<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B8%A5%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%AF/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Wed, 21 Oct 2026 14:38:19 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.11</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ร่วมกับภาคเอกชนไทย สนับสนุนคาร์บอนเครดิตจากดอยตุง เพื่อจัดการประชุม 2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings ให้เป็น Net Zero</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/10/mflf-supports-carbon-credit-am2026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 21 Oct 2026 14:38:19 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Credit]]></category>
		<category><![CDATA[IMF]]></category>
		<category><![CDATA[IMF-World Bank Group]]></category>
		<category><![CDATA[IMF–World Bank Group Annual Meetings]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand Supply Chain Network]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ลิมิเต็ด]]></category>
		<category><![CDATA[กองทุนการเงินระหว่างประเทศ​]]></category>
		<category><![CDATA[คริสตาลินา กอร์เกียวา]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[ฐาปน สิริวัฒนภักดี]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ]]></category>
		<category><![CDATA[ดอยตุง]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[ปณต สิริวัฒนภักดี]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ]]></category>
		<category><![CDATA[หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล]]></category>
		<category><![CDATA[ไทยเบฟเวอเรจ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=45295</guid>

					<description><![CDATA[<p>นางคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) พร้อมด้วย ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) นายปณต สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ลิมิเต็ด และผู้บริหารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมถ่ายภาพพิธีมอบ คาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้จากโครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) จากการประชุม 2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/10/mflf-supports-carbon-credit-am2026/">มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ร่วมกับภาคเอกชนไทย สนับสนุนคาร์บอนเครดิตจากดอยตุง เพื่อจัดการประชุม 2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings ให้เป็น Net Zero</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>นางคริสตาลินา กอร์เกียวา</strong> กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) พร้อมด้วย <strong>ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ</strong> รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง <strong>หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล</strong> เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์</p>
<p><span id="more-45295"></span></p>
<p><strong>นายฐาปน สิริวัฒนภักดี</strong> ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) <strong>นายปณต สิริวัฒนภักดี</strong> ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ลิมิเต็ด และผู้บริหารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมถ่ายภาพพิธีมอบ คาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้จากโครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) จากการประชุม 2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings</p>
<p><strong>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์</strong> ร่วมกับศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ลิมิเต็ด บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยกรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยกลุ่มบริษัทผู้ร่วมก่อตั้งเครือข่ายธุรกิจห่วงโซ่อุปทานแห่งประเทศไทย (Thailand Supply Chain Network) ร่วมกันสนับสนุนคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้จากโครงการพัฒนาดอยตุงฯ เพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จากการประชุม 2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมจาก 190 ประเทศทั่วโลก กว่า 15,000 คน โดยการประชุมนี้ถือเป็นการประชุม IMF–World Bank Group Annual Meetings ครั้งแรกที่มีการชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์<br />
(Net Zero)</p>
<p>คาร์บอนเครดิตที่นำมาใช้ในครั้งนี้มาจากการฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าในพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ซึ่งสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงริเริ่มฟื้นฟูตั้งแต่ปี พ.ศ. 2531 โดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้น้อมนำ ศาสตร์พระราชาและตำราแม่ฟ้าหลวงมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนควบคู่กับการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ภายใต้หลักคิด “ปลูกป่า ปลูกคน” เมื่อคนมีอาชีพ มีรายได้ และสามารถพึ่งพาตนเองได้ ก็สามารถดูแลรักษาป่าให้ฟื้นตัวและเติบโตอย่างต่อเนื่องเกิดความยั่งยืนทั้งต่อคนและธรรมชาติ</p>
<p>ตลอดระยะเวลาเกือบ 40 ปี ป่าดอยตุงได้รับการฟื้นฟูจนกลับมาเป็นระบบนิเวศที่มีความสมบูรณ์ และปัจจุบันยังเป็นพื้นที่ศึกษาและวิจัยด้านความหลากหลายทางชีวภาพ โดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ มีบทบาท ในการพัฒนาองค์ความรู้และแนวทางการอนุรักษ์และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพอย่างต่อเนื่อง</p>
<p>คาร์บอนเครดิตจากดอยตุงจึงไม่ใช่เพียงผลจากการดูแลรักษาป่า แต่เป็นผลลัพธ์ของการพัฒนาคนที่ทำให้ชุมชนสามารถอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน และแสดงให้เห็นว่าทรัพยากรธรรมชาติที่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ เพื่อนำกลับมาสนับสนุนการพัฒนาชุมชนและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติได้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/10/mflf-supports-carbon-credit-am2026/">มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ร่วมกับภาคเอกชนไทย สนับสนุนคาร์บอนเครดิตจากดอยตุง เพื่อจัดการประชุม 2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings ให้เป็น Net Zero</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ขับเคลื่อนความยั่งยืนคู่ขนาน BKKCAW 2026 ผนึก กทม. จัดกิจกรรม &#8216;ขยะไปต่อ&#8217; หนุนเป้าหมายขยะฝังกลบเป็นศูนย์</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/10/mflf-collab-bma-drive-bkk-zero-waste-landfill/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 05 Oct 2026 16:01:44 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Bangkok Climate Action Week]]></category>
		<category><![CDATA[Bangkok Climate Action Week 2026]]></category>
		<category><![CDATA[Bangkok Reduce – Bangkok Reuse]]></category>
		<category><![CDATA[BKKCAW]]></category>
		<category><![CDATA[BKKCAW 2026]]></category>
		<category><![CDATA[BMA]]></category>
		<category><![CDATA[Konggreengreen]]></category>
		<category><![CDATA[Mae Fah Luang Foundation]]></category>
		<category><![CDATA[MFLF]]></category>
		<category><![CDATA[MRF]]></category>
		<category><![CDATA[RDF]]></category>
		<category><![CDATA[Waste Management]]></category>
		<category><![CDATA[กทม.]]></category>
		<category><![CDATA[กรุงเทพมหานคร]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดการขยะ]]></category>
		<category><![CDATA[ขยะฝังกลบ]]></category>
		<category><![CDATA[ชณัฐ วุฒิวิกัยการ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ธนพงศ์ ดวงมณี]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพพิมพ์ พิมมะรัตน์]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ]]></category>
		<category><![CDATA[ลดขยะ]]></category>
		<category><![CDATA[แม่ฟ้าหลวง]]></category>
		<category><![CDATA[แยกขยะ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=44690</guid>

					<description><![CDATA[<p>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมขับเคลื่อนความยั่งยืนคู่ขนานไปพร้อม​ Bangkok Climate Action Week 2026 (BKKCAW 2026) ด้วยการจัดกิจกรรมให้องค์กรและบุคคลทั่วไปเข้าร่วมภายในสำนักงานมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ต่อเนื่องตลอด 9 วัน ระหว่างวันที่ 3–11 ตุลาคม 2569 เพื่อทำให้ประเด็นด้านสภาพภูมิอากาศและความยั่งยืนเป็นเรื่องใกล้ตัว เข้าใจง่าย และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง พร้อม​จัด​กิจกรรม &#8216;ขยะไปต่อ: ไม่มีขยะสู่บ่อฝังกลบเกิดขึ้นได้จริง&#8217; ผ่านเวิร์กช็อปและเวทีเสวนาถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการจัดการขยะอย่างครบวงจร เชื่อมโยงแนวทางของกรุงเทพมหานคร กับบทเรียนจากโครงการพัฒนาดอยตุงฯ ตั้งแต่การลดและจัดการขยะ ณ จุดกำเนิด การเก็บรวบรวม ไปจนถึงการส่งต่อขยะแต่ละประเภทสู่ปลายทางที่เหมาะสม เพื่อเป็นโมเดลตัวอย่างให้ประชาชน สำนักงาน และองค์กรสามารถนำไปปรับใช้ได้ตามบริบทของตนเอง เหมาะสม โดยมี​ คุณภาพพิมพ์ พิมมะรัตน์ ผู้ช่วยเลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และ ดร.ธนพงศ์ ดวงมณี ผู้อำนวยการด้านนโยบายสิ่งแวดล้อม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางและประสบการณ์ พร้อมด้วย คุณก้อง–ชณัฐ วุฒิวิกัยการ นักสื่อสารสิ่งแวดล้อมและผู้ก่อตั้ง KongGreenGreen ดำเนินรายการ รวมทั้งสื่อมวลชน และ ผู้สนใจเข้าร่วม [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/10/mflf-collab-bma-drive-bkk-zero-waste-landfill/">มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ขับเคลื่อนความยั่งยืนคู่ขนาน BKKCAW 2026 ผนึก กทม. จัดกิจกรรม &#8216;ขยะไปต่อ&#8217; หนุนเป้าหมายขยะฝังกลบเป็นศูนย์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ </strong>ร่วมขับเคลื่อนความยั่งยืนคู่ขนานไปพร้อม​ <strong>Bangkok Climate Action Week 2026 (BKKCAW 2026) </strong>ด้วยการจัดกิจกรรมให้องค์กรและบุคคลทั่วไปเข้าร่วมภายในสำนักงานมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ต่อเนื่องตลอด 9 วัน ระหว่างวันที่ 3–11 ตุลาคม 2569 เพื่อทำให้ประเด็นด้านสภาพภูมิอากาศและความยั่งยืนเป็นเรื่องใกล้ตัว เข้าใจง่าย และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง</p>
<p><span id="more-44690"></span></p>
<p>พร้อม​จัด​กิจกรรม <strong>&#8216;ขยะไปต่อ: ไม่มีขยะสู่บ่อฝังกลบเกิดขึ้นได้จริง&#8217;</strong> ผ่านเวิร์กช็อปและเวทีเสวนาถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการจัดการขยะอย่างครบวงจร เชื่อมโยงแนวทางของกรุงเทพมหานคร กับบทเรียนจากโครงการพัฒนาดอยตุงฯ ตั้งแต่การลดและจัดการขยะ ณ จุดกำเนิด การเก็บรวบรวม ไปจนถึงการส่งต่อขยะแต่ละประเภทสู่ปลายทางที่เหมาะสม เพื่อเป็นโมเดลตัวอย่างให้ประชาชน สำนักงาน และองค์กรสามารถนำไปปรับใช้ได้ตามบริบทของตนเอง เหมาะสม โดยมี​ <strong>คุณภาพพิมพ์ พิมมะรัตน์</strong> ผู้ช่วยเลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และ <strong>ดร.ธนพงศ์ ดวงมณี</strong> ผู้อำนวยการด้านนโยบายสิ่งแวดล้อม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางและประสบการณ์ พร้อมด้วย <strong>คุณก้อง–ชณัฐ วุฒิวิกัยการ</strong> นักสื่อสารสิ่งแวดล้อมและผู้ก่อตั้ง <strong>KongGreenGreen</strong> ดำเนินรายการ รวมทั้งสื่อมวลชน และ ผู้สนใจเข้าร่วม</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-44694 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/9.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณภาพพิมพ์ พิมมะรัตน์ </strong>ผู้ช่วยเลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ปัจจุบันทั่ว กทม. มีคนจ่ายค่าขยะในระบบราว 3 ล้านคน โดยหลังจาก กทม. ขับเคลื่อนโครงการ &#8216;ไม่เทรวม&#8217; ตั้งแต่ปี 2565 มีคนลงทะเบียนแล้วกว่า 1.3 ล้านคน และมีสมาชิกที่​แอคทีฟเรื่องการแยกขยะที่กว่า 1 ล้านคน โดย กทม. มีแผนที่จะเดินหน้าโครงการต่อเนื่องในเฟสที่ 2 เพื่อให้อีก​ 2 ล้านคนที่เหลือ เกิดการแอคทีฟ และเพิ่มการมีส่วนร่วมได้มากขึ้น</p>
<p>ขณะที่ปริมาณขยะใน กทม. ปัจจุบันอยู่ที่กว่า 9,400 ตันต่อวัน ซึ่งลดลงจากก่อนหน้าจากที่เคยมีปริมาณแตะหลัก​หมื่นตันต่อวัน ซึ่งมากกว่าครึ่งหนึ่ง หรือ 51% เป็นขยะเศษอาหาร และครึ่งหนึ่งเป็นขยะทั่วไป โดย กทม. มีแนวทางในการกำจัดขยะ 2 กลุ่ม เพื่อสามารถ​นำไปใช้ประโยชน์ต่อได้​ลดการกลายเป็นขยะที่ปลายสู่หลุมฝังกลบ</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-44696 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/4.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>สำหรับเศษอาหาร ได้ส่งไปทำปุ๋ยเพื่อแจกจ่ายให้เกษตรกรภายในเครือข่าย กทม. ที่มีกว่า 300 ราย และอยู่ในเขตพื้นที่โดยรอบโรงขยะทั้งหนองแขม อ่อนนุช และหนองจอก ส่วนบริเวณกรุงเทพฯ ชั้นใน กทม. มีแผนเพิ่มแปลงขยะทั่ว กทม. ราว 1 พันแปลง ในช่วง 4 ปี และนำร่องในปีแรกประมาณ 300 แปลง เพื่อสร้างพื้นที่จัดการขยะเศษอาหารภายในเมืองและในแต่ละชุมชน เพื่อลดการขนส่ง พร้อม​การสร้างเครือข่ายภายในชุมชนต่างๆ เพื่อสร้างปลายทางให้สามารถนำขยะไปใช้ประโยชน์ได้ภายในแต่ละพื้นที่ได้จริง</p>
<p>ด้านขยะทั่วไป มีแผนการแยกขยะในกลุ่ม <strong>MRF</strong> (Material Recovery Facility) หรือกลุ่มพลาสติกประเภทต่างๆ หรือที่หลายคนอาจเคยมองเป็น &#8216;ขยะกำพร้า&#8217; ออกมาสร้างมูลค่าเพิ่มและใช้ประโยชน์เพิ่มเติมได้มากขึ้น ​​เช่น การแยกเพื่อสามารถขายและนำไปรีไซเคิลได้มากขึ้น จากปัจจุบันมีเพียงกลุ่มขวดพลาสติก และกระดาษเท่านั้น โดยมีแผนเพิ่มโรงงานแยกขยะ MRF แห่งแรกบริเวณพื้นสายไหมภายในปีหน้า จากเพื่อเพิ่มปลายทางการใช้ประโยชน์ของขยะกลุ่มนี้ได้มากขึ้นจากปัจจุบันที่ส่วนใหญ่มักถูกนำไปเป็นพลังงานเชื้อเพลิง หรือ<strong> RDF</strong> เป็นหลัก</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-44697 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/6.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>&#8220;การลดขยะสู่บ่อฝังกลบไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ต้องเริ่มจากการทำให้ &#8216;ระบบต้นทาง–กลางทาง–ปลายทาง&#8217; เชื่อมต่อกันจริง ตั้งแต่การลดการสร้างขยะ การคัดแยกขยะอย่างถูกต้อง การจัดเก็บที่ไม่ปะปนกัน ไปจนถึงการส่งต่อขยะแต่ละประเภทไปยังปลายทางที่เหมาะสม โดยกรุงเทพมหานครให้ความสำคัญกับการสร้างความร่วมมือกับประชาชน ชุมชน อาคารสำนักงาน ผู้ประกอบการ และภาคีเครือข่ายต่างๆ เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมการจัดการขยะในชีวิตประจำวัน พร้อมทำให้ประชาชนเห็นว่า ขยะที่คัดแยกแล้วสามารถไปต่อ ได้จริง ผ่านการมีระบบรองรับที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นขยะรีไซเคิล ขยะอินทรีย์ หรือขยะประเภทอื่น ให้สามารถนำกลับไปใช้ประโยชน์ได้&#8221;</em></p>
<p>ประเด็นสำคัญที่ กทม. ​ต้องการขับเคลื่อนคือ การเพิ่มความมั่นใจว่าเมื่อแยกขยะแล้ว ขยะจะไม่ถูกเทรวม และมีผู้รับผิดชอบในแต่ละขั้นตอนอย่างชัดเจน การสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นจึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้ประชาชนและองค์กรต่างๆ มีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง โดย กทม. มีแผนเพิ่มประสิทธิภาพให้การจัดเก็บขยะทำได้รวดเร็ว และทั่วถึงมากขึ้น เข้า​ในแต่ละหมู่บ้านได้แบบเชิงลึกมากขึ้น ผ่านการเพิ่มอาสาสมัครชักลาก และอาสาสมัครไม่เทรวม เพื่อสร้างแนวร่วมการจัดการในระดับเส้นเลือดฝอยได้ดียิ่งขึ้น รวมทั้งการขับเคลื่อนโครงการ<strong> Bangkok Reduce – Bangkok Reuse</strong> โดยตั้งเป้าลดขยะพลาสติก <strong>100 </strong><strong>ล้านชิ้น</strong> ผ่านการลดใช้บรรจุภัณฑ์ใช้แล้วทิ้ง ส่งเสริมการใช้ซ้ำ และผลักดันมาตรการจัดงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-44695 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ดร.ธนพงศ์ ดวงมณี ผู้อำนวยการด้านนโยบายสิ่งแวดล้อม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ </strong>ถ่ายทอดประสบการณ์จากโครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งดำเนินงานโดยไม่มีขยะไปสู่บ่อฝังกลบอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2561 ระบบดังกล่าวเริ่มจากการสำรวจชนิด ปริมาณ และแหล่งกำเนิดของขยะ ก่อนนำข้อมูลมาออกแบบวิธีจัดเก็บ กำหนดผู้รับผิดชอบ และเชื่อมต่อขยะแต่ละประเภทกับปลายทางที่เหมาะสม ควบคู่กับการสร้างความเข้าใจให้ผู้ใช้งานและผู้ปฏิบัติงาน ตลอดจนการเก็บข้อมูล ติดตามผล และปรับปรุงระบบอย่างต่อเนื่อง</p>
<p>แนวทางจากดอยตุงสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับสำนักงานขององค์กรเอกชนต่างๆ ในกรุงเทพฯ ซึ่งมีคนจำนวนมากใช้ทรัพยากรและสร้างขยะร่วมกันในแต่ละวัน โดยมีผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย ตั้งแต่ผู้บริหาร พนักงาน แม่บ้าน ผู้ดูแลอาคาร ผู้รับเหมา ไปจนถึงผู้รับวัสดุปลายทาง การจัดการขยะในสำนักงานจึงต้องครอบคลุมทั้งระบบภายในอาคารและการส่งต่อภายนอก เพื่อป้องกันไม่ให้ขยะที่จัดการไว้แล้วกลับมาปะปนระหว่างทาง และทำให้วัสดุแต่ละประเภทสามารถนำไปใช้ประโยชน์หรือจัดการได้อย่างเหมาะสม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-44698 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/15.jpg" alt="" width="1200" height="909" /></p>
<p><strong>ดร.ธนพงศ์ </strong>ยกตัวอย่าง WHA Tower ชั้น 20–25 เป็นกรณีศึกษาด้านการนำองค์ความรู้จากดอยตุงมาขยายผลผ่านงานที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน โดยตลอดระยะเวลา 8 เดือน ระหว่างเดือนมกราคมถึงสิงหาคม 2569 มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ร่วมสำรวจประเภท ปริมาณ และเส้นทางของขยะ ก่อนวางระบบรองรับขยะ 4 กลุ่ม ได้แก่ ขยะย่อยสลายได้ ขยะรีไซเคิล ขยะพลังงาน RDF และขยะอันตราย พร้อมเชื่อมต่อกับพันธมิตรปลายทาง จัดตั้งคณะกรรมการภายใน อบรมพนักงานและแม่บ้าน จัดทำคู่มือปฏิบัติงานมาตรฐาน และพัฒนาระบบติดตามผล</p>
<p>ผลการดำเนินงานพบว่าไม่มีขยะจากพื้นที่โครงการถูกส่งไปยังบ่อฝังกลบ อัตราการรีไซเคิลเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 66.96 สูงกว่าเป้าหมายร้อยละ 50 และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 7.7 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ขณะเดียวกัน พนักงานและผู้ปฏิบัติงานมีพฤติกรรมด้านการจัดการขยะที่ดีขึ้น และบางส่วนนำแนวทางกลับไปใช้ที่บ้าน สะท้อนว่าองค์กรสามารถเริ่มจากพื้นที่นำร่อง ใช้ข้อมูลพัฒนาระบบ และสร้างศักยภาพบุคลากรเพื่อให้ดำเนินงานต่อได้ด้วยตนเอง</p>
<p>ภายในงานยังมีเวิร์กช็อปให้ผู้เข้าร่วมฝึกจำแนกขยะและจัดทำแผนการจัดการขยะสำหรับพื้นที่ของตนเอง โดยเรียนรู้แนวทางจำแนกขยะตามรูปแบบที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ นำมาใช้ ประกอบด้วย 6 ประเภท ได้แก่ วัสดุรีไซเคิล ขยะย่อยสลายได้ ขยะเปื้อน ขยะพลังงาน RDF ขยะจากห้องน้ำ และขยะอันตราย โดยผู้เข้าร่วมได้ร่วมวิเคราะห์แหล่งกำเนิด ปริมาณ วิธีเก็บรวบรวม ผู้รับผิดชอบ และปลายทางของขยะแต่ละประเภท เพื่อนำข้อมูลไปจัดทำแผนการจัดการที่เหมาะสมกับบ้าน สำนักงาน หรือองค์กรของตน โดยรูปแบบการจำแนกและจัดการขยะต้องสอดคล้องกับขยะที่เกิดขึ้นจริง รวมถึงปลายทางที่สามารถรองรับได้ เพื่อให้สามารถนำความรู้ไปปรับใช้ในการดำเนินงานได้อย่างเป็นรูปธรรม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-44692 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/Microsoft-1.jpg" alt="" width="1200" height="917" /></p>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto">นอกจาก​กิจกรรม &#8216;<strong>ขยะไปต่อ&#8217;</strong> แล้ว ยังมี​กิจกรรม <strong>&#8216;Microforests in the City: Rethinking Green Spaces for People, Climate and Biodiversity&#8217;</strong> อีก 1 เวทีเสวนา พร้อม Workshop ถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องการออกแบบและวัดผลป่าขนาดเล็กในเมืองโดยผู้เชี่ยวชาญจากภาคีระดับโลกของมูลนิธิฯ อย่าง National University of Singapore (NUS), City Developments Limited (CDL) และ Wewilding ที่บินตรงมาจากประเทศสิงคโปร์ จัด กิจกรรมสำรวจสัตว์ ต้นไม้ ฝุ่น PM2.5 และความหลากหลายทางชีวภาพในเมือง เกมจำลองการสร้างชุมชนที่พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลง นิทรรศการ Every Shade of Joy เวทีสนทนา Every Shade of Fashion กิจกรรมแลกเปลี่ยนเสื้อผ้าและหนังสือ เวิร์กช็อปสร้างสรรค์ผลงานจากเศษผ้า ตลอดจนการแสดงละครหุ่นมือเจ้าขุนทอง กิจกรรมทั้งหมดได้รับการออกแบบให้ผู้เข้าร่วมเข้าใจความเชื่อมโยงระหว่างสภาพภูมิอากาศ เมือง การทำงาน และการใช้ชีวิต พร้อมได้รับแนวคิดที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริง</div>
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">ทั้งนี้ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้จัด​กิจกรรมคู่ขนานในช่วง ​BKKCAW2026 ต่อเนื่องตลอด 9 วัน ระหว่างวันที่ 3–11 ตุลาคม 2569 ​​ด้านสภาพภูมิอากาศและความยั่งยืนมากกว่า 20 รายการ ครอบคลุมทั้งการจัดการขยะ ธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ การเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมือง และการใช้ทรัพยากรอย่างหมุนเวียน เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชน ภาคธุรกิจ นักออกแบบ เยาวชน และครอบครัว สามารถเลือกเรียนรู้และลงมือทำได้ตามความสนใจ</div>
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-44691 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/Microsoft-2.jpg" alt="" width="1200" height="611" /></div>
<div dir="auto">
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto">นอกจากนี้ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ยังสนับสนุนคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้จากโครงการพัฒนาดอยตุงฯ สำหรับชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกส่วนที่เหลือจากการจัดกิจกรรม<strong> Bangkok Climate Action Week 2026</strong> ทั่วกรุงเทพมหานคร ภายหลังจากดำเนินมาตรการลดการปล่อยแล้ว เพื่อสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการจัดงานแบบ Net Zero โดยคาร์บอนเครดิตดังกล่าวเกิดจากการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชน สะท้อนให้เห็นว่าการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสามารถเชื่อมโยงการดูแลทรัพยากรธรรมชาติกับการสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมให้แก่ชุมชนได้ในเวลาเดียวกัน</div>
</div>
</div>
</div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/10/mflf-collab-bma-drive-bkk-zero-waste-landfill/">มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ขับเคลื่อนความยั่งยืนคู่ขนาน BKKCAW 2026 ผนึก กทม. จัดกิจกรรม &#8216;ขยะไปต่อ&#8217; หนุนเป้าหมายขยะฝังกลบเป็นศูนย์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>TOA เดินหน้า Green Mission ผนึกแม่ฟ้าหลวงฯ หนุนป่าชุมชน 6,000 ไร่ เพิ่ม​แหล่งดูดซับคาร์บอน พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน เร่งเป้า​ Net Zero 2050</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/08/toa-mflf-driving-green-reforestation/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 06 Aug 2026 12:47:58 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Sink]]></category>
		<category><![CDATA[Green Mission]]></category>
		<category><![CDATA[Green Reforestation]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[NET ZERO 2050]]></category>
		<category><![CDATA[Shared Value]]></category>
		<category><![CDATA[TOA]]></category>
		<category><![CDATA[TOA รักเรา รักษ์โลก ฟื้นคืนผืนป่าและระบบนิเวศอย่างยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[จตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ]]></category>
		<category><![CDATA[ชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[ทีโอเอ]]></category>
		<category><![CDATA[นพคุณ ปัญญาเสริมสุข]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ]]></category>
		<category><![CDATA[วิภาดา นาคไพรัช]]></category>
		<category><![CDATA[สมิทธิ หาเรือนพืชน์]]></category>
		<category><![CDATA[หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43539</guid>

					<description><![CDATA[<p>ท่ามกลางความท้าทายของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียพื้นที่ป่า และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ทวีความรุนแรงขึ้น ภาคธุรกิจไม่ได้มีบทบาทเพียงลดผลกระทบจากการดำเนินงานของตนเองเท่านั้น แต่ยังต้องร่วมเป็นพลังสำคัญในการฟื้นฟูระบบนิเวศและสร้างคุณค่าร่วมให้แก่สังคมในระยะยาว บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TOA ผู้นำอุตสาหกรรมสีอันดับ 1 เคมีภัณฑ์ก่อสร้าง และวัสดุตกแต่งพื้นผิวของไทย เดินหน้านโยบาย Green Mission อย่างต่อเนื่อง ผ่านหนึ่งใน 7 กลยุทธ์ สำคัญ Green Reforestation ที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2566 เพื่อร่วมขับเคลื่อนเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีเป้าหมายสำคัญ เพื่อขับเคลื่อนสู่ Net Zero ภายในปี 2050 รวมทั้งสร้างคาร์บอนเครดิตสะสมให้ได้มากกว่า 1 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ภายในปี 2042 ทั้งนี้ การขับเคลื่อนพันธกิจสำคัญตามนโยบาย Green Mission ผ่านทั้ง 7 กลยุทธ์ ประกอบด้วย Greenovation : การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว, Green Production [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/08/toa-mflf-driving-green-reforestation/">TOA เดินหน้า Green Mission ผนึกแม่ฟ้าหลวงฯ หนุนป่าชุมชน 6,000 ไร่ เพิ่ม​แหล่งดูดซับคาร์บอน พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน เร่งเป้า​ Net Zero 2050</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ท่ามกลางความท้าทายของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียพื้นที่ป่า และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ทวีความรุนแรงขึ้น ภาคธุรกิจไม่ได้มีบทบาทเพียงลดผลกระทบจากการดำเนินงานของตนเองเท่านั้น แต่ยังต้องร่วมเป็นพลังสำคัญในการฟื้นฟูระบบนิเวศและสร้างคุณค่าร่วมให้แก่สังคมในระยะยาว</p>
<p><span id="more-43539"></span></p>
<p><strong>บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)</strong> หรือ <strong>TOA </strong>ผู้นำอุตสาหกรรมสีอันดับ 1 เคมีภัณฑ์ก่อสร้าง และวัสดุตกแต่งพื้นผิวของไทย เดินหน้านโยบาย <strong>Green Mission</strong> อย่างต่อเนื่อง ผ่านหนึ่งใน 7 กลยุทธ์ สำคัญ <strong>Green Reforestation</strong> ที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2566 เพื่อร่วมขับเคลื่อนเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีเป้าหมายสำคัญ เพื่อขับเคลื่อนสู่ Net Zero ภายในปี 2050 รวมทั้งสร้างคาร์บอนเครดิตสะสมให้ได้มากกว่า 1 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ภายในปี 2042</p>
<p>ทั้งนี้ การขับเคลื่อนพันธกิจสำคัญตามนโยบาย Green Mission ผ่านทั้ง 7 กลยุทธ์ ประกอบด้วย <strong>Greenovation :</strong> การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว, <strong>Green Production :</strong> การพัฒนากระบวนการผลิตที่ลดการปล่อยของเสียและใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ,​ <strong>Green Energy :</strong> การนำพลังงานหมุนเวียนมาใช้, <strong>Green Value Chain :</strong> การสร้างผลกระทบเชิงบวกภายในห่วงโซ่คุณค่าของบริษัท , <strong>Green Partner : </strong>การร่วมมือกับคู่ค้าในการส่งเสริมธุรกิจซึ่งกันและกันอย่างยั่งยืน, <strong>Green Certified :</strong> การรับรองมาตรฐานสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และ  <strong>Green Reforestation : </strong>​การดำเนินกิจกรรมลดผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อม​</p>
<p>ล่าสุด TOA ได้ประกาศความร่วมมือกับ <strong>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์</strong> ภายใต้ <strong>&#8216;</strong><strong>โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน&#8217;</strong> เพื่ออนุรักษ์ ฟื้นฟู และบริหารจัดการพื้นที่ป่าชุมชนอย่างเป็นระบบ พร้อมสร้างแหล่งดูดซับก๊าซเรือนกระจก (Carbon Sink) ที่มีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน ครอบคลุมการดำเนินงานใน  <strong>111 </strong><strong>ชุมชน</strong> ของ <strong>5 </strong><strong>จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ ตาก ยโสธร และอำนาจเจริญ</strong> โดย TOA ร่วมพัฒนาโครงการในพื้นที่สัดส่วนรวม 6,000 ไร่ พร้อมมุ่งส่งเสริมให้ชุมชนมีบทบาทในการดูแลและปกป้องพื้นที่ป่าจากการบุกรุก การเสื่อมโทรม และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพของคนในชุมชนให้สามารถบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติได้ด้วยตนเองในระยะยาว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43599 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/TOA-MFL2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ความร่วมมือครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก<strong> คุณจตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ</strong> ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TOA และ <strong>หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล</strong> เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือ โดยมี <strong>​คุณวิภาดา นาคไพรัช</strong> ผู้อำนวยการสายงาน SHE &amp; Quality Management and Sustainability, <strong>คุณนพคุณ ปัญญาเสริมสุข</strong> Head of Marketing บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และ <strong>คุณสมิทธิ หาเรือนพืชน์</strong> ประธานสายงานการแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐานและโครงการพิเศษ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์</p>
<p><strong>คุณจตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ </strong>ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TOA กล่าวว่า ความร่วมมือกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ TOA ในการขับเคลื่อนการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม โดยบริษัทให้ความสำคัญกับการสร้างแหล่งกักเก็บคาร์บอนตามธรรมชาติ (Natural Carbon Sink) ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการดำเนินธุรกิจ เพราะเชื่อว่าการบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศจำเป็นต้องดำเนินการทั้ง <strong>การลด</strong>​ และ ​<strong>ดูดกลับ</strong>​ ก๊าซเรือนกระจกควบคู่กันไป</p>
<p><em>&#8220;ที่ผ่านมา TOA ได้เดินหน้าฟื้นฟูพื้นที่ป่าในจังหวัดเลยและจังหวัดอุดรธานี ภายใต้โครงการ<strong> &#8216;TOA รักเรา รักษ์โลก ฟื้นคืนผืนป่าและระบบนิเวศอย่างยั่งยืน&#8217;</strong> ตั้งแต่ปี 2566 โดยมุ่งเพิ่มพื้นที่สีเขียว ฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ และสร้างระบบนิเวศที่สมบูรณ์ควบคู่กับการมีส่วนร่วมของชุมชนในพื้นที่&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43600 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/TOA-MFL4.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ความร่วมมือกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ในครั้งนี้ จึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับการดำเนินงานตามกลยุทธ์ <strong>Green Reforestation</strong> หนึ่งใน 7 กลยุทธ์หลักของนโยบาย<strong> Green Mission</strong> ในการขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมาย <strong>Net Zero Greenhouse Gas Emissions </strong><strong>ภายในปี </strong><strong>2593 (</strong><strong>ค.ศ. </strong><strong>2050)</strong> เพื่อเพิ่มศักยภาพในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และสร้างความสมดุลให้กับระบบนิเวศของประเทศ <em>&#8220;สำหรับ TOA การปลูกป่าไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนต้นไม้ แต่คือการลงทุนเพื่อสร้างระบบนิเวศที่ยั่งยืนให้กับประเทศ  โดยหัวใจสำคัญของโครงการไม่ได้อยู่เพียงการฟื้นฟูพื้นที่ป่าเพื่อเพิ่มแหล่งกักเก็บคาร์บอนเท่านั้น หากแต่เป็นการสร้างความสมดุลระหว่าง <strong>&#8216;คนกับป่า&#8217;</strong> ให้สามารถเติบโตและเกื้อกูลซึ่งกันและกันอย่างยั่งยืน&#8221; </em>คุณจตุภัทร์ กล่าวเพิ่มเติม​​</p>
<p>นอกจากนี้ TOA ยังมุ่งสร้างคุณค่าร่วม (Shared Value) ให้เกิดขึ้นกับชุมชน โดยสนับสนุนการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ในการดูแลและบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ควบคู่กับการส่งเสริมอาชีพและสร้างรายได้จากกิจกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต เสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก และสร้างแรงจูงใจให้ชุมชนร่วมอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ในระยะยาว อันจะนำไปสู่การเติบโตร่วมกันของธุรกิจ ชุมชน และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน</p>
<p>ด้าน <strong>หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล </strong>เลขาธิการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ความร่วมมือกับ TOA ในครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่า ภาคเอกชนไทยสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างเป็นรูปธรรม ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมจากโครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทำให้โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน</p>
<p><em>&#8220;ความร่วมมือครั้งนี้ไม่เพียงแต่บรรเทาปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเท่านั้น แต่ยังเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนในพื้นที่ให้ดีขึ้น รวมถึงการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าชุมชนอีกด้วย พร้อมสะท้อนให้เห็นความสำเร็จจากความร่วมมืออันเข้มแข็งระหว่างมูลนิธิฯ และภาคเอกชนอย่าง TOA ที่ให้ความสำคัญกับปัญหาของประเทศ และเชื่อมั่นว่าคนกับธรรมชาติสามารถเติบโตไปพร้อมกันได้อย่างแท้จริง&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43601 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/TOA-MFL5.jpg" alt="" width="1200" height="674" /></p>
<p>สำหรับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ มุ่งขับเคลื่อนการพัฒนาผ่าน 4 ภารกิจที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่ โครงการพัฒนาเชิงพื้นที่ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนอย่างครบวงจร, ธุรกิจเพื่อสังคม เพื่อสร้างอาชีพที่มั่นคงและรายได้ที่ยั่งยืนผ่านแบรนด์ดอยตุง, การแก้ไขปัญหาที่อาศัยธรรมชาติ (Nature-based Solutions) เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนควบคู่กับการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ และที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน ซึ่งนำประสบการณ์จากการลงมือทำจริงไปขยายผลร่วมกับองค์กรต่างๆ ให้เกิดผลกระทบเชิงบวกในวงกว้างอย่างเป็นรูปธรรม</p>
<p>ความร่วมมือกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ในครั้งนี้ จึงถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ TOA ในการขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมาย Net Zero และตอกย้ำบทบาทของภาคเอกชนในการร่วมสร้างระบบนิเวศที่แข็งแรง ลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และส่งต่อทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ให้กับคนรุ่นต่อไปอย่างยั่งยืน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/08/toa-mflf-driving-green-reforestation/">TOA เดินหน้า Green Mission ผนึกแม่ฟ้าหลวงฯ หนุนป่าชุมชน 6,000 ไร่ เพิ่ม​แหล่งดูดซับคาร์บอน พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน เร่งเป้า​ Net Zero 2050</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ โชว์เคสป่าชุมชน &#8216;อำนาจเจริญ&#8217; ใช้คาร์บอนเครดิตเป็นกลไกดูแลป่าโซนอีสาน ต่อยอดเศรษฐกิจฐานรากจากกองทุนพัฒนาอาชีพ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/07/mae-fah-luang-amnatcharoen-community/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 05 Jul 2026 11:23:31 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Credit]]></category>
		<category><![CDATA[community]]></category>
		<category><![CDATA[Community Forest]]></category>
		<category><![CDATA[Conservation]]></category>
		<category><![CDATA[Mae Fah Luang]]></category>
		<category><![CDATA[Mae Fah Luang Foundation]]></category>
		<category><![CDATA[MFLF]]></category>
		<category><![CDATA[Nature-based]]></category>
		<category><![CDATA[Nature-based Solutions]]></category>
		<category><![CDATA[NbS]]></category>
		<category><![CDATA[T-VER]]></category>
		<category><![CDATA[TGO]]></category>
		<category><![CDATA[Village to the World Season 5]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[คุณภาพชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[ชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[ดอยตุงโมเดล]]></category>
		<category><![CDATA[ตะนุ สมนาม]]></category>
		<category><![CDATA[ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์​]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[ปฐมพร ทรงลิลิตชูวงศ์]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าดงใหญ่]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ]]></category>
		<category><![CDATA[สมิทธิ หาเรือนพืชน์]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[อนุรักษ์]]></category>
		<category><![CDATA[อบก]]></category>
		<category><![CDATA[อำนาจเจริญ]]></category>
		<category><![CDATA[แม่ฟ้าหลวง]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42896</guid>

					<description><![CDATA[<p>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ถอดบทเรียนความสำเร็จของพื้นที่ ป่าชุมชนตำบลสร้างถ่อน้อย อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ หลังเข้าร่วม โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ตั้งแต่ปี 2566 จนพิสูจน์ให้เห็นว่า คาร์บอนเครดิตสามารถเป็นมากกว่ากลไกด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ชุมชนมีระบบดูแลป่า มีทุนพัฒนาอาชีพ และสร้างรายได้จากฐานทรัพยากรของตนเองได้อย่างยั่งยืน ล่าสุดพื้นที่ดังกล่าวอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมเข้าสู่กระบวนการทวนสอบและยื่นขอรับรองคาร์บอนเครดิตต่อองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. โดยมีพื้นที่ขึ้นทะเบียนโครงการ T-VER 12,645.31 ไร่ คาดว่าจะได้คาร์บอนเครดิตรายปี 11,275 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี พร้อมต่อยอดป่าชุมชนสู่เส้นทางท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้สนใจด้านความยั่งยืนได้เรียนรู้ว่า การอนุรักษ์ป่าสามารถเดินไปพร้อมกับการพัฒนาอาชีพ รายได้ และคุณภาพชีวิตของชุมชนในระยะยาวได้จริง ทั้งนี้ โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เริ่มดำเนินงานตั้งแต่ปี 2563 โดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน ใช้กลไกคาร์บอนเครดิตสนับสนุนให้ชุมชนดูแลป่าและดูแลตนเองได้พร้อมกัน ผ่านการจัดตั้ง 2 กองทุนสำคัญ ได้แก่ กองทุนดูแลป่า และกองทุนเพื่อการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน เพื่อให้ชุมชนมีงบประมาณสำหรับทำแนวกันไฟ ลาดตระเวน เฝ้าระวังไฟป่า ฟื้นฟูป่า พัฒนาอาชีพ และสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจจากฐานทรัพยากรของตนเอง ปัจจุบัน โครงการได้ดำเนินโครงการมาในระยะที่ 5 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/mae-fah-luang-amnatcharoen-community/">มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ โชว์เคสป่าชุมชน &#8216;อำนาจเจริญ&#8217; ใช้คาร์บอนเครดิตเป็นกลไกดูแลป่าโซนอีสาน ต่อยอดเศรษฐกิจฐานรากจากกองทุนพัฒนาอาชีพ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์</strong> ถอดบทเรียนความสำเร็จของพื้นที่ <strong>ป่าชุมชนตำบลสร้างถ่อน้อย อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ</strong> หลังเข้าร่วม <strong>โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน</strong> ตั้งแต่ปี 2566 จนพิสูจน์ให้เห็นว่า คาร์บอนเครดิตสามารถเป็นมากกว่ากลไกด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ชุมชนมีระบบดูแลป่า มีทุนพัฒนาอาชีพ และสร้างรายได้จากฐานทรัพยากรของตนเองได้อย่างยั่งยืน</p>
<p><span id="more-42896"></span></p>
<p>ล่าสุดพื้นที่ดังกล่าวอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมเข้าสู่กระบวนการทวนสอบและยื่นขอรับรองคาร์บอนเครดิตต่อองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. โดยมีพื้นที่ขึ้นทะเบียนโครงการ T-VER 12,645.31 ไร่ คาดว่าจะได้คาร์บอนเครดิตรายปี 11,275 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี พร้อมต่อยอดป่าชุมชนสู่เส้นทางท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้สนใจด้านความยั่งยืนได้เรียนรู้ว่า การอนุรักษ์ป่าสามารถเดินไปพร้อมกับการพัฒนาอาชีพ รายได้ และคุณภาพชีวิตของชุมชนในระยะยาวได้จริง</p>
<p>ทั้งนี้ <strong>โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน</strong> เริ่มดำเนินงานตั้งแต่ปี 2563 โดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน ใช้กลไกคาร์บอนเครดิตสนับสนุนให้ชุมชนดูแลป่าและดูแลตนเองได้พร้อมกัน ผ่านการจัดตั้ง 2 กองทุนสำคัญ ได้แก่ กองทุนดูแลป่า และกองทุนเพื่อการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน เพื่อให้ชุมชนมีงบประมาณสำหรับทำแนวกันไฟ ลาดตระเวน เฝ้าระวังไฟป่า ฟื้นฟูป่า พัฒนาอาชีพ และสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจจากฐานทรัพยากรของตนเอง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42901 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/22.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ปัจจุบัน โครงการได้ดำเนินโครงการมาในระยะที่ 5 แล้ว โดยจังหวัดอำนาจเจริญอยู่ในโครงการระยะที่ 3 ซึ่งเริ่มดำเนินงานในปี 2566 ครอบคลุมพื้นที่ป่าชุมชนในจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ ยโสธร และอำนาจเจริญ โดยมีภาคเอกชนจากหลายอุตสาหกรรมเข้าร่วมสนับสนุน ครอบคลุมตั้งแต่ธุรกิจเครื่องดื่ม พลังงาน ปิโตรเคมี การเงินและธนาคาร การบิน อสังหาริมทรัพย์ สินค้าอุปโภคบริโภค ไปจนถึงเกษตรอาหาร</p>
<p><em>สะท้อนให้เห็นว่าโมเดลความยั่งยืนจากดอยตุงสามารถขยายผลสู่พื้นที่ต่างๆ ได้จริง และการดูแลป่าชุมชนไม่ได้เป็นเพียงภารกิจด้านสิ่งแวดล้อมของพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่เป็นกลไกสำคัญที่เชื่อมโยงเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศของประเทศ ภาคธุรกิจ และคุณภาพชีวิตของชุมชนเข้าด้วยกัน </em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42897 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/1.jpg" alt="" width="1200" height="843" /></p>
<p><strong>คุณสมิทธิ หาเรือนพืชน์ ประธานสายงานการแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐาน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ </strong>กล่าวว่า มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้นำประสบการณ์จากโครงการพัฒนาดอยตุงฯ มาปรับใช้ในการขยายโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนไปยังป่าชุมชนในหลายภูมิภาคทั่วประเทศ โดยภาคอีสานเป็นหนึ่งในพื้นที่สำคัญที่มีทั้งความเข้มแข็งของชุมชน ฐานทรัพยากรป่าชุมชน และความพร้อมของผู้นำท้องถิ่น ปัจจุบันในภาคอีสานมีพื้นที่ดำเนินงานในจังหวัดอำนาจเจริญและจังหวัดยโสธร</p>
<p>“สิ่งที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ให้ความสำคัญคือการทำให้การดูแลป่าเชื่อมโยงกับชีวิตของชุมชนอย่างแท้จริง <em><strong>ป่าชุมชนไม่ใช่เพียงพื้นที่อนุรักษ์ แต่เป็นฐานทรัพยากร ฐานอาชีพ และฐานเศรษฐกิจของคนในพื้นที่</strong></em> หากชุมชนมีระบบบริหารจัดการที่เข้มแข็ง คาร์บอนเครดิตจะเป็นกลไกหนึ่งที่ช่วยให้การดูแลป่าเกิดความต่อเนื่อง และสร้างประโยชน์กลับคืนสู่ชุมชนได้ในระยะยาว” นายสมิทธิกล่าว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42898 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/4.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณปฐมพร ทรงลิลิตชูวงศ์ ผู้จัดการโครงการอาวุโส มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ</strong> กล่าวว่า พื้นที่ป่าชุมชนตำบลสร้างถ่อน้อย อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ มีพื้นที่ป่าชุมชนตามพระราชบัญญัติป่าชุมชน 16,385 ไร่ และพื้นที่ขึ้นทะเบียนโครงการ T-VER 12,645.31 ไร่ ครอบคลุม 13 หมู่บ้าน 1,761 ครัวเรือน หรือประชาชนที่เกี่ยวข้อง 7,596 คน<em><strong> ปัจจุบันอยู่ระหว่างการสำรวจและปรับปรุงข้อมูลพื้นที่โครงการ เพื่อยืนยันขอบเขตพื้นที่ ตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน ประเมินปริมาณการกักเก็บคาร์บอน</strong></em> จัดทำรายงานติดตามผลปริมาณก๊าซเรือนกระจก ทวนสอบโดยผู้ประเมินภายนอก และยื่นขอรับรองคาร์บอนเครดิตต่อ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก.<em><strong> โดยคาดว่าจะได้รับการรับรองคาร์บอนเครดิตภายในสิ้นปีนี้</strong></em></p>
<p>โดยชุมชนทั้ง 13 หมู่บ้าน ได้รับการสนับสนุนเพื่อนำไปบริหารจัดการผ่าน 2 กองทุน โดย <strong>กองทุนดูแลป่า</strong>ใช้สำหรับกิจกรรมป้องกันไฟป่า การทำแนวกันไฟ การลาดตระเวน การเฝ้าระวังไฟป่า การปลูกป่าเสริม และการจัดหาอุปกรณ์ป้องกันไฟป่า ซึ่งจากการดำเนินงาน​ <em><strong>ช่วยให้การเกิดไฟป่าลดลงได้ถึง 90%</strong> </em>ส่วน<strong>กองทุนเพื่อการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน </strong>ช่วยให้ชุมชนมีงบประมาณสำหรับพัฒนาพื้นที่และต่อยอดกิจกรรมสร้างรายได้ระหว่างรอคาร์บอนเครดิต อาทิ การแปรรูปอาหารพื้นถิ่น งานหัตถกรรม และการผลิตวัสดุปรับปรุงดินอินทรีย์</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42899 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/11.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ขณะเดียวกัน ชุมชนตำบลสร้างถ่อน้อยยังอยู่ระหว่างการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ร่วมกับภาคี ภายใต้โครงการ <strong>Village to the World Season 5</strong> ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โดยมีบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC เป็นหนึ่งในภาคีที่ร่วมสนับสนุนการยกระดับพื้นที่สู่แหล่งเรียนรู้ด้านความยั่งยืน เพื่อเชื่อมโยงทุนธรรมชาติ วิถีชีวิต และศักยภาพของชุมชนให้เกิดเป็นเส้นทางท่องเที่ยวที่สร้างรายได้ ควบคู่กับการดูแลทรัพยากรในระยะยาว</p>
<p><em>“จุดเด่นของพื้นที่นี้คือ ป่าดงใหญ่ไม่ได้เป็นเพียงผืนป่าอนุรักษ์ แต่เป็นทุนชีวิตของชุมชน ทั้งในฐานะแหล่งอาหารตามฤดูกาล แหล่งรายได้จากทรัพยากรธรรมชาติ ฐานอาชีพ และพื้นที่ที่กำลังต่อยอดไปสู่เส้นทางท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ถือเป็นพื้นที่ที่มีการบริหารจัดการดูแลป่า ชุมชน และการเปลี่ยนทรัพยากรท้องถิ่นให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ”</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42900 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/12.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ป่าดงใหญ่ในตำบลสร้างถ่อน้อยยังมีความโดดเด่นในฐานะ &#8216;<strong>ซูเปอร์มาร์เก็ตธรรมชาติ</strong>&#8216; ของชุมชน เป็นทั้งแหล่งอาหาร แหล่งรายได้ และพื้นที่ชีวิตของคนในตำบล ไม่ว่าจะเป็นเห็ดตามฤดูกาล ไข่มดแดง แมงจินูน แมงแคง ปลาและทรัพยากรธรรมชาติจากแหล่งน้ำ ตลอดจนภูมิปัญญาท้องถิ่นและงานศิลปะหัตถกรรม เช่น การทอผ้าไหม งานจักสาน การแปรรูปผลผลิตจากธรรมชาติ และการผลิตวัสดุปรับปรุงดินอินทรีย์แบบอัดเม็ด ซึ่งสะท้อนการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า และการต่อยอดกองทุนพัฒนาชุมชนให้เกิดรายได้หมุนเวียนในพื้นที่</p>
<p><strong>ด้านคุณตะนุ สมนาม ประธานป่าชุมชนบ้านคำข่า และกำนันตำบลสร้างถ่อน้อย</strong> กล่าวว่า การเข้าร่วมโครงการทำให้ชุมชนมองเห็นคุณค่าของการดูแลป่าชัดเจนขึ้น จากเดิมที่ชาวบ้านช่วยกันรักษาป่าดงใหญ่ในฐานะแหล่งอาหาร แหล่งน้ำ และพื้นที่ชีวิตของคนทั้งตำบล วันนี้การดูแลป่ามีแผน มีหน้าที่ และมีเป้าหมายร่วมกันมากขึ้น ทั้งการเฝ้าระวังไฟป่า การดูแลแนวกันไฟ การลาดตระเวน และการร่วมกันคิดว่าจะใช้ทรัพยากรในชุมชนอย่างไรให้เกิดประโยชน์โดยไม่ทำลายป่า</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42904 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/5.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>“สิ่งที่ชุมชนภูมิใจคือ ป่าดงใหญ่ไม่ได้เป็นเพียงป่าที่ชาวบ้านช่วยกันรักษา แต่กำลังกลายเป็นพื้นที่เรียนรู้ที่สร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชน คาร์บอนเครดิตจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เกี่ยวข้องกับอาหาร อาชีพ รายได้ และอนาคตของลูกหลานในพื้นที่โดยตรง”</em> คุณตะนุกล่าว</p>
<p>สำหรับเส้นทางท่องเที่ยวที่อยู่ระหว่างการพัฒนา ชุมชนจะเปิดให้ผู้มาเยือนได้เรียนรู้เรื่องป่าชุมชน การวัดต้นไม้เพื่อประเมินคาร์บอนเครดิต การนั่งซาเล้งชมเส้นทางป่าที่พัฒนาจากแนวลาดตระเวนและแนวกันไฟ การทำ Eco print จากสีธรรมชาติ การชมผ้าไหมและงานหัตถกรรมท้องถิ่น การเยี่ยมชมบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ส่างท่อ และการล่องเรือลำเซบาย เพื่อสัมผัสธรรมชาติสองฝั่งน้ำที่สะท้อนความอุดมสมบูรณ์ของป่าภาคอีสาน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42906 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/13.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ทั้งนี้ โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ดำเนินงานครอบคลุมป่าชุมชน 303 ชุมชน ใน 12 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ พะเยา แม่ฮ่องสอน ตาก กำแพงเพชร อุทัยธานี กระบี่ ยโสธร อำนาจเจริญ น่าน ลำปาง รวมพื้นที่ 287,944 ไร่ มีประชาชนได้รับประโยชน์ 161,171 คน จาก 52,359 ครัวเรือน และมีหน่วยงานร่วมสนับสนุน 30 องค์กร โดยผลการดำเนินโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของการให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการดูแลป่าและป้องกันไฟป่า</p>
<p>จากการติดตามพื้นที่เสียหายจากไฟป่าก่อนและหลังเข้าร่วมโครงการ พบว่า พื้นที่โครงการระยะที่ 1-2 ลดพื้นที่เสียหายจากไฟป่าจากค่าเฉลี่ย 11.41% เหลือ 1.99% ในปี 2567 ขณะที่โครงการระยะที่ 3 ลดลงจากค่าเฉลี่ย 8.17% เหลือ 1.18% ในปี 2568 และโครงการระยะที่ 4 ลดลงจาก 21.75% เหลือ 0.77% ชี้ให้เห็นว่ากลไกกองทุนดูแลป่าและการบริหารจัดการโดยชุมชนสามารถช่วยลดการเกิดไฟป่า ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของปัญหาฝุ่น PM 2.5 จากไฟป่าได้อย่างเป็นรูปธรรม เมื่อชุมชนมีทรัพยากร มีระบบบริหารจัดการ และมีแรงจูงใจที่เป็นธรรม ป่าชุมชนสามารถเป็นทั้งเครื่องมือด้านสภาพภูมิอากาศ ฐานเศรษฐกิจท้องถิ่น และหลักประกันคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/mae-fah-luang-amnatcharoen-community/">มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ โชว์เคสป่าชุมชน &#8216;อำนาจเจริญ&#8217; ใช้คาร์บอนเครดิตเป็นกลไกดูแลป่าโซนอีสาน ต่อยอดเศรษฐกิจฐานรากจากกองทุนพัฒนาอาชีพ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จากภูเขาหัวโล้น สู่ &#8216;โมเดลเรียนรู้ความยั่งยืน&#8217; 38 ปี โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ต้นแบบที่ยังมีลมหายใจด้านสิ่งแวดล้อมของไทย สู่สายตาชาวโลก</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/06/doitung-global-sustainable-development-role-model/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 04 Jun 2026 11:41:03 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity]]></category>
		<category><![CDATA[Circular Economy]]></category>
		<category><![CDATA[DoiTung]]></category>
		<category><![CDATA[Mae Fah Luan]]></category>
		<category><![CDATA[Mae Fah Luang Foundation]]></category>
		<category><![CDATA[MFLF]]></category>
		<category><![CDATA[SE]]></category>
		<category><![CDATA[Social Enterprise]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดการขยะ]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาที่ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[คนกับป่า]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ธนพงศ์ ดวงมณี]]></category>
		<category><![CDATA[ดอยตุง]]></category>
		<category><![CDATA[ต้นแบบการพัฒนาที่ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจหมุนเวียน]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42224</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในวันที่โลกกำลังเผชิญวิกฤตสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ &#8216;โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงราย&#8217; โดย มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ตอกย้ำบทบาทต้นแบบการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทย อีกหนึ่งบทพิสูจน์ที่สะท้อนว่า การฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมให้สำเร็จต้องทำทั้งระบบ ตั้งแต่การแก้ปัญหาเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของคน การสร้างอาชีพ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ไปจนถึงการทำให้ชุมชนมีส่วนร่วมในอนาคตของพื้นที่ตนเอง ตลอดระยะเวลาเกือบสี่ทศวรรษ ดอยตุงเปลี่ยนจากพื้นที่ภูเขาหัวโล้นที่เคยเผชิญปัญหาการปลูกพืชเสพติด การทำไร่เลื่อนลอย และการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ สู่พื้นที่ป่าที่ฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์กว่า 90% ผ่านการจัดสรรพื้นที่ให้คนอยู่ร่วมกับป่าอย่างสมดุล ควบคู่กับการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ การจัดการขยะไม่ให้ไปสู่บ่อฝังกลบ การดูแลน้ำ การใช้พลังงานทดแทนและลดต้นทุน การนำของเหลือจากการผลิตกลับมาใช้ประโยชน์ การพัฒนาคาร์บอนเครดิตเพื่อสร้างประโยชน์ให้ชุมชน และการปลูกฝังเยาวชนให้เป็นผู้ดูแลทรัพยากรรุ่นต่อไป จนโครงการพัฒนาดอยตุงฯ กลายเป็น &#8216;โมเดลความยั่งยืน&#8217; เป็นพื้นที่เรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม และเป็นต้นแบบการพัฒนาที่มีคณะศึกษาดูงานทั้งจากไทยและต่างประเทศเดินทางมาเรียนรู้หลายพันคนต่อปี  พร้อมต่อยอดองค์ความรู้และประสบการณ์จากพื้นที่สู่การเป็นที่ปรึกษาด้านความยั่งยืนให้กับองค์กรต่าง ๆ ที่ต้องการขับเคลื่อนงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการพัฒนาอย่างยั่งยืนในบริบทของตนเอง ดร.ธนพงศ์ ดวงมณี ผู้อำนวยการด้านนโยบายสิ่งแวดล้อม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า บทเรียนสำคัญของดอยตุงคือ ถ้าเราต้องการรักษาป่า เราต้องเข้าใจชีวิตของคนที่อยู่กับป่า การอนุรักษ์ที่ยั่งยืนไม่ใช่การห้ามคนใช้ทรัพยากรทั้งหมด แต่คือการออกแบบให้คนใช้ทรัพยากรอย่างพอดี มีระบบ มีความรับผิดชอบ และเห็นประโยชน์ร่วมกันในระยะยาว วันนี้งานสิ่งแวดล้อมของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/doitung-global-sustainable-development-role-model/">จากภูเขาหัวโล้น สู่ &#8216;โมเดลเรียนรู้ความยั่งยืน&#8217; 38 ปี โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ต้นแบบที่ยังมีลมหายใจด้านสิ่งแวดล้อมของไทย สู่สายตาชาวโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ในวันที่โลกกำลังเผชิญวิกฤตสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ <strong>&#8216;โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงราย&#8217;</strong> โดย <strong>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์</strong> ตอกย้ำบทบาทต้นแบบการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทย</p>
<p><span id="more-42224"></span></p>
<p>อีกหนึ่งบทพิสูจน์ที่สะท้อนว่า การฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมให้สำเร็จต้องทำทั้งระบบ ตั้งแต่การแก้ปัญหาเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของคน การสร้างอาชีพ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ไปจนถึงการทำให้ชุมชนมีส่วนร่วมในอนาคตของพื้นที่ตนเอง</p>
<p>ตลอดระยะเวลาเกือบสี่ทศวรรษ ดอยตุงเปลี่ยนจากพื้นที่ภูเขาหัวโล้นที่เคยเผชิญปัญหาการปลูกพืชเสพติด การทำไร่เลื่อนลอย และการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ สู่พื้นที่ป่าที่ฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์กว่า 90% ผ่านการจัดสรรพื้นที่ให้คนอยู่ร่วมกับป่าอย่างสมดุล ควบคู่กับการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ การจัดการขยะไม่ให้ไปสู่บ่อฝังกลบ การดูแลน้ำ การใช้พลังงานทดแทนและลดต้นทุน การนำของเหลือจากการผลิตกลับมาใช้ประโยชน์ การพัฒนาคาร์บอนเครดิตเพื่อสร้างประโยชน์ให้ชุมชน และการปลูกฝังเยาวชนให้เป็นผู้ดูแลทรัพยากรรุ่นต่อไป</p>
<p><em><strong>จนโครงการพัฒนาดอยตุงฯ กลายเป็น &#8216;โมเดลความยั่งยืน&#8217; เป็นพื้นที่เรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม และเป็นต้นแบบการพัฒนาที่มีคณะศึกษาดูงานทั้งจากไทยและต่างประเทศเดินทางมาเรียนรู้หลายพันคนต่อปี</strong>  </em>พร้อมต่อยอดองค์ความรู้และประสบการณ์จากพื้นที่สู่การเป็นที่ปรึกษาด้านความยั่งยืนให้กับองค์กรต่าง ๆ ที่ต้องการขับเคลื่อนงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการพัฒนาอย่างยั่งยืนในบริบทของตนเอง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42225 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/1.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p><strong>ดร.ธนพงศ์ ดวงมณี ผู้อำนวยการด้านนโยบายสิ่งแวดล้อม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ</strong> กล่าวว่า บทเรียนสำคัญของดอยตุงคือ ถ้าเราต้องการรักษาป่า เราต้องเข้าใจชีวิตของคนที่อยู่กับป่า การอนุรักษ์ที่ยั่งยืนไม่ใช่การห้ามคนใช้ทรัพยากรทั้งหมด แต่คือการออกแบบให้คนใช้ทรัพยากรอย่างพอดี มีระบบ มีความรับผิดชอบ และเห็นประโยชน์ร่วมกันในระยะยาว วันนี้งานสิ่งแวดล้อมของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ จึงไม่ได้หยุดอยู่ที่การฟื้นป่า แต่ขยายไปสู่การจัดการขยะ น้ำ พลังงาน คาร์บอน ความหลากหลายทางชีวภาพ และการสร้างเยาวชนในพื้นที่ให้เข้าใจคุณค่าของทรัพยากร เพราะสิ่งแวดล้อมจะยั่งยืนได้จริง ก็ต่อเมื่อชุมชนเป็นเจ้าของการเปลี่ยนแปลงนั้นด้วยตนเอง<strong> </strong></p>
<p><strong>&#8211; คนอยู่ร่วมกับป่าอย่างเข้าใจ</strong> <strong>ระบบนิเวศกลับคืน</strong> ความสำเร็จของโครงการพัฒนาดอยตุงฯ เกิดจากการจัดสรรการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างชัดเจน ทั้งป่าอนุรักษ์ ป่าเศรษฐกิจ ป่าใช้สอย พื้นที่ทำกิน และที่อยู่อาศัย เพื่อให้ชุมชนมีอาชีพ รายได้ และบทบาทในการดูแลทรัพยากร เมื่อคนมีทางเลือกในการดำรงชีวิต แรงกดดันต่อป่าธรรมชาติจึงลดลง และระบบนิเวศสามารถฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42226 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/3.jpeg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>&#8211; ความหลากหลายทางชีวภาพคือหลักฐานสำคัญของป่าที่กลับมามีชีวิต </strong>โครงการพัฒนาดอยตุงฯ จึงให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และติดตามข้อมูลในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ทั้งพืช สัตว์ป่า แหล่งน้ำ และระบบนิเวศโดยรอบ เพื่อใช้เป็นฐานในการวางแผนดูแลพื้นที่ให้คน ป่า และทรัพยากรธรรมชาติอยู่ร่วมกันได้ในระยะยาว</p>
<p><strong>&#8211; การจัดการขยะภายในพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุงฯ</strong> ยึดหลักขยะต้องไม่จบที่บ่อฝังกลบ ทำให้ไม่มีขยะสู่บ่อฝังกลบตั้งแต่ปี 2561 แม้เป็นพื้นที่ที่มีทั้งสำนักงาน โรงงาน ร้านอาหาร ร้านกาแฟ โรงแรม แหล่งท่องเที่ยว ชุมชน โรงเรียน และรองรับนักท่องเที่ยวปีละประมาณ 500,000 ถึง 600,000 คน โดยมีขยะที่ต้องบริหารจัดการประมาณ 102.4 ตันต่อปี หลักการสำคัญคือการแยกขยะตั้งแต่ต้นทางออกเป็น 6 ประเภท ได้แก่ ขยะรีไซเคิล ขยะย่อยสลายได้ ขยะอันตราย ขยะทั่วไป ขยะติดเชื้อ และขยะอื่น ๆ ก่อนนำไปจัดการตามลักษณะของขยะแต่ละประเภท เช่น นำกลับมาใช้ใหม่ ทำเป็นอาหารสัตว์ ส่งต่อให้บริษัทที่ได้รับอนุญาต หรือนำไปใช้เป็นพลังงาน แนวทางนี้ช่วยเปลี่ยนขยะให้เป็นทรัพยากรที่จัดการได้ครบวงจร และยังขยายผลไปสู่ชุมชนในพื้นที่ 29 หมู่บ้าน เพื่อให้ครัวเรือน โรงเรียน และชุมชนลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปกำจัด</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42227 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/4-re.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><strong>&#8211; ด้านการจัดการน้ำ</strong> โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ดำเนินงานตั้งแต่การใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ การบำบัด การนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ และการติดตามคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ เช่น สำนักงานกรุงเทพฯ ดอยตุง ตลอดจนศูนย์ผลิตและจำหน่ายงานมือ โรงย้อม โรงกระดาษสา และพื้นที่แปลงแมคคาเดเมีย รวมถึงการกำจัดสีในน้ำทิ้งจากกระบวนการย้อม และนำน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วกลับมาใช้ในกิจกรรมที่เหมาะสม ช่วยลดการใช้น้ำใหม่ ลดภาระต่อแหล่งน้ำธรรมชาติ และทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเดินหน้าไปพร้อมกับการดูแลระบบนิเวศต้นน้ำ</p>
<p><strong>&#8211; ด้านพลังงาน</strong> โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ใช้พลังงานทดแทนและมาตรการอนุรักษ์พลังงานให้เหมาะกับลักษณะงานของแต่ละพื้นที่ ตั้งแต่การติดตั้งโซลาร์เซลล์ การใช้ระบบแก๊สซิไฟเออร์จากถ่านไม้ไผ่ที่ได้จากไม้ไผ่ตายขุยในป่าไผ่ การใช้ระบบน้ำร้อนจากชีวมวลในกระบวนการต้ม ฟอก และย้อมผ้า รวมถึงการผลิตไบโอดีเซลเพื่อลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ทั้งหมดนี้ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้รวมประมาณ 163.3 tCO2e ต่อปี และลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้กว่า 1.46 ล้านบาทต่อปี สะท้อนว่า การลดคาร์บอนเริ่มได้จากการใช้ทรัพยากรในพื้นที่อย่างเหมาะสม และวัดผลให้ชัดเจนทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและต้นทุน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42228 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/6-re.jpg" alt="" width="1200" height="674" /></p>
<p><strong>&#8211; ผลิตภัณฑ์จากเศรษฐกิจหมุนเวียน ภายใต้แบรนด์ดอยตุง (</strong><strong>DoiTung)</strong> คืออีกตัวอย่างของการเปลี่ยนของเหลือจากการผลิตให้กลับมาเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าโดยนำเศษวัสดุจากงานหัตถกรรม สิ่งทอ เซรามิก กาแฟ และแมคคาเดเมียกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ ทั้งในรูปแบบสินค้า ส่วนผสมในกระบวนการผลิต และพลังงานชีวมวล ขณะเดียวกันน้ำเสียจากโรงย้อมยังผ่านการบำบัดและนำกลับมาใช้ประโยชน์</p>
<p><em>&#8220;แนวทางนี้ทำให้ DoiTung ได้รับการรับรองมาตรฐานและฉลากด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนและสิ่งแวดล้อมหลายรายการ ทั้งโครงการประเมินการดำเนินงานด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนขององค์กร (Circular Economy Performance Assessment System หรือ CEPAS) จากกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่, มาตรฐานระบบการจัดการเศรษฐกิจหมุนเวียนสำหรับธุรกิจ (Circular Economy Management System for Business หรือ CEMS) จากบูโร เวอริทัส, มาตรฐานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 จาก CCQM (Con Cert Quality Management GmbH), ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint of Product หรือ CFP) จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) สำหรับผ้าพันคอและกาแฟที่ได้รับการขึ้นทะเบียน และฉลากผลิตภัณฑ์หมุนเวียน Circular Mark จากมูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย สำหรับกาแฟแคปซูล เป็นต้น&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42230 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/10-re.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p><strong>&#8211; </strong><strong>คาร์บอนเครดิตต้องกลับไปสร้างประโยชน์ให้ชุมชน</strong> มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ พัฒนาคาร์บอนเครดิตเพื่อเปลี่ยนคุณค่าของป่าที่ชุมชนร่วมดูแลให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และเป็นแรงจูงใจในการอนุรักษ์ระยะยาว โดยพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุงฯ จำนวน 57,480 ไร่ ได้ขึ้นทะเบียนภายใต้โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย หรือ Thailand Voluntary Emission Reduction Program (T-VER) และสามารถสร้างคาร์บอนเครดิตได้ 419,513 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e) พร้อมต่อยอดองค์ความรู้สู่โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อขยายการทำงานร่วมกับป่าชุมชนทั่วประเทศ</p>
<p><strong>&#8211; เยาวชนคือกำลังสำคัญของการดูแลทรัพยากรในอนาคต</strong> โครงการพัฒนาดอยตุงฯ สร้างความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมให้คนรุ่นใหม่ในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ผ่านกิจกรรมต่างๆ อาทิ Science Fair นิทรรศการพลังงานและสิ่งแวดล้อม กิจกรรม <strong>&#8216;พลังงานทดแทน สร้างอนาคตคาร์บอนต่ำ&#8217;</strong> และ <strong>เครือข่ายดอยตุง Young Guardians</strong> ซึ่งเป็นเครือข่ายเยาวชนในพื้นที่ที่ร่วมเรียนรู้ ลงมือทำ และสื่อสารเรื่องสิ่งแวดล้อมในชุมชน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42229 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/11-re.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p>จากภูเขาหัวโล้นสู่พื้นที่ป่าที่ฟื้นคืน จากชุมชนที่เคยขาดโอกาสสู่ชุมชนที่มีอาชีพและมีส่วนร่วมดูแลทรัพยากร ดอยตุงจึงเป็น <strong>&#8216;ต้นแบบมีชีวิต&#8217;</strong> ที่ยืนยันว่า การพัฒนาที่ยั่งยืนเกิดขึ้นได้จริง เมื่อคนกับธรรมชาติเติบโตไปด้วยกันอย่างสมดุลในระยะยาว</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/doitung-global-sustainable-development-role-model/">จากภูเขาหัวโล้น สู่ &#8216;โมเดลเรียนรู้ความยั่งยืน&#8217; 38 ปี โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ต้นแบบที่ยังมีลมหายใจด้านสิ่งแวดล้อมของไทย สู่สายตาชาวโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ พลิกโมเดล สร้างแพลตฟอร์มทำกินให้ชุมชน พร้อมผนึกภาครัฐ เอกชน และต่างชาติ พัฒนาฐานข้อมูลกลไกการเงินเพื่อขับเคลื่อนคาร์บอนเครดิตสู่เน็ตซีโร่</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/04/mae-fah-luang-transformation/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 27 Apr 2026 04:39:26 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Business Model]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Credit]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[Mae Fah Luang]]></category>
		<category><![CDATA[Mae Fah Luang Foundation]]></category>
		<category><![CDATA[Nature-based Solutions]]></category>
		<category><![CDATA[NbS]]></category>
		<category><![CDATA[Transformation]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[ดอยตุง]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ]]></category>
		<category><![CDATA[หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล]]></category>
		<category><![CDATA[แม่ฟ้าหลวง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=41375</guid>

					<description><![CDATA[<p>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เดินหน้าปรับยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญ เพื่อรับมือความเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยวางทิศทางใหม่ให้ &#8216;การพัฒนา&#8217; ไม่ใช่เป็นเพียงภารกิจเชิงสังคม แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยกลไกตลาดอย่างยั่งยืน ภายใต้หลักการพัฒนาที่มี &#8216;คน&#8216; เป็นศูนย์กลาง ควบคู่การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ เดินหน้าเต็มกำลัง หลังปรับโครงสร้างองค์กร มูลนิธิฯ ปรับโครงสร้างการทำงานให้สอดรับบริบทปัจจุบัน โดยบูรณาการ 4 สายงานหลัก ได้แก่ 1.ธุรกิจเพื่อสังคม 2.การแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐาน (Nature-based Solutions: NbS) 3.ที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน และ 4.สายงานพัฒนาเชิงพื้นที่ เพื่อสร้างระบบนิเวศที่ครอบคลุมทั้งการเผยแพร่องค์ความรู้ การขยายผล และการบริหารรายได้อย่างยั่งยืน โดยสายงาน NbS เร่งขับเคลื่อนโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมภาคธุรกิจกับเครือข่ายชุมชน พร้อมขยายความร่วมมือกับภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง ภายในองค์กรมีการใช้กลยุทธ์ &#8216;ระบบคู่ขนาน&#8217; (Parallel System) สร้างทีมและกลไกใหม่ควบคู่ระบบเดิม เพื่อเร่งผลลัพธ์และลดแรงต้านการเปลี่ยนแปลง ในระยะยาว มูลนิธิฯ ตั้งเป้าขยายบทบาทสู่ระดับนานาชาติ โดยต่อยอดประสบการณ์ในพื้นที่ เช่น เมียนมา และอินโดนีเซีย หวังมุ่งสู่การเป็นองค์กรพัฒนาระดับโลก ขณะเดียวกัน สายงานธุรกิจเพื่อสังคมรับไม้ต่อยอดโอกาสทางธุรกิจของดอยตุง และสายงานที่ปรึกษาด้านความยั่งยืนจะขับเคลื่อนความร่วมมือระดับประเทศและองค์กร [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/mae-fah-luang-transformation/">มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ พลิกโมเดล สร้างแพลตฟอร์มทำกินให้ชุมชน พร้อมผนึกภาครัฐ เอกชน และต่างชาติ พัฒนาฐานข้อมูลกลไกการเงินเพื่อขับเคลื่อนคาร์บอนเครดิตสู่เน็ตซีโร่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์</strong> เดินหน้าปรับยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญ เพื่อรับมือความเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยวางทิศทางใหม่ให้ <em><strong>&#8216;การพัฒนา&#8217; ไม่ใช่เป็นเพียงภารกิจเชิงสังคม แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยกลไกตลาดอย่างยั่งยืน</strong></em> ภายใต้หลักการพัฒนาที่มี &#8216;<strong>คน</strong>&#8216; เป็นศูนย์กลาง ควบคู่การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ</p>
<p><span id="more-41375"></span></p>
<p><strong>เดินหน้าเต็มกำลัง หลังปรับโครงสร้างองค์กร</strong></p>
<p>มูลนิธิฯ ปรับโครงสร้างการทำงานให้สอดรับบริบทปัจจุบัน โดยบูรณาการ 4 สายงานหลัก ได้แก่ 1.ธุรกิจเพื่อสังคม<br />
2.การแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐาน (Nature-based Solutions: NbS) 3.ที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน และ 4.สายงานพัฒนาเชิงพื้นที่ เพื่อสร้างระบบนิเวศที่ครอบคลุมทั้งการเผยแพร่องค์ความรู้ การขยายผล และการบริหารรายได้อย่างยั่งยืน</p>
<p>โดยสายงาน NbS เร่งขับเคลื่อนโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมภาคธุรกิจกับเครือข่ายชุมชน พร้อมขยายความร่วมมือกับภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง ภายในองค์กรมีการใช้กลยุทธ์<strong> &#8216;ระบบคู่ขนาน&#8217;</strong> (Parallel System) สร้างทีมและกลไกใหม่ควบคู่ระบบเดิม เพื่อเร่งผลลัพธ์และลดแรงต้านการเปลี่ยนแปลง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41380 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Re-MFL5.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p>ในระยะยาว มูลนิธิฯ ตั้งเป้าขยายบทบาทสู่ระดับนานาชาติ โดยต่อยอดประสบการณ์ในพื้นที่ เช่น เมียนมา และอินโดนีเซีย หวังมุ่งสู่การเป็นองค์กรพัฒนาระดับโลก ขณะเดียวกัน สายงานธุรกิจเพื่อสังคมรับไม้ต่อยอดโอกาสทางธุรกิจของดอยตุง และสายงานที่ปรึกษาด้านความยั่งยืนจะขับเคลื่อนความร่วมมือระดับประเทศและองค์กร สร้างฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพ และถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ภาคเอกชนและเยาวชนผ่านการให้คำปรึกษาและหลักสูตรต่างๆ</p>
<p><strong>สร้างโมเดลพัฒนาใหม่ เชื่อมเศรษฐกิจ–ชุมชน–สิ่งแวดล้อม</strong></p>
<p><strong>หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล</strong> เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า การปรับครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการปรับโครงสร้างองค์กร แต่เป็นการวางรากฐานแนวทางพัฒนาใหม่ที่ใช้กลไกตลาดเป็นตัวขับเคลื่อน ความท้าทายคือทำให้การพัฒนาไม่เป็นภาระงบประมาณ แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจ ที่ภาคเอกชน ชุมชน และสิ่งแวดล้อมเติบโตไปด้วยกัน โดยหัวใจยังเหมือนเดิม คือ ถ้าจะปลูกป่า ต้องปลูกคนก่อน แต่วันนี้เรากำลังขยายแนวคิดนี้สู่ระดับประเทศ และเชื่อมต่อกับตลาดโลกได้จริง ซึ่งการปรับครั้งนี้สะท้อนบทบาทใหม่ของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ในฐานะ <strong>&#8216;ตัวกลางเศรษฐกิจความยั่งยืน&#8217;</strong> ที่เชื่อมทรัพยากร ชุมชน และทุนเข้าด้วยกัน พร้อมก้าวสู่ต้นแบบการพัฒนายุคใหม่ของประเทศไทย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41377 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Re-MFL1.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p><strong>ขยาย</strong><strong>แบรนด์ธุรกิจเพื่อสังคม </strong><strong>&#8216;</strong><strong>ดอยตุง</strong><strong>&#8216; พัฒนาชุมชน </strong><strong>เจาะตลาดคนรุ่นใหม่ </strong></p>
<p><strong><u>งานหัตถกรรม </u></strong>ขยายการส่งเสริมงานหัตถกรรมจากพื้นที่ดอยตุงสู่พื้นที่ขยายผล เพื่อสร้างรายได้ฐานรากและยกระดับทักษะชุมชน โดยทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงตั้งแต่การฝึกอบรม การผลิต ไปจนถึงการควบคุมคุณภาพ เพื่อให้สามารถผลิตงานให้กับแบรนด์ DoiTung และต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ของตนเอง ปัจจุบันในพื้นที่ปางมะหัน ปูนะ และบ้านห้วยส้าน สามารถสร้างรายได้รวมหลายล้านบาท พร้อมเปิดโอกาสให้ครัวเรือนมีรายได้เสริมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มสตรีที่สามารถทำงานใกล้บ้าน และเตรียมขยายโมเดลสู่พื้นที่ป่าชุมชนภายใต้โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อสร้างอาชีพควบคู่การดูแลทรัพยากร และกระจายรายได้สู่ชุมชนในวงกว้าง</p>
<p>นอกจากนี้ยังเตรียมเปิดตัวแบรนด์ใหม่ เจาะกลุ่มลูกค้าที่อายุน้อยลง ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานง่ายและสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ประจำวัน พร้อมเชื่อมโยงแก่นแท้ของงานที่โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ได้ดำเนินงานตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันผ่านการออกแบบสินค้า จะออกวางจำหน่ายในร้านดอยตุงไลฟ์สไตล์ อย่างไม่เป็นทางการปลายไตรมาสที่ 2 นี้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41381 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Re-MFL8.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><strong><u>งานกาแฟและแมคคาเดเมีย</u></strong> ยังคงเป็นสินค้าหลักที่ตลาดมีความต้องการสูง โดยขยายการผลิตแบบ OEM ผ่านความร่วมมือกับภาคเอกชน เช่น การบินไทย ซึ่งปัจจุบันเสิร์ฟกาแฟดอยตุงในทุกเที่ยวบินทั่วโลก พร้อมไปกับการพัฒนาสายพันธุ์ และการปลูกที่ทนทานต่อสภาพการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ</p>
<p><strong><u>งานสร้างผู้ประกอบการในพื้นที่ </u></strong>โครงการพัฒนาดอยตุงฯ เดินหน้ายกระดับบทบาทสู่การเป็นแพลตฟอร์มสร้างผู้ประกอบการในพื้นที่ โดยใช้การรวมกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเป็นกลไกสำคัญ ปัจจุบันมี 15 กลุ่ม สมาชิกกว่า 1,030 คน สร้างรายได้รวมกว่า 38.2 ล้านบาท ในปี 2568 ครอบคลุมตั้งแต่ภาคเกษตร การแปรรูป และการพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง หนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนศักยภาพคือ<strong> &#8216;หมูดำดอยตุง&#8217;</strong> ซึ่งต่อยอดจากการจำหน่ายเนื้อสด สู่การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เช่น ไส้กรอก แฟรงก์เฟิร์ตเตอร์ และดอยตุงแฮม ช่วยเพิ่มมูลค่าจากหลักร้อยสู่หลักพันบาทต่อกิโลกรัม สร้างรายได้และยกระดับชุมชนสู่การเป็นผู้ประกอบการที่แข่งขันได้อย่างยั่งยืน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41382 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Re-MFL10.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p><strong><u>งานท่องเที่ยว</u></strong> มุ่งเจาะกลุ่มสัมมนาและอบรม โดยบูรณาการกับสายงานความยั่งยืนและองค์ความรู้ เพื่อสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงการเรียนรู้</p>
<p><strong>ดันคาร์บอนเครดิตไทยสู่ตลาดโลกด้วย</strong><strong> &#8216;</strong><strong>มิติทางสังคม</strong><strong>&#8216; </strong></p>
<p>อีกหนึ่งกลไกสำคัญคือการผลักดันคาร์บอนเครดิตสู่ตลาดโลก โดยใช้เครือข่ายป่าชุมชนกว่า 300 แห่งเป็นฐาน</p>
<p>จุดเด่นของแนวทางนี้คือการให้ความสำคัญกับ &#8216;มิติทางสังคมและชุมชน&#8217; ควบคู่กับการกักเก็บคาร์บอน ซึ่งยังไม่ถูกใช้เป็นเกณฑ์หลักในตลาดส่วนใหญ่ โดยมูลนิธิ ได้ดำเนินการผ่านโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ปัจจุบันครอบคลุมพื้นที่ป่ากว่า 287,914 ไร่ ใน 12 จังหวัด มีชุมชนเข้าร่วม 303 ชุมชน และมีผู้ได้รับประโยชน์กว่า 161,000 คน พร้อมตั้งเป้าขยายพื้นที่เพิ่มอีก 100,000–150,000 ไร่ในปี 2569 สู่เป้าหมาย 1 ล้านไร่ภายในปี 2572 โครงการครอบคลุมระบบนิเวศหลากหลาย เช่น ป่าดิบเขา ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าชายเลน เพื่อเพิ่มศักยภาพการกักเก็บคาร์บอนควบคู่การสร้างรายได้ให้ชุมชน โดยปัจจุบันสามารถรับรองคาร์บอนเครดิตแล้วจาก 12 ป่าชุมชน พื้นที่รวม 12,840 ไร่ คิดเป็นปริมาณ 58,824 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41378 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Re-MFL2.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p>มูลนิธิฯ ยังได้เริ่มขยายความร่วมมือระดับนานาชาติ เพื่อส่งเงินทุนลงสู่ชุมชนโดยตรง ลดการกระจุกตัวในโครงการขนาดใหญ่ หากสำเร็จ จะช่วยผลักดันคาร์บอนเครดิตจากป่าไม้ไทยสู่ตลาดโลก และเชื่อมทรัพยากรธรรมชาติเข้ากับเศรษฐกิจสากลอย่างเป็นรูปธรรม แนวทางนี้สะท้อน <strong>&#8216;เศรษฐกิจชุมชนรูปแบบใหม่&#8217;</strong> ที่เชื่อมโยงกับตลาดคาร์บอน และทำให้การอนุรักษ์ทรัพยากรเป็นแหล่งรายได้อย่างยั่งยืน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41379 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Re-MFL3.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/mae-fah-luang-transformation/">มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ พลิกโมเดล สร้างแพลตฟอร์มทำกินให้ชุมชน พร้อมผนึกภาครัฐ เอกชน และต่างชาติ พัฒนาฐานข้อมูลกลไกการเงินเพื่อขับเคลื่อนคาร์บอนเครดิตสู่เน็ตซีโร่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เร่ง Climate Adaptation พัฒนาสายพันธุ์ &#8216;กาแฟดอยตุง&#8217; ​ทนขึ้น และยืดหยุ่นมากขึ้น​ รับมือความเสี่ยงจากสภาพอากาศ กระทบพื้นที่ปลูกกาแฟ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/02/doi-tung-coffee-climate-adaptation/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 23 Feb 2026 13:28:19 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Adaptation]]></category>
		<category><![CDATA[Climate]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Adaptation]]></category>
		<category><![CDATA[DoiTung]]></category>
		<category><![CDATA[DoiTung Coffee]]></category>
		<category><![CDATA[Resilience]]></category>
		<category><![CDATA[กาแฟ]]></category>
		<category><![CDATA[ดอยตุง]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ปลูกกาแฟ]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ]]></category>
		<category><![CDATA[สภาพอากาศเปลี่ยนแปลง]]></category>
		<category><![CDATA[สมิทธิ หาเรือนพืชน์]]></category>
		<category><![CDATA[สายพันธุ์กาแฟ]]></category>
		<category><![CDATA[สิทธินัดดา ปภาวสิทธิ์]]></category>
		<category><![CDATA[เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ]]></category>
		<category><![CDATA[แม่ฟ้าหลวง]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการพัฒนาดอยตุง]]></category>
		<category><![CDATA[โลกร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[โลกเดือด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=40181</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อกาแฟที่ผู้บริโภคดื่มทุกวัน กำลังเผชิญแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตลดลง ราคามีแนวโน้มสูงขึ้น ​จากผลกระทบของ​อุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นและความแปรปรวนของสภาพอากาศ กระทบต่อ &#8216;พื้นที่ที่เหมาะกับการปลูกกาแฟ&#8217; ให้มีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่อง การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ จึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อปริมาณการผลิตเมล็ดกาแฟ  ​ทำให้กาแฟทั้งแพงขึ้น และปลูกได้ยากมากขึ้น รวมทั้งการควบคุมคุณภาพของผลผลิตที่ทำได้ยากมากขึ้นเช่นเดียวกัน  ข้อมู​ลสะท้อนให้เห็นปัญหาด้านปริมาณผลผลิตกาแฟ​ จากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ Food and Agriculture Organization of the United Nations (FAO) ระบุว่า ราคากาแฟโลกพุ่งขึ้นเกือบ 40%  ในปี 2024 จากแรงกดดันด้านผลผลิตและสภาพอากาศ ขณะที่ในปี 2025 ราคากาแฟอาราบิกาทำสถิติสูงสุดที่ 3.6945 ดอลลาร์สหรัฐต่อปอนด์ หรือเพิ่มขึ้นราว 15% ตั้งแต่ต้นปี ขณะที่ความต้องการบริโภคยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่ในประเทศไทย ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า ปีการผลิต 2567/68 ไทยมีผลผลิตกาแฟราว 15,651 ตัน สวนทางกับความต้องการบริโภคภายในประเทศสูงถึงกว่า 95,500 ตัน หรือสามารถผลิตไดัเพียง 25% [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/02/doi-tung-coffee-climate-adaptation/">มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เร่ง Climate Adaptation พัฒนาสายพันธุ์ &#8216;กาแฟดอยตุง&#8217; ​ทนขึ้น และยืดหยุ่นมากขึ้น​ รับมือความเสี่ยงจากสภาพอากาศ กระทบพื้นที่ปลูกกาแฟ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อกาแฟที่ผู้บริโภคดื่มทุกวัน กำลังเผชิญแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตลดลง ราคามีแนวโน้มสูงขึ้น ​จากผลกระทบของ​อุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นและความแปรปรวนของสภาพอากาศ กระทบต่อ <strong>&#8216;พื้นที่ที่เหมาะกับการปลูกกาแฟ&#8217;</strong> ให้มีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่อง</p>
<p><span id="more-40181"></span></p>
<p><em><strong>การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ จึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อปริมาณการผลิตเมล็ดกาแฟ  ​ทำให้กาแฟทั้งแพงขึ้น และปลูกได้ยากมากขึ้น รวมทั้งการควบคุมคุณภาพของผลผลิตที่ทำได้ยากมากขึ้นเช่นเดียวกัน </strong></em></p>
<p>ข้อมู​ลสะท้อนให้เห็นปัญหาด้านปริมาณผลผลิตกาแฟ​ จากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ Food and Agriculture Organization of the United Nations (FAO) ระบุว่า ราคากาแฟโลกพุ่งขึ้นเกือบ 40%  ในปี 2024 จากแรงกดดันด้านผลผลิตและสภาพอากาศ ขณะที่ในปี 2025 ราคากาแฟอาราบิกาทำสถิติสูงสุดที่ 3.6945 ดอลลาร์สหรัฐต่อปอนด์ หรือเพิ่มขึ้นราว 15% ตั้งแต่ต้นปี ขณะที่ความต้องการบริโภคยังอยู่ในระดับสูง</p>
<p>ขณะที่ในประเทศไทย ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า ปีการผลิต 2567/68 ไทยมีผลผลิตกาแฟราว 15,651 ตัน สวนทางกับความต้องการบริโภคภายในประเทศสูงถึงกว่า 95,500 ตัน หรือสามารถผลิตไดัเพียง 25% ของปริมาณความต้องการเท่านั้น ทำให้ต้องนำเข้ากาแฟในปริมาณมากกว่า 80,000 ตัน  ซึ่งมีการนำเข้าเพิ่มขึ้นถึง 10% รวมไปถึงระดับราคานำเข้าที่ขยับขึ้นถึง 30% สถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้สะท้อนเพียงแค่ ต้นทุนในธุรกิจกาแฟที่สูงขึ้นเท่านั้น แต่ยังมองเห็น &#8216;ความเสี่ยง&#8217; ที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนได้อีกด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40183 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/9-re.jpg" alt="" width="1200" height="795" /></p>
<p>นำมาสู่การปรับตัวของ<strong> &#8216;กาแฟดอยตุง&#8217;</strong> โดย <strong>โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ</strong> ภายใต้การดำเนินงานของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่ได้ดำเนินงานวิจัยและพัฒนากาแฟมาอย่างต่อเนื่องหลายปี ภายใต้ <strong>&#8216;โครงการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์กาแฟ&#8217;</strong> โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อสร้างความได้เปรียบให้เกษตรกรในพื้นที่ และลดความเสี่ยงจากข้อจำกัดด้านภูมิประเทศ เนื่องจากดอยตุงปลูกกาแฟในระดับความสูงประมาณ 700–1,200 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ซึ่งไม่สูงมากเมื่อเทียบกับแหล่งปลูกอื่น จึงจำเป็นต้องค้นหาสายพันธุ์ที่เหมาะสมกับพื้นที่ดอยตุง และรับความเสี่ยงด้านการทดลองแทนเกษตรกร เนื่องจากการทำวิจัยเหล่านี้ต้องใช้งบประมาณค่อนข้างสูง</p>
<p>เมื่อสภาพภูมิอากาศเริ่มทวีความรุนแรงขึ้น ปัจจัยด้านสภาพภูมิอากาศ (climate) ​กลายเป็นโจทย์สำคัญที่เพิ่มเข้ามาในการวิจัย ทำให้การคัดเลือกสายพันธุ์ต้องเข้มข้นยิ่งขึ้น โดย สายพันธุ์ที่คัดเลือกมา ต้องปลูกได้ดีที่ดอยตุง ปรับตัวได้ดีที่ดอยตุง และปรับตัวกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงมากขึ้นด้วย เพื่อให้เกษตรกรสามารถอยู่รอดได้ในระยะยาว ท่ามกลางความผันผวนที่กำลังกลายเป็นความปกติใหม่ของอุตสาหกรรมกาแฟโลก</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40184 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/1-kmai.jpg" alt="" width="1200" height="753" /></p>
<p><strong>คุณสมิทธิ หาเรือนพืชน์</strong> ประธานสายงานการแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐานและโครงการพิเศษ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า ดอยตุงมองเรื่องกาแฟที่ปลูกการวิจัย และการหาสายพันธุ์ในมุมของความยั่งยืนของเกษตรกรเป็นหลัก ซึ่งมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้ศึกษาเรื่องการปลูกกาแฟมานานแล้ว โดยทดลองจากพื้นที่จริง ทดสอบในทุกระดับความสูง และทำงานร่วมกับหลายกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ เพื่อดูว่าสายพันธุ์ใดเหมาะกับสภาพดิน อากาศ และบริบทของแต่ละหมู่บ้านจริง ๆ ไม่ใช่เพียงการทดลองในแปลงสาธิตเท่านั้น</p>
<p><em>“คนส่วนใหญ่อาจจะยังไม่ได้เตรียมตัวว่า ถ้าวันหนึ่งโลกร้อนขึ้นกาแฟที่เรามีอยู่ในไทยอาจจะต้านทานสภาพอากาศไม่ได้อีกแล้ว สิ่งที่ทีมพัฒนากาแฟภายใต้ส่วนงานโครงการพิเศษของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ศึกษาวิจัย เราเตรียมทดลองสายพันธุ์กาแฟในระดับความสูงที่แตกต่างกัน หากในวันหนึ่ง ผลผลิตของชาวบ้านไปต่อไม่ได้ ดอยตุงก็จะมีระบบสำรองเมล็ดพันธุ์ ที่จะสร้างความยั่งยืนให้พวกเขาต่อได้ เพราะเป้าหมายที่แท้จริงของ การพัฒนากาแฟรวมไปถึงผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ดำเนินงานก็เพื่อสร้างความยั่งยืนแท้จริงให้กับ คน ชุมชน และป่า”</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40186 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/2-1.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p>ด้าน<strong> คุณสิทธินัดดา ปภาวสิทธิ์</strong> ผู้จัดการส่วนโครงการพิเศษ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ผู้ดูแลโครงการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์กาแฟ กล่าวว่า การรับมือของดอยตุงไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องทำให้ระบบปลูก &#8216;ทนขึ้น&#8217; และ &#8216;ยืดหยุ่นขึ้น&#8217; ตั้งแต่ดินจนถึงต้นกาแฟ โดยเดินหน้าเรื่องการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ ผ่านทั้งวนเกษตรและเกษตรเชิงฟื้นฟู เพิ่มความหลากหลายของพืชในแปลง วางแผนจัดการพื้นที่ให้เหมาะกับสภาพอากาศที่ผันผวน ปรับปรุงดินและการจัดการน้ำให้แปลงสามารถกักเก็บความชื้นได้ดีขึ้น รวมถึงใช้จุลินทรีย์และปุ๋ยอินทรีย์เพื่อเสริมความแข็งแรงของระบบราก</p>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"><em>&#8220;เมื่ออากาศแปรปรวนหนักขึ้น โรคและแมลงมากขึ้น ปริมาณน้ำขาดแคลน และปริมาณน้ำฝนไม่แน่นอนมากยิ่งขึ้น กาแฟจึงไม่ใช่พืชที่จะปลูกเหมือนเดิมได้อีกต่อไป รวมทั้ง​เรื่องของคุณภาพก็ไม่สามารถ​คุมได้ง่ายเหมือนเดิมเช่นกัน ​นำมาสู่การพัฒนา <strong>&#8216;สายพันธุ์ที่ทนต่อสภาพอากาศ’</strong> ให้เร็วขึ้น เพื่อสร้างสายพันธุ์ที่แข็งแรงมากขึ้น ​เอาตัวรอดได้ดี และยังให้รสชาติที่ดี เพื่อรักษาความต้องการในตลาด โดยเฉพาะการ​รักษารสชาติแบบอาราบิก้า แต่แข็งแรงขึ้นแบบโรบัสต้า พร้อมใช้ระบบวนเกษตรปลูกไม้ร่มเงา เพื่อลดอุณหภูมิในทรงพุ่มกาแฟลงประมาณ 2–5 องศา เพื่อลดความเสี่ยงจากแดดเผาและความเครียดของต้นกาแฟ ​รวมไปถึงการ​การจัดการโรคและแมลงอย่างเป็นระบบ เพราะในโลกที่ร้อนขึ้น ศัตรูพืชไม่รอให้เราพร้อมอีกต่อไป&#8221; </em></div>
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40187 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/12-re.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></div>
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">ท่ามกลางราคากาแฟโลกที่ผันผวน และอุปทานที่ตึงตัวจากผลกระทบของสภาพภูมิอากาศ ความท้าทายของอุตสาหกรรมกาแฟไทยจึงเชื่อมโยงถึงความมั่นคงทางเศรษฐกิจทั้งระบบ สถานการณ์ดังกล่าวไม่เพียงกระทบต่อเกษตรกรหรือผู้ประกอบการต้นน้ำ หากกำลังส่งแรงสะเทือนมาถึงผู้บริโภคโดยตรง โดยเฉพาะในประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าสูงอย่างไทย เมื่อผลผลิตโลกหดตัวจากวิกฤตภูมิอากาศ ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นย่อมสะท้อนผ่านราคากาแฟที่ผู้บริโภคเข้าถึงทุกวัน และอาจกลายเป็นความเสี่ยงถาวรของตลาดในระยะยาว หากไม่มีการปรับตัวอย่างจริงจังตั้งแต่วันนี้</div>
</div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/02/doi-tung-coffee-climate-adaptation/">มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เร่ง Climate Adaptation พัฒนาสายพันธุ์ &#8216;กาแฟดอยตุง&#8217; ​ทนขึ้น และยืดหยุ่นมากขึ้น​ รับมือความเสี่ยงจากสภาพอากาศ กระทบพื้นที่ปลูกกาแฟ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ร่วมเวที Nature Lunch at Davos 2026 สะท้อนบทบาทธรรมชาติเป็นฐานเศรษฐกิจยั่งยืนบนเวทีโลก</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/01/mflf-join-nature-lunch-at-davos-2026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 28 Jan 2026 10:55:37 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[Mae Fah Luang Fonudation]]></category>
		<category><![CDATA[MFLF]]></category>
		<category><![CDATA[Nature Lunch at Davos 2026]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ]]></category>
		<category><![CDATA[หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=39683</guid>

					<description><![CDATA[<p>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดย หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้รับเกียรติเข้าร่วมงาน เนเชอร์ลันช์ แอท ดาวอส 2026: แวร์ เนเชอร์ มีตส์ ลีดเดอร์ชิป (Nature Lunch at Davos 2026: Where Nature Meets Leadership) ณ โรงแรมชัทซัลพ์ (Hotel Schatzalp) เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นเวทีแลกเปลี่ยนระหว่างผู้นำทางความคิดจากหลากหลายภาคส่วนที่จัดขึ้นคู่ขนานกับการประชุม เวิลด์อีโคโนมิกฟอรัม (World Economic Forum: WEF) แอนนวลมีตติง 2026 (Annual Meeting 2026) การประชุมระดับโลกที่รวบรวมผู้นำจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคสังคมจากทั่วโลก เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและร่วมกำหนดทิศทางนโยบายและเศรษฐกิจโลกในประเด็นที่ส่งผลต่ออนาคตของโลก ทั้งนี้ เนเชอร์ลันช์ (Nature Lunch) ที่ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้เข้าร่วมประชุมเป็นเวทีระดับสูงในวงจำกัดที่รวบรวมผู้มีบทบาทตัดสินใจจากภาคธุรกิจ การเงิน นักลงทุน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/01/mflf-join-nature-lunch-at-davos-2026/">มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ร่วมเวที Nature Lunch at Davos 2026 สะท้อนบทบาทธรรมชาติเป็นฐานเศรษฐกิจยั่งยืนบนเวทีโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์</strong> โดย <strong>หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ</strong> ได้รับเกียรติเข้าร่วมงาน เนเชอร์ลันช์ แอท ดาวอส 2026: แวร์ เนเชอร์ มีตส์ ลีดเดอร์ชิป (Nature Lunch at Davos 2026: Where Nature Meets Leadership) ณ โรงแรมชัทซัลพ์ (Hotel Schatzalp) เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์</p>
<p><span id="more-39683"></span></p>
<p>ซึ่งเป็นเวทีแลกเปลี่ยนระหว่างผู้นำทางความคิดจากหลากหลายภาคส่วนที่จัดขึ้นคู่ขนานกับการประชุม เวิลด์อีโคโนมิกฟอรัม (World Economic Forum: WEF) แอนนวลมีตติง 2026 (Annual Meeting 2026) การประชุมระดับโลกที่รวบรวมผู้นำจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคสังคมจากทั่วโลก เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและร่วมกำหนดทิศทางนโยบายและเศรษฐกิจโลกในประเด็นที่ส่งผลต่ออนาคตของโลก</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39686 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/MFL3.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ทั้งนี้ เนเชอร์ลันช์ (Nature Lunch) ที่ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้เข้าร่วมประชุมเป็นเวทีระดับสูงในวงจำกัดที่รวบรวมผู้มีบทบาทตัดสินใจจากภาคธุรกิจ การเงิน นักลงทุน นักวิทยาศาสตร์ และภาคสังคม เพื่อเร่งการขับเคลื่อนธุรกิจ การเงิน และนโยบายที่สร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อธรรมชาติ (เนเชอร์โพซิทีฟ หรือ nature positive) ในปี 2569 งานดังกล่าวจัดร่วมโดย ยูโรเปียนไบโอดิเวอร์ซิตีโคอะลิชัน (European Biodiversity Coalition), อินโนเวตฟอร์เนเชอร์ (Innovate 4 Nature), ไบโอดิเวอร์ซิตีบริดจ์ (Biodiversity Bridge) และ เนเชอร์เวลท์ฟาวน์เดชัน (Nature Wealth Foundation) ซึ่งเป็นเครือข่ายและองค์กรระหว่างประเทศที่มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงความหลากหลายทางชีวภาพกับนโยบาย การเงิน และนวัตกรรม โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 120 คน จากองค์กรชั้นนำ อาทิ ดอยช์แบงก์ (Deutsche Bank), เคพีเอ็มจี (KPMG), พีดับเบิลยูซี (PwC), สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (Standard Chartered), อิเกีย (IKEA), โฮลซิม (Holcim), กูดคาร์บอน (Good Carbon) และ แอ็กต์ฟอร์เนเชอร์ (Act for Nature) เป็นต้น เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงกลยุทธ์และสร้างความร่วมมือเชิงปฏิบัติ ภายใต้บริบทที่ร้อยละ 55 ของจีดีพีโลก (Global GDP) พึ่งพาธรรมชาติ ขณะที่ระบบนิเวศกำลังเสื่อมโทรมลงอย่างรวดเร็ว</p>
<p>นอกจากนี้ภายในงานยังมีการเสวนาหัวข้อ “เดอะ เนเชอร์ อิมเพอเรทีฟ – วอต บิซิเนส มัสต์ ดู นาว” (“The Nature Imperative – What Business Must Do Now”) โดย โยฮัน ร็อกสตรอม (Johan Rockström) นักวิทยาศาสตร์ผู้ริเริ่มแนวคิด แพลเนแทรีบาวน์ดารีส์ (Planetary Boundaries) เกี่ยวกับขีดจำกัดของระบบโลกที่มนุษย์ไม่ควรก้าวล้ำ การมอบรางวัล อินโนเวตฟอร์เนเชอร์อวอร์ด (Innovate 4 Nature Award) และกิจกรรมสร้างเครือข่าย เพื่อผลักดันแนวทาง เนเชอร์โพซิทีฟโซลูชันส์ (nature positive solutions) สู่การดำเนินการจริง ซึ่งมีศักยภาพในการสร้างงานได้ถึง 395 ล้านตำแหน่ง และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 10 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030 พร้อมยกระดับบทบาทของธรรมชาติจาก “ต้นทุนที่มองไม่เห็น” สู่ “ทุนสำคัญของเศรษฐกิจโลก”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39685 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/MFL2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ในโอกาสนี้ <strong>หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ</strong> ได้ถ่ายทอดประสบการณ์การทำงานของ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ซึ่งเป็นตัวอย่างการพัฒนาที่อาศัยธรรมชาติเป็นฐาน (เนเชอร์เบสด์ดีเวลอปเมนต์ หรือ nature based development) ในพื้นที่จริงอย่างต่อเนื่องร่วม 4 ทศวรรษ ตั้งแต่โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ที่ได้มุ่งเน้นการพัฒนาคนควบคู่กับการฟื้นฟูระบบนิเวศ การพัฒนาฐานข้อมูลพื้นฐานความหลากหลายทางชีวภาพอย่างต่อเนื่อง ไปจนถึงการพัฒนาโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตจากป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งปัจจุบันโครงการดังกล่าวได้ขยายผลจากพื้นที่ดอยตุงสู่ 12 จังหวัดทั่วประเทศ และพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนกว่า 160,000 คน แนวทางดังกล่าวได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานในฐานะกรณีศึกษาที่สามารถเชื่อมโยงการอนุรักษ์ธรรมชาติกับเศรษฐกิจและการพัฒนาชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงจาก พรินเซส ดร. ออกุสเต แห่งบาวาเรีย (Princess Dr. Auguste of Bavaria) นักสัตววิทยา (zoologist) และนักวิทยาศาสตร์ด้านพฤติกรรม (behavioral scientist) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในระดับนานาชาติ</p>
<p>การเข้าร่วม เนเชอร์ลันช์ แอท ดาวอส 2026 (Nature Lunch at Davos 2026) ในครั้งนี้ สะท้อนบทบาทของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ในฐานะองค์กรจากภูมิภาคเอเชียที่สามารถนำบทเรียนการพัฒนาพื้นที่จริงไปเชื่อมโยงกับเวทีนโยบายและเศรษฐกิจโลก พร้อมตอกย้ำความสำคัญของเวที เวิลด์อีโคโนมิกฟอรัม (World Economic Forum) ในการทำหน้าที่เป็นพื้นที่กลางที่เชื่อมโยงผู้นำจากหลากหลายภาคส่วน เพื่อร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจโลกที่เคารพขีดจำกัดของธรรมชาติและมุ่งสู่ความยั่งยืนในระยะยาว</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/01/mflf-join-nature-lunch-at-davos-2026/">มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ร่วมเวที Nature Lunch at Davos 2026 สะท้อนบทบาทธรรมชาติเป็นฐานเศรษฐกิจยั่งยืนบนเวทีโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
