<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>วิกฤตสิ่งแวดล้อม &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%95%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A1/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Sat, 25 Apr 2026 13:40:48 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.5</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>วิกฤตสิ่งแวดล้อม &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>&#8216;วิกฤตสิ่งแวดล้อม = วิกฤตเศรษฐกิจ&#8217; TEI ร่วมกับ TBCSD และ BEDO ผนึกกำลังร่วมเปลี่ยนวิกฤตสิ่งแวดล้อม เร่งบูรณาการหาทางรอด พร้อมเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส สร้างแนวทางสู่อนาคตที่ยั่งยืน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/04/triple-planetary-crisis-seminar/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 25 Apr 2026 12:57:23 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[BEDO]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity Loss]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[pollution]]></category>
		<category><![CDATA[TBCSD]]></category>
		<category><![CDATA[TE]]></category>
		<category><![CDATA[Triple Planetary Crisis]]></category>
		<category><![CDATA[การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[ความหลากหลายทางชีวภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ณกรณ์ ตรรกวิรพัท]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ธนิต ชังถาวร]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.วิจารย์ สิมาฉายา]]></category>
		<category><![CDATA[ประเสริฐ บุญสัมพันธ์]]></category>
		<category><![CDATA[ปรีญาพร สุวรรณเกษ]]></category>
		<category><![CDATA[มลพิษ]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤตสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=41359</guid>

					<description><![CDATA[<p>องค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (TBCSD : Thailand Business Council for Sustainable Development ) ร่วมกับ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (Thailand Environment Institute หรือ TEI) และ สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) (Biodiversity-Based Economy Development Office (Public Organization) หรือ BEDO ​ร่วมมือ​จัดงานสัมมนา &#8216;Triple Planetary Crisis : เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสสร้างแนวทางสู่อนาคตที่ยั่งยืน&#8217; เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวิกฤตปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่ได้ส่งผลกระทบทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และมลพิษ พร้อมร่วมกำหนดแนวทางดำเนินงานแบบบูรณาการทั้งในระดับเชิงนโยบาย และการปฏิบัติในเชิงพื้นที่ เพื่อแก้ไขวิกฤตปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ทั้ง 3 ประการที่มีความเชื่อมโยงกันในทุกมิติ เพื่อร่วมเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสสร้างแนวทางสู่อนาคตที่ยั่งยืน &#8216;วิกฤตสิ่งแวดล้อม&#8217; คือเรื่องเดียวกับวิกฤตเศรษฐกิจ ดร.ธนิต ชังถาวร ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (BEDO) กล่าวว่า  [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/triple-planetary-crisis-seminar/">&#8216;วิกฤตสิ่งแวดล้อม = วิกฤตเศรษฐกิจ&#8217; TEI ร่วมกับ TBCSD และ BEDO ผนึกกำลังร่วมเปลี่ยนวิกฤตสิ่งแวดล้อม เร่งบูรณาการหาทางรอด พร้อมเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส สร้างแนวทางสู่อนาคตที่ยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>องค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน</strong> (TBCSD : Thailand Business Council for Sustainable Development ) ร่วมกับ <strong>สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย</strong> (Thailand Environment Institute หรือ TEI) และ <strong>สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน)</strong> (Biodiversity-Based Economy Development Office (Public Organization) หรือ <strong>BEDO</strong> ​ร่วมมือ​จัด<strong>งานสัมมนา &#8216;</strong><strong>Triple Planetary Crisis : </strong><strong>เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสสร้างแนวทางสู่อนาคตที่ยั่งยืน&#8217;</strong></p>
<p><span id="more-41359"></span></p>
<p>เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวิกฤตปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่ได้ส่งผลกระทบทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และมลพิษ พร้อมร่วมกำหนดแนวทางดำเนินงานแบบบูรณาการทั้งในระดับเชิงนโยบาย และการปฏิบัติในเชิงพื้นที่ เพื่อแก้ไขวิกฤตปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ทั้ง 3 ประการที่มีความเชื่อมโยงกันในทุกมิติ เพื่อร่วมเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสสร้างแนวทางสู่อนาคตที่ยั่งยืน</p>
<p><strong>&#8216;วิกฤตสิ่งแวดล้อม&#8217; คือเรื่องเดียวกับวิกฤตเศรษฐกิจ</strong></p>
<p><strong>ดร.ธนิต ชังถาวร</strong> ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (BEDO) กล่าวว่า  วิกฤตโลกด้านความหลากหลายทางชีวภาพ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และมลภาวะสิ่งแวดล้อม กำลังเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ภาคธุรกิจต้องปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับข้อจำกัดของทรัพยากรธรรมชาติ เพราะวิกฤตเหล่านี้ไม่ใช่เพียงแค่ผลประทบทางสิ่งแวดล้อมหรือธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่ยังส่งผลกระทบต่อการเติบโตของภาคธุรกิจด้วย ขณะที่การแข่งขันของภาคธุรกิจในปัจจุบันไม่ได้แข่งเพียงแต่การเพิ่มประสิทธิภาพ ประสิทธิผล การเติบโต หรือแค่เพียงนวัตกรรมเท่านั้น แต่ยังต้องมองครอบคลุมไปถึงความสามารถของธุรกิจในการปรับตัวต่อความเสี่ยงจากผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมด้วย</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41361 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/ดร.ธนิต-ผอ.BEDO_.jpg" alt="" width="1200" height="736" /></p>
<p><em>&#8221; BEDO พร้อมทำหน้าที่เชื่อมโยงทรัพยากรชีวภาพ ชุมชน และภาคธุรกิจ เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจควบคู่กับการอนุรักษ์ฐานทรัพยากรของประเทศ โดยได้พัฒนาโปรแกรม Business &amp; Biodiversity Sustainability Program เพื่อทำงานร่วมกับภาคธุรกิจในการเตรียมพร้อมประเมินตัวเอง วางแผน เพื่อสามารถลดผลกระทบการดำเนินงานทางธุรกิจที่จะส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งในอนาคตมิติเหล่านี้อาจถูกกำหนดให้กลายเป็นเงื่อนไขทางการค้าในรูปแบบที่ไม่ใช่ภาษี หรือ Non-Tariff Barriers ในระดับนานาชาติได้  รวมทั้งการผ​</em><em>ลักดันแนวคิด Nature Positive หรือเศรษฐกิจธรรมชาติเชิงบวก เพื่อสนับสนุนให้ภาคธุรกิจดำเนินงานอย่างเป็นมิตรต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ฟื้นฟูระบบนิเวศ และสร้างคุณค่าระยะยาวให้แก่เศรษฐกิจและสังคม รวมถึงต่อยอดความร่วมมือสู่การปฏิบัติจริง เพื่อเปลี่ยนความท้าทายไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน&#8221;</em></p>
<p><strong>คุณปรีญาพร สุวรรณเกษ</strong> รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะ​ประธานกล่าวเปิดงานสัมมนา และได้​ร่วมบรรยายพิเศษเรื่อง <strong>&#8216;Triple Planetary Crisis: ทิศทางนโยบายและบทบาทของประเทศไทยสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน&#8217; </strong>โดยให้ข้อมูล​ว่า 3 ประเด็นความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ อันได้แก่ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Loss) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)  และปัญหามลภาวะสิ่งแวดล้อม (Pollution) ได้กลายเป็นความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันเร่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน โดยต้องอาศัยการแก้ไขปัญหาอย่างบูรณาการและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคเอกชนซึ่งถือเป็นกำลังสำคัญในการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-41362 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/คุณเปรีญาพร-รองปลัดทส.-re.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>โดยปัจจุบันนี้ โลกไม่ใช่เพียงกำลังเผชิญกับความเสี่ยงด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่กำลังก้าวเข้าสู่ภาวะวิกฤตอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งอุณหภูมิเฉลี่ยในปี 2024 ที่ผ่านมา ซึ่งสูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียส​แล้ว และยัง​​สูงสุดในประวัติศาสตร์ของโลก รวมทั้ง​ความเข้มข้นของก๊าซ​ CO2 ซึ่งสูงที่สุดในรอบ 2 ล้านปีของโลก ขณะที่มหาสมุทรได้ดูดซับความร้อนส่วนเกินเพิ่มขึ้นถึง 91% และมีอุณหภูมิเพิ่มขึ้นในอัตราเร็วขึ้นเป็น 2 เท่าในช่วง20 ปีที่ผ่านมา ส่งผลต่อระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นแล้วกว่า 11 เซนติเมตร นับจากปี 1973  ส่วนความเสี่ยง​ต่อการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ คาดว่าสิ่งมีชีวิตกว่า 1 ล้านสายพันธุ์​ มีโอกาสสูญพันธุ์ได้ภายในไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า ซึ่งชัดเจนว่าโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ และมีแนวโน้มรุนแรงและรวดเร็วเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง</p>
<p><em>&#8220;วิกฤตทั้ง 3 ด้านมีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด เพราะการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ และเพิ่ม​ความเสี่ยงต่อการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ​รวมท้ังมีผลต่อความสามารถของธรรมชาติในการดูดซับก๊าซเรือนกระจกได้ลดลง ขณะที่​​​​ปัญหามลพิษก็จะ​ซ้ำเติมให้ทั้งสองวิกฤต​​​รุนแรงเพิ่มขึ้นอีก ดังนั้น​ การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ไม่สามารถดำเนินการแบบแยกส่วนได้ แต่ต้องดำเนินการร่วมกันอย่างบูรณาการ โดยเฉพาะการส่งเสริมแนวทางการพัฒนาที่มุ่งสู่ Nature Positive ที่ให้ความสำคัญในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน&#8221;</em></p>
<p>นอก​จากนี้ ทั้ง 3 วิกฤตยังกลายเป็นกรอบสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจโลก เนื่องจากผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่เพียงเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ แต่กระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจโลก เช่น การเกิดภัยธรรมชาติที่มีความรุนแรงและบ่อยครั้งขึ้น รวมทั้งยังส่งผลกระทบต่อชีวิต ทรัพย์สิน และระบบเศรษฐกิจเป็นวงกว้าง เช่น การเกิดไฟป่าในรัฐแคลิฟอเนียร์ ที่สร้างความเสียหายกว่า 6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (USD)  อุทกภัยในเวียดนาม สร้างความเสียหาย 1,900 ล้านUSD  นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าปัญหาความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศยังส่งผลต่อสุขภาพของประชากรโลก โดยพบว่าผลกระทบจากมลพิษ เป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของคนกว่า 7 ล้านคนทั่วโลก</p>
<p>ขณะเดียวกัน วิกฤต Biodiversity Loss ยังส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมของโลก โดย WEF ระบุว่า ระบบเศรษฐกิจมูลค่ากว่า 44 ล้านล้านUSD หรือมากกว่าครึ่งหนึ่งของ GDP โลก ต้องพึ่งพิงจากทรัพยากรธรรมชาติทั้งในระดับสูงและระดับปานกลาง รวมทั้งพืชอาหารกว่า  75% ของโลก ที่ยังต้องอาศัยการผสมกสรตามธรรมชาติ ดังนั้น จึงเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ทั้งวิกฤตสิ่งแวดล้อมทั้ง 3 เรื่องนี้ จึงถือเป็นความเสี่ยงสำคัญและส่งผลกระทบโดยตรงทั้งต่อระบบโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ห่วงโซ่อุปทานโลก ความมั่นคงทั้งอาหาร น้ำ และวัตถุดิบ ไปจนถึงภาคแรงงาน ดังนั้น ความมั่นคงของสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ จึงเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-41363 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Tripple-Crisis.jpg" alt="" width="1200" height="657" /></p>
<p><em>&#8220;ปัจจุบันหลายภาคส่วนเริ่มได้รับผลกระทบจากวิกฤตสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมที่เริ่มเห็นได้อย่างชัดเจน ทั้งภาคพลังงาน ที่ต่างเร่งขับเคลื่อนไปสู่การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ​ภาคเกษตรที่ผลผลิตได้รับผลกระทบจากความแปรปรวนของสภาพอากาศ รวมทั้งภาคอสังหาริมทรัพย์ ที่ต้องปรับตัวต่อความเสี่ยงจากปัญหาน้ำท่วมรวมทั้งความร้อน และเป็นภาพสะท้อนอย่างชัดเจนว่าความเสี่ยงทางสิ่งแวดล้อม ได้กลายเป็นความเสี่ยงของภาคธุรกิจแล้วอย่างแท้จริง&#8221;</em></p>
<p><strong>ภาคเอกชน ร่วมมือแก้ Tripple Crisis อย่างบูรณาการ</strong></p>
<p><strong>คุณประเสริฐ บุญสัมพันธ์</strong> ประธานองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน กล่าวว่า องค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนา อย่างยั่งยืน (TBCSD) ในฐานะเครือข่ายธุรกิจด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดเครือข่ายหนึ่งของประเทศมีความมุ่งมั่น ในการร่วมสร้างเครือข่ายภาคธุรกิจเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน โดย TBCSD ได้มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมและขับเคลื่อนให้ภาคธุรกิจ ร่วมกับภาครัฐ และภาคส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ในการแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม<br />
ของประเทศไทย ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Loss) และ มลพิษ (Pollution) ซึ่งปัญหาหลักทั้ง 3 ประการนี้ล้วนมีความเชื่อมโยงกันและส่งผลกระทบ<br />
ซึ่งกันและกัน การแก้ไขปัญหาใดปัญหาหนึ่งโดยปราศจากการพิจารณาเชิงระบบไม่อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ยั่งยืนได้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41364 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/คุณประเสริฐ-ประธานTBCSD.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>&#8220;ทุกภาคส่วน​ต้องบูรณาการมาตรการเพื่อรับมือกับวิกฤตทั้งสามพร้อมกันอย่างเป็นระบบ โดยประเด็นด้านความหลากหลายทางชีวภาพได้เป็นประเด็นที่ TBCSD นำมาหารือกับองค์กรสมาชิกเพื่อร่วมขับเคลื่อนประเด็นธุรกิจเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพ (Business for Biodiversity) “ความหลากหลายทางชีวภาพ” (Biodiversity) นับว่าเป็น “ต้นทุนทางเศรษฐกิจ” ที่มีความสำคัญอย่างมากและต้องได้รับการดูแล ฟื้นฟู อนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน โดยในมุมของภาคธุรกิจ องค์กรภาคธุรกิจไทยควรที่จะต้องเริ่มนำแนวคิดเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพเข้าไปผนวกอยู่ในแผนการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรมอันเป็นกุญแจสำคัญสู่ระบบนิเวศที่ยั่งยืน เพื่อเป็นการสร้างโอกาสในการแข่งขันในอนาคต ทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการรูปแบบใหม่ ๆ รวมถึง การเข้าถึงกลไกการเงินเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพ อีกด้วย”  </em></p>
<p><strong>ร่วมหาทางรอดจาก 3 วิกฤตโลก</strong></p>
<p>ช่วงเสวนา เรื่อง <strong>Triple Planetary Crisis: ร่วมหาทางรอดจาก 3 วิกฤตโลกสู่อนาคตที่ยั่งยืน</strong> โดยผู้บริหารระดับสูงจาก 3 หน่วยงานหลักที่มีบทบาทสำคัญในการร่วมเปลี่ยนวิกฤตปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมให้เป็นโอกาสสร้างแนวทางสู่อนาคตที่ยั่งยืน ดังนี้</p>
<p><strong>คุณณกรณ์ ตรรกวิรพัท</strong> ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก กล่าวว่า ​ปัจจุบันคาร์บอนเครดิต ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือทางการเงินเพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่านั้น แต่กำลังถูกยกระดับให้เป็นกลไกสำคัญในการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเป็น &#8216;<strong>เทคโนโลยีทางธรรมชาติ&#8217;</strong> ที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการกักเก็บคาร์บอนและยับยั้งวิกฤตโลกเดือดอย่างยั่งยืน</p>
<p><em>&#8220;การพัฒนาโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER) โดยเฉพาะในภาคป่าไม้และการเกษตร ไม่เพียงแต่ช่วยดูดซับและกักเก็บคาร์บอน แต่ยังเป็นการรักษาและฟื้นฟูระบบนิเวศ รักษาความหลากหลายทางชีวภาพ สร้างผลประโยชน์ร่วมที่วัดผลได้ ทั้งการเป็นแหล่งต้นน้ำ การรักษาความปลอดภัยทางอาหาร และการสร้างรายได้เสริมให้ชุมชนท้องถิ่นผ่านการดูแลป่า ดังนั้น การบูรณาการระหว่างคาร์บอนเครดิตและการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ คือ กุญแจสำคัญที่จะเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) อย่างสมดุล มั่นคง และได้รับการยอมรับในเวทีโลกอย่างแท้จริง&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41365 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/เสวนาช่วงที่-1-3.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ดร.ธนิต ชังถาวร</strong> ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) (BEDO) ​กล่าวว่า วิกฤตความหลากหลายทางชีวภาพกำลังเปลี่ยนจากประเด็นปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมไปสู่ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและธุรกิจโดยตรง จากแรงกดดันของกิจกรรมมนุษย์ที่ส่งผลต่อระบบนิเวศอย่างต่อเนื่อง ภาคธุรกิจจึงมีบทบาทสำคัญทั้งในฐานะผู้พึ่งพาและผู้มีส่วนก่อให้เกิดผลกระทบ ขณะเดียวกัน แนวโน้มระดับโลกเริ่มมีการผลักดันนโยบายและกฎหมายด้านความหลากหลายทางชีวภาพอย่างจริงจัง ทำให้ภาคธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัวและยกระดับการดำเนินงานให้สอดคล้องกับบริบทใหม่</p>
<p><em>&#8220;แนวคิด<strong> Nature Positive</strong> จึงถูกนำมาเป็นทิศทางสำคัญ โดยมุ่งเน้น​ฟื้นฟูและเพิ่มพูนธรรมชาติควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจ ไม่ใช่เพียงการลดผลกระทบเท่านั้น ในบริบทของประเทศไทย  BEDO มุ่งผลักผลันการขับเคลื่อนของภาคธุรกิจสู่ Nature Positive Economy ผ่านกรอบการดำเนินงาน ACT-D ได้แก่ การประเมิน (Assess) การกำหนดแผน (Commit) การปรับเปลี่ยนสู่การดำเนินงานที่ยั่งยืน (Transform) และการเปิดเผยข้อมูล (Disclose) ที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถประเมิน วางแผน ปรับตัว และเปิดเผยข้อมูลด้านความหลากหลายทางชีวภาพได้อย่างเป็นระบบ ซึ่งทิศทางดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนผ่านสำคัญของภาคธุรกิจ จากการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ไปสู่การสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อธรรมชาติ ซึ่งไม่เพียงเป็นความรับผิดชอบ แต่ยังเป็นโอกาสในการสร้างความยั่งยืนและความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวของเศรษฐกิจไทย”</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41366 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/เสวนาช่วงที่-1-2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ดร.วิจารย์ สิมาฉายา</strong> ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยและเลขาธิการองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยและประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกกำลังเผชิญกับวิกฤตปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมโลก 3 ประการ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และมลพิษ ซึ่งล้วนมีความเชื่อมโยงกันในทุกมิติจนกลายมาเป็นความท้าทายในการหาแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน ได้แก่ ปัญหามลพิษทางอากาศจาก PM2.5 อย่างไรก็ดี การแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 เป็นความท้าทายในยุคโลกรวนที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการบูรณาการจัดการแก้ไขปัญหาในทุกมิติตั้งแต่ระดับนโยบายลงไปจนถึงระดับการปฎิบัติการในเชิงพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม รวมถึง ปัญหามลพิษขยะและขยะพลาสติก</p>
<p><em>&#8220;ปัจจุบันภาคธุรกิจไทยได้มีการบูรณาการความร่วมมือกับภาคีทุกภาคส่วนในการร่วมแก้ไขปัญหาขยะและการจัดการขยะพลาสติกทั้งในเชิงระดับนโยบายและการปฏิบัติในพื้นที่ เพื่อสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circularity Ecosystem) ในการจัดการปัญหาขยะพลาสติกและขยะอื่น ๆ อย่างเป็นรูปธรรมบนพื้นฐานของการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุลตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน อันเป็นการ แสดงถึงความมุ่งมั่นในการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการหมุนเวียนวัสดุและการจัดการขยะอย่างยั่งยืน เพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนการหมุนเวียนพลาสติกทั้งระบบ ร่วมแก้ปัญหาขยะพลาสติกด้วยกลไกทางธุรกิจ โดยมีเป้าหมายใน การลดปริมาณขยะ เพิ่มอัตราการรีไซเคิล และสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัสดุใช้แล้วเพื่อให้เกิดคุณค่าทางเศรษฐกิจ การเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย”</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/triple-planetary-crisis-seminar/">&#8216;วิกฤตสิ่งแวดล้อม = วิกฤตเศรษฐกิจ&#8217; TEI ร่วมกับ TBCSD และ BEDO ผนึกกำลังร่วมเปลี่ยนวิกฤตสิ่งแวดล้อม เร่งบูรณาการหาทางรอด พร้อมเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส สร้างแนวทางสู่อนาคตที่ยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;สภาพอากาศสุดขั้ว&#8217; ภัยคุกคามสำคัญ ที่ต้​องเร่ง​ &#8216;คุ้มครองโลก&#8217; เมื่อปี 2026 เริ่มเห็นภาพ Global Weirding ได้ชัดเจนมากขึ้น</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/04/global-weirding-global-currency-riks/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 22 Apr 2026 09:15:42 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[#ClimateChange]]></category>
		<category><![CDATA[22 เมษายน วันคุ้มครองโลก]]></category>
		<category><![CDATA[Earth Day]]></category>
		<category><![CDATA[earth day 2026]]></category>
		<category><![CDATA[กรมโลกร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[วันคุ้มครองโลก]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤตสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[สภาพอากาศสุดขั้ว]]></category>
		<category><![CDATA[อากาศสุดขั้ว]]></category>
		<category><![CDATA[โลกร้อน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=41305</guid>

					<description><![CDATA[<p>22 เมษายนของทุกปี เป็น วันคุ้มครองโลก (Earth Day) เกิดขึ้นครั้งแรกในปี 1970 ก่อให้เกิดการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม ผลักดันให้เกิดความตื่นตัวด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงกฎหมาย มาตรการที่เกี่ยวข้อง และความจำเป็นในการอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม มีการจัดแคมเปญและกิจกรรมสร้างความตระหนักรู้มากมายเพื่อปกป้องระบบนิเวศของโลก สำหรับ​ วันคุ้มครองโลกในปี 2569  ( ​Earth day 2026) มาพร้อมวาระสำคัญภายใต้ธีม &#8216;Our Power, Our Planet&#8217; ตอกย้ำความสำคัญในการสร้างความร่วมมือ เพื่อ​ผลักดัน​​สู่ เป้าหมายการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานหมุนเวียนและการผลิตพลังงานสะอาดให้เพิ่มขึ้น 3 เท่า ภายในปี 2030 พร้อมแนวทางการสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนได้อย่างเป็นรูปธรรม ตอก​ย้ำการแสดงความรับผิดชอบร่วมกันของประชาชน องค์กร และรัฐบาล ในการเสริมสร้างการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม เร่ง​พัฒนาพลังงานสะอาด และขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบผ่านการมีส่วนร่วมของประชาชน สะท้อนบทบาทของประชาชนและสังคมทั่วโลกในการร่วมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งจะส่งผลต่อความเป็นอยู่ สุขภาพ ระบบอาหาร พลังงาน ความเสี่ยงภัยพิบัติ เศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน และความมั่นคงในระยะยาว จุดเริ่มต้น Earth Day มูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย อธิบายว่า &#8216;วันคุ้มครองโลก&#8217; [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/global-weirding-global-currency-riks/">&#8216;สภาพอากาศสุดขั้ว&#8217; ภัยคุกคามสำคัญ ที่ต้​องเร่ง​ &#8216;คุ้มครองโลก&#8217; เมื่อปี 2026 เริ่มเห็นภาพ Global Weirding ได้ชัดเจนมากขึ้น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>22 เมษายนของทุกปี เป็น <strong>วันคุ้มครองโลก (Earth Day)</strong> เกิดขึ้นครั้งแรกในปี 1970 ก่อให้เกิดการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม ผลักดันให้เกิดความตื่นตัวด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงกฎหมาย มาตรการที่เกี่ยวข้อง และความจำเป็นในการอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม มีการจัดแคมเปญและกิจกรรมสร้างความตระหนักรู้มากมายเพื่อปกป้องระบบนิเวศของโลก</p>
<p><span id="more-41305"></span></p>
<p>สำหรับ​ <strong>วันคุ้มครองโลกในปี 2569  ( ​Earth day 2026)</strong> มาพร้อมวาระสำคัญภายใต้ธีม <strong>&#8216;Our Power, Our Planet&#8217; </strong>ตอกย้ำความสำคัญในการสร้างความร่วมมือ เพื่อ​ผลักดัน​​สู่ <strong>เป้าหมายการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานหมุนเวียนและการผลิตพลังงานสะอาดให้เพิ่มขึ้น 3 เท่า ภายในปี 2030</strong> พร้อมแนวทางการสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนได้อย่างเป็นรูปธรรม ตอก​ย้ำการแสดงความรับผิดชอบร่วมกันของประชาชน องค์กร และรัฐบาล ในการเสริมสร้างการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม เร่ง​พัฒนาพลังงานสะอาด และขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบผ่านการมีส่วนร่วมของประชาชน สะท้อนบทบาทของประชาชนและสังคมทั่วโลกในการร่วมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งจะส่งผลต่อความเป็นอยู่ สุขภาพ ระบบอาหาร พลังงาน ความเสี่ยงภัยพิบัติ เศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน และความมั่นคงในระยะยาว</p>
<p><strong>จุดเริ่มต้น </strong><strong>Earth Day</strong></p>
<p><strong>มูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย</strong> อธิบายว่า<strong> &#8216;วันคุ้มครองโลก&#8217; (</strong>Earth Day) มีจุดเริ่มจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้เกิดการเติบโตของอุตสาหกรรมอย่างก้าวกระโดด โดย​ผลที่ตามมาจากการพัฒนากระบวนการผลิตของโรงงาน มีทั้ง​มลพิษทางอากาศ น้ำเสีย และของเสีย ทำให้สิ่งแวดล้อมเกิดความเสื่อมโทรมและเริ่มส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของคนและสัตว์</p>
<p>ในปี 1970 จึงได้มีการริเริ่มวันคุ้มครองโลก โดย <strong>เกย์ลอร์ด เนลสัน</strong> อดีตผู้ว่าการรัฐวิสคอนซิน เป็นหนึ่งในผู้ผลักดันให้เกิดความตื่นตัวและตระหนักต่อประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึง <strong>เดนนิส เฮย์ส</strong> และทีมงานกว่า 85 คน ที่ช่วยในการขับเคลื่อนให้เกิดการรณรงค์และกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้ชาวอเมริกันกว่า 20 ล้านคน ได้ออกมาเคลื่อนไหวและทำกิจกรรมร่วมกัน นับเป็นจุดเริ่มและเป็นแรงผลักดันให้หลายประเทศได้ออกมาขับเคลื่อนประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมตามมา</p>
<figure id="attachment_41313" aria-describedby="caption-attachment-41313" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-41313 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Renew-WInd.jpg" alt="" width="1200" height="720" /><figcaption id="caption-attachment-41313" class="wp-caption-text">Photo : Number 24 x Shutterstock Thailand</figcaption></figure>
<p><strong>โลกตื่นตัว แต่วิกฤตกำลังคืบคลาน</strong></p>
<p>แม้จะผ่านมามากกว่า 5 ทศวรรษ ของการขับเคลื่อน <strong>&#8216;วันคุ้มครองโลก&#8217;</strong> พร้อมทั้งมีการหยิบยกปัญหาด้านวิกฤติสิ่งแวดล้อม​ขึ้นมาพูดในหลายเวทีเพื่อหาทางออกทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ เอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม แต่จากการสำรวจความเสี่ยงโลก (GRPS : Global Risks Perception Survey ) 2026 ของ World Economic Forum ก็ยังพบว่า<em><strong> ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม ยังคงเป็นภัยคุกคามสำคัญของโลกใบนี้  ตลอดช่วง​ระยะยาว 10 ปีข้างหน้านี้ (ภายในปี ค.ศ. 2036) ​</strong></em></p>
<p>โดยเฉพาะอันดับ 1 คือ &#8216;<strong>สภาพอากาศสุดขั้ว&#8217;</strong> ก่อให้เกิดสภาพอากาศที่รุนแรงผิดปกติ คลื่นความร้อนที่เพิ่มขึ้น ภัยแล้ง ฝนตกหนัก พายุ และแม้กระทั่ง อากาศหนาวจัด ถัดมา คือ &#8216;<strong>การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ&#8217;</strong> ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากน้ำมือมนุษย์ และ อันดับ 3 คือ <strong>&#8216;การเปลี่ยนแปลงสำคัญของระบบโลก&#8217;</strong> นับเป็นความเสี่ยง 3 อันดับแรก ที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมทั้งหมด สะท้อนให้เห็นว่า ในอีก 10 ปีข้างหน้า เราอาจต้องเผชิญกับวิกฤติที่หลีกเลี่ยงได้ยาก</p>
<p><strong>&#8216;อากาศสุดขั้ว&#8217; ไม่ต้องรอ </strong><strong>10 ปี </strong></p>
<p>แม้จะเป็นการส่งสัญญาณแจ้งเตือนให้​​เฝ้าระวังวิกฤตสิ่งแวดล้อมในระยะยาว แต่ที่ผ่านมา โลกก็ใช่ว่าไม่เคยเผชิญกับปรากฏการณ์ดังกล่าว เพราะในปี 2026 นี้ โลกก็ได้เผชิญหน้ากับวิกฤตสภาพอากาศสุดขั้ว ที่มีทั้ง​ความหนาว ร้อน แล้ง และวิกฤตน้ำท่วมได้ย่างชัดเจนแล้ว</p>
<p>จากบทความ <strong>&#8216;ทำไมทั่วโลก หนาว ร้อน แล้ง ท่วมสุดขั้วพร้อมกันต้นปี 2026? </strong>&#8216;<strong> บทสรุประบบปรับอากาศของโลกพังแล้ว</strong>  โดย <strong>อลงกรณ์ พลบุตร</strong> ประธานมูลนิธิเวิลด์วิว ไครเมท (Worldview Climate Foundation) ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ.(FKII Thailand) ได้อธิบายถึง ปรากฏการณ์ยุโรปหนาวสุดขั้ว ออสเตรเลียร้อนสุดขีด อเมริกาใต้แล้งสุดทน แอฟริกาน้ำท่วมรุนแรงภายใต้ความโกลาหลของสภาพภูมิอากาศ (Climate Chaos)</p>
<p>ในขณะที่ยุโรปกำลังเผชิญสภาพอากาศหนาวเยือกสุดขั้วที่เรียกว่าเป็นหนึ่งใน<strong> คลื่นความหนาวจัด (cold wave)</strong> ที่รุนแรงที่สุด แต่ในอีกซีกโลกกลับเผชิญร้อนสุดขั้ว แล้งสุดขีด และน้ำท่วมรุนแรง ปรากฏการณ์ความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศในต้นปี 2026 นี้ คือ ภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดของสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า <em><strong>Global Weirding</strong></em> หรือ <em><strong>&#8216;ความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศโลก&#8217;</strong></em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-41306 size-large aligncenter" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/S__11739150-1024x1024.webp" alt="" width="1024" height="1024" /></p>
<p><strong>ร้อน แล้ง ท่วมรุนแรง หลายพื้นที่</strong></p>
<p>จากข้อมูลเหตุการณ์สภาพอากาศโลกในช่วงต้นปี 2026 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ยุโรปกำลังเผชิญพายุหิมะและความหนาวเย็นผิดปกติ (Cold Snap) พบการแบ่งขั้วของสภาพอากาศที่ชัดเจนในซีกโลกอื่นๆ ดังนี้</p>
<p><strong>1. ประเทศที่ &#8216;ร้อนสุดขั้ว&#8217; (Extreme Heat)</strong></p>
<p>ขณะที่ยุโรปหนาวสั่น ซีกโลกใต้ซึ่งเป็นฤดูร้อนกลับร้อนแรงผิดปกติ โดยเฉพาะ :</p>
<p>&#8211; ออสเตรเลีย (ตอนใต้): ช่วงเดือนมกราคม 2026 พื้นที่ทางตอนใต้ของออสเตรเลียเผชิญกับคลื่นความร้อนรุนแรง (Heatwave) อุณหภูมิพุ่งสูงแตะระดับ 40-45°C ในหลายพื้นที่ ทางการต้องประกาศเตือนภัยระดับสูง ซึ่งตรงข้ามกับยุโรปอย่างสิ้นเชิง</p>
<p>&#8211; อเมริกาใต้ (บางส่วน): ประเทศอาร์เจนตินาและชิลีเผชิญกับคลื่นความร้อนที่มาเร็วกว่าปกติและยาวนาน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและเสี่ยงต่อไฟป่า</p>
<p><strong>2. ประเทศที่ &#8216;แล้งสุดขั้ว&#8217; (Severe Drought)</strong></p>
<p>ความร้อนที่สะสมมานาน ประกอบกับปรากฏการณ์ La Niña อ่อนๆ ที่ยังหลงเหลือ หรือช่วงเปลี่ยนผ่าน ส่งผลให้เกิดความแห้งแล้งในพื้นที่เกษตรกรรมสำคัญ :</p>
<p>&#8211; บราซิล (ตอนกลางและตะวันออก): เผชิญวิกฤตภัยแล้งต่อเนื่อง (Prolonged Drought) ระดับน้ำในแม่น้ำสายหลักลดต่ำลงอย่างน่าตกใจ กระทบต่อการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำและการส่งออกสินค้าเกษตร</p>
<p>&#8211; อาร์เจนตินา (ตอนกลาง) : พื้นที่ปลูกถั่วเหลืองและข้าวโพดเจอกับสภาพอากาศที่แห้งและร้อนกว่าปกติ ซ้ำเติมปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ</p>
<p><strong>3. ประเทศที่ &#8216;น้ำท่วมรุนแรง&#8217; (Severe Floods)</strong></p>
<p>ขณะที่บางพื้นที่แล้งจัด พลังงานความร้อนในมหาสมุทรกลับผลักดันให้พายุฝนรุนแรงขึ้นในอีกซีกโลก :</p>
<p>&#8211; ออสเตรเลีย (ตอนเหนือ – รัฐควีนส์แลนด์) นี่คือตัวอย่างของความสุดขั้วในประเทศเดียว ในขณะที่ทางใต้ร้อน ทางเหนือกลับเจอพายุไซโคลนและลมมรสุมที่หอบฝนมาถล่มจนเกิดน้ำท่วมใหญ่ (Widespread Flooding) ปริมาณน้ำฝนสะสมสูงระดับทำลายสถิติ</p>
<p>&#8211; โมซัมบิก และ แอฟริกาตอนใต้: พื้นที่จังหวัด Zambézia และใกล้เคียง เจอกับพายุฝนฟ้าคะนองรุนแรงและน้ำท่วมฉับพลัน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและต้องอพยพประชาชนจำนวนมาก บ้านเรือนถูกทำลายจากทั้งน้ำและลมพายุ</p>
<p><strong><em>ดังนั้น สถานการณ์ปี </em></strong><strong><em>2026 : การที่โลกหนาวจัดและร้อนจัดในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน คือ หลักฐานยืนยันว่า “ระบบปรับอากาศของโลกพังทลายลงแล้ว”จากการเปลี่ยนแปลงจากโลกร้อนสู่โลกเดือด</em></strong></p>
<figure id="attachment_41314" aria-describedby="caption-attachment-41314" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-41314 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Earth1-.jpg" alt="" width="1200" height="800" /><figcaption id="caption-attachment-41314" class="wp-caption-text">Photo : Number 24 x Shutterstock Thailand</figcaption></figure>
<p><strong>ปี </strong><strong>2026 จุดเริ่มต้น สภาพอากาศสุดขั้วแบบใหม่ของประเทศไทย </strong></p>
<p>ภายในงานประชุม <strong>&#8216;ถอดบทเรียนการทดลองใช้ระบบติดตามประเมินผลการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ&#8217;</strong> เมื่อวันที่ 20 เมษายน ที่ผ่านมา <strong>ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช</strong> อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เผยรายงาน <strong>Climate Risk Index (CRI) 2026 </strong>โดยองค์กร Germanwatch พบว่า <em><strong>ประเทศไทยมีความเสี่ยงต่อเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ากังวล โดยขยับจากอันดับที่ 72 ในปี 2022 มาอยู่อันดับที่ 17 ของโลกในปี 2024</strong></em></p>
<p>ขณะที่ข้อมูลจาก Met Office ระบุว่าปี 2026 นี้จะเป็น 1 ใน 4 ปีที่ร้อนที่สุดของประวัติศาสตร์โลก โดยอุณหภูมิเฉลี่ยจะสูงกว่าระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมถึง 1.4 องศาเซลเซียส สอดคล้องกับ Global Risks Report 2026 ของ World Economic Forum ที่ชี้ว่าความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมคือภัยคุกคามอันดับหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรง</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-41307 size-large aligncenter" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/674181696_1426794569476961_8109047690908218096_n-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" /></p>
<p>สอดคล้องกับความเห็นของ <strong>คุณธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการ </strong><strong>Climate Connector และผู้ร่วมก่อตั้งกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้</strong> ที่มองว่า ปี 2026 คือ จุดเริ่มต้น สภาพอากาศสุดขั้วแบบใหม่ของประเทศไทย  &#8216;ไม่ใช่แค่ &#8216;อากาศร้อนขึ้น&#8217; แต่คือการซ้อนทับของความเสี่ยงหลายชั้นในเวลาเดียวกัน ร้อน+ชื้น, ร้อน+ความต้องการไฟฟ้าพุ่ง, ร้อน+ภัยแล้ง, ร้อน+ฝนกระหน่ำ และ ร้อน+น้ำทะเลหนุน ความเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เส้นแนวโน้มสวยๆ แต่เป็น<strong> &#8216;ตัวขยาย&#8217;</strong> ที่ทำให้ความผันผวนตามฤดูกาลกลายเป็นเหตุการณ์สุดขั้วที่กระทบชีวิตและเศรษฐกิจ</p>
<p><strong>สถานการณ์ของไทยหลังปี 2026 :</strong> ทศวรรษที่ชี้ชะตาเส้นทางของไทย การพยากรณ์ของ Met Office สะท้อนว่าปี 2026 จะต่อเนื่องจากชุดปีที่ร้อนจัดมาก โดยชี้ความเป็นไปได้ที่จะกลับไปเฉียด/เกิน 1.5°C แบบชั่วคราวได้อีก ข้อความลึกกว่านั้นคือ “การเกินชั่วคราว” ไม่ใช่เหตุการณ์สะเทือนใจที่เกิดครั้งเดียว แต่เป็นสัญญาณเตือนที่อาจเกิดซ้ำๆ</p>
<p>ในขณะที่ Berkeley Earth อธิบายกรอบฉากทัศน์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ใช้กันแพร่หลายในวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศ ตั้งแต่เส้นทางปล่อยต่ำ (SSP1-2.6) เส้นทางระดับกลางที่มักสะท้อนพฤติกรรมโลกปัจจุบัน (SSP2-4.5) ไปจนถึงเส้นทางปล่อยสูง (SSP3-7.0) และยังชี้ว่า หากไม่ลดการปล่อยอย่างรวดเร็ว ค่าเฉลี่ยโลกในระยะยาวถูกคาดว่าจะข้ามเส้น 1.5°C ในช่วงคริสตทศวรรษ 2030 นั่นหมายความว่า รัฐบาลไทยชุดถัดไปที่เกิดขึ้นภายใต้เงาการเลือกตั้งต้นปี 2026 จะบริหารประเทศในช่วง &#8216;ปีชี้เป็นชี้ตาย&#8217; ซึ่งมีความท้าทายอย่างมากในการรับมือวิกฤตนี้ว่าจะเป็นแค่ความโหดร้ายที่รับมือได้ หรือจะเทไปสู่ระดับที่จัดการแทบไม่ไหว</p>
<p><strong>5 วิธีดูแลสิ่งแวดล้อมง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน </strong></p>
<p>แม้เรื่องของโลกร้อน วิกฤตสิ่งแวดล้อม จะดูเป็นเรื่องใหญ่ แต่ก็ใช่ว่าเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับประชาชนอย่างเรา การเริ่มตระหนักและทำลงมือทำวันละเล็กวันละน้อย ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญที่จะขับเคลื่อนการดูแลโลกในภาพใหญ่ได้ สำนักอนามัยสิ่งแวดล้อม กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข แนะ <strong> 5 วิธี คุ้มครองโลก </strong> เริ่มต้นง่ายๆ จากตัวเราในชีวิตประจำวัน ดังนี้</p>
<p><strong>1. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้พลังงานไฟฟ้าในบ้าน :</strong> ลดการใช้ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็นและเลือกใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพ</p>
<p><strong>2. ส่งเสริมการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม</strong> : ลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวและใช้ขนส่งสาธารณะที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม</p>
<p><strong>3. จัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพ :</strong> คัดแยก และลดปริมาณขยะ โดยใช้หลัก 3Rs (Reduce, Reuse, Recycle)</p>
<p><strong>4. ประหยัดน้ำ</strong> : ใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า เช่น อาบน้ำจากฝักบัวแทนการใช้อ่างอาบน้ำ นำน้ำที่ใช้ล้างผักผลไม้ไปใช้รดน้ำต้นไม้ เป็นต้น</p>
<p><strong>5. สนับสนุนผลิตภัณฑ์และธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม :</strong> เลือกซื้อสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น สินค้าที่มีลักษณ์ฉลากเขียว โรงแรมที่เป็นมิตรกับสุขภาพและสิ่งแวดล้อม (GREEN Health Hotel) เป็นต้น</p>
<p>ที่มา : มูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย , อบก. (TGO) , SDG Resource Centre , อปท.นิวส์ , taragraphies.org , กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม , สำนักอนามัยสิ่งแวดล้อม กรมอนามัย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/global-weirding-global-currency-riks/">&#8216;สภาพอากาศสุดขั้ว&#8217; ภัยคุกคามสำคัญ ที่ต้​องเร่ง​ &#8216;คุ้มครองโลก&#8217; เมื่อปี 2026 เริ่มเห็นภาพ Global Weirding ได้ชัดเจนมากขึ้น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
