<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>EU &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/eu/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Tue, 19 May 2026 12:05:00 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.5</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>EU &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>นับถอยหลัง &#8216;ยุโรป&#8217; บังคับใช้กฎหมายบรรจุภัณฑ์​ &#8216;PPWR&#8217; ดีเดย์ 12 สิงหาคม 2026 ยุติสมัย &#8216;ใช้แล้วทิ้ง&#8217;และการปรับตัวของผู้ส่งออกไทย​เพื่อยังอยู่ในซัพพลายเชนโลก</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/05/expoter-adapt-for-eu-ppwr-law/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 19 May 2026 11:48:10 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[CE Academy]]></category>
		<category><![CDATA[Circular Economy]]></category>
		<category><![CDATA[Design-for- recycling]]></category>
		<category><![CDATA[EU]]></category>
		<category><![CDATA[Global Supply Chain]]></category>
		<category><![CDATA[MTEC]]></category>
		<category><![CDATA[NSTDA]]></category>
		<category><![CDATA[Packaging and Packaging Waste Regulation]]></category>
		<category><![CDATA[PPWR]]></category>
		<category><![CDATA[กฎหมายบรรจุภัณฑ์ยุโรป]]></category>
		<category><![CDATA[กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ]]></category>
		<category><![CDATA[การค้าโลก]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดการบรรจุภัณฑ์]]></category>
		<category><![CDATA[ขยะบรรจุภัณฑ์]]></category>
		<category><![CDATA[ขยะพลาสติกรีไซเคิล]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ซัพพลายเชน]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.นุจรินทร์ รามัญกุล]]></category>
		<category><![CDATA[บรรจุภัณฑ์]]></category>
		<category><![CDATA[บรรจุภัณฑ์ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ปรับตัว]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ประกอบการ]]></category>
		<category><![CDATA[ม.ล.ภาสกร อาภากร]]></category>
		<category><![CDATA[รีไซเคิล]]></category>
		<category><![CDATA[วรมน สินสุวรรณ]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[ส่งออก]]></category>
		<category><![CDATA[ส่งออกไทย]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันวิทยาการเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อผู้ประกอบการและผู้บริโภค]]></category>
		<category><![CDATA[สวทช.]]></category>
		<category><![CDATA[สหภาพยุโรป]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=41765</guid>

					<description><![CDATA[<p>ระเบียบว่าด้วยบรรจุภัณฑ์และของเสียจากบรรจุภัณฑ์ หรือ Packaging and Packaging Waste Regulation (PPWR) เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของสหภาพยุโรป (EU) ที่ไม่ใช่เป็นเพียงกฎหมายบังคับ หากแต่เปรียบเสมือนสัญญาประชาคมต่อโลก เพื่อยุติสมัย ‘ใช้แล้วทิ้ง’ อันไร้ความรับผิดชอบและก่อปัญหาขยะบรรจุภัณฑ์ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) อธิบายว่า นโยบายนี้ส่งแรงกระเพื่อมต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกบรรจุภัณฑ์และการบรรจุ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและเร่งรัดการบรรลุเป้าหมายของการเป็นเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) อย่างเป็นรูปธรรม PPWR ผสานการคิดเชิงระบบ (Systems Thinking) และการคิดแบบวงจรชีวิต (Lifecycle Thinking)  ครอบคลุมทุกส่วนประกอบย่อยของบรรจุภัณฑ์ ภายใต้กระบวนทัศน์ใหม่คือ การออกแบบเพื่อการรีไซเคิล (Design for Recycling)  ซึ่งมุ่งเน้นจำกัดและห้ามใช้บรรจุภัณฑ์ที่ใช้ครั้งเดียว (Single-use Packaging)  ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมและมีข้อกำหนดอย่างเคร่งครัดสำหรับบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ซ้ำได้ (Reusable Packaging) เพื่อให้แน่ใจว่าสามารถใช้งานได้จริงในระบบหมุนเวียน และรีไซเคิลได้เมื่อถึงจุดสิ้นสุดวงจรชีวิต การบังคับใช้ สัดส่วนวัสดุรีไซเคิล (Recycled Content) ในบรรจุภัณฑ์พลาสติกประเภทใหม่ ก็มีความเข้มงวดและต้องดำเนินการภายในกรอบเวลาปี ค.ศ. 2030 ซึ่งไม่ใช่เพียงการบรรลุคุณสมบัติการรีไซเคิลได้ แต่ต้องสามารถเก็บรวบรวม [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/expoter-adapt-for-eu-ppwr-law/">นับถอยหลัง &#8216;ยุโรป&#8217; บังคับใช้กฎหมายบรรจุภัณฑ์​ &#8216;PPWR&#8217; ดีเดย์ 12 สิงหาคม 2026 ยุติสมัย &#8216;ใช้แล้วทิ้ง&#8217;และการปรับตัวของผู้ส่งออกไทย​เพื่อยังอยู่ในซัพพลายเชนโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ระเบียบว่าด้วยบรรจุภัณฑ์และของเสียจากบรรจุภัณฑ์</strong> หรือ <strong>Packaging and Packaging Waste Regulation (PPWR)</strong> เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของสหภาพยุโรป (EU) ที่ไม่ใช่เป็นเพียงกฎหมายบังคับ หากแต่เปรียบเสมือนสัญญาประชาคมต่อโลก<strong> เพื่อยุติสมัย ‘ใช้แล้วทิ้ง’</strong> อันไร้ความรับผิดชอบและก่อปัญหาขยะบรรจุภัณฑ์</p>
<p><span id="more-41765"></span></p>
<p><strong>ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC)</strong> <strong>สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) </strong>อธิบายว่า นโยบายนี้ส่งแรงกระเพื่อมต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกบรรจุภัณฑ์และการบรรจุ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและเร่งรัดการบรรลุเป้าหมายของการเป็นเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) อย่างเป็นรูปธรรม</p>
<p><strong>PPWR</strong> ผสานการคิดเชิงระบบ (Systems Thinking) และการคิดแบบวงจรชีวิต (Lifecycle Thinking)  ครอบคลุมทุกส่วนประกอบย่อยของบรรจุภัณฑ์ ภายใต้กระบวนทัศน์ใหม่คือ <strong>การออกแบบเพื่อการรีไซเคิล</strong> (Design for Recycling)  ซึ่งมุ่งเน้นจำกัดและห้ามใช้บรรจุภัณฑ์ที่ใช้ครั้งเดียว (Single-use Packaging)  ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมและมีข้อกำหนดอย่างเคร่งครัดสำหรับบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ซ้ำได้ (Reusable Packaging) เพื่อให้แน่ใจว่าสามารถใช้งานได้จริงในระบบหมุนเวียน และรีไซเคิลได้เมื่อถึงจุดสิ้นสุดวงจรชีวิต</p>
<p>การบังคับใช้ สัดส่วนวัสดุรีไซเคิล (Recycled Content) ในบรรจุภัณฑ์พลาสติกประเภทใหม่ ก็มีความเข้มงวดและต้องดำเนินการภายในกรอบเวลาปี ค.ศ. 2030 ซึ่งไม่ใช่เพียงการบรรลุคุณสมบัติการรีไซเคิลได้ แต่ต้องสามารถเก็บรวบรวม คัดแยก และนำไปแปรรูป ให้ได้วัตถุดิบที่มีคุณภาพและปลอดภัยทัดเทียมกับวัตถุดิบดั้งเดิม</p>
<p>ทั้งนี้ <strong>PPWR</strong> ยังยกระดับการจำกัดและห้ามใช้สารเคมีที่น่ากังวล หรือ <strong>Restrictions on Substances of Concern (SOC)</strong> เพื่อเป็นเครื่องมือในการรับประกันว่า วัตถุดิบที่ได้จากการรีไซเคิลจะไม่ปนเปื้อนด้วยสารอันตราย และสามารถนำกลับมาใช้ได้อย่างแท้จริง ด้วยกลไกนี้จึงช่วยสร้างอุปสงค์ที่ยั่งยืนสำหรับวัตถุดิบทุติยภูมิ (secondary raw materials) และผนวกเอาการจัดการของเสียเข้าเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่คุณค่าตั้งแต่ต้นน้ำอีกด้วย</p>
<p><strong>PPWR จะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 12 สิงหาคม ค.ศ.2026</strong> <strong>และก่อให้เกิดข้อผูกพันโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทาน ผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกผลิตภัณฑ์ไปยัง EU จำเป็นต้องทบทวนและปรับปรุงการออกแบบบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน</strong></p>
<p>ผู้ประกอบการจะต้องจัดทำ เอกสารทางเทคนิค (Technical Document) เพื่อยืนยันการใช้บรรจุภัณฑ์ให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น (Packaging Minimization) ตลอดจนแสดงความสอดคล้อง (Conformity) กับข้อกำหนดทางเทคนิค</p>
<p>นอกจากนี้ ยังต้องติดฉลากที่ชัดเจนและเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่ว EU เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้อง อำนวยความสะดวกในการคัดแยกของเสียแก่ผู้บริโภค และเป็นส่วนหนึ่งของการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต หรือ Extended Producer Responsibility (EPR) อีกด้วย</p>
<p><strong>เตรียมพร้อมผู้ประกอบการปรับตัวรับ PPWR  </strong></p>
<p>ภายในงานสัมนาโครงการชุดสัมมนาเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อผู้ประกอบการไทย &#8216;<strong>บรรจุภัณฑ์สินค้าส่งออก เพื่อตอบโจทย์ตลาดยุโรป ตามกฎหมาย PPWR</strong>&#8216; ครั้งที่ 2 จัดโดย  คณะกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนและสิ่งแวดล้อม หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย  ร่วมกับ สถาบันวิทยาการเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อผู้ประกอบการและผู้บริโภค (CE Academy) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41771 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/PWPR1.png" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><strong>ดร.นุจรินทร์ รามัญกุล </strong>ผู้เชี่ยวชาญวิจัย หน่วยวิจัยสิ่งแวดล้อม ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เผยว่า <em><strong>PPWR เป็นข้อกำหนดสำหรับผู้ผลิต หรือ Manufacturer ที่จะเริ่มบังคับใช้ 12 สิงหาคม 2026 ความน่ากลัวของกฎหมายฉบับนี้ คือ หน้าที่ทั้งหมดมาอยู่ที่ผู้ผลิต ซึ่งต้องทำบรรจุภัณฑ์ให้ยั่งยืน</strong></em></p>
<p>โดยวางกลไกให้ตรวจสอบได้ รีไซเคิลได้ ลดบรรจุภัณฑ์ให้น้อยที่สุด ทำเครื่องหมายให้ผู้ใช้ปลายทางทราบถึงแนวทางปฏิบัติในการทิ้ง การจัดการหลังการใช้งานให้ไปในทิศทางเดียวกัน รวมถึง จัดทำ Technical Document ออกใบสำแดงความสอดคล้อง เป็นหน้าที่ของผู้ผลิตต้องทำก่อนเอาสินค้าเข้าตลาด โดยขั้นตอนเหล่านี้ต้องเก็บเอกสารไว้ หากเป็นบรรจุภัณฑ์ใช้ครั้งเดียวทิ้ง (Single-use) ต้องเก็บไว้ระยะเวลา 5 ปี และหากเป็นบรรจุภัณฑ์นำกลับมาใช้ใหม่ได้ (Reusable) ต้องเก็บเอกสาร 10 ปี เพื่อตรวจสอบเอกสารย้อนหลังได้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" class="wp-image-41783 size-full aligncenter" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/1778658736511.jpg" alt="" width="789" height="446" /></p>
<p><em>“อย่างไรก็ตาม กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้บังคับแค่ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ แต่บังคับผู้เกี่ยวข้องทุกรายตลอดห่วงโซ่ที่มีส่วนทำให้บรรจุภัณฑ์เกิดขึ้น  รวมทั้ง​ผู้ผลิตสินค้าทุกอย่างที่บรรจุอยู่ภายในบรรจุภัณฑ์ต้องนำมาคำนวณทั้งหมด ดังนั้น Manufacturer ไม่ได้จำกัดแค่คนผลิต แต่คนจ้างก็ต้องรวมด้วย และอีก 2 ฝ่าย คือ Producer Function ที่ทำให้มีบรรจุภัณฑ์ไปวางตลาด ทำให้เกิดขยะบรรจุภัณฑ์ในอนาคต ต้องรับผิดชอบซากที่เกิดขึ้นในอนาคต และสุดท้าย คือ Surveillance Function ผู้ตรวจสอบ”</em> ดร.นุจรินทร์ กล่าว</p>
<p><strong>&#8216;ปรับตัว&#8217; เปิดโอกาสไทย สู่ซัพพลายเชนโลก</strong></p>
<p>ข้อมูลจาก <strong>WTO Environmental Database</strong> พบว่า ประเทศที่ไทยส่งออกเกินครึ่ง หรือกว่า 55.42% มีมาตรการเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ขณะที่ สหภาพยุโรปซึ่งอยู่อันดับที่ 4 ดูเหมือนจะสัดส่วนไม่มาก อยู่ที่ 7.68% แต่ทำไมเราจึงต้องปรับตัว ?</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" class="alignnone wp-image-41784 size-large" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/S__84394057-1024x559.jpg" alt="" width="1024" height="559" /></p>
<p><strong>ม.ล.ภาสกร อาภากร </strong>ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมมูลค่าเพิ่มเพื่อการค้า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพานิชย์ อธิบายว่า เมื่อเราส่งออกไปประเทศในอาเซียน เราอาจจะเป็นหนึ่งในซัพพลายเชนที่ส่งออกไปยุโรป ดังนั้น เป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับผู้ส่งออกเพราะครึ่งหนึ่งของตลาดส่งออกให้ความสำคัญเรื่องนี้ เราเป็นผู้ผลิตในเมืองไทย อาจมองว่าไม่เกี่ยวข้อง แต่เราอาจจะเป็นหนึ่งในซัพพลายเชนโลกโดยไม่รู้ตัว หรือ เราต้องปรับตัวเพื่อเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในซัพพลายเชนโลกให้ได้เพื่อเป็นโอกาสในการค้าในอนาคต</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-41785 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/1778659442044.jpg" alt="" width="871" height="489" /></p>
<p><strong>10 อันดับ ประเทศที่ใช้มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องการการค้า</strong></p>
<p>อันดับ 1 สหรัฐอเมริกา สัดส่วนการส่งออกของไทย 17.20%</p>
<p>อันดับ 2 จีน สัดส่วนการส่งออกของไทย 12.01%</p>
<p>อันดับ 3 ญี่ปุ่น สัดส่วนการส่งออกของไทย 8.66%</p>
<p>อันดับ 4 สหภาพยุโรป (27) สัดส่วนการส่งออกของไทย 7.68%</p>
<p>อันดับ 5 ออสเตรเลีย สัดส่วนการส่งออกของไทย 4.27%</p>
<p>อันดับ 6 เกาหลีใต้ สัดส่วนการส่งออกของไทย 2.13%</p>
<p>อันดับ 7 ไต้หวัน สัดส่วนการส่งออกของไทย 1.68%</p>
<p>อันดับ 8 แคนาดา สัดส่วนการส่งออกของไทย 0.67%</p>
<p>อันดับ 9 บราซิล สัดส่วนการส่งออกของไทย 0.64%</p>
<p>อันดับ 10 นิวซีแลนด์ สัดส่วนการส่งออกของไทย 0.49%</p>
<p><strong><u>รวม </u></strong><strong><u>55.42%  </u></strong></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-41786 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/1778659578165.jpg" alt="" width="873" height="486" /></p>
<p><strong>บรรจุภัณฑ์ส่งออกเพื่อตอบโจทย์ตลาดยุโรป ตามกฎหมาย </strong><strong>PPWR </strong></p>
<p><strong>ม.ล.ภาสกร </strong>กล่าวต่อไปว่า  การสร้างมูลค่าเพิ่มในการพัฒนาธุรกิจบริการให้ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนเป็นจุดสำคัญ เพราะตลาดโลกปัจจุบัน ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม ปัจจุบัน <strong>มาตรฐานสากลให้ความสำคัญ 3 เรื่อง</strong> คือ</p>
<p><strong>1. Green &amp; Sustainability</strong> ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรสินค้า ไม่ว่าจะเป็น ESG , SDGs , Low Carbon , Circular Design , CBAM , EUDR และ PPWR</p>
<p><strong>2. Traceability &amp; Transparency</strong> ตรวจสอบย้อนกลับได้ทุกขั้นตอนด้วยเทคโนโลยีไม่ว่าจะทาง Supply Chain, QR Code , Blockchain , AI , Data Platform , Digital Product Passport (DPP)</p>
<p><strong>3. Human Rights &amp; Ethical Trade</strong> ดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม ไม่ว่าจะเป็นหลักจรรยาบรรณ (Code of Conduct) และการตรวจสอบซัพพลายเออร์ (Supplier Audit) หากมาตรฐานไม่อยู่ในระดับสากลก็จะลำบาก</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-41787 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/1778659652357.jpg" alt="" width="871" height="489" /></p>
<p><strong>บทบาทของกรมส่งเสริมการค้าระหว่าประเทศ </strong><strong>4 ด้าน (3P+1S)  </strong></p>
<p>&#8211; พัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ (People) โดยการจัดอบรม เทรนนิ่งมาตรการต่างๆ ด้านสิ่งแวดล้อม</p>
<p>&#8211; สร้างมูลค่าเพิ่มแก่สินค้า/บริการ (Product) มีหน่วยงานช่วยพัฒนาผู้ประกอบการด้านสินค้าบริการ นวัตกรรม การออกแบบเพื่อให้สินค้าไทยแข็งขันดได้</p>
<p>&#8211; พัฒนาช่องทางการตลาด (Place) มีงานแสดงสินค้า รูปแบบออนไลน์ ออฟไลน์</p>
<p>&#8211; บริการข้อมูลทางการค้า (Service) ให้บริการข้อมูลผู้ประกอบการในเรื่องกฎระเบียบการค้าใหม่ที่มีการเปลี่ยนแปลง</p>
<p><strong>การพัฒนาผู้ประกอบการให้ตอบโจทย์มาตรการใหม่</strong></p>
<p><strong>แม้ในปัจจุบัน กฎหมาย </strong><strong>PPWR จะยังไม่มีหน่วยงานใดที่เป็นเจ้าภาพหลัก แต่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ต่างร่วมมือผลักดันและส่งเสริมผู้ประกอบการเพื่อเตรียมความพร้อมการบังคับใช้ PPWR ในวันที่ 12 สิงหาคมนี้ รวมถึงระเบียบข้อบังคับอื่นๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต </strong></p>
<p>สำหรับ <strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ </strong>มีโครงการพัฒนาผู้ประกอบการด้วยนวัตกรรม เชื่อมโยงผู้ประกอบการกับนักวิจัย ให้ได้ใช้นวัตกรรมจากคนไทยพัฒนาสู่มาตรฐานโลก รวมถึงการพัฒนาด้านการออกแบบ โดยดึงนักออกแบบบรรจุภัณฑ์มาพัฒนาภายใต้แนวคิดเรื่อง<strong> Circular Design</strong> และการนำวัสดุเหลือใช้จากการเกษตร ต่อยอดให้สินค้าด้วย Circular Economy Model และการให้รางวัลกับผู้ประกอบการดีเด่นที่ใส่ใจด้านสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นด้านอาหาร บรรจุภัณฑ์ รวมถึงการประชาสัมพันธ์ผู้ประกอบการ คัดเลือกผู้ประกอบการ <strong>BCG Hero</strong> เพื่อแนะนำไปยังผู้ค้าทั่วโลกให้หันมาใช้ผู้ประกอบการไทยที่เน้นเรื่องของ BCG</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-41788 size-large" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/S__84394058-1024x550.jpg" alt="" width="1024" height="550" /></p>
<p>ด้าน <strong>กระทรวงการต่างประเทศ</strong> <strong>คุณวรมน สินสุวรรณ ผู้อำนวยการกองสหภาพยุโรป กรมยุโรป​ กระทรวงการต่างประเทศ</strong> เผยว่า ทางกระทรวงฯ ได้ใช้ 3 กลไกที่มี คือ การขับเคลื่อนเชิงนโยบายและประสานงาน ความร่วมมือกับสหภาพยุโรป (EU Engagement) และการสร้างความรับรู้และการมีส่วนร่วม (Raising Awareness) เนื่องจากไทยและ EU มีกรอบความร่วมมือหลักๆ คือ PCA (กรอบความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือรอบด้าน : Partnership and Cooperation Agreement) โดยหนึ่งในกรอบความร่วมมือที่สำคัญ คือ การพัฒนาที่ยั่งยืน และ การเปลี่ยนผ่านสีเขียว</p>
<p>ผ่านการจัดกิจกรรมเสวนาต่างๆ เช่น การจัดการประชุมให้ภาครัฐและเอกชนได้พูดคุยกับทาง EU เพื่อรับฟังและนำไปปรับระเบียบข้อบังคับให้สอดคล้องกับประเทศอื่นๆ อีกทั้ง สถานทูตไทยในกรุงบรัชเซลส์ เบลเยี่ยม ยังติดตามข้อมูล อัปเดตให้ภาคเอกชนและภาครัฐให้ปรับตัวได้เร็วมากขึ้น</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-41789 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/1778659465940.jpg" alt="" width="868" height="479" /></p>
<p>อย่างไรก็ตาม <strong>ความท้าทายที่พบ</strong> คือ 1) ความท้าทายด้านข้อมูลเพื่อไปพูดคุยกับทาง EU เนื่องจากยังไม่มีหน่วยงานเจ้าภาพ โดยปัจจุบัน ได้ขอความร่วมมือจาก Krungsri Research ในการทำวิจัยให้</p>
<p>2) ความไม่แน่นอนของกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมของ EU</p>
<p>3) กฎหมาย Packaging and Packaging Waste (PPWR) ที่จะบังคับใช้ในวันที่ 12 สิงหาคมนี้ ความเร่งด่วนการบังคับใช้ ทำให้ใน EU เอง ก็มีหลายบริษัทเริ่มร้องเรียนกับทางคณะกรรมาธิการยุโรปเพราะไม่สามารถปฏิบัติตามได้ทัน และจะส่งผลกระทบค่อนข้างมาก นี่อาจเป็นจุดหนึ่งที่อาจจะมีการขยับ เพิ่มระยะเวลาให้ไทยได้เตรียมตัวมากขึ้น</p>
<p>4) ปัจจัยอื่น ได้แก่ การเจรจาทำความตกลงทางการค้า (FTA) ไทยและ EU คาดว่าปีหน้าจะแล้วเสร็จ จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะสนับสนุนการดำเนินงาน</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-41790 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/1778659931137.jpg" alt="" width="875" height="496" /></p>
<p><em>“ในระยะต่อไป คือ การหา National Focal Point ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางประสานความร่วมมือให้กับกฎหมาย PPWR โดยประสานไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สิ่งสำคัญ คือ ยังเดินหน้าในการทำเรื่อง EU Engagement ต่อไป โดยมีการจัดการประชุมกับทาง EU Delegations เพื่อหารือเรื่องการจัดทำ Technical Documentation และ Declarations of Conformity (DoC) ให้กับภาคเอกชนเพราะเป็น Pain Point สำคัญ และการดึงภาคเอกชนของ EU และภาคเอกชนยุโรปที่อยู่ในไทยมาถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่ผู้ประกอบการไทยอีกด้วย” </em> คุณวรมน กล่าว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41791 size-large" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/S__84394056-1024x547.jpg" alt="" width="1024" height="547" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ทำความเข้าใจ &#8216;ลูกค้า&#8217; กลไกสำคัญของการปรับตัวภาคเอกชน  </strong></p>
<p>สำหรับในภาคเอกชน <strong>คุณสุพจน์ ชัยวิไล รองประธานกรรมการบริหาร เครือบริษัท ไทย แทฟฟิต้า ผู้ผลิตสิ่งทอครบวงจร</strong> ในฐานะผู้ประกอบการ ที่มีประสบการณ์ในการศึกษาข้อกฎหมาย และมีประสบการณ์จริงในการผลิตสินค้าขายในยุโรป เผยว่า PPWR ต้องดูตลอดทั้งชีวิตของบรรจุภัณฑ์​ ไม่ใช่แค่วัสดุ แต่มองตั้งแต่ดีไซน์ การเก็บรวบรวมข้อมูล รวมถึงฉลากสินค้า ปลายทางรีไซเคิลได้จริงหรือไม่</p>
<p>“สิ่งที่ต้องถามตัวเอง คือ ขายในประเทศไหนใน EU เพราะแต่ละประเทศกฎหมายหลายอย่างยังแยกกันอยู่ บางทีเราทำตามกฎของ EU แต่ไม่ตรงตามประเทศที่จะส่งออกก็ไม่ได้ ดังนั้น สุดท้ายกลับมาที่ลูกค้า อันดับแรก ต้องถามลูกค้าก่อนเสมอ ถัดมา บรรจุภัณฑ์มีกี่ชั้น ทั้งภายนอก ภายใน ไม่ใช่แค่บรรจุภัณฑ์ที่อยู่บนตัวสินค้า แต่รวมทั้งการขนส่ง (Transportation) ขณะเดียวกัน วัสดุมีอะไรบ้างในแต่ละชั้น รีไซเคิลได้จริงหรือไม่ มีเอกสารพิสูจน์หรือไม่ หลักๆ คือ การเก็บข้อมูล จุดอ่อนของผู้ผลิต คือ ไม่ได้เก็บข้อมูล แต่บริษัทที่มี ISO 9000 เรื่องนี้จะค่อนข้างง่าย เพราะถูกบังคับว่าต้องมีการเก็บข้อมูล&#8221;​</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-41792 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/1778659341916.jpg" alt="" width="868" height="485" /></p>
<p><strong>ผู้ผลิต ต้องเริ่มจากตรงไหน ? ให้คุ้มต่อการลงทุน</strong></p>
<p>ทั้งนี้ การส่งออกไปยังสหภาพยุโรป ภาคธุรกิจอาจต้องใช้การลงทุนที่เพิ่มขึ้นเพื่อให้สอดรับกับกฎหมายที่เปลี่ยนแปลงไป <strong>คุณสุพจน์ </strong>แนะว่า การแยกผลิตภัณฑ์ ถือเป็นเรื่องสำคัญโดยเฉพาะ SME การปรับเปลี่ยนต้องใช้การลงทุนที่สูง ดังนั้น ต้องรู้ว่าส่วนไหนควรเปลี่ยนก่อน หรือส่วนไหนที่ไม่ต้องทำ เพราะในบางบริษัทส่งออกไปยุโรปเพียง 10% เท่านั้น</p>
<p>ถัดมา คือ การเลือกวัสดุ ดีไซน์บรรจุภัณฑ์ รวมถึง &#8216;การพิมพ์&#8217; เป็นสิ่งที่คนมักมองข้าม ซึ่งปัจจุบันมีป้ายแท็กที่ระบุว่าพิมพ์จากหมึกที่ทำมาจากถั่วเหลือง รวมไปถึงการลดพื้นที่ของบรรจุภัณฑ์ให้เล็กลง ไม่เพียงแค่การลดการใช้วัสดุเกินจำเป็น แต่ยังลดค่าขนส่งและอยู่ในกฎหมาย ขณะที่ เรื่องรีไซเคิล ต้องมีเอกสารอ้างอิง และสุดท้ายสำคัญที่สุด คือ การพูดคุยกับลูกค้าให้ชัดเจน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-41793 size-full aligncenter" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/1778660210583.jpg" alt="" width="869" height="479" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><em>“ลูกค้าสำคัญที่สุด เพราะลูกค้าก็ต้องรอดเหมือนกัน เป็นความอยู่รอดของทั้งสองฝั่ง และอย่าลืมเรื่องของการตลาด ทำแล้วอย่าลืมนำมาทำการตลาด ต้องสื่อสารในสิ่งที่เราได้ทำ ลงทุนแล้วต้องได้ประโยชน์ให้มากที่สุด ตัวอย่างของบริษัทเองที่ทำเรื่องนี้ </em></strong><strong><em>10 ปีที่ผ่านมา เราได้ลูกค้าใหม่ๆ เพิ่มขึ้นกว่า 7-8% ดังนั้น อย่ากลัว เรียนรู้ คุยกับลูกค้าให้เยอะ แล้วเราจะปรับตัวได้ สุดท้ายลูกค้าก็ต้องอยู่รอดเหมือนกัน”</em></strong> คุณสุพจน์ กล่าวทิ้งท้าย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/expoter-adapt-for-eu-ppwr-law/">นับถอยหลัง &#8216;ยุโรป&#8217; บังคับใช้กฎหมายบรรจุภัณฑ์​ &#8216;PPWR&#8217; ดีเดย์ 12 สิงหาคม 2026 ยุติสมัย &#8216;ใช้แล้วทิ้ง&#8217;และการปรับตัวของผู้ส่งออกไทย​เพื่อยังอยู่ในซัพพลายเชนโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เจาะกลยุทธ์ 3T ตอบโจทย์​โรงแรมไทย ช่วยขับเคลื่อนสู่ความยั่งยืน หลังพบได้รับมาตรฐานยั่งยืนระดับสากลไม่ถึง 1%</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/01/3t-strategy-drive-green-hotel-in-thailand/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 19 Jan 2025 09:48:23 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[CSDDD]]></category>
		<category><![CDATA[CSRD]]></category>
		<category><![CDATA[EarthCheck]]></category>
		<category><![CDATA[EDG]]></category>
		<category><![CDATA[EU]]></category>
		<category><![CDATA[Green Globe]]></category>
		<category><![CDATA[Green Hotel]]></category>
		<category><![CDATA[Green Hotel Plus]]></category>
		<category><![CDATA[Greenkey]]></category>
		<category><![CDATA[GSTC]]></category>
		<category><![CDATA[Hospitality]]></category>
		<category><![CDATA[SCB]]></category>
		<category><![CDATA[SCB EIC]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Tourism]]></category>
		<category><![CDATA[Travelife]]></category>
		<category><![CDATA[การท่องเที่ยว]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.กมลมาลย์ แจ้งล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารไทยพาณิชย์]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจโรงแรม]]></category>
		<category><![CDATA[มาตรฐานความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์]]></category>
		<category><![CDATA[โรงแรมยั่งยืน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=31356</guid>

					<description><![CDATA[<p>ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ​ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ระบุโรงแรมไทยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการก้าวสู่ความยั่งยืน สะท้อนจากจำนวนโรงแรมที่ได้รับมาตรฐานความยั่งยืนระดับสากลทั้งหมดในปี 2567 อยู่ที่ราว 100 แห่ง หรือไม่ถึง 1% ดร.กมลมาลย์ แจ้งล้อม นักวิเคราะห์อาวุโส  ​SCB EIC จัดทำรายงานเรื่อง​ &#8216; โจทย์ด่วนโรงแรมไทยกับคำว่า &#8216;ยั่งยืน&#8221; ชี้ว่า​ การประกาศข้อกำหนดใหม่ของสหภาพยุโรป (EU) ช่วงต้นปี 2567​ ทั้ง Corporate Sustainability Reporting Directive (CSRD) ว่าด้วยการรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม และ Corporate Sustainability Due Diligence Directive (CSDDD) ว่าด้วยการสอบทานด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม กำหนดให้ผู้บริโภคในยุโรปและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงรายงานด้านความยั่งยืนของบริษัทหรือองค์กรในยุโรป รวมถึงบริษัทต่างชาติที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานได้ภายในปี 2569  จะส่งผลกระทบต่อโรงแรมไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น โรงงแรมไทยกำลังถูกผลักดันให้ยั่งยืนยิ่งขึ้น เพื่อรับกติการักษ์โลกของ EU ภายในปี 2569 เนื่องจาก โรงแรมและที่พักของไทยกว่า 2 หมื่นแห่งขายห้องพักบน Booking.com [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/01/3t-strategy-drive-green-hotel-in-thailand/">เจาะกลยุทธ์ 3T ตอบโจทย์​โรงแรมไทย ช่วยขับเคลื่อนสู่ความยั่งยืน หลังพบได้รับมาตรฐานยั่งยืนระดับสากลไม่ถึง 1%</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ​ ธนาคารไทยพาณิชย์</strong> (SCB EIC) ระบุโรงแรมไทยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการก้าวสู่ความยั่งยืน สะท้อนจากจำนวนโรงแรมที่ได้รับมาตรฐานความยั่งยืนระดับสากลทั้งหมดในปี 2567 อยู่ที่ราว 100 แห่ง หรือไม่ถึง 1%</p>
<p><span id="more-31356"></span></p>
<p><strong>ดร.กมลมาลย์ แจ้งล้อม</strong> นักวิเคราะห์อาวุโส  ​SCB EIC จัดทำรายงานเรื่อง​<strong> &#8216; โจทย์ด่วนโรงแรมไทยกับคำว่า &#8216;ยั่งยืน&#8221; </strong>ชี้ว่า​ การประกาศข้อกำหนดใหม่ของสหภาพยุโรป (EU) ช่วงต้นปี 2567​ ทั้ง <strong>Corporate Sustainability Reporting Directive</strong> (CSRD) ว่าด้วยการรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม และ <strong>Corporate Sustainability Due Diligence Directive</strong> (CSDDD) ว่าด้วยการสอบทานด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม กำหนดให้ผู้บริโภคในยุโรปและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงรายงานด้านความยั่งยืนของบริษัทหรือองค์กรในยุโรป รวมถึงบริษัทต่างชาติที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานได้ภายในปี 2569  จะส่งผลกระทบต่อโรงแรมไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-31357 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/01/ดร.-กมลมาลย์-แจ้งล้อม.jpg" alt="" width="1200" height="742" /></p>
<p>ดังนั้น โรงงแรมไทยกำลังถูกผลักดันให้ยั่งยืนยิ่งขึ้น เพื่อรับกติการักษ์โลกของ EU ภายในปี 2569 เนื่องจาก โรงแรมและที่พักของไทยกว่า 2 หมื่นแห่งขายห้องพักบน Booking.com ซึ่งเป็นบริษัทสัญชาติเนเธอร์แลนด์รวมถึง Agoda ซึ่งเป็นบริษัทภายใต้การบริหารของบริษัทแม่เดียวกัน (Booking Holdings) ที่ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนด <strong>CSRD </strong>และ <strong>CSDDD</strong></p>
<p>โดย Booking.com และ Agoda ขานรับข้อกำหนดของ EU พร้อมส่งเสริมโรงแรมทั่วโลกที่ขายห้องพักบนแพลตฟอร์มให้ได้รับการรับรองมาตรฐานความยั่งยืนในระดับสากล ​เช่น Greenkey, Green Globe, Travelife, EarthCheck, GSTC และรวมถึง Green Hotel Plus ของไทยที่ได้รับ GSTC-Recognized Standard ซึ่งข้อกำหนดดังกล่าวยังรวมไปถึงบริษัททัวร์ในยุโรปที่ขายแพ็กเกจท่องเที่ยวไทยด้วย</p>
<p>จากข้อมูลโครงการสำรวจเพื่อการวิเคราะห์พฤติกรรมนักท่องเที่ยวระหว่างประเทศ ในไตรมาส 3 ปี 2567 ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) พบว่า 56% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาไทยนิยมจองโรงแรมและที่พักผ่าน OTAs และ 35% ของนักท่องเที่ยวยุโรปจองโรงแรมและที่พักผ่านบริษัททัวร์ เห็นได้ว่า ข้อกำหนดใหม่นี้จะส่งผลกระทบกับธุรกิจโรงแรมไทยที่รับนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่ต่ำกว่า 35 ล้านคนในแต่ละปี โดยราว 20% เป็นนักท่องเที่ยวจากยุโรป</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-31358 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/01/1.jpg" alt="" width="653" height="1200" /></p>
<p>ขณะที่ <strong>โรงแรมไทยในภาพรวมยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นบนเส้นทางของความยั่งยืน</strong> จากการประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของธุรกิจโรงแรมทั่วโลกของ The Department for Environment, Food &amp; Rural Affairs (DEFRA) ของสหราชอาณาจักร พบว่า <strong>ในปี 2566 โรงแรมไทยยังปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณที่ค่อนข้างสูงที่ 43.4 kgCO2e per occupied room เมื่อเทียบกับเมืองท่องเที่ยวสำคัญของโลกอย่างญี่ปุ่น สิงคโปร์ อิตาลี และฝรั่งเศส</strong></p>
<p><strong>โรงแรมไทยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการก้าวสู่ความยั่งยืน</strong></p>
<p>การดำเนินงานของโรงแรมไทยภาพรวม ยังอยู่ช่วงเริ่มต้นของการก้าวสู่ความยั่งยืน สะท้อนจากจำนวน <strong>โรงแรมที่ได้รับมาตรฐานความยั่งยืนในระดับสากลทั้งหมดในปี 2567 อยู่ที่ราว 100 แห่ง หรือมีสัดส่วนไม่ถึง 1% ของโรงแรมและที่พักในไทยทั้งหมด</strong> <strong>อีกทั้งยังกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และภูเก็ต</strong></p>
<p>ทั้งนี้ กว่า 60% เป็นโรงแรมเชน ทั้งเครือเชนต่างประเทศและเชนไทย โดยยังพบข้อจำกัดในการขับเคลื่อน​สู่ความยั่งยืนของโรงแรมไทย เช่น</p>
<p>1) ธุรกิจโรงแรมส่วนใหญ่ยังขาดความเข้าใจถึงประโยชน์ในระยะยาวของการเป็นโรงแรมยั่งยืน</p>
<p>2) ความพร้อมในด้านเงินทุน บุคลากร ที่ปรึกษา และการเก็บข้อมูลด้านความยั่งยืนอย่างเป็นระบบเนื่องจากธุรกิจโรงแรมเพิ่งฟื้นตัวจากวิกฤตโควิด-19 ได้ไม่นาน</p>
<p>3) แรงกระตุ้นที่จะผลักดันให้ธุรกิจโรงแรมเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนทั้งจากนโยบายภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงจากเทรนด์ของนักท่องเที่ยว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-31359 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/01/2-1.jpg" alt="" width="669" height="1200" /></p>
<p><strong>กลยุทธ์ 3T​​ ช่วยสร้างโรงแรมยั่งยืน </strong></p>
<p><strong>Target</strong> : การกำหนดเป้าหมายสู่ความยั่งยืนภายใต้กรอบเวลาและแผนงานที่ชัดเจน รวมถึงกำหนดตัวชี้วัดเพื่อประเมินผลการดำเนินงาน ซึ่งธุรกิจโรงแรมอาจกำหนดเป้าหมายระยะสั้นควบคู่ไปกับเป้าหมายระยะยาว</p>
<p><strong>Teamwork</strong> : การสร้างความรู้ความเข้าใจในแนวทางการดำเนินงานด้านความยั่งยืนให้แก่พนักงาน Supplier ไปจนถึงผู้เข้าพัก ซึ่งรวมถึงการส่งเสริมให้มีส่วนร่วมในการก้าวสู่ความยั่งยืนร่วมกันด้วย</p>
<p><strong>Transform :</strong> ธุรกิจโรงแรมอาจเริ่มต้นจากการปรับลดการใช้พลังงานและทรัพยากร รวมถึงการเปลี่ยนมาใช้อุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพสูง แล้วจึงวางแผนเพิ่มการลงทุนในพลังงานทดแทนหรือปรับปรุงอาคารเขียว เมื่อมีความพร้อมการก้าวข้ามข้อจำกัด</p>
<p>ขณะที่การเสริมความแข็งแกร่งด้านความยั่งยืนต้องอาศัยการสนับสนุนจากภาครัฐ ผ่านมาตราการต่างๆ ต่อไปนี้</p>
<p><strong>&#8211; การยกระดับเป้าหมายความยั่งยืนไทย</strong> ด้วยการผลักดันให้ความยั่งยืนเป็นเรื่องโจทย์ด่วนไม่ใช่เป็นเพียงทางเลือกของธุรกิจ ผ่านการออกข้อกำหนด/มาตรการการบังคับใช้ เพื่อกระตุ้นให้ภาคธุรกิจเห็นความสำคัญในการก้าวสู่ความยั่งยืนอย่างจริงจัง รวมถึงการสร้างวัฒนธรรมด้านความยั่งยืนให้กับสังคม</p>
<p><strong>&#8211; การพิจารณาจัดตั้งกองทุนความยั่งยืน</strong> ซึ่งรวมถึงการออกสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับการดำเนินการด้านความยั่งยืน เพื่อให้ธุรกิจเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะโรงแรมขนาดกลาง-เล็ก ซึ่งอาจครอบคลุมไปถึงการสนับสนุนเงินทุนในการยื่นขอรับใบรับรองมาตรฐานความยั่งยืนระดับสากล</p>
<p><strong>&#8211; การออกมาตรการส่งเสริมการลงทุนด้านความยั่งยืน</strong> ​เช่น การออกสิทธิพิเศษทางภาษีสำหรับการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนไปใช้อุปกรณ์ประหยัดพลังงาน การฝึกอบรมบุคลากร หรือการขอใบรับรองมาตรฐานในระดับสากลเพื่อกระตุ้นให้โรงแรมไทยหันมาลงทุนด้านความยั่งยืนมากขึ้น</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/01/3t-strategy-drive-green-hotel-in-thailand/">เจาะกลยุทธ์ 3T ตอบโจทย์​โรงแรมไทย ช่วยขับเคลื่อนสู่ความยั่งยืน หลังพบได้รับมาตรฐานยั่งยืนระดับสากลไม่ถึง 1%</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ยุโรป ออกกฏเข้ม เซ็ตมาตรฐาน ​​​&#8217;Zero-emission Buildings&#8217; ภายในปี 2050 ​เร่งลดก๊าซเรือนกระจก พร้อมแก้​พลังงานขาดแคลน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/04/eu-mandates-energy-efficient-buildings-by-2050/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 16 Apr 2024 12:26:41 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Emission]]></category>
		<category><![CDATA[Energy]]></category>
		<category><![CDATA[Energy Poverty]]></category>
		<category><![CDATA[EU]]></category>
		<category><![CDATA[Green Buildings]]></category>
		<category><![CDATA[Renewable]]></category>
		<category><![CDATA[Zero-emission Buildings]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานทดแทน]]></category>
		<category><![CDATA[สหภาพยุโรป]]></category>
		<category><![CDATA[อาคารประหยัดพลังงาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=25168</guid>

					<description><![CDATA[<p>สภาแห่งสหภาพยุโรป ​ออกประกาศ​ฉบับปรุงปรุงเกี่ยวกับประสิทธิภาพด้านพลังงานของอาคารต่างๆ ​เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมาย​ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) และแก้ปัญหาการขาดแคลนพลังงานภายในทวีปยุโรป สร้างมาตรฐานอาคาร Zero-emission ภายในปี 2050 ปัจจุบันปริมาณก๊าซเรือนกระจกราว 1ใน 3 ในทวีปยุโรป ถูกปลดปล่อยออกมาจาก​การใช้พลังงานจากอาคารต่างๆ นำมาสู่การประกาศมาตรฐานในการก่อสร้างอาคารใหม่​ เพื่อให้ตึกใหม่ทั้งหมด ​เป็น Zero-emission Buildings หรือมีการปลดปล่อย GHG เป็นศูนย์ ภายในปี 2030 และจะทยอยปรับปรุงอาคารที่ก่อสร้างมาก่อนหน้านี้ เพื่อปรับเปลี่ยนไปสู่อาคาร Zero-emission ภายในปี 2050 มาตรฐานใหม่นี้ จะนำไปใช้บังคับใน​กลุ่ม Non-residential หรืออาคารที่ไม่ใช่ที่พักอาศัยด้วยเช่นกัน โดยจะกำหนด​มาตรฐานขั้นต่ำ​ที่แต่ละอาคารจะสามารถใช้พลังงานได้ในแต่ละปีตามสัดส่วนพื้นที่ต่อตารางเมตร เพื่อป้องกันการใช้พลังงานเกินกำหนด ตามประกาศฉบับใหม่ที่ได้ระบุไว้ ซึ่ง​จะเข้าไปปรับปรุงกลุ่ม Non-residential ​ที่ยังใช้พลังงานเกิน​กำหนดให้ลดการใช้พลังงานลง​กว่า 16% ภายในปี 2030 และจะเพิ่มเป็นมากกว่า 26% ภายในปี 2033 เพื่อสามารถควบคุมการใช้พลังงานของอาคารทั้งหมดให้เป็นไปตามข้อกำหนดได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยมีข้อยกเว้นอาคารบางกลุ่ม เช่น อาคารด้านประวัติศาสตร์ สถานที่สักการะ หรืออาคารภายใต้การดูแลของกองทัพ เป็นต้น สำหรับอาคารกลุ่มที่พักอาศัย (Residential) [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/04/eu-mandates-energy-efficient-buildings-by-2050/">ยุโรป ออกกฏเข้ม เซ็ตมาตรฐาน ​​​&#8217;Zero-emission Buildings&#8217; ภายในปี 2050 ​เร่งลดก๊าซเรือนกระจก พร้อมแก้​พลังงานขาดแคลน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>สภาแห่งสหภาพยุโรป ​ออกประกาศ​ฉบับปรุงปรุงเกี่ยวกับประสิทธิภาพด้านพลังงานของอาคารต่างๆ ​เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมาย​ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) และแก้ปัญหาการขาดแคลนพลังงานภายในทวีปยุโรป <span id="more-25168"></span></p>
<p><strong>สร้างมาตรฐานอาคาร Zero-emission ภายในปี 2050</strong></p>
<p>ปัจจุบันปริมาณก๊าซเรือนกระจกราว 1ใน 3 ในทวีปยุโรป ถูกปลดปล่อยออกมาจาก​การใช้พลังงานจากอาคารต่างๆ นำมาสู่การประกาศมาตรฐานในการก่อสร้างอาคารใหม่​ เพื่อให้ตึกใหม่ทั้งหมด ​เป็น Zero-emission Buildings หรือมีการปลดปล่อย GHG เป็นศูนย์ ภายในปี 2030 และจะทยอยปรับปรุงอาคารที่ก่อสร้างมาก่อนหน้านี้ เพื่อปรับเปลี่ยนไปสู่อาคาร Zero-emission ภายในปี 2050</p>
<p>มาตรฐานใหม่นี้ จะนำไปใช้บังคับใน​กลุ่ม Non-residential หรืออาคารที่ไม่ใช่ที่พักอาศัยด้วยเช่นกัน โดยจะกำหนด​มาตรฐานขั้นต่ำ​ที่แต่ละอาคารจะสามารถใช้พลังงานได้ในแต่ละปีตามสัดส่วนพื้นที่ต่อตารางเมตร เพื่อป้องกันการใช้พลังงานเกินกำหนด ตามประกาศฉบับใหม่ที่ได้ระบุไว้ ซึ่ง​จะเข้าไปปรับปรุงกลุ่ม Non-residential ​ที่ยังใช้พลังงานเกิน​กำหนดให้ลดการใช้พลังงานลง​กว่า 16% ภายในปี 2030 และจะเพิ่มเป็นมากกว่า 26% ภายในปี 2033 เพื่อสามารถควบคุมการใช้พลังงานของอาคารทั้งหมดให้เป็นไปตามข้อกำหนดได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยมีข้อยกเว้นอาคารบางกลุ่ม เช่น อาคารด้านประวัติศาสตร์ สถานที่สักการะ หรืออาคารภายใต้การดูแลของกองทัพ เป็นต้น</p>
<p>สำหรับอาคารกลุ่มที่พักอาศัย (Residential) ยังมีสัดส่วนราว 43%  ที่ยังมีการใช้พลังงานเกินอยู่ในระดับสูง (worst performing) โดยตั้งเป้าจะลดการใช้พลังงานในกลุ่มนี้ลง 16% ภายในปี 2030 และเพิ่มเป็น 20-22% ภายในปี 2035 โดยคาดว่าจะสามารถลดการใช้พลังงานลงได้อย่างน้อย 55%  รวมทั้งจะ​ให้ความช่วยเหลือในช่วงเปลี่ยนผ่าน ทั้งทางเทคนิค และมาตรการสนับสนุนทางการเงินต่างๆ โดยเฉพาะใน​กลุ่มครัวเรือนเปราะบาง</p>
<figure id="attachment_25169" aria-describedby="caption-attachment-25169" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-25169 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/04/Zero-Building.jpg" alt="" width="1200" height="675" /><figcaption id="caption-attachment-25169" class="wp-caption-text"><em>Photo : ESG NEWS</em></figcaption></figure>
<p><strong>ตั้งเป้ายุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในอาคาร </strong></p>
<p>สำหรับเป้าหมายที่วางไว้ให้กลุ่มอาคารต่างๆ ปฏิบัติร่วมกันในระดับชาติ คือ การยุติใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล สำหรับการผลิตพลังงานในกลุ่มอาคารต่างๆ  ​ภายในปี 2040 ​โดยเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาด เช่น การติดต้ังแหล่งพลังงานแสงอาทิตย์ สำหรับการก่อสร้างอาคารใหม่ และการปรับปรุง Non-residential ​ตามที่ได้รับอนุญาต รวมทั้งการเร่งติดตั้งโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ สำหรับภาคการเดินทางขนส่ง เช่น จุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า จุดจอดจักรยาน รวมไปถึงการวางท่อหรือสายเคเบิล เพื่อรองรับการขยายโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เพิ่มเติมในอนาคต</p>
<p>ทั้งนี้ ปัจจุบันได้มีการลงนามในกฏระเบียบเหล่านี้แล้ว และจะทำการเผยแพร่คำสั่งดังกล่าวในวารสารทางการของสหภาพยุโรป โดยที่ประเทศสมาชิกจะมีเวลา​ 2 ปี ในการรวมบทบัญญัติของคำสั่งดังกล่าวเข้ากับกฎหมายของแต่ละประเทศ และทางคณะกรรมาธิการจะนำมาพิจารณาและทบทวนหลังจากนั้น ภายในปี 2028 เพื่อประเมินพัฒนาการและผลตอบรับต่างๆ จากการนำไปปรับใช้​จริง</p>
<p><a href="https://esgnews.com/eu-mandates-energy-efficient-buildings-by-2050-to-combat-emissions-and-poverty/" target="_blank" rel="noopener">Source</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/04/eu-mandates-energy-efficient-buildings-by-2050/">ยุโรป ออกกฏเข้ม เซ็ตมาตรฐาน ​​​&#8217;Zero-emission Buildings&#8217; ภายในปี 2050 ​เร่งลดก๊าซเรือนกระจก พร้อมแก้​พลังงานขาดแคลน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ไม่มีอีกแล้ว &#8216;ของที่ระลึก&#8217; ยุโรปเตรียมยกระดับลดขยะบรรจุภัณฑ์ เล็ง &#8216;แบนเพิ่ม&#8217; เซ็ตของใช้ขนาดเล็กในโรงแรม</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2022/12/new-eu-plastic-waste-ban-mini-hotel-toilet-set/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 24 Dec 2022 07:47:53 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Emission]]></category>
		<category><![CDATA[EU]]></category>
		<category><![CDATA[European Green Deal]]></category>
		<category><![CDATA[Miniset]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[packaging]]></category>
		<category><![CDATA[Reduction]]></category>
		<category><![CDATA[single-use plastic]]></category>
		<category><![CDATA[waste]]></category>
		<category><![CDATA[Zero Waste]]></category>
		<category><![CDATA[ขยะบรรจุภัณฑ์]]></category>
		<category><![CDATA[พลาสติก]]></category>
		<category><![CDATA[พลาสติกใช้แล้วทิ้ง]]></category>
		<category><![CDATA[สหภาพยุโรป]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=16234</guid>

					<description><![CDATA[<p>น่าจะเป็นข่าวร้ายของใครที่ชอบสะสม &#8216;ของที่ระลึก&#8217; ยามเดินทาง โดยเฉพาะหนึ่งในไอเท็มยอดฮิตอย่างเซ็ตของใช้ขนาดมินิตามโรงแรมต่างๆ ที่มักจะวางไว้เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้มาพัก ซึ่งหลายคนมักจะเก็บกลับมาเพื่อใช้งานต่อหากยังไม่หมด หรือเป็นที่ระลึกในทริปนั้นๆ เมื่อสหภาพยุโรปอาจมีการห้ามใช้ชุดอุปกรณ์อาบน้ำขนาดเล็กเหล่านี้ในอนาคตอันใกล้ ตามมาตรการลดการสร้างขยะพลาสติก Single-use จากบรรจุภัณฑ์ต่างๆ  และเพื่อขับเคลื่อนให้เป็นไปตามข้อตกลง European Green Deal  หรือแผนการปฏิรูปสีเขียวและมาตรการทางภาษีของสหภาพยุโรป เพื่อบรรลุเป้าหมาย​สู่ Net Zero ในปี 2593 ขณะที่ขยะบรรจุภัณฑ์ถือเป็น​ความท้าทายสำคัญในการก้าวไปสู่ Net Zero ของทุกประเทศ เช่นเดียวกับในยุโรป ที่บรรจุภัณฑ์เป็นสัดส่วนหลักในการสร้างขยะ โดยพบว่า แต่ละปี ชาวยุโรปจะมีการสร้างขยะบรรจุภัณฑ์ถึงเกือบ 180 ​กิโลกรัมต่อคน ​และยังเป็น​สัดส่วนหลักของขยะพลาสติกในยุโรป ด้วยสัดส่วนถึง 40%​ รวมทั้งยังเป็นสัดส่วนถึงครึ่งหนึ่ง หรือ 50% จากปริมาณการใช้กระดาษที่เกิดขึ้นในสหภาพยุโรปอีกด้วย เซ็ตอุปกรณ์อาบน้ำขนาดเล็กเหล่านี้ จึงเป็นหนึ่งในเป้าหมายที่จะถูกสหภาพยุโรปห้ามใช้ ด้วยเหตุผลว่าหากไม่ดำเนินการใดๆ ปริมาณขยะบรรจุภัณฑ์พลาสติกจะเพิ่มขึ้นถึง 46% ภายในปี 2573 ตามรายงานของคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission ) พร้อมการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับขยะบรรจุภัณฑ์ในสหภาพยุโรป โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้บรรจุภัณฑ์ทั้งหมดสามารถนำกลับมาใช้ใหม่หรือรีไซเคิลได้ภายในปี 2573 รวมท้ังการสนับสนุนการใช้พลาสติกที่สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ และยกเลิกการใช้งานบรรจุภัณฑ์ที่ไม่มีความจำเป็นลง​ โดยเฉพาะในกลุ่มบรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2022/12/new-eu-plastic-waste-ban-mini-hotel-toilet-set/">ไม่มีอีกแล้ว &#8216;ของที่ระลึก&#8217; ยุโรปเตรียมยกระดับลดขยะบรรจุภัณฑ์ เล็ง &#8216;แบนเพิ่ม&#8217; เซ็ตของใช้ขนาดเล็กในโรงแรม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="u-margin-bottom-3 u-margin-top-3 u-margin-x-0 u-margin-top-medium-4 u-margin-top-xlarge-5">น่าจะเป็นข่าวร้ายของใครที่ชอบสะสม &#8216;ของที่ระลึก&#8217; ยามเดินทาง โดยเฉพาะหนึ่งในไอเท็มยอดฮิตอย่างเซ็ตของใช้ขนาดมินิตามโรงแรมต่างๆ ที่มักจะวางไว้เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้มาพัก ซึ่งหลายคนมักจะเก็บกลับมาเพื่อใช้งานต่อหากยังไม่หมด หรือเป็นที่ระลึกในทริปนั้นๆ</div>
<p><span id="more-16234"></span></p>
<p>เมื่อสหภาพยุโรปอาจมีการห้ามใช้ชุดอุปกรณ์อาบน้ำขนาดเล็กเหล่านี้ในอนาคตอันใกล้ ตามมาตรการลดการสร้างขยะพลาสติก Single-use จากบรรจุภัณฑ์ต่างๆ  และเพื่อขับเคลื่อนให้เป็นไปตามข้อตกลง<strong> European Green Deal  </strong>หรือแผนการปฏิรูปสีเขียวและมาตรการทางภาษีของสหภาพยุโรป เพื่อบรรลุเป้าหมาย​สู่ Net Zero ในปี 2593</p>
<p>ขณะที่ขยะบรรจุภัณฑ์ถือเป็น​ความท้าทายสำคัญในการก้าวไปสู่ Net Zero ของทุกประเทศ เช่นเดียวกับในยุโรป ที่บรรจุภัณฑ์เป็นสัดส่วนหลักในการสร้างขยะ โดยพบว่า แต่ละปี ชาวยุโรปจะมีการสร้างขยะบรรจุภัณฑ์ถึงเกือบ 180 ​กิโลกรัมต่อคน ​และยังเป็น​สัดส่วนหลักของขยะพลาสติกในยุโรป ด้วยสัดส่วนถึง 40%​ รวมทั้งยังเป็นสัดส่วนถึงครึ่งหนึ่ง หรือ 50% จากปริมาณการใช้กระดาษที่เกิดขึ้นในสหภาพยุโรปอีกด้วย</p>
<p>เซ็ตอุปกรณ์อาบน้ำขนาดเล็กเหล่านี้ จึงเป็นหนึ่งในเป้าหมายที่จะถูกสหภาพยุโรปห้ามใช้ ด้วยเหตุผลว่าหากไม่ดำเนินการใดๆ ปริมาณขยะบรรจุภัณฑ์พลาสติกจะเพิ่มขึ้นถึง 46% ภายในปี 2573 ตามรายงานของคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission )</p>
<div id="poool-content" class="c-article-content c-article-content--green js-article-content poool-content">
<p>พร้อมการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับขยะบรรจุภัณฑ์ในสหภาพยุโรป โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้บรรจุภัณฑ์ทั้งหมดสามารถนำกลับมาใช้ใหม่หรือรีไซเคิลได้ภายในปี 2573 รวมท้ังการสนับสนุนการใช้พลาสติกที่สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ และยกเลิกการใช้งานบรรจุภัณฑ์ที่ไม่มีความจำเป็นลง​ โดยเฉพาะในกลุ่มบรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว อาทิ อุปกรณ์สำหรับทานอาหารและเครื่องดื่มในร้านอาหารและกาแฟ​ บรรจุภัณฑ์หีบห่อผักผลไม้ รวมถึงขวดบรรจุแชมพูหรือน้ำยาขนาดเล็กต่างๆ ที่มีบริการในโรงแรม</p>
<p>​โดยมีการคาดการณ์ว่า หลังมีการใช้มาตรการใหม่นี้ จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ราว 1 ใน 3 ซึ่งเทียบได้ปริมาณการปล่อยก๊าซของโครเอเชียตลอดทั้งปี รวมทั้งการลดการใช้น้ำลงให้ได้ราว 1.1 ล้านลูกบาศก์เมตรด้วย</p>
</div>
<p><a href="https://www.euronews.com/green/2022/12/22/new-eu-plastic-waste-ban-could-mark-the-end-of-miniature-hotel-toiletries" target="_blank" rel="noopener">source</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2022/12/new-eu-plastic-waste-ban-mini-hotel-toilet-set/">ไม่มีอีกแล้ว &#8216;ของที่ระลึก&#8217; ยุโรปเตรียมยกระดับลดขยะบรรจุภัณฑ์ เล็ง &#8216;แบนเพิ่ม&#8217; เซ็ตของใช้ขนาดเล็กในโรงแรม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>EU โหวตผ่านร่าง กม. เลิกขายรถสันดาป ภายในปี 2035 หนุนโรดแม็พ Fit for 55</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2022/06/eu-end-sale-petrol-and-diesel-car-by-2035/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 09 Jun 2022 10:19:09 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Neutral]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[CO2]]></category>
		<category><![CDATA[emissions]]></category>
		<category><![CDATA[EU]]></category>
		<category><![CDATA[European parliament]]></category>
		<category><![CDATA[Fit for 55]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[Zero Emission]]></category>
		<category><![CDATA[การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[ความเป็นกลางทางคาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[ภาวะโลกร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[ลดคาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[สหภาพยุโรป]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องยนต์สันดาป]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://sdthailand.com/?p=12071</guid>

					<description><![CDATA[<p>สมาชิกรัฐสภา EU โหวตผ่านร่าง กม. ห้ามขายรถน้ำมันเบนซิลและดีเซลในสหภาพยุโรปภายในปี 2035 เพื่อลดการปล่อย CO2 หนึ่งในนโยบายของแพ็กเกจ Fit for 55  นับเป็นความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของ EU ในการลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญของปัญหาภาวะโลกร้อน เมื่อวันพุธ ที่ 8 มิถุนายน ที่ผ่านมา สมาชิกรัฐสภา EU ลงมติผ่านร่างกฏหมายห้ามขายยานพาหนะที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งเครื่องยนต์เบนซิลและดีเซล และปฏิเสธการปฏิรูปตลาดของสหภาพยุโรปใน Strasbourg ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในชุดข้อกฏหมายด้านพลังงานและการดูแลสภาพภูมิอากาศ​ที่ใหญ่ที่สุดของ EU ที่เคยมีมา หรือ Fit for 55 เพื่อปกป้องผลกระทบที่เป็นอันตรายต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ทั้งนี้ เป็นเวลาราว 1 ปี กับการถกประเด็นปัญหาดังกล่าว ในที่สุดสมาชิกสภา EU ก็ได้ลงมติผ่านร่างกฎหมายว่าด้วยเรื่องการปกป้องสภาพภูมิอากาศจำนวน 8 ฉบับ ซึ่งเสนอให้มีการปรับปรุงเป้าหมายด้านพลังงานหมุนเวียน ภาคการบิน วิธีการขับขี่ของผู้คน วิธีควบคุมมลพิษของประเทศต่างๆ และวิธีการจัดการด้านป่าไม้และที่ดิน เป็นต้น โดย แพ็กเกจนโยบาย Fit for 55 มีจุดมุ่งหมายเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากปี 1990 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2022/06/eu-end-sale-petrol-and-diesel-car-by-2035/">EU โหวตผ่านร่าง กม. เลิกขายรถสันดาป ภายในปี 2035 หนุนโรดแม็พ Fit for 55</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>สมาชิกรัฐสภา EU โหวตผ่านร่าง กม. ห้ามขายรถน้ำมันเบนซิลและดีเซลในสหภาพยุโรปภายในปี 2035 เพื่อลดการปล่อย CO2 หนึ่งในนโยบายของแพ็กเกจ Fit for 55  นับเป็นความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของ EU ในการลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญของปัญหาภาวะโลกร้อน</p>
<p><span id="more-12071"></span></p>
<p>เมื่อวันพุธ ที่ 8 มิถุนายน ที่ผ่านมา สมาชิกรัฐสภา EU ลงมติผ่านร่างกฏหมายห้ามขายยานพาหนะที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งเครื่องยนต์เบนซิลและดีเซล และปฏิเสธการปฏิรูปตลาดของสหภาพยุโรปใน Strasbourg ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในชุดข้อกฏหมายด้านพลังงานและการดูแลสภาพภูมิอากาศ​ที่ใหญ่ที่สุดของ EU ที่เคยมีมา หรือ <strong>Fit for 55</strong> เพื่อปกป้องผลกระทบที่เป็นอันตรายต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ</p>
<p>ทั้งนี้ เป็นเวลาราว 1 ปี กับการถกประเด็นปัญหาดังกล่าว ในที่สุดสมาชิกสภา EU ก็ได้ลงมติผ่านร่างกฎหมายว่าด้วยเรื่องการปกป้องสภาพภูมิอากาศจำนวน 8 ฉบับ ซึ่งเสนอให้มีการปรับปรุงเป้าหมายด้านพลังงานหมุนเวียน ภาคการบิน วิธีการขับขี่ของผู้คน วิธีควบคุมมลพิษของประเทศต่างๆ และวิธีการจัดการด้านป่าไม้และที่ดิน เป็นต้น โดย แพ็กเกจนโยบาย Fit for 55 มีจุดมุ่งหมายเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากปี 1990 ให้ได้อย่างน้อย 55% ภายในปี 2030 และจะเป็นภูมิภาคแรกของโลกที่สามารถบรรลุเป้าการปล่อยก๊าซคาร์บอนเป็นศูนย์ภายในปี 2050</p>
<p>รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปเป็นอีกปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งของการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนให้บรรลุเป้าหมายที่สมาชิก EU ส่วนใหญ่เล็งเห็นความสำคัญ จึงพร้อมใจกันลงมติห้ามการขายรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในปี 2035 ซึ่งสวนทางกับข้อเสนอของพรรคประชาธิปไตยยุโรป ที่ต้องการจำกัดการลดลงให้เหลือ 90% โดยไม่กำหนดวันเลิกใช้ที่ตายตัว และยังเห็นชอบการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากยานพาหนะให้ได้ 55% ภายในปี 2030 เทียบกับระดับก๊าซ CO2 ในปี 2021</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12072 size-full" src="https://sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/06/EU2.jpg" alt="" width="1200" height="596" /></p>
<p>ด้าน <strong>Pascal Canfin</strong> ประธานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งรัฐสภายุโรป กล่าวว่า การยุติการขายรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปเป็น “การตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์ที่จะพาเราสู่ยุคสมัยใหม่ของความเป็นกลางด้านสภาพภูมิอากาศ และนี่เป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่”</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ยุโรปนับเป็นภูมิภาคที่ปล่อยมลพิษมากเป็นลำดับที่ 3 ของโลก เราคงต้องตามกันต่อว่าหลังจากนี้จะมีประเทศไหนหรือภูมิภาคใดจะออกกฎหมายในลักษณะดังกล่าวเพื่อปกป้องสภาพภูมิอากาศของเราในอนาคตหรือไม่</p>
<p><a href="https://www.dw.com/en/eu-lawmakers-vote-to-ban-diesel-petrol-cars-reject-weak-climate-reforms/a-62069268" target="_blank" rel="noopener noreferrer">source </a></p>
<p><a href="https://www.theguardian.com/world/2022/jun/08/meps-reject-key-eu-climate-proposal-watered-down-european-emissions-trading-system" target="_blank" rel="noopener noreferrer">source</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2022/06/eu-end-sale-petrol-and-diesel-car-by-2035/">EU โหวตผ่านร่าง กม. เลิกขายรถสันดาป ภายในปี 2035 หนุนโรดแม็พ Fit for 55</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>EU เร่งขีดเส้นตายเลิกใช้รถยนต์ที่ใช้น้ำมันฟอสซิลให้หมดภายในปี 2035</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2021/07/eu-proposes-effective-ban-for-new-fossil-fuel-cars/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Panee]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 17 Jul 2021 08:45:19 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[CSR]]></category>
		<category><![CDATA[environment]]></category>
		<category><![CDATA[EU]]></category>
		<category><![CDATA[EV]]></category>
		<category><![CDATA[SDThailand]]></category>
		<category><![CDATA[Sharing]]></category>
		<category><![CDATA[Success]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[รถยนต์ไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[อียูเสนอเลิกใช้รถยนต์ปี2035]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://sdthailand.com/?p=9565</guid>

					<description><![CDATA[<p>การลดการใช้รถยนต์พลังงานฟอสซิลและกระตุ้นให้มีการใช้รถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้นเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยลดปริมาณคาร์บอนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่บรรยากาศที่เกิดจากภาคการขนส่งได้อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อวันพุธที่ 14 กรกฎาคม ที่ผ่านมา สหภาพยุโรป หรือ EU ในประกาศห้ามการขายรถยนต์พลังงานฟอสซิลทั้งดีเซลและเบนซิน ตั้งแต่ ปี 2035 เป็นต้นไป เรื่องนี้กลายเป็นที่ฮือฮาของหลายภาคส่วนที่เกาะติดให้ความสนใจเป็นอย่างมาก โดยข้อเสนอดังกล่าวก็เพื่อเร่งให้มีการเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่ปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ ซึ่งนับเป็นหนึ่งในมาตรการแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน ที่ EU ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยคณะกรรมาธิการแห่งสหภาพยุโรปเสนอให้มีการลดการปล่อยคาร์บอนจากรถยนต์ให้อยู่ในระดับ 55% ในปี 2530 ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าเป้าที่เคยตั้งไว้ที่ 37.5% และที่พีคกว่านั้นคือเสนอให้มีการใช้รถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซินและดีเซลให้หมด ภายใน ปี 2035 นอกจากนี้ เพื่อกระตุ้นการขายรถยนต์ไฟฟ้า ทาง EU ยังได้เสนอให้ออกกฎหมายเพื่อกำหนดให้ประเทศต่างๆติดตั้งจุดชาร์จสาธารณะบนถนนสายหลักในระยะไม่เกิน 60 กิโลเมตร (หรือ 37.3 ไมล์) ภายในปี 2025 โดยคณะกรรมาธิการยุโรปคาดว่าการติดตั้งสถานีชาร์จสาธารณะให้ครอบคลุมทั้งยุโรปภายในปี 2040 ซึ่งจะต้องใช้เม็ดเงินทั้งสิ้น 8 หมื่น – 1.2 แสนล้านยูโร ด้าน Frans Timmermans หัวหน้าฝ่ายนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่ง EU ให้ความเห็นว่า [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2021/07/eu-proposes-effective-ban-for-new-fossil-fuel-cars/">EU เร่งขีดเส้นตายเลิกใช้รถยนต์ที่ใช้น้ำมันฟอสซิลให้หมดภายในปี 2035</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h4><span style="color: #993366;">การลดการใช้รถยนต์พลังงานฟอสซิลและกระตุ้นให้มีการใช้รถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้นเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยลดปริมาณคาร์บอนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่บรรยากาศที่เกิดจากภาคการขนส่งได้อย่างมีนัยสำคัญ</span></h4>
<p><span id="more-9565"></span></p>
<p>เมื่อวันพุธที่ 14 กรกฎาคม ที่ผ่านมา สหภาพยุโรป หรือ EU ในประกาศห้ามการขายรถยนต์พลังงานฟอสซิลทั้งดีเซลและเบนซิน ตั้งแต่ ปี 2035 เป็นต้นไป เรื่องนี้กลายเป็นที่ฮือฮาของหลายภาคส่วนที่เกาะติดให้ความสนใจเป็นอย่างมาก โดยข้อเสนอดังกล่าวก็เพื่อเร่งให้มีการเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่ปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ ซึ่งนับเป็นหนึ่งในมาตรการแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน ที่ EU ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง</p>
<p>โดยคณะกรรมาธิการแห่งสหภาพยุโรปเสนอให้มีการลดการปล่อยคาร์บอนจากรถยนต์ให้อยู่ในระดับ 55% ในปี 2530 ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าเป้าที่เคยตั้งไว้ที่ 37.5% และที่พีคกว่านั้นคือเสนอให้มีการใช้รถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซินและดีเซลให้หมด ภายใน ปี 2035</p>
<p>นอกจากนี้ เพื่อกระตุ้นการขายรถยนต์ไฟฟ้า ทาง EU ยังได้เสนอให้ออกกฎหมายเพื่อกำหนดให้ประเทศต่างๆติดตั้งจุดชาร์จสาธารณะบนถนนสายหลักในระยะไม่เกิน 60 กิโลเมตร (หรือ 37.3 ไมล์) ภายในปี 2025 โดยคณะกรรมาธิการยุโรปคาดว่าการติดตั้งสถานีชาร์จสาธารณะให้ครอบคลุมทั้งยุโรปภายในปี 2040 ซึ่งจะต้องใช้เม็ดเงินทั้งสิ้น 8 หมื่น – 1.2 แสนล้านยูโร</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-9567 aligncenter" src="https://sdthailand.com/wp-content/uploads/2021/07/EV.jpg" alt="" width="612" height="405" /></p>
<p>ด้าน Frans Timmermans หัวหน้าฝ่ายนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่ง EU ให้ความเห็นว่า “แม้ว่าการเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าจะเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คิด แต่เราก็อยู่ภายใต้ข้อผูกมัดในการสร้างสิ่งจูงใจที่เหมาะสม ดังนั้น โครงสร้างพื้นฐานการชาร์จจึงควรมีอยู่ในปริมาณที่เหมาะสม”</p>
<p>แม้ว่าผู้คนโดยทั่วไปมีความสามารถในการซื้อรถยนต์ไฟฟ้า แต่หลายคนก็ยังคง “กังวล” เรื่องสถานีชาร์จสาธารณะที่มีจำนวนไม่เพียงพอ โดยทางด้านของผู้ผลิตรถยนต์เองก็ได้ส่งสัญญาณว่าพวกเขาจะยอมรับเฉพาะเป้าหมายการปล่อยมลพิษที่เข้มงวดขึ้นเท่านั้นเพื่อแลกกับการลงทุนสาธารณะด้านสถานีชาร์จจำนวนมากนี้</p>
<p>อย่างไรก็ดี ข้อเสนอดังกล่าวนี้จะต้องได้รับการอนุมัติจากประเทศสมาชิกของสหภาพยุโรปและรัฐสภายุโรปในขั้นตอนต่อไป ซึ่งจะใช้เวลาราวๆ 2 ปี เลยทีเดียว หลายภาคส่วนคงต้องจับตาดูว่าในที่สุดผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร แต่ขณะนี้รถยนต์ไฟฟ้ากำลังได้รับความนิยมจากชาวยุโรปเป็นอย่างมาก</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>credit :</strong></p>
<p><strong>https://driving.ca/auto-news/driver-info/e-u-proposes-effective-ban-for-new-fossil-fuel-cars-beginning-2035</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2021/07/eu-proposes-effective-ban-for-new-fossil-fuel-cars/">EU เร่งขีดเส้นตายเลิกใช้รถยนต์ที่ใช้น้ำมันฟอสซิลให้หมดภายในปี 2035</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
