<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ลดคาร์บอน &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%99/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Wed, 28 Oct 2026 10:20:45 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.11</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>ลดคาร์บอน &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>รายงาน WEF-TCS ชี้ ‘การลดคาร์บอน’ ไม่ใช่ภาระภาคอุตสาหกรรม แต่คือโอกาสธุรกิจ ด้านมูลค่า &#8216;เศรษฐกิจสีเขียว&#8217; ทะลุ 5 ล้านล้านเหรียญ แต่ปฏิบัติจริงยังล้าหลัง</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/10/wef-tcs-white-paper-decarbonizing-manufacturing-and-supply-chains/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 28 Oct 2026 09:54:25 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Anupam Singhal]]></category>
		<category><![CDATA[decarbonization]]></category>
		<category><![CDATA[Decarbonizing Manufacturing and Supply Chains]]></category>
		<category><![CDATA[Green Economy]]></category>
		<category><![CDATA[Manufacturing]]></category>
		<category><![CDATA[Supply Chain]]></category>
		<category><![CDATA[Tata Consultancy Services]]></category>
		<category><![CDATA[WEF]]></category>
		<category><![CDATA[White Paper]]></category>
		<category><![CDATA[World Economic Forum]]></category>
		<category><![CDATA[ทาทา คอนซัลแทนซี เซอร์วิสเซส]]></category>
		<category><![CDATA[ลดคาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[สภาเศรษฐกิจโลก]]></category>
		<category><![CDATA[ห่วงโซ่อุปทาน]]></category>
		<category><![CDATA[อุตสาหกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจสีเขียว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=45485</guid>

					<description><![CDATA[<p>สภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum: WEF) ร่วมกับ ทาทา คอนซัลแทนซี เซอร์วิสเซส (Tata Consultancy Services: TCS) เปิดเผยรายงานสมุดปกขาวฉบับล่าสุด Decarbonizing Manufacturing and Supply Chains for Growth: Guide for C-suite Executives ชี้ให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงสำคัญในวงการอุตสาหกรรม โดยระบุว่าการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน (Decarbonization) ไม่ใช่ภาระทางต้นทุนแต่เป็นกลยุทธ์สำคัญในการสร้างการเติบโตทางธุรกิจ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และเสริมสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน เศรษฐกิจสีเขียวโตแรง ทะลุ 5 ล้านล้านดอลลาร์ แต่แผนปฏิบัติการยังตามหลัง หนึ่งในประเด็นสำคัญจากรายงานดังกล่าวคือ ปัจจุบัน &#8216;เศรษฐกิจสีเขียว&#8217; (Green Economy) มีมูลค่าสูงกว่า 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี และมีอัตราการเติบโตรวดเร็วกว่ารายได้จากธุรกิจแบบดั้งเดิมถึง 2 เท่า อย่างไรก็ดี กลับพบช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่าง &#8216;เป้าหมาย&#8217; กับ &#8216;การลงมือทำ&#8217; โดยแม้ว่าสองในสามของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ที่สุดในโลกต่างวางเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-Zero) แต่มีบริษัทเพียง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/10/wef-tcs-white-paper-decarbonizing-manufacturing-and-supply-chains/">รายงาน WEF-TCS ชี้ ‘การลดคาร์บอน’ ไม่ใช่ภาระภาคอุตสาหกรรม แต่คือโอกาสธุรกิจ ด้านมูลค่า &#8216;เศรษฐกิจสีเขียว&#8217; ทะลุ 5 ล้านล้านเหรียญ แต่ปฏิบัติจริงยังล้าหลัง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>สภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum: WEF) ร่วมกับ ทาทา คอนซัลแทนซี เซอร์วิสเซส (Tata Consultancy Services: TCS) เปิดเผยรายงานสมุดปกขาวฉบับล่าสุด<a href="https://www.weforum.org/publications/decarbonizing-manufacturing-and-supply-chains-for-growth-guide-for-c-suite-executives" target="_blank" rel="noopener"> <strong><em>Decarbonizing Manufacturing and Supply Chains for Growth: Guide for C-suite Executives</em></strong></a> ชี้ให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงสำคัญในวงการอุตสาหกรรม โดยระบุว่าการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน (Decarbonization) ไม่ใช่ภาระทางต้นทุนแต่เป็นกลยุทธ์สำคัญในการสร้างการเติบโตทางธุรกิจ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และเสริมสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน</p>
<p><span id="more-45485"></span></p>
<p><strong>เศรษฐกิจสีเขียวโตแรง ทะลุ </strong><strong>5 </strong><strong>ล้านล้านดอลลาร์ แต่แผนปฏิบัติการยังตามหลัง</strong></p>
<p>หนึ่งในประเด็นสำคัญจากรายงานดังกล่าวคือ ปัจจุบัน <strong>&#8216;เศรษฐกิจสีเขียว&#8217; (Green Economy)</strong> มีมูลค่าสูงกว่า 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี และมีอัตราการเติบโตรวดเร็วกว่ารายได้จากธุรกิจแบบดั้งเดิมถึง 2 เท่า อย่างไรก็ดี กลับพบช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่าง &#8216;เป้าหมาย&#8217; กับ &#8216;การลงมือทำ&#8217; โดยแม้ว่าสองในสามของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ที่สุดในโลกต่างวางเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-Zero) แต่มีบริษัทเพียง 8% เท่านั้นที่มีแผนปฏิบัติการลดคาร์บอนอย่างเป็นรูปธรรม และมีเพียง 4% ที่จัดสรรเงินทุนหมุนเวียนเพื่อขับเคลื่อนแผนงานดังกล่าวอย่างจริงจัง</p>
<p>จากการรวบรวมข้อมูลเชิงลึกผ่านการปรึกษาหารือร่วมกับผู้นำในอุตสาหกรรม ผู้เชี่ยวชาญทางวิชาการ และนักพัฒนานวัตกรรมกว่า 50 ราย ครอบคลุม 13 ภาคอุตสาหกรรม รายงานได้ระบุถึงแหล่งที่มาของมูลค่าทางธุรกิจ 3 ประการจากการลดคาร์บอน ได้แก่ การเพิ่มผลกำไรสุทธิ (Bottom-line gains) ความต่อเนื่องและความยืดหยุ่นของธุรกิจ (Business continuity and resilience) และการเติบโตของรายได้รวม (Top-line growth)</p>
<figure id="attachment_45490" aria-describedby="caption-attachment-45490" style="width: 1390px" class="wp-caption aligncenter"><img fetchpriority="high" decoding="async" class="wp-image-45490 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/white-Paper-WEF3.jpg" alt="" width="1390" height="816" /><figcaption id="caption-attachment-45490" class="wp-caption-text">Pic : White Paper : Decarbonizing Manufacturing and Supply Chains for Growth</figcaption></figure>
<p>นอกจากนี้ รายงานดังกล่าวยังได้เปรียบเทียบ 10 โซลูชันการลดคาร์บอนที่นำไปใช้ได้จริง ทั้งในด้านมูลค่าทางธุรกิจ ศักยภาพในการลดก๊าซเรือนกระจก และความซับซ้อนในการดำเนินงาน เพื่อช่วยให้ผู้บริหารสามารถจัดลำดับความสำคัญในการลงมือทำและตัดสินใจลงทุนได้ดียิ่งขึ้น</p>
<p>ขณะเดียวกัน รายงานยังได้นำเสนอแนวทางการเปลี่ยนผ่าน 3 ระยะ ตั้งแต่การสร้างผลลัพธ์ด้านประสิทธิภาพอย่างเร่งด่วน (Quick Wins) การปรับเปลี่ยนไปสู่พลังงานหมุนเวียน ไปจนถึงการก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้าน Net-Zero และการเติบโตที่มีความยืดหยุ่น</p>
<p>ในรายงานยังนำเสนอ 6 กรณีศึกษา จากสถานการณ์จริงที่แสดงให้เห็นว่า การลดคาร์บอนสามารถแปลงไปสู่มูลค่าทางธุรกิจได้อย่างไร ตัวอย่างเช่น <strong>แพลตฟอร์มการออกแบบเชิงนิเวศของ Foxconn Industrial Internet</strong> ที่สร้างผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) สูงถึง 107%, <strong>โรงงานของ Beko ในเมืองเอสกิเชฮีร์ (Eskişehir)</strong> ที่สามารถเพิ่มกำลังการผลิตขึ้น 43% พร้อมลดต้นทุนการปรับโครงสร้างลง 17% และ <strong>Schneider Electric</strong> สามารถสร้างรายได้จากผลิตภัณฑ์และบริการซึ่งแสดงให้เห็นถึงประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจน เป็นสัดส่วนถึง 75% ของรายได้ทั้งหมดในปี 2025</p>
<figure id="attachment_45492" aria-describedby="caption-attachment-45492" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" class="wp-image-45492 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/white-Paper-Tata.jpg" alt="" width="1200" height="800" /><figcaption id="caption-attachment-45492" class="wp-caption-text">Anupam Singhal ประธานกลุ่มธุรกิจการผลิต Tata Consultancy Services</figcaption></figure>
<p><strong>Anupam Singhal</strong> ประธานกลุ่มธุรกิจการผลิตของ Tata Consultancy Services ให้ความเห็นว่า ปัจจุบันผู้ผลิตหลายรายยังคงติดกับดักความคิดที่ว่า การลดคาร์บอนในห่วงโซ่คุณค่าที่ซับซ้อนจะกระทบต่ออัตรากำไรและการเติบโตของธุรกิจ</p>
<p><em>“</em><em>เราจำเป็นต้องปรับกรอบความคิดใหม่ ให้มองการลดคาร์บอนเป็นกลยุทธ์ในการสร้างมูลค่าทางธุรกิจ ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและลดความเสี่ยงด้านพลังงานเท่านั้น แต่ยังช่วยปลดล็อกโอกาสในการสร้างรายได้ใหม่ ๆ รายงานฉบับนี้จึงเปรียบเสมือนคู่มือปฏิบัติการสำหรับผู้นำระดับสูง เพื่อก้าวข้ามความซับซ้อน และเปลี่ยนความตั้งใจด้านสิ่งแวดล้อมให้กลายเป็นผลลัพธ์ทางธุรกิจที่วัดผลได้จริง”</em></p>
<p>ทั้งนี้ รายงานฉบับดังกล่าวได้รับการพัฒนาขึ้นโดย ศูนย์เพื่อการผลิตขั้นสูงและห่วงโซ่อุปทาน (Centre for Advanced Manufacturing and Supply Chains) แห่งสภาเศรษฐกิจโลก ร่วมกับ ทาทา คอนซัลแทนซี เซอร์วิสเซส โดยข้อมูลและผลการศึกษาต่างๆ ได้มาจากการปรึกษาหารือกว่า 50 ครั้ง ร่วมกับผู้ผลิตระดับโลก ผู้นำด้านห่วงโซ่อุปทาน นักวิชาการ ภาคประชาสังคม และผู้กำหนดนโยบาย ครอบคลุม 13 ภาคอุตสาหกรรม</p>
<figure id="attachment_45491" aria-describedby="caption-attachment-45491" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" class="wp-image-45491 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/white-Paper-WEF4.jpg" alt="" width="1200" height="901" /><figcaption id="caption-attachment-45491" class="wp-caption-text">Pic : White Paper : Decarbonizing Manufacturing and Supply Chains for Growth</figcaption></figure>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/10/wef-tcs-white-paper-decarbonizing-manufacturing-and-supply-chains/">รายงาน WEF-TCS ชี้ ‘การลดคาร์บอน’ ไม่ใช่ภาระภาคอุตสาหกรรม แต่คือโอกาสธุรกิจ ด้านมูลค่า &#8216;เศรษฐกิจสีเขียว&#8217; ทะลุ 5 ล้านล้านเหรียญ แต่ปฏิบัติจริงยังล้าหลัง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Waste to Value : เปิดสมรภูมิพลิก &#8216;ของเสียเคมี&#8217; สู่ &#8216;วัตถุดิบเพิ่มมูลค่า&#8217; ภาคอุตสาหกรรมไทย เมื่อน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วกลายเป็นวัตถุดิบแห่งอนาคต และตัวชี้ขาดความสามารถในการแข่งขันยุคคาร์บอนต่ำ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/10/change-chemical-waste-to-value/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 24 Oct 2026 09:51:18 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Chemical Waste]]></category>
		<category><![CDATA[Chemical Waste Management]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[Industrial Waste]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[PSP]]></category>
		<category><![CDATA[RE]]></category>
		<category><![CDATA[Re-Refined Base Oil]]></category>
		<category><![CDATA[RRBO]]></category>
		<category><![CDATA[Used Lubricating Oil]]></category>
		<category><![CDATA[Waste Management]]></category>
		<category><![CDATA[Waste to Value]]></category>
		<category><![CDATA[การกลั่นซ้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดการของเสียเคมี]]></category>
		<category><![CDATA[ของเสียอุตสาหกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ของเสียเคมี]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนต่ำ]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำมันหล่อลื่นใช้แล้ว]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท พี.เอส.พี. สเปเชียลตี้ส์ จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท รีไซเคิล เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[รีไซเคิลสารเคมี]]></category>
		<category><![CDATA[ลดคาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[อุตสาหกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจหมุนเวียน]]></category>
		<category><![CDATA[เสกสรร ครองพาณิชย์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=45209</guid>

					<description><![CDATA[<p>สมรภูมิการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยได้ก้าวพ้นยุคของการห้ำหั่นกันด้วย &#8216;ต้นทุน&#8217; หรือ &#8216;สเกลการผลิต&#8217; ไปแล้ว เมื่อบริบทโลกยุค ESG และเข็มทิศ Net Zero กำลังบีบให้ทุกองค์กรต้องเขียนสมการทางธุรกิจใหม่ วันนี้ &#8216;การบริหารจัดการของเสียเคมี&#8217; (Chemical Waste Management) จึงไม่ใช่งานหลังบ้านที่จ่ายเงินเพื่อให้จบไปอีกต่อไป หากแต่เป็นสนามแข่งขันสำคัญที่เปลี่ยนสารเคมีและน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วให้กลายเป็น &#8216;ทรัพยากรรูปแบบใหม่&#8217; ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ (Waste-to-Value) และกลายเป็นจิ๊กซอว์ชี้ขาดว่า ใครจะอยู่หรือไปในห่วงโซ่อุปทานคาร์บอนต่ำแห่งอนาคต โจทย์สำคัญคือ ประเทศไทยจะเปลี่ยนของเสียเหล่านี้ให้กลับมาเป็นทรัพยากรที่มีมูลค่าได้มากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะ &#8216;น้ำมันหล่อลื่นใช้แล้ว&#8217; (Used Lubricating Oil) ที่เกิดขึ้นจากรถยนต์ เครื่องจักร และสายการผลิตทั่วประเทศ ซึ่งหากจัดการไม่เหมาะสมอาจสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่หากผ่านกระบวนการรีไซเคิลที่ได้มาตรฐาน ก็สามารถกลับมาเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับภาคอุตสาหกรรมได้อีกครั้ง ข้อมูลจาก Kline ระบุว่า ในปี 2567 ทั่วโลกมีการใช้น้ำมันหล่อลื่นประมาณ 39.2 ล้านตัน และเกิดน้ำมันใช้แล้วราว 21.5 ล้านตัน แต่มีเพียงราว 6.5 ล้านตันที่ถูกนำกลับไปกลั่นซ้ำเป็นน้ำมันพื้นฐาน หรือไม่ถึงหนึ่งในสามของน้ำมันใช้แล้วทั้งหมด ขณะที่ประเทศไทยมีการใช้น้ำมันหล่อลื่นประมาณ 682 ล้านลิตรต่อปี ช่องว่างดังกล่าวสะท้อนถึงโอกาสในการนำทรัพยากรกลับมาใช้ประโยชน์ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/10/change-chemical-waste-to-value/">Waste to Value : เปิดสมรภูมิพลิก &#8216;ของเสียเคมี&#8217; สู่ &#8216;วัตถุดิบเพิ่มมูลค่า&#8217; ภาคอุตสาหกรรมไทย เมื่อน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วกลายเป็นวัตถุดิบแห่งอนาคต และตัวชี้ขาดความสามารถในการแข่งขันยุคคาร์บอนต่ำ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>สมรภูมิการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยได้ก้าวพ้นยุคของการห้ำหั่นกันด้วย &#8216;ต้นทุน&#8217; หรือ &#8216;สเกลการผลิต&#8217; ไปแล้ว เมื่อบริบทโลกยุค ESG และเข็มทิศ Net Zero กำลังบีบให้ทุกองค์กรต้องเขียนสมการทางธุรกิจใหม่</p>
<p><span id="more-45209"></span></p>
<p>วันนี้ &#8216;<strong>การบริหารจัดการของเสียเคมี&#8217;</strong> (Chemical Waste Management) จึงไม่ใช่งานหลังบ้านที่จ่ายเงินเพื่อให้จบไปอีกต่อไป หากแต่เป็นสนามแข่งขันสำคัญที่เปลี่ยนสารเคมีและน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วให้กลายเป็น<strong> &#8216;ทรัพยากรรูปแบบใหม่&#8217;</strong> ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ (Waste-to-Value) และกลายเป็นจิ๊กซอว์ชี้ขาดว่า ใครจะอยู่หรือไปในห่วงโซ่อุปทานคาร์บอนต่ำแห่งอนาคต</p>
<p>โจทย์สำคัญคือ ประเทศไทยจะเปลี่ยนของเสียเหล่านี้ให้กลับมาเป็นทรัพยากรที่มีมูลค่าได้มากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะ <strong>&#8216;น้ำมันหล่อลื่นใช้แล้ว&#8217; (Used Lubricating Oil)</strong> ที่เกิดขึ้นจากรถยนต์ เครื่องจักร และสายการผลิตทั่วประเทศ ซึ่งหากจัดการไม่เหมาะสมอาจสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่หากผ่านกระบวนการรีไซเคิลที่ได้มาตรฐาน ก็สามารถกลับมาเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับภาคอุตสาหกรรมได้อีกครั้ง</p>
<p>ข้อมูลจาก Kline ระบุว่า ในปี 2567 ทั่วโลกมีการใช้น้ำมันหล่อลื่นประมาณ 39.2 ล้านตัน และเกิดน้ำมันใช้แล้วราว 21.5 ล้านตัน แต่มีเพียงราว 6.5 ล้านตันที่ถูกนำกลับไปกลั่นซ้ำเป็นน้ำมันพื้นฐาน หรือไม่ถึงหนึ่งในสามของน้ำมันใช้แล้วทั้งหมด ขณะที่ประเทศไทยมีการใช้น้ำมันหล่อลื่นประมาณ 682 ล้านลิตรต่อปี ช่องว่างดังกล่าวสะท้อนถึงโอกาสในการนำทรัพยากรกลับมาใช้ประโยชน์ ควบคู่กับความท้าทายในการรวบรวมและจัดการน้ำมันใช้แล้วให้เข้าสู่ระบบรีไซเคิลอย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-45365 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/PSP_re3.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>กฎคาร์บอนเร่งเกมแข่งขัน เปลี่ยนของเสียเป็นโอกาสทางธุรกิจ</strong></p>
<p><strong>คุณเสกสรร ครองพาณิชย์ </strong>รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พี.เอส.พี. สเปเชียลตี้ส์ จำกัด (มหาชน) หรือ PSP มองว่า แรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อมกำลังทำให้การบริหารจัดการของเสียมีความสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น ทั้งร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่วางกลไกราคาคาร์บอน ทั้งภาษีคาร์บอน และระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) ร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด ที่ยึดหลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย มาตรการ CBAM และข้อกำหนดด้านความยั่งยืนของ EU ผลักดันให้ภาคธุรกิจเร่งขับเคลื่อนมาตรการลดคาร์บอน</p>
<p>ขณะที่ระบบราคาคาร์บอนของไทยอาจช่วยให้ผู้ส่งออกหักลบค่าคาร์บอนกับภาระ CBAM ได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด  ซึ่งเข้าสู่ระยะบังคับใช้เต็มรูปแบบในปี 2569 สำหรับสินค้ากลุ่มแรก เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม และซีเมนต์ ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่อุปทาน ขณะเดียวกัน CBAM เปิดช่องให้ผู้ส่งออกนำราคาคาร์บอนที่จ่ายจริงในประเทศต้นทางมาหักลบภาระได้ การมีระบบราคาคาร์บอนของไทยเองจึงเป็นอีกแรงผลักให้เร่งผลักดันกฎหมายด้านสภาพภูมิอากาศ</p>
<p>แม้การใช้วัตถุดิบรีไซเคิลยังไม่ได้เป็นข้อบังคับทั่วไปสำหรับผู้ผลิตไทย แต่การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและลดการปล่อยคาร์บอนกำลังเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะธุรกิจที่เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานระดับโลก ยิ่งเมื่อผู้เล่นระดับโลกเริ่มนำร่องพัฒนาสินค้าคาร์บอนต่ำ ผู้ผลิตที่ปรับตัวช้าย่อมเสี่ยงเสียโอกาสในห่วงโซ่อุปทานของลูกค้ารายใหญ่</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-45373 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/Re5-2.jpg" alt="" width="1200" height="718" /></p>
<p><strong>PSP </strong><strong>ต่อยอดธุรกิจรีไซเคิล ผ่าน </strong><strong>RE </strong><strong>สร้างห่วงโซ่มูลค่าใหม่</strong></p>
<p><strong>บริษัท พี.เอส.พี. สเปเชียลตี้ส์ จำกัด (มหาชน) หรือ PSP</strong> ผู้นำด้านโซลูชันผลิตภัณฑ์หล่อลื่นแบบครบวงจร วางกลยุทธ์ต่อยอดธุรกิจสู่การบริหารจัดการของเสียเคมี ผ่านการลงทุนในบริษัท รีไซเคิล เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (RE) ผู้เชี่ยวชาญด้านการรีไซเคิลสารเคมี และการจัดการของเสียอุตสาหกรรมที่มีประสบการณ์มากกว่า 30 ปี โดย PSP เข้าซื้อหุ้น RE ทั้งหมด100% ด้วยมูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 630 ล้านบาท ในช่วงปี 2586 ที่ผ่านมา</p>
<p>ในขณะที่ RE ให้บริการครอบคลุมตั้งแต่การรีไซเคิลสารเคมี ตัวทำละลาย และน้ำมันใช้แล้ว การกำจัดของเสียที่ไม่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ ไปจนถึงการล้างบรรจุภัณฑ์อุตสาหกรรม เช่น ถังเหล็กขนาด 200 ลิตร และถัง IBC ตามมาตรฐาน UN โดยข้อมูลที่ PSP เปิดเผยระบุว่า<em><strong> การนำบรรจุภัณฑ์กลับมาใช้ใหม่ช่วยลดงบประมาณจัดซื้อได้เฉลี่ย 40–50% และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 80% เมื่อเทียบกับการใช้บรรจุภัณฑ์ใหม่</strong></em></p>
<p>การลงทุนดังกล่าวช่วยให้ PSP ขยายขอบเขตจากธุรกิจผลิตน้ำมันหล่อลื่นและเคมีภัณฑ์  ไปสู่การจัดการทรัพยากรหลังการใช้งาน เปิดโอกาสให้ของเสียจากภาคอุตสาหกรรมกลับมาเป็นวัตถุดิบที่สร้างมูลค่าได้อีกครั้ง</p>
<p><strong>RRBO </strong><strong>เทคโนโลยีเปลี่ยนน้ำมันใช้แล้วเป็นวัตถุดิบคุณภาพสูง</strong></p>
<p>หนึ่งในหัวใจสำคัญของแนวทาง <strong>Waste-to-Value</strong> คือ <strong>Re-Refined Base Oil (RRBO)</strong> <strong>หรือน้ำมันพื้นฐานที่ผลิตจากการกลั่นน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วซ้ำ</strong> ผ่านกระบวนการกำจัดน้ำและสิ่งปนเปื้อน การกลั่นภายใต้สุญญากาศ และการปรับปรุงคุณภาพด้วยไฮโดรเจน เพื่อกำจัดสารปนเปื้อนและองค์ประกอบที่เสื่อมสภาพจากการใช้งาน</p>
<p>เมื่อผ่านกระบวนการที่ได้มาตรฐาน น้ำมันใช้แล้วสามารถกลับมาเป็นน้ำมันพื้นฐานสำหรับผลิตน้ำมันหล่อลื่นได้อีกครั้ง โดยเทคโนโลยีปัจจุบันสามารถผลิต RRBO ได้ถึงระดับ Group II และ II+ และบางโรงงานผลิตได้ถึงระดับ Group III ขณะที่การผลิตน้ำมันพื้นฐานจากการกลั่นซ้ำมีศักยภาพในการใช้พลังงานน้อยกว่าการผลิตจากน้ำมันดิบ โดยประมาณการของ Chevron Oronite ระบุว่า<em><strong> RRBO มีคาร์บอนฟุตพริ้นท์ต่ำกว่าน้ำมันพื้นฐานทั่วไปราว 50% และอาจสูงถึง 80% RRBO จึงเป็นอีกทางเลือกในการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม</strong></em></p>
<p>ประมาณการของ Kline และ Chevron Oronite ระบุว่า กำลังการผลิต RRBO ทั่วโลกอยู่ที่ราว 5.1 ล้านตัน (ข้อมูลปี 2565) โดยเอเชียแปซิฟิกเป็นภูมิภาคที่มีกำลังการผลิตมากที่สุดราว 1.9 ล้านตัน มีจีน อินเดีย และออสเตรเลียเป็นตลาดหลัก และคาดว่า RRBO เติบโตเฉลี่ยราว 6% ต่อปีในช่วงปี 2566–2571 สะท้อนโอกาสของตลาดที่ให้ความสำคัญกับการนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่มากขึ้น</p>
<p>สำหรับ PSP โครงการพัฒนา RRBO ซึ่งต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านการรีไซเคิลของ RE เป็นส่วนหนึ่งของแผนสร้าง New Growth Engine <em><strong>โดยวางเป้าหมายให้ RE เป็น Green Platform หลักของกลุ่ม และพัฒนาสู่ศูนย์กลางการรีไซเคิลสารเคมีในภูมิภาคอาเซียน</strong></em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-45367 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/PSP_re2.jpg" alt="" width="1200" height="718" /></p>
<p><strong>จากการกำจัดของเสีย สู่ความได้เปรียบในการแข่งขัน</strong></p>
<p>ตัวอย่างจากยุโรปแสดงให้เห็นว่า การนำน้ำมันใช้แล้วกลับมาผลิตเป็นน้ำมันพื้นฐานสามารถพัฒนาเป็นระบบจัดการทรัพยากรในระดับอุตสาหกรรมได้ โดยสเปนกำหนดให้น้ำมันใช้แล้วอย่างน้อย 65% ต้องถูกนำกลับไปผลิตเป็นน้ำมันพื้นฐาน ขณะที่เยอรมนีและอิตาลีเป็นผู้นำตลาดด้านการกลั่นซ้ำน้ำมันใช้แล้ว ส่วนสหรัฐฯ รวบรวมน้ำมันใช้แล้วได้ราว 72% และราว 60% ของปริมาณที่รวบรวมได้ถูกนำไปกลั่นซ้ำ</p>
<p>ที่น่าจับตาคือในเอเชีย อินเดียเริ่มบังคับใช้เป้าหมายน้ำมันรีไซเคิลตั้งแต่ 1 เมษายน 2567 ที่ 5% ของน้ำมันพื้นฐานหรือน้ำมันหล่อลื่นที่จำหน่าย และตั้งเป้าเพิ่มเป็น 50% ภายในปี 2573</p>
<p>บทเรียนสำคัญคือ การสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนให้เกิดผลจริงต้องอาศัยทั้งเทคโนโลยี ระบบรวบรวมของเสีย มาตรฐานการผลิต และกลไกสนับสนุนที่เหมาะสม เพื่อให้ทรัพยากรที่ผ่านการใช้งานแล้วสามารถกลับเข้าสู่กระบวนการผลิตได้อย่างปลอดภัยและมีคุณภาพ</p>
<p><em><strong>ในวันที่ภาคอุตสาหกรรมต้องแข่งขันภายใต้ข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มข้นขึ้น การเปลี่ยนของเสียให้เป็นวัตถุดิบจึงไม่ใช่เพียงทางเลือกในการลดภาระการกำจัด แต่เป็นโอกาสในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สำหรับ PSP การลงทุนใน RE และการพัฒนา RRBO คือการวางรากฐานธุรกิจที่เชื่อมโยงการผลิตกับการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เพื่อรองรับการแข่งขันในห่วงโซ่อุปทานคาร์บอนต่ำในระยะยาว</strong></em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/10/change-chemical-waste-to-value/">Waste to Value : เปิดสมรภูมิพลิก &#8216;ของเสียเคมี&#8217; สู่ &#8216;วัตถุดิบเพิ่มมูลค่า&#8217; ภาคอุตสาหกรรมไทย เมื่อน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วกลายเป็นวัตถุดิบแห่งอนาคต และตัวชี้ขาดความสามารถในการแข่งขันยุคคาร์บอนต่ำ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>KCLIMATE 1.5 จับมือ มิชลินและ เครือข่ายฯ ThaiCBN ผนึกพลังพันธมิตรในงาน MICHELIN FLEET PARTNER RECOGNITION 2026 ขับเคลื่อนการขนส่งอย่างยั่งยืน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/10/kclimate-15-michelin-fleet-partner-2026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 06 Oct 2026 13:26:32 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Finance & Invest]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[decarbonization]]></category>
		<category><![CDATA[Green Freight]]></category>
		<category><![CDATA[KBank]]></category>
		<category><![CDATA[KCLIMATE 1.5]]></category>
		<category><![CDATA[Logistics]]></category>
		<category><![CDATA[Low Carbon]]></category>
		<category><![CDATA[MICHELIN FLEET PARTNER RECOGNITION 2026]]></category>
		<category><![CDATA[Power of Partnership]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Transportation]]></category>
		<category><![CDATA[ThaiCBN]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand Climate Business Network]]></category>
		<category><![CDATA[Transportation]]></category>
		<category><![CDATA[กสิกรไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[การขนส่งอย่างยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ขนส่ง]]></category>
		<category><![CDATA[ขนส่งคาร์บอนต่พ]]></category>
		<category><![CDATA[ขนส่งคาร์บอนต่ำ]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนต่ำ]]></category>
		<category><![CDATA[ณัฐชนน แมนประสาท]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารกสิกรไทย]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท สยามมิชลิน จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[ภูมิรพี ตั้งจักรวรานนท์]]></category>
		<category><![CDATA[มิชลิน]]></category>
		<category><![CDATA[ลดคาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[สยามมิชลิน]]></category>
		<category><![CDATA[เครือข่ายธุรกิจเพื่อการจัดการสภาพภูมิอากาศประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[เถกิง ออศิริชัยเวทย์]]></category>
		<category><![CDATA[โลจิสติกส์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=44715</guid>

					<description><![CDATA[<p>KCLIMATE 1.5 บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินธนาคารกสิกรไทย ร่วมกับ บริษัท สยามมิชลิน จำกัด และ เครือข่ายธุรกิจเพื่อการจัดการสภาพภูมิอากาศประเทศไทย (Thailand Climate Business Network: ThaiCBN) ร่วมขับเคลื่อนการยกระดับภาคขนส่งไทยสู่ระบบขนส่งคาร์บอนต่ำ ในงาน MICHELIN FLEET PARTNER RECOGNITION 2026 ณ Talent Campus โรงงานมิชลิน แหลมฉบัง เพื่อยกย่องผู้ประกอบการขนส่งสินค้าและผู้โดยสารที่มุ่งยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน ควบคู่กับความปลอดภัยและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังร่วมแบ่งปันองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการคาร์บอนและ Green Freight พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการขนส่งและโลจิสติกส์ให้นำข้อมูลและแนวทางด้านความยั่งยืนไปประยุกต์ใช้ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ลดต้นทุน และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ คุณเถกิง ออศิริชัยเวทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท KCLIMATE1.5 จำกัด เปิดเผยว่า การต่อยอดความร่วมมือระหว่าง KCLIMATE 1.5  และมิชลิน มุ่งสนับสนุนผู้ประกอบการขนส่งและโลจิสติกส์ให้สามารถคำนวณ วิเคราะห์ และบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นระบบตามมาตรฐานสากล พร้อมนำข้อมูลไปใช้วางแผนเพิ่มประสิทธิภาพฟลีท ลดการใช้เชื้อเพลิง ลดต้นทุนการดำเนินงาน และเสริมศักยภาพทางการแข่งขันของธุรกิจ พร้อมถ่ายทอดมุมมองโมเดล [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/10/kclimate-15-michelin-fleet-partner-2026/">KCLIMATE 1.5 จับมือ มิชลินและ เครือข่ายฯ ThaiCBN ผนึกพลังพันธมิตรในงาน MICHELIN FLEET PARTNER RECOGNITION 2026 ขับเคลื่อนการขนส่งอย่างยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>KCLIMATE 1.5</strong> บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินธนาคารกสิกรไทย ร่วมกับ <strong>บริษัท สยามมิชลิน จำกัด</strong> และ <strong>เครือข่ายธุรกิจเพื่อการจัดการสภาพภูมิอากาศประเทศไทย (Thailand Climate Business Network: ThaiCBN)</strong> ร่วมขับเคลื่อนการยกระดับภาคขนส่งไทยสู่ระบบขนส่งคาร์บอนต่ำ ในงาน <strong>MICHELIN FLEET PARTNER RECOGNITION 2026</strong> ณ Talent Campus โรงงานมิชลิน แหลมฉบัง</p>
<p><span id="more-44715"></span></p>
<p>เพื่อยกย่องผู้ประกอบการขนส่งสินค้าและผู้โดยสารที่มุ่งยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน ควบคู่กับความปลอดภัยและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังร่วมแบ่งปันองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการคาร์บอนและ Green Freight พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการขนส่งและโลจิสติกส์ให้นำข้อมูลและแนวทางด้านความยั่งยืนไปประยุกต์ใช้ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ลดต้นทุน และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-44716 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/04_1-KCLIMATEXThaiCBNxMichelin.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณเถกิง</strong> <strong>ออศิริชัยเวทย์</strong> <strong>กรรมการผู้จัดการ</strong> <strong>บริษัท</strong><strong> KCLIMATE1.5 </strong><strong>จำกัด</strong> เปิดเผยว่า การต่อยอดความร่วมมือระหว่าง KCLIMATE 1.5  และมิชลิน มุ่งสนับสนุนผู้ประกอบการขนส่งและโลจิสติกส์ให้สามารถคำนวณ วิเคราะห์ และบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นระบบตามมาตรฐานสากล พร้อมนำข้อมูลไปใช้วางแผนเพิ่มประสิทธิภาพฟลีท ลดการใช้เชื้อเพลิง ลดต้นทุนการดำเนินงาน และเสริมศักยภาพทางการแข่งขันของธุรกิจ พร้อมถ่ายทอดมุมมองโมเดล 3 มิติการลดคาร์บอน (Decarbonize 3D Model) เกี่ยวกับการนำข้อมูลคาร์บอนมาใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการวางแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และสร้างความสามารถในการแข่งขันให้กับธุรกิจขนส่ง</p>
<p><strong>คุณณัฐชนน</strong> <strong>แมนประสาท</strong> <strong>ผู้อำนวยการฝ่าย</strong> <strong>กลุ่มธุรกิจยางเชิงพาณิชย์</strong> <strong>ประเทศไทย</strong> <strong>บริษัท</strong> <strong>สยามมิชลิน</strong> <strong>จำกัด</strong> กล่าวเพิ่มเติมว่า การผลักดันแนวคิด Green Freight ภายใต้เครือข่ายฯ ThaiCBN ซึ่งมุ่งสร้างความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของภาคขนส่งไทยสู่ระบบขนส่งคาร์บอนต่ำ โดยให้ความสำคัญกับการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานควบคู่กับความปลอดภัย (Operational Excellence &amp; Safety) ผ่านแนวทางและโซลูชันที่ผู้ประกอบการสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง แนวทางดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่การเพิ่มประสิทธิภาพการบรรทุก การลดเที่ยววิ่งเปล่า และการวางแผนเส้นทาง ตลอดจนการบริหารจัดการยางและยานพาหนะอย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p>โดยมิชลินนำเสนอโซลูชันด้านยางที่ช่วยสนับสนุนทั้งมิติด้านประสิทธิภาพ ต้นทุน ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม อาทิ ยางกลุ่ม Energy ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและลดการใช้เชื้อเพลิง แนวทาง Multi-life ที่ช่วยยืดอายุการใช้งานของยางและเพิ่มความคุ้มค่าในการบริหารต้นทุน รวมถึงบริการ Tire Check สำหรับตรวจสอบและติดตามสภาพยางอย่างเหมาะสม เพื่อเสริมความปลอดภัย ลดความเสี่ยงระหว่างการขนส่ง และลดระยะเวลาการหยุดให้บริการของยานพาหนะ (Downtime) พร้อมส่งเสริมการใช้ข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจและยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นระบบ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-44718 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/02_1-KCLIMATEXThaiCBNxMichelin.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>นอกจากนี้ <strong>คุณภูมิรพี</strong> <strong>ตั้งจักรวรานนท์</strong> <strong>ผู้แทนฝ่ายเลขานุการ</strong> <strong>เครือข่ายฯ</strong><strong> ThaiCBN </strong>ได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการเร่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบขนส่งคาร์บอนต่ำของประเทศไทย ร่วมกับผู้แทนจากกรมการขนส่งทางบก บริษัท ไทยรัฐ โลจิสติคส์ จำกัด และบริษัท มนต์ทรานสปอร์ต จำกัด เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าการขับเคลื่อนการขนส่งอย่างยั่งยืนไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากองค์กรใดองค์กรหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคการเงิน และผู้ให้บริการเทคโนโลยี เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเริ่มต้นดำเนินการ ขยายผล และปรับตัวต่อข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมที่มีความเข้มข้นมากขึ้นในอนาคต</p>
<p>สำหรับบทสรุปสำคัญจากการแลกเปลี่ยนในครั้งนี้สะท้อนแนวคิด &#8216;<strong>Power of Partnership</strong>&#8216; หรือพลังของเครือข่ายความร่วมมือ ที่ช่วยเปลี่ยนเป้าหมายด้านความยั่งยืนให้เป็นผลลัพธ์ทางธุรกิจที่จับต้องได้ ทั้งในด้านการลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ เสริมความปลอดภัย และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมวางรากฐานให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ขณะเดียวกัน เครือข่ายฯ ThaiCBN จะเดินหน้าส่งเสริมการขับเคลื่อน Green Freight ผ่านการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการขยายผลแนวปฏิบัติที่ดีในภาคขนส่ง เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาวต่อไป</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-44717 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/03_1-KCLIMATEXThaiCBNxMichelin.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/10/kclimate-15-michelin-fleet-partner-2026/">KCLIMATE 1.5 จับมือ มิชลินและ เครือข่ายฯ ThaiCBN ผนึกพลังพันธมิตรในงาน MICHELIN FLEET PARTNER RECOGNITION 2026 ขับเคลื่อนการขนส่งอย่างยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>บราเดอร์ ประเทศไทย ร่วมขับเคลื่อน Global Charter เร่งเป้า​ &#8216;ความยั่งยืน&#8217; 2030 ลดใช้พลาสติกใหม่ 25% ลดคาร์บอนจาก​กระบวนการผลิต 65%</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/07/brother-thailand-sustainability-target/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 10 Jul 2026 12:21:20 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity]]></category>
		<category><![CDATA[Brother]]></category>
		<category><![CDATA[Brother Thailand]]></category>
		<category><![CDATA[Circularity]]></category>
		<category><![CDATA[decarbonization]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[The Brother Group Global Charter]]></category>
		<category><![CDATA[บราเดอร์]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท บราเดอร์ คอมเมอร์เชี่ยล (ประเทศไทย) จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[พรภัค อุไพศิลป์สถาพร]]></category>
		<category><![CDATA[ลดคาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[ลดพลาสติก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43003</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในฐานะประเทศที่ทำยอดขายสูงสุดในกลุ่มประเทศอาเซียนให้แก่  Brother Group รวมทั้งยังมีพนักงานมากที่สุดกว่า 130 คน ทำให้ บริษัท บราเดอร์ คอมเมอร์เชี่ยล (ประเทศไทย) จำกัด ​ผู้ดูแลงานด้านการขายและการตลาด (Sales &#38; Marketing Company) ผลิตภัณฑ์บราเดอร์ในประเทศไทย จึงให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่องตลอดเกือบ 30 ปี และสอดคล้องกับนโยบายของกรุ้ป ที่ขับเคลื่อนมาเกินกว่า 100 ปี ทั้งนี้ บราเดอร์ ขับเคลื่อนความยั่งยืนตามกรอบ ESG  ทั้งการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม (Environment) สังคม (Social) และธรรมาภิบาลในธุรกิจ (Governance) ด้วยความเชื่อมั่นว่าการเติบโตที่แข็งแกร่งและยั่งยืนในยุคปัจจุบัน เกิดจากความสมดุลระหว่างเทคโนโลยี ศักยภาพของบุคลากร รวมถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม รวมทั้ง​การขับเคลื่อนพันธสัญญาสากล หรือ  The Brother Group Global Charter เพื่อสะท้อนค่านิยมหรือ Core Value สำคัญขององค์กร ซึ่งได้​​ปรับให้สอดคล้องกับบริบทในแต่ละประเทศ​ ภายใต้ 3 แกนหลักสำคัญ ได้แก่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/brother-thailand-sustainability-target/">บราเดอร์ ประเทศไทย ร่วมขับเคลื่อน Global Charter เร่งเป้า​ &#8216;ความยั่งยืน&#8217; 2030 ลดใช้พลาสติกใหม่ 25% ลดคาร์บอนจาก​กระบวนการผลิต 65%</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ในฐานะประเทศที่ทำยอดขายสูงสุดในกลุ่มประเทศอาเซียนให้แก่  <strong>Brother Group</strong> รวมทั้งยังมีพนักงานมากที่สุดกว่า 130 คน ทำให้ <strong>บริษัท บราเดอร์ คอมเมอร์เชี่ยล (ประเทศไทย) จำกัด</strong> ​ผู้ดูแลงานด้านการขายและการตลาด (Sales &amp; Marketing Company) ผลิตภัณฑ์บราเดอร์ในประเทศไทย จึงให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่องตลอดเกือบ 30 ปี และสอดคล้องกับนโยบายของกรุ้ป ที่ขับเคลื่อนมาเกินกว่า 100 ปี</p>
<p><span id="more-43003"></span></p>
<p>ทั้งนี้ บราเดอร์ ขับเคลื่อนความยั่งยืนตามกรอบ ESG  ทั้งการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม (Environment) สังคม (Social) และธรรมาภิบาลในธุรกิจ (Governance) ด้วยความเชื่อมั่นว่าการเติบโตที่แข็งแกร่งและยั่งยืนในยุคปัจจุบัน เกิดจากความสมดุลระหว่างเทคโนโลยี ศักยภาพของบุคลากร รวมถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม</p>
<p>รวมทั้ง​การขับเคลื่อนพันธสัญญาสากล หรือ  <strong>The Brother Group Global Charter</strong> เพื่อสะท้อนค่านิยมหรือ Core Value สำคัญขององค์กร ซึ่งได้​​ปรับให้สอดคล้องกับบริบทในแต่ละประเทศ​ ภายใต้ 3 แกนหลักสำคัญ ได้แก่ <strong>Group Management, Group Growth และ Stakeholders </strong>เพื่อเป็นแนวทางการตัดสินใจและการดำเนินงานของพนักงานทุกคนทั่วโลก และสามาร​ถส่งมอบคุณค่าจากธุรกิจให้ 6 Pillars สำคัญทั้งการเติบโตขององค์กร บุคลากร พันธมิตรทางธุรกิจ ผู้ถือหุ้น ชุมชน และสิ่งแวดล้อมได้อย่างครอบคลุม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43008 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/Brother3.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณพรภัค อุไพศิลป์สถาพร ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายการเงินและบริหาร บริษัท บราเดอร์ คอมเมอร์เชี่ยล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า</strong> บราเดอร์เชื่อมั่นว่าการเติบโตที่แข็งแกร่งและยั่งยืนในยุคปัจจุบัน เกิดจากความสมดุลระหว่างเทคโนโลยี ศักยภาพของบุคลากร รวมถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม จึง​มุ่ง​เตรียมความพร้อมองค์กรให้มีความคล่องตัวพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงและความเสี่ยงในระยะยาว และการขับเคลื่อน <strong>&#8216;ความยั่งยืน&#8217;</strong> ให้เป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินธุรกิจ และผสานในทุกกระบวนการธุรกิจ ตั้งแต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การบริหารทรัพยากร ไปจนถึงการจัดกิจกรรมเพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์และส่งเสริมการขายต่างๆ ที่สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกและคุณค่าร่วมให้แก่สังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อสามารถสร้างการเติบโตระยะยาว ควบคู่ไปกับการดูแลโลกและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนไปพร้อมกัน</p>
<p>ทั้งนี้ Brother Group ได้วาง Global Target เพื่อให้ทั่วโลกร่วมกันขับเคลื่อนสู่เป้าหมายทั้งระยะกลาง (Mid-term Plan) ในปี 2030 รวมทั้งระยะยาวในปี 2050 ผ่าน 3 มิติสำคัญ ทั้งด้าน<strong>การลดคาร์บอนในการดำเนินธุรกิจ </strong>(Carbon Emission Reduction) <strong>การลดใช้ทรัพยากรและส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน</strong> (Resource Circulation) และ <strong>การส่งเสริมการอนุรักษ์ธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ</strong> (Biodiversity Conservation) โดยตั้งเป้าหมายที่ต้องบรรลุได้ในแต่ละมิติ ประกอบด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43004 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/Brother-Sustainable.jpg" alt="" width="1200" height="832" /></p>
<p><strong>Carbon Emission Reduction :</strong> ตั้งเป้าการลดคาร์บอนในกระบวนการผลิต (สโคป 1,2)  65% และภายในห่วงโซ่ (สโคป 3) 28.5% จากฐานในปี 2022  และสามารถบรรลุ Carbon Neutrality จากสโคป 1,2 ภายในปี 2050</p>
<p><strong>Resource Circulation :</strong> ตั้งเป้าลดการใช้พลาสติกใหม่ (Virgin Plastic) ในกระบวนการผลิตลง 25% โดยเฉพาะการพัฒนาไลน์ผลิตกลุ่มพริ้นเตอร์และสแกนเนอร์ในรุ่นใหม่ ให้ใช้ปริมาณพลาสติกลดลง 17% โดยที่ยังสามารถรักษาคุณภาพและฟังก์ชันการทำงานไว้ได้อย่างมีประสิทธิทภพ ทำให้ผลิตภัณฑ์กลุ่มใหญ่ของพอร์ตราว 80% มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพิ่มมากขึ้น</p>
<p>ทั้งนี้ ​ทางบริษัทแม่ยังมีความสนใจ​แนวคิดในการส่งเสริมกระบวนการรีไซเคิลแบบ Closed Loop จากการเก็บกลับผลิตภัณฑ์หลังการใช้งานของผู้บริโภค เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการผลิตให้กลับมาเป็นผลิตภัณฑ์ชิ้นใหม่ได้อีกครั้ง แต่จำเป็นต้องศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมทั้งศักยภาพและความคุ้มทุนในกระบวนการผลิต รวมทั้งทัศนคติและความพร้อมในการจ่ายของผู้บริโภค เป็นต้น</p>
<p><strong>Biodiversity Conservation : </strong>ตั้งเป้าลดผลกระทบจากการดำเนินธุรกิจที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพ โดยมีเป้าหมายระยะยาวในการมีส่วนช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศและความหลากหลายให้กลับมามีความอุดมสมบูรณ์ (Net Positive) ภายในปี 2050</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43005 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/Brother1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>คุณพรภัค กล่าวเพิ่มเติมว่า บราเดอร์ทั่วโลกให้ความสำคัญในการร่วมขับเคลื่อนเพื่อบรรลุเป้าหมายทั้ง 3 มิติ ที่บริษัทแม่ได้วางไว้ โดยบราเดอร์ ประเทศไทย ในฐานะ Sales Company ที่ดูแลงานด้านการขายและการตลาด ได้มุ่งส่งเสริมการลด​ขยะพลาสติก และลดการใช้พลังงานภายในออฟฟิศ รวมทั้งการจัดกิจกรรมเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมในรูปแบบต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการมุ่งสื่อสารเพื่อสร้างการรับรู้และเพิ่มการมีส่วนร่วมจากลูกค้าและประชาชนทั่วไป <span data-offset-key="3a28c-0-0"> เพื่อสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายของบราเดอร์ทั่วโลก ผ่านภารกิจต่างๆ อาทิ</span></p>
<div class="" data-block="true" data-editor="bu0bh" data-offset-key="48f0t-0-0">
<div class="_1mf _1mj" data-offset-key="48f0t-0-0"><span data-offset-key="48f0t-0-0">&#8211; การทำกิจกรรมปลูกป่าโกงกาง เพื่อเพิ่มการดูดซับคาร์บอน รวมทั้งสนับสนุนรายให้แก่ชุมชนในพื้นที่ เพื่อสร้างแนวร่วมการมีส่วนช่วยดูแลป่า ซึ่งแนวทางดังกล่าวได้ช่วยเพิ่มอัตรารอดให้ป่าเพิ่มขึ้นได้กว่า 80% </span></div>
</div>
<div class="" data-block="true" data-editor="bu0bh" data-offset-key="5bu6d-0-0">
<div class="_1mf _1mj" data-offset-key="5bu6d-0-0"><span data-offset-key="5bu6d-0-0"> </span></div>
</div>
<div class="" data-block="true" data-editor="bu0bh" data-offset-key="6m5eq-0-0">
<div class="_1mf _1mj" data-offset-key="6m5eq-0-0"><span data-offset-key="6m5eq-0-0">&#8211; กิจกรรม &#8216;Brother Beat Cancer Run&#8217; เพื่อส่งเสริมสุขภาพคนไทย พร้อมนำเงินบริจาคจากโครงการสนับสนุนองค์กรเพื่อสังคมต่างๆ</span></div>
</div>
<div class="" data-block="true" data-editor="bu0bh" data-offset-key="4f7f4-0-0">
<div class="_1mf _1mj" data-offset-key="4f7f4-0-0"><span data-offset-key="4f7f4-0-0"> </span></div>
</div>
<div class="" data-block="true" data-editor="bu0bh" data-offset-key="bcmst-0-0">
<div class="_1mf _1mj" data-offset-key="bcmst-0-0"><span data-offset-key="bcmst-0-0">&#8211; รวมทั้งการรับคืนตลับหมึกใช้แล้วจากผู้บริโภคเพื่อนำไปทำลายอย่างถูกต้อง เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมมอบเงินบริจาคตลับละ 1 บาท เพื่อนำไปสนับสนุนการทำประโยชน์เพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง </span></div>
</div>
<div class="" data-block="true" data-editor="bu0bh" data-offset-key="f0hir-0-0">
<div class="_1mf _1mj" data-offset-key="f0hir-0-0"><span data-offset-key="f0hir-0-0"> </span></div>
</div>
<div class="" data-block="true" data-editor="bu0bh" data-offset-key="1alq8-0-0">
<div class="_1mf _1mj" data-offset-key="1alq8-0-0"><span data-offset-key="1alq8-0-0">&#8211; การนำขวดและฝาพลาสติกจากพนักงาน นำส่งไป​แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น ไม้แขวนเสื้อ ก่อนส่งมอบให้โรงพยาบาลต่างๆ </span></div>
</div>
<div class="" data-block="true" data-editor="bu0bh" data-offset-key="1dl40-0-0">
<div class="_1mf _1mj" data-offset-key="1dl40-0-0"><span data-offset-key="1dl40-0-0"> </span></div>
</div>
<div class="" data-block="true" data-editor="bu0bh" data-offset-key="ai9oh-0-0">
<div class="_1mf _1mj" data-offset-key="ai9oh-0-0"><span data-offset-key="ai9oh-0-0">&#8211; การสนับสนุนชุมชนในหลากหลายรูปแบบ อาทิ การปรับปรุงระบบไฟฟ้าและโรงอาหารของโรงเรียนวัดคลองโคน การมอบอุปกรณ์การศึกษา รวมถึงการสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นผ่านการเปิดพื้นที่จำหน่ายสินค้าในกิจกรรมขององค์กร</span></div>
<div data-offset-key="ai9oh-0-0"></div>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43006 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/S__16744486_0.jpg" alt="" width="1200" height="883" /></p>
<div class="" data-block="true" data-editor="bu0bh" data-offset-key="es0nl-0-0"></div>
<p>นอกจากนี้  <strong>บราเดอร์ คอมเมอร์เชี่ยล (ประเทศไทย) </strong>ยังให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนความยั่งยืนภายในองค์กร ทั้งการได้รับรองมาตรฐาน ISO 14001 เพื่อรับรองธุรกิจที่มีกระบวนการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการได้รับรองมาตรฐาน Green Office ทั้งการบริหารจัดการประสิทธิภาพในการใช้พลังงานไฟฟ้า น้ำ และน้ำมันเชื้อเพลิง รวมทั้งการลดขยะ และลดการปล่อนก๊าซเรือนกระจกภายในองค์กร โดยอยู่ระหว่างการ​รยกระดับมาตรฐานจากระดับ Gold ไปสู่ระดับ Platinum ในการประเมินอีกราว 2-3 ปีข้างหน้า</p>
<p><em>&#8220;การขับเคลื่อนความยั่งยืน เป็นส่วนสำคัญในการสร้างการรับรู้ที่ดีต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นที่มีต่อแบรนด์ ทั้งจากการสื่อสารขององค์กร รวมทั้งการจัดกิจกรรมต่างๆ ที่เพิ่มการมีส่วนร่วมจากคนภายนอก รวมทั้งการสะท้อนผ่านยอดขายที่เติบโตได้ต่อเนื่องทุกปีราว 4-5% แม้ภาพรวมตลาดการพิมพ์จะหดตัวลง โดยบราเดอร์ ประเทศไทย ยังสามารถทำยอดขายได้สูงที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน จากการตอบรับที่ดีของลูกค้า โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ตระหนักต่อแบรนด์ที่คำนึงถึงสังคมและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งอานิสสงส์จากดีมานด์ที่เพิ่มขึ้นในตลาดทั้งจากภาครัฐ เอกชน รวมทั้งองค์กรต่างๆ ที่มองหาผลิตภัณฑ์ที่มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง&#8221;</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/brother-thailand-sustainability-target/">บราเดอร์ ประเทศไทย ร่วมขับเคลื่อน Global Charter เร่งเป้า​ &#8216;ความยั่งยืน&#8217; 2030 ลดใช้พลาสติกใหม่ 25% ลดคาร์บอนจาก​กระบวนการผลิต 65%</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;Logistics Decarbonization&#8217; ลดคาร์บอน ลดต้นทุน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน พร้อม 5 Framework ช่วย SME เริ่มลดคาร์บอนได้ทันที</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/07/logsys-logistics-decarbonization/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 06 Jul 2026 11:37:55 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Emission]]></category>
		<category><![CDATA[Energy Transition]]></category>
		<category><![CDATA[Green Logistics]]></category>
		<category><![CDATA[Logistics Decarbonization]]></category>
		<category><![CDATA[LogSys]]></category>
		<category><![CDATA[Low Carbon]]></category>
		<category><![CDATA[Transportation]]></category>
		<category><![CDATA[กลยุทธ์]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[การขนส่ง]]></category>
		<category><![CDATA[การขนส่งและโลจิสติก]]></category>
		<category><![CDATA[การแข่งขัน]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนต่ำ]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานสะอาด]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.จรรยา ชาญชัยชูจิต]]></category>
		<category><![CDATA[ลดคาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[ลดต้นทุน]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์การจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนอย่างยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[สโคป3]]></category>
		<category><![CDATA[เปลี่ยนผ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[โลจิสติก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42919</guid>

					<description><![CDATA[<p>ช่วงหลายปีที่ผ่านมา ภาคการขนส่งและโลจิสติกส์มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ยิ่งการค้า การลงทุน และการส่งออกเติบโตมากเท่าไร ความต้องการขนส่งสินค้าก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย แต่การเติบโตดังกล่าวก็มาพร้อมกับการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สูงขึ้น ภาคการขนส่งจึงกลายเป็นหนึ่งในภาคเศรษฐกิจที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงเป็นอันดับสองของประเทศ รองจากภาคพลังงาน อย่างไรก็ตาม ความสำคัญของการลดคาร์บอนในภาคโลจิสติกส์ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของผู้ประกอบการขนส่งเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อทุกภาคธุรกิจ เนื่องจากการขนส่งเป็นกิจกรรมที่เชื่อมโยงอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของแทบทุกอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นภาคการผลิต ค้าปลีก เกษตร อาหาร อุตสาหกรรม หรือ E Commerce การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการขนส่งจึงช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน Scope 3 หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งกำลังเป็นข้อกำหนดสำคัญของตลาดโลก ลูกค้า และนักลงทุน ภายใต้เวทีเสวนา &#8220;ThaiCBN Alliance: Driving the Future of Green Logistics&#8221; ในงาน EARTH JUMP 2026 ซึ่งจัดโดยเครือข่ายธุรกิจเพื่อการจัดการสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย (Thai CBN Alliance)  รศ.ดร.จรรยา ชาญชัยชูจิต ผู้อำนวยการศูนย์การจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนอย่างยั่งยืน (LogSys) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  ร่วมสะท้อนมุมมองที่น่าสนใจว่า การลดคาร์บอนจากภาคการขนส่งและโลจิสติกส์ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดความสามารถในการแข่งขันขององค์กรและประเทศในอนาคต &#8220;ในอดีตผู้ประกอบการให้ความสำคัญกับ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/logsys-logistics-decarbonization/">&#8216;Logistics Decarbonization&#8217; ลดคาร์บอน ลดต้นทุน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน พร้อม 5 Framework ช่วย SME เริ่มลดคาร์บอนได้ทันที</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ช่วงหลายปีที่ผ่านมา ภาคการขนส่งและโลจิสติกส์มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ยิ่งการค้า การลงทุน และการส่งออกเติบโตมากเท่าไร ความต้องการขนส่งสินค้าก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย</p>
<p><span id="more-42919"></span></p>
<p>แต่การเติบโตดังกล่าวก็มาพร้อมกับการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สูงขึ้น ภาคการขนส่งจึงกลายเป็นหนึ่งในภาคเศรษฐกิจที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงเป็นอันดับสองของประเทศ รองจากภาคพลังงาน</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ความสำคัญของการลดคาร์บอนในภาคโลจิสติกส์ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของผู้ประกอบการขนส่งเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อทุกภาคธุรกิจ เนื่องจากการขนส่งเป็นกิจกรรมที่เชื่อมโยงอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของแทบทุกอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นภาคการผลิต ค้าปลีก เกษตร อาหาร อุตสาหกรรม หรือ E Commerce</p>
<p>การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการขนส่งจึงช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน Scope 3 หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งกำลังเป็นข้อกำหนดสำคัญของตลาดโลก ลูกค้า และนักลงทุน</p>
<p>ภายใต้เวทีเสวนา <strong>&#8220;ThaiCBN Alliance: Driving the Future of Green Logistics&#8221;</strong> ในงาน <strong>EARTH JUMP 2026</strong> ซึ่งจัดโดยเครือข่ายธุรกิจเพื่อการจัดการสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย (Thai CBN Alliance)  <strong>รศ.ดร.จรรยา ชาญชัยชูจิต</strong> ผู้อำนวยการศูนย์การจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนอย่างยั่งยืน (LogSys) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  ร่วมสะท้อนมุมมองที่น่าสนใจว่า <em><strong>การลดคาร์บอนจากภาคการขนส่งและโลจิสติกส์ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดความสามารถในการแข่งขันขององค์กรและประเทศในอนาคต</strong></em></p>
<p><em>&#8220;ในอดีตผู้ประกอบการให้ความสำคัญกับ &#8216;ต้นทุนด้านโลจิสติกส์&#8217; เป็นหลัก แต่ในปัจจุบัน ความสามารถในการแข่งขันขององค์กรไม่ได้วัดจากต้นทุนเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป หากยังรวมถึงความสามารถในการลดการใช้พลังงาน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การเปิดเผยข้อมูลคาร์บอนตามมาตรฐานสากล และการปรับตัวต่อกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้นทั่วโลก ดังนั้น Logistics Decarbonization จึงไม่ใช่เพียงกลยุทธ์ด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในระยะยาว&#8221;</em></p>
<p>อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาบนเวที คือ ความเข้าใจที่ว่าการทำ Green Logistics ต้องเริ่มจากการเปลี่ยนรถบรรทุกเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งในความเป็นจริง การเปลี่ยนยานพาหนะเป็นเพียงหนึ่งในเครื่องมือของการลดคาร์บอน และมักเป็นขั้นตอนท้ายของการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบโลจิสติกส์คาร์บอนต่ำ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42921 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/pix2.png" alt="" width="800" height="800" /></p>
<p><strong>5 Logistics Decarbonization Framework: </strong><strong>จุดเริ่มต้นของโลจิสติกส์คาร์บอนต่ำ</strong></p>
<p>รศ.ดร.จรรยา ชาญชัยชูจิต ได้นำเสนอกรอบแนวคิดสำหรับการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบโลจิสติกส์คาร์บอนต่ำ โดยชี้ให้เห็นว่า การลดคาร์บอนไม่ใช่การดำเนินการเพียงมาตรการใดมาตรการหนึ่ง แต่เป็นการพัฒนาอย่างเป็นลำดับขั้น เริ่มจากการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบที่มีอยู่ ก่อนก้าวไปสู่การลงทุนด้านเทคโนโลยีและพลังงานสะอาดในระยะยาว</p>
<p><strong>Framework </strong><strong>ที่ </strong><strong>1: Operational Efficiency – </strong><strong>เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน</strong></p>
<p>จุดเริ่มต้นที่ทุกองค์กรสามารถดำเนินการได้ทันที คือการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน เช่น การวางแผนเส้นทางขนส่ง (Route Optimization) การรวมเที่ยวขนส่ง (Load Consolidation) การเพิ่มอัตราการบรรทุก (Load Factor) และการลดเที่ยววิ่งรถเปล่า (Empty Running) แนวทางเหล่านี้ช่วยลดระยะทางการเดินรถ ลดการใช้เชื้อเพลิง ลดต้นทุน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้พร้อมกัน โดยแทบไม่ต้องลงทุนเพิ่มเติม จึงถือเป็น &#8216;Quick Win&#8217; สำหรับองค์กรที่ต้องการเริ่มต้นลดคาร์บอน</p>
<p><strong>Framework </strong><strong>ที่ </strong><strong>2: Network Optimization – </strong><strong>ออกแบบเครือข่ายโลจิสติกส์ให้มีประสิทธิภาพ</strong></p>
<p>กเมื่อการดำเนินงานภายในมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขั้นต่อไปคือการทบทวนและออกแบบเครือข่ายโลจิสติกส์ใหม่ ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งคลังสินค้า ศูนย์กระจายสินค้า จุดรวบรวมสินค้า หรือเส้นทางการกระจายสินค้า การปรับโครงสร้างเครือข่ายให้เหมาะสมสามารถลดระยะทางการขนส่ง ลดเวลา และลดต้นทุนได้อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาพรวมของห่วงโซ่อุปทาน</p>
<p><strong>Framework </strong><strong>ที่ </strong><strong>3: Energy Efficiency – </strong><strong>เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน</strong></p>
<p>อีกหนึ่งแนวทางที่สร้างผลลัพธ์ได้อย่างรวดเร็ว คือการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ผ่านการขับขี่แบบประหยัดพลังงาน (Eco Driving) การบำรุงรักษายานพาหนะอย่างเหมาะสม การตรวจสอบแรงดันลมยาง การเลือกใช้อุปกรณ์ที่ช่วยประหยัดพลังงาน รวมถึงการใช้ระบบ Telematics และระบบวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อติดตามการใช้เชื้อเพลิง แนวทางนี้ช่วยลดการใช้พลังงานต่อหน่วยการขนส่ง และช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานในระยะยาว</p>
<p><strong>Framework </strong><strong>ที่ </strong><strong>4: Modal Shift – </strong><strong>เปลี่ยนรูปแบบการขนส่ง</strong></p>
<p>เมื่อองค์กรมีความพร้อมมากขึ้น จึงสามารถพิจารณาการเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งไปสู่รูปแบบที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำกว่า เช่น การขนส่งทางราง การขนส่งทางน้ำ หรือการขนส่งหลายรูปแบบ (Multimodal Transport) ในเส้นทางที่เหมาะสม แม้แนวทางนี้จะต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานและความร่วมมือจากหลายภาคส่วน แต่ถือเป็นมาตรการสำคัญในการลดการปล่อยคาร์บอนของระบบโลจิสติกส์ในระดับประเทศ</p>
<p><strong>Framework </strong><strong>ที่ </strong><strong>5: Clean Energy Transition – </strong><strong>เปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด</strong></p>
<p>ขั้นสุดท้าย คือการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ไม่ว่าจะเป็นรถบรรทุกไฟฟ้า (EV) รถพลังงานไฮโดรเจน เชื้อเพลิงชีวภาพ เช่น ไบโอดีเซล หรือพลังงานทางเลือกอื่น ๆ รศ.ดร.จรรยา เน้นย้ำว่า การลงทุนในเทคโนโลยีสะอาดควรเป็นการต่อยอดจากการดำเนินการใน 4 Framework แรก เพื่อให้องค์กรสามารถใช้ทรัพยากรได้อย่างคุ้มค่า และได้รับผลลัพธ์ด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมสูงสุด</p>
<p><strong>รศ.ดร.จรรยา ชาญชัยชูจิต</strong> กล่าวเพิ่มเติมว่า หลายองค์กร โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SME มักเข้าใจว่าการทำ Green Logistics จำเป็นต้องเริ่มจากการลงทุนเปลี่ยนรถเป็น EV ทั้งหมด แต่ในความเป็นจริง การดำเนินการตาม Framework ที่ 1–3 สามารถช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ ลดการใช้พลังงาน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนสูง พร้อมทั้งสร้างความพร้อมให้องค์กรก้าวสู่การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานสะอาดในอนาคต</p>
<p>นอกจากการดำเนินมาตรการลดคาร์บอนแล้ว การบริหารจัดการคาร์บอนที่มีประสิทธิภาพยังต้องเริ่มจาก การวัดผลที่ถูกต้อง องค์กรควรคำนวณและติดตามการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามมาตรฐานสากล เช่น ISO 14083 และ GLEC Framework เพื่อให้ข้อมูลคาร์บอนมีความน่าเชื่อถือ สามารถใช้ประกอบการตัดสินใจ วางกลยุทธ์ ตอบสนองต่อข้อกำหนดของลูกค้าและคู่ค้า รวมถึงรองรับการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนที่กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของการค้าโลก</p>
<p>ท้ายที่สุด รศ.ดร.จรรยา ชาญชัยชูจิต เน้นย้ำว่า การขับเคลื่อน Logistics Decarbonization จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากองค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือของผู้ส่งสินค้า ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ ผู้ขนส่ง ภาครัฐ สถาบันวิชาการ และผู้พัฒนาเทคโนโลยี เพื่อร่วมกันสร้างระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และปล่อยคาร์บอนต่ำตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน</p>
<p><em><strong>&#8220;Logistics Decarbonization </strong><strong>ไม่ใช่เพียงการลดคาร์บอน แต่คือการสร้างระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว การเปลี่ยนผ่านจึงไม่ได้เริ่มต้นจากการซื้อรถ </strong><strong>EV </strong><strong>แต่เริ่มต้นจากการบริหารจัดการที่ดี การวัดผลที่ถูกต้อง และความร่วมมือของทุกภาคส่วน&#8221;</strong></em></p>
<p>ในโลกที่กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม ความคาดหวังของลูกค้า และการแข่งขันทางการค้ากำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว องค์กรที่สามารถลดคาร์บอนได้ดี มักเป็นองค์กรเดียวกับที่บริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น<strong> Logistics Decarbonization</strong> จึงไม่ใช่ต้นทุนใหม่ของธุรกิจ แต่คือการลงทุนเพื่ออนาคต ที่ช่วย ลดคาร์บอน ลดต้นทุน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ไปพร้อมกัน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/logsys-logistics-decarbonization/">&#8216;Logistics Decarbonization&#8217; ลดคาร์บอน ลดต้นทุน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน พร้อม 5 Framework ช่วย SME เริ่มลดคาร์บอนได้ทันที</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Coway เดินหน้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 50% ภายในปี 2576 ตอกย้ำพันธกิจด้านความยั่งยืน จัดกิจกรรมมอบต้นไม้ 330 ต้น เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/06/coway-decarbonization-action/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 18 Jun 2026 05:58:13 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[COWAY]]></category>
		<category><![CDATA[decarbonization]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ลดคาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[โคเวย์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42482</guid>

					<description><![CDATA[<p>โคเวย์ (COWAY) แบรนด์เครื่องกรองน้ำและเครื่องฟอกอากาศอันดับหนึ่งจากประเทศเกาหลีใต้ เดินหน้าสานต่อพันธกิจด้านความยั่งยืนและการดูแลสิ่งแวดล้อม ภายใต้เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 50% ภายในปี 2576 เมื่อเทียบกับปี 2566 พร้อมส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนและการดำเนินงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้จัดกิจกรรมเนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก (World Environment Day) มอบต้นไม้จำนวน 330 ต้น ให้แก่พนักงานและผู้ใช้อาคาร RASA 2 เพื่อร่วมสร้างพื้นที่สีเขียวและส่งเสริมการมีส่วนร่วมด้านสิ่งแวดล้อมในชีวิตประจำวัน ภายใต้แนวคิด “ดูแลโลกเหมือนที่โคเวย์ดูแลคุณ” กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้น ณ บริเวณล็อบบี้ อาคาร RASA 2 โดยมีผู้บริหารและพนักงานของ Coway ร่วมมอบต้นไม้จำนวน 330 ต้น ให้แก่พนักงานและผู้ใช้อาคาร เพื่อส่งเสริมการสร้างพื้นที่สีเขียวและกระตุ้นให้เกิดการมีส่วนร่วมด้านสิ่งแวดล้อม ภายในงานนอกจากการจัดกิจกรรมแจกต้นไม้ ยังมีการบันทึกภาพบรรยากาศและกิจกรรมประชาสัมพันธ์ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ Coway ในการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน สำหรับ Coway การดูแลคุณภาพชีวิตของผู้คนไม่ได้หมายถึงเพียงการพัฒนานวัตกรรมเพื่อสุขภาพเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการดูแลสิ่งแวดล้อมและสังคมควบคู่กันไป โดยบริษัทมุ่งดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ผ่านการลดผลกระทบจากการดำเนินงาน การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และการสนับสนุนเป้าหมายด้านความยั่งยืนขององค์กร ขณะเดียวกัน Coway ยังเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกสามารถเริ่มต้นได้จากการลงมือทำในเรื่องใกล้ตัว นอกเหนือจากการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมในประเทศต่าง ๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/coway-decarbonization-action/">Coway เดินหน้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 50% ภายในปี 2576 ตอกย้ำพันธกิจด้านความยั่งยืน จัดกิจกรรมมอบต้นไม้ 330 ต้น เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>โคเวย์ (COWAY)</strong> แบรนด์เครื่องกรองน้ำและเครื่องฟอกอากาศอันดับหนึ่งจากประเทศเกาหลีใต้ เดินหน้าสานต่อพันธกิจด้านความยั่งยืนและการดูแลสิ่งแวดล้อม ภายใต้เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 50% ภายในปี 2576 เมื่อเทียบกับปี 2566</p>
<p><span id="more-42482"></span></p>
<p>พร้อมส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนและการดำเนินงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้จัดกิจกรรมเนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก (World Environment Day) มอบต้นไม้จำนวน 330 ต้น ให้แก่พนักงานและผู้ใช้อาคาร RASA 2 เพื่อร่วมสร้างพื้นที่สีเขียวและส่งเสริมการมีส่วนร่วมด้านสิ่งแวดล้อมในชีวิตประจำวัน ภายใต้แนวคิด “ดูแลโลกเหมือนที่โคเวย์ดูแลคุณ”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42485 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/Coway3.jpg" alt="" width="1200" height="901" /><br />
กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้น ณ บริเวณล็อบบี้ อาคาร RASA 2 โดยมีผู้บริหารและพนักงานของ Coway ร่วมมอบต้นไม้จำนวน 330 ต้น ให้แก่พนักงานและผู้ใช้อาคาร เพื่อส่งเสริมการสร้างพื้นที่สีเขียวและกระตุ้นให้เกิดการมีส่วนร่วมด้านสิ่งแวดล้อม ภายในงานนอกจากการจัดกิจกรรมแจกต้นไม้ ยังมีการบันทึกภาพบรรยากาศและกิจกรรมประชาสัมพันธ์ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ Coway ในการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน</p>
<p>สำหรับ<strong> Coway</strong> การดูแลคุณภาพชีวิตของผู้คนไม่ได้หมายถึงเพียงการพัฒนานวัตกรรมเพื่อสุขภาพเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการดูแลสิ่งแวดล้อมและสังคมควบคู่กันไป โดยบริษัทมุ่งดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ผ่านการลดผลกระทบจากการดำเนินงาน การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และการสนับสนุนเป้าหมายด้านความยั่งยืนขององค์กร ขณะเดียวกัน Coway ยังเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกสามารถเริ่มต้นได้จากการลงมือทำในเรื่องใกล้ตัว<br />
นอกเหนือจากการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกแล้ว Coway ยังเดินหน้าขับเคลื่อนเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมในระดับองค์กรอย่างต่อเนื่อง ผ่านการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน การลงทุนในระบบพลังงานแสงอาทิตย์ และการยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงานในกระบวนการดำเนินงาน เพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว สะท้อนความมุ่งมั่นในการสร้างการเติบโตทางธุรกิจควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42484 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/Coway2.jpg" alt="" width="1200" height="901" /></p>
<p>กิจกรรมในครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการร่วมเฉลิมฉลองวันสิ่งแวดล้อมโลกเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ Coway ในการร่วมสร้างสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น ผ่านการส่งเสริมแนวคิดด้านความยั่งยืนและการมีส่วนร่วมของผู้คนในสังคม พร้อมตอกย้ำการเดินหน้าสู่การเป็น “Best Life Solution Company” ที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตในบ้านให้กับคนไทยอย่างรอบด้าน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/coway-decarbonization-action/">Coway เดินหน้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 50% ภายในปี 2576 ตอกย้ำพันธกิจด้านความยั่งยืน จัดกิจกรรมมอบต้นไม้ 330 ต้น เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ทำความรู้จัก ระบบ &#8216;ETS&#8217; เมื่อการปล่อย คาร์บอน มีต้นทุน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/05/emissions-trading-system/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 13 May 2026 13:37:49 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Carbonfootprint]]></category>
		<category><![CDATA[decarbonization]]></category>
		<category><![CDATA[EmissionsTradingSystem]]></category>
		<category><![CDATA[ETS]]></category>
		<category><![CDATA[GHG]]></category>
		<category><![CDATA[LowCarbon]]></category>
		<category><![CDATA[NetZero2050]]></category>
		<category><![CDATA[Reduction]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Transition]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนฟุตพริ้นท์]]></category>
		<category><![CDATA[ต้นทุน]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ลดคาร์บอน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=41737</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#8216;ETS&#8217; หรือ Emissions Trading System​ คือ ระบบ ซื้อ-ขาย สิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก GHG ถือเป็นหนึ่งกลไกในการ​ขับเคลื่อน​สู่เป้าหมาย NetZero2050 ภาครัฐ โด​ยหน่วยงาน​กำกับดูแล จะกำหนดสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมทั้งหมด (Free Allowance) ภายในประเทศ พร้อมกำหนด เพดาน การปล่อยสูงสุด (Cap)​ ตามขอบเขตอุตสาหกรรมเป้าหมาย และมีการปรับลดเพดานลงอย่างต่อเนื่อง องค์กรที่มีปริมาณปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกินเพดานที่กำหนด ​สามารถซื้อสิทธิ์การปล่อย (Allowance) จากผู้ที่ปล่อยต่ำกว่าเพดาน หรือจากการประมูล เพื่อหลีกเลี่ยงค่าปรับจากส่วนต่างที่เกิดขึ้น ศึกษา​ต้นแบบ EU ETS สหภาพยุโรป (EU) ถือเป็น​ผู้บุกเบิกระบบ ETS ของโลก ​เริ่มนำมาใช้ตั้งแต่ปี 2005 และนับว่าเป็นระบบที่มีขนาดใหญ่และซับซ้อนที่สุดในโลก ​โดยครอบคลุมในภาคพลังงานไฟฟ้า อุตสาหกรรมหนัก เช่น เหล็ก ปูนซีเมนต์ เคมีภัณฑ์ และการบินภายเขตเศรษฐกิจยุโรป (EEA) ปัจจุบันดำเนินการอยู่ในระยะที่​ 4 ครอบคลุมสถานประกอบการกว่า 11,000 แห่ง ใน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/emissions-trading-system/">ทำความรู้จัก ระบบ &#8216;ETS&#8217; เมื่อการปล่อย คาร์บอน มีต้นทุน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>&#8216;ETS&#8217;</strong> หรือ Emissions Trading System​ คือ ระบบ ซื้อ-ขาย สิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">GHG</span> ถือเป็นหนึ่งกลไกในการ​ขับเคลื่อน​สู่เป้าหมาย <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">NetZero2050</span></p>
<p><span id="more-41737"></span></p>
<div dir="auto">ภาครัฐ โด​ยหน่วยงาน​กำกับดูแล จะกำหนดสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมทั้งหมด (Free Allowance) ภายในประเทศ พร้อมกำหนด <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">เพดาน</span> การปล่อยสูงสุด (<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Cap</span>)​ ตามขอบเขตอุตสาหกรรมเป้าหมาย และมีการปรับลดเพดานลงอย่างต่อเนื่อง</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">องค์กรที่มีปริมาณปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกินเพดานที่กำหนด ​สามารถซื้อสิทธิ์การปล่อย (<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Allowance</span>) จากผู้ที่ปล่อยต่ำกว่าเพดาน หรือจากการประมูล เพื่อหลีกเลี่ยงค่าปรับจากส่วนต่างที่เกิดขึ้น</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto">ศึกษา​ต้นแบบ <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">EU</span> ETS</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto"><span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">สหภาพยุโรป</span> (EU) ถือเป็น​ผู้บุกเบิกระบบ ETS ของโลก ​เริ่มนำมาใช้ตั้งแต่ปี 2005 และนับว่าเป็นระบบที่มีขนาดใหญ่และซับซ้อนที่สุดในโลก ​โดยครอบคลุมในภาคพลังงานไฟฟ้า อุตสาหกรรมหนัก เช่น เหล็ก ปูนซีเมนต์ เคมีภัณฑ์ และการบินภายเขตเศรษฐกิจยุโรป (EEA)</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">ปัจจุบันดำเนินการอยู่ในระยะที่​ 4 ครอบคลุมสถานประกอบการกว่า 11,000 แห่ง ใน 27 ประเทศสมาชิกและประเทศเชื่อมโยง</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto"><strong>เฟส 1 (2005 &#8211; 2007) ระยะทดลอง</strong></div>
<ul>
<li dir="auto">กำหนด Free Allowance เกือบทั้งหมด</li>
<li dir="auto">ข้อมูลการปล่อยยังไม่แม่นยำ Allowance ล้นตลาด ราคาคาร์บอนตกต่ำ</li>
</ul>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"><strong>เฟส 2 (2008 &#8211; 2012) เริ่มใช้งาน</strong></div>
<ul>
<li dir="auto">ครอบคลุมอุตสาหกรรมมากขึ้น เน้น Free Allowance เป็นหลักแต่เข้มงวดขึ้น</li>
<li dir="auto">วิกฤตการเงินโลกทำให้การปล่อยลดลงเกินคาด ราคาผันผวน</li>
</ul>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"><strong>เฟส 3 (2013 &#8211; 2020) รวมศูนย์และเพิ่มการประมูล</strong></div>
<ul>
<li dir="auto">กำหนด Cap ภาพรวมทั้ง EU แทนรายประเทศ เพิ่มระบบการประมูล</li>
<li dir="auto">เริ่มใช้ Market Stability Reserve (MSR) แก้ปัญหา Allowance ล้นตลาด</li>
</ul>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"><strong>เฟส 4 (2021 &#8211; 2030) บังคับใช้จริงจัง</strong></div>
<ul>
<li dir="auto">ลด Cap เร็วขึ้น ลด Free Allowance และเชื่อมโยงกับ CBAM</li>
<li dir="auto">ขยายระบบไปสู่ภาคใหม่ สำหรับกลุ่มอาคารและคมนาคม</li>
</ul>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">บทเรียนสำคัญจากการที่สหภาพยุโรปนำระบบ EU ETS มาใช้ คือ ช่วยให้สามารถกำหนดเป้าหมายในการลด <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">GHG</span> ได้อย่างชัดเจน พร้อมทั้งการออกแบบตลาดคาร์บอนที่โปร่งใส ซึ่งสามารถเชื่อมโยงกับมาตรการทางการค้า ทำให้ระบบมีพลังใน​การขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนพฤติกรรมของ​ภาคอุตสาหกรรมได้อย่างเป็นรูปธรรม</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto">จับตา ETS <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ประเทศไทย</span></div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">ทั้งนี้ ประเทศไทยเองก็มี​​แนวโน้มในการนำระบบ ETS เข้ามาใช้เพื่อเป็นหนึ่งในมาตรการทางเศรษฐกิจเพื่อควบคุมปริมาณการปล่อยกาซเรือนกระจก <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">GHGEmission</span></div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">ดังนั้น การทำความเข้าใจระบบ ETS และเรียนรู้จากโมเดลการดำเนินงานของต่างประเทศ จะช่วยเตรียมความพร้อมให้ประเทศ ทั้งด้านปฏิบัติการ (Operations) การเงิน (Finance) การรายงาน MRV ​(Measurement, Reporting และ Verification) ไปจนถึงการวางกลยุทธ์ในระยะยาวของภาคธุรกิจ</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">อย่างไรก็ตาม การนำระบบ ETS เข้ามาใช้ จะเป็นอีกหนึ่งกลไกในการช่วย​กระตุ้นให้เกิดนวัตกรรมเพื่อนำมาใช้​ลดต้นทุนโดยรวม และศักยภาพในการ​รลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เพิ่มมากขึ้น แต่ขณะเดียวกัน จำเป็นต้องระมัดระวังการออกแบบระบบต่างๆ โดยเฉพาะ <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">MRV</span> ที่ต้องมีความปลอดภัยระดับสูง เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการรั่วไหลทางการผลิต รวมทั้งการจัดสรรสิทธิ์อย่างยุติธรรม</div>
<div dir="auto"></div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"><strong>ผลกระทบ ETS ต่อภาค<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">อุตสาหกรรม</span></strong></div>
<div dir="auto"><strong>1. ต้นทุนการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้นจากราคาคาร์บอน</strong> : สะท้อนผ่านในหลายช่องทาง อาทิ ค่าไฟที่ปรับเพิ่มขึ้น หรือค่าใช้จ่ายในการซื้อสิทธิ์การปล่อย ทำให้โครงสร้างต้นทุนธุรกิจเปลี่ยนไป และอาจกระทบความสามารถในการแข่งขัน หากไม่มีการปรับปรุงประสิทธิภาพด้านการใช้พลังงาน หรือปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิต</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"><strong>2. แรงจูงใจในการลงทุนเพื่อลดการปล่อยคาร์บอน :</strong> กลไก ETS จะทำหน้าที่เป็น ‘สัญญาณราคา’ กระตุ้นให้ภาคธุรกิจพิจารณาการลงทุนเพื่อลดคาร์บอนอย่างจริงจัง ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน การใช้พลังงานหมุนเวียน การปรับปรุงเครื่องจักร หรือนำเทคโนโลยีใหม่ที่ปล่อยคาร์บอนต่ำมาใช้</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"><strong>3. ความเสี่ยงต่อความผันผวนของตลาดคาร์บอน</strong> : ราคาสิทธิ์การปล่อยในระบบ ETS จะถูกกำหนดโดยอุปสงค์และอุปทาน ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงตามนโยบายรัฐ ภาวะเศรษฐกิจหรือปัจจัยทางพลังงาน ทำให้ราคาคาร์บอนมีความผันผวน ธุรกิจที่ไม่มีการวางแผนล่วงหน้า อาจต้องเผชิญความเสี่ยงด้านต้นทุนที่ไม่แน่นอน โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาคาร์บอนปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"><strong>4. โอกาสทางการเงินและการสร้างมูลค่าใหม่ :</strong> บริษัทที่ปรับตัวได้เร็วและมีประสิทธิภาพ และสามารถลดการปล่อน GHG ได้ต่ำกว่าเพดาน จะมีสิทธิส่วนเกินซึ่งสามารถนำไปขายเพื่อเพิ่มรายได้ หรือนำไปชดเชยต้นทุนการดำเนินงาน ประกอบกับ ดีมานด์ในธุรกิจคาร์บอนต่ำที่เพิ่มขึ้น จะสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันและสามารถเข้าถึง Green Finance ได้ง่ายขึ้น</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto"><strong>การเตรียมความพร้อมต่อมาตรการ ETS</strong></div>
<div dir="auto"><strong>1. การประเมินความพร้อมเบื้องต้น</strong> : ทำความเข้าใจภาพรวมการปล่อย GHG องค์กร (CFO) อย่างรอบด้าน ทั้ง 3 ระยะ ผ่านการวัดและการคำนวณตามมาตรฐานเพื่อให้ข้อมูลมีความน่าเชื่อถือ เพื่อประเมินสิทธิ์การปล่อย (Allowance) และวางแผนต้นทุนและกลยุทธ์การดำเนินงาน</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"><strong>2. การพัฒนาระบบ MRV ที่น่าเชื่อถือ มีมาตรฐานและยอมรับได้</strong> : ระบบการวัด การรายงาน และการทวนสอบ เป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินงานในระบบ ETS ที่ต้องถูกต้อง โปร่งใส และตรวจสอบได้ จึงควรมีการลงทุนในการติดตั้งระบบที่น่าเชื่อถือ โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดใหญ่</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"><strong>3. การวางแผนกลยุทธ์ด้านการเงิน</strong> : เพื่อสามารถคำนวณผลกระทบได้ครอบคลุม ทั้งกระแสเงินสด งบกำไรขาดทุน และตุ้นทุนต่อหน่วยการการปล่อยคาร์บอน (Cost Per Ton Co2e) เพื่อมองผลกระทบได้ชัดเจน หรือพิจารณาใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาคาร์บอน</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"><strong>4. การบริหารจัดการด้านการดำเนินงาน</strong> : ในเชิงปฏิบัติ การลด Emission อย่างยั่งยืน ต้องเกิดจากการปรับปรุงกระบวนการผลิตและการใช้พลังงาน เช่น การปรับปรุงเครื่องจักร การใช้ระบบควบคุมอัจฉริยะ หรือการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาดหรือพลังงานหมุนเวียน</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"><strong>5. ความร่วมมือภายในห่วงโซ่อุปทาน</strong> : การเตรียมพร้อม ETS ไม่ควรจำกัดแค่ในองค์กร แค่ควรวางให้เชื่อมโยงกลยุทธ์ระยะยาวเพื่อบรรลุ Net Zero เพื่อตัดสินใจด้านการลงทุน การจัดซื้อ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมทั้งการบริหารจัดการความเสี่ยงจากห่วงโซ่อุปทานได้อย่างสอดคล้องกัน</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"><strong>6. การมีส่วนร่วมกับนโยบายและกลไกสนับสนุน</strong> : โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดใหญ่ ควนเข้าไปมีบทบาทเชิงรุก หรือมีส่วนร่วมด้านการกำหนดนโยบาย เช่น การให้ข้อเสนอแนะต่อหน่วยงานกำกับดูแลในช่วงรับฟังความคิดเห็น เพื่อให้กฎเกณฑ์ที่ออกมาสามารถปฏิบัติได้จริง พร้อมทั้งโอกาสในการเข้าถึงกลไกสนับสนุนจากภาครัฐและภาคการเงิน เพื่อลดต้นทุนและเร่งการเปลี่ยนผ่านได้อย่างมีประสิทธิภาพ</div>
<div dir="auto"></div>
</div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/emissions-trading-system/">ทำความรู้จัก ระบบ &#8216;ETS&#8217; เมื่อการปล่อย คาร์บอน มีต้นทุน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ตลาดหลักทรัพย์ฯ จับมือกรุงศรี หนุน SME วัดคาร์บอน ช่วยเปลี่ยนผ่าน พร้อมเพิ่มโอกาสเข้าถึงเงินทุนเพื่อความยั่งยืน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/02/set-x-krungsri-sustainable-finance/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 25 Feb 2026 09:00:16 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Finance & Invest]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Finance]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Risk]]></category>
		<category><![CDATA[decarbonization]]></category>
		<category><![CDATA[Emission]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[Green Finance]]></category>
		<category><![CDATA[Krungsri ESG Academy]]></category>
		<category><![CDATA[Low Carbon]]></category>
		<category><![CDATA[Scope 3]]></category>
		<category><![CDATA[SETCarbon]]></category>
		<category><![CDATA[SME]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Finance]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Finance Ecosystem]]></category>
		<category><![CDATA[กรุงศรี]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร]]></category>
		<category><![CDATA[ดวงกมล ลิมป์พวงทิพย์]]></category>
		<category><![CDATA[ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารกรุงศรีอยุธยา]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจคาร์บอนต่ำ]]></category>
		<category><![CDATA[ลดคาร์บอน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=40237</guid>

					<description><![CDATA[<p>ตลาดหลักทรัพย์ฯ ผนึกกำลังกรุงศรี เดินหน้าพัฒนา Sustainable Finance Ecosystem โดยใช้ SETCarbon เป็นโซลูชันกลางในการยกระดับข้อมูลด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate) ของภาคธุรกิจ เสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME ให้เข้าถึง Sustainable Finance ความร่วมมือครั้งนี้ เปิดทางให้ลูกค้าธุรกิจของกรุงศรีใช้ระบบ SETCarbon จัดการข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมีมาตรฐาน เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลสำคัญในการพิจารณาเงินทุนเพื่อความยั่งยืน การประเมินความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Risk) และการออกแบบเครื่องมือทางการเงินเพื่อสนับสนุนการลดคาร์บอน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับ กรุงศรี (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)) เดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ไทย สร้างรากฐานการเติบโตสู่ความยั่งยืน ผ่านความร่วมมือในการพัฒนาระบบนิเวศการเงินเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Finance Ecosystem) เริ่มตั้งแต่ต้นน้ำ ด้วยการให้ความรู้ความเข้าใจในการดำเนินงานตามกรอบ ESG ควบคู่กับการสนับสนุนการใช้แพลตฟอร์ม SETCarbon เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการและรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร พร้อมส่งเสริมการจัดทำแผนการเปลี่ยนผ่าน (Transition Plan) เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม อันเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถและเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนด้าน Sustainable Finance ในอนาคต ดร. [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/02/set-x-krungsri-sustainable-finance/">ตลาดหลักทรัพย์ฯ จับมือกรุงศรี หนุน SME วัดคาร์บอน ช่วยเปลี่ยนผ่าน พร้อมเพิ่มโอกาสเข้าถึงเงินทุนเพื่อความยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ตลาดหลักทรัพย์ฯ ผนึกกำลังกรุงศรี เดินหน้าพัฒนา <strong>Sustainable Finance Ecosystem</strong> โดยใช้ <strong>SETCarbon</strong> เป็นโซลูชันกลางในการยกระดับข้อมูลด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate) ของภาคธุรกิจ เสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME ให้เข้าถึง Sustainable Finance</p>
<p><span id="more-40237"></span></p>
<p>ความร่วมมือครั้งนี้ เปิดทางให้ลูกค้าธุรกิจของกรุงศรีใช้ระบบ SETCarbon จัดการข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมีมาตรฐาน เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลสำคัญในการพิจารณาเงินทุนเพื่อความยั่งยืน การประเมินความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Risk) และการออกแบบเครื่องมือทางการเงินเพื่อสนับสนุนการลดคาร์บอน</p>
<p><strong>ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย</strong> ร่วมกับ <strong>กรุงศรี</strong> (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)) เดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ไทย สร้างรากฐานการเติบโตสู่ความยั่งยืน ผ่านความร่วมมือในการพัฒนาระบบนิเวศการเงินเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Finance Ecosystem) เริ่มตั้งแต่ต้นน้ำ ด้วยการให้ความรู้ความเข้าใจในการดำเนินงานตามกรอบ ESG ควบคู่กับการสนับสนุนการใช้แพลตฟอร์ม SETCarbon เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการและรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร พร้อมส่งเสริมการจัดทำแผนการเปลี่ยนผ่าน (Transition Plan) เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม อันเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถและเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนด้าน Sustainable Finance ในอนาคต</p>
<p><strong>ดร. ศรพล ตุลยะเสถียร </strong>รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ข้อมูลคาร์บอนเป็นองค์ประกอบสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยเฉพาะเมื่อกฎกติกาการค้าโลก และมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมถูกนำมาใช้เป็นเงื่อนไขทางการค้ามากขึ้น ขณะเดียวกัน สถาบันการเงินและผู้ลงทุนได้ให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศในการพิจารณาจัดสรรเงินทุน ดังนั้น การพัฒนาโครงสร้างข้อมูลที่มีคุณภาพและเชื่อมโยงสู่ภาคการเงิน จึงเป็นกลไกสำคัญในการเสริมความพร้อมของภาคธุรกิจไทยในระยะยาว</p>
<p><em>“ความร่วมมือกับกรุงศรีในครั้งนี้จะสนับสนุนผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่ม SME ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของห่วงโซ่อุปทาน ในการเตรียมความพร้อมรับมือกฎเกณฑ์ มาตรฐาน และเงื่อนไขด้านสภาพภูมิอากาศที่เข้มข้นขึ้น ผ่านการเข้าถึงเครื่องมือบริหารจัดการข้อมูลคาร์บอนอย่างเป็นระบบ โดย <strong>SETCarbon</strong> ไม่เพียงรองรับการรายงานข้อมูล แต่ยังช่วยให้ข้อมูลถูกนำไปใช้ประโยชน์ในการเข้าถึงแหล่งทุน และการสนับสนุนทางการเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่านของภาคธุรกิจได้จริง ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังเดินหน้านำเทคโนโลยีมาพัฒนาระบบให้ใช้งานง่ายและเข้าถึงได้สะดวกอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีองค์กรใช้งานระบบ SETCarbon แล้วกว่า 380 บัญชี โดยในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา จำนวนผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นกว่า 30% สะท้อนถึงความต้องการใช้เครื่องมือบริหารจัดการข้อมูลคาร์บอนที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้ ผู้ใช้งานส่วนใหญ่เป็นบริษัทจดทะเบียนประมาณ 85% ขณะที่อีกประมาณ 15% เป็นองค์กรนอกตลาดหลักทรัพย์ สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ และกรุงศรีได้นำระบบ SETCarbon ไปประยุกต์ใช้กับลูกค้าของธนาคาร ส่งผลให้ปัจจุบันตลาดหลักทรัพย์ฯ มีสถาบันการเงินพันธมิตรที่ร่วมขับเคลื่อนการใช้งานระบบ รวมทั้งสิ้น 3 แห่ง และมีแนวโน้มขยายความร่วมมือเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต”</em> ดร. ศรพล กล่าว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40239 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/SET-Bay2.jpg" alt="" width="1200" height="851" /></p>
<p><strong>คุณดวงกมล ลิมป์พวงทิพย์</strong> ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านลูกค้าธุรกิจ SME ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กรุงศรีมุ่งสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ให้สามารถเปลี่ยนผ่านสู่การดำเนินธุรกิจคาร์บอนต่ำได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยตระหนักว่ายังมีผู้ประกอบการจำนวนมากที่ต้องการองค์ความรู้และแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน จึงได้ดำเนินโครงการ Krungsri ESG Academy อย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมความรู้ด้านการเงินเพื่อความยั่งยืน และสนับสนุนให้ธุรกิจสามารถจัดทำแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p><em>&#8220;การที่กรุงศรีได้รับการสนับสนุนการใช้แพลตฟอร์ม SETCarbon จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ทำให้สามารถช่วย​ผู้ประกอบการจัดเก็บและบริหารข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นระบบ ข้อมูลดังกล่าวสามารถนำไปทวนสอบและขึ้นทะเบียนตามมาตรฐานขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) เพิ่มความน่าเชื่อถือและรองรับโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนด้านความยั่งยืนในอนาคต”</em></p>
<p>ทั้งนี้ กรุงศรียังพร้อมให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ผู้ประกอบการที่ต้องการปรับปรุงกระบวนการผลิตและบริการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ผ่านสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษคงที่ต่ำสุด 3.5% ในช่วง 2 ปีแรก เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระต้นทุนและเสริมสภาพคล่องให้ธุรกิจสามารถลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างมั่นใจ​</p>
<p>ความร่วมมือระหว่างตลาดหลักทรัพย์ฯ และกรุงศรีในครั้งนี้ จึงถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ เครื่องมือ และการสนับสนุนทางการเงินเข้าด้วยกัน เพื่อยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทยและผลักดันการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว พร้อมต่อยอดสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินด้านความยั่งยืนที่ตอบโจทย์ลูกค้าธุรกิจได้ครอบคลุมยิ่งขึ้น</p>
<p>องค์กรที่สนใจใช้งานระบบ <strong>SETCarbon</strong> ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายพัฒนาบริการด้านความยั่งยืน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โทร. 0 2009 9844 หรือ 0 2009 9597 สำหรับลูกค้ากรุงศรี ติดต่อ ศูนย์บริการลูกค้าธุรกิจกรุงศรี โทร. 0 2626 2626 วันจันทร์ถึงวันเสาร์ 08:00-20:00 น. ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ และวันหยุดธนาคาร</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/02/set-x-krungsri-sustainable-finance/">ตลาดหลักทรัพย์ฯ จับมือกรุงศรี หนุน SME วัดคาร์บอน ช่วยเปลี่ยนผ่าน พร้อมเพิ่มโอกาสเข้าถึงเงินทุนเพื่อความยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กลุ่มเซ็นทรัล ตอกย้ำผู้นำด้าน ESG ยกระดับ Green Transportation ขับเคลื่อนนวัตกรรมและเทคโนโลยี สู่เป้าหมาย Net Zero 2050</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/02/central-group-focus-green-transportation/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 16 Feb 2026 11:42:29 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[CENTEL]]></category>
		<category><![CDATA[CENTRAL GROUP]]></category>
		<category><![CDATA[CPN]]></category>
		<category><![CDATA[CRC]]></category>
		<category><![CDATA[CRL]]></category>
		<category><![CDATA[Data]]></category>
		<category><![CDATA[decarbonization]]></category>
		<category><![CDATA[EV]]></category>
		<category><![CDATA[GO Wholesale]]></category>
		<category><![CDATA[Green Transportation]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[Renewable]]></category>
		<category><![CDATA[Tops]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มเซ็นทรัล]]></category>
		<category><![CDATA[การขนส่ง]]></category>
		<category><![CDATA[ขนส่งสีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานสะอาด]]></category>
		<category><![CDATA[พิชัย จิราธิวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[ลดคาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[เซ็นทรัล กรุ๊ป]]></category>
		<category><![CDATA[เซ็นทรัล รีเทล]]></category>
		<category><![CDATA[เซ็นทรัล รีเทล โลจิสติกส์]]></category>
		<category><![CDATA[เซ็นทรัลพัฒนา]]></category>
		<category><![CDATA[เซ็นทารา]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[โรบินสันไลฟ์สไตล์]]></category>
		<category><![CDATA[โลจิสติกส์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=40111</guid>

					<description><![CDATA[<p>การขนส่งและโลจิสติกส์ถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของระบบเศรษฐกิจ และเปรียบเสมือน &#8216;เส้นเลือดหลัก&#8216; ของธุรกิจค้าปลีกและบริการ ขณะเดียวกันก็เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่มีการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสัดส่วนสูงของภาคธุรกิจ ท่ามกลางความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนผ่านระบบการขนส่งจึงไม่ใช่เพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นโจทย์เชิงโครงสร้างที่ภาคธุรกิจต้องร่วมรับผิดชอบอย่างจริงจัง ในฐานะผู้นำธุรกิจค้าปลีกและบริการที่มีเครือข่ายการดำเนินงานครอบคลุมทั่วประเทศ กลุ่มเซ็นทรัลและบริษัทในเครือ ได้แก่ บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC, บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN และ บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL / เซ็นทารา ตระหนักดีว่ากระบวนการขนส่งสินค้าเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่มีการใช้พลังงานและการปล่อยคาร์บอนในสัดส่วนสูงของภาคธุรกิจ การยกระดับระบบโลจิสติกส์จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน แต่เป็นการลงทุนเชิงโครงสร้างที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สร้างคุณค่าร่วมให้กับสังคม และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว จากแนวคิดดังกล่าว กลุ่มเซ็นทรัลจึงกำหนดให้การขับเคลื่อน Green Transportation เป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญขององค์กร ผ่านการส่งเสริมนวัตกรรม การใช้พลังงานสะอาด เทคโนโลยีที่เป็นมิตรและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการนำนวัตกรรมด้านข้อมูล (Data) และเทคโนโลยีอัจฉริยะมาใช้ในการบริหารจัดการระบบขนส่งและโลจิสติกส์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดการสูญเสีย และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/02/central-group-focus-green-transportation/">กลุ่มเซ็นทรัล ตอกย้ำผู้นำด้าน ESG ยกระดับ Green Transportation ขับเคลื่อนนวัตกรรมและเทคโนโลยี สู่เป้าหมาย Net Zero 2050</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>การขนส่งและโลจิสติกส์ถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของระบบเศรษฐกิจ และเปรียบเสมือน<strong> &#8216;เส้นเลือดหลัก</strong>&#8216; ของธุรกิจค้าปลีกและบริการ ขณะเดียวกันก็เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่มีการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสัดส่วนสูงของภาคธุรกิจ</p>
<p><span id="more-40111"></span></p>
<p>ท่ามกลางความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนผ่านระบบการขนส่งจึงไม่ใช่เพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นโจทย์เชิงโครงสร้างที่ภาคธุรกิจต้องร่วมรับผิดชอบอย่างจริงจัง</p>
<p>ในฐานะผู้นำธุรกิจค้าปลีกและบริการที่มีเครือข่ายการดำเนินงานครอบคลุมทั่วประเทศ<strong> กลุ่มเซ็นทรัลและบริษัทในเครือ</strong> ได้แก่ <strong>บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ </strong><strong>CRC, </strong><strong>บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ </strong><strong>CPN </strong><strong>และ บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ </strong><strong>CENTEL / </strong><strong>เซ็นทารา </strong>ตระหนักดีว่ากระบวนการขนส่งสินค้าเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่มีการใช้พลังงานและการปล่อยคาร์บอนในสัดส่วนสูงของภาคธุรกิจ การยกระดับระบบโลจิสติกส์จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน แต่เป็นการลงทุนเชิงโครงสร้างที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สร้างคุณค่าร่วมให้กับสังคม และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว</p>
<p>จากแนวคิดดังกล่าว กลุ่มเซ็นทรัลจึงกำหนดให้การขับเคลื่อน <em><strong>Green Transportation เป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญขององค์กร ผ่านการส่งเสริมนวัตกรรม การใช้พลังงานสะอาด เทคโนโลยีที่เป็นมิตรและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการนำนวัตกรรมด้านข้อมูล (Data) และเทคโนโลยีอัจฉริยะมาใช้ในการบริหารจัดการระบบขนส่งและโลจิสติกส์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดการสูญเสีย และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม</strong> </em>สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40113 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/K-Pichai.jpg" alt="" width="400" height="600" /></p>
<p><strong>คุณพิชัย  จิราธิวัฒน์</strong> กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า กลุ่มเซ็นทรัลและบริษัทในเครือ มุ่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ Green Transportation ร่วมกับพันธมิตรด้านโลจิสติกส์ที่มีแนวทางด้านความยั่งยืนสอดคล้องกัน พร้อมส่งเสริมมาตรฐานการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ การบำรุงรักษายานพาหนะอย่างเหมาะสม และการพัฒนาทักษะพนักงานขับรถให้ขับขี่อย่างปลอดภัย ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในทุกขั้นตอนของการปฏิบัติงาน</p>
<p><b> </b> <em>“สำหรับกลุ่มเซ็นทรัล ความยั่งยืนไม่ใช่โครงการระยะสั้น แต่เป็นกรอบความคิดในการดำเนินธุรกิจระยะยาว เราเชื่อว่าการดำเนินธุรกิจในปัจจุบันไม่อาจแยกออกจากความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมได้ และบทบาทขององค์กรขนาดใหญ่ คือการใช้ขนาดและเครือข่ายที่เรามี <strong>เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงระบบที่เกิดขึ้นได้จริง</strong> และการขับเคลื่อน <strong>Green Transportation</strong> สะท้อนแนวคิดดังกล่าวอย่างชัดเจน เพราะเป็นเรื่องที่สามารถสร้างผลลัพธ์เชิงบวกในวงกว้าง ทั้งต่อสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของผู้คน เรามุ่งเดินหน้าพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้องค์กรเติบโตควบคู่กับสังคมและโลกอย่างยั่งยืนในระยะยาว”</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40117 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/TOPS.jpg" alt="" width="1200" height="862" /></p>
<p><strong><u>บริษัทในเครือกับการขับเคลื่อนด้าน </u></strong><strong><u>Green Transportation</u></strong></p>
<p><strong>เซ็นทรัล รีเทล โลจิสติกส์ (</strong><strong>CRL)</strong> เดินหน้าปรับเปลี่ยนระบบขนส่งและโลจิสติกส์สู่การใช้รถพลังงานไฟฟ้า (EV) อย่างต่อเนื่อง เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน โดยได้เริ่มนำรถ EV มาใช้ในการขนส่งสินค้าไปยังสาขาในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลตั้งแต่ปี 2565 และมีแผนขยายการใช้งานครอบคลุมรถจักรยานยนต์ และรถบรรทุกขนาด 4 ล้อ 6 ล้อ และ 14 ล้อ เพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการขนส่งในระยะยาว</p>
<p><strong>Tops </strong><strong>ธุรกิจกลุ่ม </strong><strong>Food </strong><strong>ในเครือเซ็นทรัล รีเทล</strong> เดินหน้าสู่อนาคตแห่งความยั่งยืน ผนึกกำลัง FLS Group ผู้นำด้านโซลูชันซัพพลายเชนระดับโลก เปิดตัวรถขนส่งพลังงานไฟฟ้า (EV Truck) ขนาด 10 ล้อควบคุมอุณหภูมิ และ 18 ล้ออุณหภูมิปกติ เพื่อใช้กระจายสินค้าสู่ร้าน Tops ในพื้นที่ต่างจังหวัด ภายใต้ภารกิจ <strong>&#8217;12 Missions to Sustainable Retail&#8217;</strong> และแนวคิด <strong>&#8216;Small Acts Together&#8217;</strong> พร้อมตอกย้ำบทบาทผู้นำ Food Retail ในการยกระดับกรีนโลจิสติกส์ของไทย โดยเริ่มนำร่องในพื้นที่ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 13,335 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าภายใน 5 ปี</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40120 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/TOPS2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ไทวัสดุ :</strong>ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจควบคู่การดูแลสิ่งแวดล้อม โดยริเริ่มนำรถบรรทุกพลังงานสะอาด (EV Truck) มาใช้ในการขนส่งสินค้าจากคลังไปยังสาขาทั่วประเทศ เพื่อช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและยกระดับโลจิสติกส์สีเขียวของไทย การปรับตัวดังกล่าวสะท้อนความมุ่งมั่นในการเป็นธุรกิจค้าปลีกสีเขียว และการรับผิดชอบต่อสังคมในทุกมิติ</p>
<p>ในปี 2568 ไทวัสดุได้เพิ่มรถบรรทุกพลังงานสะอาดอีก 10 คัน ส่งผลให้ปัจจุบันมีรถ EV Truck ประเภทรถพ่วงแม่ลูก รวมทั้งสิ้น 22 คัน พร้อมขยายเส้นทางการขนส่งจาก 21 สาขา เป็น 60 สาขา ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือตอนล่าง โดยสามารถลดการใช้น้ำมันได้ 588,157 ลิตร และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 1,611,000 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าในปีเดียว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40119 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/ThaiWassadu.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>นอกจากนี้ ไทวัสดุมีแผนขยายสถานีชาร์จไฟฟ้าไปยังพื้นที่ภาคเหนือตอนบนและภาคใต้ภายในปี 2569 เพื่อให้มีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาดครอบคลุมทุกภูมิภาค และสนับสนุนการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน</p>
<p><strong>GO Wholesale</strong> : ดำเนินธุรกิจโดยให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยนำยานพาหนะไฟฟ้า (EV) ทั้งรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าและรถสามล้อไฟฟ้า มาใช้ในการขนส่งสินค้าแบบ Last Mile Delivery เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดการใช้พลังงานฟอสซิล และลดผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40115 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/Go-WS.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ปัจจุบัน GO Wholesale ใช้ยานพาหนะไฟฟ้าในการขนส่งครอบคลุมทุกสาขาทั่วประเทศ โดยมีรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า 86 คัน และรถสามล้อไฟฟ้า 1 คัน พร้อมมีแผนขยายการใช้งานยานพาหนะไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง รวมถึงศึกษาการนำยานพาหนะไฟฟ้าขนาดใหญ่ขึ้นมาใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งและยกระดับการให้บริการในอนาคต</p>
<p><strong>โรบินสันไลฟ์สไตล์</strong> : ส่งเสริมการใช้ยานพาหนะพลังงานไฟฟ้า (EV) เพื่อเป็นทางเลือกการเดินทางอย่างยั่งยืน มุ่งลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ลดต้นทุนเชื้อเพลิง และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน โดยนำรถจักรยานยนต์ไฟฟ้ามาใช้ในการตรวจการณ์ความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกด้านการจราจร พร้อมกำหนดเป็นมาตรฐานการจัดซื้อทดแทนในทุกสาขา</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40118 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/RBS3.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p>ขณะเดียวกัน ยังมีการใช้รถโดยสารพลังงานไฟฟ้า (รถกอล์ฟ EV) เพื่อให้บริการลูกค้าในลานจอดรถ โดยปัจจุบันมีการใช้งานรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า 5 คัน ใน 5 สาขา ได้แก่ ภูเก็ต (ฉลอง) ฉะเชิงเทรา สระบุรี ราชบุรี และท็อปส์พลาซ่าพะเยา และรถโดยสารพลังงานไฟฟ้า 2 คัน ใน 2 สาขา ได้แก่ ฉะเชิงเทรา และสุพรรณบุรี</p>
<p><strong>เซ็นทรัลพัฒนา :</strong> จัดงานกรีนเอ็กซ์โปแห่งปี &#8216;The Better Futures Project 2025 RE-lifestyle Roadshow&#8217; ผนึกกำลัง RIDDARA เปิดตัวรถกระบะไฟฟ้าพุ่มพวงในรูปแบบ &#8216;อีเวนต์เคลื่อนที่ รักโลก รักชุมชน&#8217; เดินทางจากเหนือจรดใต้ เพื่อส่งต่อความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนสู่ชุมชนทั่วประเทศ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40121 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/RBS.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>แนวคิดการจัดอีเวนต์เคลื่อนที่ด้วยรถกระบะไฟฟ้าถือเป็นรูปแบบใหม่ของการจัดงานที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 355 กิโลกรัม เทียบเท่าการปลูกต้นไม้ 16 ต้น เมื่อเทียบกับการใช้รถบรรทุก 6 ล้อ โดยรถ 1 คัน เดินทางรวมระยะทางกว่า 2,000 กิโลเมตร พร้อมแวะชาร์จไฟฟ้าที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลกว่า 40 สาขา และจุดชาร์จมากกว่า 600 จุดทั่วประเทศ เพื่อจัดกิจกรรมด้านความยั่งยืนที่สนุก เข้าใจง่าย และเข้าถึงผู้คนในหลากหลายพื้นที่</p>
<p><strong>โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา</strong> : ให้บริการรถรับส่งภายในพื้นที่ด้วยรถบั๊กกี้พลังงานไฟฟ้า (Buggy) เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ลดต้นทุนเชื้อเพลิง และไม่ก่อมลพิษในบริเวณที่พักลูกค้า ปัจจุบันมีการใช้งานรถบั๊กกี้ไฟฟ้ามากกว่า 60 คัน ครอบคลุมหลายแห่ง อาทิ เซ็นทาราแกรนด์บีชรีสอร์ท ภูเก็ต, เซ็นทารา ซันไรซ่า เรสซิเดนซ์และสวีท ศรีราชา, เซ็นทารา ชานทะเล รีสอร์ทและวิลลา ตราด, เซ็นทาราพัทยา รวมถึงรีสอร์ทในต่างประเทศ เช่น เวียดนาม และมัลดีฟส์</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40114 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/Centara.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p>นอกจากนี้ <strong>โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ บางกอก พระนคร</strong> ยังให้บริการรถตุ๊กตุ๊กพลังงานไฟฟ้า สำหรับการเดินทางในเส้นทางถนนข้าวสารและรอบเขตพระนคร พร้อมทั้งมีบริการจักรยานสำหรับลูกค้าในหลายสาขาและจัดสรรพื้นที่สำหรับจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าร่วมกับพันธมิตร เพื่อเป็นทางเลือกในการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสำหรับลูกค้าและสนับสนุนการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40116 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/TUK-TUK.jpg" alt="" width="600" height="600" /></p>
<p><strong>ชู Data &amp; Technology เพิ่มประสิทธิภาพ</strong></p>
<p>การขับเคลื่อน Green Transportation ของกลุ่มเซ็นทรัลสะท้อนการปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้างของระบบการขนส่งและโลจิสติกส์ในทุกมิติของธุรกิจ ตั้งแต่การบริหารจัดการคลังสินค้า ระบบกระจายสินค้า ไปจนถึงการขนส่งปลายทาง โดยอาศัยการนำนวัตกรรมด้านข้อมูล (Data) และเทคโนโลยีอัจฉริยะมาเพิ่มความแม่นยำในการคาดการณ์ความต้องการ เพิ่มประสิทธิภาพและความรวดเร็วในการจัดส่ง ลดของเสียจากกระบวนการโลจิสติกส์ ควบคู่กับการส่งเสริมการคัดแยกขยะและการรีไซเคิลวัสดุจากการดำเนินงาน เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม</p>
<p>ความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านสู่ Green Transportation เกิดขึ้นจากความร่วมมือของบริษัทในเครือและพันธมิตรในห่วงโซ่คุณค่าเดียวกัน เพื่อยกระดับมาตรฐานการขนส่งให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และคำนึงถึงสังคมและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์กรในมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) โดยมุ่งสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อชุมชน เมือง และคุณภาพชีวิตของผู้คน พร้อมมีส่วนร่วมในการยกระดับมาตรฐานของภาคธุรกิจไทยในการปรับตัวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40122 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/RBS2.jpg" alt="" width="1200" height="600" /></p>
<p>ในอนาคต <strong>กลุ่มเซ็นทรัล</strong> มีแผนเดินหน้าขยายการใช้ยานยนต์พลังงานสะอาด เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนในศูนย์กระจายสินค้า และพัฒนาโซลูชันโลจิสติกส์สีเขียวรูปแบบใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อมและโลกอย่างยั่งยืนในระยะยาว</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/02/central-group-focus-green-transportation/">กลุ่มเซ็นทรัล ตอกย้ำผู้นำด้าน ESG ยกระดับ Green Transportation ขับเคลื่อนนวัตกรรมและเทคโนโลยี สู่เป้าหมาย Net Zero 2050</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การเข้าถึงแหล่งทุน ปัจจัยสำคัญขับเคลื่อน &#8216;Green Transition&#8217; เปลี่ยนผ่านสู่ &#8216;ธุรกิจคาร์บอนต่ำ&#8217;</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/02/green-transition-to-low-carbon-business/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 04 Feb 2026 14:19:11 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[SD-ers]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Reduction]]></category>
		<category><![CDATA[Carbonfootprint]]></category>
		<category><![CDATA[CarbonReduction]]></category>
		<category><![CDATA[CarbonRemoval]]></category>
		<category><![CDATA[CIMB THAI]]></category>
		<category><![CDATA[GHG]]></category>
		<category><![CDATA[Green Transition]]></category>
		<category><![CDATA[Gren Finance]]></category>
		<category><![CDATA[Low Carbon]]></category>
		<category><![CDATA[Low Emission]]></category>
		<category><![CDATA[NET ZERO 2050]]></category>
		<category><![CDATA[NetZero]]></category>
		<category><![CDATA[Reduction]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Transitions]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[ซีไอเอ็มบี ไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ลดคาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[เจสัน ลี]]></category>
		<category><![CDATA[เติบโต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=39302</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อน Green Transition ของภาคธุรกิจ เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่การเป็น ธุรกิจคาร์บอนต่ำ คือความสามารถในการเข้าถึงแหล่งทุน ขณะที่หนึ่งนโยบายสำคัญของภาคการเงินประเทศไทย คือ​การสนับสนุนกลุ่มลูกค้าธุรกิจให้เพิ่มประสิทธิภาพในการลดคาร์บอน Decarbonization เพื่อเปลี่ยนผ่านการดำเนิน​​ธุรกิจจาก Less Brown ไปสู่​ Green Economy สำหรับธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย (CIMB Thai) มีแนวทางสนับสนุนการขับเคลื่อน ความยั่งยืน ของกลุ่มลูกค้าธุรกิจผ่านกลยุทธ์ Sustainability360 ที่มีเป้าหมายช่วยลูกค้าธุรกิจเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน แบบ One Stop Solutionsโดยเฉพาะด้านการลดคาร์บอนเพื่อสามารถรักษาศักยภาพการแข่งขันในยุคที่โลกมุ่งแก้ปัญหาสภาพอากาศ และมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero 2050 คุณเจสัน ลี ผู้บริหารฝ่ายความยั่งยืน ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย (CIMB Thai) กล่าวถึงเป้าหมายธนาคารที่นำร่องโฟกัส​สนับสนุนการลดคาร์บอนใน 3 กลุ่มสำคัญที่มี​การปล่อยคาร์บอนในระดับสูง หรือจัดเป็นกลุ่ม High Emissions ประกอบด้วย กลุ่มธุรกิจผลิตไฟฟ้า, น้ำมันและก๊าซ รวมทั้งการผลิตปูนซีเมนต์ ขณะที่​ในปีใหม่นี้มีแผนแผนขยายเซ็กเตอร์เพิ่มเติมอีก1 กลุ่ม ​ซึ่งยังเน้นในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่และจัดอยู่ในกลุ่ม [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/02/green-transition-to-low-carbon-business/">การเข้าถึงแหล่งทุน ปัจจัยสำคัญขับเคลื่อน &#8216;Green Transition&#8217; เปลี่ยนผ่านสู่ &#8216;ธุรกิจคาร์บอนต่ำ&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div dir="auto"></div>
<div class="xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs x126k92a">
<div dir="auto">ปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อน <strong><span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Green Transition</span></strong> ของภาคธุรกิจ เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่การเป็น <strong>ธุรกิจคาร์บอนต่ำ</strong> คือความสามารถในการเข้าถึงแหล่งทุน</div>
</div>
<p><span id="more-39302"></span></p>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto">ขณะที่หนึ่งนโยบายสำคัญของภาคการเงินประเทศไทย คือ​การสนับสนุนกลุ่มลูกค้าธุรกิจให้เพิ่มประสิทธิภาพในการลดคาร์บอน <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Decarbonization</span> เพื่อเปลี่ยนผ่านการดำเนิน​​ธุรกิจจาก Less Brown ไปสู่​ Green Economy</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto">สำหรับธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย (CIMB Thai) มีแนวทางสนับสนุนการขับเคลื่อน <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ความยั่งยืน</span> ของกลุ่มลูกค้าธุรกิจผ่านกลยุทธ์ Sustainability360 ที่มีเป้าหมายช่วยลูกค้าธุรกิจเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน แบบ One Stop Solutionsโดยเฉพาะด้านการลดคาร์บอนเพื่อสามารถรักษาศักยภาพการแข่งขันในยุคที่โลกมุ่งแก้ปัญหาสภาพอากาศ และมุ่งสู่เป้าหมาย <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Net Zero 2050</span></div>
<div dir="auto"></div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"><strong>คุณเจสัน ลี</strong> ผู้บริหารฝ่ายความยั่งยืน ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย (CIMB Thai) กล่าวถึงเป้าหมายธนาคารที่นำร่องโฟกัส​สนับสนุนการลดคาร์บอนใน 3 กลุ่มสำคัญที่มี​การปล่อยคาร์บอนในระดับสูง หรือจัดเป็นกลุ่ม High Emissions ประกอบด้วย กลุ่มธุรกิจผลิตไฟฟ้า, น้ำมันและก๊าซ รวมทั้งการผลิตปูนซีเมนต์ ขณะที่​ในปีใหม่นี้มีแผนแผนขยายเซ็กเตอร์เพิ่มเติมอีก1 กลุ่ม ​ซึ่งยังเน้นในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่และจัดอยู่ในกลุ่ม High Emissions เช่นเดิม</div>
<div dir="auto">​</div>
<div dir="auto">การช่วยภาคธุรกิจลดคาร์บอนของ <strong>CIMB Thai</strong> จะเน้นที่ธุรกิจขนาดใหญ่เป็นหลัก เพื่อโฟกัสการลดคาร์บอนในขอบเขตที่เป็นสโคป 1 และ 2 เป็นสำคัญ แม้ว่าความเข้าใจในเรื่องของปริมาณคาร์บอนฟุตพรินท์ที่เกิดขึ้นภายในห่วงโซ่ธุรกิจ สัดส่วนการสร้างปริมาณคาร์บอนส่วนใหญ่มักจะเกิดจากสโคปที่ 3 หรือเกิดขึ้นภายในซัพพลายเชนของธุรกิจ โดยมีสัดส่วนเกินครึ่ง โดยในบางอุตสาหกรรมคาร์บอนในสโคป 3​ อาจสูงไปจนถึง 80-90% เลยทีเดียว</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">ขณะที่มุมมองของ <strong>คุณเจสัน ลี</strong> มองว่า ในการขับเคลื่อนการลดคาร์บอนนั้น ธุรกิจทุกรายจะเริ่มจากการลดคาร์บอนภายในธุรกิจของตัวเองก่อน หรือเริ่มจากการลดในสโคป 1 และ 2 ขณะที่สโคป 3 จะเป็นตัวเลขที่นำมาบันทึกเพื่อจัดทำบัญชีคาร์บอนของภาคธุรกิจ แต่ในการขับเคลื่อนเพื่อลดปริมาณคาร์บอนฟุตพรินท์ในภาพรวมของประเทศ จะนับจากสโคป 1 และ 2 เท่านั้น แต่ไม่ได้นำสโคป 3 มาคำนวณด้วย เพราะจะเกิดการนับซ้ำในระบบ (Double Counting) และทำให้ปริมาณไม่ตรงกับความเป็นจริง</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">ทั้งนี้ เนื่องจากการปล่อยคาร์บอนที่แท้จริงจะเกิดขึ้นในช่วงสโคป 1 และ 2 เท่านั้น จากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล และพลังงานไฟฟ้าเป็นหลัก โดยเฉพาะภาคธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีคาร์บอนฟุตพรินท์จากการใช้พลังงานและไฟฟ้าในปริมาณสูง หากสามารถลดการปลดปล่อย โดยเฉพาะการลด​แบบ Removal ที่สามารถลดปริมาณการ​ปล่อยได้​ตั้งแต่ต้นทาง​ จะทำให้สามารถสร้างผลกระทบในการช่วยแก้ไขวิกฤตสภาพอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ​</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">&#8220;การคำนวณคาร์บอนฟุตพรินท์สโคป 3 จะมีบทบาทในการวิเคราะห์พอร์ตโฟลิโอองค์กรของภาคธุรกิจเป็นหลัก แต่ปริมาณในสโคป 1 และ 2 คือปริมาณคาร์บอนที่มีการปลดปล่อยออกมาจริงๆ และเป็นต้นเหตุสำคัญของวิกฤตสภาพอากาศ ​ดังนั้น การโฟกัสให้ธุรกิจขนาดใหญ่เปลี่ยนผ่านได้ จะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญหากทุกธุรกิจให้ความสำคัญที่จะ​ขับเคลื่อนแผนการลดคาร์บอนของตนเองอย่างจริงจัง ปริมาณคาร์บอนฟุตพรินท์ในสโคป 3 ก็จะลดน้อยลงได้อย่างอัตโนมัติ&#8221;</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto"><strong><span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">CIMB Thai</span> </strong>มองว่า แนวทางการขับเคลื่อนที่ธนาคารวางนโยบายไว้นั้น นอกจากการช่วยภาคธุรกิจไทยให้สามารถเปลี่ยนผ่านเพื่อแข่งขันได้ ยังช่วยเพิ่มศักยภาพและเร่งสปีดประเทศไทยในการขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย Net zero 2050 ได้เพิ่มมากขึ้นด้วย จากช่วงที่ผ่านมา ประสิทธิภาพในการลดคาร์บอนโดยภาพรวมของประเทศยังคงเป็นความท้าทายสำคัญที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่</div>
</div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/02/green-transition-to-low-carbon-business/">การเข้าถึงแหล่งทุน ปัจจัยสำคัญขับเคลื่อน &#8216;Green Transition&#8217; เปลี่ยนผ่านสู่ &#8216;ธุรกิจคาร์บอนต่ำ&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
