<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>australia &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/australia/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Fri, 10 Mar 2023 08:42:35 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.9</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>australia &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ถนนเส้นแรกในออสเตรเลีย ที่ทำจากถ้วยกาแฟของเซเว่น อีเลฟเว่นกว่า 1.35 แสนใบ ลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์เกือบ 1 ใน 4 เมื่อเทียบกับการก่อสร้างแบบเดิมๆ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2023/03/first-road-in-australia-made-with-recycled-coffee-cups-from-7-eleven/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 10 Mar 2023 08:16:55 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[australia]]></category>
		<category><![CDATA[Closed Loop]]></category>
		<category><![CDATA[Closed Loop Environmental Solutions]]></category>
		<category><![CDATA[Pak-Pave]]></category>
		<category><![CDATA[Penrith]]></category>
		<category><![CDATA[Recycle Mate]]></category>
		<category><![CDATA[Simply Cups]]></category>
		<category><![CDATA[State Asphalts NSW]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[sustainable asphalt]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Road]]></category>
		<category><![CDATA[ถ้วยกาแฟรีไซเคิล]]></category>
		<category><![CDATA[วัสดุยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[เซเว่น อีเลฟเว่น]]></category>
		<category><![CDATA[เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=17612</guid>

					<description><![CDATA[<p>Closed Loop Environmental Solutions ร่วมกับ ​State Asphalts NSW ร่วมกันพัฒนาถนนสายแรกของออสเตรเลียที่ทำมาจากถ้วยกาแฟรีไซเคิลจากเซเว่นอีเลฟเว่น ในเมือง Penrith เป็นย่านชานเมืองในรัฐนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย โดยถนนเส้นนี้เป็นแอสฟัลต์ (ยางมะตอย) ​ที่มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีชื่อว่า Pak-Pave ทำจากเส้นใยจากถ้วยกาแฟรีไซเคิลของเซเว่นอีเลฟเว่น ​ตามแนวทางแห่งความยั่งยืนที่เหนือกว่า และมีความทนทาน รวมทั้งมีความยืดหยุ่น เกาะถนน และปลอดภัยมากกว่าถนนจากแอสฟัลต์ตามปกติทั่วไป โครงการนำร่องเพื่อก่อสร้างถนนที่ยั่งยืน จะเริ่มขึ้นที่ถนน Jamison ทางตอนใต้ของ Penrith และจะตามมาด้วย Swallow Drive, Erskine Park ซึ่งทั้งสองโปรเจ็กต์นี้ คาดว่าจะต้องใช้ถ้วยกาแฟเพื่อรีไซเคิลมากกว่า 135,000 ใบ ซึ่งมีการรวบรวมมาจากโครงการ Simply Cups ดำเนินการโดย Closed Loop เชิญชวนให้ผู้บริโภคนำแก้วที่ใช้แล้วมาฝากไว้ที่ร้านเซเว่น อีเลฟเว่น 630 แห่งทั่วประเทศ พร้อมอำนวยความสะดวกให้ผู้บริโภคในการค้นหาจุดรับผ่านทางเว็บไซต์ของโครงการ Simply Cups หรือแอป Recycle Mate สำหรับวัสดุในการผลิตแอสฟัลต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสำหรับถนนเส้นนี้ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2023/03/first-road-in-australia-made-with-recycled-coffee-cups-from-7-eleven/">ถนนเส้นแรกในออสเตรเลีย ที่ทำจากถ้วยกาแฟของเซเว่น อีเลฟเว่นกว่า 1.35 แสนใบ ลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์เกือบ 1 ใน 4 เมื่อเทียบกับการก่อสร้างแบบเดิมๆ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>Closed Loop Environmental Solutions</strong> ร่วมกับ ​<strong>State Asphalts NSW</strong> ร่วมกันพัฒนาถนนสายแรกของออสเตรเลียที่ทำมาจากถ้วยกาแฟรีไซเคิลจากเซเว่นอีเลฟเว่น ในเมือง Penrith เป็นย่านชานเมืองในรัฐนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย</p>
<p><span id="more-17612"></span></p>
<p>โดยถนนเส้นนี้เป็นแอสฟัลต์ (ยางมะตอย) ​ที่มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีชื่อว่า <strong>Pak-Pave</strong> ทำจากเส้นใยจากถ้วยกาแฟรีไซเคิลของเซเว่นอีเลฟเว่น ​ตามแนวทางแห่งความยั่งยืนที่เหนือกว่า และมีความทนทาน รวมทั้งมีความยืดหยุ่น เกาะถนน และปลอดภัยมากกว่าถนนจากแอสฟัลต์ตามปกติทั่วไป</p>
<p>โครงการนำร่องเพื่อก่อสร้างถนนที่ยั่งยืน จะเริ่มขึ้นที่ถนน Jamison ทางตอนใต้ของ Penrith และจะตามมาด้วย Swallow Drive, Erskine Park ซึ่งทั้งสองโปรเจ็กต์นี้ คาดว่าจะต้องใช้ถ้วยกาแฟเพื่อรีไซเคิลมากกว่า 135,000 ใบ ซึ่งมีการรวบรวมมาจากโครงการ Simply Cups ดำเนินการโดย Closed Loop เชิญชวนให้ผู้บริโภคนำแก้วที่ใช้แล้วมาฝากไว้ที่ร้านเซเว่น อีเลฟเว่น 630 แห่งทั่วประเทศ พร้อมอำนวยความสะดวกให้ผู้บริโภคในการค้นหาจุดรับผ่านทางเว็บไซต์ของโครงการ Simply Cups หรือแอป Recycle Mate</p>
<p>สำหรับวัสดุในการผลิตแอสฟัลต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสำหรับถนนเส้นนี้ นอกจากถ้วยกาแฟรีไซเคิลแล้ว ยังมีการผสมวัสดุรีไซเคิลอื่นๆ ลงไปด้วย เช่น เศษแก้วกว่า 1.2 ล้านชิ้น รวมทั้งพื้นผิวของแอสฟัลต์ที่นำกลับมาใช้ใหม่ เป็นต้น</p>
<p>กลุ่มบริษัทพันธมิตรในโครงการ กล่าวว่า ​คุณสมบัติของถนน Pak-Pave จะมีความทนทานและต้านทานการแตกที่ดีมากขึ้น รวมทั้งช่วยป้องกันการลื่นไถลในสภาพอากาศที่เปียกชื้น พร้อมลดเสียงรบกวนจากการเสียดสีของพื้นผิว ซึ่งการผลิตด้วยวัสดุตามแนวทางความยั่งยืนนี้ยังช่วยลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ลงได้กว่า 24% เมื่อเทียบกับการใช้วัสดุในการทำพื้นผิวถนนแบบเดิมอีกด้วย</p>
<p><strong>Rob Pasco</strong> ผู้บริหารจาก Closed Loop  กล่าวว่าโปรแกรม Simply Cups ช่วยลดขยะถ้วยกาแฟที่ต้องนำไปฝังกลบลงได้ประมาณ 30 ล้านใบนับตั้งแต่ปี 2560 ซึ่งที่ผ่านมาได้ทดลองนำวัสดุไปรีไซเคิลหลากหลายรูปแบบ และพบว่าเป็นถ้วยที่มีเส้นใยไฟเบอร์คุณภาพสูงมาก แต่ขณะเดียวกันก็เป็นความท้าทายในการนำไปรีไซเคิลเพราะเป็นวัสดุที่กันน้ำ แต่สามารถนำมาใช้เป็นวัสดุสำหรับกลุ่มอุปกรณ์ก่อสร้าง หรือคอนกรีตมวลเบาต่างๆ รวมทั้งการนำมาใช้ในโครงการ Pak-Pave  เพื่อสร้างถนนที่ยั่งยืนได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p>สำหรับถนนเส้นนี้มีความยาวกว่า 1,208 กม. ​ดูแลโดย Penrith City Council รวมทั้งจะมีโครงการก่อสร้างถนนจากการใช้วัสดุหมุนเวียนเหล่านี้เพื่อช่วยลดปริมาณขยะฝังกลบ และเป็นแนวทางที่มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเช่นนี้ต่อไปในอนาคตอย่างต่อเนื่อง</p>
<p><a href="https://insidefmcg.com.au/2023/03/01/roads-in-penrith-to-be-made-with-recycled-coffee-cups-from-7-eleven/" target="_blank" rel="noopener">source </a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2023/03/first-road-in-australia-made-with-recycled-coffee-cups-from-7-eleven/">ถนนเส้นแรกในออสเตรเลีย ที่ทำจากถ้วยกาแฟของเซเว่น อีเลฟเว่นกว่า 1.35 แสนใบ ลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์เกือบ 1 ใน 4 เมื่อเทียบกับการก่อสร้างแบบเดิมๆ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Good Edi นวัตกรรมถ้วยกาแฟกินได้ เพื่อการดื่มกาแฟที่ยั่งยืน ไม่สร้างขยะ Single-use</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2022/07/edible-coffee-cups-reduce-the-landfill-waste/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 24 Jul 2022 12:36:13 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Innovative]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[australia]]></category>
		<category><![CDATA[Cafe]]></category>
		<category><![CDATA[coffee lover]]></category>
		<category><![CDATA[Coffee Waste]]></category>
		<category><![CDATA[Edible Cups]]></category>
		<category><![CDATA[Good Edi]]></category>
		<category><![CDATA[Landfill Waste]]></category>
		<category><![CDATA[single-use plastic]]></category>
		<category><![CDATA[The Coffee Bean Shop]]></category>
		<category><![CDATA[Zero Waste]]></category>
		<category><![CDATA[ขยะฝังกลบ]]></category>
		<category><![CDATA[ลดขยะ]]></category>
		<category><![CDATA[แก้วกาแฟกินได้]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://sdthailand.com/?p=13045</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในแต่ละวันที่ออสเตรเลียจะมีถ้วยกาแฟพลาสติกถูกทิ้งสู่หลุมฝังกลบจำนวนมากถึง 2.7 ล้านถ้วย หรือมีปริมาณเท่ากับ  1 พันล้านถ้วยต่อปี และหากคำนึงถึงจำนวนคนดื่มกาแฟทั่วโลก ปริมาณขยะจากถ้วยกาแฟพลาสติกจะยิ่งมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นไปอีก   ด้วยพฤติกรรมของผู้คนที่มักเริ่มเช้าวันใหม่ด้วยกาแฟ โดยเฉพาะบางคนนิยมซื้อดื่มในระหว่างเดินทาง ทำให้ปริมาณแก้วแบบ takeaway ใช้แล้วทิ้งมีปริมาณเพิ่มมากยิ่งขึ้นในแต่ละวัน ทำให้ในปัจจุบันร้านกาแฟหรือบริษัทที่ดำเนินธุรกิจด้านเครื่องดื่มกาแฟส่วนใหญ่คำนึงถึงประเด็นสิ่งแวดล้อมมากขึ้นและได้เกิดไอเดียในการนำภาชนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่ไม่เพิ่มปริมาณขยะมาใช้มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เช่นเดียวกับ The Coffee Bean Shop ร้านขายเมล็ดกาแฟคั่วจากทั่วโลกในประเทศออสเตรเลียก็ได้คำนึงถึงประเด็นดังกล่าวเป็นสำคัญเช่นกัน จึงได้เปิดตัวถ้วยกาแฟกินได้ ชื่อว่า “Good Edi” ซึ่งเกิดขึ้นจากความตั้งใจของผู้ก่อตั้งอย่าง Catherine และ Aniyo ที่มีความตั้งใจอยากลดปริมาณขยะและปัญหาที่เกิดจากขยะถ้วยกาแฟในประเทศออสเตรเลียอย่างยั่งยืน   โดยถ้วยกาแฟกินได้นี้นับว่าเป็นซิกเนเจอร์ของแบรนด์ พร้อมให้คอกาแฟได้ดื่มด่ำกับถ้วยกาแฟกินได้ทั้งแบบธรรมดา และแบบเคลือบช็อกโกแลตอยู่ด้านใน สำหรับบริการให้ลูกค้าใช้เป็นถ้วยแบบซื้อกลับบ้าน ซึ่งนอกจากเครื่องดื่มแล้ว ยังสามารถเพลิดเพลินกับแก้วกาแฟเป็นของว่างไปพร้อมกันได้ด้วย เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับเหล่า Coffee Lovers  ในการบริโภคแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้ไม่ต้องเหลือเป็นขยะต่างจากแก้วกระดาษหรือถ้วย Single-use แบบเดิม แนวคิดของถ้วยที่กินได้ ต้องใช้เวลาในการวิจัยอยู่หลายปี เพื่อให้ได้สูตรที่สมบูรณ์แบบเพื่อให้ถ้วยอร่อย ยั่งยืนและใช้งานได้จริง รวมทั้งยังมีคุณค่าทางโภชนาการสูง​ เพระใช้วัตถุดิบในการผลิตอย่างข้าวโอ๊ต และเมล็ดธัญพืชต่างๆ  จึงเป็นถ้วยกาแฟกินได้แบบวีแกน 100% และยังเป็นแหล่งของไฟเบอร์และวิตามินบีสูง โดยสามารถคงสภาพได้นานถึง 8 ชั่วโมง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2022/07/edible-coffee-cups-reduce-the-landfill-waste/">Good Edi นวัตกรรมถ้วยกาแฟกินได้ เพื่อการดื่มกาแฟที่ยั่งยืน ไม่สร้างขยะ Single-use</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ในแต่ละวันที่ออสเตรเลียจะมีถ้วยกาแฟพลาสติกถูกทิ้งสู่หลุมฝังกลบจำนวนมากถึง 2.7 ล้านถ้วย หรือมีปริมาณเท่ากับ  1 พันล้านถ้วยต่อปี และหากคำนึงถึงจำนวนคนดื่มกาแฟทั่วโลก ปริมาณขยะจากถ้วยกาแฟพลาสติกจะยิ่งมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นไปอีก  </span></p>
<p><span id="more-13045"></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้วยพฤติกรรมของผู้คนที่มักเริ่มเช้าวันใหม่ด้วยกาแฟ โดยเฉพาะบางคนนิยมซื้อดื่มในระหว่างเดินทาง ทำให้ปริมาณแก้วแบบ takeaway ใช้แล้วทิ้งมีปริมาณเพิ่มมากยิ่งขึ้นในแต่ละวัน ทำ</span><span style="font-weight: 400;">ให้ในปัจจุบันร้านกาแฟหรือบริษัทที่ดำเนินธุรกิจด้านเครื่องดื่มกาแฟส่วนใหญ่คำนึงถึงประเด็นสิ่งแวดล้อมมากขึ้นและได้เกิดไอเดียในการนำภาชนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่ไม่เพิ่มปริมาณขยะมาใช้มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เช่นเดียวกับ <strong>The Coffee Bean Shop</strong> ร้านขายเมล็ดกาแฟคั่วจากทั่วโลกในประเทศออสเตรเลียก็ได้คำนึงถึงประเด็นดังกล่าวเป็นสำคัญเช่นกัน จึงได้เปิดตัวถ้วยกาแฟกินได้ ชื่อว่า “<strong>Good Edi</strong>” ซึ่งเกิดขึ้นจากความตั้งใจของผู้ก่อตั้งอย่าง Catherine และ Aniyo ที่มีความตั้งใจอยากลดปริมาณขยะและปัญหาที่เกิดจากขยะถ้วยกาแฟในประเทศออสเตรเลียอย่างยั่งยืน  </span></p>
<p>โดยถ้วยกาแฟกินได้นี้นับว่าเป็นซิกเนเจอร์ของแบรนด์ พร้อมให้คอกาแฟได้ดื่มด่ำกับถ้วยกาแฟกินได้ทั้งแบบธรรมดา และแบบเคลือบช็อกโกแลตอยู่ด้านใน สำหรับบริการให้ลูกค้าใช้เป็นถ้วยแบบซื้อกลับบ้าน ซึ่งนอกจากเครื่องดื่มแล้ว ยังสามารถเพลิดเพลินกับแก้วกาแฟเป็นของว่างไปพร้อมกันได้ด้วย เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับเหล่า Coffee Lovers  ในการบริโภคแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้ไม่ต้องเหลือเป็นขยะต่างจากแก้วกระดาษหรือถ้วย Single-use แบบเดิม</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-13048 size-full" src="https://sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/07/Good-EDi2.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>แนวคิดของถ้วยที่กินได้ ต้องใช้เวลาในการวิจัยอยู่หลายปี เพื่อให้ได้สูตรที่สมบูรณ์แบบเพื่อให้ถ้วยอร่อย ยั่งยืนและใช้งานได้จริง รวมทั้งยังมีคุณค่าทางโภชนาการสูง​ เพระใช้วัตถุดิบในการผลิตอย่างข้าวโอ๊ต และเมล็ดธัญพืชต่างๆ  จึงเป็นถ้วยกาแฟกินได้แบบวีแกน 100% และยังเป็นแหล่งของไฟเบอร์และวิตามินบีสูง โดยสามารถคงสภาพได้นานถึง 8 ชั่วโมง โดยไม่แตกง่าย หรือรั่วไหล แม้แต่การนำไปเป็นภาชนะบรรจุของร้อน ซึ่งถ้วยสามารถเก็บของเหลวร้อนไว้ได้ชั่วขณะหนึ่งจนกว่าจะสลายตัวตามธรรมชาติ ต่างจากกระดาษและถ้วยแบบใช้แล้วทิ้ง จึงไม่เป็นการเพิ่มปริมาณขยะฝังกลบ</p>
<p>สำหรับผู้ที่เคยได้ทดลองบอกว่ารสชาติแก้วใบนี้จะเหมือนวาฟเฟิล ซึ่งไม่ได้เหมาะกับเพียงแค่กาแฟเท่านั้น แต่ยังเหมาะกับช็อกโกแลตร้อน ชา และเจลลาโต้อีกด้วย  ขณะที่อายุในการเก็บรักษาเฉลี่ยของถ้วย Good Edi คือ 6 ถึง 9 เดือน เมื่อนำออกมาจากภาชนะแล้ว สามารถเก็บไว้ในที่แห้งและเย็นและเก็บไว้ในภาชนะที่ปิดสนิทเพื่อรักษาความกรอบและยืดอายุคุณภาพในการเก็บรักษาไว้ให้นานที่สุด</p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วนใครที่สนใจอยากลองถ้วยกาแฟ Good Edi อาจจะต้องบินลัดฟ้าไปไกลถึงร้าน The Coffee Bean Shop ที่ตั้งใน Adelaide Central Market เมืองแอดิเลด ประเทศออสเตรเลีย เพราะในช่วงแรกนี้ยังจำหน่ายเฉพาะหน้าร้านเท่านั้น แต่เป็นหนึ่งไอเดียที่น่าสนใจและสามารถนำมาต่อยอดเพื่อช่วยลดผลกระทบจาก Coffee Waste ลงได้อีกทางหนึ่งเช่นกัน  </span></p>
<p><a href="https://good-edi.com/blogs/news/what-are-edible-cups-made-of" target="_blank" rel="noopener noreferrer">source</a></p>
<p><a href="https://www.trendhunter.com/trends/the-coffee-bean-shop" target="_blank" rel="noopener noreferrer">source</a></p>
<p><a href="https://glamadelaide.com.au/new-edible-coffee-cups-lined-with-chocolate-set-to-shake-up-your-morning-brew/" target="_blank" rel="noopener noreferrer">source</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2022/07/edible-coffee-cups-reduce-the-landfill-waste/">Good Edi นวัตกรรมถ้วยกาแฟกินได้ เพื่อการดื่มกาแฟที่ยั่งยืน ไม่สร้างขยะ Single-use</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ช็อกโลก!!ในปี 2050 ออสเตรเลียจะไม่มีฤดูหนาวแล้ว</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2019/06/2050-no-longer-winter-australia/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Panee]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 06 Jun 2019 16:12:43 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Innovative]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[australia]]></category>
		<category><![CDATA[SDThailand]]></category>
		<category><![CDATA[Sharing]]></category>
		<category><![CDATA[Success]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[winter]]></category>
		<category><![CDATA[ฤดูหนาวในออสเตรเลีย]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤติโลก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://sdthailand.com/?p=5867</guid>

					<description><![CDATA[<p>ฤดูหนาวเป็นช่วงเวลาที่คนไทยอย่างเราๆนิยมเดินทางท่องเที่ยวเพื่อไปสัมผัสกับอุณหภูมิติดลบในต่างแดนไม่ว่าจะเป็นสวิส ญี่ปุ่น เกาหลี แต่คงไม่ใช่ออสเตรเลีย เพราะในปี2550 นักวิจัยคาดว่าแดนจิงโจ้จะไม่มีฤดูหนาวอีกต่อไปแล้ว &#160; &#160; หน้าหนาวน่าเหงา ทีมวิจัยร่วมมือกับกลุ่มดีไซเนอร์ในการพยายามหาเครื่องมือต่าง ๆ เพื่อแสดงให้คนออสซี่เห็นสภาพภูมิอากาศในปี 2050 ซึ่งคาดว่าเกิดขึ้นในเมืองที่พวกเขาอาศัยอยู่ โดย Dr. Geoff Hinchliffe นักวิจัย ได้กล่าวไว้ในการแถลงข่าวว่า “ในอีก 30 ปีข้างหน้านี้ ฤดูหนาวจะไม่มีให้เราได้สัมผัสอีกแล้ว” &#160; การเชื่อมโยงกับสาธารณะรับรู้ ทีมวิจัยนี้ประกอบด้วยนักออกแบบจากคณะศิลปศาสตร์และการออกแบบ มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย (ANU) และสถาบันการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Institute) แห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย ได้นำข้อมูลจาก Bureau of Meteorology and Scientific Information for Land Owner มาใช้ในการทำโครงการครั้งนี้ ซึ่งหลังจากที่ได้รวบรวมข้อมูลมาแล้ว ทางทีม ANU ก็ได้เสาะหาวิธำนเสนอเพื่อให้เกิดแรงกระเพื่อมต่อสาธารณะมากที่สุด โดย Dr.Hinchliffe อธิบายเพิ่มเติมว่า “นั่นหมายถึงว่าการนำสี รูปทรง และขนาดมาใช้กับการวางองค์ประกอบเพื่อแสดงให้เห็นค่าของอุณหภูมิตลอดทั้งปีในภาพเดียว [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2019/06/2050-no-longer-winter-australia/">ช็อกโลก!!ในปี 2050 ออสเตรเลียจะไม่มีฤดูหนาวแล้ว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h4><span style="color: #993366;">ฤดูหนาวเป็นช่วงเวลาที่คนไทยอย่างเราๆนิยมเดินทางท่องเที่ยวเพื่อไปสัมผัสกับอุณหภูมิติดลบในต่างแดนไม่ว่าจะเป็นสวิส ญี่ปุ่น เกาหลี แต่คงไม่ใช่ออสเตรเลีย เพราะในปี2550 นักวิจัยคาดว่าแดนจิงโจ้จะไม่มีฤดูหนาวอีกต่อไปแล้ว</span></h4>
<p><span id="more-5867"></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<figure id="attachment_5868" aria-describedby="caption-attachment-5868" style="width: 620px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" class="wp-image-5868" src="https://sdthailand.com/wp-content/uploads/2019/06/AUS-4.jpg" alt="" width="620" height="394" /><figcaption id="caption-attachment-5868" class="wp-caption-text">Dr. Geoff Hinchliffe และ Prof. Mitchel Whitelaw นักออกแบบ</figcaption></figure>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>หน้าหนาวน่าเหงา</strong></span><br />
ทีมวิจัยร่วมมือกับกลุ่มดีไซเนอร์ในการพยายามหาเครื่องมือต่าง ๆ เพื่อแสดงให้คนออสซี่เห็นสภาพภูมิอากาศในปี 2050 ซึ่งคาดว่าเกิดขึ้นในเมืองที่พวกเขาอาศัยอยู่ โดย <strong>Dr. Geoff Hinchliffe</strong> นักวิจัย ได้กล่าวไว้ในการแถลงข่าวว่า <strong>“ในอีก 30 ปีข้างหน้านี้ ฤดูหนาวจะไม่มีให้เราได้สัมผัสอีกแล้ว”</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>การเชื่อมโยงกับสาธารณะรับรู้</strong></span><br />
ทีมวิจัยนี้ประกอบด้วยนักออกแบบจากคณะศิลปศาสตร์และการออกแบบ มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย (ANU) และสถาบันการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Institute) แห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย ได้นำข้อมูลจาก Bureau of Meteorology and Scientific Information for Land Owner มาใช้ในการทำโครงการครั้งนี้ ซึ่งหลังจากที่ได้รวบรวมข้อมูลมาแล้ว ทางทีม ANU ก็ได้เสาะหาวิธำนเสนอเพื่อให้เกิดแรงกระเพื่อมต่อสาธารณะมากที่สุด</p>
<p>โดย <strong>Dr.Hinchliffe</strong> อธิบายเพิ่มเติมว่า<em> “นั่นหมายถึงว่าการนำสี รูปทรง และขนาดมาใช้กับการวางองค์ประกอบเพื่อแสดงให้เห็นค่าของอุณหภูมิตลอดทั้งปีในภาพเดียว เป็นการสร้างความน่าสนใจและยังเป็นการให้รายละเอียดเพื่อเชื่อมโยง<span style="color: #000000;">กับคนที่อาศัยอยู่ในชุมชนได้ด้วย”</span></em></p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>ฤดูที่เปลี่ยนไป</strong></span><br />
ในระหว่างการสร้างเครื่องมือนั้น ทางทีมก็ได้พบสิ่งที่เกิดขึ้นคือฤดูกาลที่เคยมีอยู่จะเปลี่ยนไป “เราได้ศึกษาอุณหภูมิเฉลี่ยของแต่ละฤดูที่ผ่านมาและนำไปเปรียบเทียบกับข้อมูลของโครงการนี้ ซึ่งพบว่าทุกที่ไม่มีช่วงที่อุณหภูมิคงที่หรือมีฤดูหนาวที่ยาวนานเลย” <strong>Dr. Hinchliffe</strong> ให้ข้อมูลเพิ่มเติม แต่ในทางกลับกัน ทีมนักวิจัยเชื่อว่าชาวออสซี่จะได้สัมผัสเพียง 3 ฤดูคือ ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูใบไม้ร่วง และฤดูร้อนที่ยาวนานขึ้น หรือเรียกว่า “new summer” แทนการได้สัมผัสกับอากาศหนาว ซึ่งนักวิจัยคาดการณ์ว่าในฤดูหนาวจะมีอุณหภูมิในระดับที่สูงกว่า 40 องศาเซลเซียส (หรือ 104 องศาฟาเรนไฮท์) เป็นระยะเวลายาวนาน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" class=" wp-image-5869 aligncenter" src="https://sdthailand.com/wp-content/uploads/2019/06/AUS-2.jpg" alt="" width="561" height="374" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>เครื่องมืออันทรงพลัง</strong></span><br />
นี่คงไม่ใช่การเริ่มต้นครั้งแรกที่มีเป้าหมายในการนำเสนอการพยากรณ์สภาพภูมิอากาศให้แก่สาธารณะได้รับทราบด้วยวิธีการที่ได้ผล ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นักวิจัยจากสหรัฐฯได้เปิดตัวแอปพลิเคชันในลักษณะเดียวกันนี้ที่เปรียบเทียบสภาพภูมิอากาศในปี 2080 ของเมืองต่างๆในสหรัฐ เทียบกับสภาพภูมิอากาศในปัจจุบันของเมืองอื่นๆ เช่น สภาพภูมิอากาศของวอชิงตัน ดีซี ในปี 2080 จะมีลักษณะคล้ายคลึงกับมิสซิสซิปปีตอนเหนือในวันนี้ เป็นต้น</p>
<h4><span style="color: #993366;">จากการนำเสนอการพยากรณ์อากาศในรูปแบบที่คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้นนั้น เหล่านักวิจัยกลุ่มนี้ช่วยกระตุ้นคนทั่วไปสามารถเห็นถึงวิกฤติร้ายแรงของเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศปัจจุบันได้ชัดเจนขึ้น ซึ่งจะกลายเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องช่วยกันกู้โลก เพราะนี่คือสิ่งที่จะช่วยให้เราทราบถึงปัญหากันก่อนที่เราจะพบว่า Winter สุดท้ายนั้นจะอยู่กับเราอีกไม่นาน</span></h4>
<p><strong>Credit : https://futurism.com/2050-winter-no-longer-exist-australia</strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2019/06/2050-no-longer-winter-australia/">ช็อกโลก!!ในปี 2050 ออสเตรเลียจะไม่มีฤดูหนาวแล้ว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
