‘ETS’ หรือ Emissions Trading System คือ ระบบ ซื้อ-ขาย สิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก GHG ถือเป็นหนึ่งกลไกในการขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย NetZero2050
ภาครัฐ โดยหน่วยงานกำกับดูแล จะกำหนดสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมทั้งหมด (Free Allowance) ภายในประเทศ พร้อมกำหนด เพดาน การปล่อยสูงสุด (Cap) ตามขอบเขตอุตสาหกรรมเป้าหมาย และมีการปรับลดเพดานลงอย่างต่อเนื่อง
องค์กรที่มีปริมาณปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกินเพดานที่กำหนด สามารถซื้อสิทธิ์การปล่อย (Allowance) จากผู้ที่ปล่อยต่ำกว่าเพดาน หรือจากการประมูล เพื่อหลีกเลี่ยงค่าปรับจากส่วนต่างที่เกิดขึ้น
ศึกษาต้นแบบ EU ETS
สหภาพยุโรป (EU) ถือเป็นผู้บุกเบิกระบบ ETS ของโลก เริ่มนำมาใช้ตั้งแต่ปี 2005 และนับว่าเป็นระบบที่มีขนาดใหญ่และซับซ้อนที่สุดในโลก โดยครอบคลุมในภาคพลังงานไฟฟ้า อุตสาหกรรมหนัก เช่น เหล็ก ปูนซีเมนต์ เคมีภัณฑ์ และการบินภายเขตเศรษฐกิจยุโรป (EEA)
ปัจจุบันดำเนินการอยู่ในระยะที่ 4 ครอบคลุมสถานประกอบการกว่า 11,000 แห่ง ใน 27 ประเทศสมาชิกและประเทศเชื่อมโยง
เฟส 1 (2005 – 2007) ระยะทดลอง
- กำหนด Free Allowance เกือบทั้งหมด
- ข้อมูลการปล่อยยังไม่แม่นยำ Allowance ล้นตลาด ราคาคาร์บอนตกต่ำ
เฟส 2 (2008 – 2012) เริ่มใช้งาน
- ครอบคลุมอุตสาหกรรมมากขึ้น เน้น Free Allowance เป็นหลักแต่เข้มงวดขึ้น
- วิกฤตการเงินโลกทำให้การปล่อยลดลงเกินคาด ราคาผันผวน
เฟส 3 (2013 – 2020) รวมศูนย์และเพิ่มการประมูล
- กำหนด Cap ภาพรวมทั้ง EU แทนรายประเทศ เพิ่มระบบการประมูล
- เริ่มใช้ Market Stability Reserve (MSR) แก้ปัญหา Allowance ล้นตลาด
เฟส 4 (2021 – 2030) บังคับใช้จริงจัง
- ลด Cap เร็วขึ้น ลด Free Allowance และเชื่อมโยงกับ CBAM
- ขยายระบบไปสู่ภาคใหม่ สำหรับกลุ่มอาคารและคมนาคม
บทเรียนสำคัญจากการที่สหภาพยุโรปนำระบบ EU ETS มาใช้ คือ ช่วยให้สามารถกำหนดเป้าหมายในการลด GHG ได้อย่างชัดเจน พร้อมทั้งการออกแบบตลาดคาร์บอนที่โปร่งใส ซึ่งสามารถเชื่อมโยงกับมาตรการทางการค้า ทำให้ระบบมีพลังในการขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนพฤติกรรมของภาคอุตสาหกรรมได้อย่างเป็นรูปธรรม
จับตา ETS ประเทศไทย
ทั้งนี้ ประเทศไทยเองก็มีแนวโน้มในการนำระบบ ETS เข้ามาใช้เพื่อเป็นหนึ่งในมาตรการทางเศรษฐกิจเพื่อควบคุมปริมาณการปล่อยกาซเรือนกระจก GHGEmission
ดังนั้น การทำความเข้าใจระบบ ETS และเรียนรู้จากโมเดลการดำเนินงานของต่างประเทศ จะช่วยเตรียมความพร้อมให้ประเทศ ทั้งด้านปฏิบัติการ (Operations) การเงิน (Finance) การรายงาน MRV (Measurement, Reporting และ Verification) ไปจนถึงการวางกลยุทธ์ในระยะยาวของภาคธุรกิจ
อย่างไรก็ตาม การนำระบบ ETS เข้ามาใช้ จะเป็นอีกหนึ่งกลไกในการช่วยกระตุ้นให้เกิดนวัตกรรมเพื่อนำมาใช้ลดต้นทุนโดยรวม และศักยภาพในการรลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เพิ่มมากขึ้น แต่ขณะเดียวกัน จำเป็นต้องระมัดระวังการออกแบบระบบต่างๆ โดยเฉพาะ MRV ที่ต้องมีความปลอดภัยระดับสูง เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการรั่วไหลทางการผลิต รวมทั้งการจัดสรรสิทธิ์อย่างยุติธรรม
ผลกระทบ ETS ต่อภาคอุตสาหกรรม
1. ต้นทุนการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้นจากราคาคาร์บอน : สะท้อนผ่านในหลายช่องทาง อาทิ ค่าไฟที่ปรับเพิ่มขึ้น หรือค่าใช้จ่ายในการซื้อสิทธิ์การปล่อย ทำให้โครงสร้างต้นทุนธุรกิจเปลี่ยนไป และอาจกระทบความสามารถในการแข่งขัน หากไม่มีการปรับปรุงประสิทธิภาพด้านการใช้พลังงาน หรือปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิต
2. แรงจูงใจในการลงทุนเพื่อลดการปล่อยคาร์บอน : กลไก ETS จะทำหน้าที่เป็น ‘สัญญาณราคา’ กระตุ้นให้ภาคธุรกิจพิจารณาการลงทุนเพื่อลดคาร์บอนอย่างจริงจัง ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน การใช้พลังงานหมุนเวียน การปรับปรุงเครื่องจักร หรือนำเทคโนโลยีใหม่ที่ปล่อยคาร์บอนต่ำมาใช้
3. ความเสี่ยงต่อความผันผวนของตลาดคาร์บอน : ราคาสิทธิ์การปล่อยในระบบ ETS จะถูกกำหนดโดยอุปสงค์และอุปทาน ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงตามนโยบายรัฐ ภาวะเศรษฐกิจหรือปัจจัยทางพลังงาน ทำให้ราคาคาร์บอนมีความผันผวน ธุรกิจที่ไม่มีการวางแผนล่วงหน้า อาจต้องเผชิญความเสี่ยงด้านต้นทุนที่ไม่แน่นอน โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาคาร์บอนปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
4. โอกาสทางการเงินและการสร้างมูลค่าใหม่ : บริษัทที่ปรับตัวได้เร็วและมีประสิทธิภาพ และสามารถลดการปล่อน GHG ได้ต่ำกว่าเพดาน จะมีสิทธิส่วนเกินซึ่งสามารถนำไปขายเพื่อเพิ่มรายได้ หรือนำไปชดเชยต้นทุนการดำเนินงาน ประกอบกับ ดีมานด์ในธุรกิจคาร์บอนต่ำที่เพิ่มขึ้น จะสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันและสามารถเข้าถึง Green Finance ได้ง่ายขึ้น
การเตรียมความพร้อมต่อมาตรการ ETS
1. การประเมินความพร้อมเบื้องต้น : ทำความเข้าใจภาพรวมการปล่อย GHG องค์กร (CFO) อย่างรอบด้าน ทั้ง 3 ระยะ ผ่านการวัดและการคำนวณตามมาตรฐานเพื่อให้ข้อมูลมีความน่าเชื่อถือ เพื่อประเมินสิทธิ์การปล่อย (Allowance) และวางแผนต้นทุนและกลยุทธ์การดำเนินงาน
2. การพัฒนาระบบ MRV ที่น่าเชื่อถือ มีมาตรฐานและยอมรับได้ : ระบบการวัด การรายงาน และการทวนสอบ เป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินงานในระบบ ETS ที่ต้องถูกต้อง โปร่งใส และตรวจสอบได้ จึงควรมีการลงทุนในการติดตั้งระบบที่น่าเชื่อถือ โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดใหญ่
3. การวางแผนกลยุทธ์ด้านการเงิน : เพื่อสามารถคำนวณผลกระทบได้ครอบคลุม ทั้งกระแสเงินสด งบกำไรขาดทุน และตุ้นทุนต่อหน่วยการการปล่อยคาร์บอน (Cost Per Ton Co2e) เพื่อมองผลกระทบได้ชัดเจน หรือพิจารณาใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาคาร์บอน
4. การบริหารจัดการด้านการดำเนินงาน : ในเชิงปฏิบัติ การลด Emission อย่างยั่งยืน ต้องเกิดจากการปรับปรุงกระบวนการผลิตและการใช้พลังงาน เช่น การปรับปรุงเครื่องจักร การใช้ระบบควบคุมอัจฉริยะ หรือการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาดหรือพลังงานหมุนเวียน
5. ความร่วมมือภายในห่วงโซ่อุปทาน : การเตรียมพร้อม ETS ไม่ควรจำกัดแค่ในองค์กร แค่ควรวางให้เชื่อมโยงกลยุทธ์ระยะยาวเพื่อบรรลุ Net Zero เพื่อตัดสินใจด้านการลงทุน การจัดซื้อ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมทั้งการบริหารจัดการความเสี่ยงจากห่วงโซ่อุปทานได้อย่างสอดคล้องกัน
6. การมีส่วนร่วมกับนโยบายและกลไกสนับสนุน : โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดใหญ่ ควนเข้าไปมีบทบาทเชิงรุก หรือมีส่วนร่วมด้านการกำหนดนโยบาย เช่น การให้ข้อเสนอแนะต่อหน่วยงานกำกับดูแลในช่วงรับฟังความคิดเห็น เพื่อให้กฎเกณฑ์ที่ออกมาสามารถปฏิบัติได้จริง พร้อมทั้งโอกาสในการเข้าถึงกลไกสนับสนุนจากภาครัฐและภาคการเงิน เพื่อลดต้นทุนและเร่งการเปลี่ยนผ่านได้อย่างมีประสิทธิภาพ






