับสนุนงบประมาณ 30 ล้านบาท สำหรับการทำงานร่วมกับภาคชุมชนในการดูแลและฟื้นฟูป่าชุมชนพื้นที่นำร่อง 1 หมื่นไร่  พร้อมการสนับสนุนการทำงานของภาคชุมชนทั้งงานด้านการอนุรักษ์และป้องกันไฟป่า รวมทั้งการสนับสนุนกองทุนด้านการส่งเสริมอาชีพภายในชุมชน เพื่อช่วยยกระดับรายได้คนในชุมชนได้เพิ่มขึ้น ​ครอบครัวละไม่ต่ำกว่า 1 &#8211; 1.5 หมื่นบาทต่อเดือน เพื่อใช้แรงจูงใจทางเศรษฐกิจในการช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมคนในพื้นที่ให้กลายมาเป็นแนวร่วมในการอนุรักษ์ป่า ซึ่งจะทำให้แต่ละชุมชนมีรายได้หลายทางทั้งทรัพยากรจากการดูแลธรรมชาติในป่า ​การขายคาร์บอนเครดิตที่สร้างจากป่า รวมทั้งการพัฒนาอาชีพที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนหมู่บ้าน</p>
<p><em>&#8220;การอนุรักษ์ป่าจำเป็นต้องสร้าง<strong> ‘แรงจูงใจทางเศรษฐกิจ’</strong> เพื่อให้คนที่อยู่กับป่าสามารถมีรายได้จากการรักษาป่า มากกว่าการใช้ประโยชน์ที่ทำลายทรัพยากร จึงเป็นที่มาของแนวคิด <strong>Reforest Tokenization</strong> ที่มุ่งยกระดับผืนป่าให้เป็นสินทรัพย์ดิจิทัล หรือ Natural Capital เพื่อเชื่อมโยงการอนุรักษ์กับกลไกเศรษฐกิจ และเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติอย่างเป็นรูปธรรม”</em></p>
<p>ทั้งนี้ ป่ามีบทบาทสำคัญในการดูแลและสร้างสมดุลให้​​ระบบนิเวศ​ ทั้งการช่วยดูดซับคาร์บอนจากกิจกรรมของมนุษย์ได้ราว 31%,  การเป็นแหล่งกำเนิดน้ำจืดในการใช้สอยกว่า 75% ของโลก และ 80% ของ​สิ่งมีชีวิตบนบกที่ต้องอาศัยป่าในการดำรงชีวิต รวมทั้งกว่า 90%  ของประชากรที่ขาดแคลนหรือยากจนที่สุดของโลกต้องพึ่งพาในการดำรงชีวิต</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42992 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/Re-CP1.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><strong>ขณะที่การสูญเสียพื้นที่ป่าของโลกเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่โดยรอบประเทศไทย</strong> โดยพบว่า ระหว่างปี 2533-2568 พื้นที่ป่าในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงลดลงอย่างต่อเนื่องที่ราว 22% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกที่อยู่ระดับ 4% โดยเมียนมาสูญเสียพื้นที่ป่าสูงสุดถึง 75 ล้านไร่ หรือลดลง 30.9%  ขณะที่ไทยสูญเสีย 3.7 ล้านไร่ หรือมีพื้นที่ป่าลดลง 2.9% ส่วนลาวลดลง 9.5% ​ ซึ่งแม้ว่าประเทศไทยอาจจะสามารถรักษาพื้นที่ป่าไว้ได้ดีกว่าหลายประเทศในภูมิภาค <strong>แต่เป้าหมายสำคัญไม่ใช่เพียงการมีพื้นที่สีเขียวของป่าไว้ แต่ยังมีปัญหาสำคัญที่ต้องดูแลทั้งการเกิดไฟป่า และปัญหาฝุ่น PM 2.5 ซึ่งการอนุรักษ์ป่าเป็นหนึ่งแนวทางสำคัญในการช่วยแก้ปัญหาให้บรรเทาความรุนแรงลงได้</strong> และเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทางเครือซีพีให้ความสำคัญในการเข้าร่วมสนับสนุนโครงการดูแลป่าชุมชนครั้งนี้</p>
<p><em>“จากประสบการณ์การลงพื้นที่จังหวัดน่านร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ผมได้เรียนรู้ว่าหัวใจของการอนุรักษ์ป่าไม่ใช่เพียงการปลูกต้นไม้ แต่คือการทำให้คนสามารถอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างสมดุล มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีอาชีพที่ยั่งยืน หากชุมชนยังมีรายได้ไม่เพียงพอ แรงกดดันต่อผืนป่าก็จะยังคงอยู่ วันนี้โลกมีคาร์บอนเครดิตเป็นกลไกที่สะท้อนคุณค่าของการดูดซับคาร์บอน แต่ความจริงแล้วป่ายังมีคุณค่าอีกมาก ทั้งการรักษาต้นน้ำ ความหลากหลายทางชีวภาพ การป้องกันไฟป่า และการดูแลชุมชน Reforest Tokenization จึงเป็นการนำคุณค่าเหล่านี้มาแปลงเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ ผ่านการแปลงคาร์บอนเครดิตเป็นโทเคน เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ทุกคนมีส่วนร่วมสนับสนุนการอนุรักษ์ ขณะที่รายได้จะกลับสู่ชุมชนผู้ดูแลผืนป่า เปลี่ยนผืนป่าให้เป็นทรัพย์สินที่มีคุณค่า สร้างอาชีพที่มั่นคง ลดการปลูกพืชเชิงเดี่ยวและการประกอบกิจกรรมที่ทำลายทรัพยากร”</em></p>
<p><strong>&#8216;ชุมชน&#8217; นักรบด่านหน้าฟื้นฟู Nature Capital</strong></p>
<p>ด้าน<strong> หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล</strong> เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า การขับเคลื่อนงานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติต้องเดินควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพของชีวิตคนในชุมชนที่เสมือนเป็นกำแพงด่านหน้าคอยเผชิญกับวิกฤตต่างๆ และหากพวกเขาไม่สามารถอยู่ได้ธรรมชาติก็จะถูกทำลาย และสุดท้ายก็จะส่งผลกระทบต่อพวกเราทุกคนเช่นเดียวกัน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42987 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/re-04_มล.ดิศปนัดดา.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>&#8220;คำว่า <strong>&#8216;คนหิว ป่าหาย&#8217;</strong> ยังเป็นจริงอยู่เสมอ จึงจำเป็นต้องหาโมเดลสำหรับการดูแลแนวหน้าอย่างชุมชนซึ่งอยู่กับป่าให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี และเปลี่ยนมาเป็นแนวร่วมในการช่วยพวกเราดูแลและฟื้นฟูป่าและธรรมชาติ ขณะเดียวกันการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปัจจุบันจำเป็นต้องมองความคุ้มค่าและการสร้างประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรต่างๆ โดยไม่มองว่าธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อมเป็นของฟรี โดยมีการประเมินมูลค่า​ธรรมชาติในปัจจุบันอยู่ที่ 125 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และการเติบโตของ <strong>GDP โลกกว่า 55% มาจากการพึ่งพาทุนทางธรรมชาติ ​ขณะที่ปัจจุบันเรามีการดึง​​ทรัพยากรธรรมชาติในอนาคตมาใช้แล้วกว่า 1.8 เท่าของทรัพยากรที่โลกมีอยู่ จึงจำเป็นต้องเร่งฟื้นฟูที่ไม่ใช่เพียงการเพิ่มพื้นที่สีเขียวแต่จำเป็นต้องคำนึงถึงความหลากหลายทางชีวภาพควบคู่ไปด้วย โดยชุมชนนับเป็นกลไกสำคัญ </strong>ในฐานะคนในพื้นที่ และเป็นกลุ่มคนที่สามารถทำให้​การเปลี่ยนแปลงในพื้นที่เกิดขึ้นได้จริง&#8221;  </em></p>
<p>ทั้งนี้ ความร่วมมือกับทางซีพีเป็นหนึ่งโมเดลในการสร้างการมีส่วนร่วมจากภาคเอกชน ซึ่งเป็นภาคส่วนสำคัญในการช่วยขับเคลื่อนการฟื้นฟูและอนุรักษ์ธรรมชาติ  โดยเรื่องคาร์บอนเครดิตเป็นเหมือนจุดเริ่มต้นในการสั่นกระดิ่งให้คนเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของทุนธรรมชาติ และความหลากหลายทางชีวภาพ เพราะสุดท้ายการดูแลป่า เพื่อได้คาร์บอนเครดิต มาช่วยดูดซับคาร์บอนเป็นเพียงหนึ่งประเด็นในการฟื้นฟูธรรมชาติ แต่ยังต้องมองเรื่อง Biodiversity หรือความหลากลายทางธรรมชาติไปพร้อมกันด้วย เพื่อให้โลกและมนุษยชาติยังดำรงอยู่ได้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42990 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/Re-Kduke.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><em><strong>Carbon Credit จึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาพใหญ่จาก Biodiversity Credit ซึ่งยังต้องเรียนรู้และขับเคลื่อนเพิ่มเติมต่อไปในอนาคต</strong></em> และภาคธุรกิจจำเป็นต้องหันมามอง เข้าใจ และเริ่มขับเคลื่อนเรื่องเหล่านี้ โดยไม่มองว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นมา แต่เป็นการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงต่อธุรกิจในอนาคต โดยเฉพาะการหลีกเลี่ยง Cost of Inaction หรือ ต้นทุนจากการไม่ทำอะไร ทั้งการถูกกฎเกณฑ์ในอนาคตบังคับให้ต้องเปลี่ยนแปลง ซึ่งอาจมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการเริ่มทำเองตั้งแต่ตอนนี้ หรือหากโลกเคลื่อนไปจนถึงจุดที่ทรัพยากรต่างๆ ถูกทำลายจนไม่สามารถฟื้นฟูกลับมาได้แล้ว ไม่ว่าจะใช้เงินมากเท่าไหร่ก็ไม่สามารถย้อนกลับมายังจุดที่สามารถแก้ไขได้อีกต่อไป</p>
<p><strong>แปลงคาร์บอนเครดิตจากป่า เป็นสินทรัพย์ดิจิทัล ดึงประชาชนร่วมดูแลป่า</strong></p>
<p>สำหรับ Roadmap ความร่วมมือระหว่างเครือเจริญโภคภัณฑ์  และมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้วางกรอบดำเนินงานไว้ในระหว่างปี 2569–2573 ผ่านการพัฒนากลไก<strong> Reforest Tokenization</strong> ให้สามารถเชื่อมข้อมูลการฟื้นฟูป่า การกักเก็บคาร์บอน และผลลัพธ์จากการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ ร่วมกับภาคส่วนต่างๆ อย่างเป็นระบบ</p>
<p>โดย​ระยะแรกภายในปี 2569 เครือฯ จะนำคาร์บอนเครดิตจากพื้นที่ป่าที่พัฒนาโดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ มาจำหน่ายบนแอปพลิเคชัน TrueMoney เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมสนับสนุนการดูแลป่า ผ่านรูปแบบการแลกสิทธิ์ใช้งานทันที หรือ Instant Redeem กลไกในระยะเริ่มต้นนี้จะยังไม่มีการถือครองเหรียญหรือโทเคนใน Digital Wallet แต่เป็นการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและบล็อกเชน เพื่อเชื่อมกระบวนการเลือกซื้อ ชำระเงิน และรับใบรับรองการชดเชยคาร์บอนส่วนบุคคลให้ครบในประสบการณ์เดียว ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงการสนับสนุนการดูแลป่าได้สะดวก โปร่งใส และตรวจสอบได้มากขึ้น</p>
<p>สำหรับระยะต่อไป เครือเจริญโภคภัณฑ์จะพัฒนากลไก Reforest Tokenization อย่างเต็มรูปแบบภายใต้กฎหมายและการกำกับดูแลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้าง<em><strong>ช่องทางใหม่ในการระดมทุนและขยายระบบนิเวศการอนุรักษ์ โดยใช้โทเคนเป็นเครื่องมือสำคัญที่เชื่อมโยงคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติ ไม่เฉพาะคาร์บอนเครดิต แต่รวมถึงการฟื้นฟูระบบนิเวศ ความหลากหลายทางชีวภาพ และบริการของระบบนิเวศอื่น ๆ</strong>  </em>เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจ นักลงทุน และประชาชนร่วมสร้าง &#8216;Natural Capital&#8217; ของประเทศไทย และทำให้การอนุรักษ์สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42985 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/re-01_Reforest-Tokenization-.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>โดยมีพื้นที่นำร่องสำคัญ ใน 3 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย และตาก จำนวนรวมกว่า 10,000 ไร่ ประมาณการณ์คาร์บอนเครดิต 10,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ทั้งนี้ เครือฯ ยังตั้งเป้าร่วมพัฒนากลไกกองทุนหมุนเวียนเพื่อการฟื้นฟูป่ากับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ภายในปี 2573 เป็นเงินรวมกว่า 30 ล้านบาท เพื่อให้ทรัพยากรที่เกิดจากการอนุรักษ์สามารถกลับมาสนับสนุนชุมชนและการฟื้นฟูพื้นที่ได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงขยายโครงการด้วยตนเองและร่วมมือกับพันธมิตรอื่นๆ ในอนาคต</p>
<p>รวมทั้งการขยายความร่วมมือระหว่างซีพี และมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ในเฟสต่อไป ด้วยการนำคาร์บอนเครดิตจากโครงการดอยตุง ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่เป้าหมาย มาร่วมจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มทรูมันนี่ด้วยเช่นกัน โดยปัจจุบันโครงการดอยตุงได้รับการรับรองคาร์บอนเครดิตมาตรฐาน T-VER แล้วกว่า 4 แสนตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2eq) หรือแปลงเป็นหน่วยย่อยได้กว่า 400 ล้านกิโล CO2eq ซึ่ง​ปัจจุบันอยู่ในช่วงทดลองดำเนินงานผ่านแซนด์บ็อกซ์ของทางธนาคารแห่งประเทศไทย ​รวมทั้งยังจำเป็นต้องศึกษาเพิ่มเติมในรายละเอียดถึงดีมานด์ในตลาด เพื่อพิจารณาถึงปริมาณที่จะนำออกมา​จำหน่ายในอนาคต</p>
<p><strong>Tokenizing Reforestation</strong><strong> ผนึกชุมชน นวัตกรรม และธรรมชาติ </strong></p>
<p>การประกาศความร่วมมือระหว่างซีพี และแม่ฟ้าหลวงฯ ผ่านการจัดงาน <strong>&#8216;Tokenizing Reforestation: </strong><strong>ฟื้นป่าด้วยนวัตกรรมโทเคน</strong><strong>&#8216;</strong> ภายใต้แนวคิด &#8216;<strong>ร่วมสร้างอนาคตที่ธรรมชาติ เทคโนโลยี และชุมชนเติบโตไปด้วยกัน</strong><strong>&#8216;</strong> พร้อมเวทีสัมมนาหัวข้อ <strong>&#8216;Unlocking Forest Value through Collaboration: ปลดล็อกคุณค่าผืนป่า ผ่านพลังความร่วมมือ&#8217;</strong></p>
<p>เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิดการทำให้การฟื้นฟูป่าเป็นโมเดลที่ขยายผลได้จริง ผ่านการมีส่วนร่วมของชุมชน และแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ เป็นองค์ประกอบสำคัญในการทำให้การอนุรักษ์เดินหน้าไปพร้อมๆ กับการสร้างรายได้ให้กับทุกภาคส่วน</p>
<p><strong>คุณสมิทธิ์ หาเรือนพืชน์ </strong>ประธานสายงานการแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐาน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า ​การอนุรักษ์ป่าจะเกิดผลอย่างยั่งยืนได้ต้องเริ่มจากชุมชน โดยรับฟังความต้องการ สร้างองค์ความรู้ และใช้เทคโนโลยีร่วมกับระบบตรวจสอบที่โปร่งใส เมื่อชุมชนมีรายได้จากคาร์บอนเครดิต ก็จะเกิดแรงจูงใจในการดูแลผืนป่าและลดปัญหาไฟป่า มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ จึงทำหน้าที่เชื่อมโยงชุมชนกับภาคเอกชน เพื่อพัฒนาโมเดลการอนุรักษ์ที่โปร่งใส ปราศจากการฟอกเขียว และสร้างรายได้จากการดูแลทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42989 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/re-06_Reforest-Tokenization.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณ​</strong><strong>จอมกิตติ ศิริกุล</strong> รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหาร ผู้บริหารสูงสุดด้านพัฒนาความยั่งยืนภาครัฐและกิจการสัมพันธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ระบุว่า​ ตลอดกว่า 10 ปีที่ผ่านมา เครือซีพีได้ทำงานร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ และมูลนิธิปิดทองหลังพระ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนที่อาศัยอยู่กับผืนป่า โดยมุ่งสร้างอาชีพและรายได้ที่ยั่งยืน ผ่านการส่งเสริมพืชเศรษฐกิจที่อยู่ร่วมกับป่าได้ เช่น กาแฟ พร้อมพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับและต่อยอดสู่คาร์บอนเครดิต เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ผืนป่าและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างยั่งยืน</p>
<p><strong>คุณวรสิทธิ์ สิทธิวิชัย </strong>ประธานผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการ ธุรกิจคาร์บอนเครดิต บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โปรดิ๊วส จำกัด อธิบายว่า ธุรกิจของเครือเจริญโภคภัณฑ์มีความเกี่ยวข้องกับภาคการเกษตรและเกษตรกรจำนวนมาก ซึ่งส่วนหนึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้ผืนป่า จึงเผชิญความท้าทายทั้งปัญหาการบุกรุกป่าและการเผาที่ก่อให้เกิดหมอกควัน เครือซีพีจึงดำเนินมาตรการรณรงค์ ควบคู่กับการพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ และมองว่าธุรกิจคาร์บอนเครดิตเป็นกลไกสำคัญในการสร้างแรงจูงใจให้ชุมชนร่วมอนุรักษ์ผืนป่า เนื่องจากป่าไม้เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน จึงเป็นความรับผิดชอบของภาคธุรกิจในการสนับสนุนให้ชุมชนมีรายได้ที่เพียงพอ ลดการบุกรุกป่า ลดการปลูกพืชเชิงเดี่ยว และบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเหมาะสม</p>
<p><strong>คุณอภินันท์ ดาบเพ็ชร </strong>กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอสเซนด์ บิท จำกัด และผู้อำนวยการฝ่ายการเติบโตของวอลเล็ทแพลตฟอร์ม บริษัท ทรูมันนี่ จำกัด กล่าวว่า แอสเซนด์ บิท และทรูมันนี่ ภายใต้เครือแอสเซนด์ กรุ๊ป เชื่อว่าความยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้จริง เมื่อการมีส่วนร่วมเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ง่ายๆ เราจึงนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาต่อยอดบริการซื้อคาร์บอนเครดิต บนแอปพลิเคชันทรูมันนี่ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้คนสามารถสนับสนุนโครงการด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างสะดวก โปร่งใส และตรวจสอบได้ ผ่านโครงการที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานเลือกแพ็กเกจการชดเชยคาร์บอนได้ตามความต้องการ และได้รับใบรับรองการชดเชยคาร์บอน เพื่อยืนยันการมีส่วนร่วมและสามารถตรวจสอบได้ ความร่วมมือในโครงการนี้จึงเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ด้าน Reforest Tokenization ควบคู่ไปกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อนำมาส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน</p>
<p>ภายในงาน ยังมีนิทรรศการจากหน่วยงานและพันธมิตร ที่นำเสนอภาพการต่อยอดผืนป่าสู่ทุนธรรมชาติ ตั้งแต่การพัฒนาธุรกิจคาร์บอนเครดิต การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนและสินทรัพย์ดิจิทัล ไปจนถึงโมเดลการพัฒนาชุมชนที่สร้างรายได้ควบคู่กับการดูแลผืนป่า สะท้อนให้เห็นว่าการอนุรักษ์สามารถเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนได้อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านกลไก  Reforest Tokenization ที่ไม่พียง​นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้กับการอนุรักษ์ป่า แต่เป็นการวางรากฐานกลไกใหม่ที่ <strong>แปลงป่าเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล </strong> และสร้างแรงจูงใจที่ทำให้ ​<strong>การดูแลป่าสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชน </strong>ผ่านพลังชุมชน องค์ความรู้ด้านการพัฒนา เทคโนโลยีดิจิทัล ภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคีเครือข่าย เพื่อให้คนอยู่รอด ป่าอยู่ได้ และสร้างคุณค่ากลับคืนสู่ประเทศชาติ ประชาชน และองค์กรได้อย่างแท้จริง</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/cp-join-mflf-reforest-tokenization/">ซีพี ทุ่ม 30 ล้าน ผนึกแม่ฟ้าหลวงฯ หนุน​โปรเจ็กต์ดูแล &#8216;ป่าชุมชน&#8217; ​ใช้กลไก &#8216;Reforest Tokenization&#8217;แปลงคาร์บอนเครดิตเป็นโทเคน ​พร้อมความร่วมมือเฟสใหม่ ดึงคาร์บอนเครดิตจากดอยตุง ขายผ่านทรูมันนี่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ โชว์เคสป่าชุมชน &#8216;อำนาจเจริญ&#8217; ใช้คาร์บอนเครดิตเป็นกลไกดูแลป่าโซนอีสาน ต่อยอดเศรษฐกิจฐานรากจากกองทุนพัฒนาอาชีพ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/07/mae-fah-luang-amnatcharoen-community/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 05 Jul 2026 11:23:31 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Credit]]></category>
		<category><![CDATA[community]]></category>
		<category><![CDATA[Community Forest]]></category>
		<category><![CDATA[Conservation]]></category>
		<category><![CDATA[Mae Fah Luang]]></category>
		<category><![CDATA[Mae Fah Luang Foundation]]></category>
		<category><![CDATA[MFLF]]></category>
		<category><![CDATA[Nature-based]]></category>
		<category><![CDATA[Nature-based Solutions]]></category>
		<category><![CDATA[NbS]]></category>
		<category><![CDATA[T-VER]]></category>
		<category><![CDATA[TGO]]></category>
		<category><![CDATA[Village to the World Season 5]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[คุณภาพชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[ชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[ดอยตุงโมเดล]]></category>
		<category><![CDATA[ตะนุ สมนาม]]></category>
		<category><![CDATA[ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์​]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[ปฐมพร ทรงลิลิตชูวงศ์]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าดงใหญ่]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ]]></category>
		<category><![CDATA[สมิทธิ หาเรือนพืชน์]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[อนุรักษ์]]></category>
		<category><![CDATA[อบก]]></category>
		<category><![CDATA[อำนาจเจริญ]]></category>
		<category><![CDATA[แม่ฟ้าหลวง]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42896</guid>

					<description><![CDATA[<p>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ถอดบทเรียนความสำเร็จของพื้นที่ ป่าชุมชนตำบลสร้างถ่อน้อย อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ หลังเข้าร่วม โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ตั้งแต่ปี 2566 จนพิสูจน์ให้เห็นว่า คาร์บอนเครดิตสามารถเป็นมากกว่ากลไกด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ชุมชนมีระบบดูแลป่า มีทุนพัฒนาอาชีพ และสร้างรายได้จากฐานทรัพยากรของตนเองได้อย่างยั่งยืน ล่าสุดพื้นที่ดังกล่าวอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมเข้าสู่กระบวนการทวนสอบและยื่นขอรับรองคาร์บอนเครดิตต่อองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. โดยมีพื้นที่ขึ้นทะเบียนโครงการ T-VER 12,645.31 ไร่ คาดว่าจะได้คาร์บอนเครดิตรายปี 11,275 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี พร้อมต่อยอดป่าชุมชนสู่เส้นทางท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้สนใจด้านความยั่งยืนได้เรียนรู้ว่า การอนุรักษ์ป่าสามารถเดินไปพร้อมกับการพัฒนาอาชีพ รายได้ และคุณภาพชีวิตของชุมชนในระยะยาวได้จริง ทั้งนี้ โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เริ่มดำเนินงานตั้งแต่ปี 2563 โดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน ใช้กลไกคาร์บอนเครดิตสนับสนุนให้ชุมชนดูแลป่าและดูแลตนเองได้พร้อมกัน ผ่านการจัดตั้ง 2 กองทุนสำคัญ ได้แก่ กองทุนดูแลป่า และกองทุนเพื่อการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน เพื่อให้ชุมชนมีงบประมาณสำหรับทำแนวกันไฟ ลาดตระเวน เฝ้าระวังไฟป่า ฟื้นฟูป่า พัฒนาอาชีพ และสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจจากฐานทรัพยากรของตนเอง ปัจจุบัน โครงการได้ดำเนินโครงการมาในระยะที่ 5 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/mae-fah-luang-amnatcharoen-community/">มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ โชว์เคสป่าชุมชน &#8216;อำนาจเจริญ&#8217; ใช้คาร์บอนเครดิตเป็นกลไกดูแลป่าโซนอีสาน ต่อยอดเศรษฐกิจฐานรากจากกองทุนพัฒนาอาชีพ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์</strong> ถอดบทเรียนความสำเร็จของพื้นที่ <strong>ป่าชุมชนตำบลสร้างถ่อน้อย อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ</strong> หลังเข้าร่วม <strong>โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน</strong> ตั้งแต่ปี 2566 จนพิสูจน์ให้เห็นว่า คาร์บอนเครดิตสามารถเป็นมากกว่ากลไกด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ชุมชนมีระบบดูแลป่า มีทุนพัฒนาอาชีพ และสร้างรายได้จากฐานทรัพยากรของตนเองได้อย่างยั่งยืน</p>
<p><span id="more-42896"></span></p>
<p>ล่าสุดพื้นที่ดังกล่าวอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมเข้าสู่กระบวนการทวนสอบและยื่นขอรับรองคาร์บอนเครดิตต่อองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. โดยมีพื้นที่ขึ้นทะเบียนโครงการ T-VER 12,645.31 ไร่ คาดว่าจะได้คาร์บอนเครดิตรายปี 11,275 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี พร้อมต่อยอดป่าชุมชนสู่เส้นทางท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้สนใจด้านความยั่งยืนได้เรียนรู้ว่า การอนุรักษ์ป่าสามารถเดินไปพร้อมกับการพัฒนาอาชีพ รายได้ และคุณภาพชีวิตของชุมชนในระยะยาวได้จริง</p>
<p>ทั้งนี้ <strong>โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน</strong> เริ่มดำเนินงานตั้งแต่ปี 2563 โดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน ใช้กลไกคาร์บอนเครดิตสนับสนุนให้ชุมชนดูแลป่าและดูแลตนเองได้พร้อมกัน ผ่านการจัดตั้ง 2 กองทุนสำคัญ ได้แก่ กองทุนดูแลป่า และกองทุนเพื่อการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน เพื่อให้ชุมชนมีงบประมาณสำหรับทำแนวกันไฟ ลาดตระเวน เฝ้าระวังไฟป่า ฟื้นฟูป่า พัฒนาอาชีพ และสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจจากฐานทรัพยากรของตนเอง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42901 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/22.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ปัจจุบัน โครงการได้ดำเนินโครงการมาในระยะที่ 5 แล้ว โดยจังหวัดอำนาจเจริญอยู่ในโครงการระยะที่ 3 ซึ่งเริ่มดำเนินงานในปี 2566 ครอบคลุมพื้นที่ป่าชุมชนในจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ ยโสธร และอำนาจเจริญ โดยมีภาคเอกชนจากหลายอุตสาหกรรมเข้าร่วมสนับสนุน ครอบคลุมตั้งแต่ธุรกิจเครื่องดื่ม พลังงาน ปิโตรเคมี การเงินและธนาคาร การบิน อสังหาริมทรัพย์ สินค้าอุปโภคบริโภค ไปจนถึงเกษตรอาหาร</p>
<p><em>สะท้อนให้เห็นว่าโมเดลความยั่งยืนจากดอยตุงสามารถขยายผลสู่พื้นที่ต่างๆ ได้จริง และการดูแลป่าชุมชนไม่ได้เป็นเพียงภารกิจด้านสิ่งแวดล้อมของพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่เป็นกลไกสำคัญที่เชื่อมโยงเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศของประเทศ ภาคธุรกิจ และคุณภาพชีวิตของชุมชนเข้าด้วยกัน </em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42897 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/1.jpg" alt="" width="1200" height="843" /></p>
<p><strong>คุณสมิทธิ หาเรือนพืชน์ ประธานสายงานการแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐาน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ </strong>กล่าวว่า มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้นำประสบการณ์จากโครงการพัฒนาดอยตุงฯ มาปรับใช้ในการขยายโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนไปยังป่าชุมชนในหลายภูมิภาคทั่วประเทศ โดยภาคอีสานเป็นหนึ่งในพื้นที่สำคัญที่มีทั้งความเข้มแข็งของชุมชน ฐานทรัพยากรป่าชุมชน และความพร้อมของผู้นำท้องถิ่น ปัจจุบันในภาคอีสานมีพื้นที่ดำเนินงานในจังหวัดอำนาจเจริญและจังหวัดยโสธร</p>
<p>“สิ่งที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ให้ความสำคัญคือการทำให้การดูแลป่าเชื่อมโยงกับชีวิตของชุมชนอย่างแท้จริง <em><strong>ป่าชุมชนไม่ใช่เพียงพื้นที่อนุรักษ์ แต่เป็นฐานทรัพยากร ฐานอาชีพ และฐานเศรษฐกิจของคนในพื้นที่</strong></em> หากชุมชนมีระบบบริหารจัดการที่เข้มแข็ง คาร์บอนเครดิตจะเป็นกลไกหนึ่งที่ช่วยให้การดูแลป่าเกิดความต่อเนื่อง และสร้างประโยชน์กลับคืนสู่ชุมชนได้ในระยะยาว” นายสมิทธิกล่าว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42898 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/4.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณปฐมพร ทรงลิลิตชูวงศ์ ผู้จัดการโครงการอาวุโส มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ</strong> กล่าวว่า พื้นที่ป่าชุมชนตำบลสร้างถ่อน้อย อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ มีพื้นที่ป่าชุมชนตามพระราชบัญญัติป่าชุมชน 16,385 ไร่ และพื้นที่ขึ้นทะเบียนโครงการ T-VER 12,645.31 ไร่ ครอบคลุม 13 หมู่บ้าน 1,761 ครัวเรือน หรือประชาชนที่เกี่ยวข้อง 7,596 คน<em><strong> ปัจจุบันอยู่ระหว่างการสำรวจและปรับปรุงข้อมูลพื้นที่โครงการ เพื่อยืนยันขอบเขตพื้นที่ ตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน ประเมินปริมาณการกักเก็บคาร์บอน</strong></em> จัดทำรายงานติดตามผลปริมาณก๊าซเรือนกระจก ทวนสอบโดยผู้ประเมินภายนอก และยื่นขอรับรองคาร์บอนเครดิตต่อ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก.<em><strong> โดยคาดว่าจะได้รับการรับรองคาร์บอนเครดิตภายในสิ้นปีนี้</strong></em></p>
<p>โดยชุมชนทั้ง 13 หมู่บ้าน ได้รับการสนับสนุนเพื่อนำไปบริหารจัดการผ่าน 2 กองทุน โดย <strong>กองทุนดูแลป่า</strong>ใช้สำหรับกิจกรรมป้องกันไฟป่า การทำแนวกันไฟ การลาดตระเวน การเฝ้าระวังไฟป่า การปลูกป่าเสริม และการจัดหาอุปกรณ์ป้องกันไฟป่า ซึ่งจากการดำเนินงาน​ <em><strong>ช่วยให้การเกิดไฟป่าลดลงได้ถึง 90%</strong> </em>ส่วน<strong>กองทุนเพื่อการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน </strong>ช่วยให้ชุมชนมีงบประมาณสำหรับพัฒนาพื้นที่และต่อยอดกิจกรรมสร้างรายได้ระหว่างรอคาร์บอนเครดิต อาทิ การแปรรูปอาหารพื้นถิ่น งานหัตถกรรม และการผลิตวัสดุปรับปรุงดินอินทรีย์</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42899 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/11.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ขณะเดียวกัน ชุมชนตำบลสร้างถ่อน้อยยังอยู่ระหว่างการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ร่วมกับภาคี ภายใต้โครงการ <strong>Village to the World Season 5</strong> ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โดยมีบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC เป็นหนึ่งในภาคีที่ร่วมสนับสนุนการยกระดับพื้นที่สู่แหล่งเรียนรู้ด้านความยั่งยืน เพื่อเชื่อมโยงทุนธรรมชาติ วิถีชีวิต และศักยภาพของชุมชนให้เกิดเป็นเส้นทางท่องเที่ยวที่สร้างรายได้ ควบคู่กับการดูแลทรัพยากรในระยะยาว</p>
<p><em>“จุดเด่นของพื้นที่นี้คือ ป่าดงใหญ่ไม่ได้เป็นเพียงผืนป่าอนุรักษ์ แต่เป็นทุนชีวิตของชุมชน ทั้งในฐานะแหล่งอาหารตามฤดูกาล แหล่งรายได้จากทรัพยากรธรรมชาติ ฐานอาชีพ และพื้นที่ที่กำลังต่อยอดไปสู่เส้นทางท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ถือเป็นพื้นที่ที่มีการบริหารจัดการดูแลป่า ชุมชน และการเปลี่ยนทรัพยากรท้องถิ่นให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ”</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42900 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/12.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ป่าดงใหญ่ในตำบลสร้างถ่อน้อยยังมีความโดดเด่นในฐานะ &#8216;<strong>ซูเปอร์มาร์เก็ตธรรมชาติ</strong>&#8216; ของชุมชน เป็นทั้งแหล่งอาหาร แหล่งรายได้ และพื้นที่ชีวิตของคนในตำบล ไม่ว่าจะเป็นเห็ดตามฤดูกาล ไข่มดแดง แมงจินูน แมงแคง ปลาและทรัพยากรธรรมชาติจากแหล่งน้ำ ตลอดจนภูมิปัญญาท้องถิ่นและงานศิลปะหัตถกรรม เช่น การทอผ้าไหม งานจักสาน การแปรรูปผลผลิตจากธรรมชาติ และการผลิตวัสดุปรับปรุงดินอินทรีย์แบบอัดเม็ด ซึ่งสะท้อนการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า และการต่อยอดกองทุนพัฒนาชุมชนให้เกิดรายได้หมุนเวียนในพื้นที่</p>
<p><strong>ด้านคุณตะนุ สมนาม ประธานป่าชุมชนบ้านคำข่า และกำนันตำบลสร้างถ่อน้อย</strong> กล่าวว่า การเข้าร่วมโครงการทำให้ชุมชนมองเห็นคุณค่าของการดูแลป่าชัดเจนขึ้น จากเดิมที่ชาวบ้านช่วยกันรักษาป่าดงใหญ่ในฐานะแหล่งอาหาร แหล่งน้ำ และพื้นที่ชีวิตของคนทั้งตำบล วันนี้การดูแลป่ามีแผน มีหน้าที่ และมีเป้าหมายร่วมกันมากขึ้น ทั้งการเฝ้าระวังไฟป่า การดูแลแนวกันไฟ การลาดตระเวน และการร่วมกันคิดว่าจะใช้ทรัพยากรในชุมชนอย่างไรให้เกิดประโยชน์โดยไม่ทำลายป่า</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42904 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/5.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>“สิ่งที่ชุมชนภูมิใจคือ ป่าดงใหญ่ไม่ได้เป็นเพียงป่าที่ชาวบ้านช่วยกันรักษา แต่กำลังกลายเป็นพื้นที่เรียนรู้ที่สร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชน คาร์บอนเครดิตจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เกี่ยวข้องกับอาหาร อาชีพ รายได้ และอนาคตของลูกหลานในพื้นที่โดยตรง”</em> คุณตะนุกล่าว</p>
<p>สำหรับเส้นทางท่องเที่ยวที่อยู่ระหว่างการพัฒนา ชุมชนจะเปิดให้ผู้มาเยือนได้เรียนรู้เรื่องป่าชุมชน การวัดต้นไม้เพื่อประเมินคาร์บอนเครดิต การนั่งซาเล้งชมเส้นทางป่าที่พัฒนาจากแนวลาดตระเวนและแนวกันไฟ การทำ Eco print จากสีธรรมชาติ การชมผ้าไหมและงานหัตถกรรมท้องถิ่น การเยี่ยมชมบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ส่างท่อ และการล่องเรือลำเซบาย เพื่อสัมผัสธรรมชาติสองฝั่งน้ำที่สะท้อนความอุดมสมบูรณ์ของป่าภาคอีสาน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42906 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/13.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ทั้งนี้ โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ดำเนินงานครอบคลุมป่าชุมชน 303 ชุมชน ใน 12 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ พะเยา แม่ฮ่องสอน ตาก กำแพงเพชร อุทัยธานี กระบี่ ยโสธร อำนาจเจริญ น่าน ลำปาง รวมพื้นที่ 287,944 ไร่ มีประชาชนได้รับประโยชน์ 161,171 คน จาก 52,359 ครัวเรือน และมีหน่วยงานร่วมสนับสนุน 30 องค์กร โดยผลการดำเนินโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของการให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการดูแลป่าและป้องกันไฟป่า</p>
<p>จากการติดตามพื้นที่เสียหายจากไฟป่าก่อนและหลังเข้าร่วมโครงการ พบว่า พื้นที่โครงการระยะที่ 1-2 ลดพื้นที่เสียหายจากไฟป่าจากค่าเฉลี่ย 11.41% เหลือ 1.99% ในปี 2567 ขณะที่โครงการระยะที่ 3 ลดลงจากค่าเฉลี่ย 8.17% เหลือ 1.18% ในปี 2568 และโครงการระยะที่ 4 ลดลงจาก 21.75% เหลือ 0.77% ชี้ให้เห็นว่ากลไกกองทุนดูแลป่าและการบริหารจัดการโดยชุมชนสามารถช่วยลดการเกิดไฟป่า ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของปัญหาฝุ่น PM 2.5 จากไฟป่าได้อย่างเป็นรูปธรรม เมื่อชุมชนมีทรัพยากร มีระบบบริหารจัดการ และมีแรงจูงใจที่เป็นธรรม ป่าชุมชนสามารถเป็นทั้งเครื่องมือด้านสภาพภูมิอากาศ ฐานเศรษฐกิจท้องถิ่น และหลักประกันคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/mae-fah-luang-amnatcharoen-community/">มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ โชว์เคสป่าชุมชน &#8216;อำนาจเจริญ&#8217; ใช้คาร์บอนเครดิตเป็นกลไกดูแลป่าโซนอีสาน ต่อยอดเศรษฐกิจฐานรากจากกองทุนพัฒนาอาชีพ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จากภูเขาหัวโล้น สู่ &#8216;โมเดลเรียนรู้ความยั่งยืน&#8217; 38 ปี โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ต้นแบบที่ยังมีลมหายใจด้านสิ่งแวดล้อมของไทย สู่สายตาชาวโลก</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/06/doitung-global-sustainable-development-role-model/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 04 Jun 2026 11:41:03 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity]]></category>
		<category><![CDATA[Circular Economy]]></category>
		<category><![CDATA[DoiTung]]></category>
		<category><![CDATA[Mae Fah Luan]]></category>
		<category><![CDATA[Mae Fah Luang Foundation]]></category>
		<category><![CDATA[MFLF]]></category>
		<category><![CDATA[SE]]></category>
		<category><![CDATA[Social Enterprise]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดการขยะ]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาที่ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[คนกับป่า]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ธนพงศ์ ดวงมณี]]></category>
		<category><![CDATA[ดอยตุง]]></category>
		<category><![CDATA[ต้นแบบการพัฒนาที่ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจหมุนเวียน]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42224</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในวันที่โลกกำลังเผชิญวิกฤตสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ &#8216;โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงราย&#8217; โดย มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ตอกย้ำบทบาทต้นแบบการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทย อีกหนึ่งบทพิสูจน์ที่สะท้อนว่า การฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมให้สำเร็จต้องทำทั้งระบบ ตั้งแต่การแก้ปัญหาเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของคน การสร้างอาชีพ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ไปจนถึงการทำให้ชุมชนมีส่วนร่วมในอนาคตของพื้นที่ตนเอง ตลอดระยะเวลาเกือบสี่ทศวรรษ ดอยตุงเปลี่ยนจากพื้นที่ภูเขาหัวโล้นที่เคยเผชิญปัญหาการปลูกพืชเสพติด การทำไร่เลื่อนลอย และการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ สู่พื้นที่ป่าที่ฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์กว่า 90% ผ่านการจัดสรรพื้นที่ให้คนอยู่ร่วมกับป่าอย่างสมดุล ควบคู่กับการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ การจัดการขยะไม่ให้ไปสู่บ่อฝังกลบ การดูแลน้ำ การใช้พลังงานทดแทนและลดต้นทุน การนำของเหลือจากการผลิตกลับมาใช้ประโยชน์ การพัฒนาคาร์บอนเครดิตเพื่อสร้างประโยชน์ให้ชุมชน และการปลูกฝังเยาวชนให้เป็นผู้ดูแลทรัพยากรรุ่นต่อไป จนโครงการพัฒนาดอยตุงฯ กลายเป็น &#8216;โมเดลความยั่งยืน&#8217; เป็นพื้นที่เรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม และเป็นต้นแบบการพัฒนาที่มีคณะศึกษาดูงานทั้งจากไทยและต่างประเทศเดินทางมาเรียนรู้หลายพันคนต่อปี  พร้อมต่อยอดองค์ความรู้และประสบการณ์จากพื้นที่สู่การเป็นที่ปรึกษาด้านความยั่งยืนให้กับองค์กรต่าง ๆ ที่ต้องการขับเคลื่อนงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการพัฒนาอย่างยั่งยืนในบริบทของตนเอง ดร.ธนพงศ์ ดวงมณี ผู้อำนวยการด้านนโยบายสิ่งแวดล้อม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า บทเรียนสำคัญของดอยตุงคือ ถ้าเราต้องการรักษาป่า เราต้องเข้าใจชีวิตของคนที่อยู่กับป่า การอนุรักษ์ที่ยั่งยืนไม่ใช่การห้ามคนใช้ทรัพยากรทั้งหมด แต่คือการออกแบบให้คนใช้ทรัพยากรอย่างพอดี มีระบบ มีความรับผิดชอบ และเห็นประโยชน์ร่วมกันในระยะยาว วันนี้งานสิ่งแวดล้อมของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/doitung-global-sustainable-development-role-model/">จากภูเขาหัวโล้น สู่ &#8216;โมเดลเรียนรู้ความยั่งยืน&#8217; 38 ปี โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ต้นแบบที่ยังมีลมหายใจด้านสิ่งแวดล้อมของไทย สู่สายตาชาวโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ในวันที่โลกกำลังเผชิญวิกฤตสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ <strong>&#8216;โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงราย&#8217;</strong> โดย <strong>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์</strong> ตอกย้ำบทบาทต้นแบบการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทย</p>
<p><span id="more-42224"></span></p>
<p>อีกหนึ่งบทพิสูจน์ที่สะท้อนว่า การฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมให้สำเร็จต้องทำทั้งระบบ ตั้งแต่การแก้ปัญหาเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของคน การสร้างอาชีพ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ไปจนถึงการทำให้ชุมชนมีส่วนร่วมในอนาคตของพื้นที่ตนเอง</p>
<p>ตลอดระยะเวลาเกือบสี่ทศวรรษ ดอยตุงเปลี่ยนจากพื้นที่ภูเขาหัวโล้นที่เคยเผชิญปัญหาการปลูกพืชเสพติด การทำไร่เลื่อนลอย และการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ สู่พื้นที่ป่าที่ฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์กว่า 90% ผ่านการจัดสรรพื้นที่ให้คนอยู่ร่วมกับป่าอย่างสมดุล ควบคู่กับการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ การจัดการขยะไม่ให้ไปสู่บ่อฝังกลบ การดูแลน้ำ การใช้พลังงานทดแทนและลดต้นทุน การนำของเหลือจากการผลิตกลับมาใช้ประโยชน์ การพัฒนาคาร์บอนเครดิตเพื่อสร้างประโยชน์ให้ชุมชน และการปลูกฝังเยาวชนให้เป็นผู้ดูแลทรัพยากรรุ่นต่อไป</p>
<p><em><strong>จนโครงการพัฒนาดอยตุงฯ กลายเป็น &#8216;โมเดลความยั่งยืน&#8217; เป็นพื้นที่เรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม และเป็นต้นแบบการพัฒนาที่มีคณะศึกษาดูงานทั้งจากไทยและต่างประเทศเดินทางมาเรียนรู้หลายพันคนต่อปี</strong>  </em>พร้อมต่อยอดองค์ความรู้และประสบการณ์จากพื้นที่สู่การเป็นที่ปรึกษาด้านความยั่งยืนให้กับองค์กรต่าง ๆ ที่ต้องการขับเคลื่อนงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการพัฒนาอย่างยั่งยืนในบริบทของตนเอง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42225 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/1.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p><strong>ดร.ธนพงศ์ ดวงมณี ผู้อำนวยการด้านนโยบายสิ่งแวดล้อม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ</strong> กล่าวว่า บทเรียนสำคัญของดอยตุงคือ ถ้าเราต้องการรักษาป่า เราต้องเข้าใจชีวิตของคนที่อยู่กับป่า การอนุรักษ์ที่ยั่งยืนไม่ใช่การห้ามคนใช้ทรัพยากรทั้งหมด แต่คือการออกแบบให้คนใช้ทรัพยากรอย่างพอดี มีระบบ มีความรับผิดชอบ และเห็นประโยชน์ร่วมกันในระยะยาว วันนี้งานสิ่งแวดล้อมของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ จึงไม่ได้หยุดอยู่ที่การฟื้นป่า แต่ขยายไปสู่การจัดการขยะ น้ำ พลังงาน คาร์บอน ความหลากหลายทางชีวภาพ และการสร้างเยาวชนในพื้นที่ให้เข้าใจคุณค่าของทรัพยากร เพราะสิ่งแวดล้อมจะยั่งยืนได้จริง ก็ต่อเมื่อชุมชนเป็นเจ้าของการเปลี่ยนแปลงนั้นด้วยตนเอง<strong> </strong></p>
<p><strong>&#8211; คนอยู่ร่วมกับป่าอย่างเข้าใจ</strong> <strong>ระบบนิเวศกลับคืน</strong> ความสำเร็จของโครงการพัฒนาดอยตุงฯ เกิดจากการจัดสรรการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างชัดเจน ทั้งป่าอนุรักษ์ ป่าเศรษฐกิจ ป่าใช้สอย พื้นที่ทำกิน และที่อยู่อาศัย เพื่อให้ชุมชนมีอาชีพ รายได้ และบทบาทในการดูแลทรัพยากร เมื่อคนมีทางเลือกในการดำรงชีวิต แรงกดดันต่อป่าธรรมชาติจึงลดลง และระบบนิเวศสามารถฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42226 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/3.jpeg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>&#8211; ความหลากหลายทางชีวภาพคือหลักฐานสำคัญของป่าที่กลับมามีชีวิต </strong>โครงการพัฒนาดอยตุงฯ จึงให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และติดตามข้อมูลในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ทั้งพืช สัตว์ป่า แหล่งน้ำ และระบบนิเวศโดยรอบ เพื่อใช้เป็นฐานในการวางแผนดูแลพื้นที่ให้คน ป่า และทรัพยากรธรรมชาติอยู่ร่วมกันได้ในระยะยาว</p>
<p><strong>&#8211; การจัดการขยะภายในพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุงฯ</strong> ยึดหลักขยะต้องไม่จบที่บ่อฝังกลบ ทำให้ไม่มีขยะสู่บ่อฝังกลบตั้งแต่ปี 2561 แม้เป็นพื้นที่ที่มีทั้งสำนักงาน โรงงาน ร้านอาหาร ร้านกาแฟ โรงแรม แหล่งท่องเที่ยว ชุมชน โรงเรียน และรองรับนักท่องเที่ยวปีละประมาณ 500,000 ถึง 600,000 คน โดยมีขยะที่ต้องบริหารจัดการประมาณ 102.4 ตันต่อปี หลักการสำคัญคือการแยกขยะตั้งแต่ต้นทางออกเป็น 6 ประเภท ได้แก่ ขยะรีไซเคิล ขยะย่อยสลายได้ ขยะอันตราย ขยะทั่วไป ขยะติดเชื้อ และขยะอื่น ๆ ก่อนนำไปจัดการตามลักษณะของขยะแต่ละประเภท เช่น นำกลับมาใช้ใหม่ ทำเป็นอาหารสัตว์ ส่งต่อให้บริษัทที่ได้รับอนุญาต หรือนำไปใช้เป็นพลังงาน แนวทางนี้ช่วยเปลี่ยนขยะให้เป็นทรัพยากรที่จัดการได้ครบวงจร และยังขยายผลไปสู่ชุมชนในพื้นที่ 29 หมู่บ้าน เพื่อให้ครัวเรือน โรงเรียน และชุมชนลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปกำจัด</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42227 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/4-re.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><strong>&#8211; ด้านการจัดการน้ำ</strong> โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ดำเนินงานตั้งแต่การใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ การบำบัด การนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ และการติดตามคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ เช่น สำนักงานกรุงเทพฯ ดอยตุง ตลอดจนศูนย์ผลิตและจำหน่ายงานมือ โรงย้อม โรงกระดาษสา และพื้นที่แปลงแมคคาเดเมีย รวมถึงการกำจัดสีในน้ำทิ้งจากกระบวนการย้อม และนำน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วกลับมาใช้ในกิจกรรมที่เหมาะสม ช่วยลดการใช้น้ำใหม่ ลดภาระต่อแหล่งน้ำธรรมชาติ และทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเดินหน้าไปพร้อมกับการดูแลระบบนิเวศต้นน้ำ</p>
<p><strong>&#8211; ด้านพลังงาน</strong> โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ใช้พลังงานทดแทนและมาตรการอนุรักษ์พลังงานให้เหมาะกับลักษณะงานของแต่ละพื้นที่ ตั้งแต่การติดตั้งโซลาร์เซลล์ การใช้ระบบแก๊สซิไฟเออร์จากถ่านไม้ไผ่ที่ได้จากไม้ไผ่ตายขุยในป่าไผ่ การใช้ระบบน้ำร้อนจากชีวมวลในกระบวนการต้ม ฟอก และย้อมผ้า รวมถึงการผลิตไบโอดีเซลเพื่อลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ทั้งหมดนี้ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้รวมประมาณ 163.3 tCO2e ต่อปี และลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้กว่า 1.46 ล้านบาทต่อปี สะท้อนว่า การลดคาร์บอนเริ่มได้จากการใช้ทรัพยากรในพื้นที่อย่างเหมาะสม และวัดผลให้ชัดเจนทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและต้นทุน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42228 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/6-re.jpg" alt="" width="1200" height="674" /></p>
<p><strong>&#8211; ผลิตภัณฑ์จากเศรษฐกิจหมุนเวียน ภายใต้แบรนด์ดอยตุง (</strong><strong>DoiTung)</strong> คืออีกตัวอย่างของการเปลี่ยนของเหลือจากการผลิตให้กลับมาเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าโดยนำเศษวัสดุจากงานหัตถกรรม สิ่งทอ เซรามิก กาแฟ และแมคคาเดเมียกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ ทั้งในรูปแบบสินค้า ส่วนผสมในกระบวนการผลิต และพลังงานชีวมวล ขณะเดียวกันน้ำเสียจากโรงย้อมยังผ่านการบำบัดและนำกลับมาใช้ประโยชน์</p>
<p><em>&#8220;แนวทางนี้ทำให้ DoiTung ได้รับการรับรองมาตรฐานและฉลากด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนและสิ่งแวดล้อมหลายรายการ ทั้งโครงการประเมินการดำเนินงานด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนขององค์กร (Circular Economy Performance Assessment System หรือ CEPAS) จากกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่, มาตรฐานระบบการจัดการเศรษฐกิจหมุนเวียนสำหรับธุรกิจ (Circular Economy Management System for Business หรือ CEMS) จากบูโร เวอริทัส, มาตรฐานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 จาก CCQM (Con Cert Quality Management GmbH), ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint of Product หรือ CFP) จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) สำหรับผ้าพันคอและกาแฟที่ได้รับการขึ้นทะเบียน และฉลากผลิตภัณฑ์หมุนเวียน Circular Mark จากมูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย สำหรับกาแฟแคปซูล เป็นต้น&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42230 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/10-re.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p><strong>&#8211; </strong><strong>คาร์บอนเครดิตต้องกลับไปสร้างประโยชน์ให้ชุมชน</strong> มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ พัฒนาคาร์บอนเครดิตเพื่อเปลี่ยนคุณค่าของป่าที่ชุมชนร่วมดูแลให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และเป็นแรงจูงใจในการอนุรักษ์ระยะยาว โดยพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุงฯ จำนวน 57,480 ไร่ ได้ขึ้นทะเบียนภายใต้โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย หรือ Thailand Voluntary Emission Reduction Program (T-VER) และสามารถสร้างคาร์บอนเครดิตได้ 419,513 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e) พร้อมต่อยอดองค์ความรู้สู่โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อขยายการทำงานร่วมกับป่าชุมชนทั่วประเทศ</p>
<p><strong>&#8211; เยาวชนคือกำลังสำคัญของการดูแลทรัพยากรในอนาคต</strong> โครงการพัฒนาดอยตุงฯ สร้างความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมให้คนรุ่นใหม่ในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ผ่านกิจกรรมต่างๆ อาทิ Science Fair นิทรรศการพลังงานและสิ่งแวดล้อม กิจกรรม <strong>&#8216;พลังงานทดแทน สร้างอนาคตคาร์บอนต่ำ&#8217;</strong> และ <strong>เครือข่ายดอยตุง Young Guardians</strong> ซึ่งเป็นเครือข่ายเยาวชนในพื้นที่ที่ร่วมเรียนรู้ ลงมือทำ และสื่อสารเรื่องสิ่งแวดล้อมในชุมชน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42229 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/11-re.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p>จากภูเขาหัวโล้นสู่พื้นที่ป่าที่ฟื้นคืน จากชุมชนที่เคยขาดโอกาสสู่ชุมชนที่มีอาชีพและมีส่วนร่วมดูแลทรัพยากร ดอยตุงจึงเป็น <strong>&#8216;ต้นแบบมีชีวิต&#8217;</strong> ที่ยืนยันว่า การพัฒนาที่ยั่งยืนเกิดขึ้นได้จริง เมื่อคนกับธรรมชาติเติบโตไปด้วยกันอย่างสมดุลในระยะยาว</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/doitung-global-sustainable-development-role-model/">จากภูเขาหัวโล้น สู่ &#8216;โมเดลเรียนรู้ความยั่งยืน&#8217; 38 ปี โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ต้นแบบที่ยังมีลมหายใจด้านสิ่งแวดล้อมของไทย สู่สายตาชาวโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ พลิกโมเดล สร้างแพลตฟอร์มทำกินให้ชุมชน พร้อมผนึกภาครัฐ เอกชน และต่างชาติ พัฒนาฐานข้อมูลกลไกการเงินเพื่อขับเคลื่อนคาร์บอนเครดิตสู่เน็ตซีโร่</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/04/mae-fah-luang-transformation/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 27 Apr 2026 04:39:26 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Business Model]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Credit]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[Mae Fah Luang]]></category>
		<category><![CDATA[Mae Fah Luang Foundation]]></category>
		<category><![CDATA[Nature-based Solutions]]></category>
		<category><![CDATA[NbS]]></category>
		<category><![CDATA[Transformation]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[ดอยตุง]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ]]></category>
		<category><![CDATA[หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล]]></category>
		<category><![CDATA[แม่ฟ้าหลวง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=41375</guid>

					<description><![CDATA[<p>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เดินหน้าปรับยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญ เพื่อรับมือความเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยวางทิศทางใหม่ให้ &#8216;การพัฒนา&#8217; ไม่ใช่เป็นเพียงภารกิจเชิงสังคม แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยกลไกตลาดอย่างยั่งยืน ภายใต้หลักการพัฒนาที่มี &#8216;คน&#8216; เป็นศูนย์กลาง ควบคู่การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ เดินหน้าเต็มกำลัง หลังปรับโครงสร้างองค์กร มูลนิธิฯ ปรับโครงสร้างการทำงานให้สอดรับบริบทปัจจุบัน โดยบูรณาการ 4 สายงานหลัก ได้แก่ 1.ธุรกิจเพื่อสังคม 2.การแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐาน (Nature-based Solutions: NbS) 3.ที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน และ 4.สายงานพัฒนาเชิงพื้นที่ เพื่อสร้างระบบนิเวศที่ครอบคลุมทั้งการเผยแพร่องค์ความรู้ การขยายผล และการบริหารรายได้อย่างยั่งยืน โดยสายงาน NbS เร่งขับเคลื่อนโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมภาคธุรกิจกับเครือข่ายชุมชน พร้อมขยายความร่วมมือกับภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง ภายในองค์กรมีการใช้กลยุทธ์ &#8216;ระบบคู่ขนาน&#8217; (Parallel System) สร้างทีมและกลไกใหม่ควบคู่ระบบเดิม เพื่อเร่งผลลัพธ์และลดแรงต้านการเปลี่ยนแปลง ในระยะยาว มูลนิธิฯ ตั้งเป้าขยายบทบาทสู่ระดับนานาชาติ โดยต่อยอดประสบการณ์ในพื้นที่ เช่น เมียนมา และอินโดนีเซีย หวังมุ่งสู่การเป็นองค์กรพัฒนาระดับโลก ขณะเดียวกัน สายงานธุรกิจเพื่อสังคมรับไม้ต่อยอดโอกาสทางธุรกิจของดอยตุง และสายงานที่ปรึกษาด้านความยั่งยืนจะขับเคลื่อนความร่วมมือระดับประเทศและองค์กร [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/mae-fah-luang-transformation/">มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ พลิกโมเดล สร้างแพลตฟอร์มทำกินให้ชุมชน พร้อมผนึกภาครัฐ เอกชน และต่างชาติ พัฒนาฐานข้อมูลกลไกการเงินเพื่อขับเคลื่อนคาร์บอนเครดิตสู่เน็ตซีโร่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์</strong> เดินหน้าปรับยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญ เพื่อรับมือความเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยวางทิศทางใหม่ให้ <em><strong>&#8216;การพัฒนา&#8217; ไม่ใช่เป็นเพียงภารกิจเชิงสังคม แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยกลไกตลาดอย่างยั่งยืน</strong></em> ภายใต้หลักการพัฒนาที่มี &#8216;<strong>คน</strong>&#8216; เป็นศูนย์กลาง ควบคู่การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ</p>
<p><span id="more-41375"></span></p>
<p><strong>เดินหน้าเต็มกำลัง หลังปรับโครงสร้างองค์กร</strong></p>
<p>มูลนิธิฯ ปรับโครงสร้างการทำงานให้สอดรับบริบทปัจจุบัน โดยบูรณาการ 4 สายงานหลัก ได้แก่ 1.ธุรกิจเพื่อสังคม<br />
2.การแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐาน (Nature-based Solutions: NbS) 3.ที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน และ 4.สายงานพัฒนาเชิงพื้นที่ เพื่อสร้างระบบนิเวศที่ครอบคลุมทั้งการเผยแพร่องค์ความรู้ การขยายผล และการบริหารรายได้อย่างยั่งยืน</p>
<p>โดยสายงาน NbS เร่งขับเคลื่อนโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมภาคธุรกิจกับเครือข่ายชุมชน พร้อมขยายความร่วมมือกับภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง ภายในองค์กรมีการใช้กลยุทธ์<strong> &#8216;ระบบคู่ขนาน&#8217;</strong> (Parallel System) สร้างทีมและกลไกใหม่ควบคู่ระบบเดิม เพื่อเร่งผลลัพธ์และลดแรงต้านการเปลี่ยนแปลง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41380 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Re-MFL5.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p>ในระยะยาว มูลนิธิฯ ตั้งเป้าขยายบทบาทสู่ระดับนานาชาติ โดยต่อยอดประสบการณ์ในพื้นที่ เช่น เมียนมา และอินโดนีเซีย หวังมุ่งสู่การเป็นองค์กรพัฒนาระดับโลก ขณะเดียวกัน สายงานธุรกิจเพื่อสังคมรับไม้ต่อยอดโอกาสทางธุรกิจของดอยตุง และสายงานที่ปรึกษาด้านความยั่งยืนจะขับเคลื่อนความร่วมมือระดับประเทศและองค์กร สร้างฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพ และถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ภาคเอกชนและเยาวชนผ่านการให้คำปรึกษาและหลักสูตรต่างๆ</p>
<p><strong>สร้างโมเดลพัฒนาใหม่ เชื่อมเศรษฐกิจ–ชุมชน–สิ่งแวดล้อม</strong></p>
<p><strong>หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล</strong> เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า การปรับครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการปรับโครงสร้างองค์กร แต่เป็นการวางรากฐานแนวทางพัฒนาใหม่ที่ใช้กลไกตลาดเป็นตัวขับเคลื่อน ความท้าทายคือทำให้การพัฒนาไม่เป็นภาระงบประมาณ แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจ ที่ภาคเอกชน ชุมชน และสิ่งแวดล้อมเติบโตไปด้วยกัน โดยหัวใจยังเหมือนเดิม คือ ถ้าจะปลูกป่า ต้องปลูกคนก่อน แต่วันนี้เรากำลังขยายแนวคิดนี้สู่ระดับประเทศ และเชื่อมต่อกับตลาดโลกได้จริง ซึ่งการปรับครั้งนี้สะท้อนบทบาทใหม่ของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ในฐานะ <strong>&#8216;ตัวกลางเศรษฐกิจความยั่งยืน&#8217;</strong> ที่เชื่อมทรัพยากร ชุมชน และทุนเข้าด้วยกัน พร้อมก้าวสู่ต้นแบบการพัฒนายุคใหม่ของประเทศไทย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41377 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Re-MFL1.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p><strong>ขยาย</strong><strong>แบรนด์ธุรกิจเพื่อสังคม </strong><strong>&#8216;</strong><strong>ดอยตุง</strong><strong>&#8216; พัฒนาชุมชน </strong><strong>เจาะตลาดคนรุ่นใหม่ </strong></p>
<p><strong><u>งานหัตถกรรม </u></strong>ขยายการส่งเสริมงานหัตถกรรมจากพื้นที่ดอยตุงสู่พื้นที่ขยายผล เพื่อสร้างรายได้ฐานรากและยกระดับทักษะชุมชน โดยทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงตั้งแต่การฝึกอบรม การผลิต ไปจนถึงการควบคุมคุณภาพ เพื่อให้สามารถผลิตงานให้กับแบรนด์ DoiTung และต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ของตนเอง ปัจจุบันในพื้นที่ปางมะหัน ปูนะ และบ้านห้วยส้าน สามารถสร้างรายได้รวมหลายล้านบาท พร้อมเปิดโอกาสให้ครัวเรือนมีรายได้เสริมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มสตรีที่สามารถทำงานใกล้บ้าน และเตรียมขยายโมเดลสู่พื้นที่ป่าชุมชนภายใต้โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อสร้างอาชีพควบคู่การดูแลทรัพยากร และกระจายรายได้สู่ชุมชนในวงกว้าง</p>
<p>นอกจากนี้ยังเตรียมเปิดตัวแบรนด์ใหม่ เจาะกลุ่มลูกค้าที่อายุน้อยลง ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานง่ายและสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ประจำวัน พร้อมเชื่อมโยงแก่นแท้ของงานที่โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ได้ดำเนินงานตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันผ่านการออกแบบสินค้า จะออกวางจำหน่ายในร้านดอยตุงไลฟ์สไตล์ อย่างไม่เป็นทางการปลายไตรมาสที่ 2 นี้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41381 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Re-MFL8.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><strong><u>งานกาแฟและแมคคาเดเมีย</u></strong> ยังคงเป็นสินค้าหลักที่ตลาดมีความต้องการสูง โดยขยายการผลิตแบบ OEM ผ่านความร่วมมือกับภาคเอกชน เช่น การบินไทย ซึ่งปัจจุบันเสิร์ฟกาแฟดอยตุงในทุกเที่ยวบินทั่วโลก พร้อมไปกับการพัฒนาสายพันธุ์ และการปลูกที่ทนทานต่อสภาพการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ</p>
<p><strong><u>งานสร้างผู้ประกอบการในพื้นที่ </u></strong>โครงการพัฒนาดอยตุงฯ เดินหน้ายกระดับบทบาทสู่การเป็นแพลตฟอร์มสร้างผู้ประกอบการในพื้นที่ โดยใช้การรวมกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเป็นกลไกสำคัญ ปัจจุบันมี 15 กลุ่ม สมาชิกกว่า 1,030 คน สร้างรายได้รวมกว่า 38.2 ล้านบาท ในปี 2568 ครอบคลุมตั้งแต่ภาคเกษตร การแปรรูป และการพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง หนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนศักยภาพคือ<strong> &#8216;หมูดำดอยตุง&#8217;</strong> ซึ่งต่อยอดจากการจำหน่ายเนื้อสด สู่การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เช่น ไส้กรอก แฟรงก์เฟิร์ตเตอร์ และดอยตุงแฮม ช่วยเพิ่มมูลค่าจากหลักร้อยสู่หลักพันบาทต่อกิโลกรัม สร้างรายได้และยกระดับชุมชนสู่การเป็นผู้ประกอบการที่แข่งขันได้อย่างยั่งยืน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41382 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Re-MFL10.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p><strong><u>งานท่องเที่ยว</u></strong> มุ่งเจาะกลุ่มสัมมนาและอบรม โดยบูรณาการกับสายงานความยั่งยืนและองค์ความรู้ เพื่อสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงการเรียนรู้</p>
<p><strong>ดันคาร์บอนเครดิตไทยสู่ตลาดโลกด้วย</strong><strong> &#8216;</strong><strong>มิติทางสังคม</strong><strong>&#8216; </strong></p>
<p>อีกหนึ่งกลไกสำคัญคือการผลักดันคาร์บอนเครดิตสู่ตลาดโลก โดยใช้เครือข่ายป่าชุมชนกว่า 300 แห่งเป็นฐาน</p>
<p>จุดเด่นของแนวทางนี้คือการให้ความสำคัญกับ &#8216;มิติทางสังคมและชุมชน&#8217; ควบคู่กับการกักเก็บคาร์บอน ซึ่งยังไม่ถูกใช้เป็นเกณฑ์หลักในตลาดส่วนใหญ่ โดยมูลนิธิ ได้ดำเนินการผ่านโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ปัจจุบันครอบคลุมพื้นที่ป่ากว่า 287,914 ไร่ ใน 12 จังหวัด มีชุมชนเข้าร่วม 303 ชุมชน และมีผู้ได้รับประโยชน์กว่า 161,000 คน พร้อมตั้งเป้าขยายพื้นที่เพิ่มอีก 100,000–150,000 ไร่ในปี 2569 สู่เป้าหมาย 1 ล้านไร่ภายในปี 2572 โครงการครอบคลุมระบบนิเวศหลากหลาย เช่น ป่าดิบเขา ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าชายเลน เพื่อเพิ่มศักยภาพการกักเก็บคาร์บอนควบคู่การสร้างรายได้ให้ชุมชน โดยปัจจุบันสามารถรับรองคาร์บอนเครดิตแล้วจาก 12 ป่าชุมชน พื้นที่รวม 12,840 ไร่ คิดเป็นปริมาณ 58,824 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41378 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Re-MFL2.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p>มูลนิธิฯ ยังได้เริ่มขยายความร่วมมือระดับนานาชาติ เพื่อส่งเงินทุนลงสู่ชุมชนโดยตรง ลดการกระจุกตัวในโครงการขนาดใหญ่ หากสำเร็จ จะช่วยผลักดันคาร์บอนเครดิตจากป่าไม้ไทยสู่ตลาดโลก และเชื่อมทรัพยากรธรรมชาติเข้ากับเศรษฐกิจสากลอย่างเป็นรูปธรรม แนวทางนี้สะท้อน <strong>&#8216;เศรษฐกิจชุมชนรูปแบบใหม่&#8217;</strong> ที่เชื่อมโยงกับตลาดคาร์บอน และทำให้การอนุรักษ์ทรัพยากรเป็นแหล่งรายได้อย่างยั่งยืน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41379 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Re-MFL3.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/mae-fah-luang-transformation/">มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ พลิกโมเดล สร้างแพลตฟอร์มทำกินให้ชุมชน พร้อมผนึกภาครัฐ เอกชน และต่างชาติ พัฒนาฐานข้อมูลกลไกการเงินเพื่อขับเคลื่อนคาร์บอนเครดิตสู่เน็ตซีโร่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>แม่ฟ้าหลวงฯ เร่ง Nature-based Solutions ดันแผนดูแลป่าชุมชน 1 ล้านไร่ พร้อมปรับโครงสร้าง เพิ่มโมเดล ดึง &#8216;คนและป่า&#8217; เข้ามาอยู่ในสมการมากขึ้น เพิ่มโอกาสภาคชุมชนได้ประโยชน์ Climate Finance ​</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/11/mae-fah-luang-expands-naturebased-solutions-model/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 09 Nov 2025 11:54:37 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Credit]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Finance]]></category>
		<category><![CDATA[Green Finance]]></category>
		<category><![CDATA[Nature-based Solutions]]></category>
		<category><![CDATA[T‑VER]]></category>
		<category><![CDATA[การเงินยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[กาแฟดอยตุง]]></category>
		<category><![CDATA[คนกับป่า]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[ชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[ดอยตุง]]></category>
		<category><![CDATA[ปลูกป่า ปลูกคน]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์]]></category>
		<category><![CDATA[ศาสตร์พระราชา]]></category>
		<category><![CDATA[สมิทธิ หาเรือนพืชน์]]></category>
		<category><![CDATA[แม่ฟ้าหลวง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=37857</guid>

					<description><![CDATA[<p>จากความสำเร็จในการขับเคลื่อนและพัฒนา &#8216;ดอยตุงโมเดล&#8217; ตามแนวทางการพัฒนาเชิงพื้นที่ เพื่อดูแลได้ครบทุกติติทั้งป่าไม้ ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม รวมทั้งยกระดับคุณภาพชีวิต การศึกษา และเศรษฐกิจชุมชนของผู้คนและชุมชนในพื้นที่ ตามแนวทาง &#8216;ศาสตร์พระราชา&#8217; ​ ประกอบกับบริบทโลกปัจจุบันที่มีความตระหนักถึงปัญหาสภาพอากาศ (Climate Change) เพิ่มมากขึ้น ทำให้บทบาทของภาคป่าไม้เริ่มมีความสำคัญต่อ​การแผนการขับเคลื่อน Net Zero Pathway ทั้งในระดับประเทศ และภาคเอกชนรายใหญ่ที่มีแผนในการลดก๊าซเรือนกระจก ผ่านกลไก &#8216;คาร์บอนเครดิต&#8217; เพื่อช่วยดูดซับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG Emissions) ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ ส่งผลให้  มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ​ซึ่งมีองค์ความรู้และเชี่ยวชาญการบริหารจัดการและพัฒนาป่าชุมชน โดยเฉพาะความสำเร็จจากดอยตุงโมเดลที่สามารถผลิตคาร์บอนเครดิตได้ถึงกว่าปีละ  4 แสนตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ( CO2e)  มีความมุ่งมั่นที่จะต่อยอดความสำเร็จไปสู่พื้นที่ป่าชุมชนทั้งประเทศที่มีอยู่ราว 7 ล้านไร่ทั่วประเทศ  และเป็นโอกาสในการดึงให้  &#8216;คนและป่า&#8217; เข้ามาอยู่ในสมการแห่งโอกาสนี้เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้ชุมชนในแต่ละพื้นที่ ซึ่งถือว่าเป็นเจ้าของทรัพยากรตัวจริง เป็นผู้​ได้รับประโยชน์จากกลไก Climate Finance และเป็นการสร้างแนวร่วมในการดูแลพื้นที่ป่าทั่วประเทศในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน ปรับโครงสร้างเพิ่มโอกาส Nature-based Solutions  คุณสมิทธิ หาเรือนพืชน์ Head [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/11/mae-fah-luang-expands-naturebased-solutions-model/">แม่ฟ้าหลวงฯ เร่ง Nature-based Solutions ดันแผนดูแลป่าชุมชน 1 ล้านไร่ พร้อมปรับโครงสร้าง เพิ่มโมเดล ดึง &#8216;คนและป่า&#8217; เข้ามาอยู่ในสมการมากขึ้น เพิ่มโอกาสภาคชุมชนได้ประโยชน์ Climate Finance ​</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>จากความสำเร็จในการขับเคลื่อนและพัฒนา &#8216;<strong>ดอยตุงโมเดล&#8217;</strong> ตามแนวทางการพัฒนาเชิงพื้นที่ เพื่อดูแลได้ครบทุกติติทั้งป่าไม้ ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม รวมทั้งยกระดับคุณภาพชีวิต การศึกษา และเศรษฐกิจชุมชนของผู้คนและชุมชนในพื้นที่ ตามแนวทาง <strong>&#8216;ศาสตร์พระราชา&#8217;</strong> ​</p>
<p><span id="more-37857"></span></p>
<p>ประกอบกับบริบทโลกปัจจุบันที่มีความตระหนักถึงปัญหาสภาพอากาศ (Climate Change) เพิ่มมากขึ้น ทำให้บทบาทของภาคป่าไม้เริ่มมีความสำคัญต่อ​การแผนการขับเคลื่อน Net Zero Pathway ทั้งในระดับประเทศ และภาคเอกชนรายใหญ่ที่มีแผนในการลดก๊าซเรือนกระจก ผ่านกลไก &#8216;คาร์บอนเครดิต&#8217; เพื่อช่วยดูดซับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG Emissions) ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้</p>
<p>ส่งผลให้  <strong>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ </strong>​ซึ่งมีองค์ความรู้และเชี่ยวชาญการบริหารจัดการและพัฒนาป่าชุมชน โดยเฉพาะความสำเร็จจากดอยตุงโมเดลที่สามารถผลิตคาร์บอนเครดิตได้ถึงกว่าปีละ  4 แสนตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ( CO2e)  มีความมุ่งมั่นที่จะต่อยอดความสำเร็จไปสู่พื้นที่ป่าชุมชนทั้งประเทศที่มีอยู่ราว 7 ล้านไร่ทั่วประเทศ  และเป็นโอกาสในการดึงให้<strong>  &#8216;คนและป่า&#8217;</strong> เข้ามาอยู่ในสมการแห่งโอกาสนี้เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้ชุมชนในแต่ละพื้นที่ ซึ่งถือว่าเป็นเจ้าของทรัพยากรตัวจริง เป็นผู้​ได้รับประโยชน์จากกลไก Climate Finance และเป็นการสร้างแนวร่วมในการดูแลพื้นที่ป่าทั่วประเทศในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37860 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/LINE_ALBUM_คาร์บอนเครดิตป่าชุมชนบ้านหัวทุ่ง_251104_2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ปรับโครงสร้างเพิ่มโอกาส Nature-based Solutions </strong></p>
<p><strong>คุณสมิทธิ หาเรือนพืชน์</strong> Head of Nature-based Solutions and Special Projects มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อสอดคล้องกับบริบทและความเชี่ยวชาญที่มี โดยจากนี้จะเพิ่มการขับเคลื่อนภารกิ​จที่เกี่ยวข้องกับงานด้านความยั่งยืน​ ​และเชื่อมโยงกับการดูแลฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ (Nature-based Solutions) เพื่อให้ได้มาซึ่งคาร์บอนเครดิต รวมทั้ง​การเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) และอีกหนึ่งบทบาทในการเป็นที่ปรึกษาด้านความยั่งยืนให้กับภาคเอกชนหรือองค์กร (ESG Incubation Partners) ที่ต้องการขับเคลื่อนเป้าหมายด้านความยั่งยืน เช่น การให้คำปรึกษาด้านการจัดการน้ำ การจัดการขยะ หรือการขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย  Net zero เพื่อสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกไปสู่วงกว้างได้มากยิ่งขึ้น</p>
<p>ทั้งนี้<strong> จากการปรับโครงสร้างดังกล่าว ​​ทำให้ปัจจุบันมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ​จะมีภารกิจสำคัญที่ต้องขับเคลื่อนใน 4 มิติ ประกอบด้วย การพัฒนาเชิงพื้นที่เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนอย่างครบวงจร (โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ) โครงการธุรกิจเพื่อสังคม (แบรนด์กาแฟดอยตุง) และอีก 2 ภารกิจใหม่คือ งานด้านการฟื้นฟูธรรมชาติ และการเป็นที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน</strong> โดยเฉพาะโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน​ ซึ่งเป็นหนึ่งในภารกิจด้าน​ Nature-based Solutions ผ่านการทำงานร่วมกับพื้นที่ป่าชุมชนทั่วประเทศ ซึ่งเป็นการพัฒนาโมเดล<strong> &#8216;คาร์บอนเครดิตที่มีชุมชนเป็นศูนย์กลาง</strong>&#8216; เพื่อตอบโจทย์การอนุรักษ์ป่าและดูแลความเป็นอยู่ของคนไปพร้อมกัน ​ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2564 ภายใต้มาตรฐาน T‑VER ขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ซึ่งปัจจุบันประสบความสำเร็จสามารถดึงภาคเอกชนมาร่วมโครงการ และได้รับการสนับสนุนงบประมาณสะสมได้แล้วกว่า 500 ล้านบาท รวมทั้งสามารถส่งมอบคาร์บอนเครดิต​ให้แก่ภาคเอกชนในเฟสแรก​ได้แล้วกว่า 43,123 ตัน CO2e จากชุมชนที่เข้าร่วม 12 ชุมชน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37862 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/LINE_ALBUM_คาร์บอนเครดิตป่าชุมชนบ้านหัวทุ่ง_251104_13.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>&#8220;ในอนาคตงานด้าน Nature-based Solutions และการเป็นที่ปรึกษาด้านความยั่งยืนจะเข้ามามีบทบาทเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งช่วยสร้างรายได้ให้มูลนิธิฯ ได้ใกล้เคียงกับโมเดลเดิมที่เคยขับเคลื่อนอยู่ จากปัจจุบันรายได้หลักมาจากแบรนด์กาแฟดอยตุงราว 50% โครงการพัฒนาพื้นที่ดอยตุง 25%  การสร้างคาร์บอนเครดิตจากป่าชุมชน 20% และที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน 5% ซึ่งในอนาคตรายได้ของทั้งธุรกิจกาแฟ การพัฒนาพื้นที่ดอยตุง และคาร์บอนเครดิตจากป่าชุมชนจะมีสัดส่วนใกล้เคียงกันที่ 30% และรายได้จากธุรกิจที่ปรึกษาที่ราว 10%&#8221;</em></p>
<p>สำหรับการขยายโมเดลการพัฒนาฯ มาจากการความต้องการต่อยอดความสำเร็จจาก​โครงการ  &#8216;ปลูกป่า ปลูกคน&#8217; ณ โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ที่ประสบความสำเร็จเป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาโลก นำมาสู่การขยายผลเพื่อดูแลพื้นที่ป่าชุมชนทั่วประเทศ  ​ซึ่งปัจจุบันดำเนินงานครอบคลุมพื้นที่ป่าชุมชนแล้วกว่า 287,000 ไร่ ​จากการดูแลของชุมชน​กว่า 300 ชุมชน ใน 12 จังหวัดทั่วทุกภูมิภาค ทั้ง​​ภาคเหนือ อีสาน กลาง และใต้ ครอบคลุมประชาชนภายในพื้นที่รวมกว่า 150,000 คน​ โดยได้รับแรงสนับสนุนจากภาคเอกชนและรัฐวิสาหกิจมากกว่า 30 องค์กร ขณะที่ปีนี้ตั้งเป้า​​​เพิ่มเติมพื้นที่ป่าชุมชนเข้าร่วมโครงการ 33,000 ไร่ และขยายเพิ่ม 150,000 ไร่  ในปี 2569 โดยตั้งเป้าขยายพื้นที่ให้ถึง  1 ล้านไร่ ภายใน 5 ปีข้างหน้า โดยคาดว่าจะครอบคลุมผู้ได้รับประโยชน์จากป่าชุมชนได้กว่า 5-7 แสนคน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37868 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/LINE_ALBUM_คาร์บอนเครดิตป่าชุมชนบ้านหัวทุ่ง_251104_20.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>รวมทั้งอีกหนึ่งตัวชี้วัดความสำเร็จนอกจากจำนวนพื้นที่ป่าชุมชนที่เพิ่มขึ้นทั่วประเทศ ทั้งป่าบก และป่าชายเลน ยังมีตัวชี้วัดสำคัญอย่าง การลดลงของปริมาณพื้นที่​เสียหายจากไฟป่า โดยตัวเลขจากโครงการระยะที่ 1–2 ลดจากค่าเฉลี่ย 12% เหลือ 4% (พ.ศ. 2567) ส่วนระยะที่ 3 ลดจาก 8% เหลือ 3% สะท้อนประสิทธิภาพการดูแลป่าอย่างต่อเนื่องทั้งฤดูไฟและนอกฤดูไฟ</p>
<p><em>&#8220;การสร้างคาร์บอนเครดิตจากการพัฒนาป่าชุมชน จะช่วยเพิ่มแนวร่วมการดูแลและปกป้องป่าจากผู้คนในพื้นที่ ให้เห็นประโยชน์จากป่า และมีรายได้จากป่า เพื่อลดการสูญเสียพื้นที่ป่าในภาพรวม ​รวมทั้งเพิ่มพื้นที่ดูดซับคาร์บอน (Carbon Sink) เพื่อบรรลุ Net Zero ได้ตามนโยบายประเทศ นอกจากนี้ ยังมีประโยชน์นอกเหนือจากแค่การได้คาร์บอนเครดิต แต่ยังเป็นการรักษาแหล่งน้ำ แหล่งอาหาร ให้ผู้คนในชุมชนได้ใช้ประโยชน์จากป่า พร้อมทั้งช่วยสร้าง​ความหลากหลายทางธรรมชาติ (Biodiveesity) ซึ่งในอนาคต จะเป็นอีกหนึ่งดัชนีชี้วัดด้านความยั่งยืนที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้น และอาจเป็นโอกาสในการสร้างรายได้ใหม่ๆ เพิ่มเติม อาทิ Biodiversity Credit หรือ Nature Credit ​ซึ่งจะช่วยเพิ่มการเข้ามามีส่วนร่วมของภาคชุมชนจากกลไกทางการเงินยั่งยืน หรือ Climate Finance ​ขณะเดียวกันยังช่วย​รักษาพื้นที่ป่าของประเทศ ไม้ให้ลดจำนวนลงจากการบุกรุกหรือถูกทำลายในอนาคต&#8221; </em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37869 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/LINE_ALBUM_คาร์บอนเครดิตป่าชุมชนบ้านหัวทุ่ง_251104_6.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>&#8216;บ้านหัวทุ่ง&#8217; โมเดลต้นแบบ &#8216;คาร์บอนเครดิตจากป่าสงวนชีวมณฑล&#8217;</strong></p>
<p>ความสำเร็จของโครงการ &#8216;<strong>คาร์บอนเครดิตป่าชุมชน&#8217;</strong>  มาจากความสามารถในการดึงชุมชนมาเข้าร่วมขับเคลื่อน ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญ เพราะชุมชนถือเป็นเ​จ้าของ​พื้นที่และอยู่ใกล้ชิดป่าที่สุด รวมทั้งการพิจารณาความเหมาะสมของพื้นที่ป่าชุมชนเพื่อเข้าไปดูแลฟื้นฟู</p>
<p>โดยได้​สนับสนุนงบประมาณจากภาคีและผู้ซื้อคาร์บอนเครดิต เพื่อขับเคลื่อน​การดำเนินงานของแต่ละหมู่บ้าน ผ่านการจัดตั้ง 2 กองทุน ตามวัตุประสงค์ในการนำเงินไปใช้ ได้แก่ <strong>1. กองทุนดูแลป่า</strong>เพื่อใช้ในกิจกรรมอนุรักษ์ฟื้นฟูป่า และป้องกันและบรรเทาไฟป่าเช่น ทำแนวกันไฟ ลาดตระเวน สร้างฝายชะลอน้ำ ปลูก‑ฟื้นฟูป่า  และ<strong> 2. กองทุนพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน</strong> เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน ทั้งการพัฒนาอาชีพ พัฒนาคุณภาพชีวิต หรือการศึกษา เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตภายในชุมชนได้อย่างยั่งยืน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37861 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/LINE_ALBUM_คาร์บอนเครดิตป่าชุมชนบ้านหัวทุ่ง_251104_9.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ซึ่ง​​มูลนิธิฯ ได้นำจ่าย​สำหรับ 2 กองทุนหมุนเวียนแล้วกว่า 157 ล้านบาท พร้อม​​ติดตามการดำเนินงานเพื่อความโปร่งใส  รวมทั้งมีการติดตามและประเมินผลอย่างเป็นระบบ โดยทาง​มูลนิธิฯ ทำหน้าที่พี่เลี้ยงด้านมาตรฐาน การติดตาม‑ตรวจวัด (Measurement, Reporting and Verification: MRV) และธรรมาภิบาล ทำให้การดูแลป่ากลายเป็นอาชีพสุจริตที่ยกคุณภาพชีวิตคนและต่ออายุป่า</p>
<p><strong>&#8216;ชุมชนบ้านหัวทุ่ง&#8217;</strong> อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่  เป็นหนึ่งพื้นที่ตัวอย่างสะท้อนความสำเร็จ​ของการ​พัฒนาการพัฒนาอย่างยั่งยืน ​ในฐานะชุมชนต้นแบบในพื้นที่สงวนชีวมณฑลดอยเชียงดาว และแหล่งกำเนิด <strong>&#8216;น้ำออกฮู&#8217;</strong> สายน้ำย่อยของแม่น้ำปิง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37870 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/LINE_ALBUM_คาร์บอนเครดิตป่าชุมชนบ้านหัวทุ่ง_251104_4.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ชุมชนแห่งนี้เข้าร่วมโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ตั้งแต่ปี 2565 โดยดูแลป่าชุมชน 883.93 ไร่ จนเกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจชุมชน ภายใต้การนำของ<strong> &#8216;แม่หลวงศิริวรรณ ศรีเงิน&#8217;</strong> ผู้นำชุมชนสตรีที่รวบรวมพลังคนทุกวัย สร้างโครงสร้างบทบาทและธรรมาภิบาลที่ชัดเจนในชุมชน ทั้งการตั้งกติกาการใช้ประโยชน์ป่า จัดเวรยามลาดตระเวน ทำแนวกันไฟ และเก็บข้อมูลแปลงตัวอย่างร่วมกับทีมเทคนิค ทำให้ป่าฟื้นตัวต่อเนื่อง ลดความเสี่ยงไฟป่าอย่างมีนัยสำคัญ และยกระดับความมั่นคงของระบบนิเวศต้นน้ำ ซึ่งคนทั้งลุ่มน้ำปิงได้รับประโยชน์ร่วมกัน</p>
<p>จุดเด่นของบ้านหัวทุ่งคือ รายได้ไม่ได้มาจากการบุกรุกป่า แต่มาจากการดูแลป่า และการต่อยอดภูมิปัญญา และนำเงินสนับสนุนจากกองทุนมาต่อยอดการจ้างงานดูแลป่า และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนที่สร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรอย่างน่าทึ่ง อาทิ การนำเศษไม้ไผ่เหลือใช้จากงานจักสาน มาเผาเป็นถ่าน และพัฒนาต่อเป็นก้อนดับกลิ่น ที่ดันทรงรองเท้า สบู่ และยาสีฟัน สร้างรายได้เสริมแก่ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาสในชุมชน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37865 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/LINE_ALBUM_คาร์บอนเครดิตป่าชุมชนบ้านหัวทุ่ง_251104_16.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>นอกจากนี้ ยังได้ขยายผลไปสู่หมู่บ้านข้างเคียงอีก 5 หมู่บ้าน โดยการถ่ายทอดทักษะอาชีพหลากหลาย ทั้งการเพาะเห็ด เลี้ยงผึ้ง อาหารพื้นถิ่น และงานจักสาน ทำให้คนรุ่นใหม่เห็นเส้นทางอาชีพในบ้านเกิดโดยไม่ต้องเบียดเบียนป่า และเกิดความภาคภูมิใจร่วมกันในฐานะ <strong>&#8216;ผู้พิทักษ์ต้นน้ำ&#8217;  </strong></p>
<p><strong>ในมุมสิ่งแวดล้อม</strong> : ผลลัพธ์ของบ้านหัวทุ่งและเครือข่ายชี้ชัดว่าการป้องกันเชิงรุกทำให้ไฟป่าลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จึงลดความเสี่ยง PM2.5 จากไฟป่าและการสูญเสียคาร์บอนกักเก็บ ป่าที่ฟื้นตัวช่วยรักษาความหลากหลายทางชีวภาพและบริการระบบนิเวศสำคัญ เช่น การซึมซับน้ำฝน การลดการพังทลายของดิน และการรักษาต้นทุนคุณภาพน้ำของประเทศ เมื่อป่าต้นน้ำแข็งแรง เศรษฐกิจฐานทรัพยากรที่พึ่งพาน้ำก็มั่นคงขึ้น ทั้งต่อเกษตรกร ผู้ประกอบการท่องเที่ยว และเมืองปลายน้ำที่ต้องการน้ำประปาคุณภาพ ซึ่งคือประโยชน์สาธารณะของคนทั้งประเทศไม่ใช่เฉพาะผู้ซื้อคาร์บอนเครดิต</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37867 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/C-Forest2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ในมุมเศรษฐกิจของชุมชน : </strong>คาร์บอนเครดิตเป็นแรงจูงใจที่ยุติธรรม  มากกว่าจะเป็นเพียงเครื่องมือชดเชยคาร์บอนของธุรกิจ เพราะหลังจาก​​ 3 ปีแรก ที่เข้าไปดูแลฟื้นฟูป่า จะสามารถ​ทำการตรวจวัด ประเมิน ปริมาณคาร์บอนเครดิตที่สร้างได้ ภายใต้การประเมินและทวนสอบภายใต้มาตรฐาน T‑VER ซึ่งปริมาณคาร์บอนเครดิตที่ได้รับการรับรองจะคำนวณเป็นรายได้ของชุมชน ​ในอัตราตันละ 300 บาทต่อไร่  รวมทั้งในระหว่างการดูแลรักษาป่าช่วง 1-3 ปีแรกก็จะมีการจ่ายค่าดูแลรักษาป่าในอัตรา 300 บาทต่อปีต่อไร่ โดยสมทบเข้ากองทุนดูแลป่าของหมู่บ้าน</p>
<p>โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนแสดงให้เห็นภาพใหญ่ที่สังคมไทยกำลังมองหารูปธรรมของคาร์บอนเครดิตที่ยึดโยงกับชีวิตคนในชุมชน ปกป้องต้นน้ำ สร้างงาน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และส่งมอบอากาศและน้ำที่ดีให้คนทั้งประเทศ &#8216;บ้านหัวทุ่ง&#8217; จึงมิใช่เพียงตัวอย่างความสำเร็จของป่าชุมชนเชียงดาว หากเป็นเครื่องยืนยันว่าเมื่อกติกาและแรงจูงใจถูกออกแบบให้เป็นธรรม คาร์บอนเครดิตก็จะกลายเป็นสะพานเชื่อมระหว่างป่าที่สมบูรณ์ สังคมที่เท่าเทียม และเศรษฐกิจที่ยั่งยืน จนก่อให้เกิด Total Well-being ได้อย่างแท้จริง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37866 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/C-Forest1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/11/mae-fah-luang-expands-naturebased-solutions-model/">แม่ฟ้าหลวงฯ เร่ง Nature-based Solutions ดันแผนดูแลป่าชุมชน 1 ล้านไร่ พร้อมปรับโครงสร้าง เพิ่มโมเดล ดึง &#8216;คนและป่า&#8217; เข้ามาอยู่ในสมการมากขึ้น เพิ่มโอกาสภาคชุมชนได้ประโยชน์ Climate Finance ​</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สำรวจ พื้นที่ &#8216;ป่าไม้&#8217; ประเทศไทย ​หายไปไหน? เมื่อพื้นที่ป่า ลดลง New Low รอบ 10 ปี</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/10/thailand-forest-area-monitoring/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 26 Oct 2025 17:18:38 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Absorption]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon]]></category>
		<category><![CDATA[CarbonCredit]]></category>
		<category><![CDATA[Deforestation]]></category>
		<category><![CDATA[Forest]]></category>
		<category><![CDATA[NatureBasedSolutions]]></category>
		<category><![CDATA[Preservation]]></category>
		<category><![CDATA[Restoration]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[ดูดซับคาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[ต้นไม้]]></category>
		<category><![CDATA[ตัดไม้]]></category>
		<category><![CDATA[ทรัพยากร]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าเศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าไม้]]></category>
		<category><![CDATA[พื้นที่ป่า]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบนิเวศ]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[อนุรักษ์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=37467</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#8216;ป่าไม้&#8217; ถือเป็นแหล่งดูดซับคาร์บอน ​Carbon Sink ที่สำคัญของโลก รายงานพบว่า ในรอบ 5 ปี มีการตัดไม้ทั่วโลกกว่า 625 ล้านไร่ต่อปี โดย 90% เกิดขึ้นในเขตร้อน โดยเฉพาะทวีปแอฟริกา จากการเติบโตของประชากร และเกษตรกรรม ป่า กับกับดูดซับคาร์บอน การสำรวจพื้นที่ป่าทั่วโลก พบว่า มีพื้นที่รวมกว่า 4 พันล้านเฮกตาร์  หรือราว 2.5 หมื่นล้านไร่ (31%)  หรือคิดเป็น 1 ใน 3 ของพื้นที่ทั่วโลก Top 5 ประเทศที่มีพื้นที่ป่ามากที่สุด โดยพื้นที่มากกว่าครึ่ง ​​(54%) ของพื้นที่ป่าทั่วโลก อยู่ใน 5 ประเทศ ต่อไปนี้ ​1. รัสเซีย : มีพื้นที่ 815 ล้านเฮกตาร์  คิดเป็น 20% ของพื้นที่ป่าทั่วโลก 2. บราซิล [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/10/thailand-forest-area-monitoring/">สำรวจ พื้นที่ &#8216;ป่าไม้&#8217; ประเทศไทย ​หายไปไหน? เมื่อพื้นที่ป่า ลดลง New Low รอบ 10 ปี</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs x126k92a">
<div dir="auto"><strong>&#8216;ป่าไม้&#8217;</strong> ถือเป็นแหล่งดูดซับ<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">คาร์บอน</span> ​<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Carbon Sink</span> ที่สำคัญของโลก รายงานพบว่า ในรอบ 5 ปี มีการตัดไม้ทั่วโลกกว่า 625 ล้านไร่ต่อปี โดย 90% เกิดขึ้นในเขตร้อน โดยเฉพาะทวีปแอฟริกา จากการเติบโตของประชากร และเกษตรกรรม</div>
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto"><strong><span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ป่า</span> กับกับดูดซับคาร์บอน</strong></div>
<div dir="auto">การสำรวจพื้นที่ป่าทั่วโลก พบว่า มีพื้นที่รวมกว่า 4 พันล้านเฮกตาร์  หรือราว 2.5 หมื่นล้านไร่ (31%)  หรือคิดเป็น 1 ใน 3 ของพื้นที่ทั่วโลก</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"><strong><span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Top 5</span></strong> ประเทศที่มีพื้นที่ป่ามากที่สุด โดยพื้นที่มากกว่าครึ่ง ​​(54%) ของพื้นที่ป่าทั่วโลก อยู่ใน 5 ประเทศ ต่อไปนี้</div>
<div dir="auto">​1. รัสเซีย : มีพื้นที่ 815 ล้านเฮกตาร์  คิดเป็น 20% ของพื้นที่ป่าทั่วโลก</div>
<div dir="auto">2. บราซิล : มีพื้นที่ 497 ล้านเฮกตาร์ คิดเป็น12% ของพื้นที่ป่าทั่วโลก</div>
<div dir="auto">3. แคนาดา : มีพื้นที่ 347 ล้านเฮกตาร์ คิดเป็น 9% ของพื้นที่ป่าทั่วโลก</div>
<div dir="auto">4. สหรัฐอเมริกา : มีพื้นที่ 310 ล้านเฮกตาร์ คิดเป็น 8% ของพื้นที่ป่าทั่วโลก</div>
<div dir="auto">5. จีน : มีพื้นที่ 220 ล้านเฮกตาร์ คิดเป็น 5% ของพื้นที่ป่าทั่วโลก</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">ขณะที่ประสิทธิภาพในการดูดซับคาร์บอน จะขึ้นอยู่กับชนิดของป่าแต่ละประเภท ได้แก่</div>
<ul>
<li dir="auto">ป่าธรรมชาติ ดูดซับคาร์บอน 0.95 ตัน CO2/ไร่/ปี</li>
<li dir="auto">ป่าเศรษฐกิจ ดูดซับคาร์บอน 1.36 ตัน CO2/ไร่/ปี</li>
<li dir="auto">ป่าชายเลน ดูดซับคาร์บอน 2.75 ตัน CO2/ไร่/ปี</li>
</ul>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"><strong>‘ป่าไม้ไทย’ หายไปไหน?</strong></div>
<div dir="auto">สำหรับ<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ประเทศไทย</span> มีพื้นที่ป่า 31.5% หรือ 102 ล้านไร่ คิดเป็นอันดับ 31 ของโลก ข้อมูลในช่วง​ปี 2565 &#8211; 2567 พื้นที่ป่าทั่วประเทศ ลดลงราว 3.5 แสนไร่ ซึ่งถือว่าการลดลงมากที่สุดในรอบ 10 ปีย้อนหลัง</div>
<div dir="auto">โดยเหตุผลที่​พื้นที่ป่ายังคง ‘ลดลง’ ทุกปี มาจากสาเหตุต่อไปนี้</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<ul>
<li dir="auto">การเปลี่ยนที่ดินเป็นพื้นที่เกษตรกรรม</li>
<li dir="auto">สิ่งปลูกสร้างรองรับการท่องเที่ยว</li>
<li dir="auto">การลักลอบตัดไม้ หาของป่า ปัญหาไฟป่า</li>
</ul>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"><strong>ร่วมปกป้องพื้นที่ป่า ฟื้นฟูระบบนิเวศ ​ </strong></div>
<div dir="auto">สำหรับแนวทางในการขับเคลื่อน เพื่อ​สามารถช่วยปกป้องและฟื้นฟูป่าไม้ของไทย อาทิเช่น</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<ul>
<li dir="auto">หลัก <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">4Ps</span> (Public-People-Private Partnerships) ความร่วมมือระหว่างรัฐ ประชาชน เอกชน</li>
<li dir="auto">มาตรการจูงใจให้ทุกภาคส่วนมีบทบาทอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม</li>
<li dir="auto">ภาครัฐเร่งทบทวนนโยบายแนวเขตป่า ปรับปรุงประสิทธิภาพการบริหารจัดการ</li>
<li dir="auto">บังคับใช้ <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">กฎหมาย</span> ด้านป่าไม้ และการใช้ที่ดิน</li>
<li dir="auto">การจัดการพื้นที่แนวกันชนรอบป่า และกลไก <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">คาร์บอนเครดิต</span> ภาคป่าไม้ หรือการส่งเสริม <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ป่าชุมชน</span></li>
<li dir="auto">ส่งเสริมการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพนอกพื้นที่คุ้มครอง (<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">OECMs</span>)</li>
</ul>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
</div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/10/thailand-forest-area-monitoring/">สำรวจ พื้นที่ &#8216;ป่าไม้&#8217; ประเทศไทย ​หายไปไหน? เมื่อพื้นที่ป่า ลดลง New Low รอบ 10 ปี</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;ป่ารักน้ำ -บ้านเล็กในป่าใหญ่&#8217; พระราชปณิธานแห่งการอนุรักษ์ป่าและดูแลราษฎร โครงการพระราชดำริ &#8216;สมเด็จพระพันปีหลวง&#8217;</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/10/hm-queen-sirikit-royal-initiative-projects/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 25 Oct 2025 11:06:16 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[community]]></category>
		<category><![CDATA[Forest]]></category>
		<category><![CDATA[Forest Conservation]]></category>
		<category><![CDATA[Her Majesty The Queen Sirikit]]></category>
		<category><![CDATA[QueenSirikit]]></category>
		<category><![CDATA[Royal Initiative Projects]]></category>
		<category><![CDATA[royal project]]></category>
		<category><![CDATA[คุณภาพชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[ชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[น้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าไม้]]></category>
		<category><![CDATA[พัฒนา]]></category>
		<category><![CDATA[ฟื้นฟูดิน]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์]]></category>
		<category><![CDATA[สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง]]></category>
		<category><![CDATA[สมเด็จพระพันปีหลวง]]></category>
		<category><![CDATA[สวรรคต]]></category>
		<category><![CDATA[อนุรักษ์]]></category>
		<category><![CDATA[อนุรักษ์ป่าไม้]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=37580</guid>

					<description><![CDATA[<p>“พระเจ้าอยู่หัวเป็นน้ำ ฉันจะเป็นป่า ป่าที่ถวายความจงรักภักดีต่อน้ำ พระเจ้าอยู่หัวสร้างอ่างเก็บน้ำ ฉันจะสร้างป่า” พระราชดำรัส สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระราชทานแก่ราษฎรบ้านถ้ำติ้ว อ.ส่องดาว จ.สกลนคร เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2525 ​พระราชดำรัสอันสะท้อนพระราชปณิธานสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมีพระราชประสงค์ทั้งการดูแลผืนป่า ธรรมชาติ ไปจนถึงความยากไร้และการมีคุณภาพชีวิตที่ดีของราษฎร นำมาซึ่งพระราชเสาวณีย์ให้จัดตั้งโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่กระจายการพัฒนาไปในหลากหลายพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อช่วยแก้ไขทั้งปัญหาดินเสื่อมโทรม การดูแลป่า ขจัดความแห้งแล้งตามธรรมชาติ และความยากไร้ เพื่อให้พสกนิกรชาวไทยมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น มีอาชีพ พึ่งพาตนเองได้  สามารถอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืน ภายใต้การ​เกื้อกูลซึ่งกันและกัน &#8211; โครงการป่ารักน้ำ :  คืนความชุ่มชื้นสู่ผืนดิน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงตระหนักถึงปัญหาความเสื่อมโทรมของป่าไม้ ​สาเหตุของความแห้งแล้ง และดินเสื่อมสภาพ อันเป็นปัจจัยสำคัญในการประกอบอาชีพของราษฎรในชนบท และทรงเห็นความเหนื่อยยากของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรที่ทรงอุทิศพระองค์ในการแก้ไขปัญหาดิน และจัดหาแหล่งน้ำให้ราษฎรในท้องถิ่นห่างไกลและทุรกันดารมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งหลายพื้นที่มีปัญหาดินเค็ม และหลายพื้นที่เต็มไปด้วย​ฝุ่นทราย และถูกทิ้งร้างไว้นับสิบไร่​ โดยไม่มีพืชพรรณเติบโตขึ้นได้ ประกอบกับความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของราษฎร ที่ตัดไม้ใหญ่ที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ เช่น [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/10/hm-queen-sirikit-royal-initiative-projects/">&#8216;ป่ารักน้ำ -บ้านเล็กในป่าใหญ่&#8217; พระราชปณิธานแห่งการอนุรักษ์ป่าและดูแลราษฎร โครงการพระราชดำริ &#8216;สมเด็จพระพันปีหลวง&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div dir="auto">
<p><em><strong>“พระเจ้าอยู่หัวเป็นน้ำ ฉันจะเป็นป่า ป่าที่ถวายความจงรักภักดีต่อน้ำ พระเจ้าอยู่หัวสร้างอ่างเก็บน้ำ ฉันจะสร้างป่า”</strong></em></p>
<p>พระราชดำรัส สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระราชทานแก่ราษฎรบ้านถ้ำติ้ว อ.ส่องดาว จ.สกลนคร เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2525</p>
</div>
<p><span id="more-37580"></span></p>
<p>​พระราชดำรัสอันสะท้อนพระราชปณิธานสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมีพระราชประสงค์ทั้งการดูแลผืนป่า ธรรมชาติ ไปจนถึงความยากไร้และการมีคุณภาพชีวิตที่ดีของราษฎร</p>
<p>นำมาซึ่งพระราชเสาวณีย์ให้จัดตั้งโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่กระจายการพัฒนาไปในหลากหลายพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อช่วยแก้ไขทั้งปัญหาดินเสื่อมโทรม การดูแลป่า ขจัดความแห้งแล้งตามธรรมชาติ และความยากไร้ เพื่อให้พสกนิกรชาวไทยมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น มีอาชีพ พึ่งพาตนเองได้  สามารถอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืน ภายใต้การ​เกื้อกูลซึ่งกันและกัน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37582 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/1.png" alt="" width="586" height="362" /></p>
<p><strong>&#8211; โครงการป่ารักน้ำ :  คืนความชุ่มชื้นสู่ผืนดิน</strong></p>
<p>สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงตระหนักถึงปัญหาความเสื่อมโทรมของป่าไม้ ​สาเหตุของความแห้งแล้ง และดินเสื่อมสภาพ อันเป็นปัจจัยสำคัญในการประกอบอาชีพของราษฎรในชนบท และทรงเห็นความเหนื่อยยากของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรที่ทรงอุทิศพระองค์ในการแก้ไขปัญหาดิน และจัดหาแหล่งน้ำให้ราษฎรในท้องถิ่นห่างไกลและทุรกันดารมาเป็นเวลานาน</p>
<p>โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งหลายพื้นที่มีปัญหาดินเค็ม และหลายพื้นที่เต็มไปด้วย​ฝุ่นทราย และถูกทิ้งร้างไว้นับสิบไร่​ โดยไม่มีพืชพรรณเติบโตขึ้นได้ ประกอบกับความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของราษฎร ที่ตัดไม้ใหญ่ที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ เช่น ไม้แดง และไม้ประดู่เป็นจำนวนมาก หากไม่แก้ไขอาจทำให้พื้นที่กลายเป็นทะเลทรายได้ในอนาคต</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37583 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/Queen-DWR.png" alt="" width="1200" height="803" /></p>
<p>​พระองค์จึงมีพระราชดำริฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติโดยอาศัยความร่วมมือของประชาชน ด้วยทรงตระหนักว่าการรักษาป่าไม้ไว้ให้ได้นั้น จำเป็นต้องสร้างความรู้สึกรักและหวงแหนต้นไม้ให้เกิดแก่ประชาชนเสียก่อน โดยให้ประชาชนรักป่าเหมือนเป็นสมบัติของตนเอง<strong> &#8216;โครงการป่ารักน้ำ&#8217;</strong> จึงถือกำเนิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2525ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นแห่งแรก ณ บ้านถ้ำติ้ว อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร</p>
<p><strong>&#8216;โครงการป่ารักน้ำ&#8217;</strong> จึง​เป็นพระราชปณิธานอันแน่วแน่ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่จะบรรเทาวิกฤติการขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรง พระองค์ทรงตรัสว่า &#8216;<strong>ขาดน้ำ ทุกชีวิตสิ้นสุดทันที&#8217;</strong> การรักษาแหล่งน้ำไว้เป็นที่พึ่งพาอาศัยของมวลสัตว์โลกทั้งหลายนั้นน่าจะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด น้ำ นอกจากจะมีประโยชน์ในการอุปโภคและบริโภคกับคนแล้ว ยังมีประโยชน์กับระบบนิเวศสิ่งแวดล้อมและสัตว์ป่าทุกชนิด เพราะเป็นการฟื้นฟูสภาพของป่าที่เสื่อมโทรมบริเวณของต้นน้ำลำธาร ให้กลับสภาพเป็นพื้นที่ดูดซับน้ำได้เหมือนเดิม ซึ่งการอนุรักษ์ป่าไม้และสัตว์ป่า จะทำให้พื้นที่บริเวณป่าชุ่มชื้น อุดมด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ เป็นการรักษาป่าและต้นน้ำลำธาร ของพื้นที่ป่าและบริเวณใกล้เคียงได้เป็นอย่างดียิ่ง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37584 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/Queen4.png" alt="" width="1200" height="838" /></p>
<p><strong>&#8211; โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ :  ส่งเสริมให้คนอยู่ร่วมกับป่า</strong></p>
<p>อีกหนึ่งพระมหากรุณาธิคุณที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงทำเพื่อผืนแผ่นดินไทยและพสกนิกรชาวไทย เพื่อรักษา​ป่าไม้และแหล่งต้นน้ำลำธารให้อุดมสมบูรณ์ และมีพระราชประสงค์ให้คนกับป่าอยู่ร่วมกัน พึ่งพาอาศัย​เกื้อกูลกัน และสร้างความเจริญงอกงามให้แก่กันและกัน โดยเฉพาะผู้คนและชุมชนที่อาศัยอยู่โดยรอบพื้นที่ป่าไม้</p>
<p>จากการที่ทรงมีพระราชดำริให้จัดตั้งโครงการ &#8216;บ้านเล็กในป่าใหญ่&#8217;  ทั้งในภาคเหนือ ​ภาคอีสาน รวมทั้งในทุกภูมิภาค เพื่อให้ราษฎรผู้ยากไร้ในพื้นที่ชนบทได้มีที่อยู่ที่ทำกินเป็นหลักแหล่ง โดยมอบที่อยู่อาศัยและพื้นที่ทำกินบริเวณโดยรอบป่าสงวนแห่งชาติพร้อมมอบหน้าที่ให้ชาวบ้าน​ในโครงการร่วมดูแลและอนุรักษ์ฟื้นฟูพื้นที่ป่าบริเวณใกล้เคียง เพื่อเป็นกำลังสำคัญร่วมกับเจ้าหน้าที่ในการ<b>​</b>​ช่วยอนุรักษ์และฟื้นฟู​ป่าไม้ แหล่งต้นน้ำให้มีความอุดมสมบูรณ์ รวมทั้งสัตว์ป่านานาชนิด พร้อม​สนับสนุนอาชีพเสริมให้กับประชาชน เพื่อให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีรายได้เพียงพอ ต่อการเลี้ยงครอบครัว ช่วยแก้ปัญกา​การบุกรุกทำลายป่าไม้ และหันมาช่วยดูแลรักษาป่าไม้ ให้มีสภาพสมบูรณ์ดังเดิม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37585 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/Queen-8.png" alt="" width="1624" height="912" /></p>
<p>โครงการ<strong> &#8216;บ้านเล็กในป่าใหญ่&#8217;</strong> จากพระอัจฉริยภาพและพระราชปณิธานอันแรงกล้าในการทรงงานด้านการอนุรักษ์ป่าและแหล่งต้นน้ำ เพื่อสนับสนุนการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงให้ความสำคัญกับการพัฒนาแหล่งน้ำ เพื่อให้ประชาชนชาวไทยมีน้ำเพียงพอต่อการดำรงชีพ และการเกษตร เพื่อมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยจัดตั้งโครงการแรกขึ้นที่ บ้านห้วยไม้หก อ. อมก๋อย จ.เชียงใหม่ พ.ศ. 2534 ก่อนจะต่อยอดออกไปอีกในหลายพื้นที่ ส่งผลให้ราษฎรมีที่อยู่ที่ทำกินเป็นหลักแหล่ง มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีอาชีพพึ่งพาตนเองได้ และสามารถอยู่กับป่าได้ โดยไม่ต้องทำลาย หรือบุกรุกป่า และยังมีส่วน​ร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้อย่างยั่งยืน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/10/hm-queen-sirikit-royal-initiative-projects/">&#8216;ป่ารักน้ำ -บ้านเล็กในป่าใหญ่&#8217; พระราชปณิธานแห่งการอนุรักษ์ป่าและดูแลราษฎร โครงการพระราชดำริ &#8216;สมเด็จพระพันปีหลวง&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
