<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Food Waste Management &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/food-waste-management/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Wed, 17 Dec 2025 08:33:30 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.7</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>Food Waste Management &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>S&#038;P ร่วมกับ SOS Thailand ขยายความร่วมมือ &#8216;S&#038;P Food Rescue&#8217; เพิ่มเป็น 205 จุดขายทั่วประเทศ เดินหน้ากอบกู้เบเกอรี่ส่วนเกินสร้างประโยชน์ให้สังคม</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/12/snp-hands-sos-in-food-rescue-cooperation/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 17 Dec 2025 08:33:30 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Bakery]]></category>
		<category><![CDATA[Food Loss]]></category>
		<category><![CDATA[Food Rescue]]></category>
		<category><![CDATA[Food Rescue Chain]]></category>
		<category><![CDATA[Food Waste]]></category>
		<category><![CDATA[Food Waste Management]]></category>
		<category><![CDATA[S&P]]></category>
		<category><![CDATA[S&P Food Rescue]]></category>
		<category><![CDATA[S&P Shop]]></category>
		<category><![CDATA[Scholars of Sustenance]]></category>
		<category><![CDATA[SOS THAILAND]]></category>
		<category><![CDATA[Surplus Food]]></category>
		<category><![CDATA[กำธร ศิลาอ่อน]]></category>
		<category><![CDATA[ครัวรักษ์อาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[ทวี อิ่มพูลทรัพย์]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาภรณ์ อ้อยอิสรานุกุล]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[มณีสุดา ศิลาอ่อน]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิสโกลารส์ ออฟ ซัสทีแนนซ์​]]></category>
		<category><![CDATA[เอส แอนด์ พี ซินดิเคท]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=38902</guid>

					<description><![CDATA[<p>บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) นำโดย คุณกำธร ศิลาอ่อน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และคุณมณีสุดา ศิลาอ่อน ประธานเจ้าหน้าที่สำนักพัฒนาความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร จับมือ มูลนิธิ Scholars of Sustenance (SOS) Thailand โดย คุณธนาภรณ์ อ้อยอิสรานุกุล ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการประเทศไทย และคุณทวี อิ่มพูลทรัพย์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย ร่วมประกาศความสำเร็จผ่านการขยายโครงการ S&#38;P Food Rescue ส่งต่อเบเกอรี่ส่วนเกินสู่สังคม จาก 96 จุดขาย เพิ่มอีก 109 จุดขาย รวมเป็น 205 จุดขายทั่วประเทศ คุณมณีสุดา ศิลาอ่อน ประธานเจ้าหน้าที่สำนักพัฒนาความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร กล่าวถึงโครงการ S&#38;P Food Rescue ว่า  ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของบริษัท  S&#38;P มุ่งสร้างสมดุลทั้งในมิติสังคม สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/12/snp-hands-sos-in-food-rescue-cooperation/">S&#038;P ร่วมกับ SOS Thailand ขยายความร่วมมือ &#8216;S&#038;P Food Rescue&#8217; เพิ่มเป็น 205 จุดขายทั่วประเทศ เดินหน้ากอบกู้เบเกอรี่ส่วนเกินสร้างประโยชน์ให้สังคม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน)</strong> นำโดย <strong>คุณกำธร ศิลาอ่อน</strong> ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ<strong>คุณมณีสุดา ศิลาอ่อน</strong> ประธานเจ้าหน้าที่สำนักพัฒนาความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร จับมือ <strong>มูลนิธิ Scholars of Sustenance (SOS) Thailand</strong> โดย<strong> คุณธนาภรณ์ อ้อยอิสรานุกุล</strong> ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการประเทศไทย และ<strong>คุณทวี อิ่มพูลทรัพย์</strong> ผู้จัดการประจำประเทศไทย ร่วมประกาศความสำเร็จผ่านการขยายโครงการ <strong>S&amp;P Food Rescue</strong> ส่งต่อเบเกอรี่ส่วนเกินสู่สังคม จาก 96 จุดขาย เพิ่มอีก 109 จุดขาย รวมเป็น 205 จุดขายทั่วประเทศ</p>
<p><span id="more-38902"></span></p>
<p><strong>คุณมณีสุดา ศิลาอ่อน</strong> ประธานเจ้าหน้าที่สำนักพัฒนาความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร กล่าวถึงโครงการ S&amp;P Food Rescue ว่า  ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของบริษัท  S&amp;P มุ่งสร้างสมดุลทั้งในมิติสังคม สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ ซึ่งมีเป้าหมายคือ การลดเบเกอรี่ส่วนเกินจากการผลิตลงไม่น้อยกว่า 4.5% ของยอดขาย ภายในปี 2573 และการส่งต่อเบเกอรี่ส่วนเกินจากการผลิตให้เกิดประโยชน์แก่สังคม 20% จากสัดส่วนเบเกอรี่ส่วนเกิน ในปี 2573</p>
<p><em>&#8220;เป้าหมายดังกล่าวนับเป็นความท้าทายของบริษัทฯ แต่ S&amp;P  ได้รับความร่วมมือที่ดีในการส่งต่อเบเกอรี่ส่วนเกินจากการผลิตจากพันธมิตร คือ <strong>มูลนิธิ Scholars of Sustenance (SOS) Thailand</strong> มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2563 ภายใต้โครงการ <strong>S&amp;P Food Rescue</strong>&#8221; </em></p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38905 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/SP-SOS2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ทั้งนี้ จากการดำเนินโครงการที่ผ่านมา บริษัทฯ ส่งต่อเบเกอรี่ส่วนเกิน จากกระบวนการผลิตที่มีคุณภาพดี สะอาด ปลอดภัย จากร้านอาหาร S&amp;P และเบเกอรี่ช็อปจำนวน  96 จุดขาย จากใน 4 จังหวัด ได้แก่ จ.กรุงเทพฯ จ.เชียงใหม่ จ.ภูเก็ต และ จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยได้ส่งต่อแก่ชุมชนไปแล้ว 241,777 กิโลกรัม เทียบเท่าอาหาร 1 ล้านมื้อ และช่วยลดก๊าซเรือนกระจกจากขยะฝังกลบได้ถึง 601,541 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งเบเกอรี่ส่วนเกินนี้สามารถนำไปสร้างประโยชน์​แก่สังคมให้ได้อิ่มท้องและช่วยลดค่าครองชีพ ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน</p>
<p><em>&#8220;S&amp;P และ SOS Thailand ได้ขยายความร่วมมือในการจัดการเบเกอรี่ส่วนเกินอย่างต่อเนื่อง โดยใน​เดือนธันวาคม 2568 นี้  S&amp;P ได้ขยายโครงการความร่วมมือเพิ่มอีก 109 จุดขาย รวมทั้งสิ้น 205 จุดขายทั่วประเทศ ทั้งการขยายเพิ่มเติมในจังหวัดเดิมที่ดำเนินการแล้ว และขยายไปจังหวัดอื่นๆ  ได้แก่ จ.นนทบุรี จ.ปทุมธานี จ.ลำปาง จ.นครสวรรค์ จ.สุราษฎร์ธานี และจ.ลำพูน เพื่อมุ่งหวังกระจายความช่วยเหลือไปยังชุมชนทั่วประเทศเพื่อผู้บริโภคได้รับประทานอาหารคุณภาพดี สร้างโอกาสในการเข้าถึงอาหารอย่างเท่าเทียม&#8221;</em></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-38907 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/SP-SOS4.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>นอกจากนี้ ในปี 2569 บริษัทฯ มีแผนพัฒนาร้าน S&amp;P สาขาโรงพยาบาลศิริราชเป็นร้านต้นแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่กระบวนการต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ส่งต่อถึงผู้บริโภค โดยมุ่งมั่นลดผลกระทบเชิงลบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบตลอดห่วงโซ่คุณค่า ซึ่งโครงการ <strong>S&amp;P Food Rescue</strong> นับเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จที่ขับเคลื่อนกระบวนการดำเนินงานของบริษัทฯ ให้เกิดความยั่งยืนอย่างแท้จริง</p>
<p>การขับเคลื่อนของ S&amp;P​ ตอกย้ำความ​มุ่งมั่นในการสร้างโอกาสและลดความเหลื่อมล้ำใน​การเข้าถึงอาหารแก่คนในสังคมอย่างเท่าเทียม พร้อมมีส่วนร่วมลดปัญหาขยะอาหารที่สร้างผลกระทบต่อโลก เพื่อให้เติบโตไปพร้อมกันอย่างมีความสุขและยั่งยืน</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-38908 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/SP-SOS5.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/12/snp-hands-sos-in-food-rescue-cooperation/">S&#038;P ร่วมกับ SOS Thailand ขยายความร่วมมือ &#8216;S&#038;P Food Rescue&#8217; เพิ่มเป็น 205 จุดขายทั่วประเทศ เดินหน้ากอบกู้เบเกอรี่ส่วนเกินสร้างประโยชน์ให้สังคม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>อึ้ง! คนไทยก่อขยะอาหารปีละเกือบ 10 ล้านตัน!! เร่งสร้างแนวร่วมจัดการ Foodwaste​ ระดับชาติ วางโรดแม็พ 3 ปี ลดการสูญเสียอาหาร 25%</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/01/national-cooperation-drive-food-waste-roadmap/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 18 Jan 2024 12:03:41 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Food Waste]]></category>
		<category><![CDATA[Food Waste Management]]></category>
		<category><![CDATA[Roadmap]]></category>
		<category><![CDATA[SDGs]]></category>
		<category><![CDATA[Surplus Food]]></category>
		<category><![CDATA[กทม.]]></category>
		<category><![CDATA[กรมควบคุมมลพิษ]]></category>
		<category><![CDATA[กรุงเทพมหานคร]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดการขยะอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[ขยะอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[คุณณัฐณิชา ยี่ลังกา]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ชาติวุฒิ วังวล]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ภานุวัฒน์ อ่อนเทศ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.วิจารย์ สิมาฉายา]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.วิจารย์ อินทรกำแหง]]></category>
		<category><![CDATA[ปรีญาพร สุวรรณเกษ]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์อาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย]]></category>
		<category><![CDATA[สสส.]]></category>
		<category><![CDATA[แหล่งกำเนิดขยะ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=23555</guid>

					<description><![CDATA[<p>สสส. ผนึก สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI)  กรมควบคุมมลพิษ กรมโลกร้อน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กรมอนามัย กทม. และ 14 ศูนย์อาหารทั้งภาครัฐและเอกชน นำร่องลดขยะอาหาร ส่งต่ออาหารส่วนเกินให้กลุ่มเปราะบาง ลดความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพในเขตเมือง พร้อมวางโรดแม็พตั้งเป้าลดขยะอาหารลง 25% ภายในปี 2570  ดร.ชาติวุฒิ วังวล ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ สสส. กล่าวว่า การจัดการขยะอาหารและปัญหาอาหารส่วนเกินเป็นหนึ่งในวาระระดับโลก ทาง UN จึงกำหนดหนึ่งในเป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ผ่านการ​ลดปริมาณขยะอาหารในระดับค้าปลีกและการบริโภคทั่วโลกลง 50% ภายในปี 2573 (จากปีฐาน 2558)  เช่นเดียวกับปัญหาในประเทศไทย โดยเฉพาะเมืองใหญ่ ที่มีคนอาศัยหนาแน่น และขาดพื้นที่จัดการอาหารส่วนเกิน จึงเกิดการทิ้งอาหารส่วนเกินทั้งจาก​บ้านเรือน ตลาด ซูเปอร์มาร์เก็ต โรงแรม ร้านอาหาร ศูนย์อาหาร รวมท้ังไม่มีการนำไปจัดการอย่างถูกต้อง ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม และสุขภาพอนามัยของประชาชน จึงจำเป็นต้องส่งเสริมให้มีการแก้ไขตั้งแต่ต้นทางแหล่งกำเนิด​ พร้อมสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงระหว่างผู้สร้างขยะอาหารและอาหารส่วนเกิน เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ รวมถึงส่งต่อให้กลุ่มเปราะบาง เพื่อช่วยลดทั้งปริมาณขยะอาหารและอาหารส่วนเกิน ​​ลดมลพิษและการสร้างก๊าซเรือนกระจก  ​รวมทั้งลดความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพในเขตเมืองด้วย [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/01/national-cooperation-drive-food-waste-roadmap/">อึ้ง! คนไทยก่อขยะอาหารปีละเกือบ 10 ล้านตัน!! เร่งสร้างแนวร่วมจัดการ Foodwaste​ ระดับชาติ วางโรดแม็พ 3 ปี ลดการสูญเสียอาหาร 25%</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><b>สสส. ผนึก สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI)  กรมควบคุมมลพิษ กรมโลกร้อน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กรมอนามัย กทม. และ 14 ศูนย์อาหารทั้งภาครัฐและเอกชน นำร่องลดขยะอาหาร ส่งต่ออาหารส่วนเกินให้กลุ่มเปราะบาง ลดความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพในเขตเมือง พร้อมวางโรดแม็พตั้งเป้าลดขยะอาหารลง 25% ภายในปี 2570 </b></p>
<p><span id="more-23555"></span></p>
<p><b>ดร.ชาติวุฒิ วังวล </b>ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ สสส. <span style="font-weight: 400;">กล่าวว่า การจัดการขยะอาหารและปัญหาอาหารส่วนเกินเป็นหนึ่งในวาระระดับโลก ทาง UN จึงกำหนดหนึ่งในเป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ผ่านการ​ลดปริมาณขยะอาหารในระดับค้าปลีกและการบริโภคทั่วโลกลง 50% ภายในปี 2573 (จากปีฐาน 2558)  เช่นเดียวกับปัญหาในประเทศไทย โดยเฉพาะเมืองใหญ่ ที่มีคนอาศัยหนาแน่น และขาดพื้นที่จัดการอาหารส่วนเกิน จึงเกิดการทิ้งอาหารส่วนเกินทั้งจาก​บ้านเรือน</span> ตลาด ซูเปอร์มาร์เก็ต โรงแรม ร้านอาหาร ศูนย์อาหาร รวมท้ังไม่มีการนำไปจัดการอย่างถูกต้อง ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม และสุขภาพอนามัยของประชาชน จึงจำเป็นต้องส่งเสริมให้มีการแก้ไขตั้งแต่ต้นทางแหล่งกำเนิด​ พร้อมสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงระหว่างผู้สร้างขยะอาหารและอาหารส่วนเกิน เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ รวมถึงส่งต่อให้กลุ่มเปราะบาง เพื่อช่วยลดทั้งปริมาณขยะอาหารและอาหารส่วนเกิน ​​ลดมลพิษและการสร้างก๊าซเรือนกระจก  ​รวมทั้งลดความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพในเขตเมืองด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-23562 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/01/2-5.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><b>คุณปรีญาพร สุวรรณเกษ </b>อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ <span style="font-weight: 400;">กล่าวว่า</span> <span style="font-weight: 400;">ประเทศไทยมีปริมาณขยะอาหารประมาณ 9.7 ล้านตัน หรือราว 146 กิโลกรัม/คน/ปี โดยแหล่งกำเนิดสำคัญของขยะอาหาร ประกอบด้วย ตลาดสด ซึ่งมีสัดส่วนขยะอาหารถึง 77.26% จากปริมาณขยะทั้งหมดภายในตลาด </span><span style="font-weight: 400;">ตามมาด้วย​ ห้างสรรพสินค้าและร้านสะดวกซื้อ มีสัดส่วนขยะอาหาร 54.94% จากปริมาณขยะทั้งหมด อาคารสำนักงาน มีสัดส่วนขยะอาหาร 41.41%  คอนโดมิเนียม 40.998%  โรงแรม 37.03%  ซึ่งสถานประกอบการต่างๆ ส่วนใหญ่มักจะมีศูนย์อาหาร​อยู่ด้วย และถือเป็นจุดสำคัญที่สร้างให้เกิดขยะอาหาร ที่จำเป็นต้องเข้ามาจัดการดูแล เพื่อมุ่งสู่​เป้าหมายที่ทาง UN ได้วางไว้ </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-23559 " src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/01/แหล่งเกิดขยะอาหรที่ต้องจัดการ_0.jpg" alt="" width="605" height="756" /></p>
<p><em>&#8220;ทั้งนี้ โรดแม็พเพื่อการขับเคลื่อนการจัดการขยะอาหารให้ลดลงครึ่งหนึ่งตามเป้าหมายในปี 2573 ​ได้​วาง​ Action Plan ​เป็น 2 ระยะที่ ซึ่งระยะแรก ระหว่าง พ.ศ. 2566 – 2570 เพื่อวางกรอบและทิศทางการ​แก้ไขปัญหาการจัดการขยะอาหารอย่างยั่งยืนจากแหล่งกำเนิด มุ่งเน้นการเปลี่ยนพฤติกรรมทั้งผู้จำหน่ายอาหาร ผู้ประกอบอาหาร รวมทั้งผู้บริโภค ตามวิถีการบริโภคที่ยั่งยืน ทั้งการป้องกันไม่ให้เกิดขยะอาหารตั้งแต่ต้นทาง การลดขยะอาหาร การนำไปใช้ประโยชน์ต่ออย่างคุ้มค่า เพื่อให้เหลือปริมาณส่วนน้อยที่สุดสำหรับ​นำไปกำจัดอย่างถูกต้อง โดยมีเป้าหมายลดขยะอาหารลงมากกว่า 25% ภายในปี 2570 และระยะที่ 2 ตั้งแต่ปี 2571 -2573 ในรูปแบบของการขยายผลเพื่อลดปริมาณขยะอาหารลงให้เพิ่มขึ้นเป็น 50% ภายในปี 2573&#8221; </em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-23560 " src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/01/Timeline-ทิศทางจัดการขยะอาหาร_0.jpg" alt="" width="630" height="788" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะที่กำแพงสำคัญของประเทศในการบริหารจัดการขยะอาหาร<strong> ดร.วิจารย์ อินทรกำแหง</strong> ผอ.ส่วนบริการจัดการมูลฝอยชุมชน กรมควบคุมมลพิษ เสริมว่า ​มาจาก​ 10 ปัญหาต่อไปนี้ คือ 1. ขาดข้อมูลขยะอาหารของแต่ละภาคส่วน 2.การปรับพฤติกรรมของผู้บริโภต (การบริโภค -การทิ้ง) 3.ไม่มีแนวปฏิบัติในการป้องกัน ลด การใช้ประโยชน์จากขยะอาหาร 4. การบริจาคและส่งต่ออาหารส่วนเกินยังไม่ครอบคลุมทั้งประเทศ 5.ไม่มีมาตรฐานกลางในการดูแลอาหารส่วนเกิน 6.ขาดแรงจูงใจ เครื่องมือ กลไกให้ภาคธุรกิจปฏิบัติ 7.นวัตกรรมและเทคโนโลยีในการกำจัดอาหารยังมีราคาแพง 8. ไม่มีระบบคัดแยกและจัดเก็บขยะมูลฝอย 9. ขาดระบบจัดเก็บและรายงานข้อมูลขยะอาหาร และ 10. ขาดศูนย์ความรู้กลางด้านการจัดการขยะอาหาร</span></p>
<p><strong>&#8216;ศูนย์อาหาร&#8217; แหล่งกำเนิดหลักขยะอาหาร</strong></p>
<p><strong>คุณณัฐณิชา ยี่ลังกา</strong> นักวิจัย สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวว่า ปริมาณขยะอาหารเกือบ 10 ล้านตัน ในปี 2565 ที่ผ่านมา คิดเป็น 38% ของขยะมูลฝอย 26 ล้านตัน ที่เกิดภายในชุมชน ซึ่งเกือบ 90% ที่นำไปเทกองและฝังกลบ และราว 10% ที่มีการนำไปจัดการภายในครัวเรือน และนำไปทำปุ๋ยหมัก ขณะที่ศูนย์อาหารเป็นแหล่งกำเนิดสำคัญของขยะอาหารและอาหารส่วนเกิน ​มักจะมีวัตถุดิบที่เหลือทิ้งทั้งจากขั้นตอนการเตรียมอาหาร  ที่อาจมีการสูญเสียวัตถุดิบ จากการจัดเก็บไม่ได้คุณภาพทำให้เสียหรือหมดอายุ รวมทั้งจากการตัดแต่งเพื่อนำไปก่อนนำไปปรุง ขณะที่ในการปรุงอาหาร ที่อาจจะมีการเตรียมในปริมาณมากเกินไป ทำผิด หรืออาหารไหม้ หรืออาหารที่ลูกค้ารับประทานเหลือ รวมไปถึงขยะอื่นๆ ภายในครัวที่มักจะทิ้งรวมๆ กันไป ทำให้ปริมาณขยะทั้งในครัวและที่เหลือภายในจานมีปริมาณมากพอๆกัน</p>
<p>&#8220;การจัดการขยะอาหารภายในศูนย์อาหารจะใช้หลักการทั้งการป้องกัน การลด เพื่อให้เกิดการสูญเสียอาหารให้น้อยที่สุด รวมทั้งการนำส่วนที่รับประทานไม่หมดมาแปรรูป หรือแปลงสภาพ​เพื่อให้มีส่วนที่เหลือมา​กำจัดให้น้อยที่สุด และนำไปกำจัดอย่างถูกต้อง  ภายใต้ความร่วมมือจากผู้ที่เกี่ยวข้องในทุกระดับทั้งผู้บริหารองค์กร ผู้จัดการศูนย์อาหาร ที่มีหน้าที่ในการกำหนดนโยบายและวางแผนการขับเคลื่อนของพนักงาน หรือในส่วนของผู้ประกอบการร้านอาหารหรือผู้ปรุงอาหาร ที่ต้องคำนวณวัตถุดิบในการนำมาใช้อย่างเหมาะสม รวมทั้งการจัดเก็บ และการใช้วัตถุดิบ หรือการตักอาหารให้ลูกค้าในขณะจำหน่าย จากการสังเกตุพฤติกรรมของลูกค้าหรือจำนวนยอดขายที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน ในส่วนของพนักงาน ก็ต้องให้ความสำคัญกับการแยกประเภทขยะแต่ละประเภทโดยไม่ปะปนกัน รวมทั้งในส่วนของลูกค้าเองก็สามารถบอกปริมาณที่ตัวเองต้องการ หรือไม่รับอาหารที่ไม่ทาน เพื่อป้องกันการเกิดขยะ และหากมีอาหารเหลือก็ให้แยกทิ้งออกจากอาหารประเภทอื่น&#8221;​</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-23556 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/01/4-3.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ดร.ภานุวัฒน์ อ่อนเทศ</strong> ผู้อำนวยการส่วนบริการจัดการมูลฝอย สำนักงานจัดการมูลฝอยและสิ่งปฏิกูล สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวว่า จากการขับเคลื่อนนโยบาย &#8216;ไม่เทรวมของ กทม.&#8217; ส่งผลให้ปริมาณขยะของ กทม. ในปี 2566 ลดลงจากปี 2665 จำนวนเฉลี่ย 204 ตันต่อวัน จาก 8,979 ตันต่อวัน เหลือ 8,775 ตันต่อวัน ​​หรือลดลงได้มากกว่า 74,460 ตัน ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บลงได้มากกว่า 140 ล้านบาท ขณะที่ขยะอาหารเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนมากที่สุดถึง​ 48%  จากขยะ 14 ประเภทตามชนิดของวัสดุ ซึ่งทาง กทม. ​ได้แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ ขยะอินทรีย์ ขยะรีไซเคิล ขยะอันตราย และขยะทั่วไป เพื่อนำไปบริหารจัดการอย่างเหมาะสม ภายใต้การจัดการขยะของ กทม. ที่เน้นการจัดเก็บอย่างครอบคลุมเพื่อไม่มีขยะตกค้าง และกำจัดขยะที่จัดเก็บให้หมดวันต่อวัน รวมทั้งให้ความสำคัญกับการลดและคัดแยกขยะที่แหล่งกำเนิด โดยส่งเสริมให้ประชาชนทุกครัวเรือน และแหล่งกำเนิดขยะใหญ่ ๆ เช่นโรงเรียน ห้างสรรพสินค้า ตลาด วัด ร้านสะดวกซื้อ ซุปเปอร์มาเก็ต โรงพยาบาล ธนาคาร สำนักงาน โรงงานอุตสาหกรรม ร้านอาหาร ลดและคัดแยกขยะตามหลักการ 3R คือ Reduce ลดการใช้ ลดการผลิตขยะ Reuse การใช้ซ้ำ และ Recycle นำกลับมาใช้ใหม่ โดยขยะรีไซเคิล จะนำไป​ส่งขาย ขยะอินทรีย์ ส่งเสริมการใช้ประโยชน์ที่แหล่งกำเนิด ขยะอันตราย แยกขายใช้ประโยชน์หรือส่งกำจัด ส่วนที่เหลือคือขยะทั่วไป ซึ่งจะมีการส่งกำจัดอย่างถูกหลักสุขาภิบาล</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-23558 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/01/PIC-Group1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><b>ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย </b><span style="font-weight: 400;">กล่าวว่า </span>การประกาศเจตจำนงความร่วมมือจัดการขยะอาหารจากศูนย์อาหาร จะเป็นการนำร่องความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีบทบาทสำคัญในการจัดการขยะอาหารและอาหารส่วนเกินของประเทศ มีความร่วมมือสำคัญ 5 ด้าน ประกอบด้วย 1. สนับสนุนให้ศูนย์อาหารและหน่วยงานต่าง ๆ มีข้อมูลและกำหนดเป้าหมายลดปริมาณขยะอาหารและอาหารส่วนเกินด้วยระบบคัดแยกและรวบรวมให้เอื้อต่อการนำไปใช้ประโยชน์และกำจัดอย่างเหมาะสม 2. ส่งเสริมให้ผู้บริโภคมีพฤติกรรมป้องกันและลดการเกิดขยะอาหารและอาหารส่วนเกิน  3. ส่งเสริมองค์ความรู้และแนวปฏิบัติที่ดี สำหรับผู้ประกอบอาหารและผู้จำหน่ายอาหารในการป้องกัน ลด คัดแยก และจัดการขยะอาหารและอาหารส่วนเกิน  4. พัฒนาและขยายผลรูปแบบที่เหมาะสมและแนวปฏิบัติที่ดีในการป้องกันและลดการเกิดขยะอาหารและอาหารส่วนเกินจากศูนย์อาหาร และจัดการขยะอาหารและอาหารส่วนเกินที่แหล่งกำเนิด  5. ขับเคลื่อนนโยบายและแผนจัดการขยะอาหารและอาหารส่วนเกิน ด้วยกลไกข้อมูล กฎระเบียบ และการสื่อสาร เพื่อให้เกิดการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมและกว้างขวาง</p>
<p>&#8220;​​สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย มุ่งสนับสนุนให้เกิดการทำงานร่วมกันระหว่างภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการจัดการขยะอาหารอย่างเป็นระบบ สนับสนุนทางวิชาการ การเผยแพร่ข้อมูล และผลักดันให้เกิดการจัดการขยะอาหารจากแหล่งอาหารอย่างเป็นรูปธรรม&#8221; ดร.วิจารย์ กล่าวทิ้งท้าย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/01/national-cooperation-drive-food-waste-roadmap/">อึ้ง! คนไทยก่อขยะอาหารปีละเกือบ 10 ล้านตัน!! เร่งสร้างแนวร่วมจัดการ Foodwaste​ ระดับชาติ วางโรดแม็พ 3 ปี ลดการสูญเสียอาหาร 25%</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การกลับมาของ &#8216;โออิชิ แกรนด์&#8217; พร้อมการสร้าง Best Practice สู่เป้าหมาย &#8216;Zero Food Waste ​2030&#8217; ​ตอกย้ำ Authentic Japanese Food</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2022/12/oishi-group-drive-zero-food-waste-2030/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 18 Dec 2022 11:18:21 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Authentic Japanese]]></category>
		<category><![CDATA[Best Practice]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[Food Waste]]></category>
		<category><![CDATA[Food Waste Management]]></category>
		<category><![CDATA[Japanese Food]]></category>
		<category><![CDATA[Made to Oder]]></category>
		<category><![CDATA[Sushi & Sashimi Destination]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Zero Food Waste]]></category>
		<category><![CDATA[การบริโภคอย่างยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ขยะอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[ขยะอาหารเป็นศูนย์]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[นงนุช บูรณะเศรษฐกุล]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[บุฟเฟต์]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารญี่ปุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[โออิชิ]]></category>
		<category><![CDATA[โออิชิ กรุ๊ป]]></category>
		<category><![CDATA[โออิชิ แกรนด์ สยามพารากอน’]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=16122</guid>

					<description><![CDATA[<p>หลังปิดให้บริการไปราว 5 เดือน วันนี้ ‘โออิชิ แกรนด์ สยามพารากอน’ ได้กลับมาเปิดให้บริการลูกค้าอีกครั้ง ใน​พื้นที่ใหม่ บริเวณชั้น 4 โซน ฟู้ด พาสสาจ (ฝั่งนอร์ธ) ด้วยบรรยากาศและคอนเซ็ปต์ที่แตกต่างไปจากเดิม ทั้งต่างไปจากสิ่งที่โออิชิ แกรนด์ เคยเป็น และยังต่างจากวิธิคิดของร้านอาหารในรูปแบบบุฟเฟต์ทั่วไปที่เราคุ้นเคยกันอีกด้วย เนื่องจาก New Operation ใหม่ ของโออิชิ  แกรนด์ ในการกลับมาครั้งนี้ ถือเป็นการนำร่องเพื่อสร้างต้นแบบด้าน Food Waste Management ซึ่งเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญในการขับเคลื่อนแผนความยั่งยืนของโออิชิ กรุ๊ป ที่วางไว้ในอนาคต โดยหนึ่งในเป้าหมายคือ การพิชิต Zero Food Waste ​ภายในปี 2030 ซึ่งจะมีการต่อยอดขยายผลจากสาขานี้ ไปสู่การวางโมเดลเพื่อปรับใช้กับร้านอาหารภายในเครือ โดยเฉพาะร้านในรูปแบบบุฟเฟต์​เพื่อลดการเกิดความสูญเสียของอาหารและวัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ย้ำภาพ Authentic Japanese ตอบโจทย์การบริโภคอย่างยั่งยืน คุณนงนุช บูรณะเศรษฐกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2022/12/oishi-group-drive-zero-food-waste-2030/">การกลับมาของ &#8216;โออิชิ แกรนด์&#8217; พร้อมการสร้าง Best Practice สู่เป้าหมาย &#8216;Zero Food Waste ​2030&#8217; ​ตอกย้ำ Authentic Japanese Food</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หลังปิดให้บริการไปราว 5 เดือน วันนี้ ‘<strong>โออิชิ แกรนด์ สยามพารากอน</strong><strong>’</strong> ได้กลับมาเปิดให้บริการลูกค้าอีกครั้ง ใน​พื้นที่ใหม่ บริเวณชั้น 4 โซน ฟู้ด พาสสาจ (ฝั่งนอร์ธ) ด้วยบรรยากาศและคอนเซ็ปต์ที่แตกต่างไปจากเดิม ทั้งต่างไปจากสิ่งที่โออิชิ แกรนด์ เคยเป็น และยังต่างจากวิธิคิดของร้านอาหารในรูปแบบบุฟเฟต์ทั่วไปที่เราคุ้นเคยกันอีกด้วย</p>
<p><span id="more-16122"></span></p>
<p>เนื่องจาก New Operation ใหม่ ของโออิชิ  แกรนด์ ในการกลับมาครั้งนี้ ถือเป็นการนำร่องเพื่อสร้างต้นแบบด้าน Food Waste Management ซึ่งเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญในการขับเคลื่อนแผนความยั่งยืนของโออิชิ กรุ๊ป ที่วางไว้ในอนาคต โดยหนึ่งในเป้าหมายคือ<strong> การพิชิต Zero Food Waste ​ภายในปี 2030</strong> ซึ่งจะมีการต่อยอดขยายผลจากสาขานี้ ไปสู่การวางโมเดลเพื่อปรับใช้กับร้านอาหารภายในเครือ โดยเฉพาะร้านในรูปแบบบุฟเฟต์​เพื่อลดการเกิดความสูญเสียของอาหารและวัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น</p>
<p><strong>ย้ำภาพ </strong><strong>Authentic Japanese </strong><strong>ตอบโจทย์การบริโภคอย่างยั่งยืน </strong></p>
<p><strong>คุณนงนุช บูรณะเศรษฐกุล</strong> กรรมการผู้จัดการ บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้โออิชิ แกรนด์ คือ Japanese and International Buffet ที่มีความพรีเมียมและวาไรตี้จากอาหารญี่ปุ่นและอาหารนานาชาติ แต่การกลับมาของโออิชิ แกรนด์ ครั้งนี้ เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำตัวจริงในธุรกิจอาหารญี่ปุ่นในแบบฉบับญี่ปุ่นที่เป็นต้นตำรับหรือเป็น <strong>Authentic Japanese</strong> ซึ่งความเป็นญี่ปุ่นจะสะท้อนได้ถึงคำว่า <strong>คุณภาพ มาตรฐาน และความเชื่อมั่น ​</strong>โดยยังคงความพรีเมียม​​และความหลากหลายของเมนูอาหารญี่ปุ่นที่มีครบทุกประเภทไว้มากกว่า 200 เมนู โดยเฉพาะเมนูซูชิและปลาดิบ ที่เน้นการทำสดใหม่ ให้ความรู้สึกเหมือนไปนั่งร้านโอมากาเสะ ในราคาที่จับต้องได้มากขึ้น เพื่อสร้างภาพจำในฐานะ <strong>Sushi &amp; Sashimi Destination</strong> และช่วยตอกย้ำให้แบรนด์โออิชิในการเป็น <strong>Top of Mind ของลูกค้าเมื่อนึกถึงอาหารญี่ปุ่น </strong>ให้มีความแข็งแรงได้เพิ่มมากยิ่งขึ้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-16123 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/12/03_นงนุช-บูรณะเศรษฐกุล-แห่ง-โออิชิ-กรุ๊ป.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>นอกจากปรับเมนูให้เป็น Authentic Japanese แล้ว ​อาหารราว ๆ  90% ภายในร้าน จะเป็นแบบ<strong> Made to Order</strong> ที่ลูกค้าสามารถสั่งให้เชฟทำขึ้นมาใหม่ ต่างจากก่อนหน้าที่เมนูทั้งหมด ​จะถูกจัดวางไว้พร้อมเสิร์ฟและลูกค้าสามารถไปหยิบมารับประทานได้เลย ซึ่งในโออิชิ แกรนด์ รูปแบบใหม่นี้ได้<strong> ลดการจัดวางอาหารเหลือไว้เพียง 10% เท่านั้น</strong> เพื่อให้ยังคงตอบโจทย์อินไซต์สำคัญของลูกค้ากลุ่มหลักของอาหารบุฟเฟต์ ที่ส่วนหนึ่งเข้ามาแล้วอยากรับประทานอาหารได้ทันที</p>
<p>ทำให้รูปแบบการบริการของสาขานี้ จะเป็นแบบไฮบริดทั้ง A la Carte และ Buffet รวมทั้งลูกค้ายังได้รับความสะดวกจากการให้บริการของพนักงานในร้าน จากที่ก่อนหน้าจะเป็นรูปแบบ Self Service เป็นหลัก รวมทั้งที่นั่งราว 130 เก้าอี้ ภายในร้าน ที่มากกว่าครึ่งจะเป็น Flexible Seat เพื่อสามารถปรับให้รองรับกลุ่มลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการได้ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยว นักธุรกิจ หรือกลุ่มครอบครัว ที่ส่วนใหญ่ลูกค้าบุฟเฟต์มักจะมารับประทานเป็นกลุ่มหรือหมู่คณะ แต่บางครั้งต้องนั่งแยกกันเพราะเก้าอี้ภายในร้านไม่สามารถรองรับได้ จึงเชื่อว่า คอนเซ็ปต์ใหม่ของโออิชิ แกรนด์ สยามพารากอนนี้ จะสามารถตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มหลักๆ รวมทั้งสามารถดึงลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ เข้ามาใช้บริการได้เพิ่มมากยิ่งขึ้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-16127 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/12/07_โฉมใหม่-โออิชิ-แกรนด์-สยามพารากอน-ชั้น-4-โซน-ฟู้ด-พาสสาจ.jpg" alt="" width="1200" height="857" /></p>
<p><em><strong>“การปรับเมนูถึง 90% ให้เป็น Made to Oder นอกจากตอบโจทย์ทั้งการมอบประสบการณ์ในการรับประทานอาหาร ที่สามารถส่งมอบคุณภาพและบริการ​ที่ดีอย่างสูงสุดให้แก่ลูกค้าได้แล้ว ​ยังช่วยลดโอกาสในการสร้างความสูญเสียของอาหาร หรือ Food waste ในธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นด้วย</strong> แม้ว่าก่อนหน้าทางร้านจะบริหารจัดการอาการส่วนเกินจากการขายในแต่ละวัน เพื่อส่งต่อให้กับทางพันธมิตรในการนำไปส่งมอบให้ภาคส่วนที่ต้องการเพื่อสร้างให้เกิดประโยชน์​โดยไม่ให้มีอาหารเหลือทิ้งอยู่แล้ว แต่หากสามารถลดการสูญเสียได้จากต้นทางจะดีกว่าการใช้วิธีแก้ปัญหาที่ปลายทาง และยังสอดคล้องกับหลักการบริโภคอย่างยั่งยืนซึ่งเป็นอีกหนึ่งอินไซต์ที่ผู้บริโภคในยุค Post-covid ให้ความสำคัญเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ​ทั้งการเลือกบริโภคอาหารที่ดีต่อสุขภาพ เพื่อดูแลสุขภาพของตัวเอง รวมทั้งให้ความสำคัญกับการดูแลโลกและสังคมรอบข้างให้มีความยั่งยืนเพิ่มมากยิ่งขึ้นด้วย”​​​</em></p>
<p><strong><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-16125 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/12/05_โฉมใหม่-โออิชิ-แกรนด์-สยามพารากอน-ชั้น-4-โซน-ฟู้ด-พาสสาจ.jpg" alt="" width="1200" height="857" /><br />
ปักธง </strong><strong>Zero Food Waste </strong><strong>ปี </strong><strong>2030</strong><strong><br />
</strong>คุณ​นงนุช กล่าวต่อว่า <strong>การบริหารจัดการในร้านโออิชิ แกรนด์ รูปแบบใหม่นี้ จะกลายเป็นต้นแบบในการศึกษาการบริหารจัดการด้าน Food Waste Management ของบริษัท</strong> ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักในการขับเคลื่อนแผนเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้ธุรกิจ โดยได้วางเป้าหมายก้าวสู่การเป็น <strong>Zero Food Waste ภายในปี 2030</strong> โดยจะประเมินผลตอบรับต่างๆ ​ที่ได้ เพื่อนำไปใช้ประกอบการวางแนวทางปฏิบัติสำหรับร้านอาหารอื่นๆ ภายในเครือ โดยเฉพาะร้านที่ให้บริการในรูปแบบบุฟเฟต์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ Food Waste ให้กับธุรกิจโดยภาพรวม</p>
<p>สำหรับการจัดการ Food Waste ถือเป็นความท้าทายสำคัญของแผนขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนของโออิชิ กรุ๊ป  จึงได้วางแนวทางผ่าน Action Plan ​สำหรับการขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ โดยเริ่มจากการขับเคลื่อนภายในองค์กรไปสู่ภายนอก เช่น การลดความสูญเสียของอาหารและวัตถุดิบต่างๆ จากภาพรวมในแต่ละวันจากทุกสาขาลงให้ได้ปีละ 50% รวมทั้งการ​สร้างความตระหนักรู้ให้กับพนักงานในร้าน ในฐานะผู้ปฏิบัติงานเพื่อสร้างพฤติกรรมที่สอดคล้องกับแนวทางด้านความยั่งยืน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-16126 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/12/MENU2.jpg" alt="" width="1200" height="857" /></p>
<p>ประกอบกับการใช้กลไกทางการตลาด เพื่อเป็นเครื่องมือในการปรับเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรมในการบริโภคของลูกค้า เช่น การจัดแคมเปญ <strong>‘กินหมดเกลี้ยงชาเลนจ์’</strong> ในร้านชาบูชิ และนิคุยะ เพื่อรณรงค์การรับประทานอาหารอย่างพอดีไม่เหลือทิ้ง โดยผู้ชนะจะได้รับคูปองส่วนลด 50 บาท สำหรับใช้ในมื้อต่อไป หรือ โครงการ ‘<strong>ไม่กินบอก เอาออกให้’</strong> ของร้านโออิชิ ราเมน, คาคาชิ , และโออิชิ บิซโทโระ ซึ่งลูกค้าสามารถแจ้งทางร้านได้ว่าไม่ต้องใส่ส่วนประกอบที่ไม่รับประทานลงไป เพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมของลูกค้าผ่านการครีเอทแคมเปญทางการตลาด ที่มาช่วยสนับสนุนแนวทางในการบริโภคอย่างยั่งยืนและช่วย​ลดขยะอาหารได้อีกทางหนึ่ง ​</p>
<p><em>“วัตถุดิบแต่ละชิ้นมีโอกาสเกิดความสูญเสียในตัวอยู่แล้ว เช่น ปลาแซลมอน 1 ตัว จะมีส่วนที่ไม่ได้ใช้ประกอบอาหาร ซึ่งเป็นการสูญเสียโอกาสทั้งในเชิงการสร้างมูลค่าและยังก่อให้เกิด Food Waste ได้ราวๆ 20% เช่น หัวปลาแซลมอน หรือหนังปลาแซลมอน ซึ่งเป็นโจทย์ให้ธุรกิจต้องหาทาง Value Added ด้วยการพัฒนาสินค้าหรือเมนู เพื่อนำส่วนเกินเหล่านี้ไป​สร้างประโยชน์​ เช่น การทำหนังปลาแซลมอนทอดกรอบ หรือการเพิ่มเมนูหัวปลาแซลมอนต้มซีอิ๊ว ซึ่งกลายมาเป็นหนึ่งในเมนูที่ได้รับความนิยมจากลูกค้าและยังช่วยลดการสูญเสียวัตถุดิบลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งบริษัทพยายามมองหาแนวทางที่หลากหลายเพื่อสร้างประโยชน์จากวัตถุดิบต่างๆ อย่างสูงสุด​ และลดการเกิด Food Waste ให้เหลือน้อยที่สุด”​</em></p>
<p>อย่างไรก็ตาม ทางโออิชิ กรุ๊ป ยังอยู่ระหว่างการวาง​แนวทางขับเคลื่อนเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ครบทั้ง 3 แกน ไม่ว่าจะเป็นทั้งในส่วนของ สิ่งแวดล้อม  สังคม และธุรกิจ หรือ ESG ซึ่งจะกำหนด​แนวทางในการปฏิบัติ ทั้งในส่วนของโรงงาน และในส่วนของการปฏิบัติงานหน้าร้าน เช่น การบริหารจัดการเรื่องของการใช้ทรัพยากรน้ำในกระบวนการผลิต การวางเป้าหมายในการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือ Carbon Emission รวมทั้งการบริหารจัดการเรื่องการสูญเสียและสร้างขยะอาหาร ซึ่งถือเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญ ในฐานะผู้ประกอบการในธุรกิจอาหาร</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-16124 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/12/12_โฉมใหม่-โออิชิ-แกรนด์-สยามพารากอน-ชั้น-4-โซน-ฟู้ด-พาสสาจ.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>“ความท้าทายสำคัญในการพิชิตเป้าหมาย Zero Food Waste ในปี 2030 มี 2 ส่วนสำคัญคือ 1. การลดปริมาณ Food Waste ในธุรกิจ ด้วยการพยายามสร้างคุณค่าหรือต่อยอดประโยชน์ขยะอาหารหรือวัตถุดิบที่ไม่ได้ใช้ให้เกิดประโยชน์ได้มากที่สุด ซึ่งบริษัทพยายามมองหาพันธมิตรที่สามารถทำงานร่วมกันเพื่อสร้างนวัตกรรม หรือต่อยอดองค์ความรู้ต่างๆ เพื่อลดความสูญเสียให้เหลือน้อยที่สุดและกลายเป็นศูนย์ได้ตามเป้าหมาย และ  2. คือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและทัศนคติของลูกค้า ซึ่งต้องพยายามระมัดระวังการขับเคลื่อน ไม่ให้ลูกค้ามองว่าเป็นการทำเพื่อลดต้นทุนทางธุรกิจ โดยต้องพยายามเพิ่มการสื่อสาร หรือการสร้างสรรค์แคมเปญที่สามารถเพิ่มการมีส่วนร่วมจากลูกค้าเพื่อ Educated แนวคิดเรื่องของความยั่งยืนให้สามารถรับรู้ได้เป็นวงกว้างมากที่สุด และนำมาซึ่งความร่วมมือกับทางร้านในที่สุด” </em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2022/12/oishi-group-drive-zero-food-waste-2030/">การกลับมาของ &#8216;โออิชิ แกรนด์&#8217; พร้อมการสร้าง Best Practice สู่เป้าหมาย &#8216;Zero Food Waste ​2030&#8217; ​ตอกย้ำ Authentic Japanese Food</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>โซเด็กซ์โซ่ไทยนำร่อง “WasteWatch”จับมือ รพ.-รร.บริหารจัดการลดปริมาณขยะอาหารอย่างยั่งยืน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2021/01/wastewatch-food-waste-management/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Panee]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 05 Jan 2021 06:45:37 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creative]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[CSR]]></category>
		<category><![CDATA[environmemt]]></category>
		<category><![CDATA[Food Waste Management]]></category>
		<category><![CDATA[SDThailand]]></category>
		<category><![CDATA[Sharing]]></category>
		<category><![CDATA[Success]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[การลดปริมาณขยะอาหารอย่างยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีลดขยะอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการ “WasteWatch”]]></category>
		<category><![CDATA[โซเด็กซ์โซ่]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://sdthailand.com/?p=8714</guid>

					<description><![CDATA[<p>โซเด็กซ์โซ่ไทย เปิดตัวโครงการ “WasteWatch” บริหารจัดการอาหารแนวใหม่ นำร่องสถานพยาบาลและโรงเรียนนานาชาติ 7 แห่ง โดยมีทีมเข้าไปช่วยเหลือเก็บข้อมูลเชิงลึกอย่างละเอียดทุกวัน สามารถป้องกันการสูญเสียอาหารโดยเฉลี่ย 50% โครงการ “WasteWatch” เป็นโครงการที่ โซเด็กซ์โซ่ ทั่วโลก ได้ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับบริษัท Leanpath กลุ่มผู้นำธุรกิจที่ได้มาตรฐานสูงสุดในการบริหารจัดการด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมระดับโลก รวมทั้งมุ่งมั่นในการลดขยะอาหารประจำวันในครัวโลก เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าด้วยเทคโนโลยีและแอปพลิเคชันที่ทันสมัย ปัจจุบัน โซเด็กซ์โซ่ ประเทศไทย ได้เริ่มนำร่องโครงการ “WasteWatch” นี้ โดยนำไปบริหารจัดการให้กับกลุ่มลูกค้าในหน่วยงานสถานพยาบาลและโรงเรียนนานาชาติชั้นนำในเมืองไทยแล้ว 7 แห่ง ซึ่งนอกจากจะช่วยให้มีการลดปริมาณขยะอาหารในองค์กรของลูกค้าแล้ว ยังเป็นการช่วยสนับสนุนรัฐบาลในการบริหารจัดการในโครงการ Food Waste Management ที่มีจุดมุ่งหมายเดียวกันที่ต้องการบริการจัดการเรื่องการสูญเสียอาหารและลดปริมาณขยะอาหารอย่างยั่งยืน อาร์โนด์ เบียเลคกิ ประธานบริหาร โซเด็กซ์โซ่ ประเทศไทย กล่าวว่า “ความหิวโหยและปรากฏการณ์ภาวะโลกร้อนในวันนี้ นับเป็นวิกฤติระดับโลกที่เราทุกคนกำลังเผชิญอยู่ภายใต้การเพิกเฉยต่อขยะอาหารที่มีปริมาณเพิ่มมากขึ้นในแต่ละวัน ดังนั้นในฐานะที่ โซเด็กซ์โซ่ เป็นผู้นำการบริการด้านอาหารระดับโลก ซึ่งเราได้ตระหนักถึงปัญหาระดับโลกนี้มาตลอดเวลา และวันนี้เราได้เร่งปฏิบัติในการต่อสู้กับขยะอาหารเพื่อประโยชน์ของมนุษยชาติที่กำลังอยู่ในท่ามกลางความหิวโหยทั่วโลก ด้วยการปรับใช้จากโครงการ“WasteWatch” อย่างรวดเร็วสำหรับการบริหารจัดการให้แก่ลูกค้าของโซเด็กซ์โซ่ทั่วโลก ทั้งนี้โซเด็กซ์โซ่ยังมีนโยบายเพิ่มขีดความสามารถให้กับลูกค้าและผู้บริโภคที่ให้บริการ รวมทั้งติดตามขยะอาหารในสถานที่ที่ให้บริการว่ามีมากน้อยเพียงใด พร้อมทั้งเปิดเผยแพร่ตัวเลขเหล่านี้ต่อธารณะเพื่อเป็นการกระตุ้นให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ด้านเชฟจิรโรจน์ นาวานุเคราะห์ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2021/01/wastewatch-food-waste-management/">โซเด็กซ์โซ่ไทยนำร่อง “WasteWatch”จับมือ รพ.-รร.บริหารจัดการลดปริมาณขยะอาหารอย่างยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h4><span style="color: #993366;">โซเด็กซ์โซ่ไทย เปิดตัวโครงการ “WasteWatch” บริหารจัดการอาหารแนวใหม่ นำร่องสถานพยาบาลและโรงเรียนนานาชาติ 7 แห่ง โดยมีทีมเข้าไปช่วยเหลือเก็บข้อมูลเชิงลึกอย่างละเอียดทุกวัน สามารถป้องกันการสูญเสียอาหารโดยเฉลี่ย 50%</span></h4>
<p><span id="more-8714"></span></p>
<p><strong>โครงการ “WasteWatch”</strong> เป็นโครงการที่ โซเด็กซ์โซ่ ทั่วโลก ได้ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับบริษัท Leanpath กลุ่มผู้นำธุรกิจที่ได้มาตรฐานสูงสุดในการบริหารจัดการด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมระดับโลก รวมทั้งมุ่งมั่นในการลดขยะอาหารประจำวันในครัวโลก เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าด้วยเทคโนโลยีและแอปพลิเคชันที่ทันสมัย</p>
<p>ปัจจุบัน โซเด็กซ์โซ่ ประเทศไทย ได้เริ่มนำร่องโครงการ “WasteWatch” นี้ โดยนำไปบริหารจัดการให้กับกลุ่มลูกค้าในหน่วยงานสถานพยาบาลและโรงเรียนนานาชาติชั้นนำในเมืองไทยแล้ว 7 แห่ง ซึ่งนอกจากจะช่วยให้มีการลดปริมาณขยะอาหารในองค์กรของลูกค้าแล้ว ยังเป็นการช่วยสนับสนุนรัฐบาลในการบริหารจัดการในโครงการ Food Waste Management ที่มีจุดมุ่งหมายเดียวกันที่ต้องการบริการจัดการเรื่องการสูญเสียอาหารและลดปริมาณขยะอาหารอย่างยั่งยืน</p>
<figure id="attachment_8715" aria-describedby="caption-attachment-8715" style="width: 453px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8715" src="https://sdthailand.com/wp-content/uploads/2021/01/FOOD-3.jpg" alt="" width="453" height="376" /><figcaption id="caption-attachment-8715" class="wp-caption-text">อาร์โนด์ เบียเลคกิ ประธานบริหาร โซเด็กซ์โซ่ ประเทศไทย</figcaption></figure>
<p>อาร์โนด์ เบียเลคกิ ประธานบริหาร โซเด็กซ์โซ่ ประเทศไทย กล่าวว่า “ความหิวโหยและปรากฏการณ์ภาวะโลกร้อนในวันนี้ นับเป็นวิกฤติระดับโลกที่เราทุกคนกำลังเผชิญอยู่ภายใต้การเพิกเฉยต่อขยะอาหารที่มีปริมาณเพิ่มมากขึ้นในแต่ละวัน ดังนั้นในฐานะที่ โซเด็กซ์โซ่ เป็นผู้นำการบริการด้านอาหารระดับโลก ซึ่งเราได้ตระหนักถึงปัญหาระดับโลกนี้มาตลอดเวลา และวันนี้เราได้เร่งปฏิบัติในการต่อสู้กับขยะอาหารเพื่อประโยชน์ของมนุษยชาติที่กำลังอยู่ในท่ามกลางความหิวโหยทั่วโลก ด้วยการปรับใช้จากโครงการ“WasteWatch” อย่างรวดเร็วสำหรับการบริหารจัดการให้แก่ลูกค้าของโซเด็กซ์โซ่ทั่วโลก</p>
<p>ทั้งนี้โซเด็กซ์โซ่ยังมีนโยบายเพิ่มขีดความสามารถให้กับลูกค้าและผู้บริโภคที่ให้บริการ รวมทั้งติดตามขยะอาหารในสถานที่ที่ให้บริการว่ามีมากน้อยเพียงใด พร้อมทั้งเปิดเผยแพร่ตัวเลขเหล่านี้ต่อธารณะเพื่อเป็นการกระตุ้นให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-8716 aligncenter" src="https://sdthailand.com/wp-content/uploads/2021/01/FOOD-2.jpg" alt="" width="466" height="311" /></p>
<p>ด้านเ<strong>ชฟจิรโรจน์ นาวานุเคราะห์ (เชฟป็อบ)</strong> National Executive Chef โซเด็กซ์โซ่ ประเทศไทย กล่าวว่า “การทำงานของโปรแกรมในโครงการ “WasteWatch” สามารถตอบโจทย์ช่วยเร่งการรณรงค์และจัดการกับขยะอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้แล้วยังสามารถสนับสนุนและช่วยเหลือผู้ประกอบการในด้านเศรษฐกิจด้านการลดต้นทุน ด้านสิ่งแวดล้อมในการลดภาวะโลกร้อน ด้านสังคมเพื่อช่วยลดจำนวนผู้หิวโหยทั่วโลก และด้านกฎปฏิบัติในธุรกิจที่ช่วยให้ผู้ประกอบการมีแนวทางที่ถูกต้อง”</p>
<p>เนื่องจากโครงการ “WasteWatch” นี้เป็นแนวทางการบริการด้านอาหารแนวใหม่ ดังนั้น ทีมเชฟ และนักโภชนาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดงานของโซเด็กซ์โซ่ จึงจำเป็นต้องผ่านการฝึกอบรมและมีการสนับสนุนให้คิดอย่างสร้างสรรค์ตามวิธีที่บริษัทฯ ได้วางแผนการทำงานไว้ และเสิร์ฟอาหารเพื่อลดขยะที่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ซึ่งแนวทางการทำงานจาก “WasteWatch” นี้จะช่วยป้องกันการสูญเสียอาหารโดยเฉลี่ย 50% ทีมงานของโซเด็กซ์โซ่สามารถเก็บข้อมูลของขยะอาหารในแต่ละวัน แต่ละครัว ได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย ด้วยข้อมูลเชิงลึกที่ชัดเจน ทำให้ทีมงานเกิดความเข้าใจและสามารถนำไปปรับใช้การดำเนินงาน และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ตามเป้าหมาย เพื่อช่วยลดขยะอาหารที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นขยะอาหารที่เกิดในครัวหรือขยะอาหารจากผู้บริโภคเองก็ตาม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-8717 aligncenter" src="https://sdthailand.com/wp-content/uploads/2021/01/FOOD-4.jpg" alt="" width="492" height="328" /></p>
<p>โซเด็กซ์โซ่ บริษัทผู้นำระดับโลกด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยการบริหารจัดการแบบครบวงจรจากประเทศฝรั่งเศส ผู้นำการบริการด้านอาหารระดับโลก รวมทั้งได้เปิดให้บริการในประเทศไทยมากกว่า 16 ปี ได้เปิดตัวโครงการ “WasteWatch” ที่มุ่งมั่นในการลดขยะอาหาร รวมทั้งช่วยสนับสนุนการขจัดความหิวโหยและช่วยลดภาวะโลกร้อน โดยบริษัทฯ ได้ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนในการลดจำนวนขยะอาหารและการสูญเสียอาหารระหว่างขั้นตอนการผลิตลงถึง 50% ภายในปี พ.ศ.2568</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2021/01/wastewatch-food-waste-management/">โซเด็กซ์โซ่ไทยนำร่อง “WasteWatch”จับมือ รพ.-รร.บริหารจัดการลดปริมาณขยะอาหารอย่างยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
