<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>อินไซต์ &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%8b%e0%b8%95%e0%b9%8c/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Fri, 13 Feb 2026 06:40:53 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.5</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>อินไซต์ &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ท็อปส์ เปิดอินไซต์ &#8216;ไหว้ตรุษจีน&#8217; แบบพอดี พร้อม 4 ไอเดีย จัดการ &#8216;อาหารส่วนเกินช่วงเทศกาล&#8217; ได้ทั้งสิริมงคล ​สร้างประโยชน์ชุมชน และไม่เป็นภาระสิ่งแวดล้อม</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/02/tops-the-great-chinese-new-year-2026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 12 Feb 2026 22:16:27 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[chinese new year]]></category>
		<category><![CDATA[Every Day DISCOVERY]]></category>
		<category><![CDATA[Food Discovery & Destination]]></category>
		<category><![CDATA[Food Waste]]></category>
		<category><![CDATA[Grocery]]></category>
		<category><![CDATA[Insight]]></category>
		<category><![CDATA[My Choice]]></category>
		<category><![CDATA[Retail]]></category>
		<category><![CDATA[Surplus Food]]></category>
		<category><![CDATA[The Great Chinese New Year 2026]]></category>
		<category><![CDATA[Tops]]></category>
		<category><![CDATA[Tops Thailand]]></category>
		<category><![CDATA[ขยะอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[ของไหว้ตรุษจีน]]></category>
		<category><![CDATA[ซูเปอร์มาร์เก็ต]]></category>
		<category><![CDATA[ตรุษจีน]]></category>
		<category><![CDATA[ท็อปส์]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจค้าปลีก]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้บริโภค]]></category>
		<category><![CDATA[หมอช้าง–ทศพร ศรีตุลา]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารส่วนเกิน]]></category>
		<category><![CDATA[อินไซต์]]></category>
		<category><![CDATA[เซ็นทรัล รีเทล]]></category>
		<category><![CDATA[เทศกาลตรุษจีน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=39996</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#8216;เทศกาลตรุษจีน&#8217; หรือปีใหม่ของชาวจีน (Chinese New Year) ​​เป็นอีกหนึ่งโมเมนต์สำคัญของหลายครอบครัว โดยเฉพาะ​คนไทยเชื้อสายจีน ที่จะได้มีโอกาสเดินทางพบปะ​ พูดคุย และร่วมกันทำกิจกรรมต่างๆ กับสมาชิก​ในครอบครัวอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ทั้งเพื่อความเป็นสิริมงคลในการก้าวเข้าสู่ปีใหม่ ​รวมทั้งยังเป็นอีกหนึ่งเทศกาลเพื่อแสดงออกถึงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ ซึ่งถือปฏิบัติกันมาอย่างต่อเนื่องจากรุ่นสู่รุ่น สำหรับ &#8216;เทศกาลตรุษจีน 2569&#8217;​ ปีนี้ตรงกับวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งถือเป็น &#8216;วันเที่ยว&#8217; โดยมี &#8216;วันจ่าย&#8217; 15 กุมภาพันธ์ 2569 และ &#8216;วันไหว้&#8217; 16 กุมภาพันธ์​ 2569 ​ภายใต้บรรยากาศโดยรวมที่ค่อนข้าง​คึกคัก เนื่องจาก​เป็นช่วงเทศกาลประจำปีที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญ ทั้งเพื่อการเฉลิมฉลองและเสริมความเป็นสิริมงคลให้ชีวิต เข้าใจ​ &#8216;Conscious Consumption&#8217; ​เฉลิมฉลองแบบไม่สร้างภาระให้โลก  อีกหนึ่งสถานการณ์ที่มักจะเกิดขึ้นพร้อมกับเทศกาลตรุษจีนอยู่เสมอ ก็คือ &#8216;ปริมาณอาหารที่เกินพอดี&#8217; ทั้งจากปริมาณของไหว้ที่จัดเตรียมไว้ รวมไปถึงอาหารเพิ่มเติมจากสมาชิกในครอบครัวที่ถือติดมือมารับประทานร่วมกัน ทำให้ในช่วงเทศกาลตรุษจีนของทุกปี มักจะมีปริมาณอาหารส่วนเกินเหลืออยู่เป็นจำนวนมาก  ซึ่งหากไม่สามารถบริหารจัดการให้ดี ก็อาจจะเป็นการเพิ่มปัญหาเรื่องขยะอาหาร (Food Waste) ที่สร้างผลกระทบทั้งต่อโลกและสิ่งแวดล้อมตามมาได้  ข้อมูลนี้สอดคล้องกับอินไซต์ที่ทางท็อปส์ค้นพบ จากการสำรวจ &#8216;แนวโน้มการจับจ่ายช่วงเทศกาลตรุษจีน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/02/tops-the-great-chinese-new-year-2026/">ท็อปส์ เปิดอินไซต์ &#8216;ไหว้ตรุษจีน&#8217; แบบพอดี พร้อม 4 ไอเดีย จัดการ &#8216;อาหารส่วนเกินช่วงเทศกาล&#8217; ได้ทั้งสิริมงคล ​สร้างประโยชน์ชุมชน และไม่เป็นภาระสิ่งแวดล้อม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>&#8216;เทศกาลตรุษจีน&#8217;</strong> หรือปีใหม่ของชาวจีน (Chinese New Year) ​​เป็นอีกหนึ่งโมเมนต์สำคัญของหลายครอบครัว โดยเฉพาะ​คนไทยเชื้อสายจีน ที่จะได้มีโอกาสเดินทางพบปะ​ พูดคุย และร่วมกันทำกิจกรรมต่างๆ กับสมาชิก​ในครอบครัวอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ทั้งเพื่อความเป็นสิริมงคลในการก้าวเข้าสู่ปีใหม่ ​รวมทั้งยังเป็นอีกหนึ่งเทศกาลเพื่อแสดงออกถึงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ ซึ่งถือปฏิบัติกันมาอย่างต่อเนื่องจากรุ่นสู่รุ่น</p>
<p><span id="more-39996"></span></p>
<p>สำหรับ<strong> &#8216;เทศกาลตรุษจีน 2569&#8217;​</strong> ปีนี้ตรงกับวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งถือเป็น <strong>&#8216;วันเที่ยว&#8217;</strong> โดยมี &#8216;<strong>วันจ่าย&#8217;</strong> 15 กุมภาพันธ์ 2569 และ &#8216;<strong>วันไหว้&#8217;</strong> 16 กุมภาพันธ์​ 2569 ​ภายใต้บรรยากาศโดยรวมที่ค่อนข้าง​คึกคัก เนื่องจาก​เป็นช่วงเทศกาลประจำปีที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญ ทั้งเพื่อการเฉลิมฉลองและเสริมความเป็นสิริมงคลให้ชีวิต</p>
<p><strong>เข้าใจ​ &#8216;Conscious Consumption&#8217; ​เฉลิมฉลองแบบไม่สร้างภาระให้โลก </strong></p>
<p>อีกหนึ่งสถานการณ์ที่มักจะเกิดขึ้นพร้อมกับเทศกาลตรุษจีนอยู่เสมอ ก็คือ <strong>&#8216;ปริมาณอาหารที่เกินพอดี&#8217;</strong> ทั้งจากปริมาณของไหว้ที่จัดเตรียมไว้ รวมไปถึงอาหารเพิ่มเติมจากสมาชิกในครอบครัวที่ถือติดมือมารับประทานร่วมกัน ทำให้<em><strong>ในช่วงเทศกาลตรุษจีนของทุกปี มักจะมีปริมาณอาหารส่วนเกินเหลืออยู่เป็นจำนวนมาก  ซึ่งหากไม่สามารถบริหารจัดการให้ดี ก็อาจจะเป็นการเพิ่มปัญหาเรื่องขยะอาหาร (Food Waste) ที่สร้างผลกระทบทั้งต่อโลกและสิ่งแวดล้อมตามมาได้ </strong></em></p>
<p>ข้อมูลนี้สอดคล้องกับอินไซต์ที่ทางท็อปส์ค้นพบ จากการสำรวจ &#8216;<strong>แนวโน้มการจับจ่ายช่วงเทศกาลตรุษจีน ปี 2569 ของลูกค้าท็อปส์&#8217;</strong> ผ่าน​ช่องทาง<strong> LINE TOPS Thailand</strong> และ <strong>Personal Shopper</strong> และสะท้อนถึงพฤติกรรมลูกค้าที่น่าสนใจ โดยเฉพาะความใส่ใจต่อโลกและสิ่งแวดล้อม ทำให้​กลุ่ม <strong>&#8216;Conscious Consumption&#8217;</strong> ที่​มีสัดส่วนถึง 63% ตั้งใจ​​​เฉลิมฉลองแบบรักษ์โลก ด้วยการบริหารจัดการปริมาณของไหว้ในปีนี้อย่างเหมาะสม เพื่อช่วยลดปัญหาอาหารเหลือทิ้ง อีกหนึ่งสาเหตุสำคัญของการเกิดปัญหา Food Waste</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40022 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/15_The-Great-Chinese-New-Year-2026.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ทั้งนี้ กลุ่ม Conscious Consumption จะเน้น​การ​เฉลิมฉลองอย่างมีสติและใส่ใจสิ่งแวดล้อม ถือ​เป็นเทรนด์ใหม่ที่น่าจับตาในกลุ่มคนเมือง ​รวมทั้ง​ยังพบ <em><strong>ผู้บริโภค 18% ที่กังวลในเรื่องของอาหารเหลือจนสร้าง Food Waste ในช่วงตรุษจีน</strong></em> และอีกกว่า<em><strong> 15% ที่มองหาชุดของไหว้ที่ช่วยลดพลาสติก</strong></em> ซึ่งผลสำรวจที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นการเติบโตของเทรนด์ Sustainability หรือความยั่งยืนที่เพิ่มมากขึ้นได้อย่างชัดเจน</p>
<p>ผลสำรวจที่เกิดขึ้น​ นำมาสู่การถอดรหัสเพื่อทำความเข้าใจอินไซต์​ลูกค้าในกลุ่มนี้ได้อย่างถ่องแท้ โดยเฉพาะการให้ความสำคัญต่อการบริโภคอย่างมีจิตสำนึก​ตามวิถี <strong>&#8216;กินเพื่ออยู่</strong>&#8216; (Eat to Live) ที่เน้นความพอดี พอประมาณ และไม่เหลือทิ้งขว้าง (Zero Waste) เพื่อมีส่วนช่วยรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเริ่มต้นได้ตั้งแต่การวางแผนซื้อวัตถุดิบ หรือสั่งอาหารในปริมาณที่เหมาะสม ไปจนถึงการเก็บรักษาอย่างถูกวิธี ซึ่งล้วนมีส่วนสำคัญในการช่วยลดปริมาณ Food Waste ได้ในที่สุด</p>
<p><strong>ท็อปส์ ต่อยอด​ &#8216;ชุดของไหว้&#8217; แบบพอดี &#8216;คุ้มค่า คุ้มราคา แต่ความหมายครบ&#8217;</strong></p>
<p>หลังถอดรหัสความต้องการของผู้บริโภคกลุ่มสำคัญ​ในช่วงเทศกาลตรุษจีนอย่าง <strong>Conscious Consumption </strong>ได้แล้ว <strong>​&#8217;ท็อปส์&#8217;</strong> ได้ต่อยอด​อินไซต์ดังกล่าว มาสู่การจัดแคมเปญเทศกาลตรุษจีน &#8216;<strong>The Great Chinese New Year 2026&#8242; </strong>ให้​ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ากลุ่มนี้ได้อย่างตรงจุดมากขึ้น</p>
<p>โดยเฉพาะ​แนวคิดการจัด <strong>ชุดของไหว้แบบ &#8216;พอดี&#8217;</strong> เพื่อให้แต่ละครอบครัวสามารถเลือกซื้อเพื่อนำไปใช้ในการไหว้ได้อย่างเหมาะสมกับรูปแบบและขนาดของครอบครัวตัวเอง โดยแบ่งเป็น 3 ขนาด ประกอบด้วย</p>
<p><strong>&#8211; ชุดของไหว้ขนาดเล็ก (</strong><strong>Minimal) </strong><strong>สำหรับมือใหม่ – ไหว้ให้ถูกหลัก ตั้งต้นมงคล </strong>แบบเบสิค ขนาดเล็ก แต่ของครบ ราคาประหยัด : My Choice ชุดซาแซอุดมสมบูรณ์ M, Set Lucky Fruit Gift ชุดผลไม้มงคล ชุดสุดคุ้ม, ชุดไหว้ไฉ่ซิงเอี้ยะ และ ชุดไหว้บรรพบุรุษ</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-40007 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/12_ชุดไหว้ขนาดกลาง.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>&#8211; ชุดของไหว้ขนาดกลาง</strong><strong> – </strong><strong>พอดีครบ เสริมสมดุลทุกพลังมงคล </strong>: My Choice ชุดซาแซเสริมสุข, Set Lucky Fruit Gift ชุดผลไม้มงคลประหยัด, ชุดไหว้ไฉ่ซิงเอี้ยะใหญ่ และชุดไหว้บรรพบุรุษ</p>
<p><strong>&#8211; ชุดของไหว้ขนาดใหญ่ &#8211;</strong> <strong>สำหรับครอบครัวใหญ่ :</strong> My Choice ชุดโหงวแซรับความมั่งคั่ง, Set Lucky Premium Fruit Gift, ชุดโหงวแซซีฟู้ด, ชุดไหว้เทพเจ้าพิเศษ (ไฉ่ซิงเอี้ยะ) และ ชุดไหว้บรรพบุรุษใหญ่พิเศษ</p>
<p>นอกจากนี้ ยังจัดตัวเลือกของไหว้เพิ่มเติมสำหรับลูกค้า ทั้งของคาว–หวาน กระดาษเงินกระดาษทอง และของประดับมงคลเพื่อช่วยให้การจัดโต๊ะไหว้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น อาทิ My Choice ชุดหัวหมูครบเซต, ชุดไหว้เจ้าที่ , My Choice ขนมไหว้ และ My Choice พุ่มซิ่วท้อไส้ถั่วแดง พร้อมของประดับมงคลต่างๆ เพื่อให้แต่ละครอบครัวสามารถเลือกซื้อของไหว้ได้อย่างครบถ้วนและสะดวกได้ภายในจุดเดียว รวมท้ังสามารถเลือกซื้อให้ตอบโจทย์รูปแบบ​การไหว้ของตัวเองได้อย่างเหมาะสมและพอดีภายในครอบครัว โดยไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดของเหลือจน​กลายเป็นสร้างภาระให้สิ่งแวดล้อมตามมา</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-40011 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/18_The-Great-Chinese-New-Year-2026.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>แนะ 4 แนวทาง จัดการ &#8216;อาหาร​ส่วนเกินช่วงเทศกาล&#8217; </strong></p>
<p>​​ ไม่เพียงให้ความสำคัญในการออกแบบชุดของไหว้ตั้งแต่ต้นทางอย่างพอดีเท่านั้น แต่ท็อปส์ยังได้นำเสนอแนวทางเพื่อช่วยบริหาร​​จัดการ ​&#8217;อาหารส่วนเกิน&#8217; ได้อย่างยั่งยืน เพื่อรองรับในกรณียังคงมีอาหารที่เหลือจากการบริโภคในช่วงเทศกาลอยู่  เพื่อสามารถสร้างให้เกิดคุณค่าเพิ่ม รวมทั้ง​ช่วยลดปริมาณขยะอาหาร สาเหตุของการเกิดก๊าซเรือนกระจกซึ่งนำไปสู่ปัญหาสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง ผ่าน 4 แนวทาง ได้แก่ <strong>Eat – Share – Feed </strong>และ<strong> Return to Earth​ </strong>โดยแต่ละแนวทางสามารถปฏิบัติได้จริงและไม่ยุ่งยาก  ดังต่อไปนี้</p>
<p><strong>1. Eat : กินให้หมดอย่างมีแผน</strong></p>
<p><strong>ความยั่งยืนที่ดีที่สุด คือ การไม่สร้างของเสียตั้งแต่ต้น</strong> ดังน้ัน ​​อาหารจากการไหว้ที่ยังอยู่ในสภาพดีควรถูกนำกลับมาใช้เพื่อการบริโภคได้ใหม่ ทั้งการแปรรูปหลากหลายเมนู รวมทั้งการเก็บรักษาอย่างถูกวิธี เพื่อช่วยยืดอายุ และนำกลับมาเป็นวัตถุดิบเพื่อทำเป็นเมนูต่างๆ ได้ใหม่อีกครั้ง เพื่อลดปริมาณ Food Waste ได้จริง ซึ่งการ<strong> &#8216;กินให้หมด&#8217;</strong> ในที่นี้ไม่ใช่การฝืนกิน แต่เป็นการออกแบบเพื่อนำอาหารจากเทศกาลไปทำเป็นอาหารมื้อใหม่ในชีวิตประจำวันได้อีกครั้งอย่างมีคุณภาพและสมดุล</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40006 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/7X0A4307.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>2. Share : แบ่งปันเพื่อขยายคุณค่า</strong></p>
<p>เมื่อมีปริมาณอาหารมากเกินความต้องการ <strong>&#8216;การแบ่งปัน​&#8217;</strong> จะช่วย​ต่ออายุและสร้างคุณค่าเพิ่มให้​ทรัพยากร การส่งต่ออาหารที่ยังรับประทานได้อย่างปลอดภัย​ให้แก่เพื่อนบ้าน ชุมชน หรือองค์กรเพื่อสังคม จึงเป็นอีกหนึ่งทางออกที่สร้างสรรค์ เพราะไม่เพียงช่วยลดโอกาสและปริมาณการเกิดของเสีย แต่ยัง <em><strong>เพิ่มการมีส่วนร่วมและส่งต่อความสุขในช่วงเทศกาลจากแค่ภายในครอบครัว ไปสู่การสร้างความเอื้อเฟื้อระหว่างกันภายในชุมชน</strong> </em>เพิ่มผลกระทบเชิงบวกไปสู่สังคมวงกว้าง ​สร้าง Social Impact ที่จับต้องได้มากกว่าการบริจาคเชิงสัญลักษณ์</p>
<p><strong>3. Feed :  เลี้ยงสิ่งมีชีวิตอื่น​ในระบบนิเวศ </strong></p>
<p>สำหรับอาหารที่เหลือช่วงเทศกาล แต่​​​อาจจะไม่เหมาะสำหรับการนำไปบริโภคต่อแล้ว สามารถนำไปเป็นทรัพยากรอาหารเพื่อเลี้ยง​สิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในระบบนิเวศได้ต่อ เช่น การนำเศษอาหารไปเป็นอาหารสัตว์ สำหรับฟาร์มต่างๆ ที่อยู่ภายใน​ชุมชน หรือส่งต่อให้ระบบที่ได้รับการจัดการอย่างถูกลักษณะ เพื่อลดปริมาณขยะอินทรีย์ เพราะ <strong>ถึงแม้จะเป็นเศษอาหารแล้ว แต่ก็ยังไม่หมดคุณค่า</strong> สามารถเปลี่ยนบทบาทจากการหล่อเลี้ยงผู้คน ไปสู่การเลี้ยงชีวิตอื่นๆ ที่อยู่ภายในระบบนิเวศเดียวกันได้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40028 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/08.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>4. Return to Earth : คืนสู่ธรรมชาติอย่างรับผิดชอบ</strong></p>
<p>สำหรับเศษอาหารที่จำเป็นต้องทิ้งจริงๆ เช่น เศษผัก ผลไม้ หรือเปลือกของผัก​​ผลไม้ รวมทั้งเศษอาหารที่ไม่สามารถนำ​ไปใช้  (Reuse) ต่อได้  ก็ยังมีแนวทางเพื่อส่งกลับสู่ธรรมชาติอย่างถูกวิธี ด้วยการนำไป <strong>เข้าสู่กระบวนการเพื่อทำเป็นปุ๋ยหมัก หรือฝังกลบขยะอินทรีย์ในดินอย่างถูกวิธีและเหมาะสม</strong> เพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากขยะอาหาร ซึ่งการแยกจัดการขยะอินทรีย์ตั้งแต่ต้นทาง คือ จุดเล็กๆ ที่ช่วยสร้างผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ต่อสิ่งแวดล้อมได้ในระยะยาว</p>
<p><strong>&#8216;ซูเปอร์มาร์เก็ตสู่ชุมชน&#8217; ​ลดขยะ &#8211; ความเหลื่อมล้ำทางอาหาร </strong></p>
<p>ท็อปส์ มีนโยบายสำคัญในการขับเคลื่อน <strong>&#8216;Zero Food Waste to Landfill&#8217;</strong> โดยไม่ได้มองเพียงการจัดการเริ่มต้นจากปลายทางของ <strong>&#8216;ขยะ&#8217;</strong> แต่เห็นได้ว่าได้ให้ความสำคัญมาต้ังแต่ <strong>&#8216;ต้นน้ำ&#8217;</strong> ของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ผ่านการ​บริหารจัดการสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพตั้งแต่การคัดเลือก การจัดเก็บ การควบคุมอายุสินค้า ไปจนถึงการบริการจัดการที่หน้าร้าน เพื่อให้ทรัพยากรถูกใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่าสูงสุด ก่อนจะกลายเป็นอาหารส่วนเกินเสียด้วยซ้ำ</p>
<p>และเมื่อผ่านการบริหารจัดการอย่างเต็มที่แล้ว แต่ยังคงมีอาหารที่มีคุณภาพเหลืออยู่ ท็อปส์จึงเดินหน้าส่งต่อ ตามแนวทาง <strong>&#8216;จากซูเปอร์มาร์เก็ตสู่ชุมชน&#8217;</strong> ผ่านความร่วมมือกับมูลนิธิ <strong>Scholars of Sustenance Thailand (SOS Thailand)</strong> ภายใต้กิจกรรม <strong>‘Food for Good Deed’ (อาหารปันสุข)</strong> รวมถึงการทำงานร่วมกับเกษตรกรและพันธมิตรในพื้นที่ เพื่อกระจายอาหารส่วนเกินและวัตถุดิบที่ยังใช้ประโยชน์ได้ ไปยังกลุ่มชุมชนที่ต้องการอย่างต่อเนื่อง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40020 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/2O4A9798.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ทั้งนี้ อาหารที่ส่งต่อจะผ่านกระบวนการจัดการที่สะอาด ปลอดภัย และคงคุณค่าทางโภชนาการ ก่อนแปรรูปหรือกระจายสู่ผู้บริโภคในรูปแบบที่เหมาะสม ซึ่งตลอดความร่วมมือกับทาง SOS Thailand  (ข้อมูลสะสม ณ ธันวาคม 2568)  ได้มีการส่งต่อมื้ออาหารรวมแล้วมากกว่า 8.6 ล้านมื้ออาหาร คิดเป็นปริมาณอาหารที่ช่วยลดการเกิด Food Waste ​ลงได้กว่า 2,039,934 กิโลกรัม ซึ่งช่วยลดการปล่อย​ก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 5,161 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e) ครอบคลุม 109 สาขาทั่วประเทศ</p>
<p>โครงการนี้สะท้อนบทบาทของท็อปส์ในฐานะผู้ประกอบการค้าปลีกที่มุ่งลดปัญหา Food Waste ควบคู่ไปกับการลดความเหลื่อมล้ำทางอาหาร (Food Inequality) อย่างเป็นรูปธรรม เพราะอาหารที่มีคุณค่า ไม่ควรถูกทิ้งให้สูญเปล่าและซูเปอร์มาร์เก็ต ไม่ได้เป็นเพียงปลายทางของการซื้อขายแต่สามารถเป็น <strong>&#8216;จุดเชื่อมต่อ&#8217;</strong> ที่เปลี่ยนทรัพยากรส่วนเกิน ให้กลายเป็นคุณค่าต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมได้ในเวลาเดียวกัน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40004 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/07.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>นอกจากการสร้างผลเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อม โครงการยังมีส่วนช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างพนักงานกับชุมชน (Employee–Community Engagement) จากส่วนร่วมในกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความรับผิดชอบร่วมกันระหว่างองค์กรและสังคม ภายใต้กลยุทธ์ ‘12 Missions to Sustainable Retail’ ตอกย้ำความเชื่อมั่นว่า ความยั่งยืนสามารถเกิดขึ้นได้จากพลังของการมีส่วนร่วมในทุกระดับ ตามแนวคิด ‘<strong>Small Acts Together</strong>’ และปรัชญา <strong>CRC Care</strong> ของเซ็นทรัล รีเทล</p>
<p><strong>ตอกย้ำผู้นำ Food Discovery &amp; Destination </strong></p>
<p>การออกแบบชุดของไหว้ในปีนี้ของท็อปส์ นอกจากสะท้อนความเข้าใจกลุ่ม <strong>Conscious Consumption</strong> ได้อย่างถ่องแท้แล้ว ในขณะเดียวกัน​ยังตอกย้ำความเป็นผู้นำในฐานะ<strong> Food Discovery &amp; Destination</strong> ที่สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคทุกกลุ่มได้แบบครบ จบในที่เดียว</p>
<p>เพราะไม่เพียง​การเป็นผู้นำการเฉลิมฉลอง​เทศกาลตรุษจีน 2569 แบบใส่ใจสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังสามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ากลุ่มอื่นๆ ได้ด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น​กลุ่ม <strong>Smart Planner</strong> ที่ยังกังวลเรื่องของเศรษฐกิจและกำลังซื้อ ​ทำให้ต้องวางแผนการซื้ออย่าง &#8216;<strong>ฉลาดเลือก</strong>&#8216;​ เน้นซื้อของมีคุณภาพ แต่ก็ยังต้องการโปรโมชันที่ช่วยเพิ่ม​ความคุ้มค่าในการใช้จ่ายได้มากขึ้น</p>
<p>​รวมทั้งกลุ่มคนรุ่นใหม่อย่าง <strong>GenX , GenY</strong> ที่เริ่มก้าวเข้ามาเป็นกำลังหลักของครอบครัวในการจัดการเรื่องของไหว้ ซึ่งจัดเป็นผู้บริโภคสายโมเดิร์น ที่แม้จะให้ความสำคัญกับการสืบทอดประเพณีแต่ก็ยังต้องการความสะดวกสบาย ​ไปที่เดียวสามารถซื้อของได้ครบถ้วนแบบ One-stop Service และด้วยความที่เป็น​​คนรุ่นใหม่ ทำให้มี Painpoint เรื่องความกลัวในการจัดของไหว้ที่ผิดไปจากประพณีหรือความเชื่อ จึงต้องการตัวช่วยจาก​ชุดของไหว้ที่จัดมาแบบสำเร็จรูปและถูกต้อง ซึ่งทั้งหมดนี้ท็อปส์ได้ถอดรหัสเพื่อ​นำเสนอให้ลูกค้าทุกกลุ่มได้อย่างครบถ้วน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40008 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/19_The-Great-Chinese-New-Year-2026.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>พร้อมทั้ง​เพิ่มความเป็นสิริมงคลมากขึ้น ด้วยการมีที่ปรึกษาอย่าง <strong>&#8216;หมอช้าง–ทศพร ศรีตุลา&#8217; </strong>เพื่อให้ของไหว้ทุกชุดไม่ว่าจะเป็นชุดเล็ก กลาง หรือใหญ่ แต่มาพร้อม <strong>4 พลังแห่งความเป็นมงคล</strong> ทั้งพลังแห่งโชคลาภ <strong>(Luck)</strong> พลังแห่งสุขภาพที่ดี <strong>(Health)</strong> พลังแห่งความมั่งคั่ง <strong>(Wealth)</strong> และพลังแห่งความรัก <strong>(Love) </strong> อีกด้วย</p>
<p>​สำหรับผู้ที่กำลังมองหาของไหว้ เพื่อความเป็นสิริมงคลและเสริมความเฮง ต้อนรับปีใหม่จีน ท็อปส์ยังมีโปรโมชันสุดคุ้มมาฝากกับ<strong> &#8216;ท็อปส์แจก 3 เฮง รับตรุษจีน&#8217;</strong> เพื่อช่วยผู้บริโภควางแผนการใช้จ่ายได้อย่างมั่นใจและคุ้มค่าอีกด้วย</p>
<p><strong>เฮงที่ 1 :</strong> รับคูปองส่วนลด <strong>The Great Chinese New Year 2026</strong> ​สูงสุด 15% สำหรับสมาชิกเดอะวัน ที่​ซื้อสินค้าครบ​ 600 บาท ที่ท็อปส์, ท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์, ท็อปส์ ไฟน์ ฟู้ดส์​ สาขาที่ร่วมรายการ และท็อปส์ ออนไลน์,  ซื้อสินค้าครบ 400 บาท ที่ท็อปส์ สาขาที่ร่วมรายการ, ท็อปส์แคร์​, เพ็ตแอนด์มี ที่เข้าร่วมรายการ รวมถึงร้านมัทสึคิโยะ และเมื่อซื้อสินค้าครบ 150 บาท ที่ท็อปส์ เดลี่ทุกสาขา โดยมีสิทธิ์ลุ้นได้ถึง 12 สิทธิ์ต่อหมายเลขสมาชิก ตลอดแคมเปญ</p>
<p><strong>เฮงที่ 2</strong> : แลกคะแนน The1 เท่ายอดซื้อ รับส่วนลดเพิ่มสูงสุด 20% (ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด)</p>
<p><strong>เฮงที่ 3 :</strong> รับหรือแลกคะแนน เพื่อรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 20% จากบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ (ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด)</p>
<p>พิเศษ! สำหรับลูกค้า The1 ยังมี​โปรโมชันสุดเอ็กซ์คลูซีฟ Super Burn ลด on-top ทั้งตะกร้า เพียงแลกคะแนน The 1 ตามยอดซื้อ รับส่วนลดเพิ่มทันที 20% โดยมียอดแลกขั้นต่ำ 800 คะแนนต่อใบเสร็จ ที่ท็อปส์ ทุกสาขา และ ท็อปส์ ออนไลน์</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40003 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/14_The-Great-Chinese-New-Year-2026.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>พบแคมเปญ <strong>&#8216;The Great Chinese New Year 2026&#8217; </strong> ที่ท็อปส์คัดสรรสินค้าและโซลูชันสำหรับเทศกาลตรุษจีนมาอย่างครบถ้วน เพื่อรับทั้งความเฮงและ ความปัง ตลอดเทศกาลจนถึงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ท็อปส์, ท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์, ท็อปส์ ไฟน์ ฟู้ดส์ และท็อปส์ เดลี่ ทุกสาขา รวมถึงช่องทางออนไลน์</p>
<p>พร้อมติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมและโปรโมชันต่างๆ ได้ที่ https://www.tops.co.th/th, เฟซบุ๊ก TOPS Thailand หรือ LINE @TOPSThailand</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/02/tops-the-great-chinese-new-year-2026/">ท็อปส์ เปิดอินไซต์ &#8216;ไหว้ตรุษจีน&#8217; แบบพอดี พร้อม 4 ไอเดีย จัดการ &#8216;อาหารส่วนเกินช่วงเทศกาล&#8217; ได้ทั้งสิริมงคล ​สร้างประโยชน์ชุมชน และไม่เป็นภาระสิ่งแวดล้อม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>The 1 Insight เผยผู้บริโภคไทยเปลี่ยนพฤติกรรม หันมาเลือกซื้ออย่างมีสติ &#8211; Mindful Consumption Trend ชู “คุณค่าที่ได้รับ” และ “สุขภาพ” เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/12/the-1-insight-mindful-consumption-trend/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 12 Dec 2025 09:39:24 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Consumers]]></category>
		<category><![CDATA[Generation]]></category>
		<category><![CDATA[Mindful Consumption]]></category>
		<category><![CDATA[Spending]]></category>
		<category><![CDATA[The 1 Insight]]></category>
		<category><![CDATA[The1]]></category>
		<category><![CDATA[Value-Oriented]]></category>
		<category><![CDATA[พฤติกรรมผู้บริโภค]]></category>
		<category><![CDATA[อินไซต์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=38712</guid>

					<description><![CDATA[<p>The 1 Insight เผยผลวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคไทย หันมาเลือกใช้จ่ายอย่างมีสติมากขึ้น สะท้อนชัดว่า ปัจจุบัน พฤติกรรมผู้บริโภคไทยได้ก้าวเข้าสู่ยุค Mindful Consumption อย่างจริงจัง ยุคที่การใช้จ่ายไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยราคาเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่เป็นการใช้จ่ายเพื่อคุณค่าที่ได้รับ (Value-Oriented Spending) และเลือกสินค้าเพื่อสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี (Health &#38; Wellness–Driven Choices) ซึ่งกลายเป็นสองเหตุผลหลักในการตัดสินใจซื้อของคนทุกช่วงวัย ในส่วนของการใช้จ่ายเพื่อ คุณค่าที่ได้รับ (Value-Oriented Spending) แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคกำลังนิยาม “ความคุ้มค่า” ใหม่ จากเดิมที่มองราคาหรือส่วนลด เป็นการมองหาสิ่งที่ตอบโจทย์ชีวิตในตอนนี้ ทำให้แต่ละช่วงวัยมีนิยามคุณค่าที่แตกต่างกัน กลุ่ม Gen Y และ Z ให้ความสำคัญกับการค้นพบแบรนด์ใหม่ แบรนด์เฉพาะกลุ่ม และสินค้าที่สะท้อนตัวตน สะท้อนผ่านการเติบโตของแบรนด์แฟชั่นของไทยและเกาหลีรุ่นใหม่ กลุ่มครอบครัวที่มีลูก มีการเติบโตในส่วนของการใช้จ่ายเพื่อการเรียนเสริมทักษะ และของเล่นเพื่อการเรียนรู้ เพราะคุณค่าที่แท้จริงคือการลงทุนให้ลูก พร้อมถึงมองหา Family Solution คือการรวมหลากหลายหมวดสินค้าสำหรับทั้งพ่อ แม่ ลูก ไว้ในที่เดียว ไม่ว่าจะเป็น การศึกษา แฟชั่น บิวตี้ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/12/the-1-insight-mindful-consumption-trend/">The 1 Insight เผยผู้บริโภคไทยเปลี่ยนพฤติกรรม หันมาเลือกซื้ออย่างมีสติ &#8211; Mindful Consumption Trend ชู “คุณค่าที่ได้รับ” และ “สุขภาพ” เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>The 1 Insight </strong><strong>เผยผลวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคไทย หันมาเลือกใช้จ่ายอย่างมีสติมากขึ้น สะท้อนชัดว่า ปัจจุบัน พฤติกรรมผู้บริโภคไทยได้ก้าวเข้าสู่ยุค</strong><strong> Mindful Consumption </strong><strong>อย่างจริงจัง ยุคที่การใช้จ่ายไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยราคาเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่เป็นการใช้จ่ายเพื่อคุณค่าที่ได้รับ </strong><strong>(Value-Oriented Spending) </strong><strong>และเลือกสินค้าเพื่อสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี </strong><strong>(Health &amp; Wellness–Driven Choices) </strong><strong>ซึ่งกลายเป็นสองเหตุผลหลักในการตัดสินใจซื้อของคนทุกช่วงวัย</strong></p>
<p><span id="more-38712"></span></p>
<p>ในส่วนของการใช้จ่ายเพื่อ <strong>คุณค่าที่ได้รับ</strong> <strong>(Value-Oriented Spending)</strong> แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคกำลังนิยาม <strong>“ความคุ้มค่า</strong>” ใหม่ จากเดิมที่มองราคาหรือส่วนลด เป็นการมองหาสิ่งที่ตอบโจทย์ชีวิตในตอนนี้ ทำให้แต่ละช่วงวัยมีนิยามคุณค่าที่แตกต่างกัน</p>
<p><strong><u>กลุ่ม </u></strong><strong><u>Gen Y </u></strong><strong><u>และ</u></strong><strong><u> Z</u></strong> ให้ความสำคัญกับการค้นพบแบรนด์ใหม่ แบรนด์เฉพาะกลุ่ม และสินค้าที่สะท้อนตัวตน สะท้อนผ่านการเติบโตของแบรนด์แฟชั่นของไทยและเกาหลีรุ่นใหม่</p>
<p><strong><u>กลุ่มครอบครัวที่มีลูก</u></strong> มีการเติบโตในส่วนของการใช้จ่ายเพื่อการเรียนเสริมทักษะ และของเล่นเพื่อการเรียนรู้ เพราะคุณค่าที่แท้จริงคือการลงทุนให้ลูก พร้อมถึงมองหา Family Solution คือการรวมหลากหลายหมวดสินค้าสำหรับทั้งพ่อ แม่ ลูก ไว้ในที่เดียว ไม่ว่าจะเป็น การศึกษา แฟชั่น บิวตี้ ร้านอาหาร ไปจนถึงสถานที่ออกกำลังกาย</p>
<p><strong><u>กลุ่ม </u></strong><strong><u>Gen X </u></strong><strong><u>และ </u></strong><strong><u>Baby Boomers</u></strong> ที่เพิ่มการใช้จ่ายเพื่อสุขภาพเชิงป้องกันเพื่อนำไปสู่การมีอายุยืนยาว (Longevity) หมวดยอดนิยมที่มีการเติบโต ได้แก่ สปาเพื่อสุขภาพ ฟิตเนส และวิตามินและอาหารเสริม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38714 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/Edit3.jpg" alt="" width="1066" height="974" /></p>
<p><strong>อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของคุณค่าที่ได้รับคือ “สิ่งที่ได้เพิ่มจากการซื้อ”</strong> ไม่ว่าจะเป็นคะแนนสะสม บริการพิเศษ หรือประสบการณ์เหนือระดับ โดยในการใช้จ่ายแต่ละครั้ง ผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะคิดอย่างละเอียดและมีสติ เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุดอย่างแท้จริง โดยพฤติกรรมการใช้จ่าย ชี้ชัดถึงความสำคัญของปัจจัยนี้ เช่น การสะสมคะแนนบัตรเครดิตเพื่อแลกใช้เป็นส่วนลดในการช้อปหรือไมล์สายการบิน การเลือกซื้อเครื่องดื่มที่ร้านประจำ เนื่องจากสามารถสะสมคะแนนและนำมาแลกเป็นสิทธิประโยชน์ได้ภายหลัง หรือการเป็นสมาชิกของ Loyalty Program ทำให้ได้รับสิทธิพิเศษและบริการที่เหนือกว่าในทุกการซื้อ ทั้งหมดนี้ สะท้อนว่าความคุ้มค่าแบบใหม่คือ ความคุ้มค่าจากประสบการณ์และสิทธิประโยชน์ด้วย ไม่ใช่แค่จากราคาเท่านั้น</p>
<p>ส่วนในมุมของ <strong>สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี</strong> <strong>Health &amp; Wellness–Driven Choices</strong> ซึ่งพบการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา และปัจจุบันได้กลายเป็นเหตุผลหลักอีกด้านของการใช้จ่ายยุค Mindful Consumption ผู้บริโภคทุกวัยกำลังให้น้ำหนักกับ “สุขภาพดี” เป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้อใดๆ เห็นได้จากยอดซื้อสินค้า healthy food &amp; beverages ที่เติบโต 2 เท่า, หมวดวิตามินและอาหารเสริมมีการเติบโตสูงกว่า 5 เท่า ส่วนหมวด activewear และสินค้าเพื่อการออกกำลังกาย สินค้าขายดีโดดเด่น 3 อันดับ ได้แก่ รองเท้าวิ่ง ชุดออกกำลังกาย เครื่องออกกำลังกาย ส่วนหมวดความงามและะสุขภาพเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะ 3 อันดับยอดนิยม ได้แก่ Skincare, Beauty Spa และ Fitness  นอกจากนี้ การซื้อประกันสุขภาพยังเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าอีกด้วย</p>
<p>เมื่อพิจารณาทั้งสองแรงขับร่วมกันจะพบว่า Mindful Consumption ไม่ได้เป็นเพียงเทรนด์สั้น ๆ แต่เป็น <strong>การเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคไทยอย่างแท้จริง</strong> แนวโน้มต่อจากนี้ คนไทยเลือกใช้จ่ายกับสินค้าและบริการที่ให้ “คุณค่าที่แท้จริงต่อชีวิต” ซึ่งต่างกันไปในแต่ละกลุ่ม พร้อมเพิ่มความสำคัญให้ “สุขภาพและสวัสดิภาพของตนเองและคนที่รัก” มากขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน และกำลังจะกลายเป็นปัจจัยหลักที่กำหนด loyalty และแรงขับของการใช้จ่ายในยุคถัดไป</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/12/the-1-insight-mindful-consumption-trend/">The 1 Insight เผยผู้บริโภคไทยเปลี่ยนพฤติกรรม หันมาเลือกซื้ออย่างมีสติ &#8211; Mindful Consumption Trend ชู “คุณค่าที่ได้รับ” และ “สุขภาพ” เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เปิด 10 เทรนด์โลก ธุรกิจ &#8216;อาหารและเครื่องดื่ม&#8217; ปี 2026  เมื่อผู้บริโภค ไม่ได้ต้องการแค่ &#8216;อิ่ม&#8217;</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/12/food-and-beverage-trend-2026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 12 Dec 2025 06:58:37 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Behavior]]></category>
		<category><![CDATA[ConsumerTrends]]></category>
		<category><![CDATA[Data]]></category>
		<category><![CDATA[Food Trends]]></category>
		<category><![CDATA[Food Trends 2026]]></category>
		<category><![CDATA[FoodBeverage]]></category>
		<category><![CDATA[Health]]></category>
		<category><![CDATA[Innova Market Insights]]></category>
		<category><![CDATA[InnovaMarket]]></category>
		<category><![CDATA[Insights]]></category>
		<category><![CDATA[Lifestyle]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Top Food & Beverage Trend 2026]]></category>
		<category><![CDATA[Trends]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้บริโภค]]></category>
		<category><![CDATA[พฤติกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[อาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[อินไซต์]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องดื่ม]]></category>
		<category><![CDATA[เทรนด์ผู้บริโภค]]></category>
		<category><![CDATA[เทรนด์อาหาร 2026]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=38643</guid>

					<description><![CDATA[<p>ข้อมูลจาก Innova Market Insights เปิดเผย &#8216;Top Food &#38; Beverage Trend 2026&#8216; รายงานแนวโน้ม &#8216;อาหารและเครื่องดื่ม&#8217; ประจำปี 2026 สะท้อนให้เห็นปัจจัยสำคัญที่จะขับเคลื่อน อุตสาหกรรมอาหาร ในปีหน้า ทั้งนี้ พบ 4 นวัตกรรมสำคัญ ซึ่งถือเป็นเสาหลักในการผลักดันการเติบโตของอุตสาหกรรม ประกอบด้วย ประโยชน์ต่อสุขภาพ ความเพลิดเพลิน ความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม ราคาที่สามารถจับต้องได้ ขณะที่แรงขับเคลื่อนระดับโลก​ พร้อมทั้งการคาดการณ์เทรนด์ประจำปี ผ่านการวิจัยผู้บริโภค และการติดตามการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่​อย่างต่อเนื่อง สามารถสรุป 10 เทรนด์อาหารและเครื่องดื่มของโลกที่น่าสนใจ ในปี 2026 ได้ ต่อไปนี้ 1. Powerhouse Protein : ความเชื่อมโยงที่ชัดเจนขึ้นระหว่าง &#8216;ความต้องการโปรตีน&#8216; และประเด็นเรื่องสุขภาพ โดยพบว่า กว่าครึ่งของผู้บริโภคทั่วโลกพยายามเพิ่มโปรตีนในอาหารอย่างจริงจัง รวมทั้งการมองหาฟังก์ชันนัลในแบบเฉพาะเจาะจงมากขึ้น โดยความต้องการแตกต่างและหลากหลาย เพื่อสร้างจุดเด่นในตลาดที่มีการแข่งขันสูง โดย​ครอบคลุมไปถึงแหล่งที่มาของโปรตีนด้วย 2. Gut Health Hub [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/12/food-and-beverage-trend-2026/">เปิด 10 เทรนด์โลก ธุรกิจ &#8216;อาหารและเครื่องดื่ม&#8217; ปี 2026  เมื่อผู้บริโภค ไม่ได้ต้องการแค่ &#8216;อิ่ม&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">ข้อมูลจาก Innova Market Insights เปิดเผย &#8216;<strong>Top Food &amp; Beverage Trend 2026</strong>&#8216; รายงานแนวโน้ม <strong>&#8216;อาหารและเครื่องดื่ม&#8217;</strong> ประจำปี 2026 สะท้อนให้เห็นปัจจัยสำคัญที่จะขับเคลื่อน <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">อุตสาหกรรมอาหาร</span> ในปีหน้า</div>
</div>
<p><span id="more-38643"></span>ทั้งนี้ พบ 4 นวัตกรรมสำคัญ ซึ่งถือเป็นเสาหลักในการผลักดันการเติบโตของอุตสาหกรรม ประกอบด้วย</p>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<ul>
<li dir="auto">ประโยชน์ต่อสุขภาพ</li>
<li dir="auto">ความเพลิดเพลิน</li>
<li dir="auto">ความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม</li>
<li dir="auto">ราคาที่สามารถจับต้องได้</li>
</ul>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">ขณะที่แรงขับเคลื่อนระดับโลก​ พร้อมทั้งการคาดการณ์เทรนด์ประจำปี ผ่านการวิจัยผู้บริโภค และการติดตามการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่​อย่างต่อเนื่อง สามารถสรุป 10 เทรนด์อาหารและเครื่องดื่มของโลกที่น่าสนใจ ในปี 2026 ได้ ต่อไปนี้</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto"><strong>1. Powerhouse <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Protein</span> </strong>: ความเชื่อมโยงที่ชัดเจนขึ้นระหว่าง &#8216;ความต้องการ<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">โปรตีน</span>&#8216; และประเด็นเรื่อง<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">สุขภาพ</span> โดยพบว่า กว่าครึ่งของผู้บริโภคทั่วโลกพยายามเพิ่มโปรตีนในอาหารอย่างจริงจัง รวมทั้งการมองหาฟังก์ชันนัลในแบบเฉพาะเจาะจงมากขึ้น โดยความต้องการแตกต่างและหลากหลาย เพื่อสร้างจุดเด่นในตลาดที่มีการแข่งขันสูง โดย​ครอบคลุมไปถึงแหล่งที่มาของโปรตีนด้วย</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto"><strong>2. <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Gut</span> Health Hub :</strong> ความตระหนักว่า <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">สุขภาพลำไส้</span> คือ ประตูสู่สุขภาวะที่ดีแบบ<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">องค์รวม</span> สุขภาพของลำไส้ไม่ได้มีผลแค่ระบบย่อยอาหารแต่คือสุขภาพร่างกายทั้งหมด​รวมถึงเรื่องของจิตใจด้วย ทำให้​ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ หันมาส่งเสริมสุขภาพลำไส้แบบองค์รวมมากขึ้น และ​ให้ความสำคัญกับอาหารโปรไบโอติก <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Probiotic</span> และ พรีไบโอติก <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Prebiotic</span> เพิ่มมากขึ้น</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto"><strong>3. Layers of Delight</strong> : สภาพแวดล้อมปัจจุบันที่ท้าทายและตึงเครียดมากขึ้น ทำให้ผู้คนมองหา <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ประสบการณ์</span> ที่ล้ำลึกและดื่มด่ำได้มากขึ้น ทั้งจากโมเมนต์ ความรู้สึก หรือสุขภาพ ผ่านองค์ประกอบ เนื้อสัมผัส และสูตรอาหาร เพื่อ​สร้างช่วงเวลาที่น่าจดจำ สร้างอารมณ์ พร้อมทั้งการสนับสนุนสุขภาพ หรือความน่าสนใจจากเรื่องราวและสูตรอาหาร</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto"><strong>4. Beverages with Purpose</strong> : นวัตกรรมเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่ลึกและหลากหลายขึ้น ตอบโจทย์ได้ทั้ง Functional รสชาติ และความสดชื่น เช่น น้ำมะพร้าวรสชาติกลมกล่อมที่มาพร้อมอิเล็กโทรไลต์เพื่อความชุ่มชื้น หรือนมปรุงแต่งรสที่มีแคลเซียมและโปรตีนสูง​​</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto"><strong>5. Authentic Plant-Based :</strong> การเปลี่ยนผ่าน <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Plantbased</span> จากการเลียนแบบโปรตีนสัตว์ เป็นการให้โปรตีนจากพืชตามธรรมชาติ และผ่านการแปรรูปให้น้อยที่สุด เพราะผลิตภัณฑ์จากพืชมีศักยภาพในการสร้างจุดเด่นจากตัวเอง แทนที่จะเป็นเพียงสิ่งทดแทนอาหารอื่นๆ ประกอบกับผู้บริโภคให้ความสำคัญกับแหล่งโปรตีนตามธรรมชาติมากขึ้น</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto"><strong>6. Made for Moments :</strong> การพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมตามโอกาสต่างๆ ทั้งการตอบโจทย์โมเมนต์ ​ขนาด หรือรูปแบบบรรจุภัณฑ์ เช่น Single-Serve สำหรับการบริโภคแบบครั้งเดียว หรือ Multi-Serve ที่สามารถแบ่งการรับประทานได้หลายครั้ง โดยนวัตกรรมที่อิงตามโอกาสกำลังเติบโตเพิ่มมากขึ้น</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto"><strong>7. Worth Every Bite :</strong> นำเสนอ <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">คุณค่า</span> และ <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ความคุ้มค่า</span> ของผลิตภัณฑ์ที่สามารถจับต้องได้ มากกว่าแค่ราคาถูก แต่คุ้มค่าในยุคเศรษฐกิจกดดัน ความสามารถในการดึงดูดและรักษาผู้บริโภคจากการผสมผสานระหว่างราคาที่เหมาะสมและการเข้าถึงได้ง่ายกลายเป็นหัวใจสำคัญในปัจจุบัน</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto"><strong>8. Mind Balance</strong> : คุณสมบัติในการสร้างความสมดุลทั้งด้านจิตใจ สุขภาวะ การให้พลังงาน บรรเทาความตึงเครียด และบำรุงสมอง สะท้อนภาวะที่ตึงเครียดในยุคปัจจุบัน และผู้บริโภคหันมาพึ่งพาอาหาร/เครื่องดื่มที่สามารถส่งผลด้านสุขภาพจิตได้ตามธรรมชาติ</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto"><strong>9. Crafting Tradition :</strong> ตอกย้ำมรดกทางวัฒนธรรม พร้อมสะท้อนตัวตนและคุณค่าดั้งเดิม เพื่อสื่อสารถึงความคุ้นเคยสู่ผู้บริโภค ผ่านการใช้สูตรอาหารดั้งเดิมตามวัฒนธรรมของตัวเอง เช่น อาหารประจำถิ่น หรือผลิตภัณฑ์และวัตถุดิบที่มีอยู่ในท้องถิ่นและไม่เหมือนใคร</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto"><strong>10. Justified Choices :</strong> <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ความยั่งยืน</span> ยังคงช่วยดึงดูดการตัดสินใจเลือกผลิตภัณฑ์ของผู้บริโภค การ​ตัดสินใจเลือกอาหารและเครื่องดื่มอย่างรับผิดชอบ สะท้อนความโปร่งใส ให้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน สนับสนุนท้องถิ่น ตระหนักถึงความยั่งยืนของผลิตภัณฑ์ ที่เชื่อมโยงให้เห็นพันธกิจในการใส่ใจโลก เกษตรกร สัตว์ป่า และชุมชน</div>
</div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/12/food-and-beverage-trend-2026/">เปิด 10 เทรนด์โลก ธุรกิจ &#8216;อาหารและเครื่องดื่ม&#8217; ปี 2026  เมื่อผู้บริโภค ไม่ได้ต้องการแค่ &#8216;อิ่ม&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>แกร็บฟู้ด เผยคนไทยแห่ใช้ “คนละครึ่งพลัส” ผ่านเดลิเวอรี ทุบสถิติล้านออเดอร์ ช่วยร้านเล็ก-สตรีตฟู้ดเพิ่มยอด 3 เท่า</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/11/grab-benefits-half-half-plus-campaign/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 12 Nov 2025 16:11:06 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[Delivery]]></category>
		<category><![CDATA[Food]]></category>
		<category><![CDATA[GRAB]]></category>
		<category><![CDATA[Grab Food]]></category>
		<category><![CDATA[Half-Half Plus]]></category>
		<category><![CDATA[Insight]]></category>
		<category><![CDATA[คนละครึ่งพลัส]]></category>
		<category><![CDATA[จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม]]></category>
		<category><![CDATA[อาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[อินไซต์]]></category>
		<category><![CDATA[แกร็บ]]></category>
		<category><![CDATA[แกร็บ ประเทศไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=37966</guid>

					<description><![CDATA[<p>แกร็บ แอปสั่งอาหารอันดับหนึ่งในประเทศไทย เผยโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการใช้จ่ายผ่านแพลตฟอร์มอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม สะท้อนผ่านยอดสั่งอาหารเดลิเวอรีจากโครงการคนละครึ่งพลัสที่เติบโตแบบก้าวกระโดดจนทะลุ 1 ล้านออเดอร์นับตั้งแต่เริ่มโครงการฯ ขณะเดียวกันยังช่วยดันยอดขายให้ร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการฯ เพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึง 3 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงปกติ โดยร้านที่ขายดีที่สุดมียอดเติบโตมากถึง 18 เท่า พบอินไซต์ผู้บริโภคนิยมใช้คนละครึ่งพลัสสั่งอาหารในมื้อเที่ยงมากที่สุด โดยมียอดสั่งเฉลี่ยต่อออเดอร์ประมาณ 80 &#8211; 120 บาท โดยเฉพาะอาหารจานเดียวอย่างส้มตำ ก๋วยเตี๋ยว และไก่ทอด ที่ได้รับความนิยมสูงสุด ขณะที่ชาไทยยังคงยืนหนึ่งเครื่องดื่มยอดนิยม และคนกรุงเทพฯ ครองแชมป์การใช้คนละครึ่งพลัสผ่านแพลตฟอร์มเดลิเวอรีมากที่สุด รองลงมาคือ ชลบุรี ขอนแก่น โคราช และเชียงใหม่ นางสาวจันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย เผยว่า “โครงการคนละครึ่งพลัสในครั้งนี้ได้รับความสนใจอย่างล้นหลามทั้งจากผู้บริโภคและผู้ประกอบการร้านค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในธุรกิจร้านอาหาร ไม่เฉพาะแต่การใช้จ่ายที่หน้าร้าน แต่ยังรวมถึงการสั่งอาหารผ่านบริการฟู้ดเดลิเวอรีด้วย ในฐานะแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีชั้นนำ แกร็บร่วมส่งเสริมนโยบายของรัฐบาลอย่างเต็มที่โดยให้การสนับสนุนทั้งผู้ประกอบการ ร้านอาหารและผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็น การคิด GP ในอัตราพิเศษเพียง 7% จัดส่งฟรี 5 กิโลเมตร [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/11/grab-benefits-half-half-plus-campaign/">แกร็บฟู้ด เผยคนไทยแห่ใช้ “คนละครึ่งพลัส” ผ่านเดลิเวอรี ทุบสถิติล้านออเดอร์ ช่วยร้านเล็ก-สตรีตฟู้ดเพิ่มยอด 3 เท่า</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>แกร็บ แอปสั่งอาหารอันดับหนึ่งในประเทศไทย เผยโครงการ</strong><strong> “</strong><strong>คนละครึ่งพลัส</strong><strong>” </strong><strong>ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการใช้จ่ายผ่านแพลตฟอร์มอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม สะท้อนผ่านยอดสั่งอาหารเดลิเวอรีจากโครงการคนละครึ่งพลัสที่เติบโตแบบก้าวกระโดดจนทะลุ </strong><strong>1 </strong><strong>ล้านออเดอร์นับตั้งแต่เริ่มโครงการฯ</strong></p>
<p><span id="more-37966"></span></p>
<p><strong> ขณะเดียวกันยังช่วยดันยอดขายให้ร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการฯ เพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึง </strong><strong>3 </strong><strong>เท่าเมื่อเทียบกับช่วงปกติ โดยร้านที่ขายดีที่สุดมียอดเติบโตมากถึง </strong><strong>18 </strong><strong>เท่า พบอินไซต์ผู้บริโภคนิยมใช้คนละครึ่งพลัสสั่งอาหารในมื้อเที่ยงมากที่สุด โดยมียอดสั่งเฉลี่ยต่อออเดอร์ประมาณ </strong><strong>80 &#8211; 120 </strong><strong>บาท โดยเฉพาะอาหารจานเดียวอย่างส้มตำ ก๋วยเตี๋ยว และไก่ทอด ที่ได้รับความนิยมสูงสุด ขณะที่ชาไทยยังคงยืนหนึ่งเครื่องดื่มยอดนิยม และคนกรุงเทพฯ ครองแชมป์การใช้คนละครึ่งพลัสผ่านแพลตฟอร์มเดลิเวอรีมากที่สุด รองลงมาคือ ชลบุรี ขอนแก่น โคราช และเชียงใหม่</strong></p>
<p><strong>นางสาวจันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย เผยว่า</strong> “โครงการคนละครึ่งพลัสในครั้งนี้ได้รับความสนใจอย่างล้นหลามทั้งจากผู้บริโภคและผู้ประกอบการร้านค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในธุรกิจร้านอาหาร ไม่เฉพาะแต่การใช้จ่ายที่หน้าร้าน แต่ยังรวมถึงการสั่งอาหารผ่านบริการฟู้ดเดลิเวอรีด้วย ในฐานะแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีชั้นนำ แกร็บร่วมส่งเสริมนโยบายของรัฐบาลอย่างเต็มที่โดยให้การสนับสนุนทั้งผู้ประกอบการ</p>
<p>ร้านอาหารและผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็น การคิด GP ในอัตราพิเศษเพียง 7% จัดส่งฟรี 5 กิโลเมตร รวมถึงการให้ส่วนลดสูงสุดถึง 3,000 บาทสำหรับผู้บริโภคที่สั่งอาหารผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส เป็นต้น”</p>
<p>“ในเฟสนี้<strong><u>มีร้านอาหารที่ลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วมโครงการฯ กับแกร็บเพิ่มขึ้นกว่า </u></strong><strong><u>50%</u></strong>  โดยเฉพาะร้านขนาดเล็กและสตรีตฟู้ด ขณะเดียวกันเราได้เห็นความคึกคักของฝั่งผู้บริโภคนับตั้งแต่วันแรก สะท้อนผ่านการใช้จ่ายบนแพลตฟอร์มที่เติบโตขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ <strong><u>โดยมีผู้ใช้บริการสั่งอาหารผ่านโครงการคนละครึ่งพลัสกับแกร็บจนมากกว่า </u></strong><strong><u>1 </u></strong><strong><u>ล้านออเดอร์ในช่วงเวลาไม่กี่วันนับตั้งแต่เริ่มโครงการฯ</u></strong> <strong>ไม่เพียงเท่านั้น ยังช่วย<u>ดันยอดขายให้ร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการฯ เติบโตขึ้นกว่า </u></strong><strong><u>3 </u></strong><strong><u>เท่า</u></strong> ซึ่งถือเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดที่สะท้อนความสำเร็จของนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาลด้วย”</p>
<p>นอกจากนี้ แกร็บ ยังเผยอินไซต์ที่น่าสนใจเกี่ยวกับพฤติกรรมการสั่งอาหารเดลิเวอรีผ่านโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ในช่วง 5 วันแรก อาทิ</p>
<ul>
<li>คนส่วนใหญ่นิยมสั่งอาหารเดลิเวอรีผ่านโครงการคนละครึ่งพลัสด้วยมูลค่าประมาณ <strong><u>80 &#8211; 120 </u></strong><strong><u>บาทต่อออเดอร์</u></strong> รองลงมาคือมูลค่า 120 &#8211; 150 บาทต่อออเดอร์</li>
<li>ออเดอร์ที่มีมูลค่าสูงสุด คือ <strong><u>เมนูสเต็กเนื้อ จากร้านเฮงเจริญ บุชเชอรี่</u> </strong>ในย่านลาดพร้าว ด้วยมูลค่ารวม 2,935 บาท</li>
<li>มื้อกลางวันคือช่วงเวลาที่มีคนสั่งอาหารเดลิเวอรีผ่านโครงการคนละครึ่งพลัสมากที่สุด โดยเฉพาะ<strong><u>ระหว่างเวลา </u></strong><strong><u>11.00 &#8211; 12.00 </u></strong><strong><u>น.</u></strong></li>
<li>โครงการคนละครึ่งพลัสช่วยกระตุ้นให้มีความถี่ในการสั่งอาหารเดลิเวอรีเพิ่มขึ้น โดยพบว่า <strong><u>มีคนสั่งอาหารตั้งแต่ </u></strong><strong><u>2 </u></strong><strong><u>ออเดอร์ต่อวันขึ้นไปเพิ่มขึ้นถึง </u></strong><strong><u>2.5 </u></strong><strong><u>เท่า</u></strong>เมื่อเทียบกับช่วงปกติ</li>
<li>เมนูอาหารที่คนนิยมสั่งผ่านโครงการคนละครึ่งพลัสมากที่สุด คือ <strong><u>ส้มตำ</u> </strong>รองลงมาคือ <strong><u>ก๋วยเตี๋ยว และ ไก่ทอด</u></strong> ขณะที่ <strong><u>ชาไทย</u></strong> ยืนหนึ่งในฐานะเครื่องดื่มยอดนิยม ตามมาด้วย <strong><u>ชาเขียวหรือมัทฉะ และโกโก้เย็น</u></strong></li>
<li>ร้านอาหารที่มียอดขายเติบโตสูงสุดจากโครงการคนละครึ่งพลัส คือ <strong>“</strong><strong><u>ร้านอยู่นี่ ตามสั่ง ข้าวผัด สเต็ก</u></strong><strong>” </strong>ในกรุงเทพฯ <strong><u>โดยมียอดขายเติบโตถึง </u></strong><strong><u>18 </u></strong><strong><u>เท่าจากช่วงปกติ</u></strong> จากยอดขายหลักร้อยกลายเป็นหลักหมื่นต่อวัน</li>
<li>ขณะที่ <strong>“</strong><strong>ร้านพาสต้า บ่</strong><strong>?” </strong>ในย่านจรัญ 35 ทำสถิติสร้างยอดขายสูงที่สุดจากการเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส <strong><u>ด้วยยอดขายเฉลี่ยต่อวันสูงกว่าครึ่งแสนบาท</u></strong></li>
<li>5 จังหวัดที่มีการสั่งอาหารเดลิเวอรีผ่านโครงการคนละครึ่งพลัสมากที่สุด คือ <strong>กรุงเทพฯ ชลบุรี ขอนแก่น โคราช และเชียงใหม่</strong></li>
</ul>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37968 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/GRAB-Half2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>“โครงการคนละครึ่งพลัสไม่เพียงช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยในกลุ่มผู้บริโภค และสร้างยอดขายที่เพิ่มขึ้นให้กับร้านอาหาร แต่ยังส่งผลเชิงบวกไปถึงคนในอีโคซิสเต็มอย่าง<strong><u>ไรเดอร์ผู้จัดส่งอาหาร ซึ่งมีรายได้เฉลี่ยต่อชั่วโมงเพิ่มขึ้น </u></strong><strong><u>13% </u></strong><strong><u>นับตั้งแต่เริ่มโครงการฯ</u></strong> นอกจากนี้ กลุ่มผู้ผลิตและจัดจำหน่ายวัตถุดิบสำหรับอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งถือเป็นอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องยังได้รับอานิสงส์ไปด้วย ทั้งนี้ แกร็บจะยังคงเดินหน้าสนับสนุนโครงการคนละครึ่งพลัสในเฟสต่อๆ ไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจระดับมหภาคและขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ โดยเฉพาะในช่วงเวลาทุกคนต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายจากสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน” <strong>นางสาวจันต์สุดา กล่าวเสริม</strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/11/grab-benefits-half-half-plus-campaign/">แกร็บฟู้ด เผยคนไทยแห่ใช้ “คนละครึ่งพลัส” ผ่านเดลิเวอรี ทุบสถิติล้านออเดอร์ ช่วยร้านเล็ก-สตรีตฟู้ดเพิ่มยอด 3 เท่า</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ttb ชี้ &#8216;มนุษย์เงินเดือน&#8217; เดอะแบกตัวจริง แถมเสี่ยงสะดุดได้ทุกเมื่อ พร้อมเปิด​​อินไซต์ 8 ใน 10 มีภาระหนี้สิน ​​แม้เงินเดือนหลักแสน​ ยังหนีไม่พ้นวังวน​ &#8216;เดือนชนเดือน&#8217;</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/10/ttb-analytics-financial-risk-sandwich-generation/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 21 Oct 2025 11:23:15 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Finance & Invest]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Debt]]></category>
		<category><![CDATA[Debt Consolidation]]></category>
		<category><![CDATA[Financial Literacy]]></category>
		<category><![CDATA[Financial Risk]]></category>
		<category><![CDATA[Insight]]></category>
		<category><![CDATA[NCB]]></category>
		<category><![CDATA[Personal loan]]></category>
		<category><![CDATA[Sandwich Generation]]></category>
		<category><![CDATA[ttb]]></category>
		<category><![CDATA[ttb analytics]]></category>
		<category><![CDATA[ความเสี่ยงทางการเงิน]]></category>
		<category><![CDATA[ณัฐวรรณ อภิรัตนพิมลชัย]]></category>
		<category><![CDATA[ทีทีบี]]></category>
		<category><![CDATA[ทีเอ็มบีธนชาต]]></category>
		<category><![CDATA[นริศ สถาผลเดชา]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[มนุษย์เงินเดือน]]></category>
		<category><![CDATA[วงจรหนี้]]></category>
		<category><![CDATA[สินเชื่อส่วนบุคคล]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาวะทางการเงิน]]></category>
		<category><![CDATA[หนี้]]></category>
		<category><![CDATA[หมุนหนี้]]></category>
		<category><![CDATA[อินไซต์]]></category>
		<category><![CDATA[เดอะแบก]]></category>
		<category><![CDATA[เดอะแบกตัวจริง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=37482</guid>

					<description><![CDATA[<p>ทีเอ็มบีธนชาต หรือ ทีทีบี เปิด​ Insight มนุษย์เงินเดือน ‘เดอะแบกตัวจริง’ ผ่านการศึกษาข้อมูลเชิงลึกจาก​กลุ่มมนุษย์เงินเดือนในประเทศไทยเกือบ 100,000 คน พบว่า มนุษย์เงินเดือนจำนวนมากของประเทศไทย ที่​มีรายได้แน่นอน แต่ยังต้องเผชิญความท้าทายทางการเงินอย่างต่อเนื่อง แม้กระทั่งผู้มีรายได้ระดับแสนบาท ก็ยังเสี่ยงใช้ชีวิตแบบเดือนชนเดือน ข้อมูลจากบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB) และ ttb analytics ณ เดือนมิถุนายน 2567 ชี้ว่า คนไทยเกือบ 40% มีหนี้ในระบบ โดยมีหนี้สินเฉลี่ยสูงกว่า 5 แสนบาทต่อคน โดยเฉพาะกลุ่มวัยสร้างครอบครัวอายุ 35-60 ปี ที่มีภาระหนี้สูงที่สุด ขณะที่หนี้สินเชื่อส่วนบุคคลยังคงเป็นภาระของทุกช่วงวัย แม้กระทั่งในวัยเกษียณ คุณนริศ สถาผลเดชา ประธานกลุ่มงาน Data และ Analytics ทีเอ็มบีธนชาต กล่าวว่า ​ประเทศไทยมีมนุษย์เงินเดือนกว่า 12.5 ล้านคน คิดเป็น 30% ของแรงงานทั้งหมดที่มีกว่า 40 ล้านคน และสร้างรายได้ภาษีบุคคลธรรมดามากถึง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/10/ttb-analytics-financial-risk-sandwich-generation/">ttb ชี้ &#8216;มนุษย์เงินเดือน&#8217; เดอะแบกตัวจริง แถมเสี่ยงสะดุดได้ทุกเมื่อ พร้อมเปิด​​อินไซต์ 8 ใน 10 มีภาระหนี้สิน ​​แม้เงินเดือนหลักแสน​ ยังหนีไม่พ้นวังวน​ &#8216;เดือนชนเดือน&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ทีเอ็มบีธนชาต </strong>หรือ<strong> ทีทีบี</strong> เปิด​ <strong>Insight มนุษย์เงินเดือน</strong> <strong>‘เดอะแบกตัวจริง’</strong> ผ่านการศึกษาข้อมูลเชิงลึกจาก​กลุ่มมนุษย์เงินเดือนในประเทศไทยเกือบ 100,000 คน พบว่า <strong>มนุษย์เงินเดือนจำนวนมากของประเทศไทย ที่​มีรายได้แน่นอน แต่ยังต้องเผชิญความท้าทายทางการเงินอย่างต่อเนื่อง</strong> <strong>แม้กระทั่งผู้มีรายได้ระดับแสนบาท ก็ยังเสี่ยงใช้ชีวิตแบบเดือนชนเดือน</strong></p>
<p><span id="more-37482"></span></p>
<p><strong><em>ข้อมูลจากบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (</em></strong><strong><em>NCB) </em></strong><strong><em>และ </em></strong><strong><em>ttb analytics </em></strong><strong><em>ณ เดือนมิถุนายน </em></strong><strong><em>2567 </em></strong><strong><em>ชี้ว่า คนไทยเกือบ </em></strong><strong><em>40% </em></strong><strong><em>มีหนี้ในระบบ โดยมีหนี้สินเฉลี่ยสูงกว่า </em></strong><strong><em>5 </em></strong><strong><em>แสนบาทต่อคน โดยเฉพาะกลุ่มวัยสร้างครอบครัวอายุ </em></strong><strong><em>35-60 </em></strong><strong><em>ปี ที่มีภาระหนี้สูงที่สุด ขณะที่หนี้สินเชื่อส่วนบุคคลยังคงเป็นภาระของทุกช่วงวัย แม้กระทั่งในวัยเกษียณ</em></strong></p>
<p><strong>คุณนริศ สถาผลเดชา ประธานกลุ่มงาน </strong><strong>Data </strong><strong>และ </strong><strong>Analytics </strong><strong>ทีเอ็มบีธนชาต</strong> กล่าวว่า ​ประเทศไทยมีมนุษย์เงินเดือนกว่า 12.5 ล้านคน คิดเป็น 30% ของแรงงานทั้งหมดที่มีกว่า 40 ล้านคน และสร้างรายได้ภาษีบุคคลธรรมดามากถึง 90% หรือกว่า 2.7 แสนล้านบาทต่อปี จึงถือเป็นฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจและสังคมไทย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37492 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/Re_07.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>แต่ขณะเดียวกัน กลุ่มมนุษย์เงินเดือนกลับได้ชื่อว่าเป็น <strong>&#8216;เดอะแบกตัวจริง&#8217;</strong> หรือ &#8216;<strong>Sandwich Generation</strong>&#8216; ​เพราะต้องแบกรับความเสี่ยงรอบด้าน ทั้ง<strong>ภาระหนี้ การขาดเงินออมและเงินฉุกเฉิน การใช้ชีวิตเดือนชนเดือนแม้มีรายได้สูง รวมถึงความคุ้มครองที่ไม่เพียงพอ</strong></p>
<p>ทั้งนี้ จากการทำ <strong><em>ttb financial health check</em></strong> หรือโปรแกรมตรวจสุขภาพทางการเงินออนไลน์ของมนุษย์เงินเดือนในประเทศไทยกว่า 96,000 คน ระหว่างเดือนสิงหาคม 2566 – กุมภาพันธ์ 2568 พบว่า <strong><u>8 </u></strong><strong><u>ใน </u></strong><strong><u>10 </u></strong><strong><u>หรือกว่า </u></strong><strong><u>82% </u></strong><strong><u>ของมนุษย์เงินเดือนมีภาระหนี้</u></strong> จากภาระที่มากขึ้น รายจ่ายที่มากขึ้น และปริมาณหนี้ที่เพิ่มมากขึ้น โดยส่วนใหญ่เป็นหนี้ส่วนบุคคลและบัตรเครดิตคิดเป็นสัดส่วนถึง <strong>53% </strong>(รองลงมาคือหนี้รถคิดเป็น <strong>17%</strong> และหนี้บ้าน <strong>15%</strong>) และราว 60% ของมนุษย์เงินเดือนที่กำลังมีความเสี่ยงทางการเงิน และไม่มีเงินสำรองฉุกเฉินเพียงพอ</p>
<p><em>&#8220;ที่สำคัญคือ <strong>49% ของมนุษย์เงินเดือนมีหนี้สะสมจากพฤติกรรมจ่ายขั้นต่ำ หรือผิดนัดชำระ และยิ่งไปกว่านั้น 65% ของคนที่แม้จะสามารถจ่ายหนี้ไหว แต่ก็ยังเลือกการชำระหนี้แบบขั้นต่ำ ทำให้เกิดความเสี่ยงสะสมจากดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้นและอยู่ในวงจรหนี้ไม่สิ้นสุด </strong>ขณะเดียวกันยังพบว่าเกือบ 1 ใน 3 (29%) มีพฤติกรรมใช้เงินเกินรายได้ และเกินครึ่ง (51%) ที่หาได้เท่าไหร่ก็ใช้เท่านั้น หรือเป็นการใช้ชีวิตแบบเดือนชนเดือน <strong>แม้แต่ผู้ที่มีรายได้มากกว่า 1 แสนบาท ที่ 32% ของกลุ่มนี้ มีไลฟ์สไตล์แบบเดือนชนเดือน และ 16% ของรายได้หลักแสนก็ยังไม่เพียงพอต่อรายจ่ายที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดการตั้งคำถามต่อสิ่งที่หลายคนเคยมีความเชื่อว่า ถ้ามีรายได้ในระดับสูงก็จะทำให้มีเงินเดือนเหลือเก็บได้มากขึ้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป&#8221;</strong></em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37493 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/Re_06.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่า ​ความไม่มั่นคงทางการเงินสามารถเกิดขึ้นกับทุกระดับรายได้ เนื่องจากพฤติกรรมทางการเงินของมนุษย์เงินเดือนส่วนใหญ่ยังขาดภูมิคุ้มกันทางการเงินที่เพียงพอ โดยพบว่า <strong><u>77% </u></strong><strong><u>มีเงินออมน้อยกว่า </u></strong><strong><u>10% </u></strong><strong><u>ของรายได้ และ </u></strong><strong><u>70% </u></strong><strong><u>ไม่มีเงินสำรองฉุกเฉินเพียงพอ (มีเงินสำรองฉุกเฉินไว้ใช้น้อยกว่า </u></strong><strong><u>6 </u></strong><strong><u>เดือน)</u></strong> ยิ่งไปกว่านั้นมากถึง <strong>80%</strong> ไม่มีความคุ้มครองที่เพียงพอหากมีกรณีเจ็บป่วยเป็นโรคร้ายไม่คาดฝัน โดยเฉพาะในกลุ่ม Gen X และ Baby Boomers  ซึ่งถือว่าเป็นวัยที่เริ่มเข้าใกล้วัยเกษียณแต่มากกว่าครึ่ง หรือ 57% ที่ยังไม่ได้เริ่มวางแผนการเกษียณ ขณะที่ Gen Y และ Gen Z ที่ยังไม่ได้วางแผนเกษียณมีสัดส่วนสูงถึง 70% และ 74% ตามลำดับ</p>
<p><em><strong>ผลสรุปจากการศึกษา​พบว่า มนุษย์เงินเดือนในปัจจุบันต้องแบกรับ &#8216;ความเสี่ยงทางการเงิน&#8217; มากกว่าที่คิด ทั้งการไม่มีเงินออกมหรือเงินฉุกเฉิน รายได้ที่มีก็ต้องหมดไปกับหนี้ที่ต้องผ่อน และถึงแม้ว่าจะยังจ่ายหนี้ไหวแต่ก็ไม่มีเงินเหลือใช้ ทำให้ไม่สามารถวางแผนเกษียณได้ ทำให้ขาดความคุ้มครองสำหรับการใช้ชีวิต ดังนั้น  การเร่งสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน การวางแผนทางการเงิน ตลอดจนการเลือกเครื่องมือทางการเงินจึงเป็นเรื่องสำคัญ ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน </strong></em></p>
<p><strong>ttb เสนอโซลูชัน ช่วย​แบ่งเบาเดอะแบก​ ครอบคลุม 4 มิติ </strong></p>
<p>ทีทีบีตระหนักถึงความท้าทายที่กลุ่ม​เดอะแบกต้องเผชิญอยู่และ​​พร้อมแบ่งเบาภาระให้มนุษย์เงินเดือน ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และโซลูชันทางการเงินที่ครอบคลุมทั้ง 4 มิติ ทั้งการออม การใช้จ่าย การกู้ยืม การลงทุนและความคุ้มครอง เพื่อสร้างชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน</p>
<p><strong>คุณ​ณัฐวรรณ อภิรัตนพิมลชัย ประธานกลุ่มกลยุทธ์ลูกค้าบุคคล ทีเอ็มบีธนชาต</strong> กล่าวว่า โลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ชีวิตทางการเงินที่ดีเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะคือรากฐานการมีคุณภาพชีวิตที่ดี ทีทีบีในฐานะธนาคารที่มุ่งมั่นให้คนไทยมีชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้น จึงพร้อมช่วยแบ่งเบาภาระของมนุษย์เงินเดือน ผู้เป็นเดอะแบกตัวจริงการเงินในยุคนี้ ผ่านการมอบโซลูชันที่ครอบคลุมครบทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37495 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/Re_04.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>แบ่งเบาภาระหนี้ </strong><strong>:</strong> ผ่านโปรแกรมผ่อนดีมีรางวัล ที่ให้สิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าที่ผ่อนชำระดีได้รับข้อเสนอรีไฟแนนซ์ที่ดอกเบี้ยต่ำกว่าช่วยให้ปิดหนี้ได้ไวและสะดวกยิ่งขึ้น บริการรวบหนี้ด้วยบ้าน-รถ หรือสินเชื่อส่วนบุคคล ช่วยประหยัดดอกเบี้ยให้ถูกลง ค่างวดลดลง มีเงินเหลือใช้เพิ่มขึ้น หรือสินเชื่อสวัสดิการอเนกประสงค์ทีทีบี ไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน สำหรับพนักงานบัญชีเงินเดือนทีทีบีที่กำลังมองหาตัวช่วยลดภาระหนี้ และทำงานในบริษัทที่มีการลงนามข้อตกลง (MOU) ด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำเริ่มต้น 99% ต่อปี</p>
<p><strong>แบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย </strong><strong>: </strong>ด้วยบัญชีเงินฝาก ttb all free ที่ฟรีค่าธรรมเนียมทั่วไทย คุ้มค่ายิ่งขึ้นเมื่อใช้คู่บัตรเดบิต ttb all free Disney ที่ได้รับสิทธิพิเศษเช่นเดียวกับบัตรเครดิต แต่ลิมิตการใช้จ่ายป้องกันการใช้จ่ายเกินตัว รวมถึงบัญชี ttb ME save เงินฝากดอกเบี้ยสูง ที่ช่วยฝึกวินัยการออม โดยได้รับดอกเบี้ยโบนัสมากขึ้นเมื่อฝากเพิ่มทุกเดือน พิเศษสำหรับพนักงานบัญชีเงินเดือนทีทีบี รับดอกเบี้ยสูงกว่าลูกค้าทั่วไป 2% ต่อปี ช่วยให้ออมได้มากขึ้นและเป็นเงินสำรองฉุกเฉิน สามารถถอนได้เมื่อมีเหตุจำเป็น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37499 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/Re_08.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>แบ่งเบาความกังวล </strong><strong>:</strong> อุ่นใจด้วยโซลูชันที่เข้าถึงง่ายและหลากหลาย อาทิ รับความคุ้มครองอุบัติเหตุจากบัญชี ttb all free เพียงคงเงินฝากไว้ในบัญชีเงินฝาก ไม่ต่ำกว่า 5,000 บาท ทุกวันตลอดทั้งเดือนให้ความคุ้มครองชีวิต 20 เท่าของยอดเงินฝากคงเหลือในบัญชี สูงสุด 3 ล้านบาท และค่ารักษาพยาบาลจากอุบัติเหตุ 3,000 บาทต่ออุบัติเหตุแต่ละครั้ง ไม่จำกัดจำนวนครั้งของอุบัติเหตุ (ให้ความคุ้มครองโดย บมจ. ธนชาตประกันภัย) นอกจากนี้ ยังมอบความคุ้มครองที่อุ่นใจ ตอบโจทย์ความต้องการในทุกช่วงชีวิตทั้ง กลัวเจ็บ-กลัวจน-กลัวตาย และเหมาะสมสำหรับมนุษย์เงินเดือน อาทิ ประกันชีวิตและสุขภาพ ทีทีบี เหมา เหมา อัลตร้า แคร์ ที่ใช้สวัสดิการของบริษัทจ่ายค่ารักษาพยาบาลส่วนแรกเพื่อลดค่าเบี้ยให้ถูกลง และได้รับความคุ้มครองมากขึ้น</p>
<p><strong>แบ่งเบาภาระภาษีและความเสี่ยงในอนาคต </strong><strong>:</strong> ผ่านโซลูชันกองทุนคุณภาพและประกันที่คุ้มครองครอบคลุมเพื่อการลดหย่อนภาษี ที่คัดสรรมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของมนุษย์เงินเดือนแต่ละกลุ่ม พร้อมแคมเปญลดหย่อนภาษี 2568 ให้ความคุ้มค่าทั้งการลงทุนและประกันชีวิต (เงื่อนไขการลดหย่อนภาษีเป็นไปตามเกณฑ์กรมสรรพากร)</p>
<p>นอกจากโซลูชันที่ช่วยแบ่งเบาที่ครอบคลุมแล้ว ทีทีบียังเสริมแกร่งความรู้ทางการเงิน เพื่อให้มนุษย์เงินเดือนบรรลุเป้าหมายชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้น ได้แก่ fintips แหล่งรวมเคล็ดลับทางการเงินบนเว็บไซต์ทีทีบี โซเชียลมีเดียและช่องทางต่าง ๆ, คอร์สการเงินออนไลน์, โค้ชปลดหนี้ และสัมมนาความรู้ทางการเงิน โดยผู้เชี่ยวชาญ พร้อมทั้งตรวจสุขภาพทางการเงินเพื่อวัดระดับภูมิคุ้มกันทางการเงินของตนเอง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37494 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/ttb-financial-health-check-insight.jpg" alt="" width="640" height="800" /></p>
<p><strong>“</strong><strong>ทีทีบีเชื่อว่าความมั่นคงทางการเงินไม่ใช่เรื่องของรายได้เพียงอย่างเดียว แต่คือการมีเครื่องมือและภูมิคุ้มกันทางการเงินที่รอบด้าน ธนาคารจึงสร้างสรรค์และพัฒนาโซลูชันทางการเงินที่ตอบโจทย์ ครบทุกมิติการเงิน เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระ พร้อมให้มนุษย์เงินเดือนก้าวข้ามข้อจำกัด และมีชีวิตการเงินที่ดีขึ้น พร้อมยืนหยัดได้อย่างมั่นคง</strong><strong>”</strong> ​คุณณัฐวรรณ กล่าวปิดท้าย</p>
<p>ค้นหาโซลูชันและบริการทางการเงินจาก ทีทีบี ได้ที่เว็บไซต์ <a href="https://www.ttbbank.com/th" target="_blank" rel="noopener">https://www.ttbbank.com/th</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/10/ttb-analytics-financial-risk-sandwich-generation/">ttb ชี้ &#8216;มนุษย์เงินเดือน&#8217; เดอะแบกตัวจริง แถมเสี่ยงสะดุดได้ทุกเมื่อ พร้อมเปิด​​อินไซต์ 8 ใน 10 มีภาระหนี้สิน ​​แม้เงินเดือนหลักแสน​ ยังหนีไม่พ้นวังวน​ &#8216;เดือนชนเดือน&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เจาะอินไซต์ &#8216;โซลาร์รูฟท็อปภาคครัวเรือน&#8217; ภาครัฐและผู้ประกอบการต้องรู้ พร้อมเปิด 4 อุปสรรค ทำตลาดโตต่ำกว่าศักยภาพ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/08/scb-eic-consumer-survey-solar-rooftop/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 29 Aug 2025 13:00:32 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Energy Transition]]></category>
		<category><![CDATA[SCB EIC]]></category>
		<category><![CDATA[SCB EIC Consumer survey]]></category>
		<category><![CDATA[Solar Rooftop]]></category>
		<category><![CDATA[ค่าไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[จิรวุฒิ อิ่มรัตน์]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารไทยพาณิชย์]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานแสงอาทิตย์]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์]]></category>
		<category><![CDATA[อินไซต์]]></category>
		<category><![CDATA[เปลี่ยนผ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[โซลาร์รูฟท็อป]]></category>
		<category><![CDATA[โซลาร์เซลล์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=35847</guid>

					<description><![CDATA[<p>ศักยภาพของประเทศไทยในการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปอยู่ในระดับสูงมาก แต่การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสำหรับที่อยู่อาศัยยังต่ำกว่าศักยภาพ สะท้อนว่าผู้บริโภคไทยยังเผชิญอุปสรรคในการนำเอาเทคโนโลยีมาใช้ ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานประเมินว่าในปี 2023 ศักยภาพรวมสำหรับการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปจากที่อยู่อาศัยอยู่ที่ราว 121,000 เมกะวัตต์ ขณะที่ปริมาณการติดตั้งสะสมในปี 2022 ยังอยู่เพียง 1,893 เมกะวัตต์ หรือประมาณ 1.6% ของศักยภาพทั้งหมด ซึ่งปริมาณการติดตั้งที่ยังต่ำกว่าศักยภาพค่อนข้างมาก สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภค​กำลังเผชิญปัญหาหรืออุปสรรคในการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป 4 อุปสรรคสำคัญ ขับเคลื่อน &#8216;โซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชน&#8217;   คุณจิรวุฒิ อิ่มรัตน์ นักวิเคราะห์อาวุโส ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์​ (SCB EIC) สรุปผลการศึกษา &#8216;SCB EIC Consumer survey โซลาร์รูฟท็อปแบบไหนที่ใช่ในใจคุณ&#8216; โดยพบว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่​ต้องการ​ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป​เพราะ​ มีแรงจูงใจสำคัญคือประโยชน์ที่จะได้รับจากการ​ช่วยลดค่าไฟฟ้าได้จริง โดยเฉพาะในภาวะที่ค่าไฟฟ้าปรับตัวสูงขึ้น ทำให้มีความคุ้มค่าในระยะยาว และยังเป็นไฟฟ้าพลังงานสะอาดที่ไม่สร้างมลพิษ ผล​ศึกษาระบุว่า ผู้บริโภคกว่า 80% (จากจำนวนผู้ตอบแบบสอบถามกว่า 2 พันราย) มีความสนใจติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป แต่ยังไม่ได้ดำเนินการ โดยมี 9% ที่ติดตั้งแล้ว และ 3% [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/08/scb-eic-consumer-survey-solar-rooftop/">เจาะอินไซต์ &#8216;โซลาร์รูฟท็อปภาคครัวเรือน&#8217; ภาครัฐและผู้ประกอบการต้องรู้ พร้อมเปิด 4 อุปสรรค ทำตลาดโตต่ำกว่าศักยภาพ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ศักยภาพของประเทศไทยในการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปอยู่ในระดับสูงมาก แต่การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสำหรับที่อยู่อาศัยยังต่ำกว่าศักยภาพ สะท้อนว่าผู้บริโภคไทยยังเผชิญอุปสรรคในการนำเอาเทคโนโลยีมาใช้</p>
<p><span id="more-35847"></span></p>
<p>ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานประเมินว่าในปี 2023 ศักยภาพรวมสำหรับการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปจากที่อยู่อาศัยอยู่ที่ราว 121,000 เมกะวัตต์ ขณะที่ปริมาณการติดตั้งสะสมในปี 2022 ยังอยู่เพียง 1,893 เมกะวัตต์ หรือประมาณ 1.6% ของศักยภาพทั้งหมด ซึ่งปริมาณการติดตั้งที่ยังต่ำกว่าศักยภาพค่อนข้างมาก สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภค​กำลังเผชิญปัญหาหรืออุปสรรคในการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป</p>
<p><strong>4 อุปสรรคสำคัญ ขับเคลื่อน &#8216;โซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชน&#8217;  </strong></p>
<p><strong>คุณจิรวุฒิ อิ่มรัตน์ </strong>นักวิเคราะห์อาวุโส ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์​ (SCB EIC) สรุปผลการศึกษา &#8216;<strong>SCB EIC Consumer survey โซลาร์รูฟท็อปแบบไหนที่ใช่ในใจคุณ</strong>&#8216; โดยพบว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่​ต้องการ​ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป​เพราะ​ มีแรงจูงใจสำคัญคือประโยชน์ที่จะได้รับจากการ​ช่วยลดค่าไฟฟ้าได้จริง โดยเฉพาะในภาวะที่ค่าไฟฟ้าปรับตัวสูงขึ้น ทำให้มีความคุ้มค่าในระยะยาว และยังเป็นไฟฟ้าพลังงานสะอาดที่ไม่สร้างมลพิษ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-35849 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/08/จิรวุฒิ-อิ่มรัตน์.jpg" alt="" width="1000" height="725" /></p>
<p>ผล​ศึกษาระบุว่า ผู้บริโภคกว่า 80% (จากจำนวนผู้ตอบแบบสอบถามกว่า 2 พันราย) มีความสนใจติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป แต่ยังไม่ได้ดำเนินการ โดยมี 9% ที่ติดตั้งแล้ว และ 3% อยู่ระหว่างการติดตั้ง ส่วน​ 8% ไม่สนใจติดตั้ง ขณะที่กระบวนการต่างๆ ในการดำเนินการ ตั้งแต่​การเลือกประเภท แบรนด์ ราคาแผงโซลาร์เซลล์ ​​ระบบโซลาร์รูฟท็อป ไปจนถึงกฏระเบียบและขั้นตอนในการขอนุญาต ล้วนเป็นอุปสรรคสำคัญของผู้บริโภค</p>
<p>โดยสามารถสรุปเป็น 4 อุปสรรคสำคัญ ที่​ผู้บริโภคกำลังเผชิญอยู่ ทำให้ช่องว่างของผู้ที่มีความสนใจ กับปริมาณการติดตั้งจริงยังมีความแตกต่างกันสูงมาก ซึ่งหากจัดการอุปสรรคนี้ได้ เชื่อว่าจะสามารถ​กระตุ้นให้เกิดการติดตั้งจริงได้เพิ่มมากขึ้น ประกอบด้วย</p>
<p><strong>1. อุปสรรคในการคัดเลือกผู้ติดตั้ง :</strong>  การตรวจสอบความน่าเชื่อถือและราคาที่เหมาะสมของผู้ให้บริการติดตั้ง ซึ่งประชาชนจำนวนมากยังไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลที่ชัดเจนและเปรียบเทียบได้</p>
<p><strong>2. อุปสรรคในการเลือกเทคโนโลยี :</strong> การเลือกเทคโนโลยีที่มีความหลากหลายและต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจ เช่น ชนิดของแผงโซลาร์เซลล์ อินเวอร์เตอร์และระบบที่เหมาะสมกับที่อยู่อาศัย</p>
<p><strong>3. อุปสรรคในกระบวนการขออนุญาต :</strong> ความยุ่งยากของกระบวนการขออนุญาตจากภาครัฐ ทั้งการติดต่อหลายหน่วยงาน, การเตรียมเอกสาร และการนัดตรวจสอบสถานที่ติดตั้ง ซึ่งยังเป็นอุปสรรคต่อการตัดสินใจของผู้บริโภค</p>
<p><strong>4. อุปสรรคในการจัดหาเงินทุน :</strong> ผู้บริโภค​ยังมีข้อจำกัดด้านเงินทุน โดยกว่า 50% ของผู้ติดตั้งใช้เงินสดและต้องจัดหาเงินส่วนตัวเพื่อจ่ายเองซึ่งเป็นอุปสรรคที่สำคัญที่สุดในการหาแหล่งเงินทุน สะท้อนถึงความต้องการแหล่งเงินทุนที่เข้าถึงง่าย ขณะที่โซลูชั่นทางการเงินอื่นๆ เช่น กว่า 30% ใช้บัตรเครดิตทั้งแบบเต็มจำนวน (17%) หรือผ่อนจ่าย (14%)  ขณะที่ 8% ใช้วงเงิน Personal Loan และวิธีอื่นๆ เช่น การเพิ่มเติมวงเงินจากยอดสินเชื่อบ้าน เป็นต้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-35851 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/08/EIC-Solar-rooftop.jpg" alt="" width="2394" height="1318" /></p>
<p><strong>ส่ิงที่ผู้บริโภคต้องการได้รับสนับสนุนเพื่อติดตั้ง Solar rooftop  </strong></p>
<p>ผลสำรวจพบว่า &#8216;<strong>การให้เงินอุดหนุนการติดตั้ง</strong>&#8216; เป็นสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการมากที่สุดจากภาครัฐ ตามมาด้วย<strong>สิทธิในการลดหย่อนภาษี </strong>จากค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง รวมถึงสิทธิประโยชน์หลังการติดตั้ง ที่ต้องการให้ภาครัฐสนับสนุนเพิ่มเติม อาทิ การปลดล็อกการขายไฟฟ้าได้อย่างเสรี การเสนอขายระบบโซลาร์รูฟท็อปทางเลือกในราคาที่ถูกกว่าตลาด เช่น ระบบโซลาร์รูฟท็อปที่ผลิตโดยคนไทย ภายใต้การสนับสนุนเงินทุนวิจัยจากภาครัฐ การรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินในอัตราเดียวกับราคาขายปลีก และการผ่อนปรนขั้นตอนการขออนุญาตติดตั้ง</p>
<p>อินไซต์ที่ได้นี้ สะท้อนให้เห็นว่า ผู้บริโภคต้องการ &#8216;<strong>แพ็กเกจนโยบาย&#8217;</strong> ที่ครบถ้วน ทั้งในมิติของต้นทุน การเข้าถึงระบบ และสิทธิประโยชน์หลังการติดตั้ง</p>
<p>ขณะที่กลุ่มผู้ประกอบการ​ ต้องสามารถให้บริการลูกค้าได้แบบครบวงจร เนื่องจากขั้นตอนต่างๆ ยังมีความยุ่งยากและซับซ้อนสำหรับผู้บริโภค เพื่อสามารถตอบโจทย์และสร้างแต้มต่อในการให้บริการ ทั้งการ​สร้างความน่าเชื่อถือให้ผู้บริโภค พร้อม​​​เสนอแหล่งเงินทุนที่เข้าถึงได้  รวม​ทั้ง​​อำนวยความสะดวกในการติดตั้ง โดยมีเช็คลิสต์สำคัญต่อไปนี้</p>
<p>1.  สร้างความน่าเชื่อถือผ่านการนำเสนอความเชี่ยวชาญของผู้ให้บริการติดตั้ง โดยสามารถให้คำแนะนำที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า เสนอรายละเอียดผลิตภัณฑ์ที่ชัดเจนและราคาที่โปร่งใส ตลอดจนมีการรับประกันและบริการหลังการขาย</p>
<p>2. การพัฒนาแหล่งเงินทุนที่เข้าถึงง่าย ผ่านการร่วมมือระหว่างผู้ให้บริการติดตั้งและสถาบันการเงิน เช่น สินเชื่อเช่าซื้อดอกเบี้ยต่ำสำหรับติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเพื่อช่วยให้ผู้บริโภคที่ต้องการติดตั้ง แต่มีข้อจำกัดด้านเงินทุนสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น</p>
<p>3. ผู้ให้บริการติดตั้งควรมีบริการดำเนินการขออนุญาตติดตั้งแทนผู้บริโภค (ในกรณีที่ยังไม่มี) เนื่องจากผู้บริโภคจำนวนมากยังเผชิญปัญหาในการขออนุญาตติดตั้งเอง หรืออาจมีการส่งเสริมการขายที่ลดราคาอุปกรณ์และค่าติดตั้งที่จะช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจได้ง่ายขึ้นจากระยะเวลาคืนทุนที่เร็วขึ้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-35853 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/08/Suggestion.jpg" alt="" width="1200" height="671" /></p>
<p><strong>วางมาตรการ​กระตุ้นการตัดสินใจทั้งระยะสั้น &#8211; ระยะยาว </strong></p>
<p>​หากต้องการส่งเสริมการติดตั้ง Solar rooftop ในภาคประชาชนได้มากขึ้น จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐมาช่วยขับเคลื่อน โดยเฉพาะการมีมาตรการที่รอบด้านและครอบคลุมทั้งระยะสั้นและระยะยาว​ โดย SCB EIC มีข้อเสนอ ดังต่อไปนี้</p>
<p><strong>ระยะสั้น</strong> :  สร้างกลไก​ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของอุปกรณ์และผู้ติดตั้ง รวมทั้งมีมาตรการเพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายผู้บริโภค ตลอดจนอำนวยความสะดวกผ่านระบบ One-stop services ซึ่ง​เป็นมาตรการส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อประยะสั้น ที่เพิ่มเติมจาก​การให้สิทธิลดหย่อนภาษี ได้แก่</p>
<p>1. เพิ่มกลไก​ตรวจสอบและรับรองคุณภาพอุปกรณ์และผู้ให้บริการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปภาคสมัครใจ (Voluntary certification program) เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเลือกผู้ให้บริการที่ผ่านการตรวจสอบมาตรฐานทั้งด้านคุณภาพและราคา​</p>
<p>2. แบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย ​ผ่านเงินอุดหนุนการติดตั้งและสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ สำหรับครัวเรือนรายได้ต่ำ โดยร่วมมือกับสถาบันการเงิน เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป</p>
<p>3. ขจัดอุปสรรคในการขออนุญาตโดยใช้ระบบ One-stop services เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและระยะเวลาในการขออนุญาตติดตั้ง</p>
<p><strong>ส่วนมาตรการในระยะยาว</strong> ควรมีโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนการใช้โซลาร์รูฟท็อปของประเทศที่บูรณาการกับแผนพลังงานของชาติ  ทั้งการปลดล็อก TPA  (Third party access) หรือการขายไฟฟ้าเสรีโดยการให้สิทธิกับบุคคลที่สามได้ โดยการไฟฟ้าฯ เป็นผู้บริหารจัดการและได้รับค่าบริการ รวมทั้งสามารถเปิดรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจากโซลาร์รูฟท็อปในราคาขายปลีกให้แก่การไฟฟ้าได้ โดยคำนวณปริมาณไฟฟ้าที่ผู้บริโภคขายได้จากส่วนต่างระหว่าง &#8216;หน่วยไฟฟ้าที่ซื้อจากการไฟฟ้า&#8217; กับ &#8216;หน่วยไฟฟ้าที่ผลิตได้เองจากโซลาร์รูฟท็อป&#8217;  (Net-metering) เป็นต้น</p>
<p>อย่างไรก็ตาม โครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการผลิตไฟฟ้าจากภาคประชาชน จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยสามารถปลดล็อกศักยภาพพลังงานแสงอาทิตย์ที่กระจายอยู่ทั่วทุกหลังคาบ้าน และเดินหน้าสู่ระบบพลังงานสะอาดอย่างแท้จริง</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/08/scb-eic-consumer-survey-solar-rooftop/">เจาะอินไซต์ &#8216;โซลาร์รูฟท็อปภาคครัวเรือน&#8217; ภาครัฐและผู้ประกอบการต้องรู้ พร้อมเปิด 4 อุปสรรค ทำตลาดโตต่ำกว่าศักยภาพ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ดีลอยท์ สำรวจ​​ Gen Z และ Gen Y ของไทย พบ 3 คุณค่าหลัก &#8216;เงิน ความหมาย ความเป็นอยู่ที่ดี&#8217; ปัจจัยสำคัญกระทบ &#8216;ความสุข&#8217; ในการทำงาน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/05/deloitte-global-2025-gen-z-and-millennial-survey/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 30 May 2025 13:20:04 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Deloitte]]></category>
		<category><![CDATA[Gen Y]]></category>
		<category><![CDATA[Gen Z]]></category>
		<category><![CDATA[Insight]]></category>
		<category><![CDATA[research]]></category>
		<category><![CDATA[Sense of Purpose]]></category>
		<category><![CDATA[Trifacta]]></category>
		<category><![CDATA[Workplace]]></category>
		<category><![CDATA[กัญญ์ทิพา เครือแก้ว ณ ลำพูน]]></category>
		<category><![CDATA[คนทำงาน]]></category>
		<category><![CDATA[คนรุ่นใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[ความหมายของงาน]]></category>
		<category><![CDATA[ความเป็นอยู่ที่ดี]]></category>
		<category><![CDATA[ค่าครองชีพ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร. โชดก ปัญญาวรานันท์]]></category>
		<category><![CDATA[ดีลอยท์ ประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[รายได้]]></category>
		<category><![CDATA[สำรวจ]]></category>
		<category><![CDATA[อินไซต์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=33851</guid>

					<description><![CDATA[<p>Trifacta หรือ 3 คุณค่า ที่กำหนดความสุขของคนรุ่นใหม่ ประกอบด้วย รายได้ ความหมายของงาน และความเป็นอยู่ที่ดี โดยเฉพาะเรื่องเงิน ที่เชื่อมโยงกับระดับความสุขสูงสุดในทุกภูมิภาคทั่วโลก ตามมาด้วย ความเป็นอยู่ที่ดี และความหมายในการทำงาน  โดยคนไทยกังวลกับการเงินในระยะสั้นมากกว่าระยะยาว ขณะที่ค่าครองชีพยังคงเป็นความกังวลเรื้อรังของคนรุ่นใหม่ ด้านการใช้ Generative AI (GenAI) มีการใช้ GenAI ในการทำงานอย่างแพร่หลาย โดยมองว่าช่วยลดภาระงานซ้ำซ้อน เพิ่มเวลาให้สามารถจัดสมดุลระหว่างการทำงานและชีวิตส่วนตัว และช่วยให้การทำงานดีขึ้น นอกจากนี้ ยังพบว่า Gen Z และ Gen Y ของไทย ให้ความสำคัญกับการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาในอัตราสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก แต่ก็สะท้อนความกังวลต่อระบบการศึกษาในหลายด้าน เช่น คุณภาพการเรียนรู้ ค่าใช้จ่ายที่สูง และโอกาสในการได้รับประสบการณ์จริงมีจำกัด อ้างอิงข้อมูลจาก ผลสำรวจ Deloitte Global 2025 Gen Z and Millennial Survey โดย ดีลอยท์ ประเทศไทย พบอินไซต์คนรุ่นใหม่ชาวไทย ทั้ง Gen [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/05/deloitte-global-2025-gen-z-and-millennial-survey/">ดีลอยท์ สำรวจ​​ Gen Z และ Gen Y ของไทย พบ 3 คุณค่าหลัก &#8216;เงิน ความหมาย ความเป็นอยู่ที่ดี&#8217; ปัจจัยสำคัญกระทบ &#8216;ความสุข&#8217; ในการทำงาน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>Trifacta หรือ 3 </strong><strong>คุณค่า ที่กำหนดความสุขของคนรุ่นใหม่</strong> <strong>ประกอบด้วย</strong> <strong>รายได้ ความหมายของงาน และความเป็นอยู่ที่ดี โดยเฉพาะเรื่องเงิน ที่เชื่อมโยงกับระดับความสุขสูงสุดในทุกภูมิภาคทั่วโลก ตามมาด้วย ความเป็นอยู่ที่ดี และความหมายในการทำงาน </strong></p>
<p><span id="more-33851"></span></p>
<p>โดยคนไทยกังวลกับการเงินในระยะสั้นมากกว่าระยะยาว ขณะที่ค่าครองชีพยังคงเป็นความกังวลเรื้อรังของคนรุ่นใหม่</p>
<p>ด้านการใช้ Generative AI (GenAI) มีการใช้ GenAI ในการทำงานอย่างแพร่หลาย โดยมองว่าช่วยลดภาระงานซ้ำซ้อน เพิ่มเวลาให้สามารถจัดสมดุลระหว่างการทำงานและชีวิตส่วนตัว และช่วยให้การทำงานดีขึ้น</p>
<p>นอกจากนี้ ยังพบว่า Gen Z และ Gen Y ของไทย ให้ความสำคัญกับการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาในอัตราสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก แต่ก็สะท้อนความกังวลต่อระบบการศึกษาในหลายด้าน เช่น คุณภาพการเรียนรู้ ค่าใช้จ่ายที่สูง และโอกาสในการได้รับประสบการณ์จริงมีจำกัด</p>
<p><strong>อ้างอิงข้อมูลจาก</strong> <strong><a href="https://www.deloitte.com/global/en/issues/work/genz-millennial-survey.html" target="_blank" rel="noopener">ผลสำรวจ Deloitte Global 2025 Gen Z and Millennial Survey</a></strong> โดย<strong> ดีลอยท์ ประเทศไทย</strong> พบอินไซต์คนรุ่นใหม่ชาวไทย ทั้ง Gen Z และ Gen Y ให้ความสำคัญสูงสุดกับ 3 คุณค่าหลัก ได้แก่ รายได้ ความหมายของงาน และความเป็นอยู่ที่ดี</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-33852 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/05/Trifacta.jpg" alt="" width="1200" height="676" /></p>
<p><strong>Trifacta : 3 </strong><strong>คุณค่าที่เชื่อมโยงกับความสุขของคนรุ่นใหม่</strong></p>
<p><strong>Trifacta </strong>คือ 3 คุณค่าหลัก ที่ส่งผลต่อความสุขของคนรุ่นใหม่ทั่วโลก ได้แก่ รายได้ ความหมายของงาน และความเป็นอยู่ที่ดี ผลสำรวจพบว่า รายได้มีความเชื่อมโยงกับระดับความสุขมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยสูงถึง 64% ขณะที่ความเป็นอยู่ที่ดีและความหมายของงาน มีค่าเฉลี่ยใกล้เคียงกันที่ประมาณ 56%</p>
<p>ทั้งนี้ คนในกลุ่ม Gen Y ให้ความสำคัญกับคุณค่าทั้ง 3 ด้านของ Trifacta มากกว่า Gen Z อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอาจสะท้อนถึงประสบการณ์ชีวิตและการทำงานที่มากกว่า</p>
<p>เมื่อพิจารณาลงลึกด้านการเงิน พบว่า <strong>ค่าครองชีพ</strong> ยังคงเป็นปัจจัยที่สร้างความกังวลให้คนรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยความกังวล 3 อันดับแรกของทั้ง Gen Z และ Gen Y ในประเทศไทยที่ตรงกัน ได้แก่ ค่าครองชีพ การเติบโตทางเศรษฐกิจ และความปลอดภัยทางไซเบอร์</p>
<p>ตามด้วย 2 อันดับถัดมา ได้แก่ 1) สิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ และ 2) การดูแลสุขภาพ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-33853 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/05/Trifacta-Deloitte.jpg" alt="" width="1200" height="683" /></p>
<p>ด้านมุมมองเกี่ยวกับความมั่นคงทางการเงิน ประมาณ 63% ของคนไทยระบุว่า ตนเองใช้ชีวิตแบบ <strong>เดือนชนเดือน </strong> (ไม่เหลือให้ออม) ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกซึ่งอยู่ที่ 52% ขณะเดียวกันประมาณ  25% ระบุว่าตนเองยังต้องดิ้นรนในการจ่ายค่าใช้จ่ายทั้งหมดในแต่ละเดือน ซึ่งแม้จะต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่​ 36% แต่กลับสะท้อนถึงแรงกดดันทางการเงินที่ยังมีอยู่</p>
<p>นอกจากนี้ ประมาณ 27% ของคนไทยเห็นว่า อาจไม่สามารถเกษียณได้อย่างมั่นคงทางการเงิน ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่  42% โดยข้อมูลทั้งหมดนี้สะท้อนว่า <em><strong>คนรุ่นใหม่ไทยยังคงให้ความสำคัญกับประเด็นทางการเงินในระยะสั้น มากกว่าการวางแผนระยะยาวเพื่ออนาคต เช่น การออมเพื่อเกษียณอายุ</strong></em></p>
<p>ปัจจัยที่มีผลต่อความรู้สึกถึงเอกลักษณ์ของตนเองในหมู่คนรุ่นใหม่ (Gen Z และ Gen Y) ของไทย พบว่าประมาณ 54% ให้ความสำคัญกับเพื่อนและครอบครัว ตามด้วยงานหลัก (46%) และกิจกรรมทางวัฒนธรรม (32%) โดยทั้ง 3 ปัจจัยนี้ มีสัดส่วนที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระดับโลก</p>
<p>ขณะที่ 29% เห็นด้วยกับอาชีพเสริม ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 14% และประมาณ 30% เห็นด้วยกับการออกกำลังกาย ซึ่งก็สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกเล็กน้อยที่ 25%</p>
<p>62% ของ Gen Z และ 56% ของ Gen Y ระบุว่า พวกเขาปฏิเสธที่จะทำงานกับนายจ้างที่ดำเนินธุรกิจไม่สอดคล้องกับค่านิยมส่วนตัว ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 40% อย่างชัดเจน</p>
<p>ขณะที่ 37% ของ Gen Z และ 45% ของ Gen Y  ยินดีที่จะลาออกจากงาน หากงานนั้นไม่สอดคล้องกับความเชื่อ หรือหลักที่ยึดถือเป็นสิ่งสำคัญในชีวิต โดยตัวเลขนี้อยู่ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยโลกที่ 45%</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-33861 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/05/Top-Concern.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>ประเด็นนี้สะท้อนถึง<em><strong> คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญมากขึ้นกับ &#8216;คุณค่าร่วม&#8217; และภาพลักษณ์ขององค์กร องค์กรต่าง ๆ จึงควรตระหนักว่า ปัจจัยด้านค่านิยมและความเชื่อมีอิทธิพลอย่างมากต่อการตัดสินใจของคนรุ่นใหม่ ทั้งในแง่ของการเลือกงานและการอยู่กับองค์กรในระยะยาว</strong></em></p>
<p>ทั้งนี้ คนรุ่นใหม่เกือบทั้งหมดเห็นว่า<strong> Sense of Purpose</strong> (ความรู้สึกว่าการทำงานของตนเองมีคุณค่าและเป้าหมายที่ชัดเจน) เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความพึงพอใจในการทำงานและคุณภาพชีวิตโดยรวม</p>
<p>คนไทยรุ่นใหม่กว่า 1 ใน 3 ระบุว่า ตนเองรู้สึกเครียดหรือกังวลเกือบหรือแทบตลอดเวลา โดยพบว่า Gen Z มีความเครียดจากแทบทุกปัจจัยสูงกว่า Gen Y ไม่ว่าจะเป็น เรื่องอนาคตทางการเงินในระยะยาว สุขภาพส่วนตัว ภาระในบ้านหรือการดูแลครอบครัว หรือปัญหาการเงินในชีวิตประจำวัน ยกเว้นเพียงเรื่องสุขภาพหรือความเป็นอยู่ของสมาชิกในครอบครัว ที่ Gen Y มีระดับความกังวลสูงกว่าเล็กน้อย</p>
<p>นอกจากนี้ มากกว่า 1 ใน 3 ของคนไทยรุ่นใหม่ยังระบุว่า งานเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่สร้างความเครียด โดยสาเหตุหลักมาจาก ชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน การไม่มีเวลาเพียงพอในการทำงานให้เสร็จสมบูรณ์ และการไม่รู้สึกถึงความหมายหรือเป้าหมายในสิ่งที่ทำ</p>
<p>ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนว่า<em><strong> Gen Z มีระดับความเครียดในทุกมิติเหนือกว่า Gen Y อย่างชัดเจน โดยอาจกล่าวได้ว่า Gen Y สามารถรับมือกับแรงกดดันในที่ทำงานได้มากกว่</strong><strong>า</strong></em> ขณะเดียวกัน ยังพบว่า หลายองค์กรทั่วโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านประสิทธิภาพการบริหารจัดการ แม้พนักงานจะทำงานเป็นเวลานาน แต่กลับไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ที่ชัดเจนได้ ซึ่งเป็นความท้าทายที่หลายองค์กรต้องเร่งออกแบบแนวทางรับมืออย่างเป็นระบบ</p>
<p>อย่างไรก็ตาม คนไทยรุ่นใหม่ประมาณ 80% เชื่อว่านายจ้างให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตของพนักงานอย่างจริงจัง ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกอย่างมีนัยสำคัญ (61%) สะท้อนให้เห็นว่าองค์กรต่างๆ ในประเทศไทยมีการปรับตัว ให้การสนับสนุนด้านสุขภาพจิตมากขึ้น และที่สำคัญ คือ พนักงานสามารถรับรู้ได้ถึงความตั้งใจดังกล่าว</p>
<p><strong>คนไทยรุ่นใหม่ใช้ </strong><strong>Gen AI </strong><strong>อย่างแพร่หลาย เพื่อลดภาระงานและเพิ่มคุณภาพชีวิต</strong></p>
<p>ประมาณ 85% ของทั้ง Gen Z และ Gen Y ในประเทศไทย ระบุว่าเคยใช้ GenAI ช่วยในการทำงาน แม้ว่า Gen Z จะใช้ในกิจกรรมประจำวันมากกว่า แต่ Gen Y มีแนวโน้มในการใช้งานที่หลากหลายกว่า</p>
<p>ซึ่ง 3 อันดับแรกที่ทั้ง 2 เจนเนอเรชั่นนิยมใช้งานมากที่สุด ได้แก่ การวิเคราะห์ข้อมูล การออกแบบเชิงสร้างสรรค์ และการสร้างเนื้อหา ทั้งนี้ Gen Y ยังมีการใช้งานบางด้านที่สูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะเรื่องการพัฒนาซอฟต์แวร์ และการสร้างเนื้อหา จากข้อมูลข้างต้นนี้ สะท้อนถึงรูปแบบการใช้งานเทคโนโลยีดังกล่าวที่กำลังกลายเป็นเรื่องปกติในที่ทำงาน แต่หากมองในอีกมุมหนึ่ง ยังมีคำถามสำคัญว่า องค์กรและบุคลากรมีความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงนี้มากน้อยเพียงใด</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-33857 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/05/Gen-AI.jpg" alt="" width="1200" height="676" /></p>
<p>1 ใน 4 ของคนทั้ง 2 เจนเนอเรชั่น ได้รับการฝึกอบรมการใช้ GenAI แล้ว ขณะที่อีกราวครึ่งหนึ่งหรือมากกว่า วางแผนจะเข้ารับการอบรมภายใน 12 เดือนข้างหน้า</p>
<p>มุมมองของคนรุ่นใหม่ที่มีต่อเทคโนโลยีนี้ มีทั้งแง่บวกและลบ โดยประมาณ 90% เชื่อว่าจะช่วยลดเวลาในการทำงาน ทำให้เกิดสมดุลชีวิตที่ดีขึ้น</p>
<p>ขณะที่มุมมองด้านลบมีอยู่เช่นกัน โดยประมาณ 3 ใน 4 กังวลว่าอาจทำให้งานน้อยลง และ 85% เห็นว่าต้องเลือกงานที่มีความเสี่ยงน้อยจากระบบอัตโนมัติ เป็นการสะท้อนว่า GenAI กำลังเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการทำงานขององค์กรอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในด้านข้อมูลและการวิเคราะห์ แต่ขณะเดียวกัน ยังเน้นให้เห็นถึงความจำเป็นในการพัฒนา Soft Skills ที่เทคโนโลยีไม่อาจทดแทนได้ เช่น การทำงานร่วมกับผู้อื่น การสื่อสาร และการตัดสินใจ</p>
<p>โดยในภาพรวมนั้น องค์กรต่าง ๆ ยังเผชิญกับความท้าทายในการบริหารจัดการการใช้งานเทคโนโลยีใหม่นี้ ว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้พนักงานสามารถทำงานร่วมกับ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยไม่รู้สึกว่างานของตนถูกลดทอนคุณค่า</p>
<p>ประมาณ 10% ของ Gen Z และ 20% ของ Gen Y ในประเทศไทยไม่ได้ทำงานในสายอาชีพที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรก</p>
<p>โดยเหตุผลหลักของการเปลี่ยนสายอาชีพ คือ ต้องการรายได้ที่ดีกว่า ซึ่งพบในกลุ่ม Gen Y สูงถึง 60% เมื่อเทียบกับ Gen Z ที่ 30% ซึ่งให้ความสำคัญกับเหตุผลอื่นมากกว่าอย่างชัดเจน เช่น สถานการณ์ตลาดแรงงาน ภาระความรับผิดชอบต่อครอบครัว ความสนใจที่เปลี่ยนแปลง หรือโอกาสเริ่มต้นทำธุรกิจ ซึ่งสะท้อนว่า Gen Z ยังคงอยู่ในช่วงการสำรวจตัวเองและเปิดรับโอกาสใหม่ ๆ ขณะที่ Gen Y เริ่มมุ่งเน้นความมั่นคงตามประสบการณ์ที่สั่งสมมา</p>
<p><em><strong>เป้าหมายด้านอาชีพ 3 อันดับแรกที่คนไทยรุ่นใหม่ให้ความสำคัญ ได้แก่ การบรรลุอิสรภาพทางการเงิน การเรียนรู้และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และการรักษาสมดุลระหว่างงานกับชีวิต</strong> </em></p>
<p>อย่างไรก็ตาม การเติบโตเป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขาของตัวเอง ซึ่งปกติมักถูกมองว่าเป็นเป้าหมายสำคัญในโลกการทำงาน กลับได้รับความสนใจจากกลุ่มสำรวจคนไทยน้อยที่สุด</p>
<p>คนไทยรุ่นใหม่เกือบ 85% ระบุว่าตนเองมีการพัฒนาทักษะเพื่อความก้าวหน้าในสายอาชีพอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง โดยทั้ง 2 เจเนอเรชั่นมีแนวทางการเรียนรู้ความใกล้เคียงกัน โดยการเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงในงาน เป็นวิธีเดียวที่ Gen Y ให้ความสำคัญมากกว่า Gen Z เล็กน้อย</p>
<p>ขณะที่แนวทางอื่น เช่น การเรียนรู้ร่วมกับเพื่อนร่วมงาน คำแนะนำจากเพื่อนร่วมงานที่มีประสบการณ์ เวิร์คช็อปหรือการสัมนาในอุตสาหกรรม และโปรแกรมฝึกอบรมอย่างเป็นทางการ ล้วนเป็นแนวทางที่ Gen Z ให้ความสำคัญมากกว่า Gen Y โดยทักษะที่คนรุ่น Gen Z ในประเทศไทยให้ความสำคัญมากกว่า Gen Y อย่างชัดเจน ได้แก่ ทักษะด้านดิจิทัล เช่น การใช้โซเชียลมีเดียและการตลาดดิจิทัล ทักษะการจัดการเวลา และทักษะด้านความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม</p>
<p>สำหรับมุมมองต่อทักษะที่ช่วยเพิ่มโอกาสในสายอาชีพนั้น<strong> Gen Z ในประเทศไทยให้ความสำคัญกับ 3 ทักษะหลัก ได้แก่ ทักษะด้านดิจิทัล (เช่น โซเชียลมีเดียและการตลาดดิจิทัล) ทักษะการจัดการเวลา และทักษะด้านการจัดการความยั่งยืน</strong></p>
<p>ขณะที่คน <strong>Gen Y ในไทยให้ความสำคัญกับความรู้เฉพาะทางมากกว่า</strong> และเมื่อเปรียบเทียบกับผลสำรวจระดับโลก พบว่า ทั้ง Gen Z และ Gen Y ต่างเห็นตรงกันว่า ทักษะการจัดการเวลาและความรู้เฉพาะทางตามอุตสาหกรรม เป็นปัจจัยสำคัญในการเติบโตในสายอาชีพ สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองของแรงงานไทย ที่ยังให้ความสำคัญกับทักษะดิจิทัลในภาพรวม มากกว่าการลงลึกในอุตสาหกรรมเฉพาะทาง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-33856 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/05/Education-.jpg" alt="" width="1200" height="679" /></p>
<p><strong>อยากเรียนต่อ แต่กังวลเรื่องคุณภาพและค่าใช้จ่าย</strong></p>
<p>คนรุ่นใหม่ในประเทศไทยยังคงให้ความสำคัญกับการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกซึ่งอยู่ที่ 31% โดยมีเพียง 16% เท่านั้นที่ระบุว่าไม่ได้วางแผนศึกษาต่อ โดยเหตุผลหลัก 3 ข้อแรกของผู้ที่ไม่ศึกษาต่อ ได้แก่ 1) สถานการณ์ครอบครัวหรือส่วนตัว 2) ข้อจำกัดด้านการเงิน และ 3) ความต้องการเรียนรู้ในรูปแบบที่ยืดหยุ่น และสอดคล้องกับเงื่อนไขของตนเอง</p>
<p>ประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามเรื่องความกังวลของคนรุ่นใหม่ในประเทศไทยที่มีต่อระบบการศึกษานั้น มุ่งไปที่ประเด็นคุณภาพการศึกษาและค่าใช้จ่ายในการเรียนสูง ซึ่งเป็นความกังวลที่นำหน้าความกังวลด้านอื่น ๆ อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น โอกาสในการได้รับประสบการณ์จริงที่จำกัด ความสอดคล้องของหลักสูตรกับความต้องการของตลาดแรงงาน และทางเลือกการเรียนรู้ที่ยังขาดความยืดหยุ่น</p>
<p>แนวทางที่นายจ้างสามารถสนับสนุนการเรียนรู้ของคนรุ่นใหม่ได้ มี 3 แนวทางหลัก ได้แก่ 1) การสร้างโปรแกรมการเรียนรู้ภายในองค์กรโดยเฉพาะ พร้อมจัดสรรเวลาให้พนักงานเรียนรู้ได้โดยไม่กระทบกับภาระงาน ซึ่งแนวทางนี้ได้รับการสนับสนุนจากคน Gen Z  จำนวน 34% เทียบกับ Gen Y ที่​ 25% โดยแสดงถึงความคาดหวังที่แตกต่างกันในกลุ่มคนรุ่นใหม่</p>
<p>ขณะที่อีก 2 แนวทาง ได้แก่ 2) การอำนวยความสะดวกในการแบ่งปันความรู้ระหว่างเพื่อนร่วมงาน และ 3) การเปิดโอกาสให้หมุนเวียนงานหรือเข้าร่วมฝึกงาน พบว่าได้รับการสนับสนุนในระดับใกล้เคียงกันจากทั้ง 2 เจเนอเรชั่น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-33855 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/05/Deloitte-TH_Chodok-P_Kanthipa-C.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>กัญญ์ทิพา เครือแก้ว ณ ลำพูน ผู้จัดการอาวุโส แผนก </strong><strong>Organization Transformation </strong><strong>ดีลอยท์ ประเทศไทย</strong> กล่าวว่า <em>“ทั้ง Gen Z และ Gen Y ถือเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กร องค์กรใดที่สามารถสร้างสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมและคุณค่าที่สอดคล้องกับคนรุ่นใหม่ได้ดีกว่า จะสามารถดึงดูดหรือส่งเสริมให้พนักงานทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยเฉพาะในยุคที่ GenAI กำลังเข้ามามีอิทธิพลกับวิธีการทำงานมากขึ้นเรื่อย ๆ”</em></p>
<p><strong>ดร.โชดก</strong> <strong>ปัญญาวรานันท์</strong> <strong>ผู้จัดการอาวุโส แผนก </strong><strong>Growth</strong> <strong>ดีลอยท์</strong> <strong>ประเทศไทย</strong> กล่าวเสริมว่า<em> “จากที่ได้มีโอกาสติดตามรายงานฉบับนี้มาติดต่อกันเป็นปีที่ 3 จะเห็นว่าข้อมูลในแต่ละปีมีทิศทางที่ตอบคำถามด้วยตัวเองได้อย่างชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนตัวแล้ว ต้องการเห็นการพูดคุยกันระหว่างภาคการศึกษาและภาคธุรกิจที่จะนำไปสู่การลงทุนทางการศึกษาและการพัฒนาบุคลากรที่ตอบโจทย์มากกว่านี้”</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-33854 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/05/Key-Takeaway.jpg" alt="" width="1200" height="677" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/05/deloitte-global-2025-gen-z-and-millennial-survey/">ดีลอยท์ สำรวจ​​ Gen Z และ Gen Y ของไทย พบ 3 คุณค่าหลัก &#8216;เงิน ความหมาย ความเป็นอยู่ที่ดี&#8217; ปัจจัยสำคัญกระทบ &#8216;ความสุข&#8217; ในการทำงาน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ม.หอการค้า เปิด Poll พฤติกรรมใช้จ่ายวันมาฆบูชา และวาเลนไทน์​ 2568 คาดเงินสะพัด​ 5,200 ล้านบาท</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/02/insight-thai-consumers-in-valentines-and-makhabucha-day/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 11 Feb 2025 11:59:06 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[UTCC]]></category>
		<category><![CDATA[พฤติกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ม.หอการค้า]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย]]></category>
		<category><![CDATA[มาฆบูชา]]></category>
		<category><![CDATA[รองศาสตราจารย์ ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย]]></category>
		<category><![CDATA[วาเลนไทน์]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย]]></category>
		<category><![CDATA[สำรวจ]]></category>
		<category><![CDATA[หอการค้า]]></category>
		<category><![CDATA[อาจารย์วาทิตร รักษ์ธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[อาจารย์อุมากมล สุนทรสุรัติ]]></category>
		<category><![CDATA[อินไซต์]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=31829</guid>

					<description><![CDATA[<p>ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยพฤติกรรมการใช้จ่ายและทัศนะของประชาชนในช่วงวันวาเลนไทน์ และมาฆบูชา คาดจะมีเงินสะพัดรวม 2 เทศกาลราว 5,200 ล้านบาท รองศาสตราจารย์ ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ อาจารย์อุมากมล สุนทรสุรัติ ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พร้อมด้วย อาจารย์วาทิตร รักษ์ธรรม ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจกลุ่มตัวอย่าง 1,250 คน ทั่วประเทศ พบพฤติกรรมการใช้จ่ายและทัศนะของประชาชนในช่วงวันวาเลนไทน์ และมาฆบูชา  โดยคาดว่าจะมีเงินสะพัดรวมทั้ง 2 เทศกาลราว 5,200 ล้านบาท โดยจำนวนเงินสะพัดในวันมาฆบูชา  2,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 2.81% ส่วนวันวาเลนไทน์ จะมีเงินสะพัดเกือบ 2,700 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 7.2% โดยพฤติกรรมคนไทยในช่วงวันมาฆบูชา พบว่า แม้ภาพรวมผู้บริโภคส่วนใหญ่ ยัง​ระมัดระวังในการใช้จ่าย แต่ช่วงเทศกาลวันมาฆบูชาจะ​​มีเม็ดเงินหมุนเวียนประมาณ 2,500 ล้านบาท สูงสุดในรอบ 4 ปี [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/02/insight-thai-consumers-in-valentines-and-makhabucha-day/">ม.หอการค้า เปิด Poll พฤติกรรมใช้จ่ายวันมาฆบูชา และวาเลนไทน์​ 2568 คาดเงินสะพัด​ 5,200 ล้านบาท</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยพฤติกรรมการใช้จ่ายและทัศนะของประชาชนในช่วงวันวาเลนไทน์ และมาฆบูชา คาดจะมีเงินสะพัดรวม 2 เทศกาลราว 5,200 ล้านบาท</strong></p>
<p><span id="more-31829"></span></p>
<div dir="auto"><strong>รองศาสตราจารย์ ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย</strong> อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ <strong>อาจารย์อุมากมล สุนทรสุรัติ</strong> ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พร้อมด้วย <strong>อาจารย์วาทิตร รักษ์ธรรม</strong> ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจกลุ่มตัวอย่าง 1,250 คน ทั่วประเทศ พบพฤติกรรมการใช้จ่ายและทัศนะของประชาชนในช่วงวันวาเลนไทน์ และมาฆบูชา  โดยคาดว่าจะมีเงินสะพัดรวมทั้ง 2 เทศกาลราว 5,200 ล้านบาท โดยจำนวนเงินสะพัดในวันมาฆบูชา  2,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 2.81% ส่วนวันวาเลนไทน์ จะมีเงินสะพัดเกือบ 2,700 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 7.2%</div>
<div dir="auto"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-31831 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/02/Makha-Resize.jpg" alt="" width="960" height="1200" /></div>
<p><strong>โดยพฤติกรรมคนไทยในช่วงวันมาฆบูชา </strong>พบว่า แม้ภาพรวมผู้บริโภคส่วนใหญ่ ยัง​ระมัดระวังในการใช้จ่าย แต่ช่วงเทศกาลวันมาฆบูชาจะ​​มีเม็ดเงินหมุนเวียนประมาณ 2,500 ล้านบาท สูงสุดในรอบ 4 ปี หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด – 19 คลี่คลายลง ​ซึ่งขยายตัวเพิ่มขึ้น​​ 2.8% แต่ยังเป็นการขยายตัวในระดับต่ำกว่าปี 2560 ที่มีมูลค่าการจับจ่ายใช้สอยอยู่ที่ 3,000 ล้านบาท และส่วนใหญ่เกิดจากกิจกรรมทำบุญมากกว่าการจับจ่ายใช้สอยในการเดินทางท่องเที่ยว เนื่องจากเป็นวันหยุดกลางสัปดาห์เงินสะพัดจากการการท่องเที่ยวจึงไม่คึกคัก</p>
<p>นอกจากนี้ ยังมีหนึ่งในอินไซต์ที่น่าสนใจของพฤติกรรมผู้บริโภคในช่วงมาฆบูชาปีนี้ ที่มีถึงราว 1 ใน 4 (25.5%) ที่มองว่า บรรยากาศจะคึกคัดน้อยลงกว่าเดิม ขณะที่ผู้ที่มองว่าคึกคักมากขึ้น 23.4% และคึกคักเท่าเดิม 51.1% โดยมีสัดส่วนเท่ากับผู้ที่วางแผนว่าจะไปไหว้พระทำบุญในวันมาฆบูชา ขณะที่อีก 35.1% ตอบว่าจะไม่ไป และ 13.8%  ที่ยังไม่แน่ใจ</p>
<p>ทั้งนี้ สาเหตุหลักๆ ของผู้ที่ตอบว่าจะไม่ไปทำบุญไหว้พระในวันมาฆบูชาปีนี้ ส่วนใหญ่ (38.5%) ให้เหตุผลว่า อยากพักผ่อนอยู่บ้าน ขณะที่มีถึง 1 ใน 5 (20.5%) กังวลปัญหาฝุ่น PM2.5  รวมทั้งบางส่วนที่กังวลเรื่องโรคติดต่อ (10.7%) ต้องการประหยัด (10.1%)​ และกังวลต่อสภาพเศรษฐกิจที่ไม่ดี (7.1%)</p>
<p>ขณะที่ 5 อันดับ สำหรับการใช้จ่ายในช่วงเทศกาลมาฆบูชา พบว่า  ส่วนใหญ่เป็นกิจกรรมทางศาสนา โดยอันดับ 1 เป็นการไปเวียนเทียน 52.8% ด้วยงบประมาณ​เฉลี่ย 274.8 บาท, ตามมาด้วย ตักบาตร 50.7% ​งบประมาณเฉลี่ย 234.5 บาท,  ทำบุญ 42.8% ด้วยงบประมาณเฉลี่ย  694.3 บาท ตามมาด้วยกิจกรรม​ปล่อยนก ปล่อยปลา ไถ่ชีวิตสัตว์ 33.4%  ด้วยงบเฉลี่ย​​ 399.2 บาท และซื้อสังฆภัณฑ์ 30.8%  ด้วยงบเฉลี่ย ​698.3 บาท ​</p>
<p><strong>สำหรับเทศกาลวันวาเลนไทน์</strong> ปี 2568 พบว่า วาเลนไทน์ปีนี้ ตรงกับวันศุกร์ และต่อเนื่องวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ทำให้ภาพรวมผู้บริโภคส่วนใหญ่ เชื่อว่าบรรยากาศปีนี้จะคึกคักเหมือนกับปีที่ผ่านมา และสามารถเร่งการจับจ่ายใช้สอยได้ ทำให้มูลค่าการใช้จ่ายสูงขึ้นโดยขยายตัว 7.2% ซึ่งถือเป็นการขยายตัวที่สูง และมีมูลค่าการใช้จ่ายเงินสะพัดโดยรวมอยู่ที่ 2,699.65 ล้านบาท หรือ ราว 2,700 ล้านบาท นับว่าสูงสุดนั้บตั้งแต่ปี 63 เป็นต้นมา</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-31830 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/02/Valentines-Resize.jpg" alt="" width="960" height="1200" /></p>
<p>โดยมีค่าใช้จ่ายโดยรวมเฉลี่ยต่อคน อยู่ที่ 2,287.34 บาท สูงสุดในรอบ 6 ปี  และค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนเฉพาะซื้อของสำหรับมอบให้คู่รัก จำแนกตาม Gen พบว่า เฉลี่ยรวมอยู่ที่ 1,201.54 บาทต่อคน โดย Gen X มากสุดเฉลี่ย 1,663.15 บาทต่อคน รองลงมาเป็น GenY 1,238.09 บาทต่อคน และGenZ 617.95 บาทต่อคน</p>
<p><strong>สำหรับ 5 อันดับ แผนการใช้จ่ายช่วงวันวาเลนไทน์ ได้แก่</strong>​  ไปทานข้าวนอกบ้าน 46.8% ด้วยงบประมาณเฉลี่ย 1,529.38 บาท , ซื้อของขวัญ​​ 38.6% ​ด้วยงบเฉลี่ย 1,464.86 บาท, ​ไปเดินห้าง 30.0%  งบ​เฉลี่ย 1,200.05 บาท, ​​ ซื้อดอกไม้ 21.9% งบ​เฉลี่ย 267.59 บาท และไป​ดูหนัง 12.9%  ด้วยงบเฉลี่ย  507.86 บาท</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/02/insight-thai-consumers-in-valentines-and-makhabucha-day/">ม.หอการค้า เปิด Poll พฤติกรรมใช้จ่ายวันมาฆบูชา และวาเลนไทน์​ 2568 คาดเงินสะพัด​ 5,200 ล้านบาท</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>The 1 Insight เผยกลยุทธ์ปลุกยอดขายรับปี 2025 แนะธุรกิจเจาะกลุ่มผู้บริโภค “Gen Y-Wealth เจนวายล่ำซำ” พร้อมใช้จ่ายเพื่อภาพลักษณ์ ประสบการณ์ และความสะดวกสบาย</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/02/gen-y-wealth-segment-by-the-1-insight/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 05 Feb 2025 05:03:46 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[Consumer Insight]]></category>
		<category><![CDATA[Gen Y-Wealth]]></category>
		<category><![CDATA[Gen Y-Wealth เจนวายล่ำซำ]]></category>
		<category><![CDATA[Image-Driven Spending]]></category>
		<category><![CDATA[Omni-Centric]]></category>
		<category><![CDATA[Phygital]]></category>
		<category><![CDATA[Prestige Experience]]></category>
		<category><![CDATA[The 1 APP]]></category>
		<category><![CDATA[The 1 Insight]]></category>
		<category><![CDATA[Wealth Segment]]></category>
		<category><![CDATA[บัตรเครดิตเซ็นทรัล เดอะวัน]]></category>
		<category><![CDATA[ประสบการณ์​]]></category>
		<category><![CDATA[พฤติกรรมผู้บริโภค]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพลักษณ์]]></category>
		<category><![CDATA[อินไซต์]]></category>
		<category><![CDATA[เจนวาย]]></category>
		<category><![CDATA[เดอะวัน]]></category>
		<category><![CDATA[ไร้รอยต่อ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=31697</guid>

					<description><![CDATA[<p>The 1 Insight ชี้ทางธุรกิจปลุกยอดขายรับปี 2025 เผยกลยุทธ์เจาะกลุ่มผู้บริโภค “Gen Y-Wealth เจนวายล่ำซำ” ซึ่งก็คือกลุ่ม Gen Y (อายุ 25-40 ปี) ที่อยู่ใน Wealth Segment ของประเทศไทย โดยกลุ่ม Gen Y-Wealth มีการใช้จ่ายสูงกว่า 7 เท่าเมื่อเทียบกับ Gen Y ทั่วไป จึงเป็นลูกค้า High Value และ Premium Consumers อันเป็นโอกาสทองสำหรับหลากหลายกลุ่มธุรกิจในปัจจุบันและอีกหลายทศวรรษต่อจากนี้ ทั้งนี้ รายงานยังเผย 3 อินไซต์หลักที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจใช้จ่ายของกลุ่ม Gen Y-Wealth ได้แก่ 1) พร้อมจ่ายเพื่อ “ภาพลักษณ์” (Image-Driven Spending) โดยเฉพาะในหมวดแฟชั่นลักชัวรี่และบิวตี้ 2) เหนือระดับด้วย “ประสบการณ์” (Prestige Experience) มากกว่าเพียงการซื้อสินค้า และ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/02/gen-y-wealth-segment-by-the-1-insight/">The 1 Insight เผยกลยุทธ์ปลุกยอดขายรับปี 2025 แนะธุรกิจเจาะกลุ่มผู้บริโภค “Gen Y-Wealth เจนวายล่ำซำ” พร้อมใช้จ่ายเพื่อภาพลักษณ์ ประสบการณ์ และความสะดวกสบาย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>The 1 Insight </strong><strong>ชี้ทางธุรกิจปลุกยอดขายรับปี </strong><strong>2025 </strong><strong>เผยกลยุทธ์เจาะกลุ่มผู้บริโภค </strong><strong>“Gen Y-Wealth </strong><strong>เจนวายล่ำซำ</strong><strong>” </strong><strong>ซึ่งก็คือกลุ่ม</strong><strong> Gen Y (</strong><strong>อายุ </strong><strong>25-40 </strong><strong>ปี) ที่อยู่ใน</strong><strong> Wealth Segment </strong><strong>ของประเทศไทย โดยกลุ่ม </strong><strong>Gen Y-Wealth </strong><strong>มีการใช้จ่ายสูงกว่า </strong><strong>7 </strong><strong>เท่าเมื่อเทียบกับ </strong><strong>Gen Y </strong><strong>ทั่วไป จึงเป็นลูกค้า High Value และ Premium Consumers อันเป็นโอกาสทองสำหรับหลากหลายกลุ่มธุรกิจในปัจจุบันและอีกหลายทศวรรษต่อจากนี้ </strong></p>
<p><span id="more-31697"></span></p>
<p><strong>ทั้งนี้ รายงานยังเผย </strong><strong>3 </strong><strong>อินไซต์หลักที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจใช้จ่ายของกลุ่ม </strong><strong>Gen Y-Wealth</strong><strong> ได้แก่ </strong><strong>1) </strong><strong>พร้อมจ่ายเพื่อ</strong><strong> “</strong><strong>ภาพลักษณ์”</strong><strong> (Image-Driven Spending) </strong><strong>โดยเฉพาะในหมวดแฟชั่นลักชัวรี่และบิวตี้ </strong><strong>2) </strong><strong>เหนือระดับด้วย </strong><strong>“</strong><strong>ประสบการณ์”</strong><strong> (Prestige Experience) </strong><strong>มากกว่าเพียงการซื้อสินค้า และ </strong><strong>3) </strong><strong>ช้อปได้ “ไร้รอยต่อ” (</strong><strong>Omni-Centric &amp; Phygital) </strong><strong>เน้นความสะดวกสบาย ไร้ข้อจำกัด</strong></p>
<p>ปฏิเสธไม่ได้ว่า Gen Y เป็นกลุ่มผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักในปัจจุบัน โดยภายในปี 2025 นี้ ชาว Gen Y จะครองสัดส่วนมากถึง 75% ของวัยแรงงานทั่วโลก ความสามารถในการหารายได้ทำให้พวกเขากลายเป็นกลุ่มผู้บริโภคสำคัญในตลาด</p>
<p>อย่างไรก็ดี การวิเคราะห์เชิงลึกจาก The 1 Insight ยังเผยให้เห็นถึงกลุ่มย่อยที่เรียกว่า <strong>“Gen Y-Wealth เจนวายล่ำซำ</strong>” ซึ่งแม้จะคิดเป็นเพียง 1% ของ Gen Y ทั้งหมด แต่กลับมีการใช้จ่ายที่สูงกว่ากลุ่มอื่นๆ  อย่างมีนัยสำคัญ โดยคิดเป็น 30% ของการใช้จ่ายรวม โดยกลุ่ม Gen Y-Wealth ยังมีการใช้จ่ายเฉลี่ยมากกว่า Gen Y ทั่วไปถึง 7 เท่า สะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มนี้มีศักยภาพในการจับจ่ายและสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระดับสูง</p>
<p>กลุ่ม Gen Y-Wealth ประกอบไปด้วยทั้งกลุ่มผู้สืบทอดทรัพย์สินจากครอบครัวรุ่น Silent Generation และ Baby Boomersและกลุ่มนักธุรกิจที่สร้างตัวเองจากเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) เช่น ธุรกิจ E-commerce และเทคโนโลยี นอกจากนี้ Gen Y กำลังจะเป็นผู้รับประโยชน์จากปรากฏการณ์ส่งต่อทรัพย์สินระดับโลกที่เรียกว่า Great Wealth Transfer ซึ่งมีมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ Gen Y มีศักยภาพที่จะกลายเป็นหนึ่งในรุ่นที่ร่ำรวยที่สุดในประวัติศาสตร์</p>
<p><strong>1. พร้อมจ่ายเพื่อ </strong><strong>“</strong><strong>ภาพลักษณ์</strong><strong>” (Image-Driven Spending)</strong></p>
<p>แรงจูงใจหลักของกลุ่ม Gen Y-Wealth สอดคล้องกับ Gen Y ที่เน้นการสร้างภาพลักษณ์มากกว่าช่วงวัยอื่น ๆ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด &#8220;Generation ME&#8221; ของนักจิตวิทยา โดยเฉพาะเมื่อพวกเขาเติบโตมากับโซเชียลมีเดียที่การนำเสนอชีวิตและเปรียบเทียบกับผู้อื่นเป็นเรื่องปกติ ที่สำคัญคือ กลุ่ม Gen Y-Wealth มีความพร้อมทางการเงินที่จะตอบสนองความต้องการดังกล่าว ทำให้พวกเขาเป็นกลุ่ม Premium Consumers ที่ทรงอิทธิพลอย่างมากในตลาดปัจจุบัน โดยสัดส่วนการใช้จ่าย 50% ของกลุ่ม Gen Y-Wealth อยู่ในหมวดสินค้าแฟชั่นลักชัวรี่และบิวตี้ โดยมีการใช้จ่ายในหมวดแฟชั่นลักชัวรี่มากกว่ากลุ่มอื่นๆ 15 เท่า และในหมวดบิวตี้มากกว่าถึง 4 เท่า</p>
<p>ในส่วนของ 3 อันดับสินค้าแฟชั่นลักชัวรี่ขายดีในกลุ่ม Gen Y-Wealth ได้แก่ Luxury Watch, Fine Jewelry, Designer Fashion โดยส่วนใหญ่นิยมช้อปปิ้งในห้างหรู อาทิเช่น เซ็นทรัล เอ็มบาสซี และห้างสรรพสินค้าอื่นๆ ในระดับเดียวกัน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในไลฟ์สไตล์ของกลุ่ม Gen Y-Wealth ซึ่งมีการใช้จ่ายรวมสูงสุดจากทุกช่วงวัยที่สถานที่ดังกล่าว ซึ่งเต็มไปด้วยแบรนด์ลักชัวรี่ระดับโลก นอกจากนั้น ยังพบว่ามีกลุ่มที่ชื่นชอบกลุ่มแบรนด์ Quiet Luxury ที่ยังคงมีการเติบโตโดดเด่นและมอบภาพลักษณ์หรูในอีกระดับหนึ่ง นอกจากนี้ จากฐานข้อมูล The 1 พบว่า 40% ของกลุ่ม Gen Y-Wealth นั้นเป็นคุณพ่อคุณแม่ ดังนั้น พฤติกรรมการใช้จ่ายในหมวดแฟชั่นจึงรวมถึงแฟชั่นสำหรับเด็กด้วย โดยกลุ่ม Gen Y-Wealth มีการใช้จ่ายกับเสื้อผ้าสำหรับเด็กมากกว่าคนรุ่นอื่นๆ ถึง 2 เท่า</p>
<p>ในส่วนของ 3 อันดับสินค้าบิวตี้ขายดีในกลุ่ม Gen Y-Wealth ได้แก่ Shimmer Pressed Powder, Intensive Wrinkle Treatment, Luxury Perfume สะท้อนถึงความสำคัญของความงามในฐานะส่วนหนึ่งของการแสดงออกตัวตนของพวกเขา สำหรับคนในช่วงวัยนี้ การลงทุนดูแลความงามด้วยสินค้าบิวตี้เป็นการสร้าง Personal Branding ที่แข็งแกร่ง พร้อมด้วยความตระหนักรู้ถึงคุณค่าของมอบสิ่งดีๆ ให้กับตนเอง</p>
<p><strong>2. เหนือกว่าด้วย</strong><strong> “</strong><strong>ประสบการณ์</strong><strong>” (Prestige Experience)</strong></p>
<p>กลุ่ม Gen Y-Wealth ให้ความสำคัญกับประสบการณ์มากกว่ากลุ่ม Gen Y ทั่วไปอย่างชัดเจน โดยกลุ่ม Gen Y-Wealth มีการใช้จ่ายในการท่องเที่ยวต่างประเทศมากกว่ากลุ่มอื่นๆ ถึง 4 เท่า นอกจากนี้ การเลือกใช้บริการที่หรูหรา เช่น โรงแรมระดับโลก หรือการเข้าร่วมกิจกรรมพิเศษ เป็นสิ่งที่กลุ่มนี้ให้ความสำคัญสูง เพราะถือว่าเป็นการสร้างประสบการณ์ที่มีค่าและน่าจดจำ มากกว่าการใช้จ่ายเพื่อซื้อสินค้าเพียงอย่างเดียว ดังนั้น แบรนด์ที่ต้องการดึงดูดกลุ่ม Gen Y-Wealth จึงควรเน้นการมอบประสบการณ์พิเศษที่ตอบสนองความต้องการในด้านความหรูหราและความแตกต่าง เพื่อสร้างความประทับใจที่เหนือกว่ากลุ่ม Gen Y ทั่วไป</p>
<p>จากข้อมูลชี้ว่า ชาว Gen Y-Wealth ชื่นชอบการเป็นสมาชิกของ Privilege Club ต่างๆ โดยมีจำนวนสมาชิกสูงเป็นอันดับ 2 รองจาก Gen X ในโปรแกรม The 1 Exclusive และเป็นหนึ่งในกลุ่มที่มีสัดส่วนสมาชิกสูงในโปรแกรม Cenfinity ซึ่งเป็นโปรแกรมพิเศษสำหรับกลุ่ม Top Customers ลูกค้าคนสำคัญของห้างเซ็นทรัล ห้างโรบินสัน และเซ็นทรัล เอ็มบาสซี โดยทั้งสองโปรแกรมดังกล่าวเป็นผู้นำด้านการดูแลลูกค้า Wealth Segment ของไทยที่มอบสิทธิประโยชน์และบริการพิเศษทั้งในแง่ของ Dining, Hospitality, Travel, Wellness และ Lifestyle เรียกได้ว่าเป็นแรงจูงใจที่ตรงจุดสำหรับกลุ่ม Gen Y-Wealth ที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์เหนือระดับเป็นอย่างมาก อาทิ การช้อปปิ้งแบบเหนือกว่าด้วยสิทธิประโยชน์จากการเป็นสมาชิก ที่ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของส่วนลด แต่ยังได้รับการบริการแบบพิเศษอย่างแท้จริงจาก Personal Shoppers ไปจนถึงการบริการลิมูซีนในห้างต่างประเทศทั่วยุโรป สะท้อนให้เห็นว่าสำหรับกลุ่ม Gen Y-Wealth แบรนด์ไม่สามารถเข้าถึงของกลุ่มดังกล่าวด้วยการโฆษณาสรรพคุณสินค้าตรงๆ เพียงอย่างเดียว ทว่าอาจนำเสนอแบรนด์หรือผลิตภัณฑ์ในฐานะผู้มอบประสบการณ์ที่ช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์และสถานะทางสังคมของพวกเขา</p>
<p><strong>3. ช้อปได้ </strong><strong>“</strong><strong>ไร้รอยต่อ</strong><strong>” (Omni-Centric &amp; Phygital)</strong></p>
<p>เนื่องจากเติบโตมาพร้อมกับยุคดิจิตัล กลุ่ม Gen Y-Wealth จึงมีความคุ้นเคยกับทั้งโลก Physical และ Digital ดังนั้นแบรนด์จึงต้องมอบประสบการณ์<strong> “Phygital”</strong> ที่เชื่อมโยงโลกจริงและโลกดิจิตัลเข้าไว้อย่างไร้รอยต่อ โดยผู้บริโภคกลุ่มนี้ใช้จ่ายผ่าน E-Commerce และ Personal Shopper มากกว่า 4 เท่า เมื่อเทียบกับกลุ่มอื่นๆ เพื่อรับคำแนะนำหรือทำการซื้ออย่างสะดวกสบายได้ในทันที รวมถึงนิยมใช้บริการแอปพลิเคชั่นเดลิเวอรี่ เช่น LINE MAN โดยรีวอร์ดส่วนลดของ LINE MAN เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในแคมเปญบน The 1 APP ที่ได้รับการแลกสูงสุดและได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากกลุ่มสมาชิก The 1 Exclusive</p>
<p>ส่วนการช้อปที่หน้าร้าน ก็ยังคงให้ความสำคัญกับความสะดวกสบายสูงสุด โดยกลุ่ม Gen Y-Wealth นิยมช้อปในช่วงวันธรรมดาระหว่างวันมากกว่า 2 เท่า เมื่อเทียบกับกลุ่มอื่นๆ สะท้อนถึงความต้องการประสบการณ์ที่สะดวกสบายและเป็นส่วนตัว โดยไม่ได้จำกัดว่าจะเป็นช่องทาง Physical หรือ Digital นั่นเอง</p>
<p><strong>ดาวน์โหลด </strong><strong>The 1 APP</strong><strong> เพื่อติดตามข่าวสาร โปรโมชั่นและสิทธิพิเศษต่างๆ ได้ทั้งบน </strong><strong>App Store, Play Store </strong><strong>และ </strong><strong>Huawei AppGallery </strong><a href="https://offers.onelink.me/H3Sq/wz8kwqql" target="_blank" rel="noopener">https://offers.onelink.me/H3Sq/wz8kwqql</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/02/gen-y-wealth-segment-by-the-1-insight/">The 1 Insight เผยกลยุทธ์ปลุกยอดขายรับปี 2025 แนะธุรกิจเจาะกลุ่มผู้บริโภค “Gen Y-Wealth เจนวายล่ำซำ” พร้อมใช้จ่ายเพื่อภาพลักษณ์ ประสบการณ์ และความสะดวกสบาย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>แกร็บเผย Travel Insights 2024 นักท่องเที่ยวยุคดิจิทัล เน้น &#8216;เทคโนโลยี-สิ่งแวดล้อม&#8217; พร้อม 5 กลยุทธ์ รักษาตำแหน่ง​ Destination นักเดินทางอาเซียน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/01/grab-thailand-release-insight-from-travel-insights-2024/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 26 Jan 2025 08:52:36 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[ASEAN]]></category>
		<category><![CDATA[Destination]]></category>
		<category><![CDATA[DIY Planing]]></category>
		<category><![CDATA[Eco-Travel]]></category>
		<category><![CDATA[Event Tourism]]></category>
		<category><![CDATA[GRAB]]></category>
		<category><![CDATA[Grab Thailand]]></category>
		<category><![CDATA[Insight]]></category>
		<category><![CDATA[research]]></category>
		<category><![CDATA[Tourism]]></category>
		<category><![CDATA[Travel Insights 2024]]></category>
		<category><![CDATA[Traveller]]></category>
		<category><![CDATA[การท่องเที่ยว]]></category>
		<category><![CDATA[การเดินทาง]]></category>
		<category><![CDATA[จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม]]></category>
		<category><![CDATA[นักท่องเที่ยว]]></category>
		<category><![CDATA[อินไซต์]]></category>
		<category><![CDATA[เดินทาง]]></category>
		<category><![CDATA[แกร็บ]]></category>
		<category><![CDATA[แกร็บ ประเทศไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=31496</guid>

					<description><![CDATA[<p>แกร็บ ผู้นำซูเปอร์แอปภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เผยรายงาน Travel Insights 2024  สำรวจความคิดเห็นผู้ใช้บริการใน 6 ประเทศ สะท้อนพฤติกรรมนักท่องเที่ยวอาเซียน พบ 81% วางแผนเที่ยวต่างประเทศ แต่กว่าครึ่งต้องการเดินทางในประเทศใกล้ๆ ภายในภูมิภาค โดยไทยยังครองแชมป์อันดับ 1 ประเทศจุดหมายปลายทางยอดนิยม พร้อมเผยอินไซต์นักท่องเที่ยวในยุคดิจิทัลที่ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม พบ 86% ของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ใช้เทคโนโลยีอย่าง AR VR หรือ AI เป็นตัวช่วยในการหาข้อมูลและวางแผนการเดินทาง 81% เลือกจองตั๋วเครื่องบิน-ที่พักแบบออนไลน์ด้วยตัวเอง ขณะที่ 78% ระบุว่ายอมจ่ายเงินเพิ่มขึ้นเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน คุณจันต์สุดา ธนานิตยะอุดม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานพาณิชย์และการตลาด แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า นักท่องเที่ยวในภูมิภาคอาเซียนถือเป็นหนึ่งในตลาดหลักที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยแต่ละปีเป็นจำนวนมาก โดยในปี 2024 ที่ผ่านมา ประเทศไทยต้อนรับนักท่องเที่ยวจากประเทศเหล่านี้สูงถึง 10.6 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนถึง 30% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด ทั้งนี้ จากการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับพฤติกรรมการท่องเที่ยวและเดินทางของผู้ใช้บริการแกร็บใน 6 ประเทศ ​ได้แก่ อินโดนีเซีย [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/01/grab-thailand-release-insight-from-travel-insights-2024/">แกร็บเผย Travel Insights 2024 นักท่องเที่ยวยุคดิจิทัล เน้น &#8216;เทคโนโลยี-สิ่งแวดล้อม&#8217; พร้อม 5 กลยุทธ์ รักษาตำแหน่ง​ Destination นักเดินทางอาเซียน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>แกร็บ ผู้นำซูเปอร์แอปภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เผยรายงาน </strong><strong>Travel Insights 2024  </strong><strong>สำรวจความคิดเห็นผู้ใช้บริการใน </strong><strong>6 </strong><strong>ประเทศ สะท้อนพฤติกรรมนักท่องเที่ยวอาเซียน พบ </strong><strong>81% </strong><strong>วางแผนเที่ยวต่างประเทศ แต่กว่าครึ่งต้องการเดินทางในประเทศใกล้ๆ ภายในภูมิภาค โดยไทยยังครองแชมป์อันดับ 1 ประเทศจุดหมายปลายทางยอดนิยม </strong></p>
<p><span id="more-31496"></span></p>
<p><strong>พร้อมเผยอินไซต์นักท่องเที่ยวในยุคดิจิทัลที่ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม พบ </strong><strong>86% </strong><strong>ของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ใช้เทคโนโลยีอย่าง </strong><strong>AR VR </strong><strong>หรือ </strong><strong>AI </strong><strong>เป็นตัวช่วยในการหาข้อมูลและวางแผนการเดินทาง </strong><strong>81% </strong><strong>เลือกจองตั๋วเครื่องบิน-ที่พักแบบออนไลน์ด้วยตัวเอง ขณะที่ </strong><strong>78% </strong><strong>ระบุว่ายอมจ่ายเงินเพิ่มขึ้นเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน</strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-31498 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/01/MAIN.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><strong>คุณจันต์สุดา ธนานิตยะอุดม </strong>รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานพาณิชย์และการตลาด แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า นักท่องเที่ยวในภูมิภาคอาเซียนถือเป็นหนึ่งในตลาดหลักที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยแต่ละปีเป็นจำนวนมาก โดยในปี 2024 ที่ผ่านมา ประเทศไทยต้อนรับนักท่องเที่ยวจากประเทศเหล่านี้สูงถึง 10.6 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนถึง 30% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด</p>
<p>ทั้งนี้ จากการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับพฤติกรรมการท่องเที่ยวและเดินทางของผู้ใช้บริการแกร็บใน 6 ประเทศ ​ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนามและไทย โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 11,074 คน พบว่า <strong><u>81% </u></strong><strong><u>วางแผนที่จะเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศ (เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ </u></strong><strong><u>72%) </u></strong><strong><u>โดยกว่าครึ่ง (</u></strong><strong><u>52%) </u></strong><strong><u>ต้องการเดินทางภายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้</u></strong></p>
<p>รองลงมาคือประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออก (44%) อย่างจีน ญี่ปุ่น และเกาหลี โดย<strong><u>ประเทศไทยยังคงครองอันดับ </u></strong><strong><u>1 </u></strong><strong><u>จุดหมายปลายทางยอดนิยม</u></strong> ตามมาด้วยสิงคโปร์และมาเลเซีย ด้วยความสวยงามของแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ และมนต์เสน่ห์ทางด้านวัฒนธรรมซึ่งถือเป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่รัฐบาลพยายามส่งเสริมและผลักดัน รวมไปถึงการจัดงานอีเวนท์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เทศกาลอาหาร เทศกาลดนตรีและคอนเสิร์ต และประเพณีสำคัญอย่างเทศกาลสงกรานต์และลอยกระทง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-31499 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/01/TRAVEL-2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ทั้งนี้ แกร็บยังได้เผย 5 อินไซต์สำคัญของนักท่องเที่ยวอาเซียนในยุคดิจิทัล สะท้อนพฤติกรรมและแนวโน้มการเดินทางที่น่าสนใจ ดังนี้</p>
<p><strong>1. ใช้เทคโนโลยีเพิ่มความสะดวกสบาย</strong></p>
<p>86% ของนักท่องเที่ยวระบุว่าใช้เทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็น Augmented Reality (AR) Virtual Reality (VR) หรือปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางท่องเที่ยว ตั้งแต่การหาข้อมูล การพรีวิวที่พักหรือแหล่งท่องเที่ยว การเปรียบเทียบราคา ไปจนถึงการวางแผนตารางการเดินทางอย่างละเอียด</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-31500 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/01/TRAVEL-4.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>2. ชอบวางแผนการเดินทางด้วยตัวเอง</strong></p>
<p>81% ของนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ เลือกวางแผนการเดินทางด้วยตัวเอง โดยเกือบสองในสามของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้จะจองตั๋วออนไลน์ทุกอย่างด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น เครื่องบิน ที่พัก รวมถึงแหล่งท่องเที่ยว ขณะที่ 18% ยอมซื้อแพคเกจทัวร์เพื่อประหยัดเวลาในการวางแผน</p>
<p><strong>3. มีการบริหารงบประมาณอย่างรอบคอบ</strong></p>
<p>82% ของนักท่องเที่ยวมีการวางแผนงบประมาณและกำหนดค่าใช้จ่ายต่อทริปล่วงหน้า แม้ว่ากว่าครึ่งของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มักใช้จ่ายเกินกว่างบที่ตั้งไว้ นอกจากนี้ ยังพบว่า 56% เพิ่มงบประมาณในการใช้จ่ายต่อทริปสูงขึ้นกว่าปีก่อนหน้า ขณะที่ 53% มีความกังวลเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-31501 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/01/TRAVEL-3.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>4. </strong><strong>ใส่ใจสิ่งแวดล้อม</strong></p>
<p>78% ของนักท่องเที่ยวระบุว่ายินดีจ่ายเงินเพิ่มขึ้นเพื่อสนับสนุนธุรกิจที่มีแนวคิดให้ความสำคัญกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม โดย 45% เลือกสนับสนุนการท่องเที่ยวยั่งยืน เช่น การใช้ยานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การลดปริมาณการใช้พลาสติก รวมถึงการสนับสนุนผู้ประกอบการหรือชุมชนในท้องถิ่น สะท้อนอีกหนึ่งอินไซต์สำคัญของนักท่องเที่ยวในปัจจุบันที่ให้ความสำคัญกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น</p>
<p><strong>5.</strong><strong>ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย</strong></p>
<p>68% จะเลือกซื้อประกันที่เกี่ยวข้องกับการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็น ประกันการเดินทางที่ครอบคลุมด้านความเสียหายหรือสูญหายของกระเป๋าเดินทาง ประกันการล่าช้าหรือการยกเลิกของเที่ยวบิน รวมถึงประกันสุขภาพ</p>
<p>ในรายงาน <strong> </strong><strong>Travel Insights 2024</strong>นี้ ยังเห็นหนึ่งเทรนด์สำคัญจากการเติบโตของ Event Tourism ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่นอกจากการดึงดูดนักท่องเที่ยวด้วยเสน่ห์จากธรรมชาติแล้ว เรื่องของประสบการณ์และวัฒนธรรมทางสังคมต่างๆ ยังได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวเช่นกัน โดยพบว่า นักท่องเที่ยว 15% จะเดินทางไปต่างประเทศเพื่อร่วมงานกิจกรรมต่างๆ และ 28% ที่ปรับแผนการเดินทางเพื่อให้สามารถไปร่วมอีเวนท์ต่างๆ ได้ด้วย โดยพบ 3 ประเภทกิจกรรมที่สามารถดึงดูดให้นักท่องเที่ยวมาร่วมงานได้ เช่น กิจกรรมเกี่ยวกับอาหารและเครื่องดื่ม, งานคอนเสิร์ตหรือเทศกาลดนตรี และประเพณีทางวัฒนธรรมต่างๆ โดย 3 ประเทศในอาเซียนที่เป็นจุดหมายปลายทางของ Event Tourism ได้แก่ สิงคโปร์ ประเทศไทย และมาเลเซีย ตามลำดับ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-31497 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/01/5-Key.jpg" alt="" width="1200" height="670" /></p>
<p>แกร็บ ยังได้แนะนำ 5 กลยุทธ์ สำคัญเพื่อเป็นหนึ่งใน Destination ที่นักท่องเที่ยวเลือกที่จะปักหมุดเดินทางท่องเที่ยว ประกอบด้วย</p>
<p>&#8211; การบูรณาการเทคโนโลยีเข้าเป็นหนึ่งในกลยุทธ์การทำตลาด</p>
<p>&#8211; มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่รองรับกลุ่มครอบครัว  เนื่องจากเทรนด์การเดินทางเป็นกลุ่มและครอบคัรวเป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่เติบโตเช่นกัน</p>
<p>&#8211; ให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนความยั่งยืน เช่น มีแนวทางดำเนินงานที่มีควาเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือเพิ่มการมีส่วนของลูกค้าในการดูแลโลก</p>
<p>&#8211; ติดตามหรือเข้าไปมีส่วนร่วมกับกิจกรรมต่างๆ ในพื้นที่ รวมทั้งการเข้าไปร่วมสนับสนุนผ่านความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ต่างๆ</p>
<p>&#8211; การเข้าไปอยู่ในเรดาห์ของนักท่องเที่ยวหรือผู้เดินทางอยู่เสมอ ผ่านการวางกลยุทธ์และการใช้เครื่องมือในการทำตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/01/grab-thailand-release-insight-from-travel-insights-2024/">แกร็บเผย Travel Insights 2024 นักท่องเที่ยวยุคดิจิทัล เน้น &#8216;เทคโนโลยี-สิ่งแวดล้อม&#8217; พร้อม 5 กลยุทธ์ รักษาตำแหน่ง​ Destination นักเดินทางอาเซียน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
