<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>รายงานความยั่งยืน &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A2%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%A2%E0%B8%B7%E0%B8%99/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Wed, 09 Sep 2026 14:20:28 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.11</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>รายงานความยั่งยืน &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>&#8216;ซีพี&#8217; เปิด Sustainability Report 2026 ลดสโคป 3 แล้ว 9.39% พร้อมเม็ดเงินลงทุนสิ่งแวดล้อม 5,119 ล้านบาท เม็ดเงิน R&#038;D 35,390 ล้านบาท</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/09/cp-sustainability-report-2026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 09 Sep 2026 14:20:28 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Emission]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[GHG]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[Renewable energy]]></category>
		<category><![CDATA[SD Report]]></category>
		<category><![CDATA[SGDs]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[sustainability report]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability Report 2026]]></category>
		<category><![CDATA[Zero Waste to Landfill]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ซีพี]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ]]></category>
		<category><![CDATA[รายงานความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ลดก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[ศุภชัย เจียรวนนท์]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[เครือซีพี]]></category>
		<category><![CDATA[เครือเจริญโภคภัณฑ์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=44182</guid>

					<description><![CDATA[<p>เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) เปิดเผย รายงานความยั่งยืน ประจำปี 2568 (Sustainability Report 2025) สะท้อนความก้าวหน้าการขับเคลื่อนเป้าหมายด้านความยั่งยืนสู่ผลลัพธ์ที่วัดผลได้ โดยมองว่ารายงานความยั่งยืน ไม่ใช่เพียงเครื่องมือเปิดเผยข้อมูลหรือสรุปผลการดำเนินงาน แต่เป็น กลไกสำคัญ ในการกำหนดเป้าหมาย ติดตามความก้าวหน้า สร้างความโปร่งใส และผลักดันองค์กรให้พัฒนาการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความท้าทายทั้งจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความผันผวนทางเศรษฐกิจ และกติกาการค้าโลกยุคใหม่ ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กร และการพัฒนากลยุทธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า การจัดทำรายงานความยั่งยืนมีความสำคัญมากกว่าการรวบรวมผลการดำเนินงานในแต่ละปี เพราะการมีเป้าหมาย ตัวชี้วัด และการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส ทำให้องค์กรสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่า สิ่งที่ดำเนินการไปแล้วสร้างผลลัพธ์มากน้อยเพียงใด ยังมีช่องว่างใดที่ต้องพัฒนา และเรื่องใดที่ต้องเร่งดำเนินการต่อไป “รายงานความยั่งยืนไม่ควรเป็นเพียงรายงานว่าองค์กรทำอะไรไปแล้ว แต่ต้องเป็นเครื่องมือที่ทำให้องค์กรรู้ว่าจะต้องทำอะไรต่อไป เมื่อเรากำหนดเป้าหมาย มีตัวชี้วัด ติดตามผล และเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส ก็จะทำให้ความยั่งยืนไม่ใช่เพียงเจตนารมณ์ แต่กลายเป็นกระบวนการบริหารจัดการที่สามารถวัดผลและพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง” แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ คุณศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่ให้ความสำคัญกับบทบาทของภาคเอกชนในการร่วมแก้ปัญหาความท้าทายของโลก และเคยเสนอให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รวมถึงตลาดทุนทั่วโลก ผลักดันให้บริษัทจดทะเบียนจัดทำ Sustainability Report เป็นมาตรฐานสำคัญ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/09/cp-sustainability-report-2026/">&#8216;ซีพี&#8217; เปิด Sustainability Report 2026 ลดสโคป 3 แล้ว 9.39% พร้อมเม็ดเงินลงทุนสิ่งแวดล้อม 5,119 ล้านบาท เม็ดเงิน R&#038;D 35,390 ล้านบาท</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี)</strong> เปิดเผย รายงานความยั่งยืน ประจำปี 2568 (Sustainability Report 2025) สะท้อนความก้าวหน้าการขับเคลื่อนเป้าหมายด้านความยั่งยืนสู่ผลลัพธ์ที่วัดผลได้ โดยมองว่ารายงานความยั่งยืน ไม่ใช่เพียงเครื่องมือเปิดเผยข้อมูลหรือสรุปผลการดำเนินงาน แต่เป็น <strong>กลไกสำคัญ </strong>ในการกำหนดเป้าหมาย ติดตามความก้าวหน้า สร้างความโปร่งใส และผลักดันองค์กรให้พัฒนาการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความท้าทายทั้งจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความผันผวนทางเศรษฐกิจ และกติกาการค้าโลกยุคใหม่</p>
<p><span id="more-44182"></span></p>
<p><strong>ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ </strong>ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กร และการพัฒนากลยุทธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า การจัดทำรายงานความยั่งยืนมีความสำคัญมากกว่าการรวบรวมผลการดำเนินงานในแต่ละปี เพราะการมีเป้าหมาย ตัวชี้วัด และการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส ทำให้องค์กรสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่า สิ่งที่ดำเนินการไปแล้วสร้างผลลัพธ์มากน้อยเพียงใด ยังมีช่องว่างใดที่ต้องพัฒนา และเรื่องใดที่ต้องเร่งดำเนินการต่อไป</p>
<p><em>“รายงานความยั่งยืนไม่ควรเป็นเพียงรายงานว่าองค์กรทำอะไรไปแล้ว แต่ต้องเป็นเครื่องมือที่ทำให้องค์กรรู้ว่าจะต้องทำอะไรต่อไป เมื่อเรากำหนดเป้าหมาย มีตัวชี้วัด ติดตามผล และเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส ก็จะทำให้ความยั่งยืนไม่ใช่เพียงเจตนารมณ์ แต่กลายเป็นกระบวนการบริหารจัดการที่สามารถวัดผลและพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง”</em></p>
<p>แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ <strong>คุณศุภชัย เจียรวนนท์</strong> รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่ให้ความสำคัญกับบทบาทของภาคเอกชนในการร่วมแก้ปัญหาความท้าทายของโลก และเคยเสนอให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รวมถึงตลาดทุนทั่วโลก ผลักดันให้บริษัทจดทะเบียนจัดทำ Sustainability Report เป็นมาตรฐานสำคัญ เพื่อสร้างความตระหนักรู้ ยกระดับความโปร่งใส และทำให้การดำเนินธุรกิจคำนึงถึงมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมควบคู่กัน</p>
<p><em>&#8220;คุณศุภชัยเคยชี้ให้เห็นว่า ระบบตลาดทุนมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบเศรษฐกิจ และแม้ที่ผ่านมาได้ยกระดับธรรมาภิบาลเพื่อคุ้มครองผู้มีส่วนได้เสียมาอย่างต่อเนื่อง แต่โลกวันนี้จำเป็นต้องก้าวไปอีกขั้นสู่ “ความยั่งยืนเชิงระบบ” โดยการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนจะช่วยสร้างทั้งความตระหนักรู้ ความรับผิดชอบ และแรงขับเคลื่อนให้องค์กรนำเรื่อง ESG เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์และการดำเนินธุรกิจ&#8221;</em></p>
<p><strong>ดร.ธีระพล </strong>กล่าวว่า สำหรับเครือซีพี หลักคิดดังกล่าวถูกนำมาสู่การปฏิบัติภายใต้ค่านิยม “3 ประโยชน์” ที่ยึดประโยชน์ต่อประเทศชาติ ประชาชน และองค์กรเป็นลำดับสุดท้าย รวมถึง 3 เสาหลักด้านความยั่งยืน ได้แก่  การกำกับดูแลกิจการ หรือ Heart: Living Rights, การดูแลสังคม หรือ Health: Living Well, และการปกป้องรักษาสิ่งแวดล้อม หรือ Home: Living Togetherโดยมุ่งทำให้เป้าหมายด้านความยั่งยืนสามารถเชื่อมโยงลงไปสู่การดำเนินงานจริง ทั้งภายในองค์กรและตลอดห่วงโซ่อุปทาน</p>
<p>หนึ่งในความก้าวหน้าสำคัญของปี 2568 คือ <strong>การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อม Scope 3 ซึ่งลดลง 9.39%</strong>  โดยมีปริมาณการปล่อยอยู่ที่ 76.87 ล้านต้น CO2e ต่อปี ผ่านการดำเนินตลอดห่วงโซ่คุณค่า โดยเฉพาะการทำงาน ร่วมกับเกษตรกร ซัพพลายเออร์ และพันธมิตรทางธุรกิจตลอดห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงการผลักดันระบบตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อยืนยันที่มาของวัตถุดิบทางการเกษตรที่ไม่เกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่า และสนับสนุนการทำเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน</p>
<p>ขณะเดียวกัน การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานโดยตรงใน Scope 1 และ Scope 2  เมื่อเทียบจากฐานในปี 2564 สามารถลดการล่อยก๊าซเรือนกระจก​ลงได้แล้ว 19.32% จากเป้าหมายที่ต้องการลด 42% ตาม Science-base Targets ภายในปี 2573</p>
<p>รวมทั้งเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) ในกระบวนการผลิตเป็น 18% และสามารถนำขยะหรือของเสียกลับมาใช้ประโยชน์ (Waste Utilization) ได้ถึง 87.90% ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเดินหน้าสู่เป้าหมาย Zero Waste to Landfill ภายในปี 2030 และ Net Zero ภายในปี 2050  พร้อมทั้งได้​มีการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมเป็นจำนวนเงิน 5,119 ล้านบาท</p>
<p>นอกเหนือจากมิติสิ่งแวดล้อม เครือซีพียังสนับสนุนงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนา (R&amp;D) จำนวน 35,390 ล้านบาท เพื่อพัฒนานวัตกรรมด้านอาหาร พลังงาน และเทคโนโลยีการเกษตรยุคใหม่ ตลอดจนดำเนินโครงการส่งเสริมความเท่าเทียมทางการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Education for Equality) ซึ่งในปีที่ผ่านมาได้มีส่วนสร้างโอกาสการเข้าถึงการเรียนรู้แก่ประชาชนทั่วโลกกว่า 35.8 ล้านคน</p>
<p><strong>ดร.ธีระพล </strong>กล่าวเพิ่มเติมว่า ความยั่งยืนไม่สามารถเกิดขึ้นจากองค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะองค์กรขนาดใหญ่ที่มีห่วงโซ่อุปทานครอบคลุมผู้ประกอบการ คู่ค้า เกษตรกร และผู้บริโภคจำนวนมาก การกำหนดเป้าหมายและเปิดเผยผลการดำเนินงานอย่างโปร่งใส จึงช่วยส่งต่อมาตรฐานและสร้างแรงขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกันทั้งระบบ</p>
<p><em>“ความยั่งยืนไม่ใช่เป้าหมายปลายทาง แต่เป็นกระบวนการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง รายงานความยั่งยืนจึงไม่ใช่บทสรุปของสิ่งที่เราทำสำเร็จ แต่เป็นทั้งกระจกที่ทำให้เราเห็นผลการดำเนินงานของตัวเอง และเข็มทิศที่บอกว่าเรายังต้องพัฒนาเรื่องใดต่อไป สิ่งสำคัญที่สุดคือการนำข้อมูลเหล่านี้กลับไปสู่การลงมือทำ เพื่อสร้างคุณค่าร่วมทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมให้เติบโตไปด้วยกัน”</em></p>
<p>ทั้งนี้ เครือซีพีจัดทำรายงานความยั่งยืนอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2559 โดย รายงานความยั่งยืนประจำปี 2568 นับเป็นรายงานฉบับที่ 10 ครอบคลุมผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของเครือเจริญโภคภัณฑ์และบริษัทใน 8 สายธุรกิจ ใน 23 ประเทศและเขตเศรษฐกิจทั่วโลก รวมถึงความคืบหน้าในการบรรลุยุทธศาสตร์และเป้าหมายความยั่งยืนทั้ง 15 เป้าหมาย ตลอดจนการดำเนินงานเพื่อตอบสนองต่อความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย โดยกำหนดขอบเขตการรายงานจากบริษัทที่เครือฯ ถือครองหุ้นในสัดส่วนมากกว่าหรือเท่ากับ 10% หรือมีอำนาจในการบริหารจัดการและควบคุมการปฏิบัติงาน</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-44183 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/AW-CP-SD-Report-2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>นอกเหนือจากรายงานความยั่งยืนประจำปี 2568 เครือซีพียังจัดทำ รายงานเฉพาะเรื่อง (Topic-specific Reports) อีก 5 ฉบับ เพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียสามารถเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกในประเด็นที่สนใจได้อย่างครอบคลุม ได้แก่</p>
<p><strong>&#8211; Stakeholder Engagement and Materiality Insights Supplement 2025</strong> ซึ่งนำเสนอแนวทางการมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้เสียและการประเมินประเด็นสาระสำคัญของเครือฯ</p>
<p><strong>&#8211; Sustainability Performance Supplement 2025</strong> ซึ่งนำเสนอผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนในช่วง 4 ปีล่าสุด</p>
<p><strong>&#8211; Delivering on Our SDG Commitment 2025</strong> ซึ่งนำเสนอแนวทางการจัดลำดับความสำคัญของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)</p>
<p><strong>&#8211; Climate &amp; Nature Resilience Supplement 2025 (IFRS S2 &amp; TNFD)</strong> ซึ่งนำเสนอการบริหารจัดการความเสี่ยงและโอกาสด้านสภาพภูมิอากาศและธรรมชาติตลอดห่วงโซ่คุณค่า</p>
<p><strong>&#8211; Human Rights Supplement 2025</strong> ซึ่งนำเสนอแนวทางการเคารพและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน การตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน รวมถึงประเด็นด้านสิทธิแรงงาน อาชีวอนามัยและความปลอดภัย แรงงานข้ามชาติ การป้องกันการเลือกปฏิบัติและการคุกคาม ตลอดจนความหลากหลาย ความเสมอภาค และการมีส่วนร่วม</p>
<p>รายงานความยั่งยืน ประจำปี 2568 ของเครือเจริญโภคภัณฑ์ จึงไม่เพียงสะท้อนผลการดำเนินงานที่ผ่านมา แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้า ด้วยการนำข้อมูลและผลลัพธ์ที่วัดได้มาใช้กำหนดทิศทาง ยกระดับการดำเนินงาน และสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อเปลี่ยนเป้าหมายด้านความยั่งยืนให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม และสร้างคุณค่าระยะยาวให้แก่ประเทศ ประชาชน และองค์กรตามหลัก “3 ประโยชน์”</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ผู้สนใจสามารถอ่าน รายงานความยั่งยืนประจำปี 2568 ฉบับภาษาไทย ได้ที่</p>
<p><a href="https://www.cpgroupglobal.com/th/document/viewer/923/" target="_blank" rel="noopener">https://www.cpgroupglobal.com/th/document/viewer/923/</a></p>
<p>และ ฉบับภาษาอังกฤษ ได้ที่</p>
<p><a href="https://www.cpgroupglobal.com/en/document/viewer/922" target="_blank" rel="noopener">https://www.cpgroupglobal.com/en/document/viewer/922</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/09/cp-sustainability-report-2026/">&#8216;ซีพี&#8217; เปิด Sustainability Report 2026 ลดสโคป 3 แล้ว 9.39% พร้อมเม็ดเงินลงทุนสิ่งแวดล้อม 5,119 ล้านบาท เม็ดเงิน R&#038;D 35,390 ล้านบาท</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เจาะตลาด &#8216;ไฟเบอร์ซีเมนต์&#8217; จากเยื่อกระดาษรีไซเคิล &#8216;เต็ดตรา แพ้ค&#8217; ผนึกพันธมิตร​ เพิ่มดีมานด์ระบบ Circularity จากกล่องเครื่องดื่มใช้แล้ว​</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/07/tetra-pak-sustainability-report-fy25/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 28 Jul 2026 13:31:10 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Circular Economy]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[sustainability report]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Packaging]]></category>
		<category><![CDATA[Tetra Pak]]></category>
		<category><![CDATA[Tetra Pak Thailand]]></category>
		<category><![CDATA[กระเบื้องโอฬาร]]></category>
		<category><![CDATA[กฤษณ์  เกรียวสกุล]]></category>
		<category><![CDATA[กล่องเครื่องดื่ม]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจก่อสร้าง]]></category>
		<category><![CDATA[บรรจุภัณฑ์]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท กฤษณ์ไฟเบอร์ซีเมนต์ จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท อีโค่ เฟรนด์ลี่ ไทย จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[ปฏิญญา ศิลสุภดล]]></category>
		<category><![CDATA[รายงานความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[รีไซเคิล]]></category>
		<category><![CDATA[วัสดุก่อสร้าง]]></category>
		<category><![CDATA[สมยศ วัฒน์พานิช]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องดื่ม]]></category>
		<category><![CDATA[เต็ดตรา แพ้ค]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจหมุนเวียน]]></category>
		<category><![CDATA[โอฬาร]]></category>
		<category><![CDATA[ไฟเบอร์ซีเมนต์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43400</guid>

					<description><![CDATA[<p>เป็นหนึ่งในกำลังสำคัญ​เพื่อขับเคลื่อนระบบนิเวศการเก็บกลับวัดสุในกลุ่ม &#8216;กล่องเครื่องดื่ม&#8217; ในประเทศไทย สำหรับบริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด และมองเห็นการเติบโตของความร่วมมือภายใน Ecosystem นี้ได้อย่างชัดเจน จากในช่วงเริ่มต้นความร่วมมือของเครือข่ายเมื่อกว่า ​​5 ปีก่อนหน้า สามารถเก็บรวบรวมกล่องเครื่องดื่มใช้แล้วได้ไม่ถึง 20 ตัน แต่ตัวเลขล่าสุดในปีที่ผ่านมา สามารถจัดเก็บเพื่อนำกล่องเครื่องดื่มหลังการบริโภคเข้าสู่ระบบรีไซเคิลได้รวมทั้งสิ้น 1,364 ตัน และคาดว่าภายในสิ้นปีนี้ จะสามารถจัดเก็บได้เพิ่มเป็นมากกว่า 2,000 ตัน คุณปฏิญญา ศิลสุภดล ผู้อำนวยการฝ่ายความยั่งยืน บริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ความสำเร็จในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศไทย (Circular Economy) มาจากความร่วมมือกันอย่างบูรณาการของทุกภาคส่วนภายในภาคีเครือข่าย ทั้งภาคเอกชน ภาคชุมชน และภาครัฐ โดยเฉพาะการทำให้จุดเริ่มต้นสำคัญอย่างการสร้างระบบที่ทำให้การเก็บกลับมีความสะดวก เพื่อช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคให้เกิดการเก็บและคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง เพื่อสร้าง​ต้นทางของกระบวนการในการรวบรวม และได้มาซึ่งวัสดุสำหรับนำเข้าสู่ระบบรีไซเคิล เพื่อนำไปแปรรูปใช้ซ้ำเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีคุณค่าเพิ่มทางธุรกิจได้อีกครั้งแทนการเป็นขยะที่หลุมฝังกลบ &#8220;หลายวัสดุในประเทศไทยอย่างแก้ว หรืออะลูมิเนียม มีตลาดและระบบรีไซเคิลที่แข็งแรง ทำให้ระบบ Circularity ในกลุ่มวัสดุเหล่านี้ ขับเคลื่อนได้อย่างต่อเนื่อง แต่ใน วัสดุบางประเภท [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/tetra-pak-sustainability-report-fy25/">เจาะตลาด &#8216;ไฟเบอร์ซีเมนต์&#8217; จากเยื่อกระดาษรีไซเคิล &#8216;เต็ดตรา แพ้ค&#8217; ผนึกพันธมิตร​ เพิ่มดีมานด์ระบบ Circularity จากกล่องเครื่องดื่มใช้แล้ว​</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เป็นหนึ่งในกำลังสำคัญ​เพื่อขับเคลื่อนระบบนิเวศการเก็บกลับวัดสุในกลุ่ม <strong>&#8216;กล่องเครื่องดื่ม&#8217;</strong> ในประเทศไทย สำหรับบริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด และมองเห็นการเติบโตของความร่วมมือภายใน Ecosystem นี้ได้อย่างชัดเจน</p>
<p><span id="more-43400"></span></p>
<p>จากในช่วงเริ่มต้นความร่วมมือของเครือข่ายเมื่อกว่า ​​5 ปีก่อนหน้า สามารถเก็บรวบรวมกล่องเครื่องดื่มใช้แล้วได้ไม่ถึง 20 ตัน แต่ตัวเลขล่าสุดในปีที่ผ่านมา สามารถจัดเก็บเพื่อนำกล่องเครื่องดื่มหลังการบริโภคเข้าสู่ระบบรีไซเคิลได้รวมทั้งสิ้น 1,364 ตัน และคาดว่าภายในสิ้นปีนี้ จะสามารถจัดเก็บได้เพิ่มเป็นมากกว่า 2,000 ตัน</p>
<p><strong>คุณปฏิญญา ศิลสุภดล </strong>ผู้อำนวยการฝ่ายความยั่งยืน บริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ความสำเร็จในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศไทย (Circular Economy) มาจากความร่วมมือกันอย่างบูรณาการของทุกภาคส่วนภายในภาคีเครือข่าย ทั้งภาคเอกชน ภาคชุมชน และภาครัฐ</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-43407 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/S__389464283.jpg" alt="" width="467" height="700" /></p>
<p>โดยเฉพาะการทำให้จุดเริ่มต้นสำคัญอย่างการสร้างระบบที่ทำให้การเก็บกลับมีความสะดวก เพื่อช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคให้เกิดการเก็บและคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง เพื่อสร้าง​ต้นทางของกระบวนการในการรวบรวม และได้มาซึ่งวัสดุสำหรับนำเข้าสู่ระบบรีไซเคิล เพื่อนำไปแปรรูปใช้ซ้ำเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีคุณค่าเพิ่มทางธุรกิจได้อีกครั้งแทนการเป็นขยะที่หลุมฝังกลบ</p>
<p><em>&#8220;หลายวัสดุในประเทศไทยอย่างแก้ว หรืออะลูมิเนียม มีตลาดและระบบรีไซเคิลที่แข็งแรง ทำให้ระบบ Circularity ในกลุ่มวัสดุเหล่านี้ ขับเคลื่อนได้อย่างต่อเนื่อง แต่ใน <strong>วัสดุบางประเภท เช่น กล่องเครื่องดื่ม ตลาดยังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่าน ซึ่งต้องอาศัยทั้งเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์ และความพยายามที่เพิ่มมากขึ้น เพื่อทำให้ระบบสามารถขับเคลื่อนและเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง</strong> ซึ่งเต็ดตรา แพ้ค และเครือข่ายพันธมิตรได้มุ่งมั่นในการผลักดันให้เกิดระบบนิเวศที่แข็งแรงในกลุ่มกล่องเครื่องดื่มอย่างต่อเนื่อง ทั้งการทำงานร่วมกับกลุ่มต้นน้ำ อย่างชุมชน หรือร้านรับซื้อของเก่าเพื่อเพิ่มอัตราการเก็บกลับกล่องเครื่องดื่ม การทำงานร่วมกับผู้ประกอบการในการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์เยื่อกระดาษรีไซเคิลที่ตอบโจทย์การใช้งานของกลุ่มผู้ประกอบการในตลาด​ ไปจนถึงการขยายตลาด​เชิงพาณิชย์มารองรับ​การใช้งานเยื่อกระดาษรีไซเคิลที่สามารถผลิตได้​ภายในกระบวนการรีไซเคิลกล่องเครื่องดื่ม&#8221;</em></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-43408 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/S__389464290.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>สร้างดีมานด์ใหม่ ขยายตลาด​สู่กลุ่มไฟเบอร์ซีเมนต์ </strong></p>
<p>การพัฒนาของตลาดเยื่อกระดาษรีไซเคิลจากกล่องเครื่องดื่มในประเทศไทยเริ่มมีโอกาสเติบโตได้มากขึ้น จากก่อนหน้ามักจะเป็นดีมานด์ที่อยู่ใน​กลุ่มผลิตภัณฑ์กระดาษในหมวดหมู่ต่างๆ อาทิ กลุ่มกระดาษอนามัย  กระดาษบรรจุภัณฑ์ หรือกระดาษขึ้นรูป สำหรับใช้เพื่อกันกระแทกสินค้าต่างๆ เป็นต้น</p>
<p>ล่าสุดสามารถขยายอุตสาหกรรมมาสู่กลุ่มวัสดุก่อสร้างได้แล้ว จากการนำไปเป็นวัตถุดิบสำหรับการผลิต <strong>&#8216;ไฟเบอร์ซีเมนต์&#8217;</strong> หรือผลิตภัณฑ์กลุ่มไม้ฝา ไม้สังเคราะห์ และซีเมนต์บอร์ด ของบริษัท กฤษณ์ไฟเบอร์ซีเมนต์ ที่มีฐานลูกค้ากระจายอยู่ในกว่า 10 ประเทศ ทำให้โอกาสของเยื่อกระดาษรีไซเคิลขยายตัวได้เพิ่มมากยิ่งขึ้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43406 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/S__389464270.jpg" alt="" width="467" height="700" /></p>
<p><strong>คุณกฤษณ์  เกรียวสกุล</strong> ผู้บริหาร บริษัท กฤษณ์ไฟเบอร์ซีเมนต์ จำกัด ผู้ผลิตกระเบื้องโอฬารซึ่งดำเนินธุรกิจมานานกว่า 60 ปีให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า บริษัทใช้เยื่อกระดาษรีไซเคิลทดแทนการนำเข้าเยื่อกระดาษใหม่จากเดิมที่ต้อง​นำเข้าจากต่างประเทศที่ราว 30% โดยนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์กลุ่มไฟเบอร์ซีเมนต์ได้ถึงกว่า 90% ของผลิตภัณฑ์ทั้งหมดที่ผลิตได้ และสามารถเพิ่มสัดส่วนการใช้เยื่อกระดาษซีเมนต์เพื่อทดแทนเส้นใยใหม่ได้มากกว่า 20 -30% และมีแผนพัฒนาเพื่อเพิ่มสัดส่วนการใช้เยื่อกระดาษรีไซเคิลให้เพิ่มมากขึ้นได้อีกในอนาคต</p>
<p><em><strong>&#8220;คุณภาพของเส้นใยกระดาษรีไซเคิลจากกล่องเครื่องดื่มสามารถทดแทนเส้นใยใหม่ที่นำเข้าจากต่างประเทศได้ เพราะมีลักษณะเส้นใยยาวเหมือนกัน ทำให้มีความเหนียวและทนทาน​ได้เช่นเดียวกัน</strong> รวมทั้งการทำงานอย่างใกล้ชิดของผู้พัฒนาทำให้มั่นใจได้ทั้งคุณภาพ​ รวมทั้งความต่อเนื่องในการส่งวัตถุดิบเพื่อป้อนการผลิตได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งในอนาคตมีแผนที่จะเพิ่มการใช้งานในผลิตภัณฑ์ให้มากขึ้น เพื่อมีส่วนช่วยขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนและคาร์บอนต่ำ พร้อมมีส่วนช่วยต่อยอดคุณค่าให้แก่วัสดุที่มาจากบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วให้มีการใช้งานเชิงพาณิชย์ได้เพิ่มมากขึ้น&#8221;​</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43411 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/S__389464317.jpg" alt="" width="467" height="700" /></p>
<p>ด้าน <strong>คุณ</strong><strong>สมยศ วัฒน์พานิช </strong>กรรมการผู้จัดการ บริษัท อีโค่ เฟรนด์ลี่ ไทย จำกัด ในฐานะตัวกลางในระบบ Circularity ด้วยกระบวนการรีไซเคิลเพื่อเปลี่ยนกล่องเครื่องดื่มใช้แล้วให้กลายเป็นวัสดุใหม่ที่นำไปต่อยอดสร้างคุณค่าใหม่ กล่าวเพิ่มเติมว่า <strong>การมีกล่องเครื่องดื่มเข้ามาช่วยเติมซัพพลายให้วัสดุรีไซเคิล เพื่อเป็นต้นทางในการออกแบบวัตถุดิบที่ตอบโจทย์การใช้งานของตลาดหรือภาคธุรกิจได้เพิ่มมากขึ้น</strong> รวมทั้งการเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานและความต้องการที่แตกต่างกันในแต่ละอุตสาหกรรม ทำให้ช่วยพัฒนาระบบ Circularity ของประเทศไทยให้มีความแข็งแรงเพิ่มเติมมากยิ่งขึ้น</p>
<p>ด้าน <strong>คุณปฏิญญา </strong>กล่าวเพิ่มเติมว่า <strong>ปริมาณความต้องการใช้เยื่อกระดาษในประเทศไทยโดยรวมอยู่ที่ราว 10 ล้านตันต่อปี ซึ่งรวมทั้งเส้นใยในทุกประเภท หากเราสามารถพัฒนาคุณภาพเส้นใยรีไซเคิลให้สามารถทดแทนในตลาดต่างๆ ได้มากขึ้น จะทำให้เกิดดีมานด์ใหม่ๆ จะช่วยเพิ่มโอกาสการเติบโตในอนาคตได้อีกมาก</strong> ขณะที่การรองรับปริมาณซัพพลายจากกล่องเครื่องดื่ม​ ประเทศไทยถือว่ามีความพร้อมในการเป็นศูนย์กลางที่มีการพัฒนาเทคโนโลยีด้านการรีไซเคิลที่ก้าวหน้า และสามารถเป็นปลายทางเพื่อรองรับปริมาณกล่องเครื่องดื่มจากหลายประเทศที่มีกฎหมายการจัดเก็บบรรจุภัณฑ์ (EPR) ในแต่ละภูมิภาค ซึ่งจะช่วยสร้างสมดุลในการบริหารปริมาณวัตถุดิบได้อีกทางหนึ่ง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43410 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/S__389464306.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong> ความคืบหน้า &#8216;เต็ดต้า แพ้ค&#8217; ขับเคลื่นน​ความยั่งยืน 2568 </strong></p>
<p>นอกจากการเป็นเสาหลักสำคัญในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนและคาร์บอนต่ำ แล้ว &#8216;<strong>เต็ดตร้า แพ้ค&#8217;</strong> ยังเปิดเผย<strong>รายงาน​ความยั่งยืนประจำปี 2568 (FY25) </strong>โดยระบุ​ความคืบหน้าและความสำเร็จ​สำคัญด้านต่างๆ ดังนี้</p>
<p>&#8211; การลดการปลดปล่อยคาร์บอนในการดำเนินธุรกิจทั่วโลก (Scope 1,2) รวม 56% ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการใช้พลังงานจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนได้แล้ว 97% และคาดว่าจะทำได้ 100% ภายในปี 2030  ขณะที่การลด HGHG ภายในห่วงโซ่ธุรกิจ (Scope3) ลดลงได้ 34% หรือลดลงได้แล้ว 1 ใน 3 ส่วนในประเทศไทย อยู่ระหว่างการส่งข้อมูลเพื่อประเมินการปล่อยคาร์บอนฟุตพรินท์องค์กร (CFO) และการจัดทำแผน Net Zero Pathway เพื่อเป็นแนวทางหลักในการขับเคลื่อนธุรกิจ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43404 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/Report1.jpg" alt="" width="1200" height="579" /></p>
<p>&#8211; ลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาบรรจุภัณฑ์มูลค่าประมาณ 100 ล้านยูโร (ราว 3,700 ล้านบาท) เพื่อยกระดับความยั่งยืนของบรรจุภัณฑ์เต็ตตรา แพ้ค โดยการลงทุนดังกล่าวนำไปสู่การพัฒนา ชั้นปกป้อง (Barrier) ที่ทำจากกระดาษสำหรับบรรจุภัณฑ์น้ำผลไม้เป็นครั้งแรกของโลก (Fiber-based Barrier)  ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ถึง 43% เมื่อเทียบกับบรรจุภัณฑ์ปลอดเชื้อที่ใช้ชั้นอะลูมิเนียมฟอยล์และพอลิเมอร์จากเชื้อเพลิงฟอสซิล</p>
<p>&#8211; เดินหน้าผลักดันการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนในระบบอาหาร ด้วยการลงนามในบันทึกความเข้าใจร่วมกับองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Industrial Development Organization &#8211; UNIDO) ภายในงานการประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งสหประชาชาติ (COP30) เพื่อเร่งขยายการพัฒนาและประยุกต์ใช้นวัตกรรมด้านระบบอาหารที่ยั่งยืน</p>
<p>&#8211; สนับสนุนโครงการโภชนาการในโรงเรียนใน 52 ประเทศ โดยสนับสนุนการจัดส่งนมและเครื่องดื่มในกล่องเต็ตตรา แพ้คให้แก่เด็กกว่า 68 ล้านคน เพิ่มจากปี 2567 ถึง 2 ล้านคน ในอีก 3 ประเทศ</p>
<p>&#8211;  จัดทำการทบทวนเชิงลึกเกี่ยวกับผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนที่มีความสำคัญตลอดห่วงโซ่คุณค่า</p>
<p>&#8211; ขยายการดำเนินงานด้านการฟื้นฟูระบบนิเวศผ่านโครงการ Araucaria Conservation Project โดยในปี 2568 เพียงปีเดียว ได้เพิ่มพื้นที่ฟื้นฟูกว่า 1,600 เฮกตาร์ ส่งผลให้พื้นที่ทั้งหมดที่อยู่ระหว่างการฟื้นฟูเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าภายในปีเดียว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43405 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/Report2.jpg" alt="" width="960" height="800" /></p>
<p>ทั้งนี้ ยังมีความก้าวหน้า​สำคัญในปีที่ผ่านมา คือการเปิดตัวเครื่องมือประเมินความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศและธรรมชาติแบบบูรณาการในปี 2568 เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานและใช้เป็นแนวทางในการตัดสินใจด้านการลงทุน รวมถึงเสริมสร้างระบบอาหารที่มีประสิทธิภาพและมีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น</p>
<p>โดยผลการประเมินช่วยระบุประเด็นความเสี่ยงและโอกาสที่ควรให้ความสำคัญ เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นของการดำเนินงานและห่วงโซ่คุณค่าของบริษัท พร้อมกำหนดแผนดำเนินงานสำหรับแต่ละประเด็นอย่างเป็นรูปธรรม  พร้อมทั้ง​ปรับปรุงกรอบการดำเนินงานด้านธรรมชาติ (Approach to Nature Framework) ให้สอดคล้องกับองค์ความรู้และบริบทของอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง โดยกำหนดและปรับปรุงเป้าหมายในประเด็นสำคัญ เพื่อยกระดับการดำเนินงานด้านความยั่งยืนให้เกิดผลลัพธ์ที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น</p>
<p>นอกจากนี้ ​ยังเปิดตัวและพัฒนานวัตกรรมและโซลูชันทั้งในระดับโลกและระดับท้องถิ่น เพื่อช่วยให้ลูกค้าลดการใช้สาธารณูปโภค วัสดุ และพลังงานได้มากที่สุด โดยยึดแนวคิด ต้นทุนรวมตลอดอายุการใช้งาน (Total Cost of Ownership: TCO) ซึ่งคำนึงถึงต้นทุนของอุปกรณ์ตลอดทั้งวงจรชีวิต มากกว่าการพิจารณาเพียงต้นทุนเริ่มต้น นอกจากนี้ บริษัทยังได้เปิดตัว Tetra Pak® Factory OS™ ระบบอัตโนมัติและระบบนิเวศดิจิทัลยุคใหม่ ที่ผสานเทคโนโลยีอัจฉริยะแบบโมดูลาร์ซึ่งสามารถขยายการใช้งานได้ตามความต้องการ เข้ากับความเชี่ยวชาญเชิงลึกด้านอุตสาหกรรมและเครื่องจักร เพื่อช่วยให้ลูกค้าเข้าใจและลดการสูญเสียในกระบวนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43409 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/S__389464297.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>&#8220;สำหรับประเทศไทยได้ขับเคลื่อนความยั่งยืนที่สอดคล้องกับภาพของโกลบอล รวมทั้งมุ่งมั่นทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายเพื่อสนับสนุนระบบนิเวศคาร์บอนต่ำที่แข็งแรง รวมทั้ง​ส่งเสริมระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยเฉพาะการผลักดันข้อกฎหมายสำคัญอย่าง ร่าง พ.ร.บ.เศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อสนับสนุนการใช้วัสดุอย่างยั่งยืน เพราะยังมีหลายวัสดุที่ยังสามารถต่อยอดการพัฒนาวิจัยเพื่อนำมาสร้างคุณค่าเพิ่มใหม่ๆ ได้มากขึ้น หากมีข้อกฎหมายมาช่วยผลักดันอย่างเป็นระบบ หรือแม้แต่ในบางวัสดุ​ อาทิ แก้ว หรืออะลูมิเนียม​ ที่อาจจะแข็งแรงและเติบโตอยู่แล้วในปัจจุบัน แต่หากในอนาคตเกิดความเสี่ยงต่างๆ ขึ้น ก็จะมีกลไกในการเข้ามาช่วยอุดหนุน เพื่อให้ระบบ Circularity ยังขับเคลื่อนต่อไปได้ตามปกติ ซึ่งในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ ความร่วมมือในทุกภาคส่วนมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะความสำเร็จที่เกิดขึ้นไม่สามารถเกิดได้จากองค์กรใดองค์กรหนึ่งแต่ต้องเกิดจากการขับเคลื่อนร่วมกันทั้งระบบนิเวศ&#8221;</em> คุณปฏิญญา กล่าวทิ้งท้าย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/tetra-pak-sustainability-report-fy25/">เจาะตลาด &#8216;ไฟเบอร์ซีเมนต์&#8217; จากเยื่อกระดาษรีไซเคิล &#8216;เต็ดตรา แพ้ค&#8217; ผนึกพันธมิตร​ เพิ่มดีมานด์ระบบ Circularity จากกล่องเครื่องดื่มใช้แล้ว​</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ไทยยูเนี่ยน เปิดรายงานความยั่งยืน ยกระดับ &#8216;มาตรฐานห่วงโซ่อาหารทะเล&#8217; บทพิสูจน์ความสำเร็จตลอดทศวรรษของกลยุทธ์ &#8216;SeaChange 2030&#8217;</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/06/thai-union-10-yrs-seachange-and-sustainability-report/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 19 Jun 2026 10:15:03 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[10 ปี SeaChange]]></category>
		<category><![CDATA[Responsible Sourcing]]></category>
		<category><![CDATA[SD Report]]></category>
		<category><![CDATA[SEA the CHANGE. Be the CHANGE.]]></category>
		<category><![CDATA[Seachange®]]></category>
		<category><![CDATA[SeaChange® 2030]]></category>
		<category><![CDATA[Supply Chain]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[sustainability report]]></category>
		<category><![CDATA[Thai Union]]></category>
		<category><![CDATA[TU]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดหาทูน่าอย่างยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[ประมง]]></category>
		<category><![CDATA[พรภัสรา เอกกุล]]></category>
		<category><![CDATA[รายงานความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[อดัม เบรนนัน]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารทะเล]]></category>
		<category><![CDATA[ไทยยูเนี่ยน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42552</guid>

					<description><![CDATA[<p>บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (TU) เปิดรายงานความยั่งยืนประจำปี 2568  สะท้อนความก้าวหน้าการดำเนินงานด้านความยั่งยืนในห่วงโซ่อุปทานอาหารทะเลที่มีความซับซ้อนเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนกลยุทธ์ SeaChnage  มาตลอดทศวรรษ พร้อมปักหมุดความสำเร็จ จากการขับเคลื่อนกลยุทธ์ความยั่งยืน &#8216;SeaChange2030&#8216; ที่สามารถสร้างผลลัพธ์เชิงบวกได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการจัดหาวัตถุดิบอย่างรับผิดชอบ การดูแลสวัสดิภาพแรงงาน การดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศ การช่วยลดขยะพลาสติกในทะเล ตลอดจนการลงทุนเพื่อสังคม ยกระดับมาตรฐาน ตลอด &#8216;ห่วงโซ่อุปทาน&#8217; โดยเฉพาะการดำเนินงานเกี่ยวกับการพัฒนาปรับปรุงการประมง ตามที่ได้มีการประกาศเจตนารมณ์ในการจัดหาปลาทูน่าอย่างยั่งยืน มาตั้งแต่ปี 2558 ทั้งการยกระดับมาตรฐานแรงงานบนเรือประมง ตลอดจนการเสริมสร้างความรับผิดชอบและความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทานปลาทูน่าในระยะยาว ซึ่งไทยยูเนี่ยนมีความก้าวหน้าในการขับเคลื่อนการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานอาหารทะเลอย่างมีนัยสำคัญ  ดังต่อไปนี้ &#8211; 99% ของปลาทูน่าที่ไทยยูเนี่ยนจัดหานั้นมาจากแหล่งที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานของ Marine Stewardship Council (MSC) อยู่ระหว่างการประเมิน หรือเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาการประมง &#8211; 99% ของปริมาณวัตถุดิบในห่วงโซ่อุปทานปลาทูน่าของไทยยูเนี่ยน อยู่ภายใต้โครงการพัฒนาการทำงานและสวัสดิการแรงงานประมง (Fisher Work &#38; Welfare) การตรวจประเมินตามแนวปฏิบัติด้านแรงงานบนเรือประมง (Vessel Code of Conduct) หรือโครงการอื่นๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/thai-union-10-yrs-seachange-and-sustainability-report/">ไทยยูเนี่ยน เปิดรายงานความยั่งยืน ยกระดับ &#8216;มาตรฐานห่วงโซ่อาหารทะเล&#8217; บทพิสูจน์ความสำเร็จตลอดทศวรรษของกลยุทธ์ &#8216;SeaChange 2030&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (TU) </strong>เปิดรายงานความยั่งยืนประจำปี 2568  สะท้อนความก้าวหน้าการดำเนินงานด้านความยั่งยืนในห่วงโซ่อุปทานอาหารทะเลที่มีความซับซ้อนเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนกลยุทธ์ <strong>SeaChnage </strong> มาตลอดทศวรรษ</p>
<p><span id="more-42552"></span></p>
<p>พร้อมปักหมุดความสำเร็จ จากการขับเคลื่อนกลยุทธ์ความยั่งยืน &#8216;<strong>SeaChange2030</strong>&#8216; ที่สามารถสร้างผลลัพธ์เชิงบวกได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการจัดหาวัตถุดิบอย่างรับผิดชอบ การดูแลสวัสดิภาพแรงงาน การดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศ การช่วยลดขยะพลาสติกในทะเล ตลอดจนการลงทุนเพื่อสังคม</p>
<p><strong>ยกระดับมาตรฐาน ตลอด &#8216;ห่วงโซ่อุปทาน&#8217;</strong></p>
<p>โดยเฉพาะการดำเนินงานเกี่ยวกับการพัฒนาปรับปรุงการประมง ตามที่ได้มีการประกาศเจตนารมณ์ในการจัดหาปลาทูน่าอย่างยั่งยืน มาตั้งแต่ปี 2558 ทั้งการยกระดับมาตรฐานแรงงานบนเรือประมง ตลอดจนการเสริมสร้างความรับผิดชอบและความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทานปลาทูน่าในระยะยาว ซึ่งไทยยูเนี่ยนมีความก้าวหน้าในการขับเคลื่อนการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานอาหารทะเลอย่างมีนัยสำคัญ  ดังต่อไปนี้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42555 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/K-Teerapong-.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>&#8211; 99%</strong> ของปลาทูน่าที่ไทยยูเนี่ยนจัดหานั้นมาจากแหล่งที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานของ Marine Stewardship Council (MSC) อยู่ระหว่างการประเมิน หรือเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาการประมง</p>
<p><strong>&#8211; 99% </strong>ของปริมาณวัตถุดิบในห่วงโซ่อุปทานปลาทูน่าของไทยยูเนี่ยน อยู่ภายใต้โครงการพัฒนาการทำงานและสวัสดิการแรงงานประมง (Fisher Work &amp; Welfare) การตรวจประเมินตามแนวปฏิบัติด้านแรงงานบนเรือประมง (Vessel Code of Conduct) หรือโครงการอื่นๆ ที่เทียบเท่า</p>
<p><strong>&#8211; 100% </strong>ของปลาทูน่าที่จัดหาภายในห่วงโซ่อุปทาน สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ถึงเรือประมงหรือกลุ่มเรือประมง ทั้งในรูปแบบดิจิทัลและรูปแบบเอกสาร</p>
<p><strong>&#8211; 95%</strong> ของห่วงโซ่อุปทานปลาทูน่ามีการติดตามตรวจสอบขณะออกเดินเรือในทะเล ซึ่งช่วยให้สามารถตรวจสอบการดำเนินงานบนเรือประมงได้อย่างโปร่งใสและเป็นอิสระ</p>
<p>&#8211; การปฏิบัติตามมาตรการของมูลนิธิเพื่อความยั่งยืนของอาหารทะเลสากล (International Seafood Sustainability Foundation: ISSF) ได้ครบถ้วน <strong>100%</strong> โดยได้รับการยืนยันผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานอิสระ</p>
<p>&#8211; การปฏิบัติตามข้อกำหนดขององค์การบริหารจัดการประมงระดับภูมิภาค (Regional Fisheries Management Organizations: RFMO) ได้ครบถ้วน <strong>100%</strong> โดยไม่มีการจัดหาปลาทูน่าจากเรือที่อยู่ในบัญชีดำด้านการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42556 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/ADAM.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p><strong>คุณอดัม เบรนนัน </strong>ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนและการสื่อสาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า อาหารทะเลถือเป็นแหล่งอาหารสำคัญที่หล่อเลี้ยงประชากรโลกกว่า 3,100 ล้านคน ขณะที่ในอุตสาหกรรมอาหารทะเลยังเผชิญกับหลายปัจจัยความท้าทาย ทั้งจากสภาพอากาศที่ทำให้อุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้น การทำประมงเกินขนาด และความคาดหวังต่อความโปร่งใสและสวัสดิภาพแรงงาน ​การดูแลท้องทะเลให้ยังคงความอุดมสมบูรณ์และการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างมีความรับผิดชอบ จึงเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารทะเลสู่อนาคตที่ยั่งยืน</p>
<p><em>&#8220;การดำเนินงานในห่วงโซ่อุปทานปลาทูน่าของไทยยูเนี่ยนตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน การส่งเสริมความร่วมมือกับพันธมิตร ตลอดจนความมุ่งมั่นในการเดินหน้าสู่เป้าหมายอย่างต่อเนื่องแม้ต้องเผชิญกับความท้าทาย ​​นำมาสู่ความก้าวหน้าที่เกิดขึ้น และยังคงมุ่งยกระดับการดำเนินงานอย่างมีความรับผิดชอบในห่วงโซ่อุปทาน ภายใต้ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพราะทุกรายละเอียดล้วนมีความสำคัญ ตั้งแต่กระบวนการพัฒนาปรับปรุงการประมง การตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของวัตถุดิบ หน่วยงานที่ทำหน้าที่ทวนสอบมาตรฐาน ตลอดจนการดูแลสวัสดิภาพของแรงงานบนเรือประมง ซึ่งไทยยูเนี่ยน​ขับเคลื่อนให้เกิดความก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรมในมิติดังกล่าว และเรายังคงมุ่งมั่นยกระดับมาตรฐานด้านความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมปกป้องมหาสมุทร ส่งเสริมให้ผู้คนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี และดูแลให้ปลาทูน่ายังคงเป็นแหล่งอาหารอันอุดมสมบูรณ์สำหรับคนรุ่นถัดไป”</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42558 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/11.-กิจกรรมเดินศึกษาเส้นทางธรรมชาติ-1.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p>นอกจากการขับเคลื่อนผ่านห่วงโซ่อุปทานปลาทูน่าแล้ว ไทยยูเนี่ยนยังให้ความสำคัญในการทำงานร่วมกับพันธมิตรเพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายในมิติอื่น ภายใต้กลยุทธ์ ​SeaChange โดยมีความคืบหน้าสำคัญเพิ่มเติม เช่น ​</p>
<p><strong>&#8211; การลดคาร์บอนภายในธุรกิจ (สโคป 1 และ 2) ลงได้แล้ว 29%</strong> จากเป้าหมาย​ 50% ภายในปี 2030 ทั้งจากการใช้พลังงานหมุนเวียนและเพิ่มประสิทธิภ่พการใช้พลังงาน รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ</p>
<p><strong>&#8211; การเก็บขยะในทะเลโดยรวมได้ 512 ตัน คิดเป็น 34%  หรือขับเคลื่อนได้ราว 1 ใน 3</strong> ของเป้าหมายที่วางไว้ ​1,500 ตัน</p>
<p><strong>&#8211; การเปิดตัวโครงการกุ้งคาร์บอนต่ำ เพื่อลดคาร์บอนจากฟาร์มกุ้งลงได้ 30%</strong> จากแนวทางเดิม ​รวมทั้ง​สามารถ<strong>จัดหากุ้งจากแหล่งเพาะเลี้ยงที่มีความรับผิดชอบได้แล้วกว่า 68%</strong></p>
<p><em>&#8220;ความท้าทายสำคัญในการขับเคลื่อนความยั่งยืนตามกลยุทธ์ SeaChange 2030 คือ การลดคาร์บอนภายในธุรกิจ โดยเฉพาะการดำเนินงานในสโคป 3 หรือส่วนที่เกิดภายในห่วงโซ่ ซึ่งเป็นสัดส่วนใหญ่ถึงกว่า 85% ซึ่งที่ผ่านมาพยายามทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์เพื่อขับเคลื่อนการลด Carbon Emission ได้เพิ่มมากขึ้น อาทิ ​​การจัดหากุ้งอย่างมีความรับผิดชอบ การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแบบคาร์บอนต่ำ รวมทั้งความร่วมมือในมิติอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการเก็บกู้อุปกรณ์ประมงที่ถูกทิ้งหรือสูญหายในทะเล (ghost gear) การมีนโยบายการเงินเพื่อความยั่งยืน การฟื้นฟูระบบนิเวศ การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทั้งบนบกและในทะเล การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การยกระดับสวัสดิภาพแรงงาน ตลอดจนการส่งเสริมสุขภาวะที่ดีของชุมชนตลอดห่วงโซ่คุณค่า เป็นต้น&#8221;​</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42559 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/35.-ร่วมกันเก็บขยะชายหาด-2.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p><strong>10 ปี SeaChange 2030 &#8216;Vision to Action&#8217;</strong></p>
<p>ด้าน <strong>คุณพรภัสรา เอกกุล</strong> ผู้จัดการแผนกฝ่ายการพัฒนาที่ยั่งยืนและกิจกรรมเพื่อสังคม บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การขับเคลื่อนกลยุทธ์ความยั่งยืนของไทยยูเนี่ยน ภายใต้แผนงาน &#8216;SeaChnage 2030&#8217; ​เป็นโรดแม็พสำคัญในการดำเนินธุรกิ​จอย่างยั่งยืน ผ่านการขับเคลื่อนผ่าน 11 พันธกิจ เพื่อเชื่อมโยงสู่การปฏิบัติงานจริง ที่ครอบคลุมทั้งการดูแลสังคม ส่ิงแวดล้อม และธรรมาภิบาลในธุรกิจ โดยมีเป้าหมายสำคัญผ่าน 2 แกนหลัก คือ<strong> Healthy Living, Healthy Oceans    </strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42564 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/55.-เด็ก-ๆ-สนุกกับการ-Workshop-พวงกุญแจจากขยะรีไซเคิล-2.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p><em>&#8220;ปี 2569 ​เป็นโอกาสสำคัญที่ไทยยูเนี่ยน ขับเคลื่อนกลยุทธ์ SeaChange ครบรอบ 10 ปี หลังเปิดตัวในปี 2559 ก่อนจะต่อ​ยอดสู่ SeaChange 2030 จนถึงปัจจุบันเพื่อเป็นกรอบดำเนินงานด้านความยั่งยืนขององค์กร ​พร้อมจัดกิจกรรม <strong> &#8216;SeaChange Day&#8217;</strong> ภายใต้แนวคิด <strong>&#8216;SEA the CHANGE. Be the CHANGE.&#8217;</strong> เพื่อเชื่อมโยงพันธกิจ SeaChange2030 สู่ความร่วมมือในการลงมือปฏิบัติจริง ผ่านการให้ความรู้ แนวทางการฟื้นฟูระบบนิเวศ การส่งเสริมแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน และการผนึกความร่วมมือกับพันธมิตรในภาคส่วนต่างๆ เพื่อมุ่งมั่นยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมอาหารทะเลโลก ควบคู่ไปกับการปกป้องทรัพยากรทางทะเล ระบบนิเวศ และชุมชน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนอนาคตที่ยั่งยืนของอาหารทะเล&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42561 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/42.-เด็ก-ๆ-และพนักงานร่วมกันคัดแยกขยะ-1.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p>สำหรับกิจกรรม​ในโอกาสครบรอบ 10 ปี กลยุทธ์ SeaChange<sup>​</sup> ขับเคลื่อนผ่าน  4 กิจกรรมหลัก ประกอบด้วย<strong> Shape the Shore</strong> ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้เกี่ยวกับระบบนิเวศป่าชายเลน ปลูกต้นโกงกาง และดูแลเรือนเพาะชำกล้าไม้ร่วมกับนักเรียนและครูในท้องถิ่น,<strong> Sea Scan</strong> ซึ่งเป็นกิจกรรมทำความสะอาดชายหาด คัดแยกขยะ และสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาขยะทะเล ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีโดรนบินสำรวจเพื่อตรวจจับอุปกรณ์ประมงที่ถูกทิ้งหรือสูญหาย (ghost gear) ตามแนวชายฝั่ง โดยร่วมมือกับ, <strong>ReLoop ReUse</strong> ที่มุ่งเน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนผ่านการนำอุปกรณ์ประมงที่ถูกทิ้งหรือหมดสภาพ มาสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ใช้งานได้จริง ปิดท้ายด้วยกิจกรรม และ​<strong> Tuna Lab</strong> ซึ่งแสดงให้เห็นการใช้ประโยชน์สูงสุดจากทรัพยากรอาหารทะเล นับตั้งแต่การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อาหารและโภชนาการ การสกัดแคลเซียมจากกระดูกปลา ไปจนถึงการต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42563 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/62.-กิจกรรม-Fish-Lab-3.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p>ทั้งนี้ ได้ผนึกกำลังพันธมิตรสำคัญ เพื่อสามารถขับเคลื่อนการปฏิบัติงานในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่</p>
<p><strong>&#8211; ศูนย์สิ่งแวดล้อมศึกษาประเทศไทย (</strong><strong>EEC):</strong> ขับเคลื่อนการเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมผ่านการลงมือปฏิบัติจริง นับตั้งแต่การศึกษาเกี่ยวกับระบบนิเวศป่าชายเลนและท้องทะเล ไปจนถึงกิจกรรมปลูกจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ในกลุ่มเยาวชน</p>
<p><strong>&#8211; ARRI (Aerial Recon &amp; Recovery Initiative):</strong> สาธิตการใช้โดรนและเทคโนโลยี AI เพื่อตรวจจับและระบุพิกัดอุปกรณ์ประมงที่ถูกทิ้งหรือสูญหาย ซึ่งเป็นหนึ่งในประเภทขยะทะเลที่อันตรายที่สุด และการนำขยะทะเลกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่</p>
<p><strong>&#8211; Second Life:</strong> นำเสนอแนวทางการคัดแยกและจัดการขยะตั้งแต่ต้นทาง เพื่อแสดงให้เห็นถึงกระบวนการเก็บกู้ คัดแยกประเภท และส่งต่อขยะที่มีความเสี่ยงไหลลงสู่ทะเล (Ocean-Bound Plastic) ไปบริหารจัดการอย่างเหมาะสม</p>
<p><strong>&#8211; Seven Clean Seas:</strong> สนับสนุนภารกิจลดขยะพลาสติกในทะเลของไทยยูเนี่ยน ผ่านโครงการ HIPPO ระบบเก็บขยะในแม่น้ำพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ช่วยดักจับขยะพลาสติกในแม่น้ำเจ้าพระยาก่อนไหลลงสู่ทะเล</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42567 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/3.-ภาพหมู่ผู้บริหาร-พันธมิตร-ที่ร่วมกิจกรรมในครั้งนี้-2.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p>ผลสำเร็จที่ได้รับการยอมรับของไทยยูเนี่ยน สามารถพิสูจน์ได้จากความสามารถในการ​รักษาความเป็นผู้นำด้านความยั่งยืนบนเวทีโลก ในปี 2568 ที่ผ่านมา โดยได้รับคะแนน 89 จาก 100 ในการประเมิน Corporate Sustainability Assessment ของ S&amp;P Global และครองอันดับ 1 ในอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหารของโลก จากดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ (Dow Jones Sustainability Indices: DJSI) นอกจากนี้ บริษัทยังได้รับผลการประเมินดัชนีชี้วัดความยั่งยืนด้านการบริหารจัดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ CDP ประจำปี 2568 ในระดับ A- ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มผู้นำ (Leadership) สะท้อนมาตรฐานด้านความยั่งยืนที่แข็งแกร่ง ทั้งในด้านการกำหนดกลยุทธ์และเป้าหมายที่ท้าทาย ความก้าวหน้าที่เห็นผลเป็นรูปธรรม และการดำเนินงานที่โดดเด่นในอุตสาหกรรม</p>
<p>ส่วนในปี 2569 นี้ ได้รับการจัดอันดับในกลุ่ม Top 1% จาก S&amp;P Global Sustainability Yearbook ในกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหาร ด้วยคะแนนรวม 89 จาก 100 คะแนน ความสำเร็จนี้ต่อยอดจากผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนในช่วงที่ผ่านมา อาทิ การได้รับการจัดอันดับให้เป็นบริษัทอันดับ 1 ในอุตสาหกรรมอาหารของโลก จากดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ ประจำปี 2561 2562 2565 และ 2567 การได้รับการปรับเพิ่มคะแนน ESG จาก FTSE Russell เป็น 4.3 คะแนน จากคะแนนเต็ม 5 การได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งใน หุ้นยั่งยืน SET ESG Ratings ระดับ AA</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42569 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/1.-ภาพหมู่ผู้บริหาร-พันธมิตร-เด็กนักเรียน-ที่ร่วมกิจกรรมในครั้งนี้.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/thai-union-10-yrs-seachange-and-sustainability-report/">ไทยยูเนี่ยน เปิดรายงานความยั่งยืน ยกระดับ &#8216;มาตรฐานห่วงโซ่อาหารทะเล&#8217; บทพิสูจน์ความสำเร็จตลอดทศวรรษของกลยุทธ์ &#8216;SeaChange 2030&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>แกร็บ เผยรายงานความยั่งยืนปี 2568 สร้างรายได้ให้คนขับ-ร้านค้า 5 แสนล้านบาท ลดคาร์บอนกว่า 7.7 แสนตันทั่วภูมิภาค   </title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/05/grab-release-esg-report-2025/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 14 May 2026 07:17:56 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Ecosystem]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[ESG Report]]></category>
		<category><![CDATA[GRAB]]></category>
		<category><![CDATA[Grab Thailand]]></category>
		<category><![CDATA[GrabForGood]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[คุณภาพชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม]]></category>
		<category><![CDATA[นวัตกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[รายงานความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[แกร็บ]]></category>
		<category><![CDATA[แกร็บ ประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[แกร็บ เพื่อชีวิตที่ดีกว่า]]></category>
		<category><![CDATA[ไรเดอร์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=41825</guid>

					<description><![CDATA[<p>แกร็บ ผู้นำซูเปอร์แอปในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เผยข้อมูลจาก รายงานความยั่งยืนประจำปี 2568 (ESG Report 2025) ภายใต้แนวคิด &#8216;Rising as One&#8217; ตอกย้ำบทบาทแพลตฟอร์มที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลให้เติบโตอย่างยั่งยืนครอบคลุมทั้งระบบนิเวศ ควบคู่ไปกับการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในกับสังคมและสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง อาทิ การส่งเสริมการสร้างรายได้ให้กับคนขับและผู้ประกอบการบนแพลตฟอร์มทั่วทั้งภูมิภาคมากกว่า 1.53 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ 5 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้น 19% จากปีก่อนหน้า การขยายโอกาสในการเข้าถึงเทคโนโลยี AI ตลอดจนแหล่งเงินทุนผ่านการให้สินเชื่อรายย่อยมากกว่า 3.2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ 1 แสนล้านบาท) ขณะเดียวกันยังคงเดินหน้าผลักดันโครงการด้านสิ่งแวดล้อม โดยปีที่ผ่านมาสามารถลดการปล่อยคาร์บอนไปมากกว่า 772,000 ตัน คุณจันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า แกร็บเชื่อว่าความสำเร็จทางธุรกิจอย่างยั่งยืนต้องเดินหน้าควบคู่ไปกับการสร้างคุณค่าให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยตลอด 13 ปีที่ผ่านมา แกร็บ ประเทศไทย  มุ่งใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างและขยายโอกาสให้ คนในอีโคซิสเต็มมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น การพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อเป็นช่องทางในการหารายได้ให้กับคนขับและร้านค้า การพัฒนาทักษะและส่งเสริมความรู้ผ่านโครงการ GrabAcademy ซึ่งมีผู้เข้าอบรมมากกว่า 3 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/grab-release-esg-report-2025/">แกร็บ เผยรายงานความยั่งยืนปี 2568 สร้างรายได้ให้คนขับ-ร้านค้า 5 แสนล้านบาท ลดคาร์บอนกว่า 7.7 แสนตันทั่วภูมิภาค   </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>แกร็บ ผู้นำซูเปอร์แอปในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เผยข้อมูลจาก <a href="https://s205.q4cdn.com/179588156/files/doc_downloads/esg/2026/Grab-ESG-Report-2025.pdf" target="_blank" rel="noopener">รายงานความยั่งยืนประจำปี 2568</a> (</strong><strong>ESG Report </strong><strong>2025) ภายใต้แนวคิด &#8216;</strong><strong>Rising as One&#8217; </strong><strong>ตอกย้ำบทบาทแพลตฟอร์มที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลให้เติบโตอย่างยั่งยืนครอบคลุมทั้งระบบนิเวศ </strong></p>
<p><span id="more-41825"></span></p>
<p><strong>ควบคู่ไปกับการสร้างการเปลี่ยนแปลง</strong><strong>เชิงบวกในกับสังคมและสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง อาทิ การส่งเสริมการสร้างรายได้ให้กับคนขับและผู้ประกอบการบนแพลตฟอร์มทั่วทั้งภูมิภาคมากกว่า 1.53 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ<br />
5 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้น 19% จากปีก่อนหน้า การขยายโอกาสในการเข้าถึงเทคโนโลยี </strong><strong>AI </strong><strong>ตลอดจนแหล่งเงินทุนผ่านการให้สินเชื่อรายย่อยมากกว่า 3.2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ 1 แสนล้านบาท) ขณะเดียวกันยังคงเดินหน้าผลักดันโครงการด้านสิ่งแวดล้อม โดยปีที่ผ่านมาสามารถลดการปล่อยคาร์บอนไปมากกว่า 772</strong><strong>,</strong><strong>000 ตัน</strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41826 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/TH-highlight-re.jpg" alt="" width="1200" height="677" /></p>
<p><strong>คุณจันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย </strong>กล่าวว่า แกร็บเชื่อว่าความสำเร็จทางธุรกิจอย่างยั่งยืนต้องเดินหน้าควบคู่ไปกับการสร้างคุณค่าให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยตลอด 13 ปีที่ผ่านมา แกร็บ ประเทศไทย  มุ่งใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างและขยายโอกาสให้ คนในอีโคซิสเต็มมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น การพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อเป็นช่องทางในการหารายได้ให้กับคนขับและร้านค้า การพัฒนาทักษะและส่งเสริมความรู้ผ่านโครงการ GrabAcademy ซึ่งมีผู้เข้าอบรมมากกว่า 3 ล้านครั้ง การสนับสนุนผู้ประกอบการร้านอาหารให้เข้าถึงเครื่องมือและเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ การส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อใช้ในการประกอบอาชีพและเสริมสภาพคล่องทางธุรกิจ ตลอดจนการส่งเสริมด้านการศึกษาให้กับเยาวชนผ่านโครงการ GrabSpark และ Grab The Future</p>
<p>ขณะเดียวกัน เรายังคงผลักดันโครงการด้านสิ่งแวดล้อมอย่าง Grab EV เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันมีรถ EV ให้บริการบนแพลตฟอร์มแล้วกว่า 30,000 คัน ทั้งนี้ เราจะยังคงเดินหน้าสานต่อพันธกิจ <strong>GrabForGood</strong> หรือ <strong>‘แกร็บ…เพื่อชีวิตที่ดีกว่า’</strong> โดยมุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล พร้อมสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับสังคมไทยต่อไป”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41828 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/03-re.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ไฮไลท์ของ &#8216;<strong>รายงานความยั่งยืนประจำปี 2568&#8242;</strong> ของแกร็บ ประกอบด้วย</p>
<p><strong>การส่งเสริมการเข้าถึงรายได้ของคนในอีโคซิสเต็ม</strong></p>
<p>&#8211; คนขับและผู้ประกอบการร้านค้า-ร้านอาหาร สามารถสร้างรายได้ผ่านแพลตฟอร์มรวมทั่วทั้งภูมิภาคกว่า 1.53 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ 5 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้น 19% จากปีก่อนหน้า</p>
<p>&#8211; 76% ของไรเดอร์ (ซึ่งให้บริการด้วยรถจักรยานยนต์) สามารถสร้างรายได้จากการให้บริการบนแพลตฟอร์มมากกว่า 1 บริการ ไม่ว่าจะเป็น การจัดส่งอาหารผ่านบริการ GrabFood การจัดส่งสินค้าผ่านบริการ GrabMart หรือการจัดส่งพัสดุผ่านบริการ GrabExpress</p>
<p>&#8211; แกร็บเปิดรับพาร์ทเนอร์ร้านค้าหน้าใหม่ (ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย) กว่า 856,000 รายทั่วทั้งภูมิภาคเพื่อให้สามารถสร้างรายได้บนแพลตฟอร์ม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41829 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/02-re.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>การสร้างโอกาสที่เท่าเทียมให้กับคนในภูมิภาค</strong><strong> </strong></p>
<p>&#8211; แกร็บให้สินเชื่อกับกลุ่มคนขับและผู้ประกอบการรายย่อยรวมกว่า 3.2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ 1 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้น 47% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า</p>
<p>&#8211; มีคนขับที่เป็นผู้หญิงและผู้พิการกว่า 189,000 คนให้บริการบนแพลตฟอร์มเพื่อหารายได้เลี้ยงชีพเพิ่มขึ้น 40% จากปีก่อนหน้า</p>
<p>&#8211; คนขับทุกคน (100%) บนแพลตฟอร์มได้รับความคุ้มครองจากประกันอุบัติเหตุที่แกร็บจัดทำให้ ตลอดระยะเวลาการให้บริการ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41832 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/01-re.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>การผลักดันโครงการด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อมุ่งลดคาร์บอน</strong></p>
<p>&#8211; ลดการปล่อยคาร์บอนไปกว่า 772,000 ตัน ผ่านกิจกรรมและโครงการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การนำเทคโนโลยีมาใช้พัฒนาประสิทธิภาพการให้บริการ โครงการคาร์บอนเครดิตที่มุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศทางธรรมชาติ</p>
<p>&#8211; ลดขยะบรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวได้สูงถึง 10,142 ตัน ผ่านการลดการใช้ (Reduce) การนำกลับมาใช้ซ้ำ (Reused) หรือการรีไซเคิล (Recycle)</p>
<p>&#8211; เงินบริจาคจากโครงการเพื่อโลกสีเขียว (Green Programme) ถูกนำไปใช้ในการปลูกต้นไม้กว่า 210,000 ต้น (ชื่อเดิมคือโครงการชดเชยคาร์บอน หรือ Carbon Offset)</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41831 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/04-re.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>การใช้ </strong><strong>AI </strong><strong>เพื่อขับเคลื่อนองค์กรและพัฒนาศักยภาพของคน</strong></p>
<p>&#8211; 1 ใน 4 ของผู้ประกอบการรายย่อยบนแพลตฟอร์มใช้ Merchant AI Assistant หรือแชทบอทในแอปพลิเคชันของพาร์ทเนอร์ร้านค้า (GrabMerchant App) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการให้บริการ ซึ่งช่วยสร้างมูลค่ารวมของการสั่งซื้อ (GMV) เฉลี่ยเพิ่มขึ้นถึง 15%</p>
<p>&#8211; พนักงานประจำทุกคนของแกร็บ (100%) ได้รับการอบรมให้ใช้เครื่องมือ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน</p>
<p>&#8211; นำเทคโนโลยี AI มาใช้เพื่อพัฒนาฟีเจอร์และบริการใหม่ๆ รวมถึงระบบการให้บริการ เพื่อยกระดับประสบการณ์ให้กับผู้ใช้บริการ และการสร้างรายได้ให้กับคนขับและผู้ประกอบการร้านค้า</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41830 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/06.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>นอกจากนี้ แกร็บยังคงปลูกฝังจิตสำนึกและค่านิยมองค์กรผ่านการสร้างการมีส่วนร่วมของพนักงานอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้ <strong>แกร็บ ประเทศไทย</strong> ได้จัดกิจกรรม <strong>GrabForGood</strong> เป็นปีที่ 4 โดยได้ร่วมมือกับ &#8216;พรีเชียสพลาสติกแบงค็อก&#8217; (Precious Plastic Bangkok) เจ้าของโครงการรีไซเคิลพลาสติกที่เน้นชุมชนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งมาร่วมถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการคัดแยกขยะพลาสติกและการรีไซเคิล พร้อมเปิดโอกาสให้ร่วมลงมือทำกิจกรรมเวิร์คช็อปคัดแยกฝาขวดก่อนนำไปรีไซเคิลเป็นของที่ระลึก เช่น พวงกุญแจ และสร้อย เพื่อให้ทุกคนได้เห็นถึงคุณค่าของขยะที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้จริงในชีวิตประจำวัน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/grab-release-esg-report-2025/">แกร็บ เผยรายงานความยั่งยืนปี 2568 สร้างรายได้ให้คนขับ-ร้านค้า 5 แสนล้านบาท ลดคาร์บอนกว่า 7.7 แสนตันทั่วภูมิภาค   </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ทำความรู้จัก &#8216;ISSB Standards&#8217; ทิศทางใหม่ในการเปิดเผย &#8216;ข้อมูลความยั่งยืน&#8217; ที่ประเทศไทยเตรียมนำมาใช้ในปี 2026  ​นำร่อง​กลุ่ม &#8216;SET50&#8217; ก่อนบังคับใช้ทั้งหมดในปี 2030</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/10/issb-standards-new-era-of-sustainability-report/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 20 Oct 2025 11:10:46 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Financial Report]]></category>
		<category><![CDATA[IFRS]]></category>
		<category><![CDATA[ISSB Standards]]></category>
		<category><![CDATA[Krungthai COMPASS]]></category>
		<category><![CDATA[SET]]></category>
		<category><![CDATA[SET100]]></category>
		<category><![CDATA[SET50]]></category>
		<category><![CDATA[sustainability report]]></category>
		<category><![CDATA[The International Sustainability Standards Board]]></category>
		<category><![CDATA[ก.ล.ต.]]></category>
		<category><![CDATA[กองทุน]]></category>
		<category><![CDATA[การเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[คณะกรรมการกำหนดมาตรฐานการรายงานด้านความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ต.ล.ท.]]></category>
		<category><![CDATA[ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัทจดทะเบียน]]></category>
		<category><![CDATA[ภวิกา กล้าหาญ]]></category>
		<category><![CDATA[รายงานความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=37456</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปัจจุบันนักลงทุนทั่วโลกให้ความสำคัญกับธุรกิจที่ดำเนินงานอย่างยั่งยืน โดยมองว่าเป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงต่ำและมีศักยภาพในการเติบโตระยะยาว ส่งผลให้ภาคธุรกิจจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น โดยเฉพาะ​การเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนอย่างโปร่งใสและเป็นระบบ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในสายตานักลงทุน และเพื่อ​ยกระดับการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนของภาคธุรกิจทั่วโลกให้​โปร่งใสและเปรียบเทียบได้ คณะกรรมการกำหนดมาตรฐานการรายงานด้านความยั่งยืน (The International Sustainability Standards Board: ISSB) ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของมูลนิธิมาตรฐานการรายงานทางการเงินระหว่างประเทศ (International Financial Reporting Standards Foundation: IFRS) ได้จัดทำ &#8216;ISSB Standards&#8217; เพื่อ​เป็นมาตรฐานสากลชุดแรกของโลกในการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืน ที่ได้รับการรับรองจากองค์กรกำกับดูแลระดับโลกอย่าง องค์กรกำกับดูแลตลาดทุนระหว่างประเทศ (International Organization of Securities Commissions: IOSCO) ซึ่งมาตรฐานนี้อยู่ระหว่างการเตรียมบังคับใช้ในประเทศไทยเช่นกัน ​ทำความรู้จัก ISSB Standards และการบังคับใช้ในไทย ปี 2024 คณะกรรมการกำหนดมาตรฐานการรายงานด้านความยั่งยืน (ISSB) ​ประกาศให้เริ่มใช้มาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนตาม ISSB Standards เพื่อเป็นมาตรฐานกลางของโลกในการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืน ซึ่งประกอบด้วยมาตรฐาน 2 ฉบับคือ 1) IFRS S1 : General Requirement for [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/10/issb-standards-new-era-of-sustainability-report/">ทำความรู้จัก &#8216;ISSB Standards&#8217; ทิศทางใหม่ในการเปิดเผย &#8216;ข้อมูลความยั่งยืน&#8217; ที่ประเทศไทยเตรียมนำมาใช้ในปี 2026  ​นำร่อง​กลุ่ม &#8216;SET50&#8217; ก่อนบังคับใช้ทั้งหมดในปี 2030</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ปัจจุบันนักลงทุนทั่วโลกให้ความสำคัญกับธุรกิจที่ดำเนินงานอย่างยั่งยืน โดยมองว่าเป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงต่ำและมีศักยภาพในการเติบโตระยะยาว ส่งผลให้ภาคธุรกิจจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น โดยเฉพาะ​การเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนอย่างโปร่งใสและเป็นระบบ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในสายตานักลงทุน</p>
<p><span id="more-37456"></span></p>
<p>และเพื่อ​ยกระดับการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนของภาคธุรกิจทั่วโลกให้​โปร่งใสและเปรียบเทียบได้<strong> คณะกรรมการกำหนดมาตรฐานการรายงานด้านความยั่งยืน (The International Sustainability Standards Board: ISSB)</strong> ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของมูลนิธิมาตรฐานการรายงานทางการเงินระหว่างประเทศ (International Financial Reporting Standards Foundation: IFRS) ได้จัดทำ <strong>&#8216;ISSB Standards&#8217;</strong> <strong>เพื่อ​เป็นมาตรฐานสากลชุดแรกของโลกในการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืน </strong>ที่ได้รับการรับรองจากองค์กรกำกับดูแลระดับโลกอย่าง องค์กรกำกับดูแลตลาดทุนระหว่างประเทศ (International Organization of Securities Commissions: IOSCO) ซึ่งมาตรฐานนี้อยู่ระหว่างการเตรียมบังคับใช้ในประเทศไทยเช่นกัน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37461 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/Pic2.jpg" alt="" width="1200" height="877" /></p>
<p><strong>​</strong><strong>ทำความรู้จัก </strong><strong>ISSB Standards </strong><strong>และการบังคับใช้ในไทย</strong></p>
<p><strong>ปี 2024 คณะกรรมการกำหนดมาตรฐานการรายงานด้านความยั่งยืน (</strong><strong>ISSB) </strong><strong>​ประกาศให้เริ่มใช้มาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนตาม </strong><strong>ISSB Standards </strong><strong>เพื่อเป็นมาตรฐานกลางของโลกในการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืน ซึ่งประกอบด้วยมาตรฐาน 2 ฉบับคือ </strong></p>
<p><strong>1) </strong><strong>IFRS S1 : General Requirement for Disclosure of Sustainability-related Financial Information </strong>หรือข้อกำหนดทั่วไปสำหรับการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินเกี่ยวกับความยั่งยืน ซึ่งระบุข้อกำหนดทั่วไปสำหรับการเปิดเผยข้อมูลทางการเงิน รวมถึงโอกาสและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนทั้ง 3 ประเด็น ได้แก่ สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล</p>
<p><strong>2) </strong><strong>IFRS S2 : Climate Related Disclosure</strong><strong> หรือการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศ </strong>ซึ่งกำหนดการเปิดเผยข้อมูลในด้านโอกาสและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยเฉพาะ</p>
<p>ปัจจุบัน ​<strong>ISSB Standards </strong><strong>ถูกนำมาใช้ในหลายประเทศทั่วโลก</strong> โดยพบว่า ​มีประเทศและกลุ่มประเทศ 18 แห่งที่นำ ISSB Standards มาใช้หรือใช้มาตรฐานอื่นที่มีความสอดคล้องและเทียบเท่า ​เช่น สหภาพยุโรป (EU) ที่​ใช้มาตรฐานการรายงานความยั่งยืนของยุโรป (European Sustainability Reporting Standards: ESRS)  ซึ่งได้รับการยอมรับจากทั้งคณะกรรมการกำหนดมาตรฐานการรายงานด้านความยั่งยืน (ISSB) และคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) ว่าสอดคล้องกับ ISSB Standards ในระดับสูง โดย​มีอีกกว่า 16 แห่ง ที่มีแผนจะนำมาตรฐานดังกล่าวมาบังคับใช้ โดยเฉพาะประเทศในแถบเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย สิงคโปร์ รวมทั้งประเทศไทย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37462 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/Pic3.jpg" alt="" width="1200" height="996" /></p>
<p><strong>สำหรับประเทศไทยเตรียมบังคับใช้ </strong><strong>ISSB Standards </strong><strong>สำหรับการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนของบริษัท​​​จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยคาดว่าจะเริ่มต้นในรอบบัญชีปี 2026 สำหรับบริษัทในกลุ่ม </strong><strong>SET50 </strong><strong>เป็นกลุ่มแรก </strong>ก่อนจะทยอยขยายการบังคับใช้ไปยังกลุ่มบริษัทอื่นๆ โดยปี 2027 จะเริ่มบังคับใช้กับบริษัทในกลุ่ม SET100 และในปี 2029 จะครอบคลุมบริษัทจดทะเบียนฯ ทั้งหมดในตลาด SET รวมถึงบริษัทที่ยื่นขอเสนอขายหุ้นใหม่แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ในตลาด SET</p>
<p>จากนั้นในปี 2030 จะขยายการบังคับใช้ไปยังบริษัทในตลาด mai ทั้งในส่วนของบริษัทที่จดทะเบียนอยู่แล้วและบริษัทที่เตรียม IPO รวมถึงกองทุนประเภทต่างๆ ได้แก่ กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate Investment Trust: REIT) กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund: IFF) ทรัสต์เพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Trust: Infra Trust) และกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (Property Fund)</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37460 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/Pic5.jpg" alt="" width="1200" height="634" /></p>
<p><strong>ความท้าทายของภาคธุรกิจในการใช้มาตรฐาน ISSB Standards</strong></p>
<p><b> มาตรฐาน </b><em><strong>ISSB Standards เน้นการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนที่เชื่อมโยงกับข้อมูลทางการเงิน โดยมุ่งให้ผู้ใช้งบการเงินสามารถประเมินผลกระทบของความเสี่ยงและโอกาสด้านความยั่งยืนต่อกระแสเงินสด สถานะทางการเงิน และผลการดำเนินงานของกิจการ</strong>  </em>รวมทั้งใช้ข้อมูลเชิงคาดการณ์ (Forward-looking) ด้านกลยุทธ์ เพื่อประเมินสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต และแนวทางการบริหารจัดการความเสี่ยงในแต่ละสถานการณ์อย่างครอบคลุม</p>
<p>แต่ขณะเดียวกันยังพบความท้าทายของภาคธุรกิจไทยในการนำมาตรฐานนี้มาใชั  ประกอบด้วย</p>
<p><strong>1. การขาดแคลนองค์ความรู้และผู้เชี่ยวชาญ</strong></p>
<p>การเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนตาม ISSB Standards ต้องอาศัยความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับการวิเคราะห์ความเสี่ยงและโอกาสด้านความยั่งยืนและสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนการประเมินผลกระทบในเชิงการเงิน ซึ่งจำเป็นต้องใช้บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ ขณะที่ผลสำรวจ​ Deloitte Thailand ในปี 2022<sup>​</sup> พบว่า มีบริษัทไทยเพียง 27% ที่ระบุว่ามีบุคลากรที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืน (In‑house sustainability experts) ที่สามารถรองรับความท้าทายของการรายงานข้อมูลความยั่งยืนได้ รวมทั้ง​ผลสำรวจ​​ Manpower Group ในปี 2024 ที่ระบุว่าบริษัททั่วโลกส่วนใหญ่ยังขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะในการขับเคลื่อนงานด้านความยั่งยืน</p>
<p><strong>2. ความไม่พร้อมของระบบข้อมูลภายใน ซึ่งต้องรองรับการจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลที่มีความซับซ้อน </strong></p>
<p>​ข้อกำหนดของ ISSB Standards ​เน้นการเชื่อมโยงกลยุทธ์ ความเสี่ยง และข้อมูลทางการเงิน ซึ่งมีความซับซ้อนและต้องอาศัยข้อมูลเชิงลึก ขณะที่หลายบริษัทยังขาดเทคโนโลยีหรือเครื่องมือในการจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างเป็นระบบ สะท้อนจากผลสำรวจ​​ PwC Thailand ในปี 2025<sup>​</sup> พบว่า บริษัทในไทยกว่า 42% ยังไม่มีการนำเทคโนโลยีและข้อมูลมาใช้ในการวิเคราะห์คาดการณ์ และกว่า 47% ยังไม่มีการนำเทคโนโลยีและข้อมูลมาใช้กระบวนการประเมินความเสี่ยง ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของเอเชียแปซิฟิก</p>
<p><strong>3. ภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้น</strong></p>
<p>​การพัฒนาระบบการรายงานและบุคลากรให้สอดคล้องกับมาตรฐานใหม่ จะต้องมีการลงทุนในระบบการจัดเก็บข้อมูล เครื่องมือวิเคราะห์ รวมถึงการจ้างผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืน และการอบรมพนักงาน ส่งผลให้ต้นทุนดำเนินงานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการปรับตัว โดยเฉพาะบริษัทขนาดเล็กอย่างกลุ่ม mai ที่มีอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) ค่อนข้างต่ำ เฉลี่ย 3 ปี (2022-2024) เพียง 0.4%</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37459 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/Pic7.jpg" alt="" width="1200" height="985" /></p>
<p><strong>คุณภวิกา กล้าหาญ </strong>นักวิเคราะห์ จากศูนย์วิจัย <strong>Krungthai Compass</strong> ประเมินความพร้อมของภาคธุรกิจไทยจากการเปรียบเทียบรูปแบบการเปิดเผยรายงานความยั่งยืนในปัจจุบันกับข้อกำหนดของ ISSB Standards ทั้ง2 มาตรฐาน ครอบคลุมใน 4 มิติ<strong> ทั้งการกำกับดูแล​</strong><strong> (Governance) กลยุทธ์ (Strategy)  </strong><strong>การบริหารความเสี่ยง (</strong><strong>Risk</strong><strong> management) </strong> และ <strong>ตัวชี้วัดและเป้าหมาย (</strong><strong>Metrics &amp; Targets) พบว่า </strong></p>
<p><em>&#8220;<strong>บริษัทจดทะเบียนฯ ทั้งใน </strong><strong>SET </strong><strong>และ </strong><strong>mai </strong><strong>กว่า 88% ยังเปิดเผยข้อมูลที่มีความสอดคล้องกับ </strong><strong>ISSB Standards</strong><strong> อยู่ในระดับต่ำ สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายอย่างมากในการปรับตัวให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลที่เข้มงวดมากขึ้น </strong>โดยเฉพาะกลุ่ม mai ที่เกือบทั้งหมดกว่า 99.5% ยังมีความสอดคล้องในระดับต่ำในทางกลับกัน<strong> หากพิจารณาบริษัทในกลุ่ม </strong><strong>SET100 </strong><strong>และ </strong><strong>SET50 </strong><strong>พบว่า มีบริษัทที่เปิดเผยข้อมูลที่สอดคล้องกับ </strong><strong>ISSB Standards</strong><strong> อยู่ในระดับสูง อยู่ที่ 37% และ 64% ตามลำดับ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด </strong>สะท้อนระดับความพร้อมในการปรับตัวที่เหนือกว่า เนื่องจากบริษัทในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่มีการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนในเชิงลึกผ่านรายงานความยั่งยืนซึ่งอ้างอิงกรอบการเปิดเผยข้อมูลตามมาตรฐานระดับสากลที่มีความสอดคล้องกับ ISSB Standards&#8221;</em></p>
<p><strong>Krungthai Compass</strong> ยังให้คำแนะนำภาคธุรกิจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อ​เร่งปรับตัว โดย <em>​<strong>ภาคธุรกิจควรเร่ง​ศึกษาข้อกำหนดของ </strong><strong>ISSB Standards</strong><strong> ตลอดจนวิเคราะห์ช่องว่าง (</strong><strong>Gap Analysis) </strong><strong>ว่าการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนในปัจจุบัน ยังขาดในส่วนใด เพื่อวางแผนการพัฒนาและจัดสรรทรัพยากรได้อย่างเหมาะสม ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ </strong> </em><strong><em>​สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ต.ล.ท.) ควรมีบทบาทสนับสนุนทั้งด้านองค์ความรู้ เงินทุน และระบบข้อมูลกลาง</em> </strong>ทั้ง​การจัดอบรม สร้างชุดคู่มือการรายงาน และให้คำปรึกษาเชิงเทคนิคแก่บริษัท โดยเฉพาะกลุ่มที่มีข้อจำกัดด้านทรัพยากรและองค์ความรู้ เป็นต้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37458 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/Pic8.jpg" alt="" width="1200" height="932" /></p>
<p><strong>อย่างไรก็ตาม แม้การเปิดเผยข้อมูลตาม </strong><strong>ISSB Standards</strong><strong> จะกลายเป็นข้อกำหนดที่ภาคธุรกิจต้องปฏิบัติตามในอนาคตอันใกล้ </strong><strong>แต่ประโยชน์ที่ได้รับจากการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวก็นับว่ามีความสำคัญมาก โดยเฉพาะในด้านการบริหารจัดการโอกาสและความเสี่ยงด้านความยั่งยืนและสภาพภูมิอากาศ </strong>ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบทั้งในแง่รายได้ที่สูญเสียไปและต้นทุนที่เพิ่มขึ้น สะท้อนผ่านการ​​ศึกษาของ Potsdam Institute for Climate Impact Research ในปี 2024<sup>​  </sup>ที่ระบุว่า ภายในปี 2050 เศรษฐกิจทั่วโลกมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียรายได้กว่า 19% หรือคิดเป็น 38 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ</p>
<p>ขณะเดียวกัน​​ <strong>การมีข้อมูลที่ชัดเจนและเชื่อมโยงกับกลยุทธ์ขององค์กรยังช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือ อีกทั้งเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน </strong>เช่น สินเชื่อสีเขียว (Green loans) สินเชื่อที่มีการปรับอัตราดอกเบี้ยตามผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืน (Sustainability-linked loans) เป็นต้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ธุรกิจสามารถแข่งขันได้ในยุคที่ผู้มีส่วนได้เสียให้ความสำคัญกับความโปร่งใสและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม   มากยิ่งขึ้น​</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/10/issb-standards-new-era-of-sustainability-report/">ทำความรู้จัก &#8216;ISSB Standards&#8217; ทิศทางใหม่ในการเปิดเผย &#8216;ข้อมูลความยั่งยืน&#8217; ที่ประเทศไทยเตรียมนำมาใช้ในปี 2026  ​นำร่อง​กลุ่ม &#8216;SET50&#8217; ก่อนบังคับใช้ทั้งหมดในปี 2030</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Trip.com Group นำร่องรายงาน Scope 3 เปิดตัวฟีเจอร์แสดงคาร์บอนทุกการเดินทาง พร้อมเผย​ผลลัพธ์ขับเคลื่อน Friendly Four​ สร้างความยั่งยืนทุกมิติ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/07/trip-com-group-sustainability-report-2024/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 16 Jul 2025 14:39:23 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Emission]]></category>
		<category><![CDATA[Community Friendly]]></category>
		<category><![CDATA[Country Retreat]]></category>
		<category><![CDATA[decarbonization]]></category>
		<category><![CDATA[Emission]]></category>
		<category><![CDATA[environmentally-friendly]]></category>
		<category><![CDATA[Family Friendly]]></category>
		<category><![CDATA[Friendly Four]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[Scope 1-3]]></category>
		<category><![CDATA[Scope 3]]></category>
		<category><![CDATA[Trip.com]]></category>
		<category><![CDATA[Trip.com Group]]></category>
		<category><![CDATA[ทริปดอทคอม]]></category>
		<category><![CDATA[ท่องเที่ยวยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[รายงานความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ลดคาร์บอน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=34748</guid>

					<description><![CDATA[<p>Trip.com Group ผู้ให้บริการด้านการท่องเที่ยวชั้นนำ ได้เผยแพร่ ​รายงานความยั่งยืน ฉบับล่าสุด โดยรายงานนี้แสดงให้เห็นความก้าวหน้าที่สำคัญของบริษัทในด้านความยั่งยืน ตามแนวทาง  Friendly Four ได้แก่ การเป็นมิตรต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง (Stakeholder Friendly) เป็นมิตรต่อชุมชน (Community Friendly) เป็นมิตรต่อครอบครัว (Family Friendly) และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Environmentally Friendly) เปิดตัวระบบแสดงข้อมูลการปล่อยก๊าซคาร์บอนครบถ้วนทุกรูปแบบการเดินทางและที่พัก เพื่อให้การท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเข้าถึงได้ง่ายมากยิ่งขึ้น Trip.com Group ได้เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ที่แสดงข้อมูลการปล่อยก๊าซคาร์บอนอย่างชัดเจนในบริการขนส่งหลักทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเที่ยวบิน การเช่ารถ การรับส่งสนามบิน และรถไฟ (รถไฟในยุโรป) ด้วยการสนับสนุนจาก Association of Car Rental Industry System Standards (ACRISS) ผู้ใช้งานสามารถดูข้อมูลการปล่อยก๊าซ CO₂ จากท่อไอเสียของรถเช่าใน Trip.com และเปรียบเทียบการปล่อยก๊าซของรถไฟฟ้า รถไฮบริด และรถธรรมดาได้ นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชันแจ้งข้อมูลคล้ายกันสำหรับบริการรับส่งสนามบิน ซึ่งช่วยให้นักท่องเที่ยวสามารถเลือกวิธีการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้ในทุกขั้นตอนของการเดินทาง ความมุ่งมั่นด้านสิ่งแวดล้อมของ Trip.com Group ยังคงขยายอย่างต่อเนื่อง โดยในปี [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/07/trip-com-group-sustainability-report-2024/">Trip.com Group นำร่องรายงาน Scope 3 เปิดตัวฟีเจอร์แสดงคาร์บอนทุกการเดินทาง พร้อมเผย​ผลลัพธ์ขับเคลื่อน Friendly Four​ สร้างความยั่งยืนทุกมิติ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>Trip.com Group ผู้ให้บริการด้านการท่องเที่ยวชั้นนำ ได้เผยแพร่ ​<a href="https://file.tripcdn.com/files/6/mkt_groupwebsite_file/25g5w12000lqg67soFA13.pdf" target="_blank" rel="noopener">รายงานความยั่งยืน</a> ฉบับล่าสุด โดยรายงานนี้แสดงให้เห็นความก้าวหน้าที่สำคัญของบริษัทในด้านความยั่งยืน ตามแนวทาง  <strong>Friendly Four </strong>ได้แก่ การเป็นมิตรต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง (Stakeholder Friendly) เป็นมิตรต่อชุมชน (Community Friendly) เป็นมิตรต่อครอบครัว (Family Friendly) และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Environmentally Friendly)</p>
<p><span id="more-34748"></span></p>
<p><strong>เปิดตัวระบบแสดงข้อมูลการปล่อยก๊าซคาร์บอนครบถ้วนทุกรูปแบบการเดินทางและที่พัก</strong></p>
<p>เพื่อให้การท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเข้าถึงได้ง่ายมากยิ่งขึ้น Trip.com Group ได้เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ที่แสดงข้อมูลการปล่อยก๊าซคาร์บอนอย่างชัดเจนในบริการขนส่งหลักทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเที่ยวบิน การเช่ารถ การรับส่งสนามบิน และรถไฟ (รถไฟในยุโรป)</p>
<p>ด้วยการสนับสนุนจาก Association of Car Rental Industry System Standards (ACRISS) ผู้ใช้งานสามารถดูข้อมูลการปล่อยก๊าซ CO₂ จากท่อไอเสียของรถเช่าใน Trip.com และเปรียบเทียบการปล่อยก๊าซของรถไฟฟ้า รถไฮบริด และรถธรรมดาได้ นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชันแจ้งข้อมูลคล้ายกันสำหรับบริการรับส่งสนามบิน ซึ่งช่วยให้นักท่องเที่ยวสามารถเลือกวิธีการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้ในทุกขั้นตอนของการเดินทาง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-34750 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/07/Trip.com-Group-เปิดตัวฟีเจอร์แสดงข้อมูลปล่อยคาร์บอนทุกการเดินทาง_02.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>ความมุ่งมั่นด้านสิ่งแวดล้อมของ Trip.com Group ยังคงขยายอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2024 ทาง Trip.com Group ได้สนับสนุนให้นักท่องเที่ยวจองผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมไปมากกว่า 100 ล้านรายการคำสั่งซื้อ รวมไปถึงการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ที่สำนักงานใหญ่และรีสอร์ทในย่านชนบทของ Trip.com Group นั้นสามารถผลิตไฟฟ้าสะอาดได้ 457 MWh ช่วยลดการปล่อยก๊าซ CO₂ มากกว่า 245 ตัน นอกจากนี้ยังเพิ่มการใช้ไฟฟ้าสีเขียวในศูนย์ข้อมูลที่เช่า (Leased Data Centres) เป็น 42.6% ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการลดคาร์บอนระยะยาวและเป้าหมายคาร์บอนเป็นกลางภายในปี 2050</p>
<p>นอกจากนี้ เป็นครั้งแรกที่รายงานของ Trip.com Group รวมทุกหมวดหมู่จากการปล่อยก๊าซคาร์บอน Scope 3 ซึ่งครอบคลุมแหล่งต่าง ๆ เช่น ศูนย์ข้อมูลที่เช่า (Leased Data Centres) และการเดินทางทางธุรกิจ เพื่อให้สามารถติดตามและกำหนดเป้าหมายได้อย่างครอบคลุมมากขึ้นตามเป้าหมายคาร์บอนเป็นกลางของกลุ่มภายในปี 2050</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-34752 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/07/Trip-Scope3-Emission-.jpg" alt="" width="1200" height="442" /></p>
<p><strong>โครงการ </strong><strong>Country Retreat </strong><strong>ขยายไปยังจุดหมายปลายทางใหม่ทั่วโลก</strong></p>
<p>Trip.com Group ยังคงสร้างคุณประโยชน์ให้กับการพัฒนาชนบทและความปลอดภัยสาธารณะผ่านการท่องเที่ยว ด้วยโครงการ Country Retreat เป็นโครงการหลักที่ขยายไปยัง 34 สถานที่ สร้างโอกาสการจ้างงานทางอ้อมมากกว่า 40,000 ตำแหน่ง พนักงานมากกว่า 80% ที่รีสอร์ทเหล่านี้เป็นคนในท้องถิ่น และหมู่บ้านที่เข้าร่วมโครงการรายงานว่ามีรายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5,500 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 180,000 บาท) ในปีนี้ โครงการจะขยายไปยังจุดหมายปลายทางใหม่ทั่วโลกมากขึ้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-34751 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/07/Trip.com-Group-เปิดตัวฟีเจอร์แสดงข้อมูลปล่อยคาร์บอนทุกการเดินทาง_03.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><strong>เพิ่มวันลาพิเศษเพื่อดูแลบุตร เงินอุดหนุน และความเท่าเทียมทางเพศ เป็นรากฐานวัฒนธรรมที่ใส่ใจครอบครัวของ </strong><strong>Trip.com Group</strong></p>
<p>Trip.com Group ยังได้เป็นผู้นำในการเสริมสร้างสถานที่ทำงานที่เป็นมิตรต่อครอบครัว ปัจจุบันผู้หญิงคิดเป็นจำนวน 57.1% ของพนักงานของ Trip.com Group ทั่วโลก โดยมีสัดส่วนในระดับผู้บริหารอาวุโสและระดับกลาง 32.7% และ 43% ตามลำดับ และมากกว่า 61.2% ในระดับเริ่มต้น รวมถึงโครงการทำงานแบบไฮบริดของ Trip.com Group ที่เริ่มตั้งแต่ปี 2022 ที่พนักงานได้ทำงานแบบไฮบริดไปแล้วมากกว่า 630,000 ครั้ง ซึ่งช่วยประหยัดเวลาการเดินทางให้พนักงานโดยประมาณ 1.25 ล้านชั่วโมงและเพิ่มความยืดหยุ่นในการทำงานและชีวิตส่วนตัวของพนักงานอีกด้วย</p>
<p>เพื่อสนับสนุนครอบครัว Trip.com Group ยังได้ออกนโยบายเพิ่มวันลาพิเศษเพื่อดูแลบุตร (Childcare Leave) อีกสามวันเริ่มตั้งแต่เดือนเมษายนปีนี้ เพื่อช่วยให้พ่อแม่ที่ต้องทำงาน สามารถเพิ่มสมดุลความรับผิดชอบส่วนตัวและการทำงานได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มสิทธิประโยชน์พิเศษสำหรับพนักงานหญิงที่ต้องการรับบริการทางการแพทย์เพื่อส่งเสริมการมีบุตร โดยนอกจากสิทธิประโยชน์ในการแช่แข็งไข่ (Egg Freezing) แล้ว พนักงานที่มีสิทธิสามารถรับเงินอุดหนุนเพิ่มขึ้นสูงสุด 20,900 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 650,000 บาท) สำหรับการทำเด็กหลอดแก้ว หรือ In Vitro Fertilization (IVF) รวมถึงโครงการเงินอุดหนุนการดูแลบุตรที่เริ่มต้นในปี 2023 ได้มอบเงินโบนัสสำหรับเด็กไปมากกว่า 900 คน หรือมากกว่า 468,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 15 ล้านบาท) ในปี 2024 อีกด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-34753 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/07/Culture.jpg" alt="" width="1200" height="451" /></p>
<p><strong>ผลคะแนนที่แข็งแกร่งสะท้อนความมุ่งมั่นของ </strong><strong>Trip.com Group</strong></p>
<p>Trip.com Group ยังคงยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลกิจการ โดยได้รับคะแนนระดับ A จาก MSCI ESG ในระดับโลก Trip.com Group ยังได้จัดการประชุมสุดยอดพันธมิตรสองครั้งและเสริมสร้างความร่วมมือกับองค์กรการตลาดจุดหมายปลายทางมากกว่า 230 แห่ง เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาการท่องเที่ยวที่เปิดกว้างและครอบคลุม</p>
<p><strong>คุณ เจน ซัน</strong> ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Trip.com Group กล่าวว่า &#8220;ความสามารถในการดำเนินงานและเติบโตอย่างยั่งยืนจะเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สุดสำหรับการแข่งขันในอนาคต เราเชื่อว่าการพัฒนาอย่างยั่งยืนเป็นเส้นทางระยะยาวที่ต้องอาศัยความมุ่งมั่นอย่างลึกซึ้งและต่อเนื่อง ร่วมกับผู้ใช้บริการ พันธมิตร และพนักงานของเรา เรากำลังทำงานเพื่อสร้างอนาคตที่ทุกการเดินทางจะนำพาเราให้ใกล้ชิดกันมากขึ้น ทั้งต่อกันและกัน และสู่การเดินทางที่สมบูรณ์แบบเพื่อโลกที่ดีกว่า&#8221;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-34754 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/07/คุณเจน-ซัน-ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร-Trip.com-Group_02.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรายงานความยั่งยืนของ Trip.com Group โปรดเยี่ยมชม<a href="https://file.tripcdn.com/files/6/mkt_groupwebsite_file/25g5w12000lqg67soFA13.pdf" target="_blank" rel="noopener">ที่นี่</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/07/trip-com-group-sustainability-report-2024/">Trip.com Group นำร่องรายงาน Scope 3 เปิดตัวฟีเจอร์แสดงคาร์บอนทุกการเดินทาง พร้อมเผย​ผลลัพธ์ขับเคลื่อน Friendly Four​ สร้างความยั่งยืนทุกมิติ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title> แกร็บ เผยรายงานความยั่งยืนประจำปี 2567 สร้างรายได้  &#8216;คนขับ-ร้านค้า&#8217; ทั้งภูมิภาคกว่า 4.2 แสนล้านบาท ลดคาร์บอนได้แล้ว​ 1.28 แสนตัน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/07/grab-esg-report-2024/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 07 Jul 2025 08:26:08 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[3P]]></category>
		<category><![CDATA[ASEAN]]></category>
		<category><![CDATA[Drivers]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[ESG Report 2024]]></category>
		<category><![CDATA[EV]]></category>
		<category><![CDATA[Grab Ecosystem]]></category>
		<category><![CDATA[GrabForGood]]></category>
		<category><![CDATA[Impact]]></category>
		<category><![CDATA[Partner]]></category>
		<category><![CDATA[Planet]]></category>
		<category><![CDATA[Platform]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม]]></category>
		<category><![CDATA[รายงานความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[อาเซียน]]></category>
		<category><![CDATA[แกร็บ]]></category>
		<category><![CDATA[แกร็บ ประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[แกร็บ…เพื่อชีวิตที่ดีกว่า]]></category>
		<category><![CDATA[แอปพลิเคชัน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=34601</guid>

					<description><![CDATA[<p>แกร็บ ผู้นำซูเปอร์แอปในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เผยข้อมูลและตัวเลขที่สะท้อนความสำเร็จของการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมในปีที่ผ่านมา ผ่าน รายงานความยั่งยืนประจำปี 2567 (ESG Report 2024) โดยมีไฮไลท์สำคัญ ได้แก่ การเปิดโอกาสให้คนขับและผู้ประกอบการร้านค้า-ร้านอาหาร สร้างรายได้ผ่านแพลตฟอร์มแกร็บ รวมกว่า 1.28 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ 4.2 แสนล้านบาท) การส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงินด้วยการให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบการรายย่อยและคนขับรวมกว่า 2.2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ 7.2 หมื่นล้านบาท) การผลักดันการใช้ยานยนต์พลังงานสะอาดซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากถึง 128,000 ตัน รวมถึงการชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอีกกว่า 936,000 ตันผ่านการจัดซื้อคาร์บอนเครดิต  คุณจันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลากว่า 12 ปีที่ผ่านมา แกร็บมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลใน 3 มิติหลัก อันได้แก่ ธุรกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม พร้อมมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตามพันธกิจ GrabForGood หรือ  ‘แกร็บ…เพื่อชีวิตที่ดีกว่า’ สำหรับในประเทศไทย นอกจากเราจะมุ่งพัฒนาแพลตฟอร์มและบริการเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วแล้ว แกร็บยังได้ริเริ่มและต่อยอดโครงการสำคัญต่างๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/07/grab-esg-report-2024/"> แกร็บ เผยรายงานความยั่งยืนประจำปี 2567 สร้างรายได้  &#8216;คนขับ-ร้านค้า&#8217; ทั้งภูมิภาคกว่า 4.2 แสนล้านบาท ลดคาร์บอนได้แล้ว​ 1.28 แสนตัน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>แกร็บ ผู้นำซูเปอร์แอปในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เผยข้อมูลและตัวเลขที่สะท้อนความสำเร็จของการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมในปีที่ผ่านมา ผ่าน</strong> <a href="https://assets.grab.com/wp-content/uploads/media/si/reports/2024/Grab-ESG-Report-2024.pdf" target="_blank" rel="noopener"><strong>รายงานความยั่งยืนประจำปี </strong><strong>2567 </strong></a><strong>(ESG Report 2024)</strong></p>
<p><span id="more-34601"></span></p>
<p><strong>โดยมีไฮไลท์สำคัญ ได้แก่ การเปิดโอกาสให้คนขับและผู้ประกอบการร้านค้า-ร้านอาหาร สร้างรายได้ผ่านแพลตฟอร์มแกร็บ รวมกว่า </strong><strong>1.28 </strong><strong>หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ </strong><strong>4.2 </strong><strong>แสนล้านบาท)</strong></p>
<p><strong> การส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงินด้วยการให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบการรายย่อยและคนขับรวมกว่า </strong><strong>2.2 </strong><strong>พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ </strong><strong>7.2 </strong><strong>หมื่นล้านบาท)</strong></p>
<p><strong> การผลักดันการใช้ยานยนต์พลังงานสะอาดซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากถึง </strong><strong>128,000 </strong><strong>ตัน รวมถึงการชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอีกกว่า </strong><strong>936,000 </strong><strong>ตันผ่านการจัดซื้อคาร์บอนเครดิต</strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-34606 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/07/Partner-Platform.jpg" alt="" width="1200" height="392" /></p>
<p><strong> คุณ</strong><strong>จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย</strong> กล่าวว่า <em>“ตลอดระยะเวลากว่า 12 ปีที่ผ่านมา แกร็บมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลใน 3 มิติหลัก อันได้แก่ ธุรกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม พร้อมมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตามพันธกิจ <strong>GrabForGood หรือ</strong>  ‘แกร็บ…เพื่อชีวิตที่ดีกว่า’</em></p>
<p>สำหรับในประเทศไทย นอกจากเราจะมุ่งพัฒนาแพลตฟอร์มและบริการเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วแล้ว แกร็บยังได้ริเริ่มและต่อยอดโครงการสำคัญต่างๆ โดยมุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้เกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างเป็นรูปธรรม อาทิ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-34609 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/07/KV-Main.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>&#8211; การส่งเสริมการเข้าถึงยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อร่วมผลักดันนโยบายลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของภาครัฐ โดยปัจจุบันมีคนขับที่ให้บริการด้วย EV บนแพลตฟอร์มแกร็บแล้วกว่า 10,000 คัน</p>
<p>&#8211; การเพิ่มพื้นที่สีเขียวในประเทศไทยด้วยการปลูกป่าไปแล้วกว่า 200,000 ต้น จากเงินบริจาคที่ผู้ใช้บริการมีส่วนร่วมในโครงการชดเชยคาร์บอน</p>
<p>ตลอดจนการร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศด้วยการใช้แพลตฟอร์มของเราเพื่อสร้างโอกาสและรายได้ให้กับคนไทย ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 1.79 แสนล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็น 1% ของ GDP ประเทศไทย ( รายงานการศึกษาผลกระทบเชิงบวกทางเศรษฐกิจของแพลตฟอร์มดิจิทัล จากกรณีศึกษาแอปพลิเคชัน Grab โดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ))</p>
<p><em>&#8220;เรายังคงเดินหน้าผลักดันโครงการต่างๆ เหล่านี้อย่างต่อเนื่อง และพร้อมร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและพันธมิตรธุรกิจเพื่อร่วมส่งเสริมเศรษฐกิจและพัฒนาสังคมไทยให้เดินหน้าต่อไปได้อย่างแข็งแกร่ง”   </em></p>
<p><strong>เดินหน้าสร้างอิมแพ็คท่ัวภูมิภาค </strong></p>
<p>นอกจากนี้ แกร็บยังได้เผยแพร่ <strong>​</strong><strong>รายงานความยั่งยืนประจำปี </strong><strong>2567​</strong> ซึ่งนำเสนอภาพรวมความสำเร็จในรอบปี พร้อมรายงานความคืบหน้าของโครงการและกิจกรรมด้านความยั่งยืนในหลากหลายมิติ อันได้แก่ การส่งเสริมและสร้างโอกาสให้กับคนในวงจรธุรกิจ (Partner) การพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อยกระดับความปลอดภัยและสร้างความอุ่นใจให้กับทุกคน (Platform) รวมถึงการดูแลและบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อม (Planet) โดยมีไฮไลท์สำคัญ ดังนี้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-34602 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/07/ESG-Hilight.jpg" alt="" width="1200" height="639" /></p>
<p><strong>PARTNER : </strong><strong>การส่งเสริมและสร้างโอกาสให้กับคนในวงจรธุรกิจ</strong><strong> </strong></p>
<p>&#8211; คนขับและผู้ประกอบการร้านค้า-ร้านอาหารสามารถสร้างรายได้รวมผ่านแพลตฟอร์มของแกร็บมากกว่า 1.28 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ 4.2 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้น 16% จากปีก่อนหน้า</p>
<p>&#8211; คนขับกว่า 99% ทั่วทั้งภูมิภาคมีรายได้ต่อชั่วโมงจากการให้บริการผ่านแพลตฟอร์มของแกร็บเท่ากับหรือสูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำรายชั่วโมงของแต่ละประเทศ</p>
<p>&#8211; มีผู้ประกอบการรายย่อยหน้าใหม่กว่า 600,000 รายเข้าร่วมให้บริการบนแพลตฟอร์มแกร็บ โดยผู้ประกอบการเหล่านี้มีส่วนสร้างมูลค่าคำสั่งซื้อรวม (Gross Merchandise Value) ของ บริการ GrabFood และ GrabMart คิดเป็นสัดส่วนถึง 67%</p>
<p>&#8211; คนขับและผู้ประกอบการรายย่อยได้รับการสนับสนุนด้านสินเชื่อจากแกร็บรวมกว่า 2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ 7.2 หมื่นล้านบาท)  เพิ่มขึ้นถึง 46% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-34607 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/07/Grab-Ecosystem.jpg" alt="" width="1200" height="649" /></p>
<p><strong>PLATFORM: </strong><strong>การพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อยกระดับความปลอดภัยและสร้างความอุ่นใจให้กับทุกคน</strong></p>
<p>&#8211; 9% ของการให้บริการผ่านแกร็บเป็นไปอย่างปลอดภัย โดยไม่มีรายงานอุบัติเหตุเกิดขึ้น</p>
<p>&#8211; แกร็บจัดทำประกันอุบัติเหตุเพื่อให้ความคุ้มครองกับคนขับทุกคนในระหว่างการให้บริการ</p>
<p>&#8211; ฟีเจอร์ AudioProtect ที่ช่วยบันทึกเสียงระหว่างการเดินทาง มีอัตราการใช้งานเพิ่มขึ้นถึง 4เท่า (เปรียบเทียบระหว่างเดือนมกราคมและธันวาคมของปีเดียวกัน)</p>
<p>&#8211; คนขับที่เป็นผู้หญิงกว่าครึ่งเลือกใช้ฟีเจอร์ &#8216;รับผู้โดยสารหญิงเป็นหลัก&#8217; (Women Passenger Preferred) นับตั้งแต่เปิดตัวเมื่อช่วงต้นปี 2567</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-34605 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/07/07.jpg" alt="" width="1200" height="724" /></p>
<p><strong>PLANET: </strong><strong>การดูแลและบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อม</strong></p>
<p>&#8211; ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากถึง 128,000 ตันจากการส่งเสริมให้คนขับเปลี่ยนมาใช้ยานยนต์คาร์บอนต่ำหรือคาร์บอนเป็นศูนย์ เช่น รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และรถยนต์ไฮบริด</p>
<p>&#8211; เงินบริจาคจากโครงการชดเชยคาร์บอนถูกนำไปใช้ในการปลูกต้นไม้กว่า 600,000 ต้น และจัดซื้อคาร์บอนเครดิตเพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มเติมอีกกว่า 936,000 ตัน</p>
<p>&#8211; ฟีเจอร์ &#8216;งดรับช้อนส้อมพลาสติก&#8217; ช่วยลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวไปแล้วกว่า 929 ล้านชุด หรือเทียบเท่าการลดขยะพลาสติกได้มากถึง 8,363 ตัน</p>
<p>&#8211; ร่วมมือกับพันธมิตรด้านสิ่งแวดล้อมในการรวบรวมขยะรีไซเคิลจำนวน 384,519 ชิ้น เพื่อเข้าสู่กระบวนการจัดการอย่างถูกต้องและยั่งยืน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/07/grab-esg-report-2024/"> แกร็บ เผยรายงานความยั่งยืนประจำปี 2567 สร้างรายได้  &#8216;คนขับ-ร้านค้า&#8217; ทั้งภูมิภาคกว่า 4.2 แสนล้านบาท ลดคาร์บอนได้แล้ว​ 1.28 แสนตัน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>GULF ได้รับการประเมินหุ้นยั่งยืน SET ESG Ratings ปี 2567 ระดับ AAA         </title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/12/gulf-certified-aaa-set-esg-ratings-2024/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 20 Dec 2024 05:58:45 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[GHG]]></category>
		<category><![CDATA[GHG Reduction]]></category>
		<category><![CDATA[GULF]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[Resources]]></category>
		<category><![CDATA[SET]]></category>
		<category><![CDATA[SET ESG Ratings]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มทรัพยากร]]></category>
		<category><![CDATA[กัลฟ์]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[รายงานความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[หุ้นยั่งยืน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=30970</guid>

					<description><![CDATA[<p>บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ได้รับการประเมินหุ้นยั่งยืน SET ESG Ratings ปี 2567 ในระดับสูงสุด ‘AAA’ กลุ่มทรัพยากร (Resources) จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดย GULF ได้รับคัดเลือกให้อยู่ในรายชื่อหุ้นยั่งยืนต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ GULF ในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนภายใต้กรอบการกำกับดูแลกิจการที่ดี การบริหารความเสี่ยงอย่างครอบคลุม และการนำข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (Environmental, Social, Governance: ESG) มาดำเนินธุรกิจ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน GULF มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในทุกมิติ เพื่อสร้างความเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืน พร้อมปรับตัวให้เข้ากับแนวโน้มของโลกและการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว โดย GULF เดินหน้าลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยเป้าหมายการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 และเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนให้ไม่น้อยกว่า 40% ของกำลังการผลิตทั้งหมด ภายในปี 2578 เพื่อร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำ ในปีนี้มีบริษัทจดทะเบียนที่ผ่านเกณฑ์และได้รับการประกาศผลประเมินหุ้นยั่งยืน SET ESG [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/12/gulf-certified-aaa-set-esg-ratings-2024/">GULF ได้รับการประเมินหุ้นยั่งยืน SET ESG Ratings ปี 2567 ระดับ AAA         </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ </strong><strong>GULF</strong> ได้รับการประเมินหุ้นยั่งยืน <strong>SET ESG Ratings </strong><strong>ปี </strong><strong>2567 </strong><strong>ในระดับสูงสุด </strong><strong>‘A</strong><strong>A</strong><strong>A’ </strong>กลุ่มทรัพยากร (Resources) จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย</p>
<p><span id="more-30970"></span></p>
<p>โดย GULF ได้รับคัดเลือกให้อยู่ในรายชื่อหุ้นยั่งยืนต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ GULF ในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนภายใต้กรอบการกำกับดูแลกิจการที่ดี การบริหารความเสี่ยงอย่างครอบคลุม และการนำข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (Environmental, Social, Governance: ESG) มาดำเนินธุรกิจ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน</p>
<p>GULF มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในทุกมิติ เพื่อสร้างความเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืน พร้อมปรับตัวให้เข้ากับแนวโน้มของโลกและการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว โดย GULF เดินหน้าลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยเป้าหมายการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 และเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนให้ไม่น้อยกว่า 40% ของกำลังการผลิตทั้งหมด ภายในปี 2578 เพื่อร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำ</p>
<p>ในปีนี้มีบริษัทจดทะเบียนที่ผ่านเกณฑ์และได้รับการประกาศผลประเมินหุ้นยั่งยืน SET ESG Ratings รวม 228 บริษัท โดยมี 56 บริษัท ที่ได้รับการประเมินระดับ AAA โดย SET ESG Ratings คัดเลือกจากบริษัทจดทะเบียนที่สมัครใจเข้าร่วมการประเมิน และมีผลคะแนนจากการตอบแบบประเมินผ่าน 50% ในมิติ E S และ G และต้องผ่านเกณฑ์คุณสมบัติตามที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ กำหนด เช่น เป็นบริษัทที่มีผลการประเมินคุณภาพรายงานด้านบรรษัทภิบาล (CGR) โดยสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) ตั้งแต่ 3 ดาวขึ้นไป ไม่เป็นบริษัทหรือมีกรรมการหรือผู้บริหารของบริษัทที่ถูกกล่าวโทษหรือได้รับการตัดสินความผิดเรื่อง ESG จากหน่วยงานทางการหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่เป็นบริษัทที่ถูกขึ้นเครื่องหมาย CB, CC, CF, CS เป็นต้น โดยปัจจุบันมีกองทุนบางประเภทที่ใช้ SET ESG Ratings เป็นหนึ่งในนโยบายการลงทุน เช่น กองทุน Thailand ESG Funds (TESG) มีมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการของกองทุน (AUM) กว่า 14,545 ล้านบาท และกองทุนวายุภักษ์หนึ่ง หน่วยลงทุนประเภท ก. มี AUM 150,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าในอนาคตจะมีกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนด้าน ESG เพิ่มขึ้น สอดรับกับทิศทางความตื่นตัวของ บจ. ในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน</p>
<p>ท่านสามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ESG ของ GULF ได้ในรายงานความยั่งยืนของบริษัทที่ <a href="https://investor.gulf.co.th/th/document/sustainability-reports" target="_blank" rel="noopener">https://investor.gulf.co.th/th/document/sustainability-reports</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/12/gulf-certified-aaa-set-esg-ratings-2024/">GULF ได้รับการประเมินหุ้นยั่งยืน SET ESG Ratings ปี 2567 ระดับ AAA         </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ผู้บริหารระดับสูงมอง &#8216;สภาพอากาศ&#8217; คือปัญหาเร่งด่วน 75% เพิ่มเม็ดเงินลงทุนเพื่อความยั่งยืน พร้อมรับขยับมากขึ้น แต่ยังห่างไกลการเป็น &#8216;วัฒนธรรมองค์กร&#8217;</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2023/02/deloitte-cxo-sustainability-report-2023-accelerating-the-green-transition/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 01 Feb 2023 11:36:16 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[SD-ers]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[C level]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Action]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[CxO]]></category>
		<category><![CDATA[Deloitte]]></category>
		<category><![CDATA[Factors]]></category>
		<category><![CDATA[Green Transition]]></category>
		<category><![CDATA[innovation]]></category>
		<category><![CDATA[Leader]]></category>
		<category><![CDATA[Supply Chain]]></category>
		<category><![CDATA[sustainability report]]></category>
		<category><![CDATA[Talent]]></category>
		<category><![CDATA[กลยุทธ์องค์กร]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ดีลอยท์]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญหาสภาพอากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้นำองค์กร]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้บริหารระดับสูง]]></category>
		<category><![CDATA[รายงานความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[เปลี่ยนผ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจสีเขียว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=16988</guid>

					<description><![CDATA[<p>ดีลอยท์เผยผลศึกษา CXO Sustainability Report: Accelerating the Green Transition ประจำปี 2023 รายงานฉบับนี้ เกิดจากการสำรวจกลุ่มผู้บริหารระดับ CxO หรือกลุ่มผู้บริหารสูงสุด ในระดับ C Level มากกว่า 2,000 คน ใน 24 ประเทศ รวมถึงประเด็นที่ยังวิตกกังวลและการดำเนินการเกี่ยวกับสภาพอากาศที่จัดทำโดยเหล่าผู้บริหาร CxO และองค์กรของพวกเขาในปีที่ผ่านมาซึ่งต้องอยู่ท่ามกลางความท้าทายหลากหลายด้าน โดยดีลอยท์ได้จัดทำการวิเคราะห์เส้นทางสู่การเปลี่ยนแปลงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในองค์กรและกลุ่มผู้บริหาร รวมทั้งทำการสำรวจเพิ่มเติมถึงความต้องการและเป้าหมาย การลงมือปฏิบัติ และผลกระทบ ที่ไม่สอดคล้องกัน ตลอดจนขั้นตอนที่ CxO สามารถดำเนินการให้แต่ละส่วนสอดคล้องกันและเร่งให้เกิดดำเนินการไปสู่การเปลี่ยนแปลงสู่เศรษฐกิจสีเขียว ทั้งนี้ ผู้บริหารส่วนใหญ่มีวิสัยทัศน์ไปในทางเดียวกันว่าเศรษฐกิจทั่วโลกจะสามารถเติบโตได้เป็นอย่างดี และจะสามารถบรรลุเป้าหมาย Net Zero ได้  แต่วิธีการและผลลัพธ์อาจไม่เชื่อมโยงกัน ​​พร้อมยอมรับว่าองค์กรต่าง ๆ ยังคงล่าช้าในการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่จะปลูกฝังแนวคิดความยั่งยืนในการวางกลยุทธ์ การดำเนินงาน และวัฒนธรรมขององค์กร  โดยมีรายละเอียดเพิ่มเติมดังนี้ 1. ประเด็นเรื่องปัญหาสภาพอากาศอยู่ใน Top 3 ของปัญหาเร่งด่วนที่องค์กรต้องขับเคลื่อน โดยได้จัดให้ปัญหาสภาพอากาศมีความสำคัญมากกว่า เมื่อพิจารณาร่วมกับ​อีก 7 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2023/02/deloitte-cxo-sustainability-report-2023-accelerating-the-green-transition/">ผู้บริหารระดับสูงมอง &#8216;สภาพอากาศ&#8217; คือปัญหาเร่งด่วน 75% เพิ่มเม็ดเงินลงทุนเพื่อความยั่งยืน พร้อมรับขยับมากขึ้น แต่ยังห่างไกลการเป็น &#8216;วัฒนธรรมองค์กร&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ดีลอยท์เผยผลศึกษา <strong>CXO Sustainability Report: Accelerating the Green Transition ประจำปี 2023</strong> รายงานฉบับนี้ เกิดจากการสำรวจกลุ่มผู้บริหารระดับ CxO หรือกลุ่มผู้บริหารสูงสุด ในระดับ C Level มากกว่า 2,000 คน ใน 24 ประเทศ</p>
<p><span id="more-16988"></span></p>
<p>รวมถึงประเด็นที่ยังวิตกกังวลและการดำเนินการเกี่ยวกับสภาพอากาศที่จัดทำโดยเหล่าผู้บริหาร CxO และองค์กรของพวกเขาในปีที่ผ่านมาซึ่งต้องอยู่ท่ามกลางความท้าทายหลากหลายด้าน</p>
<p>โดยดีลอยท์ได้จัดทำการวิเคราะห์เส้นทางสู่การเปลี่ยนแปลงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในองค์กรและกลุ่มผู้บริหาร รวมทั้งทำการสำรวจเพิ่มเติมถึงความต้องการและเป้าหมาย การลงมือปฏิบัติ และผลกระทบ ที่ไม่สอดคล้องกัน ตลอดจนขั้นตอนที่ CxO สามารถดำเนินการให้แต่ละส่วนสอดคล้องกันและเร่งให้เกิดดำเนินการไปสู่การเปลี่ยนแปลงสู่เศรษฐกิจสีเขียว</p>
<p>ทั้งนี้ ผู้บริหารส่วนใหญ่มีวิสัยทัศน์ไปในทางเดียวกันว่าเศรษฐกิจทั่วโลกจะสามารถเติบโตได้เป็นอย่างดี และจะสามารถบรรลุเป้าหมาย Net Zero ได้  แต่วิธีการและผลลัพธ์อาจไม่เชื่อมโยงกัน ​​พร้อมยอมรับว่าองค์กรต่าง ๆ ยังคงล่าช้าในการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่จะปลูกฝังแนวคิดความยั่งยืนในการวางกลยุทธ์ การดำเนินงาน และวัฒนธรรมขององค์กร  โดยมีรายละเอียดเพิ่มเติมดังนี้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-16994 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2023/02/Deloitte-CxO.jpg" alt="" width="1200" height="667" /></p>
<p><strong>1. ประเด็นเรื่องปัญหาสภาพอากาศอยู่ใน Top 3 ของปัญหาเร่งด่วนที่องค์กรต้องขับเคลื่อน</strong></p>
<p>โดยได้จัดให้ปัญหาสภาพอากาศมีความสำคัญมากกว่า เมื่อพิจารณาร่วมกับ​อีก 7 ประเด็นสำคัญอย่าง นวัตกรรม การแข่งขันเพื่อหาบุคลากรที่มีความสามารถ และความท้าทายในห่วงโซ่อุปทาน มีเพียงประเด็นด้านแนวโน้มเศรษฐกิจเท่านั้นได้รับการจัดอันดับสูงกว่าประเด็นที่กล่าวมาเล็กน้อย</p>
<p>ผู้บริหารระดับสูงสุดเกินกว่าครึ่ง หรือ  61% เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะส่งผลกระทบต่อกลยุทธ์และการดำเนินงานขององค์กรในอีก 3 ปีข้างหน้าในระดับสูงหรือสูงมาก ขณะที่ 3 ใน 4 หรือ 75% ขององค์กรได้เพิ่มการลงทุนด้านความยั่งยืนในปีที่ผ่านมา โดยเกือบ 20% ในกลุ่มนี้ มีการเพิ่มเม็ดเงินการลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-16990 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2023/02/Top3-Priority.jpg" alt="" width="1200" height="681" /></p>
<p><strong>2. แม้จะมีความกังวลอย่างมาก แต่ยังมีความเชื่อในทางที่ดีว่า สุดท้ายแล้วจะสามารถดำเนินการจัดการด้านสภาพอากาศได้ในที่สุด</strong></p>
<p>โดยผู้บริหาร 62% ​มีความกังวลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตลอดเวลาหรือเกือบตลอดเวลา และเกือบทั้งหมดระบุว่าบริษัทได้รับผลกระทบเชิงลบจากปัญหาสภาพอากาศในทางใดทางหนึ่ง และมากกว่า 82% ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากตัวเอง</p>
<p>นอกจากนี้ เกือบ 8 ใน 10 หรือ 78% ยังเชื่ออย่างมากว่า จะสามารถหาวิธีในการดำเนินการ เพื่อให้โลกสามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบที่เลวร้ายที่สุดจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ในที่สุด</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-16991 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2023/02/Worry-but-optimism.jpg" alt="" width="1200" height="683" /></p>
<p><strong>3. บริษัทต่างๆ รู้สึกกดดันอย่างมาก กับการต้องดำเนินการกับกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ตั้งแต่คณะกรรมการ/ฝ่ายบริหาร ลูกค้า ไปจนถึงกลุ่มพนักงาน</strong></p>
<p>โดยมากกว่าครึ่งของผู้บริหาร C Level มองว่าการที่พนักงานเข้ามาช่วยผลักดันประเด็นเกี่ยวกับปัญหาสภาพอากาศ ช่วยเพิ่มการดำเนินการด้านความยั่งยืนให้กับองค์กรได้ โดย 24%  ที่มองว่าเป็นตัวเร่งในการดำเนินการได้อย่างมีนัยสำคัญ​ ขณะที่ 65% มองว่า​กฎระเบียบที่เปลี่ยนไปขององค์กรมีส่วนสำคัญที่ช่วยเพิ่มการขับเคลื่อนในปีที่ผ่านมา</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-16992 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2023/02/Stakeholder.jpg" alt="" width="1200" height="645" /></p>
<p><strong>4. แม้จะเริ่มเห็นการขับเคลื่อนและดำเนินการเพื่อรับมือปัญหาสภาพอากาศ​ในองค์กรมากขึ้น แต่ก็ยังไม่ใช่การสร้างวัฒนธรรมองค์กรในเรื่องเหล่านี้</strong></p>
<p>แต่การมีผู้นำระดับสูงในองค์กรที่มองเห็นความสำคัญและสนับสนุนการผลักดันและเปลี่ยนผ่าน เป็นสิ่งที่มีความหมายอย่างมาก โดย 21% ของผู้บริหารให้ข้อมูลว่า องค์กรของตน​ไม่มีแผนในการกำหนดค่าตอบแทน จากการดำเนินงานด้านความยั่งยืนเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม​ และ 30% ก็ไม่มีแผนที่จะชักชวนรัฐบาลมาร่วมสนับสนุนโครงการด้านสภาพอากาศ​ รวมทั้งมีเพียงไม่ถึง 1 ใน 3 หรือราว 29% เท่านั้น ที่มีการดำเนินเกี่ยวกับปัญหาสภาพอากาศในระดับ ‘จริงจังมาก’</p>
<p>และมีเพียง 46% ที่มองว่าการสร้างความเชื่อมั่นด้วย ‘การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม’ หรือความเชื่อมั่นต่อประโยชน์จากการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจสีเขียวจะไปสู่ทุกฝ่ายอย่างทั่วถึง แม้แต่ผู้ที่ต้องอาจสูญเสียผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ‘มีความสำคัญอย่างยิ่ง‘ ​และมุมมองด้านความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงนี้ยังแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละภูมิภาคและประเทศ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-16993 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2023/02/4.jpg" alt="" width="1200" height="620" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2023/02/deloitte-cxo-sustainability-report-2023-accelerating-the-green-transition/">ผู้บริหารระดับสูงมอง &#8216;สภาพอากาศ&#8217; คือปัญหาเร่งด่วน 75% เพิ่มเม็ดเงินลงทุนเพื่อความยั่งยืน พร้อมรับขยับมากขึ้น แต่ยังห่างไกลการเป็น &#8216;วัฒนธรรมองค์กร&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ดีลอยท์ แนะอาเชียนเร่งขับเคลื่อน ESG ก่อนสูญเสียโอกาสจากปัญหาสภาพอากาศกว่า 1 พันล้านล้านบาท</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2022/10/deloitte-southeast-asia-sustainability-ambition-2022/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 03 Oct 2022 13:02:24 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[BCG]]></category>
		<category><![CDATA[​Bio-Circular-Green]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[Deloitte]]></category>
		<category><![CDATA[Deloitte Southeast Asia]]></category>
		<category><![CDATA[Green Economy]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[Southeast Asia]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability & Climate]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability Ambition]]></category>
		<category><![CDATA[กษิติ เกตุสุริยงค์]]></category>
		<category><![CDATA[ความมุ่งมั่นในการจัดการด้านความยั่งยืนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประจำปี 2565]]></category>
		<category><![CDATA[ดีลอยท์ ประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ดุลีชา กุลสุรียา]]></category>
		<category><![CDATA[รายงานความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[อาเซียน]]></category>
		<category><![CDATA[เอเชียตะวันออกเฉียงใต้]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=14872</guid>

					<description><![CDATA[<p>ดีลอยท์ เผยรายงานฉบับใหม่ ในหัวข้อ “ความมุ่งมั่นในการจัดการด้านความยั่งยืนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประจำปี 2565” นำเสนอความท้าทายในการจัดการด้านความยั่งยืนที่ประเทศต่างๆ ที่อาเซียนกำลังเผชิญอยู่ และความมุ่งมั่นของภาครัฐเพื่อจัดการกับความท้าทายเหล่านั้น เพื่อให้ภูมิภาคนี้ได้แสดงศักยภาพในทางเศรษฐกิจได้อย่างเต็มที่ สำหรับความสำคัญของภูมิภาคอาเซียน ทั้งในฐานะที่มีประชากรมากกว่า 60% ของโลก และสร้าง GDP  จากการขับเคลื่อนการบริโภคให้โลกกว่า 40%  รวมทั้งยังเป็นแหล่งอาหารในฐานะพื้นที่ผลผลิตทางการเกษตรกว่า 3 ใน 4 ของโลก รวมไปถึงฐานของกลุ่มแรงงานกว่า 50% เนื่องจากอายุเฉลี่ยประชากรของภูมิภาคอยู่ที่ 32 ปี ซึ่งถือว่าเป็นช่วงวัยแรงงาน​ที่มีบทบาทในการขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจ อาเซียนเสี่ยงสูงวิกฤตสภาพอากาศ  นอกจากนี้ อาเซียนยังถือเป็นภูมิภาคที่มีความเสี่ยงสูงจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ โดยมีความท้าทายทั้งในเรื่องของการจัดการขยะ รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ แต่ขณะเดียวกันก็สามารถเป็นแรงสำคัญในการขับเคลื่อนการสร้างผลกระทบเชิงบวกในอนาคตได้ ทั้งจากจำนวนประชากรที่มีถึง 660 ล้านคน กว่า 60% มีอายุเฉลี่ยน้อยกว่า 35 ปี และ 70% จะเข้าไปอาศัยอยู่ในเมือง ภายในปี 2030 ​ขณะที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก ด้วยมูลค่ารวมกันมากกว่า 3.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ​  หรือกว่า  [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2022/10/deloitte-southeast-asia-sustainability-ambition-2022/">ดีลอยท์ แนะอาเชียนเร่งขับเคลื่อน ESG ก่อนสูญเสียโอกาสจากปัญหาสภาพอากาศกว่า 1 พันล้านล้านบาท</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ดีลอยท์ เผยรายงานฉบับใหม่ ในหัวข้อ <strong><em>“</em>ความมุ่งมั่นในการจัดการด้านความยั่งยืนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประจำปี 2565</strong>” นำเสนอความท้าทายในการจัดการด้านความยั่งยืนที่ประเทศต่างๆ ที่อาเซียนกำลังเผชิญอยู่ และความมุ่งมั่นของภาครัฐเพื่อจัดการกับความท้าทายเหล่านั้น เพื่อให้ภูมิภาคนี้ได้แสดงศักยภาพในทางเศรษฐกิจได้อย่างเต็มที่</p>
<p><span id="more-14872"></span></p>
<p>สำหรับความสำคัญของภูมิภาคอาเซียน ทั้งในฐานะที่มีประชากรมากกว่า 60% ของโลก และสร้าง GDP  จากการขับเคลื่อนการบริโภคให้โลกกว่า 40%  รวมทั้งยังเป็นแหล่งอาหารในฐานะพื้นที่ผลผลิตทางการเกษตรกว่า 3 ใน 4 ของโลก รวมไปถึงฐานของกลุ่มแรงงานกว่า 50% เนื่องจากอายุเฉลี่ยประชากรของภูมิภาคอยู่ที่ 32 ปี ซึ่งถือว่าเป็นช่วงวัยแรงงาน​ที่มีบทบาทในการขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจ</p>
<p><strong>อาเซียนเสี่ยงสูงวิกฤตสภาพอากาศ </strong></p>
<p>นอกจากนี้ อาเซียนยังถือเป็นภูมิภาคที่มีความเสี่ยงสูงจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ โดยมีความท้าทายทั้งในเรื่องของการจัดการขยะ รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ แต่ขณะเดียวกันก็สามารถเป็นแรงสำคัญในการขับเคลื่อนการสร้างผลกระทบเชิงบวกในอนาคตได้ ทั้งจากจำนวนประชากรที่มีถึง 660 ล้านคน กว่า 60% มีอายุเฉลี่ยน้อยกว่า 35 ปี และ 70% จะเข้าไปอาศัยอยู่ในเมือง ภายในปี 2030 ​ขณะที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก ด้วยมูลค่ารวมกันมากกว่า 3.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ​  หรือกว่า  121.6 ล้านล้านบาท ​(อัตราแลกเปลี่ยน 1 เหรียญสหรัฐ = 38 บาท )</p>
<p><em>&#8220;ภูมิภาคอาเซียนมีโอกาสในการสร้าง Ecosystem หรือสภาพแวดล้อมที่สามารถเอื้อไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ แต่หากไม่มีการจัดการเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ก็มีโอกาสจะสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจสูงถึงกว่า 28 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (มากกว่า 1 พันล้านล้านบาท)  ภายในช่วง 15 ปีนี้  หรือภายในปี 2070 ทั้งจากการสูญเสียศักยภาพทางเศรษฐกิจที่จะมีมาตรการควบคุมคาร์บอนต่างๆ รวมไปถึงการสูญเสียพื้นที่ทางการเกษตร และการหยุดชะงักของการลงทุนและภาคการผลิตต่างๆ จากผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมจากปัญหา Climate Change&#8221; </em> <strong>คุณดุลีชา กุลสุรียา </strong>กรรมการผู้จัดการ Center for the Edge Deloitte Southeast Asia กล่าว</p>
<p>พร้อมกล่าวต่อว่า หากในทางกลับกันอาเซียนดำเนินการตามพันธสัญญาด้านสภาพอากาศอย่างเด็ดขาด ร่วมมือกับภาคเอกชน และขับเคลื่อนการดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศและความยั่งยืน พวกเขาสามารถขับเคลื่อนกลไกใหม่ของการเติบโตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยประเมินโอกาสที่จะเพิ่มขึ้นจากการขับเคลื่อนนี้มีสูงถึงกว่า 12.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ​ (475 ล้านล้านบาท) พร้อมขับเคลื่อน GDP ของทั้งภูมิภาคให้เติบโตขึ้นได้กว่า 3.5%​ โดยเฉพาะการมุ่งเน้นส่งเสริม Green Economy ขณะที่แต่ละประเทศในภูมิภาคนี้เริ่มมีการวางเป้าหมายในการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์​ หรือ Net Zero ประกอบด้วย บรูไน ลาว มาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม ประกาศเป้าหมายไว้ในปี 2050 ขณะที่อินโดนีเซีย ประกาศปี 2060 ส่วนประเทศไทย ประกาศไว้ในปี 2065 &#8211; 2070</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-14878 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/10/Deloitte1-.jpg" alt="" width="1200" height="646" /></p>
<p><strong>รายงานข้อมูลความยั่งยืนของอาเซียน </strong></p>
<p>สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับภาพรวมการจัดการด้านความยั่งยืนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน 5 ด้านสำคัญ ได้แก่ พลังงานและสภาพภูมิอากาศ ความหลากหลายทางชีวภาพ น้ำ ของเสียและความเท่าเทียมกันทางเพศ โดยรายละเอียดที่ระบุไว้ในรายงานฉบับนี้   ประกอบด้วย</p>
<p>&#8211; ด้านพลังงานและสภาพอากาศ ภูมิภาคนี้ดำเนินการได้ดีเพื่อให้มีไฟฟ้าเพียงพอสำหรับประชากร 660 ล้านคน โดยประเทศต่างๆ ได้ 4 หรือ 5 คะแนนจากคะแนนเต็ม 5 คะแนน อย่างไรก็ตาม การรักษาสิ่งนี้ไว้ในขณะที่ความต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงสองทศวรรษข้างหน้า และในขณะเดียวกันก็ดำเนินการตามเป้าหมายการลดคาร์บอนอีกด้วย ถือเป็นความท้าทายครั้งสำคัญ</p>
<p>&#8211;  ภูมิภาคนี้มีทรัพยากรทางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ประกอบด้วยพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ 4 แห่ง อย่างไรก็ตาม ยังมีความจำเป็นต้องดำเนินการตามขั้นตอนอย่างเร่งด่วนเพื่อมองหาแนวทางการเติบโตที่ยั่งยืนโดยไม่สูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ รวมทั้งยังพบว่าความคืบหน้าในปัจจุบันและเป้าหมายของประเทศที่มีการวิเคราะห์ในแง่ของการอนุรักษ์มหาสมุทร ระบบนิเวศบนบก และป่าไม้ ไม่เชื่อมโยงกันอีกด้วย</p>
<p>&#8211; การจัดการทรัพยากรน้ำและของเสียยังคงเป็นความท้าทายสำคัญสำหรับบางประเทศ อย่างไรก็ตาม เศษอาหารเป็นปัญหาใหม่ซึ่งรัฐบาลทั่วทั้งภูมิภาคเพิ่งจะเริ่มสามารถจัดการได้อย่างมีเป้าหมายมากขึ้น</p>
<p>&#8211; ในมิติความเท่าเทียมทางเพศ มีความคืบหน้าอย่างมากในการยุติการเลือกปฏิบัติ ความรุนแรง และการกระทำที่เป็นอันตรายทุกรูปแบบ นอกจากนี้ยังมีพัฒนาการในด้านการให้โอกาสที่เท่าเทียมกันและการส่งเสริมด้านการศึกษา สุขภาพ และเศรษฐกิจมากขึ้น แม้ว่าบทบาทในการเป็นตัวแทนทางการเมืองจะยังมีความคืบหน้าในระดับต่ำ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-14876 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/10/Deloit2.jpg" alt="" width="1200" height="639" /></p>
<p><strong>ข้อมูลเชิงลึกสำหรับประเทศไทย </strong></p>
<p>สำหรับประเทศไทย ที่มีการขับเคลื่อนนโยบาย<strong> ​Bio-Circular-Green</strong> หรือ <strong>BCG</strong>​ ซึ่งเป็นแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งดำเนินการทั้งในทางปฏิบัติ นโยบาย และอุตสาหกรรม​ทำให้มีผลดำเนินงานการจัดการความยั่งยืนที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน 5 ด้านสำคัญในระดับที่ดี</p>
<p>ประกอบกับการวางยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580) ที่ครอบคลุมเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติทั้ง 17 ข้อ รวมทั้งวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ.2030 เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนทำให้มีการดำเนินการตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างชัดเจน</p>
<p>นอกจากนี้แนวโน้มการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศจะขึ้นอยู่กับ การขับเคลื่อนนโยบาย BCG​ ซึ่งเป็นแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งดำเนินการทั้งในทางปฏิบัติ นโยบาย และอุตสาหกรรม</p>
<p>&#8211; ประเทศไทยยังมีความหลากหลายทางชีวภาพสูงที่สุดในโลกต่อหนึ่งหน่วยพื้นที่ ทำให้ประเทศไทยมีความเป็นเอกลักษณ์ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นศูนย์กลางธุรกิจเชิงพาณิชย์เท่านั้น แต่ยังเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสะอาดอีกด้วย ​</p>
<p>&#8211; การขยายเขตเมืองและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัจจัยท้าทายสำหรับการพัฒนาประเทศ  ขณะที่การขยายเขตเมืองในประเทศไทยส่วนใหญ่ นำโดยเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานคร คิดเป็นสัดส่วนกว่า 80% ของเขตเมืองทั้งหมดในประเทศ โดยข้อมูลปี พ.ศ. 2563 ประชากรมากกว่า 50% อยู่ในเขตเมือง และประเทศไทยกำลังเผชิญกับอัตราการขยายเขตเมืองที่ลดลงในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เนื่องจากมีสัดส่วนของประชากรจำนวนมากที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชนบท และความท้าทายอื่นๆ ยังไม่ได้รับการจัดการ เช่น การจัดหาน้ำเพื่อให้บริการในพื้นที่ และการจัดการของเสียในเขตเทศบาลอย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p>&#8211; เป้าหมายที่รัฐบาลไทยเรียกว่า <strong>&#8216;Thailand 4.0&#8217;</strong> เพิ่มการเข้าถึงโอกาสในการจ้างงานที่ดีขึ้นและการสนับสนุนที่เพิ่มขึ้นจะเพิ่มอัตราการมีส่วนร่วมของผู้หญิงที่เป็นกำลังแรงงาน ซึ่งอยู่ที่ 59% ในปี 2564</p>
<p>อย่างไรก็ตาม  การเปลี่ยนแปลงในทางเดียวกันทั้งสังคมนี้ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงานและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลากหลายกลุ่ม ควบคู่ไปกับการดำเนินการตามนโยบายที่มีเป้าหมายเพื่อกระจายทรัพยากรสำหรับทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน</p>
<p><strong>คุณ</strong><strong>กษิติ เกตุสุริยงค์</strong> Sustainability &amp; Climate Leader ดีลอยท์ ประเทศไทย กล่าวเสริมว่า “โมเดล Bio-Circular-Green Economy (BCG) ของประเทศไทย แสดงให้เห็นถึงโอกาสในการร่วมมือกันระหว่างภาคเอกชนและภาครัฐ เพื่อบรรลุเป้าหมายในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ เราเริ่มเห็นการริเริ่มของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่ายเพื่อขับเคลื่อนวาระ BCG ไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ แต่เราจำเป็นต้องมีการลงทุนมากขึ้นและระบบนิเวศที่เข้มแข็งขึ้นสำหรับการพัฒนาแนวทางการแก้ปัญหาทั้งด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยี เพื่อให้มั่นใจได้ว่าการดำเนินการตามแนวทางการลดคาร์บอนของเราเป็นไปตามเป้าหมาย</p>
<p>เพื่อให้สอดคล้องกับโมเดล BCG และส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน ประเทศไทยได้ให้ความสำคัญกับการผลิตไฟฟ้าจากชีวมวล สำรวจทางเลือกการประเมินค่าเศษอาหารให้มีมูลค่าสูงขึ้น และขยายเครือข่ายน้ำเสียผ่านโครงการสาธารณูปโภคและขีดความสามารถทางเทคนิคของอาคาร ดังนั้นจึงมีโอกาสอีกมากมายที่ภาครัฐและเอกชนจะร่วมมือกันเพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนและประสบความสำเร็จทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทย”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-14877 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/10/Deloit3.jpg" alt="" width="634" height="900" /></p>
<p>สามารถดาวน์โหลดรายงานฉบับเต็มได้<a href="https://www2.deloitte.com/sg/en/pages/technology/articles/sustainability-ambitions-2022.html?nc=42" target="_blank" rel="noopener">ที่นี่</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2022/10/deloitte-southeast-asia-sustainability-ambition-2022/">ดีลอยท์ แนะอาเชียนเร่งขับเคลื่อน ESG ก่อนสูญเสียโอกาสจากปัญหาสภาพอากาศกว่า 1 พันล้านล้านบาท</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
