<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>โซลาร์รูฟท็อป &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/%E0%B9%82%E0%B8%8B%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9F%E0%B8%97%E0%B9%87%E0%B8%AD%E0%B8%9B/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Fri, 08 May 2026 08:43:46 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.11</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>โซลาร์รูฟท็อป &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>SCB EIC แนะ 2 กลไกภาครัฐ เพิ่มดีมานด์ติดตั้ง &#8216;โซลาร์รูฟท็อป&#8217; หนุนครัวเรือนไทยฝ่าวิกฤตค่าไฟ​แพง ​พร้อมใช้สิทธิลดหย่อนภาษี เร่งระยะคืนทุน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/05/scb-eic-study-household-solar-rooftop/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 08 May 2026 08:14:48 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[SCB EIC]]></category>
		<category><![CDATA[จิรวุฒิ อิ่มรัตน]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์]]></category>
		<category><![CDATA[โซลาร์รูฟท็อป]]></category>
		<category><![CDATA[โซลาร์เซลล์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=41677</guid>

					<description><![CDATA[<p>มาตรการลดหย่อนภาษีการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปที่ภาครัฐได้ประกาศออกมา โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 3 มีนาคม 2026 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2028 จะมีส่วนสำ​คัญที่จะช่วยจูงใจให้ประชาชนเห็นถึงความคุ้มค่าของการติดตั้ง โซลาร์รูฟท็อป จากการลดภาระค่าไฟฟ้า โดยเฉพาะภาวะสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง กดดันค่าไฟฟ้าให้ปรับตัวสูงขึ้น ผ่าน 2 มาตรการหลัก คือ มาตรการสำหรับภาคครัวเรือน โดยให้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับค่าซื้อและติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาทต่อระบบ (มาตรา 3) และ มาตรการสำหรับภาคธุรกิจ โดยให้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้ 50% ของค่าใช้จ่ายในการลงทุนเครื่องจักรและอุปกรณ์อนุรักษ์พลังงานที่ได้รับฉลากประสิทธิภาพสูงระดับ 5 ดาว (มาตรา 4) คุณจิรวุฒิ อิ่มรัตน นักวิเคราะห์อาวุโส ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) วิเคราะห์สถานการณ์การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปภาคครัวเรือน โดยระบุว่า มาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์และการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ที่ภาครัฐประกาศใช้ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ถือเป็นมาตรการสำคัญที่ได้รับความสนใจจากประชาชนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากผู้ติดตั้งจะได้รับเงินคืนบางส่วนหลังยื่นแบบภาษี คิดเป็นการลดต้นทุนราว 5–20% ขณะเดียวกัน ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายจากแนวโน้มค่าไฟฟ้าที่ยังอยู่ในระดับสูงจากสงครามในตะวันออกกลาง ตัวอย่างเช่น ครัวเรือนที่มีค่าไฟฟ้า 2,000–5,000 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/scb-eic-study-household-solar-rooftop/">SCB EIC แนะ 2 กลไกภาครัฐ เพิ่มดีมานด์ติดตั้ง &#8216;โซลาร์รูฟท็อป&#8217; หนุนครัวเรือนไทยฝ่าวิกฤตค่าไฟ​แพง ​พร้อมใช้สิทธิลดหย่อนภาษี เร่งระยะคืนทุน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>มาตรการลดหย่อนภาษีการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปที่ภาครัฐได้ประกาศออกมา โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 3 มีนาคม<br />
2026 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2028 จะมีส่วนสำ​คัญที่จะช่วยจูงใจให้ประชาชนเห็นถึงความคุ้มค่าของการติดตั้ง<br />
โซลาร์รูฟท็อป จากการลดภาระค่าไฟฟ้า</p>
<p><span id="more-41677"></span></p>
<p>โดยเฉพาะภาวะสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง กดดันค่าไฟฟ้าให้ปรับตัวสูงขึ้น ผ่าน 2 มาตรการหลัก คือ <em><strong>มาตรการสำหรับภาคครัวเรือน โดยให้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับค่าซื้อและติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาทต่อระบบ (มาตรา 3) </strong></em></p>
<p>และ <em><strong>มาตรการสำหรับภาคธุรกิจ โดยให้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้ 50% ของค่าใช้จ่ายในการลงทุนเครื่องจักรและอุปกรณ์อนุรักษ์พลังงานที่ได้รับฉลากประสิทธิภาพสูงระดับ 5 ดาว</strong></em><br />
<em><strong>(มาตรา 4) </strong></em></p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41681 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/จิรวุฒิ-อิ่มรัตน์.jpg" alt="" width="1200" height="870" /></p>
<p class="p1"><strong>คุณจิรวุฒิ อิ่มรัตน </strong>นักวิเคราะห์อาวุโส ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) วิเคราะห์สถานการณ์การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปภาคครัวเรือน โดยระบุว่า มาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์และการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ที่ภาครัฐประกาศใช้ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ถือเป็นมาตรการสำคัญที่ได้รับความสนใจจากประชาชนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากผู้ติดตั้งจะได้รับเงินคืนบางส่วนหลังยื่นแบบภาษี คิดเป็นการลดต้นทุนราว 5–20%</p>
<p>ขณะเดียวกัน ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายจากแนวโน้มค่าไฟฟ้าที่ยังอยู่ในระดับสูงจากสงครามในตะวันออกกลาง ตัวอย่างเช่น ครัวเรือนที่มีค่าไฟฟ้า 2,000–5,000 บาทต่อเดือน และติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปขนาด 3 KWp จะสามารถคืนทุนได้ราว 6–7 ปี ซึ่งเร็วขึ้นจากปกติที่ต้องใช้เวลาถึง 8 ปี</p>
<p>และหากเป็นครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าสูงและเลือกติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปขนาดใหญ่ขึ้นก็มีโอกาสคืนทุนได้เร็วขึ้น เช่น ครัวเรือนที่มีค่าไฟฟ้า 5,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป และติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปขนาด 5 KWp จะสามารถคืนทุนได้ราว 4–6 ปี เร็วขึ้นจากปกติที่ต้องใช้เวลาถึง 7 ปี</p>
<p>นอกจากนี้ หากภาครัฐใช้อัตราค่าไฟฟ้าแบบ Progressive หรืออัตราก้าวหน้าโดยคิดอัตรา 3 บาทต่อหน่วย สำหรับการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก, อัตรา 3.95 บาทต่อหน่วยสำหรับการใช้ไฟฟ้า 201-400 หน่วย และ 5 บาทต่อหน่วยสำหรับการใช้ไฟฟ้า 401 หน่วยขึ้นไป จะส่งผลให้กลุ่มที่ใช้ไฟฟ้าเกิน 620 หน่วยขึ้นไปมีภาระค่าไฟฟ้าเฉลี่ยสูงขึ้นเมื่อเทียบกับอัตราค่าไฟฟ้าแบบเดิม และถ้าครัวเรือนกลุ่มนี้ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปก็จะสามารถคืนทุนได้เร็วขึ้นอีกราว 1-3 เดือน</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-41682 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/Solar5.jpg" alt="" width="1040" height="1330" /></p>
<p><strong>การตัดสินใจติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป</strong><strong>ของครัวเรือนยังมีอุปสรรค</strong></p>
<p>​<strong>อุปสรรคสำคัญในการตัดสินใจติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปของภาคครัวเรือน มีทั้งเรื่อง​การเข้าถึงแหล่งเงินทุน การหาผู้ให้บริการที่น่าเชื่อถือ และการเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการติดตั้ง  </strong>​​​ขณะเดีวยกันภาคครัวเรือนสามารถลดอุปสรรคเหล่านี้ได้ผ่าน 2 แนวทางหลัก คือ</p>
<p><strong>1. การเลือกผู้ให้บริการที่มีทางเลือกด้านการชำระเงินที่หลากหลาย</strong> เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับครอบครัว และไม่กระทบภาระทางการเงิน เช่น สินเชื่อเช่าซื้อหรือสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือดอกเบี้ย 0% ที่ปัจจุบันหลายสถาบันการเงินเริ่มออกผลิตภัณฑ์มารองรับความต้องการในตลาดแล้ว ​ซึ่งจะช่วยลดภาระเงินก้อนแรก และเพิ่มความคุ้มค่า​ร่วมกับมาตรการลดหย่อนภาษี</p>
<p><strong>2. การเลือกผู้ให้บริการที่มีความน่าเชื่อถือ</strong> มีข้อมูลสินค้า ราคา มาตรการลดหย่อนภาษีในการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป รวมทั้งเงื่อนไขในการรับประกัน และบริการหลังการขายต่างๆ อย่างชัดเจน  รวมทั้งคัดเลือกจากบริษัทที่ให้บริการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปแบบครบวงจร สามารถประเมินการติดตั้งรวมถึงค่าใช้จ่ายและระยะเวลาคืนทุน ควบคู่กับการแสดงให้เห็นถึงผลงานที่ติดตั้งสำเร็จแล้วพร้อมการรีวิวจากผู้ที่ติดตั้ง เป็นต้น</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-41680 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/Solar3.jpg" alt="" width="1200" height="698" /></p>
<p><strong>ภาครัฐเร่งเพิ่มดีมานด์ภาค​ครัวเรือนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเพิ่ม​ขึ้น </strong></p>
<p>นอกจากการมีมาตรการลดหย่อนภาษีการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปและโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft loan) ที่ ครม. ได้มีมติอนุมัติมาตรการช่วยเหลือประชาชนแล้ว ภาครัฐอาจพิจารณาออกนโยบายเพิ่มเติมเพื่อตอบโจทย์ภาคครัวเรือน ทั้งการแก้ไขอุปสรรคที่ฉุดรั้งการตัดสินใจ ไปจนถึงการกำหนดนโยบายที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ประกอบด้วย</p>
<p><strong>1.  เพิ่มกลไกการตรวจสอบ</strong><strong>และอนุมัติคุณภาพของอุปกรณ์ และผู้ให้บริการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปภาคสมัครใจ </strong><strong>(Voluntary certification program) </strong></p>
<p>เพื่อให้ครัวเรือนสามารถเลือกผู้ให้บริการจากรายชื่อที่ภาครัฐตรวจสอบมาตรฐานแล้ว ทั้งด้านคุณภาพและราคา โดย Certification program ​จะช่วยลดความกังวล​ในการเลือกอุปกรณ์และผู้ให้บริการติดตั้งได้ จากการมีแพลตฟอร์มข้อมูลผู้ให้บริการติดตั้งและตรวจสอบอุปกรณ์ต่างๆ ของโซลาร์รูฟท็อปที่ได้รับการตรวจสอบและอนุมัติคุณภาพจากภาครัฐ</p>
<p><strong>2. การรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจากโซลาร์รูฟท็อปเข้าระบบ </strong>อาทิ การขายไฟฟ้าส่วนเกินในราคาขายปลีก (Net metering : ระบบที่นำรายได้จากการขายไฟฟ้าส่วนเกินให้การไฟฟ้าฯ ในอัตราเดียวกับราคาค่าไฟฟ้าขายปลีก มาหักลบกับค่าไฟฟ้าที่ซื้อจากการไฟฟ้าฯ เมื่อสิ้นรอบการเรียกเก็บค่าไฟฟ้า)</p>
<p>แม้รัฐจะประกาศเร่งใช้ระบบ Net billing (การนำรายได้จากการขายไฟฟ้าส่วนเกินให้การไฟฟ้าฯ ในราคาที่รัฐประกาศ หรือที่ 2 บาทต่อหน่วย  ไปหักลบกับค่าไฟฟ้าที่ซื้อจากการไฟฟ้าฯ ในสิ้นงวด) โดยมีเป้าหมายรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปรวมทั้งหมด 500 MW และคาดว่าจะเริ่มในเดือนมิถุนายน 2026</p>
<p>แต่เนื่องจากราคารับซื้อไฟฟ้าต่อหน่วยที่รัฐบาลประกาศในระบบ Net billing ยังไม่สูงมากเมื่อเทียบกับราคาค่าไฟฟ้าที่ซื้อจากการไฟฟ้าฯ ที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นมาอยู่ที่ราว 4 บาทต่อหน่วย แตกต่างจากระบบ Net metering ที่สามารถหักลบค่าไฟฟ้าได้ในอัตราเดียวกันกับราคาขายปลีก จึงทำให้ Net metering อาจช่วยเพิ่มแรงจูงใจในการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปและส่งเสริมให้เกิดการวางแผนการใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ (Energy efficiency) เพื่อนำไฟฟ้าส่วนเกินที่ประหยัดได้มาขายคืนให้กับการไฟฟ้าฯ ซึ่งนอกจากจะช่วยลดค่าไฟฟ้าในครัวเรือนแล้ว ยังไม่ส่งผลกระทบต่อระยะเวลาคืนทุนอีกด้วย</p>
<p><strong>มาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปและอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน นับเป็น</strong><strong>อีกหนึ่งนโยบายสำคัญของภาครัฐที่มีบทบาทสำคัญในการบรรเทาผลกระทบจากความผันผวนของวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน</strong> แ<strong>ละยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างการใช้พลังงานของประเทศไปสู่ความยั่งยืนในระยะยาว</strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/scb-eic-study-household-solar-rooftop/">SCB EIC แนะ 2 กลไกภาครัฐ เพิ่มดีมานด์ติดตั้ง &#8216;โซลาร์รูฟท็อป&#8217; หนุนครัวเรือนไทยฝ่าวิกฤตค่าไฟ​แพง ​พร้อมใช้สิทธิลดหย่อนภาษี เร่งระยะคืนทุน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จากผู้พัฒนาสายไฟฟ้า สู่ Energy Solution Provider &#8216;บางกอกเคเบิ้ล&#8217; ซื้อกิจการ ION Energy รุกตลาดโซลาร์รูฟท็อปหลักแสนล้าน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/04/ion-energy-bcc-group-ecosystem/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 25 Apr 2026 09:48:30 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Bangkok Cable]]></category>
		<category><![CDATA[BCC]]></category>
		<category><![CDATA[ION Energy]]></category>
		<category><![CDATA[Renewable]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท สายไฟฟ้าบางกอกเคเบิ้ล จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ไอออน เอนเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[บางกอกเคเบิ้ล]]></category>
		<category><![CDATA[พงศภัค นครศรี]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานทดแทน]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานสะอาด]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานแสงอาทิตย์]]></category>
		<category><![CDATA[พีรกานต์ มานะกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[โซลาร์รูฟท็อป]]></category>
		<category><![CDATA[โซลาร์เซลล์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=41329</guid>

					<description><![CDATA[<p>อีกหนึ่งดีลน่าสนใจในยุคที่โลกกำลังให้ความสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านทางด้านพลังงาน เมื่อ บางกอกเคเบิ้ล บริษัทผู้พัฒนาและส่งมอบสายไฟคุณภาพที่ได้รับความเชื่อมั่นมากว่า 6 ทศวรรษ และ​มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางด้านพลังงานไฟฟ้าของประเทศไทย เดินหน้าขยายธุรกิจเชิงกลยุทธ์ ด้วยการเข้าซื้อกิจการ ION Energy เพื่อขยายพอร์ตโฟลิโอเพิ่มเติมสู่​ธุรกิจพลังงานทดแทน ในกลุ่มพลังงานแสงอาทิตย์อย่างครบวงจร จากผู้พัฒนาสายไฟฟ้า สู่ Energy Solution Provider ทั้งนี้ ION Energy เป็นผู้ให้บริการโซลูชันพลังงานแสงอาทิตย์ชั้นนำและครบวงจร โดยมุ่งพัฒนา​โซลูชันพลังงานแสงอาทิตย์แบบครบวงจรให้ตอบโจทย์ทั้งภาคครัวเรืนและอสังหาริมทรัพย์ ดังนั้น การที่ บริษัท สายไฟฟ้าบางกอกเคเบิ้ล จำกัด หรือ Bangkok Cable (BCC) เข้าซื้อกิจการ ION Energy ให้กลายเป็นหนึ่งใน BCC Group Ecosystem จึงถือเป็นยุทธศาสตร์ในการปรับทิศทางการขับเคลื่อนธุรกิจครั้งใหญ่ของ BCC จากการเป็น ผู้พัฒนาสายไฟฟ้า สู่ Energy Solution Provider  เพื่อศักยภาพในการเติบโตได้เพิ่มมากขึ้นในระยะยาว คุณพงศภัค นครศรี ประธานเจ้าหน้าที่สายงานขายและการตลาด บริษัท สายไฟฟ้าบางกอกเคเบิ้ล จำกัด (BCC [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/ion-energy-bcc-group-ecosystem/">จากผู้พัฒนาสายไฟฟ้า สู่ Energy Solution Provider &#8216;บางกอกเคเบิ้ล&#8217; ซื้อกิจการ ION Energy รุกตลาดโซลาร์รูฟท็อปหลักแสนล้าน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>อีกหนึ่งดีลน่าสนใจในยุคที่โลกกำลังให้ความสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านทางด้านพลังงาน เมื่อ <strong>บางกอกเคเบิ้ล</strong> บริษัทผู้พัฒนาและส่งมอบสายไฟคุณภาพที่ได้รับความเชื่อมั่นมากว่า 6 ทศวรรษ และ​มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางด้านพลังงานไฟฟ้าของประเทศไทย เดินหน้าขยายธุรกิจเชิงกลยุทธ์ ด้วยการเข้าซื้อกิจการ <strong>ION Energy </strong>เพื่อขยายพอร์ตโฟลิโอเพิ่มเติมสู่​ธุรกิจพลังงานทดแทน ในกลุ่มพลังงานแสงอาทิตย์อย่างครบวงจร</p>
<p><span id="more-41329"></span></p>
<p><strong>จากผู้พัฒนาสายไฟฟ้า สู่ Energy Solution Provider</strong></p>
<p>ทั้งนี้ <strong>ION Energy </strong>เป็นผู้ให้บริการโซลูชันพลังงานแสงอาทิตย์ชั้นนำและครบวงจร โดยมุ่งพัฒนา​โซลูชันพลังงานแสงอาทิตย์แบบครบวงจรให้ตอบโจทย์ทั้งภาคครัวเรืนและอสังหาริมทรัพย์ ดังนั้น การที่ <strong>บริษัท สายไฟฟ้าบางกอกเคเบิ้ล จำกัด</strong> หรือ<strong> Bangkok Cable (BCC) </strong>เข้าซื้อกิจการ ION Energy ให้กลายเป็นหนึ่งใน <strong>BCC Group Ecosystem </strong>จึงถือเป็นยุทธศาสตร์ในการปรับทิศทางการขับเคลื่อนธุรกิจครั้งใหญ่ของ BCC จากการเป็น <strong>ผู้พัฒนาสายไฟฟ้า สู่ </strong><strong>Energy Solution Provider </strong> เพื่อศักยภาพในการเติบโตได้เพิ่มมากขึ้นในระยะยาว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-41348 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/003.นายพงศภัค-นครศรี-ประธานเจ้าหน้าที่สายงานขายและการตลาด-บริษัท-สายไฟฟ้าบางกอกเคเบิ้ล-จำ.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณพงศภัค นครศรี </strong>ประธานเจ้าหน้าที่สายงานขายและการตลาด บริษัท สายไฟฟ้าบางกอกเคเบิ้ล จำกัด<strong> (BCC :  Bangkok Cable) </strong>และยังเป็นผู้ร่วมก่อตั้งและประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไอออน เอนเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ<strong> ION Energy </strong>กล่าวว่า ตลอด 61 ปีที่ผ่านมา BCC  ได้ผลิต พัฒนา และส่งมอบสายไฟฟ้า อันเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่สำคัญของไทยให้ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคครัวเรือนมาอย่างต่อเนื่อง</p>
<p>ขณะที่ก้าวต่อไปจากนี้ ​​บริบทสำคัญของอุตสาหกรรมพลังงานคือ การขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด ดังนั้น การมี ION Energy มาเป็นส่วนหนึ่งในระบบนิเวศธุรกิจ จึงทำให้บริษัทสามารถให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานได้อย่างครบวงจร​ในฐานะ <strong>ผู้ให้บริการโซลูชันด้านพลังงานไฟฟ้า (</strong><strong>Energy Solution Provider</strong><strong>)</strong> อย่างครบวงจร  มากกว่าภาพของการเป็นบริษัทผู้พัฒนาสายไฟฟ้าแต่เพียงอย่างเดียว</p>
<p><em>&#8220;ก้าวสำคัญครั้งนี้สะท้อนการขยายบทบาทเชิงกลยุทธ์ของ BCC สู่ภูมิทัศน์พลังงานแห่งอนาคตอย่างชัดเจน การมี ION Energy เพิ่มเติมเข้ามา ทำให้บริษัทสามารถ​ให้บริการโซลูชันด้านพลังงานแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นจนจบและช่วย​เสริมความพร้อมของทั้งสององค์กรในการตอบสนองต่อความต้องการพลังงานยุคใหม่  เพื่อก้าวสู่ภูมิทัศน์พลังงานแห่งอนาคตอย่างชัดเจน ผ่านการ​ต่อยอดจากความแข็งแกร่งที่สั่งสมมายาวนานด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานไฟฟ้า เพื่อขยายขีดความสามารถขององค์กรในการส่งมอบโซลูชันด้านพลังงานที่ครบวงจรมากยิ่งขึ้น สอดคล้องต่อความต้องการของตลาด ความยืดหยุ่นในการแข่งขัน และการสร้างคุณค่าในระยะยาว”</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41350 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/008.Solar-Rooftop.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><strong>3 จุดแข็ง รับอานิสสงส์การเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน</strong></p>
<p>ตลาดพลังงานแสงอาทิตย์ ยังเป็นตลาดที่มีโอกาสเติบโตในระดับสูง ทั้งจากบริบทของโลกรวมทั้งเป้าหมายสำคัญของประเทศไทยที่กำลังให้ความสำคัญในการเปลี่ยนผ่านทางด้านพลังงาน (Energy Transition) ประกอบกับความผันผวนที่เกิดขึ้นและกระทบต่ออุตสาหกรรมพลังงานโดยตรง​​ รวมทั้งการมีมาตรการจากภาครัฐที่ช่วยลดหย่อนภาษีให้ผู้ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป สูงสุดถึง 200,000 บาท เป็นปัจจัยสำคัญในการผลักดันการเติบโตให้กับตลาด และขยับตำแหน่งของตลาดโซลาร์เซลล์จากที่เคยอยู่ในกลุ่มตลาดเฉพาะ หรือ Niche Market ให้ก้าวมาสู่การเป็นตลาดหลัก หรือ Mainstream ที่คนส่วนใหญ่ภายในประเทศมีความต้องการ และเป็นส่วนที่ BCC สามารถเข้าไปต่อยอดในฐานะกระดูกสันหลังของโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานได้</p>
<p><i> </i>สำหรับการเข้ามา​​ลงทุนใน <strong>ION Energy</strong> ​เนื่องจาก ศักยภาพของธุรกิจโดยเฉพาะ​การเป็นผู้นำในตลาดกลุ่มโซลาร์รูฟท็อปสำหรับโครงการอสังหาริมทรัพย์ ได้รับความไว้วางใจจากผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ อาทิ แสนสิริ ศุภาลัย เอสซี เอพี มีปริมาณการติดตั้งสะสมมากกว่า 6,500 หลัง มีจุดเด่นใน 3 ด้าน ได้แก่</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41352 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/009.Solar-Rooftop.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>1.</strong><strong>เครือข่ายพันธมิตรแข็งแกร่ง สร้างการเติบโตในตลาดจริง </strong>ION Energy มีความร่วมมือกับผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำและพันธมิตรทางการเงินอย่างต่อเนื่อง ช่วยขยายฐานลูกค้าและเร่งการเข้าถึงตลาดในวงกว้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p><strong>2.</strong><strong>ความเชี่ยวชาญในการดำเนินงาน</strong> บริษัทมีประสบการณ์ในการติดตั้งโซลาร์จริงในระดับใหญ่ พร้อมควบคุมคุณภาพ เวลา และต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ สะท้อนถึงศักยภาพในการส่งมอบงานที่เชื่อถือได้ในระดับอุตสาหกรรม</p>
<p><strong>3.แพลตฟอร์มพร้อมรองรับการเติบโตในอนาคต </strong>ION Energy มีโครงสร้างธุรกิจที่สามารถขยายจากโซลาร์รูฟท็อป ไปสู่โครงการขนาดใหญ่ รวมถึงการต่อยอดสู่ Energy Platform รองรับการเติบโตของตลาดพลังงานสะอาดในระยะยาว</p>
<p><strong>โซลาร์เซลล์ ตลาดแสนล้าน ยังเต็มไปด้วยช่องว่างและ​โอกาส </strong></p>
<p><strong>คุณพีรกานต์ มานะกิจ </strong>ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ION Energy ผู้ให้บริการโซลูชันพลังงานแสงอาทิตย์แบบครบวงจร กล่าวว่า <strong>นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทในปี 2563 ภูมิทัศน์ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจโซลาร์ (Solar Energy Business​ Landscape) มีความเปลี่ยนแปลงไปมาก</strong> อาทิ ความสำคัญของพลังงานสะอาดต่อภาคธุรกิจ ต้นทุนเทคโนโลยีที่ปรับตัวลงมาอยู่ในระดับราคาขายที่จับต้องได้มากขึ้น ไปจนถึงจำนวนผู้เล่นในตลาดที่เพิ่มขึ้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-41349" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/006.นายพีรกานต์-มานะกิจ-ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร-บริษัท-ไอออน-เอนเนอร์ยี่-คอร์ปอเรชั่น-จำกัด.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ทั้งนี้ ตลาดธุรกิจโซลาร์ในไทยถือเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่มาก โดยประเทศไทยมีประชากรประมาณ 20 ล้านครัวเรือน บริษัทประเมินว่าน่าจะมีครัวเรือนที่สามารถติดตั้งโซลาร์ได้ไม่น้อยกว่า 1.3 ล้านครัวเรือน ส่งผลให้ตลาดโซลาร์เป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าหลักแสนล้านบาท ขณะที่ปัจจุบัน มีครัวเรือนไทยที่ติดตั้งโซลาร์สะสมเพียงแค่ 70,000 ครัวเรือนเท่านั้น หรือคิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 5% ของตลาด จึง​​​เป็นตลาดที่ยังมีโอกาสขยายตัวได้ในระดับสูง</p>
<p>ประกอบกับปัจจุบันผู้บริโภคมีความกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน การติดตั้งโซลาร์เซลล์จึงเป็นหนึ่งทางออกที่คนไทยให้ความสนใจ เนื่องจากการลงทุนเพียงครั้งเดียว และสามารถผลิตภกระแสไฟฟ้าใช้ภายในบ้านได้ยาวนานกว่า 25-30 ปี ทำให้ภาพรวมในการลงทุนมีความคุ้มค่า จากความสามารถในการประหยัดค่าไฟฟ้าได้ตลอดอายุการใช้งาน ​</p>
<p><em>“การ​เข้ามาเป็นบริษัทในเครือบางกอกเคเบิ้ล จะช่วยให้เรามีต้นทุนในการแข่งขันที่ดียิ่งขึ้น เพราะ<strong>สายไฟฟ้าถือเป็นต้นทุนอันดับ 3 ของธุรกิจโซลาร์ รองจากตัวแผงโซลาร์และ Inverter</strong> ขณะเดียวกัน การได้เป็นส่วนหนึ่งของบางกอกเคเบิ้ล ช่วยให้เราขยายตลาดโซลาร์ในภูมิภาค มีภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น และมีขีดความสามารถในการพัฒนาเทคโนโลยีของเราให้โดดเด่นเหนือภาพรวมตลาด” </em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41351 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/010.Solar-Panel-Cleaning-Drone.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><b> </b>สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจหลังจากนี้ จ<strong>ะให้ความสำคัญกับการพัฒนาบริการหลังการขายของบริษัทให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น</strong> เนื่องจากโซลาร์รูฟท็อป จะเป็นสิ่งที่อยู่กับลูกค้าแต่ละรายไปประมาณ 30 ปี ​จึงได้พัฒนาบริการ<strong>โดรนล้างโซลาร์</strong> และเตรียมเปิดตัวในงานสถาปนิก’69 (ASA Architect Expo) ที่อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ ในวันที่ 28 เม.ย.-3 พ.ค.นี้ เพื่อสะท้อนให้ผู้บริโภคเห็นถึงนวัตกรรมในการส่งมอบบริการที่ทันสมัย และรวดเร็วยิ่งขึ้น</p>
<p>ขณะเดียวกัน บริษัทอยู่ระหว่างพิจารณา <strong>การเปิดตัวศูนย์บริการในหัวเมืองใหญ่ </strong>ที่มีความต้องการโซลาร์เพิ่มเติม เพื่อให้สามารถเข้าถึงลูกค้าในแต่ละท้องถิ่นได้อย่างแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ให้สอดรับกับความต้องการของผู้บริโภค และการใช้สิทธิประโยชน์ลดหย่อนภาษีสูงสุด 200,000 บาท เบื้องต้น บริษัทตั้งเป้าติดตั้งโซลาร์ให้แก่ครัวเรือน 1,500-2,000 หลัง ภายในสิ้นปี 2569</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/ion-energy-bcc-group-ecosystem/">จากผู้พัฒนาสายไฟฟ้า สู่ Energy Solution Provider &#8216;บางกอกเคเบิ้ล&#8217; ซื้อกิจการ ION Energy รุกตลาดโซลาร์รูฟท็อปหลักแสนล้าน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ดีมานด์โซลาร์บ้านพุ่ง 20% หลังมาตรการลดหย่อนภาษีมีผล &#8216;ไอออน เอนเนอร์ยี่&#8217; จัดแคมเปญ​คุ้ม 3 ต่อ รับอานิสสงส์ ตั้งเป้าติดตั้งใหม่ 2,000 หลัง</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/03/ion-energy-solar-rooftop-campaign/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 26 Mar 2026 01:08:45 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[ION Energy]]></category>
		<category><![CDATA[Solar Rooftop]]></category>
		<category><![CDATA[ค่าไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[ติดโซลาร์คุ้ม 3 ต่อ]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ไอออน เอนเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานแสงอาทิตย์]]></category>
		<category><![CDATA[พีรกานต์ มานะกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[โซลาร์]]></category>
		<category><![CDATA[โซลาร์รูฟท็อป]]></category>
		<category><![CDATA[โซลาร์เซลล์]]></category>
		<category><![CDATA[ไอออน เอนเนอร์ยี่]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=40697</guid>

					<description><![CDATA[<p>ไอออน เอนเนอร์ยี่ เผยดีมานด์ติดตั้งโซลาร์ภาคครัวเรือนพุ่งกว่า 20% หลังมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับโซลาร์รูฟท็อปในที่อยู่อาศัยเริ่มมีผลบังคับใช้ ประเมินมาตรการรัฐมีโอกาสหนุนผู้บริโภคเปลี่ยนผ่านใช้โซลาร์ก้าวกระโดด คล้ายคลึงเปลี่ยนผ่านสู่ EV พร้อมเดินหน้าลุยแคมเปญ ติดโซลาร์คุ้ม 3 ต่อ มอบสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมทั้งด้านราคาและการเข้าถึงสินเชื่อ พร้อมเติมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโซลาร์ที่คุ้มค่าและใช้สิทธิลดหย่อนภาษีให้ผู้บริโภค รวมทั้ง​จับมือ​บิ๊กอสังหาฯ​ เปิดทางผู้บริโภคสั่งซื้อโซลาร์ได้ผ่านแอปนิติบุคคล ตั้งเป้ารายได้โต 60% คุณพีรกานต์ มานะกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไอออน เอนเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ ION Energy ผู้ให้บริการโซลูชันพลังงานแสงอาทิตย์แบบครบวงจร เปิดเผยว่า หลังมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในที่อยู่อาศัยมีผลบังคับใช้ บริษัทพบว่ายอดผู้สนใจติดตั้งโซลาร์ ทั้งการสอบถามผ่านช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ เพิ่มขึ้นกว่า 20% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาปกติ แม้กระทั่งกลุ่มลูกค้าบ้านโครงการที่มีโซลาร์ติดตั้งมากับบ้านอยู่แล้ว ก็มีการกลับมาสอบถามข้อมูลเพื่อติดตั้งระบบโซลาร์เพิ่มเติมด้วย สะท้อนให้เห็นถึงแรงกระตุ้นจากนโยบายภาครัฐล่าสุดที่ให้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีสูงสุดถึง 200,000 บาท ที่เริ่มส่งผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภค “มาตรการของภาครัฐมีส่วนสำคัญอย่างมากต่อการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานและการกระตุ้นประชาชนให้ปรับตัวมาใช้พลังงานสะอาด เช่น กรณีรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV ที่มีมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐและส่งผลให้ประชาชนมีความมั่นใจในการเปลี่ยนผ่าน เราเชื่อว่ามาตรการใหม่ของภาครัฐที่เพิ่งบังคับใช้ จะมีส่วนสำคัญให้ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านมาใช้พลังงานแสงอาทิตย์มากขึ้นอย่างก้าวกระโดดเช่นกัน”   อย่างไรก็ดี แม้ความสนใจจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ผู้บริโภคจำนวนมากยังอยู่ในช่วงของการพิจารณา เนื่องจากยังไม่มั่นใจในความคุ้มค่าในระยะยาว [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/03/ion-energy-solar-rooftop-campaign/">ดีมานด์โซลาร์บ้านพุ่ง 20% หลังมาตรการลดหย่อนภาษีมีผล &#8216;ไอออน เอนเนอร์ยี่&#8217; จัดแคมเปญ​คุ้ม 3 ต่อ รับอานิสสงส์ ตั้งเป้าติดตั้งใหม่ 2,000 หลัง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ไอออน เอนเนอร์ยี่</strong> เผยดีมานด์ติดตั้งโซลาร์ภาคครัวเรือนพุ่งกว่า 20% หลังมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับโซลาร์รูฟท็อปในที่อยู่อาศัยเริ่มมีผลบังคับใช้</p>
<p><span id="more-40697"></span></p>
<p>ประเมินมาตรการรัฐมีโอกาสหนุนผู้บริโภคเปลี่ยนผ่านใช้โซลาร์ก้าวกระโดด คล้ายคลึงเปลี่ยนผ่านสู่ EV พร้อมเดินหน้าลุยแคมเปญ <strong>ติดโซลาร์คุ้ม 3 ต่อ </strong>มอบสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมทั้งด้านราคาและการเข้าถึงสินเชื่อ พร้อมเติมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโซลาร์ที่คุ้มค่าและใช้สิทธิลดหย่อนภาษีให้ผู้บริโภค รวมทั้ง​จับมือ​บิ๊กอสังหาฯ​ เปิดทางผู้บริโภคสั่งซื้อโซลาร์ได้ผ่านแอปนิติบุคคล ตั้งเป้ารายได้โต 60%</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40700 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/S__32948951.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณพีรกานต์ มานะกิจ</strong> ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไอออน เอนเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ ION Energy ผู้ให้บริการโซลูชันพลังงานแสงอาทิตย์แบบครบวงจร เปิดเผยว่า หลังมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในที่อยู่อาศัยมีผลบังคับใช้ บริษัทพบว่ายอดผู้สนใจติดตั้งโซลาร์ ทั้งการสอบถามผ่านช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ เพิ่มขึ้นกว่า 20% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาปกติ แม้กระทั่งกลุ่มลูกค้าบ้านโครงการที่มีโซลาร์ติดตั้งมากับบ้านอยู่แล้ว ก็มีการกลับมาสอบถามข้อมูลเพื่อติดตั้งระบบโซลาร์เพิ่มเติมด้วย สะท้อนให้เห็นถึงแรงกระตุ้นจากนโยบายภาครัฐล่าสุดที่ให้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีสูงสุดถึง 200,000 บาท ที่เริ่มส่งผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภค</p>
<p><em>“มาตรการของภาครัฐมีส่วนสำคัญอย่างมากต่อการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานและการกระตุ้นประชาชนให้ปรับตัวมาใช้พลังงานสะอาด เช่น กรณีรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV ที่มีมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐและส่งผลให้ประชาชนมีความมั่นใจในการเปลี่ยนผ่าน เราเชื่อว่ามาตรการใหม่ของภาครัฐที่เพิ่งบังคับใช้ จะมีส่วนสำคัญให้ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านมาใช้พลังงานแสงอาทิตย์มากขึ้นอย่างก้าวกระโดดเช่นกัน”  </em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40702 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/ion1.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>อย่างไรก็ดี แม้ความสนใจจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ผู้บริโภคจำนวนมากยังอยู่ในช่วงของการพิจารณา เนื่องจากยังไม่มั่นใจในความคุ้มค่าในระยะยาว รวมถึงยังมีความกังวลเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายเริ่มต้น และความเข้าใจในขั้นตอนการติดตั้งและการใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีที่ยังไม่ครบถ้วน โดยบริษัทพบว่าช่องว่างสำคัญของตลาดในปัจจุบันอยู่ที่การนำสิทธิประโยชน์ไปใช้จริง เพราะผู้บริโภคจำนวนมากยังไม่สามารถเชื่อมโยงระหว่างสิทธิ์ทางภาษีกับความคุ้มค่าในการติดตั้งได้อย่างชัดเจน</p>
<p><strong>คุณพีรกานต์</strong> กล่าวเพิ่มเติมว่า จากประสบการณ์ในการติดตั้งโซลาร์ให้แก่โครงการที่อยู่อาศัยแบรนด์ดัง อาทิ แสนสิริ ศุภาลัย เอสซี เอพี รวมกว่า 117 โครงการ มากกว่า 6,500 หลัง บริษัทพบว่า ค่าเฉลี่ยของบ้านที่มีความคุ้มค่าในการติดตั้งโซลาร์ คือบ้านที่มีปริมาณการใช้ไฟฟ้าเฉลี่ยเดือนละ 3,000 บาทขึ้นไป โดยหลังติดตั้งโซลาร์แล้ว จะสามารถลดต้นทุนค่าไฟได้ราว 30-40% และคืนทุนได้ในระยะเวลาประมาณ 4 ปี (ขึ้นอยู่กับขนาดติดตั้ง) โดยผู้บริโภคที่ติดตั้งโซลาร์ในขณะนี้ อาจมีระยะเวลาการคืนทุนที่เร็วขึ้นอีก เนื่องจากมีมาตรการลดหย่อนภาษีสูงสุด 200,000 บาท เข้ามาสนับสนุน ขณะเดียวกัน สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง กำลังส่งผลให้ค่าไฟฟ้าในรูปแบบปกติแพงขึ้นทั่วโลก และส่งผลให้พลังงานทดแทนกลายเป็นทางเลือกในการประหยัดค่าใช้จ่ายที่สำคัญ</p>
<p>ดังนั้น เพื่อลดอุปสรรคในการตัดสินใจและผลักดันให้มาตรการภาครัฐเกิดผลในทางปฏิบัติ บริษัทได้พัฒนาโซลูชันแบบครบวงจร พร้อมออกแคมเปญ <strong>&#8216;ติดโซลาร์ คุ้ม 3 ต่อ&#8217;</strong> เพื่อช่วยอำนวยความสะดวก ลดภาระค่าใช้จ่ายเริ่มต้น และเพิ่มความคุ้มค่าให้กับผู้บริโภค ด้วยสิทธิประโยชน์ 3 ต่อ</p>
<p><strong> คุ้มที่ 1</strong> สำรวจหน้างานฟรี มีทีมงานเข้าสำรวจหน้างาน พร้อมให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการติดตั้งฟรี แตกต่างจากในตลาดดั้งเดิมที่ใช้วิธีการสำรวจผ่าน GPS ซึ่งอาจไม่แม่นยำ</p>
<p><strong>คุ้มที่ 2</strong> ผ่อนโซลาร์ 0% จับมือกับบัตรเครดิตและธนาคารชั้นนำ อาทิ SCB, KBank, กรุงศรี, TTB และธนาคารอื่นๆ ที่ร่วมรายการ ให้ผู้ซื้อสามารถผ่อนโซลาร์ได้ 0% นานสูงสุด 10 เดือน</p>
<p><strong>คุ้มที่ 3</strong> อำนวยความสะดวกเชิงรุก จับมือกลุ่มบริษัทบริหารนิติบุคคลของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่หลายราย อาทิ แสนสิริ ศุภาลัย เอสซี และ เอพี จัดแพ็คเกจโซลาร์ยอดนิยมที่เหมาะกับบ้านแต่ละกลุ่ม ขนาดเริ่มต้น 2.5kWp เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคในกลุ่มบ้านโครงการ สามารถเลือกซื้อและตัดสินใจได้ง่ายขึ้นผ่านแอปพลิเคชั่นนิติบุคคลของโครงการ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40704 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/ion-energy.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><em>“มาตรการภาครัฐเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ แต่การทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจได้จริง จำเป็นต้องลดทั้งความซับซ้อนและภาระค่าใช้จ่ายในช่วงเริ่มต้น เราในฐานะผู้ที่มีประสบการณ์ในการติดตั้งโซลาร์ให้แก่บ้านโครงการมาแล้วมากกว่า 6,500 หลังทั่วประเทศ และตระหนักถึง Pain Point ของผู้บริโภค จึงเดินหน้าออกแคมเปญและพัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์ทั้งด้านความคุ้มค่าและความสะดวกในการเข้าถึง”  </em></p>
<p>ทั้งนี้ ระบบโซลาร์ของ ION Energy ได้รับการออกแบบให้เหมาะสมกับพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าของแต่ละครัวเรือน พร้อมอุปกรณ์คุณภาพมาตรฐานสากล และระบบ monitoring ที่ช่วยให้เจ้าของบ้านสามารถติดตามประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าได้แบบเรียลไทม์ โดยบริษัทตั้งเป้าขยายการติดตั้งโซลาร์ในกลุ่มบ้านเพิ่มเติมอีก 2,000 หลังภายในปีนี้ เพื่อผลักดันให้การใช้พลังงานสะอาดในภาคครัวเรือนเติบโตอย่างต่อเนื่องในระยะยาว ขณะเดียวกัน บริษัทตั้งเป้ารายได้เติบโต 60% จากปีที่ผ่านมา เพื่อให้สอดรับกับดีมานด์โซลาร์ที่สูงขึ้น</p>
<p>สำหรับบริษัท ไอออน เอนเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ ION Energy เป็นผู้ให้บริการโซลูชันพลังงานแสงอาทิตย์แบบครบวงจร และเป็นผู้ต่อยอดโซลูชันพลังงานแสงอาทิตย์แบบครบวงจรให้ตอบโจทย์ทั้งภาคครัวเรือนและอสังหาริมทรัพย์ มีวิสัยทัศน์ผลักดันพลังงานสะอาดให้เข้าถึงครัวเรือนไทยอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน โดยผสานเทคโนโลยีโซลาร์ อินเวอร์เตอร์ แบตเตอรี่ และระบบบริหารพลังงานอัจฉริยะไว้ในแพลตฟอร์มเดียว ทำให้ผู้ใช้งานสามารถติดตามผลผลิตพลังงานได้แบบเรียลไทม์ ลดค่าไฟและเสริมความปลอดภัยของระบบในทุกขั้นตอน มีประสบการณ์การติดตั้งให้แก่ที่อยู่อาศัยของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ รวมถึงบ้านของผู้บริโภคทั่วไป รวมแล้วกว่า 6,500 หลังทั่วประเทศ</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/03/ion-energy-solar-rooftop-campaign/">ดีมานด์โซลาร์บ้านพุ่ง 20% หลังมาตรการลดหย่อนภาษีมีผล &#8216;ไอออน เอนเนอร์ยี่&#8217; จัดแคมเปญ​คุ้ม 3 ต่อ รับอานิสสงส์ ตั้งเป้าติดตั้งใหม่ 2,000 หลัง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เจาะอินไซต์ &#8216;โซลาร์รูฟท็อปภาคครัวเรือน&#8217; ภาครัฐและผู้ประกอบการต้องรู้ พร้อมเปิด 4 อุปสรรค ทำตลาดโตต่ำกว่าศักยภาพ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/08/scb-eic-consumer-survey-solar-rooftop/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 29 Aug 2025 13:00:32 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Energy Transition]]></category>
		<category><![CDATA[SCB EIC]]></category>
		<category><![CDATA[SCB EIC Consumer survey]]></category>
		<category><![CDATA[Solar Rooftop]]></category>
		<category><![CDATA[ค่าไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[จิรวุฒิ อิ่มรัตน์]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารไทยพาณิชย์]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานแสงอาทิตย์]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์]]></category>
		<category><![CDATA[อินไซต์]]></category>
		<category><![CDATA[เปลี่ยนผ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[โซลาร์รูฟท็อป]]></category>
		<category><![CDATA[โซลาร์เซลล์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=35847</guid>

					<description><![CDATA[<p>ศักยภาพของประเทศไทยในการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปอยู่ในระดับสูงมาก แต่การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสำหรับที่อยู่อาศัยยังต่ำกว่าศักยภาพ สะท้อนว่าผู้บริโภคไทยยังเผชิญอุปสรรคในการนำเอาเทคโนโลยีมาใช้ ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานประเมินว่าในปี 2023 ศักยภาพรวมสำหรับการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปจากที่อยู่อาศัยอยู่ที่ราว 121,000 เมกะวัตต์ ขณะที่ปริมาณการติดตั้งสะสมในปี 2022 ยังอยู่เพียง 1,893 เมกะวัตต์ หรือประมาณ 1.6% ของศักยภาพทั้งหมด ซึ่งปริมาณการติดตั้งที่ยังต่ำกว่าศักยภาพค่อนข้างมาก สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภค​กำลังเผชิญปัญหาหรืออุปสรรคในการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป 4 อุปสรรคสำคัญ ขับเคลื่อน &#8216;โซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชน&#8217;   คุณจิรวุฒิ อิ่มรัตน์ นักวิเคราะห์อาวุโส ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์​ (SCB EIC) สรุปผลการศึกษา &#8216;SCB EIC Consumer survey โซลาร์รูฟท็อปแบบไหนที่ใช่ในใจคุณ&#8216; โดยพบว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่​ต้องการ​ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป​เพราะ​ มีแรงจูงใจสำคัญคือประโยชน์ที่จะได้รับจากการ​ช่วยลดค่าไฟฟ้าได้จริง โดยเฉพาะในภาวะที่ค่าไฟฟ้าปรับตัวสูงขึ้น ทำให้มีความคุ้มค่าในระยะยาว และยังเป็นไฟฟ้าพลังงานสะอาดที่ไม่สร้างมลพิษ ผล​ศึกษาระบุว่า ผู้บริโภคกว่า 80% (จากจำนวนผู้ตอบแบบสอบถามกว่า 2 พันราย) มีความสนใจติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป แต่ยังไม่ได้ดำเนินการ โดยมี 9% ที่ติดตั้งแล้ว และ 3% [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/08/scb-eic-consumer-survey-solar-rooftop/">เจาะอินไซต์ &#8216;โซลาร์รูฟท็อปภาคครัวเรือน&#8217; ภาครัฐและผู้ประกอบการต้องรู้ พร้อมเปิด 4 อุปสรรค ทำตลาดโตต่ำกว่าศักยภาพ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ศักยภาพของประเทศไทยในการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปอยู่ในระดับสูงมาก แต่การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสำหรับที่อยู่อาศัยยังต่ำกว่าศักยภาพ สะท้อนว่าผู้บริโภคไทยยังเผชิญอุปสรรคในการนำเอาเทคโนโลยีมาใช้</p>
<p><span id="more-35847"></span></p>
<p>ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานประเมินว่าในปี 2023 ศักยภาพรวมสำหรับการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปจากที่อยู่อาศัยอยู่ที่ราว 121,000 เมกะวัตต์ ขณะที่ปริมาณการติดตั้งสะสมในปี 2022 ยังอยู่เพียง 1,893 เมกะวัตต์ หรือประมาณ 1.6% ของศักยภาพทั้งหมด ซึ่งปริมาณการติดตั้งที่ยังต่ำกว่าศักยภาพค่อนข้างมาก สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภค​กำลังเผชิญปัญหาหรืออุปสรรคในการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป</p>
<p><strong>4 อุปสรรคสำคัญ ขับเคลื่อน &#8216;โซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชน&#8217;  </strong></p>
<p><strong>คุณจิรวุฒิ อิ่มรัตน์ </strong>นักวิเคราะห์อาวุโส ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์​ (SCB EIC) สรุปผลการศึกษา &#8216;<strong>SCB EIC Consumer survey โซลาร์รูฟท็อปแบบไหนที่ใช่ในใจคุณ</strong>&#8216; โดยพบว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่​ต้องการ​ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป​เพราะ​ มีแรงจูงใจสำคัญคือประโยชน์ที่จะได้รับจากการ​ช่วยลดค่าไฟฟ้าได้จริง โดยเฉพาะในภาวะที่ค่าไฟฟ้าปรับตัวสูงขึ้น ทำให้มีความคุ้มค่าในระยะยาว และยังเป็นไฟฟ้าพลังงานสะอาดที่ไม่สร้างมลพิษ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-35849 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/08/จิรวุฒิ-อิ่มรัตน์.jpg" alt="" width="1000" height="725" /></p>
<p>ผล​ศึกษาระบุว่า ผู้บริโภคกว่า 80% (จากจำนวนผู้ตอบแบบสอบถามกว่า 2 พันราย) มีความสนใจติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป แต่ยังไม่ได้ดำเนินการ โดยมี 9% ที่ติดตั้งแล้ว และ 3% อยู่ระหว่างการติดตั้ง ส่วน​ 8% ไม่สนใจติดตั้ง ขณะที่กระบวนการต่างๆ ในการดำเนินการ ตั้งแต่​การเลือกประเภท แบรนด์ ราคาแผงโซลาร์เซลล์ ​​ระบบโซลาร์รูฟท็อป ไปจนถึงกฏระเบียบและขั้นตอนในการขอนุญาต ล้วนเป็นอุปสรรคสำคัญของผู้บริโภค</p>
<p>โดยสามารถสรุปเป็น 4 อุปสรรคสำคัญ ที่​ผู้บริโภคกำลังเผชิญอยู่ ทำให้ช่องว่างของผู้ที่มีความสนใจ กับปริมาณการติดตั้งจริงยังมีความแตกต่างกันสูงมาก ซึ่งหากจัดการอุปสรรคนี้ได้ เชื่อว่าจะสามารถ​กระตุ้นให้เกิดการติดตั้งจริงได้เพิ่มมากขึ้น ประกอบด้วย</p>
<p><strong>1. อุปสรรคในการคัดเลือกผู้ติดตั้ง :</strong>  การตรวจสอบความน่าเชื่อถือและราคาที่เหมาะสมของผู้ให้บริการติดตั้ง ซึ่งประชาชนจำนวนมากยังไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลที่ชัดเจนและเปรียบเทียบได้</p>
<p><strong>2. อุปสรรคในการเลือกเทคโนโลยี :</strong> การเลือกเทคโนโลยีที่มีความหลากหลายและต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจ เช่น ชนิดของแผงโซลาร์เซลล์ อินเวอร์เตอร์และระบบที่เหมาะสมกับที่อยู่อาศัย</p>
<p><strong>3. อุปสรรคในกระบวนการขออนุญาต :</strong> ความยุ่งยากของกระบวนการขออนุญาตจากภาครัฐ ทั้งการติดต่อหลายหน่วยงาน, การเตรียมเอกสาร และการนัดตรวจสอบสถานที่ติดตั้ง ซึ่งยังเป็นอุปสรรคต่อการตัดสินใจของผู้บริโภค</p>
<p><strong>4. อุปสรรคในการจัดหาเงินทุน :</strong> ผู้บริโภค​ยังมีข้อจำกัดด้านเงินทุน โดยกว่า 50% ของผู้ติดตั้งใช้เงินสดและต้องจัดหาเงินส่วนตัวเพื่อจ่ายเองซึ่งเป็นอุปสรรคที่สำคัญที่สุดในการหาแหล่งเงินทุน สะท้อนถึงความต้องการแหล่งเงินทุนที่เข้าถึงง่าย ขณะที่โซลูชั่นทางการเงินอื่นๆ เช่น กว่า 30% ใช้บัตรเครดิตทั้งแบบเต็มจำนวน (17%) หรือผ่อนจ่าย (14%)  ขณะที่ 8% ใช้วงเงิน Personal Loan และวิธีอื่นๆ เช่น การเพิ่มเติมวงเงินจากยอดสินเชื่อบ้าน เป็นต้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-35851 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/08/EIC-Solar-rooftop.jpg" alt="" width="2394" height="1318" /></p>
<p><strong>ส่ิงที่ผู้บริโภคต้องการได้รับสนับสนุนเพื่อติดตั้ง Solar rooftop  </strong></p>
<p>ผลสำรวจพบว่า &#8216;<strong>การให้เงินอุดหนุนการติดตั้ง</strong>&#8216; เป็นสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการมากที่สุดจากภาครัฐ ตามมาด้วย<strong>สิทธิในการลดหย่อนภาษี </strong>จากค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง รวมถึงสิทธิประโยชน์หลังการติดตั้ง ที่ต้องการให้ภาครัฐสนับสนุนเพิ่มเติม อาทิ การปลดล็อกการขายไฟฟ้าได้อย่างเสรี การเสนอขายระบบโซลาร์รูฟท็อปทางเลือกในราคาที่ถูกกว่าตลาด เช่น ระบบโซลาร์รูฟท็อปที่ผลิตโดยคนไทย ภายใต้การสนับสนุนเงินทุนวิจัยจากภาครัฐ การรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินในอัตราเดียวกับราคาขายปลีก และการผ่อนปรนขั้นตอนการขออนุญาตติดตั้ง</p>
<p>อินไซต์ที่ได้นี้ สะท้อนให้เห็นว่า ผู้บริโภคต้องการ &#8216;<strong>แพ็กเกจนโยบาย&#8217;</strong> ที่ครบถ้วน ทั้งในมิติของต้นทุน การเข้าถึงระบบ และสิทธิประโยชน์หลังการติดตั้ง</p>
<p>ขณะที่กลุ่มผู้ประกอบการ​ ต้องสามารถให้บริการลูกค้าได้แบบครบวงจร เนื่องจากขั้นตอนต่างๆ ยังมีความยุ่งยากและซับซ้อนสำหรับผู้บริโภค เพื่อสามารถตอบโจทย์และสร้างแต้มต่อในการให้บริการ ทั้งการ​สร้างความน่าเชื่อถือให้ผู้บริโภค พร้อม​​​เสนอแหล่งเงินทุนที่เข้าถึงได้  รวม​ทั้ง​​อำนวยความสะดวกในการติดตั้ง โดยมีเช็คลิสต์สำคัญต่อไปนี้</p>
<p>1.  สร้างความน่าเชื่อถือผ่านการนำเสนอความเชี่ยวชาญของผู้ให้บริการติดตั้ง โดยสามารถให้คำแนะนำที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า เสนอรายละเอียดผลิตภัณฑ์ที่ชัดเจนและราคาที่โปร่งใส ตลอดจนมีการรับประกันและบริการหลังการขาย</p>
<p>2. การพัฒนาแหล่งเงินทุนที่เข้าถึงง่าย ผ่านการร่วมมือระหว่างผู้ให้บริการติดตั้งและสถาบันการเงิน เช่น สินเชื่อเช่าซื้อดอกเบี้ยต่ำสำหรับติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเพื่อช่วยให้ผู้บริโภคที่ต้องการติดตั้ง แต่มีข้อจำกัดด้านเงินทุนสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น</p>
<p>3. ผู้ให้บริการติดตั้งควรมีบริการดำเนินการขออนุญาตติดตั้งแทนผู้บริโภค (ในกรณีที่ยังไม่มี) เนื่องจากผู้บริโภคจำนวนมากยังเผชิญปัญหาในการขออนุญาตติดตั้งเอง หรืออาจมีการส่งเสริมการขายที่ลดราคาอุปกรณ์และค่าติดตั้งที่จะช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจได้ง่ายขึ้นจากระยะเวลาคืนทุนที่เร็วขึ้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-35853 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/08/Suggestion.jpg" alt="" width="1200" height="671" /></p>
<p><strong>วางมาตรการ​กระตุ้นการตัดสินใจทั้งระยะสั้น &#8211; ระยะยาว </strong></p>
<p>​หากต้องการส่งเสริมการติดตั้ง Solar rooftop ในภาคประชาชนได้มากขึ้น จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐมาช่วยขับเคลื่อน โดยเฉพาะการมีมาตรการที่รอบด้านและครอบคลุมทั้งระยะสั้นและระยะยาว​ โดย SCB EIC มีข้อเสนอ ดังต่อไปนี้</p>
<p><strong>ระยะสั้น</strong> :  สร้างกลไก​ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของอุปกรณ์และผู้ติดตั้ง รวมทั้งมีมาตรการเพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายผู้บริโภค ตลอดจนอำนวยความสะดวกผ่านระบบ One-stop services ซึ่ง​เป็นมาตรการส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อประยะสั้น ที่เพิ่มเติมจาก​การให้สิทธิลดหย่อนภาษี ได้แก่</p>
<p>1. เพิ่มกลไก​ตรวจสอบและรับรองคุณภาพอุปกรณ์และผู้ให้บริการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปภาคสมัครใจ (Voluntary certification program) เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเลือกผู้ให้บริการที่ผ่านการตรวจสอบมาตรฐานทั้งด้านคุณภาพและราคา​</p>
<p>2. แบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย ​ผ่านเงินอุดหนุนการติดตั้งและสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ สำหรับครัวเรือนรายได้ต่ำ โดยร่วมมือกับสถาบันการเงิน เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป</p>
<p>3. ขจัดอุปสรรคในการขออนุญาตโดยใช้ระบบ One-stop services เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและระยะเวลาในการขออนุญาตติดตั้ง</p>
<p><strong>ส่วนมาตรการในระยะยาว</strong> ควรมีโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนการใช้โซลาร์รูฟท็อปของประเทศที่บูรณาการกับแผนพลังงานของชาติ  ทั้งการปลดล็อก TPA  (Third party access) หรือการขายไฟฟ้าเสรีโดยการให้สิทธิกับบุคคลที่สามได้ โดยการไฟฟ้าฯ เป็นผู้บริหารจัดการและได้รับค่าบริการ รวมทั้งสามารถเปิดรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจากโซลาร์รูฟท็อปในราคาขายปลีกให้แก่การไฟฟ้าได้ โดยคำนวณปริมาณไฟฟ้าที่ผู้บริโภคขายได้จากส่วนต่างระหว่าง &#8216;หน่วยไฟฟ้าที่ซื้อจากการไฟฟ้า&#8217; กับ &#8216;หน่วยไฟฟ้าที่ผลิตได้เองจากโซลาร์รูฟท็อป&#8217;  (Net-metering) เป็นต้น</p>
<p>อย่างไรก็ตาม โครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการผลิตไฟฟ้าจากภาคประชาชน จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยสามารถปลดล็อกศักยภาพพลังงานแสงอาทิตย์ที่กระจายอยู่ทั่วทุกหลังคาบ้าน และเดินหน้าสู่ระบบพลังงานสะอาดอย่างแท้จริง</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/08/scb-eic-consumer-survey-solar-rooftop/">เจาะอินไซต์ &#8216;โซลาร์รูฟท็อปภาคครัวเรือน&#8217; ภาครัฐและผู้ประกอบการต้องรู้ พร้อมเปิด 4 อุปสรรค ทำตลาดโตต่ำกว่าศักยภาพ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ไบเออร์สด๊อร์ฟ ประเทศไทย ลงทุน &#8216;โซลาร์ฟาร์ม&#8217; แห่งแรกในนิคมบางพลี ​ใหญ่สุดของฐานผลิตทั่วโลก เพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด 25%</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/10/beiersdorf-1st-solar-farm-in-pc-thailand/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 04 Oct 2024 14:48:54 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Beiersdorf]]></category>
		<category><![CDATA[Beiersdorf Thailand]]></category>
		<category><![CDATA[Care Beyond Skin]]></category>
		<category><![CDATA[Efficiency]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[Eucerin]]></category>
		<category><![CDATA[Factory]]></category>
		<category><![CDATA[green]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[NEVIA]]></category>
		<category><![CDATA[PC Thailand]]></category>
		<category><![CDATA[Renewable]]></category>
		<category><![CDATA[solar power]]></category>
		<category><![CDATA[นีเวีย]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ไบเออร์สด๊อร์ฟ ประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานทดแทน]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานแสงอาทิตย์]]></category>
		<category><![CDATA[ยูเซริน]]></category>
		<category><![CDATA[วราพร ลิขิตจรรยากุล]]></category>
		<category><![CDATA[สุเรขา วันเพ็ญ]]></category>
		<category><![CDATA[โซลาร์ฟาร์ม]]></category>
		<category><![CDATA[โซลาร์รูฟท็อป]]></category>
		<category><![CDATA[ไบเออร์สด๊อร์ฟ ประเทศไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=29416</guid>

					<description><![CDATA[<p>ฐานการผลิตไบเออร์สด๊อร์ฟ ประเทศไทย ถือเป็นฐานการผลิตหลัก​​ 1 ใน 5 โรงงานขนาดใหญ่ของไบเออร์สด๊อร์ฟทั่วโลก​ และยังเป็น Hub ใน​การ​ส่งออกไปยัง 40 ประเทศทั่วโลก ภายใต้การบริหาร 15 ไลน์ผลิต 12 ถังผสมวัตถุดิบ และการบริหารจัดการวัตถุดิบและส่วนผสมกว่า 4,000 ประเภท ซึ่งต้องมีความสามาถในการบริหารจัดการในระดับสูง เพื่อสามารถรักษามาตรฐานการผลิตได้ตาม Global Standard ​เพื่อรักษาความเชื่อมั่นในคุณภาพที่ผู้บริโภคทั่วโลกให้การยอมรับ นอกจากภารกิจในการผลิตสินค้าคุณภาพเพื่อรักษาความแข็งแกร่งในมิติ Business Performance แล้ว บริษัท ไบเออร์สด๊อร์ฟ ประเทศไทย ยังขับเคลื่อนแนวทางด้าน​ Sustainability ที่สอดคล้องกับกลยุทธ์ &#8216;Care Beyond Skin&#8217; เพื่อให้ธุรกิจสร้างผลกระทบเชิงบวกทั้งต่อผู้คน สังคม และสิ่งแวดล้อม คุณวราพร ลิขิตจรรยากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไบเออร์สด๊อร์ฟ ประเทศไทย กล่าวถึงความมุ่งมั่นที่ไบเออร์สด๊อร์ฟต้องการบรรลุ เพื่อมุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม ที่ตั้งเป้ามุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน​ในปี 2030 รวมทั้งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG Reduction) [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/10/beiersdorf-1st-solar-farm-in-pc-thailand/">ไบเออร์สด๊อร์ฟ ประเทศไทย ลงทุน &#8216;โซลาร์ฟาร์ม&#8217; แห่งแรกในนิคมบางพลี ​ใหญ่สุดของฐานผลิตทั่วโลก เพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด 25%</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ฐานการผลิตไบเออร์สด๊อร์ฟ ประเทศไทย ถือเป็นฐานการผลิตหลัก​​ 1 ใน 5 โรงงานขนาดใหญ่ของไบเออร์สด๊อร์ฟทั่วโลก​ และยังเป็น Hub ใน​การ​ส่งออกไปยัง 40 ประเทศทั่วโลก ภายใต้การบริหาร 15 ไลน์ผลิต 12 ถังผสมวัตถุดิบ และการบริหารจัดการวัตถุดิบและส่วนผสมกว่า 4,000 ประเภท ซึ่งต้องมีความสามาถในการบริหารจัดการในระดับสูง เพื่อสามารถรักษามาตรฐานการผลิตได้ตาม Global Standard ​เพื่อรักษาความเชื่อมั่นในคุณภาพที่ผู้บริโภคทั่วโลกให้การยอมรับ</p>
<p><span id="more-29416"></span></p>
<p>นอกจากภารกิจในการผลิตสินค้าคุณภาพเพื่อรักษาความแข็งแกร่งในมิติ Business Performance แล้ว บริษัท ไบเออร์สด๊อร์ฟ ประเทศไทย ยังขับเคลื่อนแนวทางด้าน​ Sustainability ที่สอดคล้องกับกลยุทธ์ &#8216;<strong>Care Beyond Skin&#8217;</strong> เพื่อให้ธุรกิจสร้างผลกระทบเชิงบวกทั้งต่อผู้คน สังคม และสิ่งแวดล้อม</p>
<p><strong>คุณวราพร ลิขิตจรรยากุล</strong> กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไบเออร์สด๊อร์ฟ ประเทศไทย กล่าวถึงความมุ่งมั่นที่ไบเออร์สด๊อร์ฟต้องการบรรลุ เพื่อมุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม ที่ตั้งเป้ามุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน​ในปี 2030 รวมทั้งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG Reduction) ตลอดทั้งห่วงโซ่ (Scope 1-3 ) ลงได้ 90% ในปี 2045 โดยวางเข็มไมล์แรกไว้ที่ 30% ภายในปี 2025</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29417 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/10/Beiersdorf-Thailand-re.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ขณะเดียวกันต้องการสร้างความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในกระบวนการผลิต ทั้งตัวผลิตภัณฑ์ และบรรจุภัณฑ์ โดยมุ่งที่การลดใช้พลาสติกใหม่ในการผลิตลงมากกว่า 50% ในปี 2026 การผลิตบรรจุภัณฑ์จากพลาสติกรีไซเคิลให้มากกว่า 30% รวมทั้งผลิตบรรจุภัณฑ์ทั้ง 100% ให้มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ท้ังในรูปแบบการผลิตบรรจุภัณฑ์รีฟิลแบบถุงเติม การนำกลับมาใช้ใหม่ รวมทั้งผลิตจากวัสดุที่สามารถนำไปรีไซเคิลได้ทั้งหมดภายในปี 2025 รวมทั้งการลดการใช้พลังงานภายในกระบวนการผลิตลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ​ ส่วนมิติทางสังคม จะมุ่งส่งเสริมศักยภาพให้ผู้หญิงผ่านโครงกาาร Empowering Girls Program ไม่ต่ำกว่า 5 แสนคนทั่วโลก​ ภายในปี 2025 เช่นเดียวกัน รวมทั้งส่งเสริมการขับเคลื่อนโครงการเพื่อสังคมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำต่างๆ</p>
<p><em>&#8220;การขับเคลื่อนความยั่งยืนของไบเออร์สด๊อร์ฟ ประเทศไทย ถือว่าเป็นไปตามแผน ทั้งในมิติของการลดความเหลื่อมล้ำในสังคม รวมท้ัง​มิติสิ่งแวดล้อมที่เห็น​พัฒนาการได้อย่างชัดเจนผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเรื่อง​ โดยผลิตภัณฑ์ของนีเวียทั้ง 100% ปลอดไมโครพลาสติกมาตั้งแต่ปี 2021 และยังไม่มีสารที่เป็นอันตรายต่อปะการัง รวมท้ังแบรนด์เวชสำอางอย่างยูเซรินที่ปลอดไมโครพลาสติกได้ 100% ในปี 2023 เช่นกัน พร้อมพัฒนาการอื่นๆ เช่น ​​เป้าหมายลดใช้ทรัพยากรใหม่ลง 50% เพื่อลดการใช้ Fossil Based ก็สามารถทำได้แล้ว 16% , การเพิ่มวัสดุรีไซเคิลในการผลิตบรรจุภัณฑ์​ได้แล้ว 12%, หรือการทำให้​บรรจุภัณฑ์ทั้งหมด​เป็นมิตรต่อส่ิงแวดล้อม ​รวมทั้งการ​ลดขยะในกระบวนการผลิตให้เป็น Zero Waste to Landfill ​ซึ่งหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ไบเออร์สด๊อร์ฟสามารถ​บรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนได้อย่างรวดเร็ว มาจากนโยบายในการ​แยกเป้าหมายด้านการเติบโตทางธุรกิจ และด้านความยั่งยืนแยกออกจากกันอย่างชัดเจน ทำให้สามารถขับเคลื่อนด้าน Sustainability ได้อย่างอิสระ และไม่กระทบต่อความเสี่ยงหรือความท้าทายทางเศรษฐกิจที่มีอยู่รอบด้าน หากเชื่อมโยงการขับเคลื่อนไว้ด้วยกัน อาจทำให้แผนการขับเคลื่อนความยั่งยืนกระทบได้ หากเศรษฐกิจอยู่ในช่วงที่ต้องระมัดระวัง&#8221; </em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29418 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/10/23-Achieve-VS-22.jpg" alt="" width="1200" height="658" /></p>
<p>​ทั้งนี้ ไบเออร์สด๊อร์ฟทั่วโลก ได้วางงบประมาณในฟากของการขับเคลื่อนด้านความยั่งยืนในเฟสแรกไว้ราว 300 ล้านยูโร และจะสิ้นสุดในปี 2025 ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการวางแผนเพื่อพิจารณางบประมาณในเฟสที่ 2 เพื่อขับเคลื่อนสู่เป้าหมายความยั่งยืน รวมทั้งการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนได้ภายในปี 2030 และเร่งแผน Decarbonization เพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ในลำดับต่อไป</p>
<p><strong>คุณสุเรขา วันเพ็ญ</strong> ผู้อำนวยการศูนย์การผลิต บริษัท ไบเออร์สด๊อร์ฟ ประเทศไทย กล่าวเพิ่มเติมถึงการยกระดับการใช้พลังงานสะอาดในกระบวนการผลิต ผ่านการลงทุนสร้างโซลาร์ฟาร์ม พื้นที่ 14 ไร่ ​เพื่อเพิ่มปริมาณการใช้พลังงานสะอาด ทั้งในกระบวนการผลิตและในส่วนของ Operation ต่าง ในโ​รงงานไบเออร์สด๊อร์ฟ ประเทศไทย (PC Thailand) โดยสามารถผลิตไฟได้​ 999 กิโลวัตต์  ​ซึ่งถือเป็นโซลาร์ฟาร์มแห่งแรก ภายในโรงงานของนิคมอุตสาหกรรมบางพลี รวมทั้งยังเป็นโซลาร์ฟาร์มที่ใหญ่และมีกำลังไฟสูงสุดของไบเออร์สดอร์ฟทั่วโลกด้วย</p>
<p><em>&#8220;หลังการติดตั้งโซลาร์ฟาร์มแล้วเสร็จในช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ทำให้ PC Thailand สามารถผลิต​ไฟฟ้าพลังงานสะอาดจากแสงอาทิตย์มาใช้ได้เพิ่มเป็น ​25% โดย  15% หรือราว 1,434 กิโลวัตต์ มาจากการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในช่วง​การขยายกำลังผลิตของโรงงานเมื่อราว 2 ปีก่อน และ 10% เพิ่มเติมจากการติดตั้งโซลาร์ฟาร์มเพิ่มเติมครั้งล่าสุดนี้ โดยสัดส่วน 25% ของปริมาณไฟฟ้าที่ลดได้ คิดเป็นกำลังไฟกว่า 3.8 ล้านกิโลวัตต์ต่อชั่วโมง สามารถนำไปชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าให้วิ่งได้เป็นระยะทางมากกว่า 10 ล้านกิโลเมตร เทียบเป็นปริมาณคาร์บอนที่ลดลงได้กว่า 1,900 ตัน​&#8221;</em></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29422 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/10/PC-Acheive.jpg" alt="" width="1200" height="679" /></p>
<p>กระบวนการผลิตของ PC Thailand ยังลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมในมิติอื่นๆ ทั้งสามารถลดปริมาณขยะในกระบวนการผลิตลงได้มากกว่า 445 ตัน ลดการใช้น้ำในกระบวนการผลิตลงได้ 57% หรือเกือบ 8 หมื่นลูกบาศก์เมตรต่อปี รวมทั้ง​การเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิต ทั้งจากระบบทำความเย็น ระบบปรับอากาศ หรือหม้อต้ม Boiler ทำให้สามารถลดการใช้พลังงาน​โดยภาพรวมลงได้ 26% ​​</p>
<p>นอกจาก​นี้ ในส่วนของการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ ให้มีความเป็นมิตรต่อส่ิงแวดล้อม ทั้งการใช้วัสุดรีไซเคิลในการผลิต​บรรจุภัณฑ์หรือการลดปริมาณลง โดยมีปริมาณการใช้แก้วรีไซเคิลกว่า 1 หมื่นตันต่อปี และ​สามารถลดปริมาณการใช้ลงได้ 2.3 พันตันจากการออกแบบให้มีน้ำหนักเบาขึ้น หรือการ​ใช้พลาสติกรีไซเคิลเพื่อลดปริมาณการใช้พลาสติกใหม่ในการผลิตกว่า 500 ตัน รวมทั้งใช้กระดาษรีไซเคิล​กว่า 1.5 พันตัน ​ซึ่งช่วยลดปริมาณกระดาษลงได้​ 23 ตัน ในส่วนของแหล่งผลิตกระดาษทั้ง 100% ยัง​ผลิตมาจากป่าปลูกทดแทนโดยไม่มีการทำลายป่าไม้ ซึ่งในส่วนของการออกแบบผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์มีส่วนช่วยลดการปลดปล่อยคาร์บอนลงได้กว่า 0.5 ตันคาร์บอนเทียบเท่า</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29421 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/10/Re-Beiersdorf-Solar-Farm-2-re.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>&#8220;การจะเดินหน้าขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนในระยะยาวนั้น จะต้องทำงานร่วมกันกับพันธมิตรที่มีเป้าหมายเดียวกันอย่างเครือข่ายซัพพลายเออร์ รวมถึงการทำให้​ผลิตภัณฑ์ของเรามีความยั่งยืนมากขึ้น ทั้งจากการเลือกใช้วัตถุดิบ และปรับปรุงขั้นตอนการผลิตให้มีการปลดปล่อยคาร์บอน​น้อยลง เช่น การใช้เส้นทางการจัดส่งที่ใกล้ขึ้นหรือสั้นลง นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการเลือกใช้วัสดุรีไซเคิลแทนพลาสติกใหม่ (Virgin plastic) ซึ่งทั้งหมดนี้มีส่วนช่วยลดการปล่อยมลพิษทั้งสิ้น ซึ่งปัจจุบัน PC Thailand ​ยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างการดำเนินการเพื่อเพิ่มศักยภาพในการลดคาร์บอนได้มากขึ้น และเชื่อว่าเมื่อแล้วเสร็จจะช่วยในการบรรลุเป้าหมายลดคาร์บอนลงได้ 30% ภายในปี 2025 รวมทั้งมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนได้อย่างแน่นอน&#8221; </em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/10/beiersdorf-1st-solar-farm-in-pc-thailand/">ไบเออร์สด๊อร์ฟ ประเทศไทย ลงทุน &#8216;โซลาร์ฟาร์ม&#8217; แห่งแรกในนิคมบางพลี ​ใหญ่สุดของฐานผลิตทั่วโลก เพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด 25%</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>WHA Group เปิดภารกิจ &#8216;Mission to the Sun&#8217; ทรานส์ฟอร์มสู่ Tech Company ยกระดับทั้งระบบนิเวศ​ธุรกิจให้ Smart + Green พร้อมทะยานสู่บริษัทแสนล้านใน 5 ปี</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/02/wha-group-mission-transform-to-tech-comapny/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 01 Feb 2024 11:15:09 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Capture]]></category>
		<category><![CDATA[CCUS]]></category>
		<category><![CDATA[Digital Transformation]]></category>
		<category><![CDATA[Mission to the Sun]]></category>
		<category><![CDATA[Tech Company]]></category>
		<category><![CDATA[Technology Company]]></category>
		<category><![CDATA[Utilization and Storage]]></category>
		<category><![CDATA[WHA]]></category>
		<category><![CDATA[WHA Group]]></category>
		<category><![CDATA[WHA Industrail Development]]></category>
		<category><![CDATA[WHA Logistics]]></category>
		<category><![CDATA[WHA Utilities & Power]]></category>
		<category><![CDATA[กลยุทธ์ธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[จรีพร จารุกรสกุล]]></category>
		<category><![CDATA[ดับบลิวเอชเอ]]></category>
		<category><![CDATA[นิคมอุตสาหกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานทดแทน]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[โซลาร์รูฟท็อป]]></category>
		<category><![CDATA[โลจิสติกส์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=23685</guid>

					<description><![CDATA[<p>หลัง​เติบโตแบบ All-time High ต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 2 ได้ ในปี 2566 ​ &#8216;ดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป&#8217; (WHA Group) จึงเดินหน้า​เสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจทั้ง 4 กลุ่ม เพื่อมุ่งสู่​สถิติเติบโตสูงสุดครั้งใหม่ได้อีกครั้งในสิ้นปีนี้ ​โดยเฉพาะการขับเคลื่อนเป้าหมายสำคัญเพื่อเสริมความแข็งแรงให้โครงสร้างพื้นฐานของบริษัท ผ่านการ​ทรานส์ฟอร์มสู่การเป็น Tech Company ภายในสิ้นปีนี้ เพื่อนำ​ Digital มาเป็น Backbone ในการขับเคลื่อนการเติบโตให้กับทุกกลุ่มธุรกิจ ผสมกับแนวคิดขับเคลื่อน​เศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy เพื่อสร้างการเติบโต​อย่างยั่งยืนสอดคล้องกับเมกะเทรนด์โลก​ ทั้งนี้ WHA Group ตั้งเป้าใช้เม็ดเงินลงทุนตลอด 5 ปีจากนี้ (ปี 2567-2571) ที่ 78,700 ล้านบาท เพื่อเติบโตสู่ธุรกิจที่ทั้ง Smart และ Green พร้อมเป้าหมายผลักดันรายได้รวมให้เติบโตสู่ระดับ 1 แสนล้านบาท จากการขยายตลาดต่อเนื่องทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งการเดินหน้าเป็นพันธมิตรกับ Global Brand ภายใต้กลยุทธ์​ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/02/wha-group-mission-transform-to-tech-comapny/">WHA Group เปิดภารกิจ &#8216;Mission to the Sun&#8217; ทรานส์ฟอร์มสู่ Tech Company ยกระดับทั้งระบบนิเวศ​ธุรกิจให้ Smart + Green พร้อมทะยานสู่บริษัทแสนล้านใน 5 ปี</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หลัง​เติบโตแบบ All-time High ต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 2 ได้ ในปี 2566 ​ <strong>&#8216;ดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป&#8217; (WHA Group)</strong> จึงเดินหน้า​เสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจทั้ง 4 กลุ่ม เพื่อมุ่งสู่​สถิติเติบโตสูงสุดครั้งใหม่ได้อีกครั้งในสิ้นปีนี้ ​โดยเฉพาะการขับเคลื่อนเป้าหมายสำคัญเพื่อเสริมความแข็งแรงให้โครงสร้างพื้นฐานของบริษัท ผ่านการ​ทรานส์ฟอร์มสู่การเป็น <strong>Tech Company</strong> ภายในสิ้นปีนี้ เพื่อนำ​ Digital มาเป็น Backbone ในการขับเคลื่อนการเติบโตให้กับทุกกลุ่มธุรกิจ ผสมกับแนวคิดขับเคลื่อน​เศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy เพื่อสร้างการเติบโต​อย่างยั่งยืนสอดคล้องกับเมกะเทรนด์โลก​ <span id="more-23685"></span></p>
<p>ทั้งนี้ WHA Group ตั้งเป้าใช้เม็ดเงินลงทุนตลอด 5 ปีจากนี้ (ปี 2567-2571) ที่ 78,700 ล้านบาท เพื่อเติบโตสู่ธุรกิจที่ทั้ง Smart และ Green พร้อมเป้าหมายผลักดันรายได้รวมให้เติบโตสู่ระดับ 1 แสนล้านบาท จากการขยายตลาดต่อเนื่องทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งการเดินหน้าเป็นพันธมิตรกับ Global Brand ภายใต้กลยุทธ์​ WE SHAPE THE FUTURE เพื่อมีส่วนขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโต ควบคู่ไปกับการพัฒนาประเทศ พร้อมทั้งการดูแลสังคม และสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืนไปพร้อมกัน ​​</p>
<p><strong>4 กลยุทธ์ ขับเคลื่อน 4 ธุรกิจหลัก </strong></p>
<p><strong>คุณจรีพร จารุกรสกุล </strong>ประธานคณะกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในปีที่ผ่านมา WHA Group สามารถทำสถิติยอดขายสูงสุดครั้งใหม่ หรือ All-time High ได้ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยมีรายได้รวมและส่วนแบ่งกำไรปกติ 17,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้น​ 11% และสามารถรักษาระดับอัตรากำไร EBITDA ที่มากกว่า 40%</p>
<p>ส่วนในปีนี้ ได้วางเป้าหมายเพื่อสร้างการเติบโตต่อ​เนื่อง​ได้ไม่น้อยกว่า 2 หลัก เพื่อสามารถสร้าง Triple All-time High ได้ ผ่าน​แผนลงทุนในปี 2567 นี้ เพื่อมุ่งเน้น​​พัฒนาโซลูชันทางธุรกิจและอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มความสามารถด้านการแข่งขันให้ประเทศไทยในการดึงดูดการลงทุนใหม่ จาก 4 กลยุทธ์​สำคัญ ได้แก่</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-23688 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/02/Exec4.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>&#8211; Extend Leadership </strong>เร่งขยายธุรกิจต่อเนื่องทั้งในประเทศและตลาดภูมิภาค</p>
<p><strong>&#8211; Embrace Innovation and Technology </strong>นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาสร้างสรรค์ธุรกิจใหม่ๆ ที่เป็น New S-curve ให้กับองค์กร</p>
<p><strong>&#8211; Enhance the Prominence on Green and Sustainability</strong> เพื่อบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ในปี 2593 (Net-Zero 2050)</p>
<p><strong>&#8211; Build High</strong><strong>&#8211;</strong><strong>Performance Organization</strong> ด้วยการพัฒนายกระดับด้านเทคโนโลยีดิจิทัลให้เป็นองค์กรสมรรถนะสูง</p>
<p>สำหรับแผนขับเคลื่อนธุรกิจในปีนี้  จะมุ่งยกระดับศักยภาพให้เพิ่มขึ้นทุกด้าน เพื่อรองรับการเติบโตของทั้ง 4  กลุ่มธุรกิจหลัก เพื่อ​สร้างความพร้อมทั้งการ​รับมือกับ​ความท้าทาย และโอกาสจากดีมานด์ของลูกค้าและเมกะเทรนด์ของโลก โดยมีแผนพัฒนาตลอด 5 ปี ภายใต้งบรวมกว่า 7.87 หมื่นล้านบาท สำหรับการพัฒนามิติต่างๆ จากทั้ง 4 กลุ่มธุรกิจ ดังต่อไปนี้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-23692 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/02/Green-LG.jpg" alt="" width="1200" height="618" /></p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>ธุรกิจโลจิสติกส์</strong> ​</span> มุ่ง​ขยายธุรกิจ​การพัฒนาโครงการ Built-to-Suit และโรงงาน/คลังสินค้า ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ การเสริมศักยภาพด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี และการส่งเสริมแนวปฏิบัติเพื่อความยั่งยืน พร้อมเร่งโครงการ <strong>Green Logistics</strong> เพื่อรองรับดีมานด์จากลูกค้าที่ต้องการลดคาร์บอนภายในซัพพลายเชนของธุรกิจ โดยเปลี่ยนมา​ใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในภาคขนส่งของประเทศ ทั้งการให้บริการยานยนต์ไฟฟ้า สถานีชาร์จ และพัฒนาแอพพลิเคชั่นที่นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการบริหารจัดการยานยนต์ไฟฟ้ารวมถึงแบตเตอรี่ ​โดยนปี 2566 ที่ผ่านมา มีลูกค้าเซ็นสัญญาเช่าซื้อยานยนต์ไฟฟ้าแล้วจำนวน 25 คัน และตั้งเป้าหมายที่จะเซ็นสัญญาเพิ่มอีก 1,000 คัน ในปี 2567</p>
<p>ขณะที่เป้าหมายให้บริการขนส่งลูกค้าเพิ่มเติมในปีนี้ บริษัทมีเป้าหมายส่งมอบโครงการและสัญญาใหม่เพิ่มขึ้น 200,000 ตร.ม. แบ่งเป็นประเทศไทย 165,000 ตร.ม.และเวียดนาม 35,000 ตร.ม. โดยคาดว่าสินทรัพย์รวมภายใต้กรรมสิทธิ์และการบริหารจะเพิ่มถึงระดับ 3,145,000 ตร.ม. จากในปีที่ผ่านมา สามารถเพิ่มพื้นที่ได้กว่า 242,000 ตร.ม ซึ่งถือเป็น All-time High และทำให้มีพื้นที่รวมในปีที่ผ่านมา 2,945,000 ตร.ม.</p>
<p>รวมทั้งมีแผนการขายสิทธิการเช่าทรัพย์สินให้กับกองทรัสต์ WHART และ WHAIR รวมทั้งสิ้น  213,000 ตร.ม. ​​มูลค่าประมาณ 5,290 ล้านบาท เพิ่มเติมจากสิทธิการเช่าทรัพย์สิน​กองทรัสต์ WHART จำนวน 142,900 ตร.ม. ​มูลค่า​​ 3,566 ล้านบาท ในปีที่ผ่านมา</p>
<p><em>&#8220;​การเข้าซื้อหุ้นของบริษัท จีซี โลจิสติกส์ โซลูชันส์ จำกัด (GCL) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) ในสัดส่วน 50% มูลค่า 2,640 ล้านบาท ถือเป็นอีกความสำเร็จหนึ่งที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา โดยการลงทุนดังกล่าว เป็นการผสานความเชี่ยวชาญ และความเป็นผู้นำในตลาดของทั้งสองบริษัทเข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขัน ตลอดจนยกระดับการให้บริการกับลูกค้า&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-23693 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/02/Industry.jpg" alt="" width="1200" height="613" /></p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม</strong></span>  ปีนี้มีแผนพัฒนานิคมแห่งใหม่ และขยายนิคมเพิ่มเติม ในประเทศไทย 7 โครงการ บนพื้นที่รวมกว่า 1 หมื่นไร่ ในช่วง 4 ปีข้างหน้านี้ ส่งผลให้บริษัทจะมีพื้นที่นิคมรวมกว่า 5.2 หมื่นไร่ ในปี 2570  จากปัจจุบันบริษัทมีนิคม 13 แห่ง ในประเทศไทย 12 แห่ง และเวียดนาม 1 แห่ง โดยปีที่ผ่านมาเป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่ทำ All-time High ได้เช่นกัน  โดยมียอดขายที่ดินรวมสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 2,767 ไร่ ซึ่ง​มากกว่าเป้าหมายถึง 58% จากเป้าหมายเดิมช่วงต้นปีที่วางไว้ 1,750 ไร่ โดยแบ่งเป็นพื้นที่ในประเทศไทย 1,986 ไร่ และเวียดนาม 781 ไร่</p>
<p>ไฮไลต์สำคัญในปีที่ผ่านมา คือการลงนาม​สัญญาซื้อขายที่ดินกับฉางอาน ออโต้ เซ้าท์อีส เอเชีย หนึ่งในกลุ่มยานยนต์ชั้นนำ 4 กลุ่มของจีน จำนวน 250 ไร่ ในนิคมอุตสาหกรรม ดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 4 และการลงนามในสัญญาเช่าที่ดินในเวียดนามกับฟู่ วิง อินเตอร์คอนเนค เทคโนโลยี (เหงะอาน) ในเครือฟ็อกซ์คอนน์ อินเตอร์คอนเนค เทคโนโลยี ผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ที่สุดของโลก จำนวน 300 ไร่</p>
<p>ทั้งนี้ ​บริษัทจะมุ่งพัฒนานิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศน์อัจฉริยะ (Smart ECO Industrial Estate) อย่างต่อเนื่อง โดยขยายขีดความสามารถให้ครอบคลุม 6 องค์ประกอบสำคัญคือ Smart Services, Smart Mobility, Smart Communication, Smart Power, Smart Water และ Smart Security ภายใต้ UOC หรือ การบริหารจัดการโดยศูนย์ควบคุมกลาง (Unified Operation Center) เพื่อต่อยอดเป็น Total Solutions Partner ให้ลูกค้า ผ่าน​บริการ​เกี่ยวเนื่อง เช่น บริการด้านความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) โทรคมนาคม ในประเทศเวียดนาม ​</p>
<p>นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนขยายเฟสใหม่ในเขตอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล โซน 1 – เหงะอาน หลังเฟส 1 ได้รับการตอบรับอย่างดีทำยอดขายได้แล้ว 77% และอยู่ระหว่างพัฒนาเฟส 2 รวมทั้งการขยายเขตอุตสาหกรรมอีก 3 โครงการ บนที่ดินรวมกว่า 22,813 ไร่</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-23690 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/02/5.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">ธุรกิจสาธารณูปโภค</span> </strong>โดย <strong>กลุ่มธุรกิจ​น้ำ</strong> ตั้งเป้าเพิ่มยอดจำหน่ายและบริหารจัดการน้ำ​เพิ่มขึ้น 178 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) แบ่งเป็น ในประเทศ 142 ล้าน ลบ.ม. ​และในเวียดนาม 36 ล้าน ลบ.ม. โดย​เติบโตกว่า 14% จากการขยายการให้บริการทั้งภายในนิคมฯ และนอกนิคมฯ ซึ่งมองเห็นการขยายตัวของดีมานด์เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง พร้อมขยายสู่ธุรกิจสร้างมูลค่าเพิ่มให้น้ำ โดยมีเป้าหมาย 10 ล้าน ลบ.ม. พร้อมพัฒนา Smart Water Platform รวมทั้งมองหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ อาทิ โซลูชันสิ่งแวดล้อม และสาธารณูปโภคสำหรับอุตสาหกรรมอื่นๆ</p>
<p>ส่วนการ​เติบโตในปีที่ผ่านมา มี​ยอดขายน้ำและบำบัดน้ำเสียในประเทศไทย​​ 121 ล้าน ลบ.ม. เติบโต 4% แบ่งเป็น​ยอดขายน้ำดิบ 32 ล้านลูกบาศก์เมตร และปริมาณจำหน่ายผลิตภัณฑ์น้ำมูลค่าเพิ่ม 6 ล้าน ลบ.ม.​ ขณะที่ปริมาณยอดขายและบริหารน้ำในเวียดนาม อยู่ที่ 34 ล้าน ลบ.ม. เติบโตจากปีก่อนหน้า 18%</p>
<p>ด้าน <strong>กลุ่มธุรกิจไฟฟ้า</strong> ​ปีนี้จะมุ่งพัฒนานวัตกรรมและโซลูชั่นพลังงานทดแทน เช่น สถานี​ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า  แพลตฟอร์ม​ซื้อขายพลังงานไฟฟ้า (Peer-to-Peer Energy Trading) และการซื้อขายใบรับรองเครดิต​​การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (I-REC) ​พร้อมศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนในธุรกิจ New S-Curve เช่น ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System: BESS) และเทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture, Utilization and Storage : CCUS) พร้อมเป้าหมายเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าสะสมที่ลงนามแล้วรวม 1,000 เมกะวัตต์ ซึ่ง 453 เมกะวัตต์ จะมา​จากพลังงานหมุนเวียน โดยเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Energy) 283 เมกะวัตต์</p>
<p>ส่วน​ปี 2566 ที่ผ่านมา ได้เซ็นสัญญาเพิ่มอีก 50 เมกะวัตต์​ จากโครงการโซลาร์รูฟท็อปเพิ่มอีก 42 สัญญา และการคัดเลือกจากคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้สิทธิ์เป็นผู้พัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) เฟส 1 จำนวน 5 โครงการ โดยมีกำลังผลิตไฟฟ้าตามสัดส่วนการถือหุ้น 125.4 เมกะวัตต์</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-23691 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/02/Exec5.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>ธุรกิจดิจิทัล</strong></span> เร่งขับเคลื่อนการทำ Digital Transformation ​ก้าวสู่การเป็น  <strong>Technology Company</strong> ภายในสิ้นปี 2567 นี้  เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและพัฒนาส่วนต่างๆ ภายใน Ecosystem ของ WHA Group ให้แข็งแรงและครบวงจรมากขึ้น ผ่านภารกิจ “Mission To The Sun” รองรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ และสร้างมูลค่าเพิ่มที่สามารถตอบโจทย์ลูกค้าและสอดคล้องกับเมกะเทรนด์ของโลก ​เพื่อเป็น Backbone ให้กลุ่มธุรกิจต่างๆ เช่น ​Green Logistics ซึ่งอยู่ระหว่างการพัฒนาแอปพลิเคชันที่รวมบริการต่าง ๆ (Super Driver App) สำหรับลูกค้ายานยนต์ไฟฟ้าภาคธุรกิจ เช่น การบริหารยานพาหนะ (Fleet Management) การวางแผนเส้นทาง (Route Optimization) และการเชื่อมโยงโครงข่ายสถานีอัดประจุยานยนต์ไฟฟ้า (EV Roaming) เป็นต้น</p>
<p>นอกจากนี้ บริษัทยังตั้งเป้าดำเนินธุรกิจตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างสมบูรณ์ภายในปี 2593 (100% Circularity by 2050) ผ่านการดำเนินงานภายใต้ 3 หลักการ ได้แก่ Design &amp; Resource, Green Products และ Operation Excellence โดย​ปี 2566 กลุ่มธุรกิจทั้ง 4 ได้มีการนำเสนอโครงการ Circular Economy  ไม่น้อยกว่า 40 โครงการ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-23689 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/02/Digital-Sun.jpg" alt="" width="1200" height="628" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/02/wha-group-mission-transform-to-tech-comapny/">WHA Group เปิดภารกิจ &#8216;Mission to the Sun&#8217; ทรานส์ฟอร์มสู่ Tech Company ยกระดับทั้งระบบนิเวศ​ธุรกิจให้ Smart + Green พร้อมทะยานสู่บริษัทแสนล้านใน 5 ปี</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>LONGi เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ Hi-MO 6 ซีรีส์ ผลิตกระแสไฟฟ้าได้มากขึ้น​ 10% หวังลุยตลาดรูฟท็อปโซลาร์ทั่วโลก</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2022/11/longi-launch-hi-mo-6-compete-solar-rooftop-global-market/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 16 Nov 2022 15:44:22 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Innovative]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Dennis She]]></category>
		<category><![CDATA[Energy]]></category>
		<category><![CDATA[Hi-MO 6]]></category>
		<category><![CDATA[HPBC]]></category>
		<category><![CDATA[Hybrid Passivated Back Contact]]></category>
		<category><![CDATA[LONGi]]></category>
		<category><![CDATA[Renewable]]></category>
		<category><![CDATA[Smart Optimizer]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนเป็นศูนย์]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานทดแทน]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานสะอาด]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานแสงอาทิตย์]]></category>
		<category><![CDATA[โซลาร์รูฟท็อป]]></category>
		<category><![CDATA[โซลาร์เซลล์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=15547</guid>

					<description><![CDATA[<p>LONGi ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ Hi-MO 6 ซีรีส์ซึ่งเป็นแผงโซลาร์เซลล์รุ่นใหม่ล่าสุดที่มีประสิทธิภาพสูง มาพร้อมกับรูปลักษณ์ภายนอกที่มีความสวยงามและเหมาะสำหรับการติดตั้งบนหลังคาบ้านเรือน LONGi ในฐานะผู้นำการผลิตเทคโนโลยีโซลาร์เซลล์ชั้นนำของโลกได้เปิดตัว Hi-MO 6 ผลิตภัณฑ์รุ่นแรกที่ถูกดีไซน์โดยเฉพาะเพื่อกลุ่มตลาดต่างประเทศโดยการใช้เทคโนโลยีเซลล์ HPBC ที่มีประสิทธิภาพสูงของ LONGi ช่วยให้แผงรุ่น Hi-MO 6 มีประสิทธิภาพสูงสุดถึง 22.8 % ซึ่งออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่หลากหลาย รวมถึงตอบโจทย์ความต้องการไปยังกลุ่มลูกค้ารายย่อยด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ จุดเด่นของผลิตภัณฑ์แผง Hi-MO 6 นั้นมีประสิทธิภาพ ความปลอดภัยและความสวยงามที่เหนือชั้นกว่า ยกระดับประสิทธิภาพการผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยนวัตกรรมของเรา HPBC (Hybrid Passivated Back Contact) เป็นเทคโนโลยีโซลาร์เซลล์แบบใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงและมีเอกลักษณ์เฉพาะที่แตกต่างอย่างลงตัว ด้วยการออกแบบรายละเอียดตรงด้านหน้าเซลล์ที่จะไม่เห็นบัสบาร์ เทคโนโลยีเซลล์ HPBC สามารถช่วยพัฒนาประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าซึ่งได้ปรับปรุงความสามารถในการดูดกลืนแสงอาทิตย์ ช่วยให้สามารถแปลงพลังงานแสงอาทิตย์ให้เป็นพลังงานไฟฟ้าได้มากขึ้น โดยการปรับเปลี่ยนโครงสร้างภายในของเซลล์ทั้งยังสามารถเพิ่มประสิทธิภาพและเพิ่มกำลังขับของแผงได้ดีอีกด้วย แผงโซลาร์เซลล์ที่ใช้เทคโนโลยี HPBC สามารถสร้างศักยภาพการผลิตไฟฟ้าได้ดีในสภาวะที่มีอุณหภูมิสูงและในสภาวะที่มีการแผ่รังสีต่ำ รวมถึงมีประสิทธิภาพการเสื่อมสภาพของพลังงานที่เหนือชั้นกว่า (Power Degradation Performance) ในการจำลองการผลิตไฟฟ้าของแผงโซลาร์เซลล์รุ่น Hi-MO 6 ได้แสดงให้เห็นถึงข้อได้เปรียบในด้านการผลิตพลังงานที่มีนัยสำคัญเหนือกว่าผลิตภัณฑ์รุ่น PERC โดยมีค่าเฉลี่ยของการผลิตกระแสไฟฟ้ามากกว่าถึง 10 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2022/11/longi-launch-hi-mo-6-compete-solar-rooftop-global-market/">LONGi เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ Hi-MO 6 ซีรีส์ ผลิตกระแสไฟฟ้าได้มากขึ้น​ 10% หวังลุยตลาดรูฟท็อปโซลาร์ทั่วโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>LONGi </strong>ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ <strong>Hi-MO 6</strong> ซีรีส์ซึ่งเป็นแผงโซลาร์เซลล์รุ่นใหม่ล่าสุดที่มีประสิทธิภาพสูง มาพร้อมกับรูปลักษณ์ภายนอกที่มีความสวยงามและเหมาะสำหรับการติดตั้งบนหลังคาบ้านเรือน</p>
<p><span id="more-15547"></span></p>
<p><strong>LONGi</strong> ในฐานะผู้นำการผลิตเทคโนโลยีโซลาร์เซลล์ชั้นนำของโลกได้เปิดตัว<strong> Hi-MO 6</strong> ผลิตภัณฑ์รุ่นแรกที่ถูกดีไซน์โดยเฉพาะเพื่อกลุ่มตลาดต่างประเทศโดยการใช้เทคโนโลยีเซลล์ HPBC ที่มีประสิทธิภาพสูงของ LONGi ช่วยให้แผงรุ่น Hi-MO 6 มีประสิทธิภาพสูงสุดถึง 22.8 % ซึ่งออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่หลากหลาย รวมถึงตอบโจทย์ความต้องการไปยังกลุ่มลูกค้ารายย่อยด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ จุดเด่นของผลิตภัณฑ์แผง Hi-MO 6 นั้นมีประสิทธิภาพ ความปลอดภัยและความสวยงามที่เหนือชั้นกว่า</p>
<p><strong>ยกระดับประสิทธิภาพการผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยนวัตกรรมของเรา</strong></p>
<p><strong> HPBC (Hybrid Passivated Back Contact)</strong> เป็นเทคโนโลยีโซลาร์เซลล์แบบใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงและมีเอกลักษณ์เฉพาะที่แตกต่างอย่างลงตัว ด้วยการออกแบบรายละเอียดตรงด้านหน้าเซลล์ที่จะไม่เห็นบัสบาร์ เทคโนโลยีเซลล์ HPBC สามารถช่วยพัฒนาประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าซึ่งได้ปรับปรุงความสามารถในการดูดกลืนแสงอาทิตย์ ช่วยให้สามารถแปลงพลังงานแสงอาทิตย์ให้เป็นพลังงานไฟฟ้าได้มากขึ้น โดยการปรับเปลี่ยนโครงสร้างภายในของเซลล์ทั้งยังสามารถเพิ่มประสิทธิภาพและเพิ่มกำลังขับของแผงได้ดีอีกด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-15548 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/11/WhatsApp-Image-2022-11-10-at-08.59.36.jpg" alt="" width="1200" height="676" /></p>
<p>แผงโซลาร์เซลล์ที่ใช้เทคโนโลยี HPBC สามารถสร้างศักยภาพการผลิตไฟฟ้าได้ดีในสภาวะที่มีอุณหภูมิสูงและในสภาวะที่มีการแผ่รังสีต่ำ รวมถึงมีประสิทธิภาพการเสื่อมสภาพของพลังงานที่เหนือชั้นกว่า (Power Degradation Performance)</p>
<p>ในการจำลองการผลิตไฟฟ้าของแผงโซลาร์เซลล์รุ่น Hi-MO 6 ได้แสดงให้เห็นถึงข้อได้เปรียบในด้านการผลิตพลังงานที่มีนัยสำคัญเหนือกว่าผลิตภัณฑ์รุ่น PERC โดยมีค่าเฉลี่ยของการผลิตกระแสไฟฟ้ามากกว่าถึง 10 % ที่การจำลองการทดสอบในสถานการณ์เดียวกัน</p>
<p>ในการพัฒนาเทคโนโลยีผลิตกระแสไฟฟ้าจากดวงอาทิตย์ (PV) สำหรับที่พักอาศัยและเชิงพาณิชย์ ทีมค้นคว้าวิจัยและพัฒนาของ LONGi มีความมุ่งมั่นที่จะบรรลุการพัฒนาความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือไปจนถึงขีดสุด การใช้ระบบการประสานและผลิตอัตโนมัติของเทคโนโลยี Hi-MO<br />
6 โดยใช้ระบบการบัดกรีแบบสัมผัสด้านหลังซึ่งใช้โครงสร้างการเดินไฟแบบเดี่ยวแตกต่างจากแบบดั้งเดิมที่เป็นโครงสร้างการเชื่อมต่อแบบ Z-shaped ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มความทนทานต่อการแตกร้าวภายในเซลล์และเพิ่มความเสถียรให้แก่ระบบฯ ได้ดียิ่งขึ้น ด้วยนวัตกรรมการปฏิวัติของเทคโนโลยีนี้พร้อมกับมาตรฐานและคุณภาพของ <strong>LONGi Lifecycle Quality</strong> ทำให้แผงรุ่น Hi-MO 6 เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีโซลาร์เซลล์ที่มีความน่าเชื่อถือที่สุดตลาดในขณะนี้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-15551 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/11/WhatsApp-Image-2022-11-10-at-08.59.41.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><strong>การนำเทคโนโลยีเซลล์แสงอาทิตย์และสุนทรียศาสตร์ทางสถาปัตยกรรมมาประยุกต์ใช้งานที่หลากหลาย</strong></p>
<p>ผลิตภัณฑ์ Hi-MO 6 ซีรีส์ประกอบไปด้วย Explorer, Scientist,Guardian, and Artist สินค้าจากรุ่นที่กล่าวข้างต้นทั้งหมดอยู่ในขนาดมาตรฐาน M10 (182มม.) และจะมีวางจำหน่ายในรูปแบบ 72 เซลล์, 66 เซลล์, 60 เซลล์, และ 54 เซลล์ โดยรูปทรงและความสวยงามของตัวแผงแสดงถึงความมินิมอลในสไตล์เรียบง่ายที่ดูหรู ทันสมัยและเสริมเข้ากับสถานการณ์การใช้งานที่หลากหลาย มีความลงตัวอย่างเป็นธรรมชาติ</p>
<p>สำหรับการใช้ประโยชน์ของภาคส่วนเพื่อส่งเสริมความต้องการความปลอดภัยขั้นสูง Hi-MO 6 ช่วยให้คุณมีตัวเลือกมากขึ้นในการพัฒนาระบบความปลอดภัย โดยการติดตั้ง <strong>Smart Optimizer</strong> ในกรณีเกิดเหตุการณ์ที่ระบบผลิตกระแสไฟฟ้าทำงานผิดปกติหรือล้มเหลว ระบบสำรองจะทำการตรวจสอบระยะไกลและปรับให้เหมาะสมแบบเรียลไทม์โดยอัตโนมัติ หากมีการติดตามโดยใช้ข้อมูลและข้อเสนอแนะจาก Smart Optimizer &#8216;digital brain&#8217; ทั้งนี้เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นในความปลอดภัยในขณะที่ระบบทำงานถึงขีดสุดให้แก่ผู้ใช้งาน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-15549 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/11/WhatsApp-Image-2022-11-10-at-08.59.37.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><em>“LONGi ได้ขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมฯ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดยมีความพยายามสูงสุดในการพัฒนานวัตกรรมเทคนิคประสิทธิภาพสูง ซึ่งผลิตภัณฑ์เรือธงรุ่น Hi-MO 6 ได้ช่วยสนับสนุนปรับปรุงและพัฒนาโครงสร้างพลังงานระหว่างประเทศทั่วโลก และด้วยนวัตกรรมใหม่ Hi-MO 6  ของเรานี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่มั่นคงครั้งใหญ่ในการส่งเสริมความเท่าเทียมด้านพลังงานและการพัฒนาพลังงานที่ยั่งยืน” </em> LONGi’s Vice President, Dennis She กล่าว</p>
<p><em>“LONGi มุ่งมั่นที่จะร่วมมือกับพันธมิตรของเราให้มากขึ้นในการมีส่วนร่วมในการปฏิรูปพลังงานใหม่ และจัดหาโซลูชันพลังงานสะอาดที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมกันรวมถึงเร่งการขับเคลื่อนการพัฒนาพลังงานของโลกไปพร้อมๆ กัน”</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2022/11/longi-launch-hi-mo-6-compete-solar-rooftop-global-market/">LONGi เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ Hi-MO 6 ซีรีส์ ผลิตกระแสไฟฟ้าได้มากขึ้น​ 10% หวังลุยตลาดรูฟท็อปโซลาร์ทั่วโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>NEPS คว้างานติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปให้ “ร.ร.นานาชาติโชรส์เบอรี” และ “ร.ร.อำนวยศิลป์” จุดกระแสโรงเรียนสีเขียว</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2022/08/neps-install-solar-roof-green-energy/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 17 Aug 2022 16:46:48 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[NEPS]]></category>
		<category><![CDATA[Solar Rooftop]]></category>
		<category><![CDATA[ตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท นิว เอ็นเนอร์จี้ พลัส โซลูชั่นส์ จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[ร.ร.นานาชาติ โชรส์เบอรี]]></category>
		<category><![CDATA[ร.ร.อำนวยศิลป์]]></category>
		<category><![CDATA[โซลาร์รูฟท็อป]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนสีเขียว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=13483</guid>

					<description><![CDATA[<p>NEPS เติบโตไม่หยุด ซิวโปรเจ็กต์ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปให้ 2 โรงเรียนชั้นนำของไทยทั้ง “ร.ร.นานาชาติ โชรส์เบอรี” และ “ร.ร.อำนวยศิลป์” รวม 1,126 กิโลวัตต์ ประหยัดค่าไฟได้ปีละ 5 ล้านกว่าบาท และลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์แตะ 8 แสนกิโลกรัมต่อปี สร้างเทรนด์ใหม่โรงเรียนสีเขียวที่มุ่งใช้พลังงานสะอาดเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม ช่วยลดภาวะโลกร้อน และตอบโจทย์การเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างโลกให้ยั่งยืน อีกทั้งยังเป็นแนวทางลดต้นทุนและประหยัดค่าไฟได้ในระยะยาว เผยมีหลายโรงเรียนให้ความสนใจและพร้อมเซ็นสัญญาเพิ่มเติม โดยมั่นใจกลุ่มธุรกิจโรงเรียนเป็นลูกค้าศักยภาพที่จะช่วยเสริมพอร์ตการเติบโตของ NEPS ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น นายตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นิว เอ็นเนอร์จี้ พลัส โซลูชั่นส์ จำกัด หรือ NEPS ผู้นำด้านการให้บริการพลังงานแสงอาทิตย์ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและได้มาตรฐานระดับสากล กล่าวว่า บริษัทได้รับความไว้วางใจในการเข้าไปติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) ให้กับโรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี กรุงเทพ-ริเวอร์ไซด์ แคมปัส และโรงเรียนอำนวยศิลป์ ซึ่งเป็นโรงเรียนชั้นนำของประเทศไทยที่มีความโดดเด่นด้านการพัฒนาผู้เรียนให้มีศักยภาพสูงและเติบโตเป็นประชากรโลกที่มีคุณภาพ อีกทั้งยังมีแนวทางการบริหารโรงเรียนที่ให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อม มีแผนงานด้านการประหยัดพลังงาน รวมถึงมีแนวคิดและสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด โดยเฉพาะการใช้พลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ผ่านโซลาร์รูฟท็อปที่จะช่วยดูแลโลกในระยะยาว “NEPS เข้าไปร่วมวางแผนการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปให้กับโรงเรียน ตั้งแต่การออกแบบพื้นที่และการติดตั้งให้มีความเหมาะสมและกลมกลืนกับสภาพแวดล้อม ซึ่งโรงเรียนทั้งสองแห่งมีการลงทุนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปรวมกว่า [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2022/08/neps-install-solar-roof-green-energy/">NEPS คว้างานติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปให้ “ร.ร.นานาชาติโชรส์เบอรี” และ “ร.ร.อำนวยศิลป์” จุดกระแสโรงเรียนสีเขียว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>NEPS </strong><strong>เติบโตไม่หยุด ซิวโปรเจ็กต์ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปให้ </strong><strong>2 </strong><strong>โรงเรียนชั้นนำของไทยทั้ง “ร.ร.นานาชาติ โชรส์เบอรี” และ “ร.ร.อำนวยศิลป์” รวม</strong><strong> 1,126 </strong><strong>กิโลวัตต์ ประหยัดค่าไฟได้ปีละ </strong><strong>5 </strong><strong>ล้านกว่าบาท</strong><strong> และลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์แตะ </strong><strong>8 </strong><strong>แสนกิโลกรัมต่อปี</strong></p>
<p><span id="more-13483"></span></p>
<p><strong> สร้างเทรนด์ใหม่โรงเรียนสีเขียวที่มุ่งใช้พลังงานสะอาดเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม ช่วยลดภาวะโลกร้อน และตอบโจทย์การเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างโลกให้ยั่งยืน </strong><strong>อีกทั้งยังเป็นแนวทางลดต้นทุนและประหยัดค่าไฟได้ในระยะยาว เผยมีหลายโรงเรียนให้ความสนใจและพร้อมเซ็นสัญญาเพิ่มเติม โดยมั่นใจกลุ่มธุรกิจโรงเรียนเป็นลูกค้าศักยภาพที่จะช่วยเสริมพอร์ตการเติบโตของ </strong><strong>NEPS </strong><strong>ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น</strong></p>
<p><strong>นาย</strong><strong>ตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นิว เอ็นเนอร์จี้ </strong><strong>พลัส โซลูชั่นส์ จำกัด </strong>หรือ <strong>NEPS</strong> ผู้นำด้านการให้บริการพลังงานแสงอาทิตย์ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและได้มาตรฐานระดับสากล กล่าวว่า บริษัทได้รับความไว้วางใจในการเข้าไปติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) ให้กับโรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี กรุงเทพ-ริเวอร์ไซด์ แคมปัส และโรงเรียนอำนวยศิลป์ ซึ่งเป็นโรงเรียนชั้นนำของประเทศไทยที่มีความโดดเด่นด้านการพัฒนาผู้เรียนให้มีศักยภาพสูงและเติบโตเป็นประชากรโลกที่มีคุณภาพ อีกทั้งยังมีแนวทางการบริหารโรงเรียนที่ให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อม มีแผนงานด้านการประหยัดพลังงาน รวมถึงมีแนวคิดและสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด โดยเฉพาะการใช้พลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ผ่านโซลาร์รูฟท็อปที่จะช่วยดูแลโลกในระยะยาว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-13484 size-full" src="https://sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/08/10121.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p>“<strong>NEPS </strong><strong>เ</strong>ข้าไปร่วมวางแผนการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปให้กับโรงเรียน ตั้งแต่การออกแบบพื้นที่และการติดตั้งให้มีความเหมาะสมและกลมกลืนกับสภาพแวดล้อม ซึ่งโรงเรียนทั้งสองแห่งมีการลงทุนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปรวมกว่า 60 ล้านบาท โดยโรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี กรุงเทพ-ริเวอร์ไซด์ แคมปัส มีขนาดติดตั้ง 998 กิโลวัตต์ บนพื้นที่ 420 ตารางเมตร มูลค่าการลงทุนกว่า 30 ล้านบาท สามารถประหยัดค่าไฟได้ปีละ 5,000,000 บาท และลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ได้ 700,000 กิโลกรัมต่อปี ขณะที่โรงเรียนอำนวยศิลป์ทำการติดตั้งระบบโซลาร์ขนาด 128 กิโลวัตต์ บนพื้นที่ 60 ตารางเมตร ประหยัดค่าไฟได้ปีละ 650,000 บาท ลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ได้ 90,000 กิโลกรัมต่อปี และ <strong>NEPS </strong>ยังชนะประมูลการก่อสร้างหลังคาเพื่อรองรับการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป รวมถึงงานปรับปรุงอาคารเรียนและอาคารอเนกประสงค์ รวมมูลค่าการลงทุนกว่า 30 ล้านบาท”</p>
<p><strong>นายตรีรัตน์ </strong>กล่าวเพิ่มเติมว่า โรงเรียนเป็นหนึ่งในสถานที่ที่เหมาะสมกับการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป เนื่องจากมีการใช้ไฟฟ้าในปริมาณมาก โดยเฉพาะช่วงเวลากลางวันที่มีการทำการเรียนการสอน หรือการทำกิจกรรมในพื้นที่ต่างๆ ภายในโรงเรียน ซึ่งการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปจะช่วยลดต้นทุนและประหยัดค่าไฟได้ในระยะยาว อย่างไรก็ดี โรงเรียนที่มีความสนใจและต้องการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปจะต้องมีพื้นที่หลังคาที่กว้างและแข็งแรงเพียงพอสำหรับการติดตั้งแผงโซลาร์ โดย NEPS มีทีมวิศวกรที่มีประสบการณ์สูงพร้อมให้บริการในการสำรวจหน้างาน ครอบคลุมถึงการดูแลและให้คำแนะนำ และในกรณีที่มีความจำเป็นต้องเสริมโครงสร้างหลังคา ทาง <strong>NEPS </strong>ก็มีทีมวิศวกรหลังคาที่สามารถให้คำแนะนำตลอดไปถึงการให้บริการเสริมโครงสร้างหลังคาด้วยเช่นกัน</p>
<p>“การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปนอกจากจะช่วยโรงเรียนประหยัดค่าไฟแล้วยังเป็นการช่วยประหยัดพลังงานและลดการเกิดมลพิษทางอากาศที่เกิดขึ้นจากการผลิตไฟฟ้า ถือได้ว่าแนวทางสำหรับโรงเรียนที่สนใจและให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อมที่ต้องการสร้างโรงเรียนสีเขียว และต้องการเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยลดภาวะโลกร้อน รวมถึงสร้างสรรค์โลกใบนี้ให้มีความยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับความมุ่งมั่นและวิสัยทัศน์ของ <strong>NEPS</strong> ที่ต้องการดำเนินธุรกิจที่สร้างความยั่งยืนให้กับโลกด้วยเช่นกัน โดยการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปนับเป็นการใช้พลังงานสะอาดที่ไม่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และเป็นเทรนด์ด้านพลังงานทั้งในปัจจุบันและอนาคต”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-13485 size-full" src="https://sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/08/10234.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p>ทั้งนี้ <strong>NEPS</strong> อยู่ระหว่างการพูดคุยและทำสัญญากับโรงเรียนอื่นๆ เพิ่มเติม โดยมีหลายโรงเรียนได้ให้ความสนใจ ในการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ซึ่งแผงโซลาร์เซลล์ในปัจจุบันได้รับการอัปเกรดจากเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้สามารถผลิตไฟฟ้าได้มากกว่าแผ่นโซลาร์สมัยก่อนถึง 1 เท่าตัว ทำให้การคืนทุนเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว โดยในส่วนของ <strong>NEPS </strong>มี แอปพลิเคชันจากอินเวอร์เตอร์ SolarEdge ที่สามารถมอนิเตอร์การผลิตไฟได้แบบเรียลไทม์ และติดตามตัวเลขต่างๆ ได้ อย่างเช่น ปริมาณการใช้ไฟฟ้าและจำนวนค่าไฟที่ลดลง เป็นต้น <strong>NEPS </strong>มองว่าการเข้ามาทำงานร่วมกับกลุ่มธุรกิจโรงเรียนนับโอกาสสำคัญในการร่วมสร้างโรงเรียนสีเขียวให้กับประเทศไทย อีกทั้งยังเป็นการขยายพอร์ตลูกค้าและสร้างการเติบโตให้กับ <strong>NEPS</strong> ไปพร้อมกันอีกด้วย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2022/08/neps-install-solar-roof-green-energy/">NEPS คว้างานติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปให้ “ร.ร.นานาชาติโชรส์เบอรี” และ “ร.ร.อำนวยศิลป์” จุดกระแสโรงเรียนสีเขียว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;กลุ่มซีคอน&#8217; ทุ่มงบกว่า 100 ลบ. เพิ่มพื้นที่ผลิตพลังงานสะอาด คาดระยะยาวผลิตไฟได้ 1.45 แสนเมกะวัตต์</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2022/08/seacon-expand-solar-roof-top-for-green-energy-in-mall/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 08 Aug 2022 11:29:40 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[green energy]]></category>
		<category><![CDATA[SEACON SQUARE]]></category>
		<category><![CDATA[Solar Roof top]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มศูนย์สรรพสินค้าซีคอน]]></category>
		<category><![CDATA[ซีคอน สแควร์]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.พรต ซอโสตถิกุล]]></category>
		<category><![CDATA[ตะติยะ ซอโสตถิกุล]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ซีคอน ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานสะอาด]]></category>
		<category><![CDATA[โซลาร์รูฟท็อป]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=13322</guid>

					<description><![CDATA[<p>กลุ่มศูนย์สรรพสินค้าซีคอน เดินหน้าหนุนนโยบายการใช้พลังงานสีเขียว เพื่อการพัฒนาองค์กรอย่างความยั่งยืน โดยล่าสุดได้ใช้งบลงทุนกว่า 100 ล้านบาท ขยายพื้นที่ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์กว่า 10,000 แผง บนพื้นที่กว่า 20,000 ตารางเมตร ที่ศูนย์สรรพสินค้าซีคอน บางแค การลงทุนครั้งนี้ ช่วยสร้างกำลังการผลิตไฟฟ้า 3.5 เมกะวัตต์ สำหรับใช้ภายในศูนย์ฯ หลังประสบความสำเร็จจากโครงการนำร่อง ที่ซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์ ในปีที่ผ่านมา โดยมีพื้นที่รวมทั้งสองโครงการกว่า 51,000 ตรม. กำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 8.5 เมกะวัตต์ ถือเป็นโครงการศูนย์การค้าที่ใช้พลังงานสะอาดมากที่สุดในปัจจุบันของเมืองไทย นายตะติยะ ซอโสตถิกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีคอน ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาธุรกิจศูนย์สรรพสินค้าซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์ และซีคอน บางแค เปิดเผยว่า การพัฒนาโครงการศูนย์สรรพสินค้าพลังงานสีเขียวซีคอน บางแค ได้ดำเนินการติดตั้งระบบผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา หรือ “โซลาร์รูฟท็อป” และเริ่มเปิดใช้งานจริงเมื่อพฤษภาคมที่ผ่านมา “ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาแม้ธุรกิจรีเทลจะต้องเผชิญกับความผันผวนจากสถานการณ์โควิด-19 จนทำให้ต้องหยุดให้บริการไปบางช่วง  กลุ่มศูนย์สรรพสินค้าซีคอนจึงได้ใช้ช่วงเวลาดังกล่าวสร้างความแข็งแกร่งภายในองค์กร เพราะเชื่อว่าหากสถานการณ์คลี่คลาย [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2022/08/seacon-expand-solar-roof-top-for-green-energy-in-mall/">&#8216;กลุ่มซีคอน&#8217; ทุ่มงบกว่า 100 ลบ. เพิ่มพื้นที่ผลิตพลังงานสะอาด คาดระยะยาวผลิตไฟได้ 1.45 แสนเมกะวัตต์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>กลุ่มศูนย์สรรพสินค้าซีคอน เดินหน้าหนุนนโยบายการใช้พลังงานสีเขียว เพื่อการพัฒนาองค์กรอย่างความยั่งยืน โดยล่าสุดได้ใช้งบลงทุนกว่า </strong><strong>100 </strong><strong>ล้านบาท ขยายพื้นที่ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์กว่า </strong><strong>10,000 </strong><strong>แผง บนพื้นที่กว่า </strong><strong>20,000 </strong><strong>ตารางเมตร ที่ศูนย์สรรพสินค้าซีคอน บางแค </strong></p>
<p><span id="more-13322"></span></p>
<p><strong>การลงทุนครั้งนี้ ช่วยสร้างกำลังการผลิตไฟฟ้า </strong><strong>3.5 </strong><strong>เมกะวัตต์ สำหรับใช้ภายในศูนย์ฯ หลังประสบความสำเร็จจากโครงการนำร่อง ที่ซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์ ในปีที่ผ่านมา โดยมีพื้นที่รวมทั้งสองโครงการกว่า </strong><strong>51,000 </strong><strong>ตรม</strong><strong>. </strong><strong>กำลังการผลิตไฟฟ้ารวม </strong><strong>8.5 </strong><strong>เมกะวัตต์ ถือเป็นโครงการศูนย์การค้าที่ใช้พลังงานสะอาดมากที่สุดในปัจจุบันของเมืองไทย</strong></p>
<p><strong>นายตะติยะ ซอโสตถิกุล</strong> <strong>กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีคอน ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด </strong><strong>(</strong><strong>มหาชน</strong><strong>)</strong> ผู้พัฒนาธุรกิจศูนย์สรรพสินค้าซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์ และซีคอน บางแค เปิดเผยว่า การพัฒนาโครงการศูนย์สรรพสินค้าพลังงานสีเขียวซีคอน บางแค ได้ดำเนินการติดตั้งระบบผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา หรือ “โซลาร์รูฟท็อป” และเริ่มเปิดใช้งานจริงเมื่อพฤษภาคมที่ผ่านมา</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-13325 size-full" src="https://sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/08/Seacon4.jpg" alt="" width="1200" height="720" /></p>
<p>“ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาแม้ธุรกิจรีเทลจะต้องเผชิญกับความผันผวนจากสถานการณ์โควิด-19 จนทำให้ต้องหยุดให้บริการไปบางช่วง  กลุ่มศูนย์สรรพสินค้าซีคอนจึงได้ใช้ช่วงเวลาดังกล่าวสร้างความแข็งแกร่งภายในองค์กร เพราะเชื่อว่าหากสถานการณ์คลี่คลาย เราจะสามารถเริ่มดำเนินธุรกิจครั้งใหม่ได้อย่างมีศักยภาพยิ่งขึ้น โดยได้นำแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาขององค์กรอย่างยั่งยืน เข้ามาเป็นแกนหลักของการวางกลยุทธ์ในทุกส่วนทั้งการมุ่งมั่นที่จะรักษาสิ่งแวดล้อม การส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้ชุมชนได้เติบโตเคียงคู่ไปกับเราอย่างมีความสุข และที่สำคัญคือการดูแลบุคลากรภายในองค์กรให้พร้อมที่ขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้าร่วมกัน สิ่งเหล่านี้ได้ถูกดำเนินการมาโดยตลอด” นายตะติยะ อธิบายถึงแนวคิดขององค์กรเพื่อสร้างความยั่งยืนจากปัจจุบันสู่อนาคต</p>
<p>ด้าน <strong>ดร</strong><strong>.</strong><strong>พรต ซอโสตถิกุล รองกรรมการผู้จัดการสำนักปฎิบัติการ บริษัท ซีคอน ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด </strong><strong>(</strong><strong>มหาชน</strong><strong>) </strong>กล่าวว่า ซีคอน ดีเวลลอปเมนท์ ได้พัฒนาแนวคิดที่เป็นนามธรรมสู่การลงมือทำให้เห็นเป็นรูปธรรมความสำเร็จ และจากความสำเร็จก้าวแรกในวันนี้กลุ่มศูนย์สรรพสินค้าซีคอนกำลังก้าวสู่ความสำเร็จในขั้นที่ 2 กับโปรเจคการหันมาผลิตพลังงานสะอาดด้วยการติดตั้งแผงโซลาร์รูฟท็อป เพื่อผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ใช้ภายในศูนย์สรรพสินค้าทั้ง 2 แห่ง ซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์ และซีคอน บางแค และพร้อมที่จะพัฒนาโปรเจคใหม่ๆ เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต</p>
<p><strong>“</strong>การใช้ไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานแสงอาทิตย์ของซีคอนบางแคด้วยเทคโนโลยีมาตรฐานระดับโลก ช่วยลดการใช้ไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานฟอสซิลได้ประมาณ 1 ใน 4 ส่วนของพลังงานไฟฟ้าที่ศูนย์ใช้ในปัจจุบัน โดยตลอดโครงการ  30 ปี จะสามารถผลิตไฟฟ้าได้ 145,000 เมกะวัตต์ ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศโลกได้มากถึง 68,000  ตันหรือเทียบเท่าการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ของต้นไม้กว่า 90,000 ต้น” ดร.พรต กล่าวสรุป</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-13326 size-full" src="https://sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/08/ซีคอนบางแค3.jpg" alt="" width="1200" height="720" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2022/08/seacon-expand-solar-roof-top-for-green-energy-in-mall/">&#8216;กลุ่มซีคอน&#8217; ทุ่มงบกว่า 100 ลบ. เพิ่มพื้นที่ผลิตพลังงานสะอาด คาดระยะยาวผลิตไฟได้ 1.45 แสนเมกะวัตต์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>NEPS เดินหน้าขยายฐานลูกค้าสู่กลุ่มธุรกิจโรงพิมพ์ ประเดิมงานติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปให้บริษัทระดับท็อป “ไซเบอร์พริ้นท์กรุ๊ป” และ “รุ่งศิลป์”</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2022/06/neps-install-solar-rooftop-for-printing-house/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 20 Jun 2022 13:41:57 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[NEPS]]></category>
		<category><![CDATA[One Stop Solutions]]></category>
		<category><![CDATA[packaging]]></category>
		<category><![CDATA[ตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจโรงพิมพ์]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท นิว เอ็นเนอร์จี้ พลัส โซลูชั่นส์ จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานทดแทน]]></category>
		<category><![CDATA[รุ่งศิลป์การพิมพ์]]></category>
		<category><![CDATA[โซลาร์รูฟท็อป]]></category>
		<category><![CDATA[ไซเบอร์พริ้นท์กรุ๊ป]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://sdthailand.com/?p=12338</guid>

					<description><![CDATA[<p>NEPS รุกเพิ่มพอร์ตลูกค้าใหม่เจาะกลุ่มธุรกิจโรงพิมพ์ ปลื้มบริษัทระดับท็อป 5 ของประเทศทั้ง “ไซเบอร์พริ้นท์กรุ๊ป” และ “รุ่งศิลป์” ไว้วางใจให้ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปรวมกว่า 800 กิโลวัตต์ เผยสามารถ      คืนทุนให้ลูกค้าได้ภายใน 5 ปี และช่วยลดค่าไฟได้ 60-70% ชูจุดเด่นบริการ One Stop Solutions ครอบคลุมตั้งแต่ก่อนติดตั้งถึงบริการหลังการขายที่อัดแน่นด้วยคุณภาพในทุกมิติ มาพร้อมแอปพลิเคชันสุดล้ำจากอินเวอร์เตอร์ SolarEdge ที่รายงานผลการใช้ไฟฟ้าด้านต่างๆ แบบเรียลไทม์ โดยเชื่อมั่นธุรกิจโรงพิมพ์เติบโตต่อเนื่องหลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายและเศรษฐกิจฟื้นตัว แนะรัฐสนับสนุนการลดหย่อนภาษีและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น เพื่อช่วยลดต้นทุนด้านค่าไฟและเสริมความสามารถด้านการแข่งขันในตลาดโลก นายตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นิว เอ็นเนอร์จี้ พลัส โซลูชั่นส์ จำกัด หรือ NEPS ผู้นำด้านการให้บริการพลังงานแสงอาทิตย์ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและได้มาตรฐานระดับสากล ให้ข้อมูลว่า โรงพิมพ์เป็นหนึ่งในธุรกิจที่มีการใช้ปริมาณไฟฟ้าจำนวนมาก โดยเฉลี่ยมีค่าใช้จ่ายจากการใช้ไฟฟ้าอยู่ที่ 200,000 – 1,000,000 กว่าบาทต่อเดือน โดยขึ้นอยู่กับขนาดของโรงพิมพ์ ส่งผลให้หลายบริษัทให้ความสนใจในการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) เนื่องจากเล็งเห็นว่าจะสามารถช่วยลดต้นทุนและประหยัดค่าไฟในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน ซึ่ง NEPS [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2022/06/neps-install-solar-rooftop-for-printing-house/">NEPS เดินหน้าขยายฐานลูกค้าสู่กลุ่มธุรกิจโรงพิมพ์ ประเดิมงานติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปให้บริษัทระดับท็อป “ไซเบอร์พริ้นท์กรุ๊ป” และ “รุ่งศิลป์”</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>NEPS รุกเพิ่มพอร์ตลูกค้าใหม่เจาะกลุ่มธุรกิจโรงพิมพ์ ปลื้มบริษัทระดับท็อป 5 ของประเทศทั้ง “ไซเบอร์พริ้นท์กรุ๊ป” และ “รุ่งศิลป์” ไว้วางใจให้ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปรวมกว่า 800 กิโลวัตต์ เผยสามารถ      คืนทุนให้ลูกค้าได้ภายใน 5 ปี และช่วยลดค่าไฟได้ 60-70% ชูจุดเด่นบริการ One Stop Solutions ครอบคลุมตั้งแต่ก่อนติดตั้งถึงบริการหลังการขายที่อัดแน่นด้วยคุณภาพในทุกมิติ มาพร้อมแอปพลิเคชันสุดล้ำจากอินเวอร์เตอร์ SolarEdge ที่รายงานผลการใช้ไฟฟ้าด้านต่างๆ แบบเรียลไทม์ โดยเชื่อมั่นธุรกิจโรงพิมพ์เติบโตต่อเนื่องหลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายและเศรษฐกิจฟื้นตัว แนะรัฐสนับสนุนการลดหย่อนภาษีและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น เพื่อช่วยลดต้นทุนด้านค่าไฟและเสริมความสามารถด้านการแข่งขันในตลาดโลก</p>
<p><span id="more-12338"></span></p>
<p><strong>นายตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นิว เอ็นเนอร์จี้ พลัส โซลูชั่นส์ จำกัด</strong> หรือ <strong>NEPS </strong>ผู้นำด้านการให้บริการพลังงานแสงอาทิตย์ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและได้มาตรฐานระดับสากล ให้ข้อมูลว่า โรงพิมพ์เป็นหนึ่งในธุรกิจที่มีการใช้ปริมาณไฟฟ้าจำนวนมาก โดยเฉลี่ยมีค่าใช้จ่ายจากการใช้ไฟฟ้าอยู่ที่ 200,000 – 1,000,000 กว่าบาทต่อเดือน โดยขึ้นอยู่กับขนาดของโรงพิมพ์ ส่งผลให้หลายบริษัทให้ความสนใจในการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) เนื่องจากเล็งเห็นว่าจะสามารถช่วยลดต้นทุนและประหยัดค่าไฟในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน ซึ่ง <strong>NEPS</strong> ได้รับความไว้วางใจในการดำเนินการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปให้กับ 2 โรงพิมพ์ที่มียอดขายระดับท็อป 5 ของประเทศ ได้แก่ บริษัท ไซเบอร์พริ้นท์กรุ๊ป จำกัด ที่ให้บริการด้านการผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ครบวงจร และบริษัท รุ่งศิลป์การพิมพ์ (1977) จำกัด ซึ่งเป็นโรงพิมพ์ผลิตแบบเรียนอันดับต้นของไทย</p>
<p>“<strong>NEPS</strong> ได้เข้าไปติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปให้กับ “ไซเบอร์พริ้นท์กรุ๊ป” ที่สำนักงานใหญ่ตรงถนนรัชดาภิเษก ขนาดติดตั้ง 101.37 กิโลวัตต์ บนพื้นที่ 450 ตารางเมตร มูลค่าการลงทุนกว่า 4 ล้านบาท รวมถึงให้บริการเปลี่ยนหลังคาใหม่ทั้งหมดด้วย โดยทำการติดตั้งเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา สามารถช่วยลดค่าไฟได้กว่า 90,000 บาท/เดือน อีกทั้งยังช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไปแล้ว 9,730 กิโลกรัม เทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ 290 ต้น ขณะที่ “รุ่งศิลป์การพิมพ์” นั้นได้ทำการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ณ โรงงานที่จังหวัดนครปฐม บนพื้นที่ 3,200 ตารางเมตร มีกำลังผลิตไฟฟ้ากว่า 700 กิโลวัตต์ มูลค่าการลงทุนกว่า 18 ล้านบาท โดยหลังจากทำการติดตั้งแล้วจะสามารถคืนทุนให้กับทางโรงพิมพ์ได้ภายใน 5 ปี”</p>
<p>ทั้งนี้ <strong>NEPS</strong> ได้ส่งมอบบริการคุณภาพให้กับลูกค้าด้วยจุดเด่นของบริษัทซึ่งเป็น One Stop Solutions ตั้งแต่การออกแบบ การขอใบอนุญาต การติดตั้ง การดูแลบำรุงรักษาฟรี 2 ปี และส่งรายงานแสดงผลการใช้งานประจำปี  ให้อีก 25 ปี พร้อมบริการที่เหนือระดับกับแอปพลิเคชันจากอินเวอร์เตอร์ SolarEdge ที่สามารถดูการใช้ไฟฟ้าได้แบบเรียลไทม์ และแสดงผลด้านต่างๆ เช่น ค่าไฟฟ้าที่ลดลง ตัวเลขเปรียบเทียบค่าการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และจำนวนเทียบเท่าของการปลูกต้นไม้ เป็นต้น ซึ่งโรงพิมพ์สามารถนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ประโยชน์สำหรับการดำเนินการเกี่ยวกับคาร์บอนเครดิตได้ในอนาคต</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12340 size-full" src="https://sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/06/NEPS-PR2.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><strong>นายตรีรัตน์</strong> ประเมินทิศทางการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปของโรงพิมพ์ในไทยว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เห็นได้จาก <strong>NEPS</strong> ที่ได้รับการติดต่ออย่างต่อเนื่องจากลูกค้าที่อยู่ในกลุ่มธุรกิจนี้ ผนวกกับเศรษฐกิจไทยที่เริ่มกระเตื้องกลับมาหลังสถานการณ์โควิด-19 เริ่มคลี่คลาย ทำให้การใช้ชีวิตของประชาชนและการดำเนินงานของภาคธุรกิจกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ส่งผลให้หลายธุรกิจเริ่มฟื้นตัวหลังได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ซึ่งรวมถึงกลุ่มธุรกิจโรงพิมพ์เช่นกัน โดยดีมานด์ของสื่อสิ่งพิมพ์เริ่มกลับมา ทั้งจากการเติบโตของสื่อโฆษณา การขยายตัวของธุรกิจอาหารเดลิเวอรี่และอีคอมเมิร์ซ ที่มีอัตราการใช้บรรจุภัณฑ์ (Packaging) พุ่งสูงขึ้น</p>
<p>“ธุรกิจโรงพิมพ์มีค่าใช้จ่ายหลักคือค่าไฟ ซึ่งการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปจะช่วยโรงพิมพ์ประหยัดค่าไฟได้ถึง 60-70% โดยเล็งเห็นว่าภาครัฐควรสนับสนุนให้โรงพิมพ์ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ด้วยการออกนโยบายต่างๆ อาทิ การลดหย่อนภาษีหรือทำให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น ก็จะช่วยโรงพิมพ์ขนาดเล็กได้อีกทางหนึ่ง เพราะไทยถือว่าเป็นฮับการพิมพ์ของโลก ด้วยดีมานด์จากทั้งจากในประเทศและต่างประเทศที่เข้ามาใช้บริการโรงพิมพ์ของไทยเป็นจำนวนมาก ซึ่งหากโรงพิมพ์ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐก็จะช่วยลดค่าไฟและประหยัดต้นทุนได้ ส่งผลให้ธุรกิจโรงพิมพ์ขับเคลื่อนได้เร็วกว่าเดิมและสามารถแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ได้ ขณะเดียวกัน ยังเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศไทยในแง่ของโรงพิมพ์ที่ใช้พลังงานสะอาด เป็นการตอบโจทย์เทรนด์โลกที่ให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อมอีกด้วย” <strong>นายตรีรัตน์</strong> กล่าวปิดท้าย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2022/06/neps-install-solar-rooftop-for-printing-house/">NEPS เดินหน้าขยายฐานลูกค้าสู่กลุ่มธุรกิจโรงพิมพ์ ประเดิมงานติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปให้บริษัทระดับท็อป “ไซเบอร์พริ้นท์กรุ๊ป” และ “รุ่งศิลป์”</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
