<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ภัยพิบัติ &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Sun, 30 Aug 2026 16:52:06 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.8</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>ภัยพิบัติ &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>เมื่อ ‘โลก’ กำลังประท้วงด้วยภัยพิบัติ อ.ธรณ์ชี้ &#8216;อากาศสุดขั้ว&#8217; ทำกลาเซียร์ในหิมาลัยละลายเร็วขึ้น 2 เท่า พร้อมย้อนรอย 3 เหตุการณ์ &#8216;ดินถล่ม&#8217; ในอดีตของไทย</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/08/glacier-in-himalayan-collapse-disaster/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 30 Aug 2026 08:58:56 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Thon Thamrongnawasawat]]></category>
		<category><![CDATA[กลาเซียร์]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ดินถล่ม]]></category>
		<category><![CDATA[ทิเบต]]></category>
		<category><![CDATA[ธารน้ำแข็งละลาย]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำท่วม]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำป่าไหลหลาก]]></category>
		<category><![CDATA[ประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์]]></category>
		<category><![CDATA[ภัยธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[ภัยพิบัติ]]></category>
		<category><![CDATA[อาจารย์ธรณ์]]></category>
		<category><![CDATA[เทือกเขาหิมาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[เนปาล]]></category>
		<category><![CDATA[โคลนถล่ม]]></category>
		<category><![CDATA[โลกร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[โศกนาฎกรรม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43949</guid>

					<description><![CDATA[<p>จากเหตุการณ์น้ำป่าไหลหลากและแผ่นดินถล่ม บริเวณชายแดนทิเบต–เนปาล แถบหุบเขาแม่น้ำ Bhote Koshi และ Lhende River ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างเขตราซูวา จังหวัดพากมาตี ประเทศเนปาล กับเขตจี่หรง เมืองชิกัตเซ เขตปกครองตนเองทิเบต ประเทศจีน เมื่อวันที่ 26 ส.ค. 69 ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทะลุกว่า 700 รายแล้ว และยังมีผู้สูญหายอีกราว 3,000 คน (ข้อมูล 30 ส.ค. 2569) สำหรับสาเหตุเกิดจากการถล่มของมวลธารน้ำแข็งและหินขนาดใหญ่บนที่สูง โดย สำนักงานสำรวจทางธรณีวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกา (USGS)  ยืนยันว่าแรงสั่นสะเทือนขนาด 5.2 ริกเตอร์ ที่ตรวจพบ ไม่ได้เกิดจากแผ่นดินไหวตามธรรมชาติ แต่เป็นแรงสั่นสะเทือนที่เกิดจากพลังงานมหาศาลของมวลธารน้ำแข็งและหินขนาดใหญ่ที่ถล่มลงมาจากหน้าผาสูงบนเทือกเขาหิมาลัยในเขตจี่หรง ร่วงลงมาทับถมปิดกั้นลำน้ำ Lhende River ซึ่งเป็นต้นน้ำ จนกลายสภาพเป็นเขื่อนธรรมชาติชั่วคราวกักเก็บน้ำ ไว้อย่างรวดเร็ว กระทั่งแรงดันน้ำมหาศาลดันให้เขื่อนธรรมชาติดังกล่าวพังทลายลงอย่างฉับพลัน ทำให้ปลดปล่อยมวลน้ำปนตะกอนโคลน ก้อนหิน และท่อนไม้ทะลักลงมาตามหุบเขาอย่างรุนแรง นอกจากนี้ มวลน้ำปนตะกอนโคลนยังไหลทะลักเข้าทำลายด่านศุลกากรพรมแดนราซูวา สะพานมิตรภาพ อาคารบ้านเรือน และโรงไฟฟ้าพลังน้ำตามแนวแม่น้ำเสียหายหนักกว่า [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/08/glacier-in-himalayan-collapse-disaster/">เมื่อ ‘โลก’ กำลังประท้วงด้วยภัยพิบัติ อ.ธรณ์ชี้ &#8216;อากาศสุดขั้ว&#8217; ทำกลาเซียร์ในหิมาลัยละลายเร็วขึ้น 2 เท่า พร้อมย้อนรอย 3 เหตุการณ์ &#8216;ดินถล่ม&#8217; ในอดีตของไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>จากเหตุการณ์น้ำป่าไหลหลากและแผ่นดินถล่ม บริเวณชายแดนทิเบต–เนปาล แถบหุบเขาแม่น้ำ Bhote Koshi และ Lhende River ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างเขตราซูวา จังหวัดพากมาตี ประเทศเนปาล กับเขตจี่หรง เมืองชิกัตเซ เขตปกครองตนเองทิเบต ประเทศจีน เมื่อวันที่ 26 ส.ค. 69 ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทะลุกว่า 700 รายแล้ว และยังมีผู้สูญหายอีกราว 3,000 คน (<a href="https://www.thaipbs.or.th/news/content/510074" target="_blank" rel="noopener">ข้อมูล 30 ส.ค. 2569</a>)</p>
<p><span id="more-43949"></span></p>
<p>สำหรับสาเหตุเกิดจากการถล่มของมวลธารน้ำแข็งและหินขนาดใหญ่บนที่สูง โดย <strong>สำนักงานสำรวจทางธรณีวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกา (USGS) </strong> ยืนยันว่าแรงสั่นสะเทือนขนาด 5.2 ริกเตอร์ ที่ตรวจพบ ไม่ได้เกิดจากแผ่นดินไหวตามธรรมชาติ แต่เป็นแรงสั่นสะเทือนที่เกิดจากพลังงานมหาศาลของมวลธารน้ำแข็งและหินขนาดใหญ่ที่ถล่มลงมาจากหน้าผาสูงบนเทือกเขาหิมาลัยในเขตจี่หรง ร่วงลงมาทับถมปิดกั้นลำน้ำ Lhende River ซึ่งเป็นต้นน้ำ จนกลายสภาพเป็นเขื่อนธรรมชาติชั่วคราวกักเก็บน้ำ ไว้อย่างรวดเร็ว กระทั่งแรงดันน้ำมหาศาลดันให้เขื่อนธรรมชาติดังกล่าวพังทลายลงอย่างฉับพลัน ทำให้ปลดปล่อยมวลน้ำปนตะกอนโคลน ก้อนหิน และท่อนไม้ทะลักลงมาตามหุบเขาอย่างรุนแรง</p>
<p>นอกจากนี้ มวลน้ำปนตะกอนโคลนยังไหลทะลักเข้าทำลายด่านศุลกากรพรมแดนราซูวา สะพานมิตรภาพ อาคารบ้านเรือน และโรงไฟฟ้าพลังน้ำตามแนวแม่น้ำเสียหายหนักกว่า 8 แห่ง</p>
<p>อย่างไรก็ตาม <strong>ศูนย์ปฏิบัติการธรณีพิบัติภัย กรมทรัพยากรธรณี</strong> อธิบายว่า เหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นในประเทศไทยได้ เนื่องจากประเทศไทยไม่มีธารน้ำแข็งหรือหิมะสะสมถาวร แต่การเกิดในประเทศไทยเป็นลักษณะของดินหรือหินถล่มปิดกั้นลำน้ำแล้วพังทลายฉับพลันจนเกิดน้ำป่าไหลหลากรุนแรง ซึ่งปัจจัยกระตุ้นหลักคือ ปริมาณน้ำฝน เนื่องจากมีฝนตกหนักสะสมต่อเนื่องในพื้นที่ต้นน้ำ โดยเฉพาะพื้นที่ภูเขาสูงชันในภาคเหนือและภาคใต้</p>
<p style="text-align: center"><img fetchpriority="high" decoding="async" class="alignnone wp-image-43950 size-large" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/THON-1024x682.jpg" alt="" width="1024" height="682" /></p>
<p style="text-align: center"><em>Cr: FB: Thon Thamrongnawasawat</em></p>
<p><strong>‘โลกร้อน’ ต้นตอภัยพิบัติ</strong></p>
<p><strong>ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม และอาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์</strong> ได้อธิบายเกี่ยวกับเหตุการณ์น้ำป่า ดินถล่มในเนปาล/ทิเบต ผ่านเฟซบุ๊กส์ Thon Thamrongnawasawat โดยระบุว่า ปัญหาสำคัญ คือ<strong> โลกร้อนขึ้นอย่างรวดเร็ว อุณหภูมิสูงขึ้น ทำให้  &#8216;กลาเซียร์&#8217; หรือ ธารน้ำแข็งละลาย ซึ่งเกิดขึ้นทั่วโลก</strong> เราจะเห็นภาพในยุโรปที่ธารน้ำแข็งหายไปเกือบหมดไม่ว่าจะเป็นปาตาโกเนีย หรือ แคนาดา <em><strong>โดยเทือกเขาหิมาลัย กลาเซียร์ละลายเร็วขึ้น 2 เท่าเป็นอย่างน้อยหากเทียบกับในอดีตเมื่อ 20-30 ปีก่อน จนคาดการณ์ว่าหากยังเป็นอย่างนี้ต่อไป เมื่ออุณหภูมิโลกสูงขึ้นแตะ 2 องศา กลาเซียร์ในหิมาลัยอาจละลายหายไปครึ่งหนึ่ง</strong></em></p>
<p><em>“ปรากฎการณ์เหล่านี้จะเกิดบ่อยขึ้น เพราะอย่างที่รู้ว่าโลกร้อนขึ้น และเข้าสู่ซูเปอร์เอลนีโญ อุณหภูมิของโลกในปีหน้าเป็นปีที่ร้อนที่สุด เพราะฉะนั้น ในอนาคตจะเกิดขึ้นอีกเป็นระยะ และโอกาสที่เราจะไปหาว่ากลาเซียร์ตรงไหนถล่มจากการละลายเร็วเป็นสิ่งที่ลำบาก เพราะยอดหิมาลัยมีกลาเซียร์อยู่เยอะและประเทศรอบๆ คงไม่มีงบประมาณและเทคโนโลยีมากพอในการติดตั้งจุดเฝ้าระวังกลาเซียร์ถล่มได้ทุกจุด ทุกพื้นที่ กลายเป็นความเสี่ยง”</em></p>
<p><em>“ขณะที่ในเมืองไทยเองไม่มีกลาเซียร์ แต่ลักษณะการบล็อกของเขื่อนธรรมชาติ ฝนตกเยอะ กำแพงธรรมชาติพังฉับพลัน ดินโคลนไหลลงมาฉับพลันมีโอกาสเกิดขึ้น กลายเป็นเรื่องที่น่ากลัว เป็นภัยคุกคามโลกร้อนในยุคนี้ เกิดการแปรปรวนและส่งผลกระทบในพื้นที่ต่างๆ แตกต่างกัน ต้องระมัดระวัง แต่เท่าที่ทราบพื้นที่เสี่ยงดินถล่ม มีหลายหน่วยงานเข้าไปพยายามวางระบบเตือนภัย เพียงแต่ขอว่าให้ใช้ได้จริงและทันเหตุการณ์”</em> ผศ.ดร.ธรณ์ กล่าว</p>
<p><strong>ย้อนรอย 3 เหตุการณ์ &#8216;ดินถล่ม&#8217; ในอดีตของไทย</strong></p>
<p>ทั้งนี้ แม้ประเทศไทยจะไม่มีเหตุการณ์ธารน้ำแข็งละลายอย่างทิเบต เนปาล แต่ที่ผ่านมา เรายังหนีไม่พ้นภัยพิบัติทางธรรมชาติ โดยเฉพาะน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม โดยมีตัวอย่างจาก 3 เหตุการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งใหญ่ในประเทศไทย ที่คร่าชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนไปจำนวนมาก</p>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li><strong>พ.ศ.</strong><strong>2531 อ.พิปูน จ.นครศรีธรรมราช โศกนาฎกรรมครั้งใหญ่จากภัยธรรมชาติ</strong></li>
</ul>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" class="alignnone wp-image-43951 size-large" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/กะทูน-2531-1024x661.jpg" alt="" width="1024" height="661" /></p>
<p style="text-align: center"><em>Cr : FB : ชินวรณ์ บุณยเกียรติ &#8211; Chinnaworn Boonyakiat</em></p>
<p>ย้อนกลับไปเมื่อ 37 ปีก่อน ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2531 ข้อมูลจากเฟซบุ๊ก <strong>Nakhon Si Thammarat นครศรีธรรมราช</strong> ได้บอกเล่าเรื่องราวของ หมู่บ้านตำบลกะทูน อำเภอพิปูน จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งมีภูมิประเทศเป็นแอ่งรับน้ำพื้นที่ 70 ตารางกิโลเมตร มีลำธารหลายสายรับน้ำจากเชิงเขาโดยรอบมารวมลงในคลองกระทูน แต่มีทางน้ำไหลออกกว้างเพียง 70 เมตรเท่านั้น</p>
<p>ก่อนเกิดเหตุการณ์ราว 3-4 วัน ได้เกิดพายุดีเพรสชั่น มีฝนตกปรอยๆ ต่อเนื่องมาหลายวัน ทำให้ดินบนภูเขาซับน้ำไว้จนชุ่มโชก และเมื่อฝนยังเพิ่มปริมาณน้ำอีกไม่หยุด ดินที่รับน้ำหนักไว้มากจนเกินกำลัง ลื่นไถลลงมาตามทางลาด ทำให้ดินที่อยู่ด้านล่างถล่มลงมาด้วย พัดพาโคลนและต้นไม้ขนาดใหญ่ถล่มลงมาทับหมู่บ้านในตำบลกะทูน กลายเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่จากภัยธรรมชาติ บ้านเรือนเสียหายไปกว่า 1,500 หลัง พื้นที่การเกษตรอีก 6,150 ไร่ มีผู้เสียชีวิตถึง 700 คน ชาวบ้านไม่สามารถกลับเข้าไปอยู่แหล่งอาศัยเดิมได้ ต้องย้ายไปหาที่อยู่ใหม่อย่างคนสิ้นหวัง</p>
<p>แต่ด้วยพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในหลวงรัชกาลที่ 9 โปรดเกล้าฯ ให้กรมชลประทานสร้าง ‘อ่างเก็บน้ำกะทูน’ ขึ้นในที่ประสบภัย แล้วเสร็จใน พ.ศ. 2540 พร้อมกับจัดระบบนิเวศใหม่ให้เหมาะสมกับภูมิประเทศ เป็นแหล่งรับน้ำป่าจากเทือกเขา ป้องกันอุทกภัยและเอื้อความชุ่มฉ่ำให้แหล่งเพาะปลูกในพื้นที่โดยรอบ ทำให้กะทูนกลับเป็นแหล่งสมบูรณ์ อีกทั้งอ่างเก็บน้ำแห่งนี้ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยว จนได้ฉายา ‘สวิตเซอร์แลนด์แดนใต้’ นอกจากนี้ ภายหลังโศกนาฏกรรมครั้งนั้น ทำให้รัฐบาล ได้มีมติให้ยกเลิกการทำสัมปทานป่าไม้ทั่วประเทศอีกด้วย</p>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li><strong>พ.ศ. 2549 อำเภอลับแล จ.อุตรดิตถ์ น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่มเสียหายยับ</strong></li>
</ul>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" class="alignnone wp-image-43952 size-large" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/บ่อเกลือ-1024x576.jpg" alt="" width="1024" height="576" /></p>
<p style="text-align: center"><em>Cr : คลังข้อมูลน้ำและภูมิอากาศแห่งชาติ</em></p>
<p><strong>วันที่ 22 พฤษภาคม 2549 ที่ จ.อุตรดิตถ์</strong> ฝนเริ่มตกหนัก ตั้งแต่เวลา 23.00 น. ณ บ้านผามูบ หมู่ 7 และบ้านมหาราช หมู่ 11 ต.แม่พูล อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ ทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลากและดินโคลนถล่มเข้าท่วมบ้านเรือนเสียหายยับเยินในอำเภอลับแลและพื้นที่ใกล้เคียง สร้างความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินมหาศาล</p>
<p>รายงานจากหนังสือพิมพ์มติชน : 24 พ.ค. 49 พบว่า พื้นที่ถนนพิษณุโลก-เด่นชัย หมู่ 4 ต.บ้านด่านนาขาม ถูกน้ำท่วมสูงราว 1 เมตร สำหรับ ต.ท่าอิฐ ซึ่งอยู่ในเขตเทศบาลเมือง มีน้ำที่หลากจาก ต.น้ำริด ต.บ้านด่านนาขาม และ อ.ลับแล ไหลมาสมทบท่วมสูงตั้งแต่ 1-3 เมตร โดยเฉพาะถนนเจษฎาบดินทร์ ระดับน้ำสูงกว่า 5 เมตร ศาลากลางจังหวัด และส่วนราชการถูกน้ำท่วมทั้งหมด อุทกภัยครั้งร้ายแรงนี้ ก่อให้เกิดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินแก่ประชาชนในพื้นที่ จ.อุตรดิตถ์ รวมถึง จ.สุโขทัย จ.แพร่ จ.ลำปาง และจ.น่าน</p>
<p>กรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในขณะนั้น แจ้งถึงสาเหตุการเกิดน้ำท่วมดินถล่มในพื้นที่ จ.อุตรดิตถ์ว่า จากสภาพพื้นที่ของจ.อุตรดิตถ์ ที่มีภูเขาล้อมรอบ มีหน้าผาสูงชัน รวมทั้งสภาพดินที่เป็นดินร่วน เมื่อ เกิดฝนตก มีปริมาณมากถึง 330 มิลลิเมตรต่อวัน ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบ 38 ปี ทำให้ดินไม่สามารถอุ้มน้ำจำนวนมากไว้ได้ จึงเกิดน้ำเอ่อพัดโคลนและต้นไม้ถล่มบ้านเรือนชาวบ้านอย่างรุนแรง</p>
<p>สำหรับเหตุการณ์อุทกภัยและโคลนถล่มในจังหวัดบริเวณภาคเหนือตอนล่าง มีพื้นที่ประสบภัย รวม 5 จังหวัด 26 อำเภอ 1 กิ่งอำเภอ 171 ตำบล 1,200 หมู่บ้าน ได้แก่ จังหวัดอุตรดิตถ์ สุโขทัย แพร่ ลำปาง และน่าน มีผู้เสียชีวิตรวม 87 คน (โดยในจังหวัดอุตรดิตถ์ มีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้มากที่สุด ทำให้ผู้เสียชีวิตเฉพาะในจังหวัดอุตรดิตถ์มากกว่า 75 คน จังหวัดสุโขทัย 7 คน และจังหวัดแพร่ 5 คน)</p>
<p>ผู้คนสูญหาย 29 คน (จังหวัดอุตรดิตถ์ 28 คน จังหวัดสุโขทัย 1 คน) บ้านเรือนเสียหายทั้งหลัง 697 หลัง เสียหายบางส่วน 2,970 หลัง ราษฎรได้รับความเดือดร้อน 352,016 คน 108,762 ครัวเรือนอพยพ 10,601 คน</p>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li><strong>พ.ศ. 2561 อำเภอบ่อเกลือ จ.น่าน โคลนถล่มทับบ้านเรือนประชาชน </strong></li>
</ul>
<p style="text-align: center"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-43953 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/ลับแล-อุตรดิต-wiki.jpg" alt="" width="640" height="480" /></p>
<p style="text-align: center"><em>Cr : wikipedia</em></p>
<p>ในเดือนกรกฎาคม ประเทศไทยได้รับอิทธิพลจากร่องมรสุมที่พาดผ่านบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณอ่าวตังเกี๋ย ในช่วงวันที่ 11-18 ก.ค. 61 และอิทธิพลของพายุ <strong>&#8216;เซินติญ&#8217;</strong> ที่เคลื่อนตัวขึ้นฝั่งบริเวณประเทศเวียดนามตอนบนในวันที่ 19 ก.ค. 61 และอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชัน และหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมประเทศลาว</p>
<p>ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ของภาคเหนือ โดยเฉพาะบริเวณจังหวัดน่านที่มีฝนตกหนักถึงหนักมากต่อเนื่องในช่วงวันที่ 11-12 ก.ค. 61 และ 16-28 ก.ค. 61 ส่งผลให้บริเวณตอนบนของจังหวัดน่าน ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขามีความชื้นทั้งผิวดินและความชื้นใต้ผิวดินสูงมาก</p>
<p>ในวันที่ 28 ก.ค. 61 เวลาประมาณ 6.00 น.ดินบนเขาชุ่มน้ำมากและไหลลงมาทับพื้นที่บ้านห้วยขาบ หมู่ที่ 7 ต.บ่อเกลือเหนือ อ.บ่อเกลือ จ.น่าน ซึ่งเป็นหมู่บ้านอยู่ในหุบเขาและมีบ้านเรือนที่ถูกดินถล่มทับ 6 หลังคาเรือน โดยเป็นบ้านที่ถูกดินถล่มทับทั้งหลัง จำนวน 4 หลัง ดินถล่มทับบางส่วน จำนวน 2 หลัง และถนน 1 สาย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 8 ราย เป็นชาย 2 ราย และหญิง 6 ราย</p>
<p>จากคำบอกเล่าของ <strong>นายธนวัฒน์ จรรมรัตน์ ผู้ใหญ่บ้านห้วยขาบ หมู่ 7</strong> พบว่า เหตุการณ์ดินโคลนถล่มเกิดจากฝนตกหนักต่อเนื่องนานกว่า 3 วัน จนภูเขาในหมู่บ้านซึ่งเป็นป่าชุมชนไม่สามารถอุ้มน้ำไว้ได้อีกถล่มลงมาโดยไม่มีสัญญาณผิดปกติ ภาพแรกที่เห็น คือ กองดินถล่มถมทับหมู่บ้าน และบ้านเรือนของผู้เคราะห์ร้าย ส่งผลให้ขณะนั้น สภาพจิตใจของชาวบ้านย่ำแย่อย่างมากเนื่องจากตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จนถึงขั้นผวากับเสียงรถหรือเสียงดัง รวมทั้งบางรายห่วงทรัพย์สินและห่วงบ้าน แต่ไม่สามารถเข้าไปได้</p>
<p>ทั้ง 3 เหตุการณ์นี้ สะท้อนให้เห็นว่า ภัยธรรมชาติบางครั้งไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้าสร้างความสูญเสียอย่างมหาศาลทั้งชีวิตและทรัพย์สิน หากในปัจจุบันเราสามารถมีเทคโนโลยีที่สามารถเฝ้าระวัง เตือนภัยพื้นที่เสี่ยงดินถล่มอย่างที่อาจารย์ธรณ์ได้กล่าวไว้อาจลดการสูญเสียลงได้  ไม่เพียงเท่านั้นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังเป็นโจทย์ใหญ่สำคัญที่ทั่วโลกต้องตระหนักและเร่งแก้ไขก่อนที่มหันตภัยร้ายจะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ที่มา : ศูนย์ปฏิบัติการธรณีพิบัติภัย กรมทรัพยากรธรณี , FB: Nakhon Si Thammarat นครศรีธรรมราช , FB: Thon Thamrongnawasawat , คลังข้อมูลน้ำและภูมิอากาศแห่งชาติ  สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) (สสน.)</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/08/glacier-in-himalayan-collapse-disaster/">เมื่อ ‘โลก’ กำลังประท้วงด้วยภัยพิบัติ อ.ธรณ์ชี้ &#8216;อากาศสุดขั้ว&#8217; ทำกลาเซียร์ในหิมาลัยละลายเร็วขึ้น 2 เท่า พร้อมย้อนรอย 3 เหตุการณ์ &#8216;ดินถล่ม&#8217; ในอดีตของไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;From Report to Real Impact&#8217; 2026 ปีแห่งการปรับตัว &#8216;จุดเปลี่ยนประเทศไทย&#8217; ​​จากคำมั่นสัญญา สู่การพิสูจน์ผลลัพธ์จริง ด้านความยั่งยืน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/01/2026-from-report-to-real-impact/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 24 Jan 2026 06:16:42 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[2026]]></category>
		<category><![CDATA[Checklist]]></category>
		<category><![CDATA[Energy Transition]]></category>
		<category><![CDATA[From Report to Real Impact]]></category>
		<category><![CDATA[NET ZERO 2050]]></category>
		<category><![CDATA[NetZero]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[กฎหมายสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[จุดเปลี่ยนประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.วิจารย์ สิมาฉายา]]></category>
		<category><![CDATA[ประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ปี2026]]></category>
		<category><![CDATA[ภัยพิบัติ]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[อนาคตประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[โลกร้อน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=39555</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องไกลตัว และส่งผลกระทบถ้วนหน้าในทุกประเทศทั่วโลก ในปี 2026 ประเทศไทยมี พ.ร.บ.หลายฉบับที่ยังคงต้องเดินหน้าขับเคลื่อน ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ.อากาศสะอาด พ.ร.บ.โลกร้อน รวมถึง กฎหมาย PRTR (Pollutant Release and Transfer Register) การปรับเปลี่ยนกฎระเบียบที่ต้องใช้เวลาค่อนข้างนาน เป็นโจทย์สำคัญของภาครัฐบาลที่จะบริหารให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อม หากย้อนไปดูคำมั่นสัญญาของไทยที่ได้ให้ไว้กับนานาประเทศ จากเดิมตั้งเป้าเดินหน้าสู่ Net Zero ในปี 2065 แต่ล่าสุด ได้มีการประกาศเปลี่ยนเป้าหมายให้เร็วขึ้นอีก 15 ปี หรือในปี 2050 ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่าการจะไปถึงเป้าหมายได้นั้น ต้องให้ความสำคัญกับกฎหมายและโรดแมป สิ่งเหล่านี้ถือเป็นโจทย์ใหญ่ และเป็น จุดเปลี่ยนประเทศไทย ที่ทุกภาคส่วนต้องปรับตัว เปลี่ยนแปลง เพื่อนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง พิสูจน์สิ่งที่เราได้ให้คำมั่นสัญญากับนานาประเทศไว้ว่าจะไปให้ถึง Net Zero ในปี 2050 เปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ประเด็นสำคัญที่ต้องไปให้ถึง ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวในรายการเวทีความคิด FM96.5 ถึง​สถานการณ์สิ่งแวดล้อม จากปี 2025 สู่ปี [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/01/2026-from-report-to-real-impact/">&#8216;From Report to Real Impact&#8217; 2026 ปีแห่งการปรับตัว &#8216;จุดเปลี่ยนประเทศไทย&#8217; ​​จากคำมั่นสัญญา สู่การพิสูจน์ผลลัพธ์จริง ด้านความยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องไกลตัว และส่งผลกระทบถ้วนหน้าในทุกประเทศทั่วโลก ในปี 2026 ประเทศไทยมี พ.ร.บ.หลายฉบับที่ยังคงต้องเดินหน้าขับเคลื่อน ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ.อากาศสะอาด พ.ร.บ.โลกร้อน รวมถึง กฎหมาย PRTR (Pollutant Release and Transfer Register) การปรับเปลี่ยนกฎระเบียบที่ต้องใช้เวลาค่อนข้างนาน เป็นโจทย์สำคัญของภาครัฐบาลที่จะบริหารให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อม</p>
<p><span id="more-39555"></span></p>
<p>หากย้อนไปดูคำมั่นสัญญาของไทยที่ได้ให้ไว้กับนานาประเทศ จากเดิมตั้งเป้าเดินหน้าสู่ Net Zero ในปี 2065 แต่ล่าสุด ได้มีการประกาศเปลี่ยนเป้าหมายให้เร็วขึ้นอีก 15 ปี หรือในปี 2050 ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่าการจะไปถึงเป้าหมายได้นั้น ต้องให้ความสำคัญกับกฎหมายและโรดแมป</p>
<p>สิ่งเหล่านี้ถือเป็นโจทย์ใหญ่ และเป็น <strong>จุดเปลี่ยนประเทศไทย </strong>ที่ทุกภาคส่วนต้องปรับตัว เปลี่ยนแปลง เพื่อนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง พิสูจน์สิ่งที่เราได้ให้คำมั่นสัญญากับนานาประเทศไว้ว่าจะไปให้ถึง Net Zero ในปี 2050</p>
<p><strong>เปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ประเด็นสำคัญที่ต้องไปให้ถึง</strong></p>
<p><strong>ดร.วิจารย์ สิมาฉายา</strong> ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวในรายการเวทีความคิด FM96.5 ถึง​สถานการณ์สิ่งแวดล้อม จากปี 2025 สู่ปี 2026 ว่า ประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ คือ การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เพราะราว 70% ของปริมาณก๊าซเรือนกระจกมาจากการใช้พลังงาน ​หาก​ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานสะอาดจะมีปัญหา รวมถึงการใช้เทคโนโลยีในการดึงก๊าซเรือนกระจกลงสู่ใต้ดิน แต่​โจทย์สำคัญกว่าเทคโนโลยีคือ เราจะไปถึงจุดนั้นได้อย่างไร</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39591 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/5.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ขณะเดียวกัน ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตร ในช่วงที่เปลี่ยนผ่าน เรามีวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรจำนวนมาก จะสนับสนุนอย่างไรก่อนที่จะก้าวไปสู่พลังงานสะอาด ต้องใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมและมีระบบควบคุมมลพิษ เช่น ประเทศญี่ปุ่น มีเตาเผาขยะในเมือง ที่ไม่สร้างผลกระทบต่อชุมชน</p>
<p><em>“ประเทศไทย มีขยะที่เกิดขึ้นกว่า </em><em>27 ล้านตันต่อปี แต่กำจัดถูกวิธีไม่ถึง 50% เพราะการจัดการขยะเป็นเรื่องของท้องถิ่น ดังนั้น ส่วนกลางอาจจะต้องเข้าไปช่วย และออกกฎระเบียบที่เอื้ออำนวยให้เอกชนเข้ามาร่วมแก้ปัญหา ต้องเลือกใช้เทคโนโลยีที่ถูกต้องและคำนึงถึงปริมาณขยะด้วย ซึ่งมีหลายแห่งที่ทำได้ แต่ทำอย่างไรให้ขับเคลื่อนไปได้ทั้งประเทศ”  </em></p>
<p><strong>ปีใหม่ รัฐบาลใหม่ ต้องก้าวข้ามปัญหาเดิมๆ</strong></p>
<p>ทั้งนี้ ปัญหาด้านขยะ และ PM2.5 ยังคงเป็นปัญหาเก่าที่​ยังไม่สามารถก้าวข้ามได้ <strong>ดร.วิจารย์</strong> มองว่า บางเรื่องรัฐบาลไม่จำเป็นต้องทำเอง แต่เอื้อให้เอกชนลงไปทำ มีระบบกำกับดูแล ขณะเดียวกัน เรื่อง PM2.5 ต้องมีมาตรการที่เด็ดขาด ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเผา โดยเฉพาะการเผาในพื้นที่ป่า เรื่องคนอยู่กับป่า การจัดการที่ดิน เป็นเรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญ เพราะประชาชนบางส่วนอยู่มาก่อนที่จะประกาศพื้นที่ป่า แม้จะมีการจัดที่ดินให้กับชุมชนแต่ค่อนข้างช้า ความล่าช้าทำให้มีปัญหาต่างๆ เกิดขึ้น ตรงนี้จะเร่งรัดอย่างไร การจัดพื้นที่ให้ประชาชนต้องมีเงื่อนไขห้ามเผา และส่งเสริมการเกษตรที่ไม่เผา นำการตลาดเข้ามาช่วย และต้องมองอย่างครบวงจร</p>
<p><em>“นอกจากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อีกส่วน คือ ภาคการดูดกลับ จากยุทธศาสตร์ชาติ </em><em>20 ปี ที่ตั้งเป้ามีพื้นที่สีเขียว 55% ของพื้นที่ประเทศ ตอนนี้มีราวๆ กว่า 30% และแต่ละปี​เพิ่มขึ้นไม่ถึง 1% ดังนั้น เป็นเรื่องยากที่จะไปถึง 55% นับเป็นความท้าทายของไทยในการวางโรดแมป​​เพื่อ​ดูแลพื้นที่ป่าและพื้นที่ป่าในเมือง เพื่อบรรลุเป้าหมายได้อย่างที่วางไว้”   </em></p>
<p>นอกจาก ขยะและ PM2.5 แล้ว <strong>&#8216;ภัยพิบัติทางธรรมชาติ&#8217;</strong>  เป็นอีกเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ จากเหตุน้ำท่วมเชียงราย เชียงใหม่ เมื่อต้นปี 2025 ​และหาดใหญ่ จ.สงขลา ช่วงปลายปี ดังนั้น ในปี 2026 ​​​ต้องเตรียมความพร้อม ทั้ง​ระบบการป้องกัน เตือนภัย การสื่อสารบนฐานข้อมูลจริง หากมีระบบเตือนภัย ระบบสื่อสารที่ดี จะลดการสูญเสียได้</p>
<p><em>“</em><em>3 เรื่องใหญ่ของโลก ที่เราจะประสบ คือ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปัญหามลพิษ และการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ทั้งสามเรื่องเป็นสิ่งเชื่อมโยงกัน และต้องให้ความสำคัญ เพราะการที่มีประเทศไทยอย่างทุกวันนี้ เรื่องของการเกษตรก็ได้รับการเกื้อหนุนจากความหลากหลายทางชีวิภาพที่เรามีอยู่ สิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องของทุกคน หากไม่แก้ในวันนี้เราจะไม่มีโอกาสแก้ ปัญหาต่างๆ ถาโถมเข้ามาหนักหนาสาหัสทั้งช่วงนี้ และต่อๆ ไป”</em></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-39559 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/flood.jpg" alt="" width="900" height="600" /></p>
<p style="text-align: center;">Cr.Freepik</p>
<p><strong>ยุคแห่ง &#8216;Adaptation&#8217; ไม่ปรับ ก็สู้ไม่ได้</strong></p>
<p><strong>ดร.วิจารย์</strong> กล่าวเพิ่มเติมว่า ​การใช้พลังงานสะอาดยังช่วยเพิ่มโอกาสให้​ประเทศไทย โดยเฉพาะการดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศ เพราะสิ่งแรกที่นักลงทุน​มองหา​คือ การมีไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด​​​​จึง​ต้องมีการเตรียมพร้อม นโยบาย กฎระเบียบให้เอื้อต่อการลงทุน รวมถึงการเกษตรแนวใหม่ ทีใช้ทรัพยากรน้อยและให้ผลผลิตค่อนข้างสูง ขายได้มูลค่าสูง ใช้น้ำน้อย  จำเป็นต้องให้ความสำคัญในการปรับตัวจึงจะสามารถรักษาความสามารถทางการแข่งขันไว้ได้</p>
<p>สอดคล้องกับข้อมูลจาก <strong>​&#8217;</strong><strong>Future Trends Ahead 2026&#8242; </strong>โดย <strong>Future Skill</strong>  มองภาพการเปลี่ยนแปลงในปี 2026 เป็นปีแห่งการปรับตัวและมองหาโอกาสใหม่​ โดยระบุว่า เศรษฐกิจโลกในปี 2026 เหมือนการเดินทางครั้งใหญ่ที่ทุกคนต้องปรับตัวไปด้วยกัน ท่ามกลางสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างการค้าโลกที่กำลังปรับเปลี่ยน การตึงเครียดระหว่างประเทศที่ยังคงอยู่ และเทคโนโลยีที่พัฒนาก้าวกระโดด สิ่งเหล่านี้ล้วนสร้างความท้าทายและโอกาส</p>
<p>รายงานยังระบุว่า รถยนต์ไฟฟ้าและพลังงานใหม่ กำลังกลายเป็นอุตสาหกรรมหลัก การลงทุนจากผู้ผลิตรถยนต์จีนหลายรายกำลังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โอกาสยังครอบคลุมไปถึงการผลิตแบตเตอรี่ สถานีชาร์จไฟฟ้า ระบบไฟฟ้าอัจฉริยะและการรีไซเคิลแบตเตอรี่ ส่วน อุตสาหกรรมอาหารและเทคโนโลยีการเกษตรที่ยังเป็นจุดแข็งและมีโอกาสยกระดับ ทั้งการเกษตรอัจฉริยะและเกษตรแม่นยำ อาหารจากพืชและโปรตีนทางเลือก และอาหารเสริมสุขภาพที่มีความต้องการสูง รวมถึงการส่งออกผลไม้เมืองร้อนโดยเฉพาะทุเรียนที่ยังเติบโตแข็งแกร่ง ทั้งหมดนี้คือโอกาสที่เราต้องคว้าไว้</p>
<p><strong>ความท้าทายที่ต้องเตรียมรับมือ</strong></p>
<ul>
<li><strong>ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น</strong> : ค่าจ้างแรงงานมีแนวโน้มปรับขึ้นต่อเนื่องจากตลาดแรงงานตึงตัว ขณะที่ราคาพลังงานยังมีความผันผวนสูง การบริหารต้นทุนจึงยิ่งมีความสำคัญ</li>
<li><strong>การแข่งขันที่รุนแรงขึ้น : </strong>สินค้าจากจีนราคาถูกทำให้การแข่งขันทวีความรุนแรงขึ้นทั้งในตลาดในประเทศและตลาดส่งออก ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและอินโดนีเซียกำลังยกระดับความสามารถในการผลิตอย่างรวดเร็ว</li>
<li>ก<strong>ารเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบ</strong> <strong>:</strong> กฎระเบียบต้าน E56 จะเข้มงวดขึ้น ภาษีคาร์บอนชายแดนของสหภาพยุโรป (CBAM) จะบังคับใช้เต็มรูปแบบในปี 2026 ในขณะที่มาตรฐานด้านความปลอดภัยข้อมูลและความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ก็มีแนวโน้มเข้มงวดมากขึ้น</li>
</ul>
<p><strong>4 กลยุทธ์สำหรับผู้ประกอบการ</strong></p>
<ul>
<li><strong>ด้านตลาดและการส่งออก :</strong> การกระจายความเสี่ยงเป็นสิ่งสำคัญสิ่งแรก ผู้ส่งออกที่พึ่งพิงสหรัฐฯ หรือจีนมากเกินไปควรหาตลาดใหม่ เช่น อินเดีย ตะวันออกกลาง และอาเซียน พัฒนาสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่ง ใช้ช่องทางอีคอมเมิร์ซและการขายตรงถึงถึงผู้บริโภค</li>
<li><strong>ด้านการดำเนินงานและต้นทุน :</strong> ลงทุนในระบบอัตโนมัติและ AI เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ ใช้การผลิตแบบลืนและการปรับปรุบปรุงอย่างต่อเนื่องบริหารห่วงโซ่อุปทานโดยหาแหล่งผู้จัดหาที่หลากหลาย และพิจารณาใช้วัตถุดิบในประเทศมากขึ้น</li>
<li><strong>ด้านการเงิน :</strong> บริหารสภาพคล่องอย่างเข้มงวด ควบคุมเงินทุนหมุนเวียนให้เหมาะสม เร่งรัดเก็บเงินจากลูกหนี้ สร้างเงินสำรอง ทำการป้องกันความเสี่ยง ด้านอัตราแลกเปลี่ยนและเข้าถึงแหล่งทุนใหม่ ๆ เช่น กองทุนส่วนบุคคล กองทุนร่วมลงทุน หรือโครงการสนับสนุนของภาครัฐ</li>
<li><strong>ด้านนวัตกรรมและการพัฒนา :</strong> ลงทุนในงานวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้างต่อไอเดียใหม่ ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัย นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ตั้งแต่การทำให้เป็นดิจิทัลพื้นฐานไปสู่การวิเคราะห์ข้อมูลและ AI ส่งเสริมการพัฒนาทักษะใหม่และยกระดับทักษะเดิมของพนักงานอย่างต่อเนื่อง</li>
</ul>
<p><strong>ความคาดหวังต่อบทบาทภาครัฐ</strong></p>
<ul>
<li><strong>ด้านการค้าระหว่างประเทศ : </strong> เร่งเจรจาข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ และประเทศคู่ค้าสำคัญ ลดหรือยกเว้นภาษีในสินค้าบางประเภท และขยายตลาดส่งออกไปยังภูมิภาคใหม่</li>
<li><strong>ด้านการสนับสนุนการลงทุน :</strong> เร่งรัดให้โครงการที่อนุมัติเกิดขึ้นจริง สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนเส้นทางการค้า ดึงดูดการลงทุนที่หลีกเลี่ยงภาษี</li>
<li><strong>ด้านโครงสร้างพื้นฐาน :</strong> พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งและโลจิสติกส์เพื่อลดต้นทุนการขนส่ง ยกระดับท่าเรือและสนามบิน ขยายโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลโดยเฉพาะเครือข่าย 5G และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง พัฒนาระบบพลังงานที่มั่นคง ราคาถูก และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม</li>
<li><strong>ด้านทรัพยากรมนุษย์ : </strong> ปฏิรูปการศึกษาให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน ส่งเสริมการพัฒนาทักษะใหม่และยกระดับทักษะเดิม อำนวยความสะดะดวกในการนำเข้าแรงงานต่างด้าวที่มีทักษะ</li>
</ul>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-39558 size-full aligncenter" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/shipping.jpg" alt="" width="900" height="491" /></p>
<p style="text-align: center;">Cr.Freepik</p>
<p><strong>7 จุดเปลี่ยน ปี 2026 สู่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง</strong></p>
<p>ด้าน <strong>ศ.ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล ผู้อำนวยการสถาบันคาร์บอนเพื่อความยั่งยืน</strong> กล่าวถึงเทรนด์สิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนในปี 2026 โดยระบุว่า เทรนด์ที่จะเกิดขึ้น มี 7 ข้อที่น่าสนใจในปีนี้ คือ จุดเปลี่ยนจากคำมั่นสัญญา สู่การพิสูจน์ผลลัพธ์จริง หากสามารถพิสูจน์ได้จริงทางด้านความยั่งยืน จะเท่ากับความสามารถทางการแข่งขัน</p>
<p><em>“หากมองในอดีตความสามารถทางการแข่งขันจะมองว่าใครมีเทคโนโลยีมากกว่ากัน หรือ สามารถลดต้นทุนได้มากกว่า คนนั้นชนะ อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ ปี </em><em>2026 เป็นต้นไป ใครที่มีคำมั่นสัญญาและพิสูจน์ได้จริง จะไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน เพราะหากทำได้ 1. ต้นทุนทางการเงินจะถูกลง การกู้เงินจะต่ำลงเมื่อเทียบกับคู่แข่ง ดอกเบี้ยถูกกว่า  2. โอกาสในเชิงการตลาดจะสูงขึ้น แม้ไม่ได้ลูกค้าเพิ่มขึ้น แต่ยังสามารถรักษาลูกค้ากลุ่มเดิม  และ 3. เรื่องของความยั่งยืนเป็นเรื่องของภูมิคุ้มกัน  ในยุคนี้ความยั่งยืน คือ การรักตัวเอง เพราะทำให้เรากำลังฉุกคิดว่า น้ำท่วมใหญ่ ภัยพิบัติที่เกิดขึ้น เราเตรียมตัวเพื่อป้องกันธุรกิจของเราอย่างไร”  </em></p>
<p>สำหรับ 7 ข้อที่น่าสนใจในปี 2026 ที่จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ จากคำมั่นสัญญา สู่การพิสูจน์ผลลัพธ์จริง ได้แก่</p>
<p><strong>1. รายงานจะไม่ใช่แค่รายงาน</strong> แต่เป็นระบบตัดสินธุรกิจจริง อดีตการทำรายงานความยั่งยืน ESG ก็แค่รายงาน แต่หลังจากปี 2026 ระบบการเปิดเผยข้อมูลจะจริงจังมากขึ้น รายงานความยั่งยืนเป็นภาษากลางสื่อสารกันระหว่าง Financial Officer , investor และ Banking ทั้งสามฝ่ายจะนำรายงานเป็นตัวกลางในการพูดคุย</p>
<p><strong>2. Carbon pricing</strong> กลไกคาร์บอน เริ่มมีความสำคัญนับจากปีนี้เป็นต้นไป หลังจากมีการประชุม COP30 เป้าหมายท้าทายมากขึ้น Net Zero เร็วขึ้น UNFCCC (United Nations Framework Convention on Climate Change) พยายามให้ทุกประเทศทำตารางคาร์บอน ทำกฎหมายคาร์บอนให้เป็นกฎหมายมากขึ้น แสดงว่ากลไกในเชิงราคาจะสะท้อนความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น ดังนั้น สิ่งที่เราน่าจะต้องเจอมากขึ้น คือ Carbon pricing   จะเป็นต้นทุนของธุรกิจโดยตรงมากขึ้น เช่น ธนาคารหลายแห่ง ขอความร่วมมือแกมบังคับในการ กำหนดราคาคาร์บอนภายในองค์กร (Internal Carbon Pricing) ถึงแม้ในประเทศจะยังไม่มี พ.ร.บ. โลกร้อน แต่ขอให้ลองคำนวณต้นทุน หากธุรกิจดำเนินตามปกติและลองเอาเรื่องคาร์บอนเข้าไป ต้นทุน กำไร จะเป็นเท่าไหร่ ดังนั้น จึงเป็นต้นทุนของบริษัทมากขึ้น ต้องเตรียมการ เพราะประเทศไทย พ.ร.บ.อากาศสะอาด พ.ร.บ.โลกร้อน เกิดขึ้นแน่นอน จะส่งผลให้มีต้นทุนเพิ่มขึ้น</p>
<p><strong>3. พลังงานสะอาด</strong> ปี 2026 พลังงานสะอาดจะโตเร็ว 2 เท่า ย้อนไปในช่วงประมาณ ปี 2024-2025 กำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นเกือบ 600 กิกะวัตต์ คาดการณ์จนถึง ปี 2030 จะเพิ่มอีกกว่า 4,000 – 5,000 กิกะวัตต์ แต่คอขวดไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มพลังงานสะอาดอย่างเดียวแต่อยู่ที่ระบบไฟฟ้า เช่น สายส่ง ผลิตได้แต่ระบบส่ง Flexible พอหรือไม่ เพราะอาจเจอปัญหาไฟดับ , ระบบแบตเตอรี่ หรือแม้ทั่งระบบบริหารจัดการดีมานด์ ดังนั้น ระบบต้องมีความทันสมัยมากขึ้น ระบบพลังงานจึงเป็นอีกจุดที่น่าจะเห็นความเปลี่ยนแปลงมากในปีหน้า</p>
<p><strong>4. ซัพพลายเชนทั่วโลก</strong> กำลังถูกบังคับด้วยกฎหมาย เช่น CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ในปีนี้ เริ่มบังคับใช้ ถัดมา คือ EUDR (EU Deforestation Regulation) ทั้งสองตัวนี้เป็นตัวบังคับซัพพลายเชน การส่งสินค้าไปที่สหภาพยุโรปต้องมีการรายงานข้อมูล หากทำเรื่องนี้ได้จะสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าไทย จากเดิมที่เน้นผลิตเยอะแต่ปัจจุบันไม่ใช่ ทุกที่ต้องการสตอรี่ ต้องการความพรีเมียมซึ่งประเทศไทยมี</p>
<p><strong>5. ปีแห่งการให้ความสำคัญกับการตั้งรับ ปรับตัว</strong> มีการคาดการณ์ว่า ปริมาณความถี่ ความรุนแรงของภัยพิบัติทางธรรมชาติไม่มีทางลดลง มีแต่จะรุนแรงมากขึ้น ดังนั้น สิ่งที่น่าคิดสำหรับภาคธุรกิจ คือ หากมองว่าจะแบ่งเงินลงทุนมาลงทุนในเรื่องเหล่านี้ เช่น หากเราเป็นโรงงานแล้วแบ่งเงิน 2% ไปลงทุนระบบป้องกันน้ำท่วม อาจจะลดความเสียหายได้โดยเฉลี่ยเกือบ 10% ก็เป็นได้</p>
<p><strong>6. การลงุทนเชื่อมโยงกับธรรมชาติ</strong> ความหลากหลายทางชีวภาพ เพราะประเทศไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพ ดังนั้น การตั้งรับปรับตัวโดยใช้ธรรมชาติควบคู่ไป เพื่อป้องกัน ลดความเสี่ยง และอาจจะได้ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร หรือ ได้พื้นที่มาเป็น Carbon Sink และปฏิเสธไม่ได้ว่าในอนาคตอันใกล้ การเดินหน้าทำสิ่งเหล่านี้อาจนำมาเป็นหลักประกันในการกู้เงินได้</p>
<p><strong>7. การอัปสกีล รีสกีล</strong> ปี 2026 จะเป็นปีที่แทบจะทุกองค์กรต้องเริ่มและจริงจังกับเรื่องของการสร้างบุคลากรด้านความยั่งยืน ดังนั้น การอัปสกีล รีสกีล จึงเป็นสิ่งสำคัญ</p>
<p>สุดท้าย ความยั่งยืน จะต้องอาศัยความร่วมมือของทุกฝ่าย เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตไปอย่างมั่นคง ท่ามกลางพายุการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก การปรับตัว ยืดหยุ่น นวัตกรรม และความร่วมมือ จะเป็นประตูสู่การพิสูจน์ผลลัพธ์ของคำมั่นสัญญาที่ไทยได้ให้ไว้ในการเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2050</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/01/2026-from-report-to-real-impact/">&#8216;From Report to Real Impact&#8217; 2026 ปีแห่งการปรับตัว &#8216;จุดเปลี่ยนประเทศไทย&#8217; ​​จากคำมั่นสัญญา สู่การพิสูจน์ผลลัพธ์จริง ด้านความยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เด็กไทยกำลังเผชิญภัยคุกคามจากปัญหาสภาพอากาศเปลี่ยน &#8220;อีสาน -ใต้&#8221; พื้นที่เปราะบาง ความเสี่ยงสูงที่สุดของประเทศ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2023/04/thai-children-high-risk-impacts-of-climate-change/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 04 Apr 2023 09:45:29 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[TDRI]]></category>
		<category><![CDATA[UNICEF]]></category>
		<category><![CDATA[การประเมินผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมต่อเด็กในประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[คยองซอน คิม]]></category>
		<category><![CDATA[ความเสี่ยง]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญหาสภาพอากาศเปลี่ยน]]></category>
		<category><![CDATA[ผลศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[พื้นที่เปราะบาง]]></category>
		<category><![CDATA[ภัยคุกคาม]]></category>
		<category><![CDATA[ภัยคุกคามเด็กไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ภัยพิบัติ]]></category>
		<category><![CDATA[ยูนิเซฟ]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤตสภาพอากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[องค์การยูนิเซฟประจำประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=17997</guid>

					<description><![CDATA[<p>เด็กในประเทศไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงสูงต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะพื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดอุบลราชธานี นครราชสีมา ศรีสะเกษ นครศรีธรรมราช และนราธิวาส   โดยรายงานการศึกษาล่าสุดของยูนิเซฟ &#8220;การประเมินผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมต่อเด็กในประเทศไทย&#8221; ซึ่งจัดทำโดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และเป็น​รายงานฉบับแรกในประเทศไทย ที่ศึกษาผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อเด็กเป็นการเฉพาะ ได้ระบุว่า ภัยพิบัติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบต่อเด็กในประเทศไทย คือ ภัยน้ำท่วม ภัยแล้ง และอากาศร้อนจัด  ซึ่งอาจทำให้เกิดการปนเปื้อนในแหล่งน้ำ การแพร่กระจายของเชื้อโรค และความไม่มั่นคงทางอาหาร ปัญหาดังกล่าวเป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพ พัฒนาการ และความเป็นอยู่ของเด็ก ซึ่งมีความเปราะบางต่อภัยพิบัติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากกว่าผู้ใหญ่ เนื่องจากพวกเขามีระบบภูมิคุ้มกันและระบบประสาทที่อ่อนแอกว่า อีกทั้งยังต้องพึ่งพิงผู้ใหญ่ในเรื่องความปลอดภัยและความเป็นอยู่โดยรวม คุณคยองซอน คิม ผู้อำนวยการ องค์การยูนิเซฟประจำประเทศไทย กล่าวว่า ทุกวันนี้เราเห็นผลกระทบของน้ำท่วม ภัยแล้ง ฝุ่นมลพิษ และสภาพอากาศร้อนจัดในประเทศไทยอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาวะทั้งทางร่างกายและจิตใจของเด็ก และกระทบต่อพัฒนาการของเด็กในระยะยาว ทำให้เด็กๆ เสี่ยงที่จะไม่สบาย ขาดเรียน หรือเข้าไม่ถึงบริการต่าง ๆ ที่จำเป็น ซึ่งอาจก่อให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ การขาดสารอาหาร ความเครียด และความตื่นตระหนก หรือแม้กระทั่งการเสียชีวิตได้ เราอาจพูดได้ว่าภาวะเหล่านี้กำลังพรากอนาคตของเด็กๆ ไป อย่างไรก็ตาม แม้เรื่องนี้จะเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อสิทธิเด็ก [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2023/04/thai-children-high-risk-impacts-of-climate-change/">เด็กไทยกำลังเผชิญภัยคุกคามจากปัญหาสภาพอากาศเปลี่ยน &#8220;อีสาน -ใต้&#8221; พื้นที่เปราะบาง ความเสี่ยงสูงที่สุดของประเทศ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เด็กในประเทศไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงสูงต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะพื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ ได้แก่ <strong>จังหวัดอุบลราชธานี นครราชสีมา ศรีสะเกษ นครศรีธรรมราช และนราธิวาส  </strong></p>
<p><span id="more-17997"></span></p>
<p>โดยรายงานการศึกษาล่าสุดของยูนิเซฟ &#8220;<strong>การประเมินผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมต่อเด็กในประเทศไทย</strong>&#8221; ซึ่งจัดทำโดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และเป็น​รายงานฉบับแรกในประเทศไทย ที่ศึกษาผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อเด็กเป็นการเฉพาะ ได้ระบุว่า ภัยพิบัติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบต่อเด็กในประเทศไทย คือ ภัยน้ำท่วม ภัยแล้ง และอากาศร้อนจัด  ซึ่งอาจทำให้เกิดการปนเปื้อนในแหล่งน้ำ การแพร่กระจายของเชื้อโรค และความไม่มั่นคงทางอาหาร</p>
<p>ปัญหาดังกล่าวเป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพ พัฒนาการ และความเป็นอยู่ของเด็ก ซึ่งมีความเปราะบางต่อภัยพิบัติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากกว่าผู้ใหญ่ เนื่องจากพวกเขามีระบบภูมิคุ้มกันและระบบประสาทที่อ่อนแอกว่า อีกทั้งยังต้องพึ่งพิงผู้ใหญ่ในเรื่องความปลอดภัยและความเป็นอยู่โดยรวม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-18002 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2023/04/Unicef-Dek2.jpg" alt="" width="1200" height="809" /></p>
<p><strong>คุณคยองซอน คิม ผู้อำนวยการ องค์การยูนิเซฟประจำประเทศไทย</strong> กล่าวว่า ทุกวันนี้เราเห็นผลกระทบของน้ำท่วม ภัยแล้ง ฝุ่นมลพิษ และสภาพอากาศร้อนจัดในประเทศไทยอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาวะทั้งทางร่างกายและจิตใจของเด็ก และกระทบต่อพัฒนาการของเด็กในระยะยาว ทำให้เด็กๆ เสี่ยงที่จะไม่สบาย ขาดเรียน หรือเข้าไม่ถึงบริการต่าง ๆ ที่จำเป็น ซึ่งอาจก่อให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ การขาดสารอาหาร ความเครียด และความตื่นตระหนก หรือแม้กระทั่งการเสียชีวิตได้ เราอาจพูดได้ว่าภาวะเหล่านี้กำลังพรากอนาคตของเด็กๆ ไป</p>
<p>อย่างไรก็ตาม แม้เรื่องนี้จะเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อสิทธิเด็ก ซึ่งถือเป็นกลุ่มเปราะบางที่สุดต่อปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ แต่กลับยังไม่ได้รับความสนใจและการแก้ไขเท่าที่ควร</p>
<p>ทั้งนี้ เด็กแต่ละกลุ่มกำลังเผชิญผลกระทบจากวิกฤติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเสื่อมโทรมของสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน โดยเด็กจากครอบครัวยากจน เด็กในชนบท เด็กพิการ และเด็กโยกย้ายถิ่นฐาน คือกลุ่มที่มีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบมากที่สุด</p>
<p>ขณะที่รายงานของยูนิเซฟเมื่อปี 2564 จัดให้ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 50 จาก 163 ประเทศที่เด็กมีความเสี่ยงสูงสุดต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  นอกจากนี้ รายงาน <em>The Coldest Year of the Rest of their Lives: Protecting Children from the Escalating Impacts of Heatwaves </em>ของยูนิเซฟ ซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ชี้ให้เห็นว่า ในปี 2563 เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ในประเทศไทย จำนวน 10.3 ล้านคน หรือ​กว่า​ 75% ของเด็กทั่วประเทศต้องเผชิญคลื่นความร้อนที่เกิดบ่อยครั้งขึ้น และหากยังไม่มีการดำเนินการอย่างจริงจัง เด็กเกือบทุกคนในประเทศไทยจะได้รับผลกระทบจากคลื่นความร้อนสูงบ่อยครั้งขึ้นและยาวนานขึ้นภายในปี 2593</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-18003 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2023/04/Unicef-Dek1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>โดยยูนิเซฟได้เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าวไว้ดังนี้</p>
<p><strong>1. นโยบายเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต้องให้ความสำคัญกับเด็ก </strong>โดยต้องคำนึงถึงความต้องการของเด็กและเยาวชนเป็นสำคัญ และต้องมีมาตรการที่จะปกป้องพวกเขาจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเสื่อมโทรมของสภาพแวดล้อม</p>
<p><strong>2. ส่งเสริมความตระหนักรู้ ความรู้ และทักษะเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการดูแลสิ่งแวดล้อมให้แก่เด็ก ซึ่งรวมถึงกลุ่มที่ไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษา</strong> เพื่อให้พวกเขาเข้าใจว่ากำลังได้รับผลกระทบอย่างไร และจะมีส่วนช่วยบรรเทาปัญหาได้อย่างไร</p>
<p><strong>3. เสริมสร้างความเข้มแข็งและความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในชุมชนที่มีความเสี่ยงสูง</strong> ผ่านการเสริมสร้างความรู้และทักษะเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสนับสนุนการเตรียมความพร้อม การป้องกัน และการตอบสนองต่อภัยพิบัติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการพัฒนาระบบเตือนภัยและเฝ้าระวังที่มีประสิทธิผลและทันต่อเหตุการณ์ ที่ทุกคนรวมทั้งเด็กในกลุ่มเปราะบางที่สุด สามารถเข้าถึงและปฏิบัติตามได้ง่าย</p>
<p><strong>4. สร้างพื้นที่ให้เด็กและเยาวชนได้มีส่วนร่วม</strong> ในการแลกเปลี่ยนแนวคิดเกี่ยวกับวิธีการป้องกันและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนการดูแลสิ่งแวดล้อมในชุมชนของตัวเอง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-18000 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2023/04/Unicef-Dek4.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>โดยช่วงที่ผ่านมาเริ่มเห็นเวทีเหล่านี้เพิ่มมากขึ้น เช่น</p>
<p>-ในการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งที่ 27 หรือ COP 27 ที่จัดขึ้นในประเทศอียิปต์เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2022 เด็กและเยาวชนมีบทบาทสำคัญมากขึ้น โดยเป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้มีพาวิลเลียนและเวทีถกเถียงในประเด็นนี้เป็นของตัวเอง ที่ซึ่งพวกเขาได้เรียกร้องให้ผู้กำหนดนโยบายและภาคธุรกิจเพิ่มความมุ่งมั่นและลงมือปฏิบัติอย่างแท้จริงเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมทั่วโลก</p>
<p>&#8211; ยูนิเซฟ ประเทศไทย เองก็ได้เปิดตัว <strong>U-Report</strong> ซึ่งเป็นแชทบอทในแอพพลิเคชัน LINE ในเดือน พ.ย. 2022 ​ เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนได้แบ่งปันแนวคิดและแสดงความคิดเห็นในประเด็นต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อพวกเขา และ​จากการสำรวจความคิดเห็นเยาวชนจำนวน 517 คน เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พบว่า เกินครึ่งหนึ่งของเยาวชนที่ตอบแบบสอบถามบอกว่าพวกเขามีความรู้แค่ระดับพื้นฐานหรือแทบไม่มีความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเลย โดย 63% บอกว่าพวกเขาไม่รู้ว่าจะต้องรับมือภัยพิบัติจากการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศอย่างไร</p>
<p>&#8211; ในปี 2566 นี้ คณะกรรมการสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติจะให้ข้อคิดเห็นทั่วไป (General Comment no.26) ด้านสิทธิเด็กและสิ่งแวดล้อม โดยเน้นไปที่การเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ซึ่งอ้างอิงจากเสียงของเด็กและเยาวชนในชุมชนต่าง ๆ ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ข้อคิดเห็นทั่วไปนี้มุ่งเน้นให้รัฐบาลทั่วโลกมีมาตรฐานสากลในการปกป้องสิทธิเด็กจากผลกระทบของวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อม</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2023/04/thai-children-high-risk-impacts-of-climate-change/">เด็กไทยกำลังเผชิญภัยคุกคามจากปัญหาสภาพอากาศเปลี่ยน &#8220;อีสาน -ใต้&#8221; พื้นที่เปราะบาง ความเสี่ยงสูงที่สุดของประเทศ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;ปากีสถาน&#8217; พื้นที่ 1 ใน 3 จมน้ำแล้ว ด้าน UN ส่งสัญญาณเตือน &#8216;วันนี้ปากีสถาน พรุ่งนี้อาจเป็นประเทศคุณ&#8217;</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2022/09/pakistan-one-third-of-the-country-is-under-water/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 05 Sep 2022 06:38:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Climate crisis]]></category>
		<category><![CDATA[Heatwave]]></category>
		<category><![CDATA[monsoon]]></category>
		<category><![CDATA[Pakistan]]></category>
		<category><![CDATA[UN]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำท่วม]]></category>
		<category><![CDATA[ปากีสถาน]]></category>
		<category><![CDATA[ภัยพิบัติ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=14350</guid>

					<description><![CDATA[<p>พื้นที่ 1 ใน 3 ของปากีสถานต้องจมอยู่ใต้น้ำ หลังเกิดคลื่นความร้อนรุนแรงและมรสุมที่พัดถล่มลงมาอย่างหนักเป็นประวัติการณ์จากธารน้ำแข็งละลาย และนับเป็นอุทกภัยครั้งร้ายแรงในรอบศตวรรษ สำนักงานจัดการภัยพิบัติแห่งชาติของปากีสถาน รายงาน จำนวนผู้เสียชีวิตสะสมตั้งแต่วันที่ 14 มิ.ย. เพิ่มขึ้นเป็น 1,282 ราย และเกือบ 1 ใน 3 ของเหยื่อทั้งหมดเป็นเด็ก  (CNN Update 4 Sep. 2022)​ ด้านหน่วยงานด้านมนุษยธรรม  ระบุว่า ปากีสถานยังคงต้องการความช่วยเหลือระยะยาว เนื่องจากยอดผู้เสียชีวิตจากอุทกภัยยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง  ความทุกข์ยากของประเทศยังไม่สิ้นสุด และในขณะที่ภัยพิบัติยังคงคลี่คลาย เด็ก ๆ จะเป็นกลุ่มที่เปราะบางที่สุด โดยภาพถ่ายจากดาวเทียมของ European Space Agency และหน่วยงานรัฐบาลและหน่วยงานช่วยเหลือต่าง ๆ ระบุว่ามีผู้ได้รับผลกระทบ 33 ล้านคน ​โดยมีเด็กมากกว่า 3 ล้านคน ที่ต้องการความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอย่างเร่งด่วน เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคติดต่อทางน้ำ การจมน้ำ และการขาดสารอาหาร ตามรายงานของยูนิเซฟ อุทกภัยยังสร้างความเสียหายหรือทำลายโรงเรียน 17,566 แห่งทั่วประเทศ ยูนิเซฟกล่าว [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2022/09/pakistan-one-third-of-the-country-is-under-water/">&#8216;ปากีสถาน&#8217; พื้นที่ 1 ใน 3 จมน้ำแล้ว ด้าน UN ส่งสัญญาณเตือน &#8216;วันนี้ปากีสถาน พรุ่งนี้อาจเป็นประเทศคุณ&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>พื้นที่ 1 ใน 3 ของปากีสถานต้องจมอยู่ใต้น้ำ หลังเกิดคลื่นความร้อนรุนแรงและมรสุมที่พัดถล่มลงมาอย่างหนักเป็นประวัติการณ์จากธารน้ำแข็งละลาย และนับเป็นอุทกภัยครั้งร้ายแรงในรอบศตวรรษ<br />
<span id="more-14350"></span>สำนักงานจัดการภัยพิบัติแห่งชาติของปากีสถาน รายงาน จำนวนผู้เสียชีวิตสะสมตั้งแต่วันที่ 14 มิ.ย. เพิ่มขึ้นเป็น 1,282 ราย และเกือบ 1 ใน 3 ของเหยื่อทั้งหมดเป็นเด็ก  (<a href="https://edition.cnn.com/2022/09/04/asia/pakistan-september-death-toll-intl-hnk/index.html" target="_blank" rel="noopener">CNN Update 4 Sep. 2022</a>)​</p>
<p>ด้านหน่วยงานด้านมนุษยธรรม  ระบุว่า ปากีสถานยังคงต้องการความช่วยเหลือระยะยาว เนื่องจากยอดผู้เสียชีวิตจากอุทกภัยยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง  ความทุกข์ยากของประเทศยังไม่สิ้นสุด และในขณะที่ภัยพิบัติยังคงคลี่คลาย เด็ก ๆ จะเป็นกลุ่มที่เปราะบางที่สุด</p>
<p>โดยภาพถ่ายจากดาวเทียมของ European Space Agency และหน่วยงานรัฐบาลและหน่วยงานช่วยเหลือต่าง ๆ ระบุว่ามีผู้ได้รับผลกระทบ 33 ล้านคน ​โดยมีเด็กมากกว่า 3 ล้านคน ที่ต้องการความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอย่างเร่งด่วน เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคติดต่อทางน้ำ การจมน้ำ และการขาดสารอาหาร ตามรายงานของยูนิเซฟ อุทกภัยยังสร้างความเสียหายหรือทำลายโรงเรียน 17,566 แห่งทั่วประเทศ ยูนิเซฟกล่าว ซึ่งเป็นอันตรายต่อการศึกษาของเด็ก ๆ ต่อไป หลังจากปิดตัวเนื่องจากโควิด-19 เป็นเวลา 2 ปี</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-14351 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/Pakistan-2.jpg" alt="" width="1200" height="1005" /><br />
<strong>มหันตภัยจากสภาพอากาศ</strong></p>
<p>ขณะที่นักวิจัยด้านสภาพภูมิอากาศ แสดงความเห็นต่อภัยพิบัติ น่าจะเริ่มจากปรากฏการณ์คลื่นความร้อน ที่สะสมมาตั้งแต่เมื่อเดือนเมษายน ส่งผลให้หลายพื้นที่ของประเทศมีอุณหภูมิสูงกว่า 40 องศาเซลเซียล เป็นระยะเวลาหลายเดือน โดย​เดือนพฤษภาคม เมือง Jacobabad มีอุณหภูมิสูงถึง 51 องศาเซลเซียส ซึ่งนักวิจัยมองว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเรื่องผิดปกติที่ปากีสถานไม่เคยประสบมาก่อน โดยระบุว่า</p>
<p><em>“นี่ไม่ใช่คลื่นความร้อนปกติ แต่เลวร้ายที่สุดในโลก เรามีสถานที่ที่ร้อนที่สุดในโลกในปากีสถาน” </em></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พร้อมวิเคราะห์ถึงอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นจนทำให้ธารน้ำแข็งบนภูเขาทางเหนือละลาย ส่งผลให้แม่น้ำสายสำคัญอย่างแม่น้ำสินธุที่ไหลทอดยาวตั้งแต่เหนือจรดใต้มีปริมาณน้ำเพิ่มสูงขึ้น ผนวกกับความกดอากาศต่ำในทะเลอาหรับที่เกิดจากคลื่นความร้อน ทำให้เกิดฝนตกหนักในจังหวัดทางชายฝั่งของปากีสถานตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมิถุนายน </span>และรุนแรงจนกลายเป็นมรสุมในปลายเดือน ซึ่งถือว่ามาเร็วกว่าปกติ</p>
<p>ขณะที่ปริมาณฝนที่ตกลงมา ยังมากกว่ากือบสองเท่าของปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยต่อปี โดยเฉพาะใน 2 จังหวัดทางตอนใต้​ ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด อย่าง Sindh และ Baluchistan มีปริมาณน้ำฝนมากกว่า 5 เท่า ของปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย กระทบโครงสร้างพื้นฐานและระบบน้ำได้รับความเสียหาย​ โดยสถาบันวิเคราะห์สภาพภูมิอากาศบางแห่งพยากรณ์ว่าปรากฏการณ์ La Niña มีส่วนเกี่ยวข้องกับความรุนแรงของลมมรสุมในอินเดียและปากีสถาน และจะมีต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปีนี้ ซึ่งทั้งหมดเป็นผลกระทบมาจาก อุณหภูมิที่สูงขึ้น โดยระหว่างปี 1952 และปี 2009 อุณหภูมิในปากีสถานเพิ่มขึ้น 0.3 องศาเซลเซียส ต่อทศวรรษ สูงกว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของโลก</p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซึ่งนอกจากเรื่องภูมิอากาศแล้ว การบริหารจัดการภายในของปากีสถานเอง ก็มีส่วนให้เหตุการณ์ทวีความรุนแรงเช่นกัน  เช่น ระบบเตือนภัยน้ำท่วมล่วงหน้าที่ไม่มีประสิทธิภาพ การบริหารจัดการภัยพิบัติที่ย่ำแย่ ความไม่มั่นคงทางการเมือง และ การพัฒนาเมืองที่ไร้การควบคุม และยังรวมไปถึงการขาดโครงสร้างพื้นฐานด้านการระบายน้ำและการจัดเก็บน้ำ และผู้คนที่อาศัยอยู่ในเขตน้ำท่วมก็มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-14352 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/Pakistan3.jpg" alt="" width="1200" height="900" /><br />
<strong>เร่งระดมความช่วยเหลือจากนานาชาติ</strong></p>
<p>ด้านนายกรัฐมนตรี Shehbaz Sharif ของปากีสถาน ได้ประมาณการเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า ภัยพิบัติดังกล่าวสร้างความเสียหายมากกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์แก่โครงสร้างพื้นฐาน บ้าน และฟาร์ม  พร้อมยื่นอุทรณ์ทุนขอเงินช่วยเหลือฉุกเฉินร่วมกับสหประชาชนติ จำนวนกว่า 160 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อช่วยเหลือผู้คนนับล้านที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยคร้ังนี้</p>
<p>โดยในพิธีดังกล่าว อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ กล่าวผ่านวิดีโอไว้ว่า น้ำท่วมในปากีสถาน ที่เกิดจากฝนมรสุมที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเป็นเวลาหลายสัปดาห์ เป็นสัญญาณให้โลกเร่งดำเนินการต่อต้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  พร้อมระบุให้ทุกประเทศตื่นตัวและหยุดการทำลายโลก จากการทำให้อุณห​ภูมิของโลกสูงขึ้น พร้อมกล่าวคำเตือนอีกด้วยว่า &#8220;Today, it&#8217;s Pakistan. Tomorrow, it could be your country.&#8221; ซึ่งหมายถึง ภัยพิบัติในวันนี้เกิดที่ปากีสถาน แต่ในวันพรุ่งนี้อาจจะเกิดขึ้นกับประเทศของพวกคุณก็เป็นไปได้ ​</p>
<div class="" data-block="true" data-editor="ac3qa" data-offset-key="2fusc-0-0">
<div class="_1mf _1mj" data-offset-key="2fusc-0-0">ขณะที่ Sherry Rehman รมว.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปากีสถาน เรียกร้องให้ประเทศที่มีการสร้างก๊าซเรือนกระจกจำนวนมาก ออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อวิกฤติที่เกิดขึ้น​ เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าประเทศร่ำรวยไม่ได้ปฏิบัติตามข้อตกลงที่ได้ปฏิญาณไว้บนเวทีโลก แต่ปากีสถานกลับต้องเผชิญกับหายนะในครั้งนี้ ​แม้ว่าจะเป็นประเทศที่มีอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นสาเหตุของปัญหา Climate Change ในระดับต่ำเพียง 1% แต่กลับเป็นประเทศที่มีความเสียงสูงสุด อันดับที่ 8 จากผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ​ เนื่องจากเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยธารน้ำแข็งมากที่สุดนั่นเอง</div>
</div>
<p><a href="https://www.cbc.ca/news/world/un-pakistan-emergency-funding-1.6566594" target="_blank" rel="noopener">source</a></p>
<p><a href="https://edition.cnn.com/2022/09/04/asia/pakistan-september-death-toll-intl-hnk/index.html" target="_blank" rel="noopener">source </a></p>
<p><a href="https://www.nature.com/articles/d41586-022-02813-6" target="_blank" rel="noopener">source</a></p>
<p><a href="https://www.theguardian.com/world/2022/sep/04/pakistan-floods-reparations-climate-disaster?fbclid=IwAR37nW8Hy9qr2pZZfkGRuxEXsSj005ESUriqD6Udup_gCVCZKK_X9HCGtqs" target="_blank" rel="noopener">source </a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2022/09/pakistan-one-third-of-the-country-is-under-water/">&#8216;ปากีสถาน&#8217; พื้นที่ 1 ใน 3 จมน้ำแล้ว ด้าน UN ส่งสัญญาณเตือน &#8216;วันนี้ปากีสถาน พรุ่งนี้อาจเป็นประเทศคุณ&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>VOA เผย ภัยแฝงจาก Cliamate Change เมื่อภัยพิบัติทางธรรมชาติสอดคล้องกับปัญหาความรุนแรงทางเพศ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2022/07/voa-published-study-hidden-danger-of-climate-change/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 15 Jul 2022 02:44:55 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[Sarah Savić Kallesøe]]></category>
		<category><![CDATA[The Lancet Planetary Health]]></category>
		<category><![CDATA[VOA]]></category>
		<category><![CDATA[VOA Thai]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มเปราะบาง]]></category>
		<category><![CDATA[ความรุนแรงทางเพศ]]></category>
		<category><![CDATA[ซาร่าห์ ซาวิช เคลลาโซว]]></category>
		<category><![CDATA[ผลวิจัย]]></category>
		<category><![CDATA[ภัยพิบัติ]]></category>
		<category><![CDATA[ภัยแฝง]]></category>
		<category><![CDATA[สภาพอากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กและสตรี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://sdthailand.com/?p=12851</guid>

					<description><![CDATA[<p>เว็บไซต์ voathai.com เผยแพร่ข้อมูลผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ผ่าน The Lancet Planetary Health จากการศึกษางานวิจัย 5 ทวีป ถึงผลกระทบจากสภาพอากาศสุดขั้วที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ทั้งน้ำท่วม ภัยแล้ง พายุเฮอริเคน ส่งผลให้เกิดความรุนแรงต่อสตรีและเด็กผู้หญิงมากขึ้น ซึ่งองค์กรด้านมนุษยธรรมที่ทำงานด้านภัยธรรมชาติควรตระหนักถึงแนวโน้มที่น่าหนักใจนี้ เพื่อวางแผนการดำเนินงานขององค์กร ซาร่าห์ ซาวิช เคลลาโซว (Sarah Savić Kallesøe) นักวิจัยด้านสาธารณสุข มหาวิทยาลัย Simon Fraser ในแคนาดา ผู้เขียนรายงานการศึกษานี้ ระบุว่า ผู้คนมักมองผลกระทบจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ​ (Climate Change) เฉพาะภัยพิบัติส่วนที่ปรากฏชัดเจน เช่น การเกิดน้ำท่วม ภาวะหยุดชะงักต่างๆ ในเมืองและการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน ​แต่มีอีกหลายผลกระทบที่ไม่อาจมองเห็นด้วยตา ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ &#8220;ความรุนแรงด้านเพศสภาพ&#8221;​ โดยนักวิจัยทำการค้นหาข้อมูลออนไลน์เกี่ยวกับปัญหาการข่มขืน การล่วงละเมิดทางเพศ การแต่งงานในเด็ก และความรุนแรงด้านเพศสภาพในรูปแบบอื่นๆ หลังเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว ผ่านคีย์เวิร์ดแบบกว้าง ๆ เช่น &#8220;ความรุนแรง&#8221; &#8220;ผู้หญิง&#8221; และ &#8220;สภาพอากาศ&#8221; ให้ผลลัพธ์มากกว่า 20,000 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2022/07/voa-published-study-hidden-danger-of-climate-change/">VOA เผย ภัยแฝงจาก Cliamate Change เมื่อภัยพิบัติทางธรรมชาติสอดคล้องกับปัญหาความรุนแรงทางเพศ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เว็บไซต์ voathai.com เผยแพร่ข้อมูลผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ผ่าน <em>The Lancet Planetary Health</em> จากการศึกษางานวิจัย 5 ทวีป ถึงผลกระทบจากสภาพอากาศสุดขั้วที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ทั้งน้ำท่วม ภัยแล้ง พายุเฮอริเคน ส่งผลให้เกิดความรุนแรงต่อสตรีและเด็กผู้หญิงมากขึ้น ซึ่งองค์กรด้านมนุษยธรรมที่ทำงานด้านภัยธรรมชาติควรตระหนักถึงแนวโน้มที่น่าหนักใจนี้ เพื่อวางแผนการดำเนินงานขององค์กร</p>
<p><span id="more-12851"></span></p>
<p><strong>ซาร่าห์ ซาวิช เคลลาโซว</strong> (Sarah Savić Kallesøe) นักวิจัยด้านสาธารณสุข มหาวิทยาลัย Simon Fraser ในแคนาดา ผู้เขียนรายงานการศึกษานี้ ระบุว่า ผู้คนมักมองผลกระทบจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ​ (Climate Change) เฉพาะภัยพิบัติส่วนที่ปรากฏชัดเจน เช่น การเกิดน้ำท่วม ภาวะหยุดชะงักต่างๆ ในเมืองและการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน ​แต่มีอีกหลายผลกระทบที่ไม่อาจมองเห็นด้วยตา ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ &#8220;ความรุนแรงด้านเพศสภาพ&#8221;​</p>
<p>โดยนักวิจัยทำการค้นหาข้อมูลออนไลน์เกี่ยวกับปัญหาการข่มขืน การล่วงละเมิดทางเพศ การแต่งงานในเด็ก และความรุนแรงด้านเพศสภาพในรูปแบบอื่นๆ หลังเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว ผ่านคีย์เวิร์ดแบบกว้าง ๆ เช่น &#8220;ความรุนแรง&#8221; &#8220;ผู้หญิง&#8221; และ &#8220;สภาพอากาศ&#8221; ให้ผลลัพธ์มากกว่า 20,000 รายการ พร้อมศึกษาต่อถึงความเกี่ยวข้องสัมพันธ์ที่สอดคล้องกัน และพบว่ามีการศึกษา 41 ฉบับ ที่มีความเชื่อมโยงกัน ​ระหว่างความรุนแรงด้านเพศสภาพและสภาพอากาศสุดขั้ว</p>
<p>แม้เอกสารจำนวนมากจะมีข้อบกพร่องและมีบางส่วนที่ยังขัดแย้งกันอยู่ แต่การศึกษาส่วนใหญ่ โดยเฉพาะการศึกษาที่มีคุณภาพดี ล้วนรายงานความรุนแรงทางเพศที่เพิ่มขึ้นหลังจากสภาพอากาศเลวร้าย อาทิ</p>
<p>&#8211; บรรดาคุณแม่มือใหม่มีโอกาสที่จะโดนคนรักของตนทำร้ายมากกว่า 8 เท่า หลังได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์พายุเฮอริเคนคาทรีนา เทียบกับช่วงก่อนเกิดพายุ</p>
<p>&#8211; การศึกษา 5 ฉบับ เชื่อมโยงความแห้งแล้งทางตอนใต้ของทะเลทรายซาฮาราในแอฟริกา กับการล่วงละเมิดทางเพศและทางร่างกายโดยคู่รักของตน การแต่งงานในเด็ก ความรุนแรงในเรื่องสินสมรส และการสังหารสตรีที่เพิ่มมากขึ้น โดยบางครอบครัวอาจให้ลูกสาวแต่งงานตั้งแต่อายุยังน้อย เพื่อให้มีคนที่ต้องหาเลี้ยงในบ้านน้อยลงหลังจากที่น้ำท่วม หรือการที่ผู้ชายนำความเครียดหลังจากเกิดพายุเฮอริเคนไปลงที่ภรรยาของตัวเอง</p>
<p>&#8211; การต้องการความช่วยเหลือหลังเกิดภัยพิบัติอาจทำให้ผู้หญิงมีความเปราะบางมากขึ้น โดยผู้รอดชีวิตจากพายุไซโคลนโรอานู ในบังคลาเทศ  ปีค.ศ. 2016  มองว่าที่หลบภัยไม่ปลอดภัยสำหรับผู้หญิง เพราะต้องอยู่ร่วมกับชายหนุ่มจากเจ็ดหรือแปดหมู่บ้าน ​ทำให้เธอเลือกที่จะอยู่บ้านแทนที่จะพาลูกสาววัยรุ่นไปพักที่ศูนย์หลบภัย</p>
<p>&#8211; สภาพอากาศสุดขั้วอาจทำให้ผู้คนตกอยู่ภายใต้ความเครียดอย่างมหาศาล ทำให้เกิดการพลัดถิ่นฐาน ต้องอยู่ในค่ายบรรเทาทุกข์ที่แออัด ซึ่งเป็นการทำลายชีวิตความเป็นอยู่ และเปิดโอกาสให้ถูกคนแปลกหน้าทำร้าย</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ผลวิจัยระบุเพิ่มเติมว่า จำเป็นต้องศึกษาด้วยข้อมูลที่มากขึ้นและดียิ่งขึ้น​เพื่อชี้ชัดได้ว่าภัยธรรมชาติมีผลต่อความรุนแรงทางเพศ​ เพื่อเป็นประโยชน์ในการต่อยอดการทำงานให้องค์กรด้านมนุษยธรรม เพื่อการดูแลสตรีและเด็กผู้หญิงในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศสุดขั้ว</p>
<p>source : <a href="https://www.voathai.com/a/6643553.html" target="_blank" rel="noopener noreferrer">VOA thai</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2022/07/voa-published-study-hidden-danger-of-climate-change/">VOA เผย ภัยแฝงจาก Cliamate Change เมื่อภัยพิบัติทางธรรมชาติสอดคล้องกับปัญหาความรุนแรงทางเพศ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
