เป็นหนึ่งในกำลังสำคัญเพื่อขับเคลื่อนระบบนิเวศการเก็บกลับวัดสุในกลุ่ม ‘กล่องเครื่องดื่ม’ ในประเทศไทย สำหรับบริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด และมองเห็นการเติบโตของความร่วมมือภายใน Ecosystem นี้ได้อย่างชัดเจน
จากในช่วงเริ่มต้นความร่วมมือของเครือข่ายเมื่อกว่า 5 ปีก่อนหน้า สามารถเก็บรวบรวมกล่องเครื่องดื่มใช้แล้วได้ไม่ถึง 20 ตัน แต่ตัวเลขล่าสุดในปีที่ผ่านมา สามารถจัดเก็บเพื่อนำกล่องเครื่องดื่มหลังการบริโภคเข้าสู่ระบบรีไซเคิลได้รวมทั้งสิ้น 1,364 ตัน และคาดว่าภายในสิ้นปีนี้ จะสามารถจัดเก็บได้เพิ่มเป็นมากกว่า 2,000 ตัน
คุณปฏิญญา ศิลสุภดล ผู้อำนวยการฝ่ายความยั่งยืน บริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ความสำเร็จในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศไทย (Circular Economy) มาจากความร่วมมือกันอย่างบูรณาการของทุกภาคส่วนภายในภาคีเครือข่าย ทั้งภาคเอกชน ภาคชุมชน และภาครัฐ

โดยเฉพาะการทำให้จุดเริ่มต้นสำคัญอย่างการสร้างระบบที่ทำให้การเก็บกลับมีความสะดวก เพื่อช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคให้เกิดการเก็บและคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง เพื่อสร้างต้นทางของกระบวนการในการรวบรวม และได้มาซึ่งวัสดุสำหรับนำเข้าสู่ระบบรีไซเคิล เพื่อนำไปแปรรูปใช้ซ้ำเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีคุณค่าเพิ่มทางธุรกิจได้อีกครั้งแทนการเป็นขยะที่หลุมฝังกลบ
“หลายวัสดุในประเทศไทยอย่างแก้ว หรืออะลูมิเนียม มีตลาดและระบบรีไซเคิลที่แข็งแรง ทำให้ระบบ Circularity ในกลุ่มวัสดุเหล่านี้ ขับเคลื่อนได้อย่างต่อเนื่อง แต่ใน วัสดุบางประเภท เช่น กล่องเครื่องดื่ม ตลาดยังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่าน ซึ่งต้องอาศัยทั้งเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์ และความพยายามที่เพิ่มมากขึ้น เพื่อทำให้ระบบสามารถขับเคลื่อนและเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเต็ดตรา แพ้ค และเครือข่ายพันธมิตรได้มุ่งมั่นในการผลักดันให้เกิดระบบนิเวศที่แข็งแรงในกลุ่มกล่องเครื่องดื่มอย่างต่อเนื่อง ทั้งการทำงานร่วมกับกลุ่มต้นน้ำ อย่างชุมชน หรือร้านรับซื้อของเก่าเพื่อเพิ่มอัตราการเก็บกลับกล่องเครื่องดื่ม การทำงานร่วมกับผู้ประกอบการในการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์เยื่อกระดาษรีไซเคิลที่ตอบโจทย์การใช้งานของกลุ่มผู้ประกอบการในตลาด ไปจนถึงการขยายตลาดเชิงพาณิชย์มารองรับการใช้งานเยื่อกระดาษรีไซเคิลที่สามารถผลิตได้ภายในกระบวนการรีไซเคิลกล่องเครื่องดื่ม”

สร้างดีมานด์ใหม่ ขยายตลาดสู่กลุ่มไฟเบอร์ซีเมนต์
การพัฒนาของตลาดเยื่อกระดาษรีไซเคิลจากกล่องเครื่องดื่มในประเทศไทยเริ่มมีโอกาสเติบโตได้มากขึ้น จากก่อนหน้ามักจะเป็นดีมานด์ที่อยู่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์กระดาษในหมวดหมู่ต่างๆ อาทิ กลุ่มกระดาษอนามัย กระดาษบรรจุภัณฑ์ หรือกระดาษขึ้นรูป สำหรับใช้เพื่อกันกระแทกสินค้าต่างๆ เป็นต้น
ล่าสุดสามารถขยายอุตสาหกรรมมาสู่กลุ่มวัสดุก่อสร้างได้แล้ว จากการนำไปเป็นวัตถุดิบสำหรับการผลิต ‘ไฟเบอร์ซีเมนต์’ หรือผลิตภัณฑ์กลุ่มไม้ฝา ไม้สังเคราะห์ และซีเมนต์บอร์ด ของบริษัท กฤษณ์ไฟเบอร์ซีเมนต์ ที่มีฐานลูกค้ากระจายอยู่ในกว่า 10 ประเทศ ทำให้โอกาสของเยื่อกระดาษรีไซเคิลขยายตัวได้เพิ่มมากยิ่งขึ้น

คุณกฤษณ์ เกรียวสกุล ผู้บริหาร บริษัท กฤษณ์ไฟเบอร์ซีเมนต์ จำกัด ผู้ผลิตกระเบื้องโอฬารซึ่งดำเนินธุรกิจมานานกว่า 60 ปีให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า บริษัทใช้เยื่อกระดาษรีไซเคิลทดแทนการนำเข้าเยื่อกระดาษใหม่จากเดิมที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศที่ราว 30% โดยนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์กลุ่มไฟเบอร์ซีเมนต์ได้ถึงกว่า 90% ของผลิตภัณฑ์ทั้งหมดที่ผลิตได้ และสามารถเพิ่มสัดส่วนการใช้เยื่อกระดาษซีเมนต์เพื่อทดแทนเส้นใยใหม่ได้มากกว่า 20 -30% และมีแผนพัฒนาเพื่อเพิ่มสัดส่วนการใช้เยื่อกระดาษรีไซเคิลให้เพิ่มมากขึ้นได้อีกในอนาคต
“คุณภาพของเส้นใยกระดาษรีไซเคิลจากกล่องเครื่องดื่มสามารถทดแทนเส้นใยใหม่ที่นำเข้าจากต่างประเทศได้ เพราะมีลักษณะเส้นใยยาวเหมือนกัน ทำให้มีความเหนียวและทนทานได้เช่นเดียวกัน รวมทั้งการทำงานอย่างใกล้ชิดของผู้พัฒนาทำให้มั่นใจได้ทั้งคุณภาพ รวมทั้งความต่อเนื่องในการส่งวัตถุดิบเพื่อป้อนการผลิตได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งในอนาคตมีแผนที่จะเพิ่มการใช้งานในผลิตภัณฑ์ให้มากขึ้น เพื่อมีส่วนช่วยขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนและคาร์บอนต่ำ พร้อมมีส่วนช่วยต่อยอดคุณค่าให้แก่วัสดุที่มาจากบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วให้มีการใช้งานเชิงพาณิชย์ได้เพิ่มมากขึ้น”

ด้าน คุณสมยศ วัฒน์พานิช กรรมการผู้จัดการ บริษัท อีโค่ เฟรนด์ลี่ ไทย จำกัด ในฐานะตัวกลางในระบบ Circularity ด้วยกระบวนการรีไซเคิลเพื่อเปลี่ยนกล่องเครื่องดื่มใช้แล้วให้กลายเป็นวัสดุใหม่ที่นำไปต่อยอดสร้างคุณค่าใหม่ กล่าวเพิ่มเติมว่า การมีกล่องเครื่องดื่มเข้ามาช่วยเติมซัพพลายให้วัสดุรีไซเคิล เพื่อเป็นต้นทางในการออกแบบวัตถุดิบที่ตอบโจทย์การใช้งานของตลาดหรือภาคธุรกิจได้เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งการเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานและความต้องการที่แตกต่างกันในแต่ละอุตสาหกรรม ทำให้ช่วยพัฒนาระบบ Circularity ของประเทศไทยให้มีความแข็งแรงเพิ่มเติมมากยิ่งขึ้น
ด้าน คุณปฏิญญา กล่าวเพิ่มเติมว่า ปริมาณความต้องการใช้เยื่อกระดาษในประเทศไทยโดยรวมอยู่ที่ราว 10 ล้านตันต่อปี ซึ่งรวมทั้งเส้นใยในทุกประเภท หากเราสามารถพัฒนาคุณภาพเส้นใยรีไซเคิลให้สามารถทดแทนในตลาดต่างๆ ได้มากขึ้น จะทำให้เกิดดีมานด์ใหม่ๆ จะช่วยเพิ่มโอกาสการเติบโตในอนาคตได้อีกมาก ขณะที่การรองรับปริมาณซัพพลายจากกล่องเครื่องดื่ม ประเทศไทยถือว่ามีความพร้อมในการเป็นศูนย์กลางที่มีการพัฒนาเทคโนโลยีด้านการรีไซเคิลที่ก้าวหน้า และสามารถเป็นปลายทางเพื่อรองรับปริมาณกล่องเครื่องดื่มจากหลายประเทศที่มีกฎหมายการจัดเก็บบรรจุภัณฑ์ (EPR) ในแต่ละภูมิภาค ซึ่งจะช่วยสร้างสมดุลในการบริหารปริมาณวัตถุดิบได้อีกทางหนึ่ง

ความคืบหน้า ‘เต็ดต้า แพ้ค’ ขับเคลื่นนความยั่งยืน 2568
นอกจากการเป็นเสาหลักสำคัญในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนและคาร์บอนต่ำ แล้ว ‘เต็ดตร้า แพ้ค’ ยังเปิดเผยรายงานความยั่งยืนประจำปี 2568 (FY25) โดยระบุความคืบหน้าและความสำเร็จสำคัญด้านต่างๆ ดังนี้
– การลดการปลดปล่อยคาร์บอนในการดำเนินธุรกิจทั่วโลก (Scope 1,2) รวม 56% ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการใช้พลังงานจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนได้แล้ว 97% และคาดว่าจะทำได้ 100% ภายในปี 2030 ขณะที่การลด HGHG ภายในห่วงโซ่ธุรกิจ (Scope3) ลดลงได้ 34% หรือลดลงได้แล้ว 1 ใน 3 ส่วนในประเทศไทย อยู่ระหว่างการส่งข้อมูลเพื่อประเมินการปล่อยคาร์บอนฟุตพรินท์องค์กร (CFO) และการจัดทำแผน Net Zero Pathway เพื่อเป็นแนวทางหลักในการขับเคลื่อนธุรกิจ

– ลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาบรรจุภัณฑ์มูลค่าประมาณ 100 ล้านยูโร (ราว 3,700 ล้านบาท) เพื่อยกระดับความยั่งยืนของบรรจุภัณฑ์เต็ตตรา แพ้ค โดยการลงทุนดังกล่าวนำไปสู่การพัฒนา ชั้นปกป้อง (Barrier) ที่ทำจากกระดาษสำหรับบรรจุภัณฑ์น้ำผลไม้เป็นครั้งแรกของโลก (Fiber-based Barrier) ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ถึง 43% เมื่อเทียบกับบรรจุภัณฑ์ปลอดเชื้อที่ใช้ชั้นอะลูมิเนียมฟอยล์และพอลิเมอร์จากเชื้อเพลิงฟอสซิล
– เดินหน้าผลักดันการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนในระบบอาหาร ด้วยการลงนามในบันทึกความเข้าใจร่วมกับองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Industrial Development Organization – UNIDO) ภายในงานการประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งสหประชาชาติ (COP30) เพื่อเร่งขยายการพัฒนาและประยุกต์ใช้นวัตกรรมด้านระบบอาหารที่ยั่งยืน
– สนับสนุนโครงการโภชนาการในโรงเรียนใน 52 ประเทศ โดยสนับสนุนการจัดส่งนมและเครื่องดื่มในกล่องเต็ตตรา แพ้คให้แก่เด็กกว่า 68 ล้านคน เพิ่มจากปี 2567 ถึง 2 ล้านคน ในอีก 3 ประเทศ
– จัดทำการทบทวนเชิงลึกเกี่ยวกับผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนที่มีความสำคัญตลอดห่วงโซ่คุณค่า
– ขยายการดำเนินงานด้านการฟื้นฟูระบบนิเวศผ่านโครงการ Araucaria Conservation Project โดยในปี 2568 เพียงปีเดียว ได้เพิ่มพื้นที่ฟื้นฟูกว่า 1,600 เฮกตาร์ ส่งผลให้พื้นที่ทั้งหมดที่อยู่ระหว่างการฟื้นฟูเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าภายในปีเดียว

ทั้งนี้ ยังมีความก้าวหน้าสำคัญในปีที่ผ่านมา คือการเปิดตัวเครื่องมือประเมินความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศและธรรมชาติแบบบูรณาการในปี 2568 เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานและใช้เป็นแนวทางในการตัดสินใจด้านการลงทุน รวมถึงเสริมสร้างระบบอาหารที่มีประสิทธิภาพและมีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น
โดยผลการประเมินช่วยระบุประเด็นความเสี่ยงและโอกาสที่ควรให้ความสำคัญ เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นของการดำเนินงานและห่วงโซ่คุณค่าของบริษัท พร้อมกำหนดแผนดำเนินงานสำหรับแต่ละประเด็นอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งปรับปรุงกรอบการดำเนินงานด้านธรรมชาติ (Approach to Nature Framework) ให้สอดคล้องกับองค์ความรู้และบริบทของอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง โดยกำหนดและปรับปรุงเป้าหมายในประเด็นสำคัญ เพื่อยกระดับการดำเนินงานด้านความยั่งยืนให้เกิดผลลัพธ์ที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ยังเปิดตัวและพัฒนานวัตกรรมและโซลูชันทั้งในระดับโลกและระดับท้องถิ่น เพื่อช่วยให้ลูกค้าลดการใช้สาธารณูปโภค วัสดุ และพลังงานได้มากที่สุด โดยยึดแนวคิด ต้นทุนรวมตลอดอายุการใช้งาน (Total Cost of Ownership: TCO) ซึ่งคำนึงถึงต้นทุนของอุปกรณ์ตลอดทั้งวงจรชีวิต มากกว่าการพิจารณาเพียงต้นทุนเริ่มต้น นอกจากนี้ บริษัทยังได้เปิดตัว Tetra Pak® Factory OS™ ระบบอัตโนมัติและระบบนิเวศดิจิทัลยุคใหม่ ที่ผสานเทคโนโลยีอัจฉริยะแบบโมดูลาร์ซึ่งสามารถขยายการใช้งานได้ตามความต้องการ เข้ากับความเชี่ยวชาญเชิงลึกด้านอุตสาหกรรมและเครื่องจักร เพื่อช่วยให้ลูกค้าเข้าใจและลดการสูญเสียในกระบวนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“สำหรับประเทศไทยได้ขับเคลื่อนความยั่งยืนที่สอดคล้องกับภาพของโกลบอล รวมทั้งมุ่งมั่นทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายเพื่อสนับสนุนระบบนิเวศคาร์บอนต่ำที่แข็งแรง รวมทั้งส่งเสริมระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยเฉพาะการผลักดันข้อกฎหมายสำคัญอย่าง ร่าง พ.ร.บ.เศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อสนับสนุนการใช้วัสดุอย่างยั่งยืน เพราะยังมีหลายวัสดุที่ยังสามารถต่อยอดการพัฒนาวิจัยเพื่อนำมาสร้างคุณค่าเพิ่มใหม่ๆ ได้มากขึ้น หากมีข้อกฎหมายมาช่วยผลักดันอย่างเป็นระบบ หรือแม้แต่ในบางวัสดุ อาทิ แก้ว หรืออะลูมิเนียม ที่อาจจะแข็งแรงและเติบโตอยู่แล้วในปัจจุบัน แต่หากในอนาคตเกิดความเสี่ยงต่างๆ ขึ้น ก็จะมีกลไกในการเข้ามาช่วยอุดหนุน เพื่อให้ระบบ Circularity ยังขับเคลื่อนต่อไปได้ตามปกติ ซึ่งในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ ความร่วมมือในทุกภาคส่วนมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะความสำเร็จที่เกิดขึ้นไม่สามารถเกิดได้จากองค์กรใดองค์กรหนึ่งแต่ต้องเกิดจากการขับเคลื่อนร่วมกันทั้งระบบนิเวศ” คุณปฏิญญา กล่าวทิ้งท้าย






