<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Water Resilience &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/water-resilience/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Tue, 08 Sep 2026 04:39:24 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.7</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>Water Resilience &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>&#8216;กันก่อนท่วม&#8217; ชูต้นแบบ Water Smart Communities เปลี่ยน &#8216;ผู้ประสบภัย&#8217; เป็น &#8216;ผู้จัดการน้ำ&#8217; พร้อม 7 ชุมชนต้นแบบ ปรับตัวสู่ Water Economy</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/09/water-resilience-forum-ep3/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 08 Sep 2026 04:39:24 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Adaptation]]></category>
		<category><![CDATA[Water Economy]]></category>
		<category><![CDATA[water management]]></category>
		<category><![CDATA[Water Resilience]]></category>
		<category><![CDATA[Water Resilience Forum ครั้งที่ 3]]></category>
		<category><![CDATA[WATER SMART COMMUNITIES]]></category>
		<category><![CDATA[กันก่อนท่วม]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดการน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดการน้ำเชิงป้องกัน]]></category>
		<category><![CDATA[คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ]]></category>
		<category><![CDATA[คนเปลี่ยนน้ำ น้ำเปลี่ยนอนาคต]]></category>
		<category><![CDATA[ชุมชนต้นแบบ]]></category>
		<category><![CDATA[ถอดบทเรียนชุมชนต้นแบบ]]></category>
		<category><![CDATA[ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์​กันก่อนท่วม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=44018</guid>

					<description><![CDATA[<p>ศูนย์กันก่อนท่วม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ผนึกกำลังเครือข่ายพันธมิตร จัด Water Resilience Forum ครั้งที่ 3 &#8216;WATER SMART COMMUNITIES – คนเปลี่ยนน้ำ น้ำเปลี่ยนอนาคต&#8217; ณ หอประชุมคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ระดมผู้นำภาครัฐ–วิชาการ–ชุมชน ถอดบทเรียนชุมชนต้นแบบ ชี้ไทยมีทั้งความรู้ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และต้นแบบที่ทำได้จริง พร้อมผลักดันการจัดการน้ำเชิงป้องกันสู่ทุกจังหวัด ชี้ประเทศไทยต้องเปลี่ยนจากการรอรับมือเมื่อเกิดภัย ไปสู่การรู้ล่วงหน้า เตรียมพร้อม และจัดการน้ำก่อนเกิดความเสียหาย พร้อมเปลี่ยนน้ำจากความเสี่ยงให้เป็นต้นทุนสร้างคุณภาพชีวิตและมูลค่าทางเศรษฐกิจ (Water Economy) ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมแสดงวิสัยทัศน์เรื่อง &#8216;วิทยาศาสตร์ นวัตกรรม และอนาคตของ Water Smart Communities&#8217; ให้มุมมองว่า การบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพต้องมีความเข้าใจหลักการสำคัญของน้ำที่จ​ะไหลไปตามแผนที่น้ำ และแรงโน้มถ่วงเท่านั้น เพราะ​​​น้ำจะไม่รู้จักว่าที่ไหนคือสถานที่สำคัญห้ามเข้า หรือเข้าไม่ได้ แต่น้ำจะไหลไปตามเส้นทางและไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำเสมอ ขณะที่คน ซึ่งมีหน้าที่ในการบริหารจัดการ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/09/water-resilience-forum-ep3/">&#8216;กันก่อนท่วม&#8217; ชูต้นแบบ Water Smart Communities เปลี่ยน &#8216;ผู้ประสบภัย&#8217; เป็น &#8216;ผู้จัดการน้ำ&#8217; พร้อม 7 ชุมชนต้นแบบ ปรับตัวสู่ Water Economy</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><b> ศูนย์กันก่อนท่วม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ผนึกกำลังเครือข่ายพันธมิตร จัด Water Resilience Forum ครั้งที่ 3 &#8216;WATER SMART COMMUNITIES – คนเปลี่ยนน้ำ น้ำเปลี่ยนอนาคต&#8217; ณ หอประชุมคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ</b></p>
<p><span id="more-44018"></span></p>
<p><b>ระดมผู้นำภาครัฐ–วิชาการ–ชุมชน ถอดบทเรียนชุมชนต้นแบบ ชี้ไทยมีทั้งความรู้ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และต้นแบบที่ทำได้จริง พร้อมผลักดันการจัดการน้ำเชิงป้องกันสู่ทุกจังหวัด ชี้ประเทศไทยต้องเปลี่ยนจากการรอรับมือเมื่อเกิดภัย ไปสู่การรู้ล่วงหน้า เตรียมพร้อม และจัดการน้ำก่อนเกิดความเสียหาย พร้อมเปลี่ยนน้ำจากความเสี่ยงให้เป็นต้นทุนสร้างคุณภาพชีวิตและมูลค่าทางเศรษฐกิจ (Water Economy)</b></p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-44127 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/ENG_3055.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><b>ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม</b><span style="font-weight: 400;"> ร่วมแสดงวิสัยทัศน์เรื่อง &#8216;<strong>วิทยาศาสตร์ นวัตกรรม และอนาคตของ Water Smart Communities&#8217; </strong></span>ให้มุมมองว่า การบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพต้องมีความเข้าใจหลักการสำคัญของน้ำที่จ​ะไหลไปตามแผนที่น้ำ และแรงโน้มถ่วงเท่านั้น เพราะ​​​น้ำจะไม่รู้จักว่าที่ไหนคือสถานที่สำคัญห้ามเข้า หรือเข้าไม่ได้ แต่น้ำจะไหลไปตามเส้นทางและไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำเสมอ</p>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto">ขณะที่คน ซึ่งมีหน้าที่ในการบริหารจัดการ ต้องเรียนรู้เส้นทางของน้ำให้ได้อย่างถ่องแท้ว่า น้ำมาจากทางไหน น้ำจะผ่านเส้นทางใดบ้าง จะติดอยู่ที่ใด และจะไปปลายทางที่ไหน เพื่อเป็นแนวทางสำคัญในการบริหารจัดการน้ำ รวมทั้งการหลีกเลี่ยงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นได้</div>
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto"><em>&#8220;การสร้างภูมิคุ้มกันให้ชุมชนเพื่อเป็น &#8216;<strong>Water Smart Communities&#8217;</strong> หรือ ทำให้แต่ละชุมชนสามารถรับมือและตัดสินใจเพื่อแก้ปัญหาหรือวิกฤตในพื้นที่ได้ มีความจำเป็นเพื่อสามารถแก้ปัญหาได้อย่างทันท่วงที และสามารถบรรเทาความเสียหายที่จะเกิดขึ้น​​ โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยี หรือนวัตกรรม มาทำงานร่วมกับภูมิปัญญาท้องถิ่น (Local Wisdom) หรือ ความรู้ ความชำนาญในพื้นที่ เช่น การรู้เส้นทางน้ำ รู้ตำแหน่งภายในพื้นที่ รู้พฤติกรรมฝน รวมทั้งการบริหารจัดการฝาย หรือเหมืองที่อยู่ในพื้นที่ หากผสานศักยภาพกับเทคโนโลยี นวัตกรรมสมัยใหม่ (Modern Science &amp; Tech) เช่น ระบบดาวเทียม เรดาห์ตรวจจับสภาพอากาศ ระบบ iot หรือการคำนวณและคาดการณ์ด้วย AI โดยเน้นการผสานกับ Area Based การนำเทคโนโลยีที่มีไป Localize อย่างเหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ จะช่วยสร้างให้เกิดความเข้มแข็งภายในพื้นที่ หรือการเป็นชุมชนต้นแบบในการรับมือกับวิกฤตน้ำ หรือ Water Smart Communities ได้อย่างมีประสิทธิภาพ&#8221;</em></div>
<div dir="auto"><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-44125 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/DSC_5995_0.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></div>
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">พร้อมนำเสนอโมเดล<strong> 5S</strong> เพื่อสร้าง <strong>Water Smart Communities </strong> ให้สามารถนำข้อมูลเกี่ยวกับน้ำที่จัดเก็บได้ไปจัดการและประมวลผล เพื่อสามารถประกอบกา​​รตัดสินใจและสร้างความเข้มแข็งภายในชุมชนได้ ประกอบด้วย</div>
</div>
<div dir="auto">
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"><strong>1. See  (เห็นน้ำ)</strong> : สร้าง Community Water Map ระบุต้นน้ำ ทางน้ำ พื้นที่รับน้ำ จุดเสี่ยง และโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดให้อยู่ในที่เดียวกัน</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"><strong>2. Sense (รู้สถานการณ์)</strong> : ผสานกำลังเทคโนโลยีที่มี ทั้งระบบเดาวเทียม Radar และ iot เซ็นเซอร์ แลที่สำคัญคือ ข้อมูลจากประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ ซึ่งไม่ต่างจากการเป็นเซนเซอร์ชั้นดีที่มีชีวิตอยู่ภายใน​ระบบ</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"><strong>3. <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Simulate </span>(รู้ก่อน) :</strong> ​การพัฒนา​แบบจำลองสถานการณ์น้ำ เพื่อประเมินสถานการณ์ล่วงหน้าและเตรียมความพร้อมสำหรับการรับมือได้</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"><strong>4. Solve  (ลงมือก่อน)</strong> : เปลี่ยนการคาดการณ์ มาสู่การตัดสินใจ เพื่อบริหารจัดการ เช่น สั่งปิด-เปิด ประตูน้ำ จัดพื้นที่รับน้ำ เดินเครื่องสูบน้ำ และแจ้งเตือนอพยพเฉพาะกลุ่มได้อย่างแม่นยำ</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"><strong>5. Self-reliance</strong>  (ชุมชนจัดการตัวเองได้) : นับเป็นเป้าหมายสูงสูด เพื่อ​สร้างระบบที่ทำให้ชมุชนไม่ต้องรอความช่วยเหลือจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว แต่มีระบบภายในชุมชนเอง ​มีข้อมูลและสามารถตัดสินใจเพื่อรับมือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้เอง</div>
</div>
</div>
<div dir="auto"><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-44124 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/ENG_2986.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></div>
<p><b>ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</b><span style="font-weight: 400;"> กล่าวว่า “มหาอุทกภัยปี 2554 สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจแก่ประเทศไทยประมาณ 1.43 ล้านล้านบาท คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 70 % ของงบประมาณแผ่นดิน ในขณะที่เหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ในปี 2568 โดยเฉพาะพื้นที่หาดใหญ่ สร้างความเสียหาย 25,000 ล้านบาท และในช่วงที่ผ่านมา สถานการณ์น้ำท่วมรุนแรงที่จังหวัดน่าน กาญจนบุรี และอีกหลายพื้นที่ รวมถึงเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ในเนปาล สะท้อนให้เห็นว่าความเสี่ยงจากน้ำและภัยธรรมชาติมีความรุนแรงและซับซ้อนมากขึ้น ความเสียหายที่แท้จริงอาจไม่ได้วัดเพียงมูลค่าทรัพย์สิน แต่รวมถึงผลกระทบต่อชีวิต อาชีพ และความต่อเนื่องของเศรษฐกิจ บทเรียนเหล่านี้สะท้อนว่า ต้นทุนของการรอให้น้ำท่วมแล้วจึงแก้ไข สูงกว่าการลงทุนเพื่อเตรียมพร้อมและป้องกันล่วงหน้าอย่างมหาศาล  ขณะที่ธนาคารโลกประเมินว่า หากเกิดน้ำท่วมขนาดใกล้เคียง        มหาอุทกภัยปี 2554 อีกครั้งในปี 2030 ประเทศไทยอาจสูญเสียผลผลิตเกือบ 10% ของ GDP โจทย์สำคัญของประเทศไทยจึงไม่ใช่การรับมือน้ำท่วมได้ดีขึ้น แต่คือการทำให้แต่ละพื้นที่ รู้จักน้ำของตัวเอง รู้ความเสี่ยง และเตรียมพร้อมก่อนเกิดภัย”  </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-44131 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/LINE_ALBUM_WATER-RESILIENCE-FORUM-_3-SMART-WATER-COMMUNITIES_260904_36.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p><b>ด้านรองศาสตราจารย์ ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะประธานศูนย์กันก่อนท่วม</b><span style="font-weight: 400;"> นำเสนอ 4 แนวทาง </span><b>“เปลี่ยนวิกฤตน้ำ สู่เศรษฐกิจมั่นคง”</b><span style="font-weight: 400;"> ได้แก่</span></p>
<p><b>&#8211; Blue Infrastructure</b><span style="font-weight: 400;"> การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อป้องกันพื้นที่เศรษฐกิจจากน้ำเหนือ น้ำฝน และน้ำหนุน พร้อมเปิดโอกาสให้เกิดการลงทุนแบบ PPP ระหว่างภาครัฐและเอกชน </span></p>
<p><b>&#8211; Integrated Water Data Platform</b><span style="font-weight: 400;"> การเชื่อมโยงข้อมูลน้ำแบบ Real-time เพื่อคาดการณ์ เตือนภัย และวางแผนเชิงรุก </span></p>
<p><b>&#8211; Water Smart Community</b><span style="font-weight: 400;"> เสริมพลังชุมชนให้ร่วมบริหารจัดการน้ำกับภาครัฐ ทั้งการรับมือและการใช้ประโยชน์จากน้ำอย่างยั่งยืน </span></p>
<p><b>&#8211; ยกระดับการบริหารจัดการน้ำเป็นวาระแห่งชาติ</b><span style="font-weight: 400;"> เชื่อมโยงการทำงานของหน่วยงานด้านน้ำทุกภาคส่วนให้เป็นระบบเดียวกัน </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-44128 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/LINE_ALBUM_WATER-RESILIENCE-FORUM-_3-SMART-WATER-COMMUNITIES_260904_29.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><b> 7 ชุมชนต้นแบบ : เมื่อ &#8216;การจัดการน้ำ&#8217; กลายเป็น &#8216;โอกาส&#8217;</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> </span> <span style="font-weight: 400;">ภายในงานมี</span><b>พิธีมอบเกียรติบัตรเชิดชูเกียรติชุมชนต้นแบบ</b><span style="font-weight: 400;">แก่ผู้แทน 7 ชุมชนต้นแบบ สะท้อนว่าการจัดการน้ำไม่มีสูตรเดียว แต่เกิดจากคนในพื้นที่ที่เข้าใจปัญหา ร่วมมือกัน และออกแบบทางออกให้เหมาะกับบริบทของตัวเอง จึงสามารถเปลี่ยนจากวิกฤติน้ำเป็นความมั่นคง คุณภาพชีวิตที่ดี ความร่วมมือ และมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับพื้นที่ได้พร้อมกัน</span></p>
<p><b>&#8211; เชียงดาว จ.เชียงใหม่</b><span style="font-weight: 400;"> สะท้อนพลังของ </span><b>“คนต้นน้ำสร้างอนาคตร่วมกัน”</b><span style="font-weight: 400;"> เมื่อชุมชนร่วมดูแลทรัพยากรต้นน้ำ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้ทั้งพื้นที่ต้นน้ำและผู้คนปลายน้ำ</span></p>
<p><b>&#8211; แพรกหนามแดง จ.สมุทรสงคราม</b><span style="font-weight: 400;"> แสดงให้เห็นว่า </span><b>“น้ำสร้างมิตร”</b><span style="font-weight: 400;"> ได้ เมื่อความขัดแย้งระหว่างพื้นที่น้ำจืดและน้ำเค็มกว่า 20 ปี เปลี่ยนเป็นความร่วมมือด้วยข้อมูล งานวิจัย และภูมิปัญญาท้องถิ่น</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-44132 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/ENG_3210.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><b>&#8211; ตาหลังใน จ.สระแก้ว</b><span style="font-weight: 400;"> แสดงพลังของ </span><b>“ข้อมูลเปลี่ยนปัญหาเป็นแผน”</b><span style="font-weight: 400;"> เมื่อชุมชนรู้ว่าน้ำมีเท่าไร อยู่ที่ไหน และต้องการใช้เท่าไร ก่อนนำข้อมูลผ่าน COPIN มาวิเคราะห์และวางแผนจัดการน้ำ</span></p>
<p><b>&#8211; ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ๙ ดี จ.บุรีรัมย์</b><span style="font-weight: 400;"> แสดงให้เห็นว่า </span><b>“จัดการน้ำ สร้างความมั่นคง สร้างรายได้”</b><span style="font-weight: 400;"> ผู้สูงอายุที่ไม่เคยมีรายได้ สามารถสร้างรายได้คนละ2,000-3,000 บาทต่อเดือน ผ่านแก้มลิง พลังงานแสงอาทิตย์ การพัฒนาพันธุ์ข้าว และพืชผล รวมทั้งพัฒนาเกษตรกร</span></p>
<p><b>&#8211; นครปฐม</b><span style="font-weight: 400;"> ได้รับความเสียหายจากมหาอุทกภัย พ.ศ. 2554 รวมประมาณ 6,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรมประมาณ 1,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม จังหวัดสามารถฟื้นฟูคุณภาพชีวิตของประชาชนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันภาคเกษตรกรรมของจังหวัดมีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมประมาณ 17,000 ล้านบาท( Gross Provincial Product ด้านเกษตรของจังหวัด ที่มา สภาพัฒน์) </span></p>
<p><b>&#8211; คลองเปรมประชากร กรุงเทพฯ</b><span style="font-weight: 400;"> แสดงให้เห็นว่า </span><b>“แก้น้ำ พร้อมแก้คุณภาพชีวิต”</b><span style="font-weight: 400;"> ด้วยการฟื้นฟูคลอง ระบบระบายน้ำ ที่อยู่อาศัย พื้นที่สาธารณะ และการมีส่วนร่วมของคนริมคลอง</span></p>
<p><b>&#8211; ทรงวาด กรุงเทพฯ</b><span style="font-weight: 400;"> สะท้อนการ </span><b>“อยู่กับน้ำ พร้อมสร้างเศรษฐกิจ”</b><span style="font-weight: 400;"> เมื่อชุมชนริมน้ำปรับตัวต่อความเสี่ยง ควบคู่กับการนำอัตลักษณ์และทุนทางวัฒนธรรมมาต่อยอดเป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีผู้มาเยือนประมาณ 5,000 คนต่อวัน สร้างรายได้ทั้งย่าน 10-40 ล้านบาทต่อเดือน</span><b> </b></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-44129 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/ENG_3296.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><b>จาก &#8216;Water Resilience&#8217; สู่ &#8216;Water Economy&#8217;</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ภายในงานยังมีการจัด</span><b>เวทีเสวนาเรื่อง </b><span style="font-weight: 400;"> </span><b>“ประเทศไทยจะทำอย่างไรให้ทุกจังหวัดก้าวสู่การเป็น Water Smart Community”</b><span style="font-weight: 400;"> โดย</span><b> รองศาสตราจารย์ ดร.วิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ดร.รอยบุญ รัศมีเทศ ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พงษ์ศักดิ์ สุทธินนท์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</b><span style="font-weight: 400;">  โดยสรุปบทเรียนจากทั้ง 7 พื้นที่ว่า การจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพต้องเริ่มจากการเข้าใจพื้นที่ และเปลี่ยนจากการ “รอให้เกิดปัญหาแล้วจึงแก้” เป็น “รู้ก่อน–เตรียมก่อน–ป้องกันก่อน” หัวใจสำคัญคือการเชื่อมข้อมูลวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และพลังของชุมชน เข้าด้วยกัน เพื่อให้แต่ละพื้นที่รู้จักน้ำของตัวเอง เข้าใจความเสี่ยง และสามารถเตรียมรับมือได้ก่อนเกิดภัย </span></p>
<p><b> </b> <span style="font-weight: 400;">“การจัดการน้ำ (Water Resilience) จึงไม่ใช่เพียงค่าใช้จ่ายเพื่อป้องกันภัย แต่คือการลงทุนเพื่ออนาคต” ซึ่งเป็นหัวใจของแนวคิด Water Economy ที่ศูนย์กันก่อนท่วมมุ่งผลักดัน เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเปลี่ยนจากการ </span><b>“รับมือกับน้ำ”</b><span style="font-weight: 400;"> ไปสู่การ </span><b>“อยู่กับน้ำอย่างรู้เท่าทัน และใช้ประโยชน์จากน้ำเพื่อสร้างอนาคต” </b><span style="font-weight: 400;">ทั้งความสามารถในการอยู่รอด ฟื้นตัว และเติบโตหลังเผชิญความเสี่ยง เมื่อชุมชนมีน้ำเพื่อการเกษตร มีความมั่นคงทางอาหาร มีระบบจัดการน้ำที่ดี เมืองมีพื้นที่ให้คนอยู่ร่วมกับน้ำ หรือสามารถนำทุนทางธรรมชาติและวัฒนธรรม   มาต่อยอดทางเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน ”ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พงษ์ศักดิ์ กล่าวปิดท้าย  </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-44126 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/ENG_3084.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/09/water-resilience-forum-ep3/">&#8216;กันก่อนท่วม&#8217; ชูต้นแบบ Water Smart Communities เปลี่ยน &#8216;ผู้ประสบภัย&#8217; เป็น &#8216;ผู้จัดการน้ำ&#8217; พร้อม 7 ชุมชนต้นแบบ ปรับตัวสู่ Water Economy</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;จากแล็บสู่ชุมชน&#8217; กปภ.x สวทช. เปิดตัว รถผลิตน้ำดื่ม AquaNano นวัตกรรมเพิ่มความมั่นคงน้ำ ในพื้นที่ &#8216;ภัยแล้ง-อุทกภัย&#8217;</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/08/mobile-nanotech-water-purity-er/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 22 Aug 2026 14:01:02 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Innovative]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[AquaNano]]></category>
		<category><![CDATA[Mobile Nanotech Water Purity]]></category>
		<category><![CDATA[nanotec]]></category>
		<category><![CDATA[NSTDA]]></category>
		<category><![CDATA[Water Resilience]]></category>
		<category><![CDATA[กปภ.]]></category>
		<category><![CDATA[การประปาส่วนภูมิภาค]]></category>
		<category><![CDATA[ความมั่นคงทางน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช]]></category>
		<category><![CDATA[นวัตกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[นาโนเทค]]></category>
		<category><![CDATA[รถผลิตน้ำดื่ม]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[สวทช.]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[สุทัศน์ นุชปาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43860</guid>

					<description><![CDATA[<p>การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ผนึกกำลัง สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) ยกระดับความมั่นคงทางน้ำ เดินหน้าโครงการ &#8216;นวัตกรรมน้ำสะอาดสู้วิกฤตภัยพิบัติ&#8217; เปิดตัวนวัตกรรม รถผลิตน้ำดื่มด้วยนาโนเทคโนโลยีพร้อมระบบติดตามคุณภาพน้ำ (Mobile Nanotech Water Purity for Emergency Relief) หรือ AquaNano จำนวน 10 คัน เพื่อเป็นปราการด่านสำคัญในการผลิตน้ำดื่มสะอาดมาตรฐานโลกเข้าถึงพื้นที่ประสบภัยพิบัติทั่วไทยอย่างรวดเร็วและทันท่วงที ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการต่อยอดความสำเร็จจากภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ที่ผ่านมา ซึ่ง กปภ. และนาโนเทค สวทช. ได้สนับสนุนเครื่องกรองน้ำดื่มด้วยนาโนเทคโนโลยีพร้อมระบบติดตามคุณภาพน้ำเพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่มีความสามารถในการผลิตน้ำสะอาดได้ถึง 250 ลิตรต่อชั่วโมง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน รวมถึงโครงการน้ำดื่มต้นกล้า PWA refill ในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ และบุรีรัมย์ ซึ่งช่วยให้ประชาชนในพื้นที่ขาดแคลนเข้าถึงน้ำสะอาดได้อย่างทั่วถึง ทั้งนี้การผนึกกำลังในระยะยาวมุ่งเป้าไปที่การวางโครงสร้างพื้นฐานทางนวัตกรรมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความมั่นคงทางน้ำอย่างยั่งยืน ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)  กล่าวว่า การขับเคลื่อนนวัตกรรม สวทช. เปลี่ยนงานวิจัยในห้องแล็บให้เป็นเครื่องมือที่ช่วยชีวิตคนในพื้นที่จริงได้ทันที ความร่วมมือนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของท่อหรือสารเคมี แต่คือการนำ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/08/mobile-nanotech-water-purity-er/">&#8216;จากแล็บสู่ชุมชน&#8217; กปภ.x สวทช. เปิดตัว รถผลิตน้ำดื่ม AquaNano นวัตกรรมเพิ่มความมั่นคงน้ำ ในพื้นที่ &#8216;ภัยแล้ง-อุทกภัย&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.)</strong> ผนึกกำลัง <strong>สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) </strong>ยกระดับความมั่นคงทางน้ำ เดินหน้าโครงการ<strong> &#8216;นวัตกรรมน้ำสะอาดสู้วิกฤตภัยพิบัติ&#8217;</strong> เปิดตัวนวัตกรรม <strong>รถผลิตน้ำดื่มด้วยนาโนเทคโนโลยีพร้อมระบบติดตามคุณภาพน้ำ</strong> (Mobile Nanotech Water Purity for Emergency Relief) หรือ <strong>AquaNano</strong> จำนวน 10 คัน เพื่อเป็นปราการด่านสำคัญในการผลิตน้ำดื่มสะอาดมาตรฐานโลกเข้าถึงพื้นที่ประสบภัยพิบัติทั่วไทยอย่างรวดเร็วและทันท่วงที</p>
<p><span id="more-43860"></span></p>
<p>ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการต่อยอดความสำเร็จจากภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ที่ผ่านมา ซึ่ง กปภ. และนาโนเทค สวทช. ได้สนับสนุนเครื่องกรองน้ำดื่มด้วยนาโนเทคโนโลยีพร้อมระบบติดตามคุณภาพน้ำเพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่มีความสามารถในการผลิตน้ำสะอาดได้ถึง 250 ลิตรต่อชั่วโมง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน</p>
<p>รวมถึงโครงการน้ำดื่มต้นกล้า PWA refill ในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ และบุรีรัมย์ ซึ่งช่วยให้ประชาชนในพื้นที่ขาดแคลนเข้าถึงน้ำสะอาดได้อย่างทั่วถึง ทั้งนี้การผนึกกำลังในระยะยาวมุ่งเป้าไปที่การวางโครงสร้างพื้นฐานทางนวัตกรรมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความมั่นคงทางน้ำอย่างยั่งยืน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43863 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/LINE_20260822_173452.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช</strong> รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)  กล่าวว่า การขับเคลื่อนนวัตกรรม สวทช. เปลี่ยนงานวิจัยในห้องแล็บให้เป็นเครื่องมือที่ช่วยชีวิตคนในพื้นที่จริงได้ทันที ความร่วมมือนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของท่อหรือสารเคมี แต่คือการนำ &#8216;วัสดุนาโนขั้นสูง&#8217; มาใส่ไว้ใน <strong>รถคลินิกน้ำสะอาด</strong> เพื่อเปลี่ยนแหล่งน้ำจากพื้นที่ภัยพิบัติให้กลายเป็นน้ำสะอาดที่ดื่มได้ทันที ซึ่งไม่เพียงช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้เท่านั้น แต่ยังเป็นการวางโครงสร้างพื้นฐานทางนวัตกรรมเพื่อความปลอดภัยของคนไทย ที่ช่วยให้ กปภ. เสมือนมีโรงกรองน้ำจิ๋วติดล้อ ที่สามารถกรองแบคทีเรียและโลหะหนัก ได้แม่นยำเท่าโรงกรองน้ำขนาดใหญ่ ทำให้แม้ประชาชนอยู่ในพื้นที่ห่างไกลที่ไม่มีไฟฟ้าหรือระบบประปา ก็ยังมีน้ำสะอาดดื่มได้เสมอ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43865 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/LINE_20260822_173503.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p>ความร่วมมือนี้คือการเปลี่ยนผ่านจากงานวิจัยสู่การใช้จริงที่จับต้องได้ โดยเฉพาะการนำวัสดุนาโนอัจฉริยะ อาทิ เซรามิกนาโนคอมพอสิตและวัสดุกรองดัดแปรพื้นผิว มาใช้ในระบบกรองน้ำ 7 ขั้นตอน ซึ่งออกแบบมาให้สามารถกำจัดสารปนเปื้อนทั้งเชื้อโรค สารอินทรีย์ และโลหะหนักอย่างสารหนูและฟลูออไรด์ได้อย่างจำเพาะเจาะจงและแม่นยำสูงกว่าเครื่องกรองน้ำทั่วไป</p>
<p>นอกจากนี้ ยังติดตั้งระบบเซนเซอร์ตรวจวัดคุณภาพน้ำแบบ Real-time ที่แสดงผลค่าของแข็งละลายน้ำ (TDS) และการนำไฟฟ้า (EC) ให้ประชาชนเห็นได้ทันทีว่าน้ำจากเครื่องกรองนี้ได้มาตรฐานความปลอดภัยเทียบเท่าโรงกรองน้ำขนาดใหญ่ ทำให้ AquaNano ไม่ได้เป็นเพียงรถผลิตน้ำ แต่เป็นนวัตกรรมเคลื่อนที่ที่สร้างความเชื่อมั่นในความปลอดภัยให้แก่ประชาชนในพื้นที่ประสบภัยอย่างแท้จริง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43864 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/LINE_20260822_173455.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณสุทัศน์ นุชปาน </strong>รองผู้ว่าการ (ปฎิบัติการ 3) การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) กล่าวว่า ในเรื่องการบริการ กปภ. ให้ความสำคัญการบริการที่ไร้รอยต่อและมีความมั่นคง โดยยึดหลักว่าจะต้องไม่มีพื้นที่ใดถูกทิ้งไว้ข้างหลัง แม้ในวันที่โลกกำลังเจอภัยพิบัติรอบด้าน กปภ. ก็มีหน้าที่ส่งต่อน้ำสะอาดถึงบ้านประชาชน แม้ในยามที่สถานการณ์วิกฤตที่เกิดเหตุการณ์แหล่งน้ำปนเปื้อน</p>
<p>การร่วมมือกับ สวทช. คือ ความมั่งมั่นในการแก้ปัญหาเร่งด่วน โดยนำเทคโนโลยีมาเสริมแกร่งให้ กปภ. สามารถ &#8216;เคลื่อนที่&#8217; ไปหาประชาชนได้รวดเร็วกว่าเดิม เปลี่ยนบทบาทจากผู้ผลิตน้ำในสถานีผลิตน้ำ ไปเป็นผู้ผลิตน้ำเคียงข้างประชาชนในทุกสถานการณ์ ด้วยรถคลินิกน้ำสะอาด ได้คุณภาพน้ำทั้ง 10 คันนี้ กปภ.สามารถลงพื้นที่วิกฤตได้ทันทีภายในไม่กี่ชั่วโมง โดยไม่ต้องรอรถขนส่งน้ำจากส่วนกลางที่ใช้เวลานาน ซึ่งภารกิจนี้ คือการพลิกโฉมของการบริหารจัดการน้ำประปาเชิงรุก</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43866 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/LINE_20260822_173437.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณนิธิศ ทองสอาด รองผู้ว่าการ (ทรัพยากรบุคคลและบริหารองค์กร) การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) </strong>กล่าวเพิ่มเติมว่า ทั้งนี้การให้บริการที่ผ่านมาที่ทำร่วมกับ นาโนเทค สวทช. ในพื้นที่ภาคใต้ กปภ.สาขาหาดใหญ่ (พ) ในสังกัด กปภ.เขต 5 สงขลา และในพื้นที่ กปภ.สาขาในสังกัด กปภ.เขต 8 อุบลราชธานี จากโครงการน้ำดื่มต้นกล้า PWA refill ในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ และจังหวัดบุรีรัมย์ โดยรวมทั้ง 2 โครงการที่ผ่านมามีการให้บริการน้ำดื่มให้กับประชาชน ดังนี้</p>
<p>กปภ.สาขาหาดใหญ่จ่ายน้ำให้กับประชาชนไปจำนวน 25 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) (ประมาณ 25,000 ลิตร) มีประชาชนมารับน้ำประมาณ 1,250 คน และโครงการน้ำดื่มต้นกล้า PWA refill จ่ายน้ำให้กับประชาชนไปจำนวน 10 ลบ.ม (ประมาณ 10,000 ลิตร) มีประชาชนมารับน้ำประมาณ 500 คน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43867 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/LINE_20260822_173356.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><strong>รถผลิตน้ำดื่มด้วยนาโนเทคโนโลยีพร้อมระบบติดตามคุณภาพน้ำ หรือ </strong><strong>AquaNano </strong><strong>ทั้ง </strong><strong>10</strong><strong> คัน โดดเด่นด้วยฟังก์ชันสำคัญ </strong>อาทิ</p>
<p><strong>ระบบกรองนาโนขั้นสูง:</strong> ออกแบบมาเพื่อกำจัดเชื้อโรค สารอินทรีย์ คลอรีน และโลหะหนัก เช่น สารหนูโครเมียม เหล็ก รวมถึงแร่ธาตุ เช่น ฟลูออไรด์ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p><strong>ระบบเมมเบรนประสิทธิภาพสูง</strong>: เปลี่ยนน้ำดิบให้เป็นน้ำดื่มบริสุทธิ์ได้ถึง 75% และเหลือเป็นน้ำทิ้งเพียง 25% ลดการสูญเสียน้ำโดยไม่จำเป็น ช่วยประหยัดน้ำโดยเฉพาะในช่วงวิกฤตภัยแล้ง</p>
<p><strong>ระบบติดตามคุณภาพน้ำแบบ </strong><strong>Real time:</strong> ตรวจสอบค่าความสะอาดได้แม่นยำ สร้างความมั่นใจให้ประชาชนที่เข้าใช้บริการ ดื่มได้อย่างมั่นใจ สะอาด ปลอดภัย</p>
<p><strong>ความคล่องตัวสูง:</strong> ตัวเครื่องถูกออกแบบให้ใช้งานและบำรุงรักษาง่าย สามารถติดตั้งในพื้นที่เกิดเหตุได้ทันที เหมาะกับการประยุกต์ใช้ในทุกสถานการณ์ภัยพิบัติ</p>
<p>ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้งานจริง (S&amp;T Implementation) <strong>ภายใต้แผนงาน </strong><strong>Pre battle </strong><strong>นวัตกรรมน้ำสะอาดเพื่อคุณภาพชีวิต (</strong><strong>A-QUALITY</strong><strong>)</strong> เพื่อตอบโจทย์วิกฤตของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ตอกย้ำความมุ่งมั่นของทั้ง 2 หน่วยงานในการยกระดับคุณภาพชีวิตและบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนทั่วประเทศให้สามารถเข้าถึงน้ำสะอาดได้อย่างมั่นคงในทุกสถานการณ์</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43868 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/LINE_20260822_173420.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/08/mobile-nanotech-water-purity-er/">&#8216;จากแล็บสู่ชุมชน&#8217; กปภ.x สวทช. เปิดตัว รถผลิตน้ำดื่ม AquaNano นวัตกรรมเพิ่มความมั่นคงน้ำ ในพื้นที่ &#8216;ภัยแล้ง-อุทกภัย&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>รับมือ &#8216;ไฟ ฝุ่น แล้ง น้ำ&#8217; มหันตภัยใกล้ตัว จาก &#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; พร้อมทางรอดและการปรับตัว</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/07/super-elnino-to-climate-amplification/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 30 Jul 2026 10:13:16 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Adaptation]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Amplification]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[PM2.5]]></category>
		<category><![CDATA[Super El Niño]]></category>
		<category><![CDATA[water management]]></category>
		<category><![CDATA[Water Resilience]]></category>
		<category><![CDATA[การบริหารน้ำอย่างยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล]]></category>
		<category><![CDATA[คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง ม.ธรรมศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น]]></category>
		<category><![CDATA[ซูเปอร์เอลนีโญ]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำท่วม]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำท่วมน้ำแล้ง]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำแล้ง]]></category>
		<category><![CDATA[ปฐพีศาสตร์และสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[ปลูกป่า]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์]]></category>
		<category><![CDATA[ผศ.ดร.โพยม สราภิรมย์]]></category>
		<category><![CDATA[ผศ.บรรจง สมบูรณ์ชัย]]></category>
		<category><![CDATA[ผศ.มัลลิกา ศรีสุธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ฝายชะลอน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[ฝุ่นพิษ]]></category>
		<category><![CDATA[พื้นที่แห้งแล้ง]]></category>
		<category><![CDATA[ภัยพิบัติธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ลานีญ่า]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤติน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[สิงห์อาสา]]></category>
		<category><![CDATA[อีสาน]]></category>
		<category><![CDATA[เชียงใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[เผาป่า]]></category>
		<category><![CDATA[เพื่อนธรณ์]]></category>
		<category><![CDATA[เอลนีโญ]]></category>
		<category><![CDATA[แห้งแล้ง]]></category>
		<category><![CDATA[แหล่งน้ำชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการสิงห์อาสาสร้างแหล่งน้ำชุมชนอย่างยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ไฟ ฝุ่น แล้ง น้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[ไฟ ฝุ่น แล้ง น้ำ มหันตภัยทวีคูณ]]></category>
		<category><![CDATA[ไฟป่า]]></category>
		<category><![CDATA[ไม้ยืนต้น ป่ายั่งยืน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43473</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปัจจุบันโลกได้ก้าวข้ามผ่านยุคโลกร้อน (Global Warming) และกำลังเผชิญหน้ากับภาวะ &#8216;โลกเดือด&#8217; (Global Boiling) อย่างเต็มรูปแบบ สัญญาณอันตรายที่เด่นชัดที่สุดคือ อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกที่กำลังพุ่งทะยานเข้าใกล้จุดวิกฤต 2 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ (Tipping Point) ที่จะเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศโลกไปตลอดกาล วิกฤตการณ์ครั้งนี้ก่อให้เกิดภาวะ &#8216;Climate Amplification&#8217; หรือการทวีความรุนแรงของภัยพิบัติธรรมชาติแบบทวีคูณ โดยมีชนวนเหตุสำคัญจากปรากฏการณ์ &#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; (Super El Niño) ที่กำลังคุกคามภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศไทย ส่งผลให้เราต้องเผชิญกับสภาพอากาศแปรปรวน ความร้อนสะสม และภัยแล้งแบบสุดขั้ว ความน่ากลัวของวิกฤตครั้งนี้ไม่ได้มาเพียงแค่รูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง แต่เชื่อมโยงกันเป็นโดมิโนเอฟเฟกต์ จนกลายเป็น &#8216;ไฟ ฝุ่น แล้ง น้ำ มหันตภัยทวีคูณ&#8217; ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็น &#8211; ไฟ: สภาพอากาศที่แห้งแล้งจัดและอุณหภูมิที่สูงขึ้น เป็นเชื้อเพลิงอย่างดีที่ทำให้ไฟป่าลุกลามรวดเร็วและควบคุมได้ยากขึ้น &#8211; ฝุ่น: ผลกระทบต่อเนื่องจากไฟป่าและการเผาไหม้ ผสานกับสภาพอากาศนิ่ง ก่อให้เกิดวิกฤตฝุ่นพิษ PM 5 ที่รุนแรงและยาวนานขึ้น กระทบต่อสุขภาวะของประชาชน &#8211; แล้ง: การลดลงของปริมาณน้ำฝนและสภาพอากาศที่แห้งแล้งสะสมยาวนาน ทำลายระบบนิเวศ แหล่งน้ำดิบ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/super-elnino-to-climate-amplification/">รับมือ &#8216;ไฟ ฝุ่น แล้ง น้ำ&#8217; มหันตภัยใกล้ตัว จาก &#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; พร้อมทางรอดและการปรับตัว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ปัจจุบันโลกได้ก้าวข้ามผ่านยุคโลกร้อน (Global Warming) และกำลังเผชิญหน้ากับภาวะ <strong>&#8216;โลกเดือด&#8217;</strong> (Global Boiling) อย่างเต็มรูปแบบ สัญญาณอันตรายที่เด่นชัดที่สุดคือ อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกที่กำลังพุ่งทะยานเข้าใกล้จุดวิกฤต 2 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ (Tipping Point) ที่จะเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศโลกไปตลอดกาล</p>
<p><span id="more-43473"></span></p>
<p>วิกฤตการณ์ครั้งนี้ก่อให้เกิดภาวะ <strong>&#8216;Climate Amplification&#8217;</strong> หรือการทวีความรุนแรงของภัยพิบัติธรรมชาติแบบทวีคูณ โดยมีชนวนเหตุสำคัญจากปรากฏการณ์ <strong>&#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217;</strong> (Super El Niño) ที่กำลังคุกคามภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศไทย ส่งผลให้เราต้องเผชิญกับสภาพอากาศแปรปรวน ความร้อนสะสม และภัยแล้งแบบสุดขั้ว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-43474 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/F02.jpg" alt="" width="800" height="560" /></p>
<p>ความน่ากลัวของวิกฤตครั้งนี้ไม่ได้มาเพียงแค่รูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง แต่เชื่อมโยงกันเป็นโดมิโนเอฟเฟกต์ จนกลายเป็น <strong>&#8216;ไฟ ฝุ่น แล้ง น้ำ มหันตภัยทวีคูณ&#8217;</strong> ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็น</p>
<p><strong>&#8211; ไฟ:</strong> สภาพอากาศที่แห้งแล้งจัดและอุณหภูมิที่สูงขึ้น เป็นเชื้อเพลิงอย่างดีที่ทำให้ไฟป่าลุกลามรวดเร็วและควบคุมได้ยากขึ้น</p>
<p><strong>&#8211; ฝุ่น</strong>: ผลกระทบต่อเนื่องจากไฟป่าและการเผาไหม้ ผสานกับสภาพอากาศนิ่ง ก่อให้เกิดวิกฤตฝุ่นพิษ PM 5 ที่รุนแรงและยาวนานขึ้น กระทบต่อสุขภาวะของประชาชน</p>
<p><strong>&#8211; แล้ง:</strong> การลดลงของปริมาณน้ำฝนและสภาพอากาศที่แห้งแล้งสะสมยาวนาน ทำลายระบบนิเวศ แหล่งน้ำดิบ และสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อภาคการเกษตรกรรมที่เป็นอู่ข้าวอู่น้ำ</p>
<p><strong>&#8211; น้ำ:</strong> วิกฤตการขาดแคลนน้ำและการบริหารจัดการน้ำที่ไร้ประสิทธิภาพ กลายเป็นความเสี่ยงสูงสุดของภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม และความมั่นคงของชุมชน</p>
<p>นำมาสู่เวทีเสวนา<strong> &#8216;ไฟ ฝุ่น แล้ง น้ำ-มหันตภัยทวีคูณ&#8217;</strong>โดย ทีมเพื่อนธรณ์ <strong> ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ </strong>เพื่อสร้างความตระหนักรู้และเตรียมความพร้อมรับมือวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงขึ้น ผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้จากนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ ได้แก่ <strong>ผศ.บรรจง สมบูรณ์ชัย </strong>คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยแม่โจ้,<strong> ผศ.มัลลิกา ศรีสุธรรม</strong> สาขาวิชาปฐพีศาสตร์และสิ่งแวดล้อม คณะเกษตรศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น  และ<strong> ผศ.ดร.โพยม สราภิรมย์</strong> คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารน้ำอย่างยั่งยืน เพื่อร่วมกันหา <strong>&#8216;ทางรอดและกลยุทธ์การปรับตัว&#8217;</strong> ของทั้งภาคชุมชนและองค์กรธุรกิจ ก่อนที่มหันตภัยนี้จะสร้างความเสียหายจนไม่อาจฟื้นฟูกลับคืนมาได้</p>
<p><strong>ฝ่าวิกฤติ &#8216;ไฟป่า ฝุ่นพิษ&#8217; ด้วยความร่วมมือจากชุมชนและป่า</strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-43475 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/F06.jpg" alt="" width="800" height="533" /></p>
<p><strong>ผศ.บรรจง สมบูรณ์ชัย </strong>คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เปิดเผยว่า ​ซูเปอร์เอลนีโญ ​เปรียบเสมือนตัวเร่งให้เกิดความแห้งแล้งรุนแรง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบนิเวศป่าไม้และทำให้สถานการณ์ไฟป่าในพื้นที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว</p>
<p><em>&#8220;สิ่งที่แยกจากกันไม่ได้ คือ ความสัมพันธ์ระหว่างป่าไม้กับชุมชน โดยเฉพาะผลกระทบจากไฟป่าที่ก่อให้เกิดวิกฤตฝุ่นพิษ PM  ซึ่งเข้ามาซ้ำเติมและสร้างความรุนแรงต่อวิถีชีวิตและสุขภาวะของประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แ<strong>ม้แต่ในพื้นที่ต้นน้ำอย่างจังหวัดเชียงใหม่ แม้เป็นแหล่งต้นน้ำ มีป่าสมบูรณ์ มีแหล่งน้ำหล่อเลี้ยงคนกลางน้ำ และปลายน้ำ แต่ความรุนแรงของไฟป่ากลับเพิ่มมากขึ้น</strong> ซึ่งเป็นผลกระทบจากความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ ต้นไม้ที่หายไปส่วนหนึ่งจากการเผาทั้งจากมนุษย์และธรรมชาติ  รวมทั้งยังมีปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากทั้งในเชียงใหม่ และเชียงรายอีกด้วย&#8221;</em></p>
<p>ทั้งนี้ ป่าภาคเหนือมี 2 ประเภท คือ <strong>ป่าไม่ผลัดใบ</strong> อยู่บนที่สูง มีความชุ่มชื้น และ <strong>ป่าผลัดใบ</strong> ซึ่งอยู่ด้านล่าง คือ ป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณ ซึ่งเมื่อเศษใบไม้​เกิดการทับถมก็จะเป็นเชื้อเพลิงนำไปสู่ปัญหาไฟป่า หากย้อนกลับไปเมื่อ 4 ปีที่ผ่านมา จะพบว่าเชียงใหม่ เกิดเหตุไฟป่ากระทบ 12 หมู่บ้าน ใกล้พื้นที่เศรษฐกิจ และเมื่อเกิดไฟป่า นำมาซึ่งปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 กระทบต่อกลุ่มคนเปราะบาง เด็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ ส่งผลต่อระบบหายใจ</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-43483 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/101-16.jpg" alt="" width="800" height="533" /></p>
<p><strong>ผศ.บรรจง </strong>กล่าวเพิ่มเติมว่า มหาวิทยาลัยแม่โจ้เป็นหนึ่งในแกนนำร่วมหาทางออกเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่  เพื่อให้เกิดการดำเนินการอย่างเป็นระบบทั้งการฟื้นฟูผืนป่าและการปรับตัวของชุมชนที่อาศัยอยู่ตามแนวไฟป่า โดยได้​ร่วมกับสิงห์อาสา ขับเคลื่อนโครงการ <strong>&#8216;ไม้ยืนต้น ป่ายั่งยืน</strong>&#8216; ในพื้นที่ที่เคยเกิดไฟป่า ผ่านการปลูกต้นไม้ โดยคัดเลือกพันธุ์ไม้ที่เหมาะสมกับพื้นที่ การปลูกในฤดูกาลที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตของคนในชุมชน พร้อมทั้งคำนึงถึงโครงสร้างเดิมของป่าเพื่อรักษาระบบนิเวศที่เคยอยู่ร่วมกันของป่าและชุมชน และนำมาซึ่งการปลูกป่าอย่างยั่งยืน ซึ่งโครงการประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ด้วยอัตรารอดของต้นไม้กว่า 80-90% สูงกว่าอัตรารอดเฉลี่ยของการปลูกป่าโดยทั่วไปที่อยู่ราว 20-30%</p>
<p><em>&#8220;โครงการ <strong>&#8216;ไม้ยืนต้น ป่ายั่งยืน</strong>&#8216; ได้ขยายผลไปสู่พื้นที่ชุมชนต้นแบบผ่าน  6 หมู่บ้าน ในอ.เมือง และ อ.หางดง จ.เชียงใหม่ ตามแนวคิด <strong>&#8216;คนอยู่ได้ ป่าอยู่รอด สัตว์ได้พึ่งพิง&#8217;</strong> รวมทั้งการทำงานร่วมกับเครือข่ายอื่นๆ ​เช่น คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อสามารถเพาะพันธุ์เห็ด ซึ่งเพิ่มทั้งความหลากหลายในพื้นที่ รวมทั้งช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในชุมชนได้เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย ซึ่งความสำเร็จของโครงการมาจากการจัดการปัญหาในพื้นได้อย่างเข้าใจทั้งสาเหตุของไฟป่า รวมทั้งเข้าใจความต้องการของชุมชนควบคู่กันไปด้วย ทำให้ได้แนวร่วมจากชุมชนในการช่วยดูแลป่า จัดทำแนวกันไฟป้องกันไฟป่า ขณะเดียวกันก็สามารถใช้ประโยชน์จากป่า ทั้งการใช้ชีวิตรวมทั้งเป็นแหล่งสร้างรายได้ให้ชมุชนไดเพิ่มมากขึ้นด้วย&#8221; </em></p>
<p>ทั้งนี้ การปรับตัวและความร่วมมือของชุมชนที่อาศัยอยู่ตามแนวไฟป่า ยังช่วยบรรเทา​วิกฤตฝุ่นพิษที่มีสาเหตุสำคัญจากไฟป่าให้เบาบางลง ​​การฟื้นฟูผืนป่าให้กลับมาอุดมสมบูรณ์จึงถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยแก้ปัญหาได้ในหลายมิติ พื้นที่สีเขียวจากป่า ยังเป็นแหล่งเก็บกักคาร์บอนที่สำคัญ ที่ช่วยแก้ปัญหาสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และควรเริ่มปลูกตั้งแต่ &#8216;วันนี้&#8217; เพื่อสามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้เร็วที่สุด</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-43480 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/F03.jpg" alt="" width="800" height="483" /></p>
<p>นอกจากนี้ ยังมีการรณรงค์เพื่อขับเคลื่อนการ​แก้​ปัญหาฝุ่นละอองในมิติอื่นควบคู่กันไป อาทิ  แนวคิดบ้านปลอดฝุ่น การทำความสะอาดในบ้านหรือที่ทำงานของตนเอง การติดตั้งเครื่องกรองฝุ่น และง่ายที่สุด คือ การปลูกต้นไม้ในบ้านไม่ว่าจะเป็นไม้ยืนต้น ไม้พุ่ม หรือไม้กระถาง ซึ่งมีอยู่ราว 10-20 ชนิด ที่องค์การนาซา (NASA) รับรองในการกรองฝุ่น PM2.5</p>
<p>รวมถึงการลดการปล่อยคาร์บอนมอนอกไซด์ในเขตเมือง ซึ่งขณะนี้ในหลายเมือง เช่น ขอนแก่น เชียงใหม่ ได้นำ EV เข้ามาใช้เป็นบริการสาธารณะ อาจจะมี 100 คันแรกของเชียงใหม่เกิดขึ้น ขณะที่พื้นที่ของหน่วยงานพยายามไม่หยุดนิ่ง ตอนนี้อยู่ระหว่างการเดินหน้า พ.ร.บ.อากาศสะอาด โดยทำงานกับสภาลมหายใจ ในการช่วยกันขับเคลื่อนร่วมกัน และการใช้ แอปพลิเคชัน <strong>FireD (ไฟดี)</strong> เฉพาะ จ.เชียงใหม่ เพื่อจัดระเบียบการเผา รวมถึงแจ้งเตือนสถานการณ์ในพื้นที่อีกด้วย</p>
<p><strong>การบริหารน้ำอย่างยั่งยืน แก้วิกฤติน้ำแล้ง </strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-43476 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/F07.jpg" alt="" width="800" height="552" /></p>
<p><strong>ผศ.ดร.โพยม สราภิรมย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์  มหาวิทยาลัยขอนแก่น </strong>กล่าว​ว่า น้ำถือเป็นต้นทุนการผลิตที่สำคัญ ทั้งเพื่อการพัฒนาประเทศ รวมทั้งใช้ในการอุปโภคบริโภคและการดูแลระบบนิเวศให้มีความสมดุล ขณะที่ประเทศไทย แม้โดยรวมจะมีน้ำในใปริมาณมาก แต่ถือว่ามีความแปรปรวนสูง หรือมี Holding Capacity ซึ่งหมายถึงมีความสามารถในการอุ้มน้ำหรือกักเก็บน้ำได้​แคบและต่ำ ทำให้เมื่อมีน้ำเกินมาในปริมาณเพียงเล็กน้อยก็เกิดปัญหาน้ำท่วมได้ง่าย ขณะที่หากน้ำน้อยกว่าปกติก็เกิดปัญหาภัยแล้ง โดยเฉพาะเมื่อประเทศกำลังเข้าสู่ &#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; ปัญหาภัยแล้งก็จะยิ่งรุนแรง</p>
<p>จึงจำเป็นต้องหาวิธีแก้ไข เพื่อแก้ปัญหาจัดการน้ำส่วนเกินและส่วนที่ขาดได้อย่างเป็นระบบ เพื่อรับมือต่อความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยการทำความเข้าใจโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของน้ำ โดยเฉพาะการดูแลน้ำต้นทุนอย่าง &#8216;น้ำบาดาล&#8217; หรือน้ำสีฟ้าให้เกิดความสมดุล</p>
<p>ทั้งนี้ โครงสร้างน้ำตามธรรมชาติในประเทศไทยแบ่งได้ 3 ชนิด ได้แก่  <strong>น้ำสีเขียว</strong> คือ น้ำที่อยู่ในธรรมชาติ ที่ยังไม่ถูกกักเก็บ, <strong>น้ำ​สีฟ้า</strong> คือ น้ำในอ่างเก็บน้ำ น้ำในพื้นที่ต่างๆ รวมถึงน้ำบาดาล ที่มีการกักเก็บอยู่ และ <strong>น้ำสีเทา </strong>คือ น้ำที่ผ่านการใช้ น้ำเสียจากชุมชน จากกิจกรรมต่างๆ</p>
<p><em>&#8220;​คนเมืองส่วนใหญ่จะใช้ <strong>​น้ำสีฟ้า​</strong> แต่ชาวนาชาวไร่มักจะใช้ <strong>น้ำสีเขียว​</strong>​ ดังนั้น จึงมีการปรับตัวในการปลูกข้าวนาปี รวมทั้งการ​นำน้ำสีฟ้ามาช่วยแก้ปัญหา ขณะที่ <strong>​น้ำสีเทา​</strong> ที่เกิดจากน้ำเสียจากชุมชน หากสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้จะดีมากขึ้น ในประเทศต่างๆ ส่วนใหญ่จะมีการวางแผนน้ำสีเทาค่อนข้างดี หลายประเทศพยายามใช้น้ำสีเทาเกือบ 100% คือ รีไซเคิลน้ำให้ได้ ต่างประเทศทำได้ถึง 80% แต่ของประเทศไทยน่าจะยังต่ำ น้ำเสียปัจจุบันมากขึ้นเรื่อยๆ และน้ำสีเทา ลงไปปนเปื้อนในน้ำสีฟ้า จากที่เรามีน้ำต้นทุนอยู่ 2 ล้านลูกบาศก์เมตรในอ่างเก็บน้ำ วันหนึ่งอาจตื่นมาพบว่า 2 ล้านลูกบาศก์เมตรหายไปแล้ว เพราะน้ำเป็นกรด เช่น ปัญหาใน​<strong>อ่างเก็บน้ำฉะเชิงเทรา ที่มีค่า </strong><strong>pH 3 (น้ำที่มีความเป็นกรดสูง) จากการรั่วไหลของน้ำทิ้งในภาคอุตสาหกรรม ขณะที่การกักเก็บน้ำตามธรรมชาติในปีนี้มีแนวโน้มลดลง ประกอบกับความเสี่ยงจากการสูญเสียและปนเปื้อน </strong><strong>จึงต้องให้ความสำคัญกับการวางแผนในอนาคตเพิ่มมากขึ้น”</strong></em></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-43484 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/S01.jpg" alt="" width="800" height="533" /></p>
<p><strong>วางโรดแม็พขับเคลื่อน พร้อมร่วมมือบูรณาการ รับมือวิกฤติน้ำ</strong></p>
<p><strong>ผศ.ดร.โพยม </strong>กล่าวต่อไปว่า หากจะสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มีหลายเรื่องที่ต้องทำ ข้อแรก คือ วางแผนทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อเตรียมพร้อมในการมีแหล่งน้ำสำรอง แหล่งน้ำใหม่ หรือการจัดเก็บน้ำ โดยจำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีคิด ​ไม่มองเพียงการบริหารจัดการน้ำเพื่อให้มีน้ำใช้เพียงพอภายในแต่ละปี แต่ต้องมีวิธีในการบริการจัดการ ที่สามารถกักเก็บน้ำในปริมาณที่เพิ่มมากขึ้นได้เพิ่มขึ้นราว  2 เท่าเพื่อสร้างความมั่นคงของน้ำได้มากขึ้น</p>
<p>ขณะที่การขับเคลื่อนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด จำเป็นต้องมีทีมทำงาน มีฐานข้อมูล มีการจัดทำแผนงาน การขับเคลื่อนแผนงาน และการประเมินแผน รวมทั้งการวา​งแผนให้แต่ละฝ่ายทำงานร่วมกันได้อย่างบูรณาการและมีประสิทธิภาพ ซึ่งในจังหวัดขอนแก่น มีกรรมการตั้งทีมขึ้นมา โดยภาคีเครือข่ายจังหวัดขอนแก่นทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาชน ภาคการศึกษา สื่อมวลชน และหอการค้า สภาอุตสาหกรรม รวมตัวกันทำแผนการต่อสู้ภัยแล้ง ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว</p>
<p><em><strong>&#8220;</strong>การขับเคลื่อน <strong>​ระยะสั้น​</strong>​​ จะมีมาตรการ​มุ่งเป้าพื้นที่ ผ่านการทำฝายชะลอน้ำ ทำบ่อบาดาล ขุดสระ ขอฝนหลวง โดยทำงานควบคู่กับแผน <strong>ระยะกลาง </strong>ผ่านการประเมินสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในแต่ละปี เช่น อยู่ในภาวะลานีญาที่มีน้ำมาก หรือเอลนีโญที่เสี่ยงจะเกิดภัยแล้ง เพื่อรับมืออย่างเหมาะสม  รวมทั้ง <strong>ระยะยาว </strong>ผ่านการทำแผนน้ำระดับจังหวัด 5 ปี​ ​เพื่อประเมินความเสี่ยงและความอ่อนไหวแต่ละพื้นที่ รวมทั้งกลุ่มผู้ที่จะได้รับผลกระทบ ทั้งชุมชน เกษตรกร เพื่อของบประมาณทั้งการเยียวยาฟื้นฟู และเตรียมป้องกัน ไปจนถึงการทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างบูรณาการ​ เช่น สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด (ทสจ.) กรมพัฒนาที่ดิน กรมชลประทาน หรือ​การทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่น เช่น สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เพื่อ​พัฒนาเทคโนโลยีการใช้น้ำอย่างประหยัด ไปจนถึงการทำงานร่วมกับภาคเอกชนอย่าง &#8216;สิงห์อาสา&#8217; เพื่อเพิ่มทางเลือกและทำงานในหลากหลายมิติมากขึ้น เช่น การร่วมมือด้านการจัดการป่าชุมชน ซึ่งส่งผลต่อเนื่องสู่การดูแลป่าต้นน้ำ เพื่อขับเคลื่อนทั้งโครงสร้างทั้งขนาดใหญ่ กลาง และเล็ก โดยเฉพาะในชุมชนเล็กๆ ที่บางครั้งโครงการขนาดใหญ่อาจเข้าไปไม่ถึง ก็จะสามารถมีโมเดลการบริหารจัดการเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในพื้นที่ของตัวเอง&#8221;​​​</em></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-43485 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/S05.jpg" alt="" width="800" height="533" /></p>
<p><strong>เตรียมพร้อม ปรับตัว รับมือ &#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217;</strong></p>
<p><strong>ผศ.มัลลิกา ศรีสุธรรม สาขาวิชาปฐพีศาสตร์และสิ่งแวดล้อม คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น </strong>กล่าวว่า &#8216;น้ำ&#8217;  คือหัวใจสำคัญ​ทุกชุมชน เป็นองค์ประกอบและจุดเริ่มต้นในการใช้ชีวิตในแต่ละวัน ความสามารถในการบริหารจัดการ วางผังน้ำเพื่อให้รองรับการใช้งานภายในชุมชนได้ตลอดทั้งปี จึงมีความสำคัญ ในการสร้างความมั่นคงให้ทุกคนในชุมชนทั้งเรื่องของสุขภาพ ภาวะเศรษฐกิจภายในครอบครัว รวมทั้งความรู้สึกมั่นคงภายในชุมชน จากการมีแหล่งน้ำอยู่ภายในแต่ละชุมชนเพื่อช่วยลดความเสี่ยงและสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด</p>
<p>ขณะที่​อิทธิพลของซูเปอร์เอลนีโญที่เข้ามา ทวีความรุนแรงของความแห้งแล้งให้ยาวนานกว่าปกติ สภาพอากาศที่แปรปรวนและฝนทิ้งช่วง นับเป็นภัยคุกคามที่สร้างความเสียหายอย่างหนักต่อกลุ่มเกษตรกรซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของประเทศ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-43478 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/F08.jpg" alt="" width="800" height="551" /></p>
<p>ทั้งนี้ ที่ผ่านมา​ปรากฎการณ์เอลนีโญจะเกิดขึ้นราว 5 – 10 ปี/ครั้ง แต่ปัจจุบันพบว่าเกิดถี่ขึ้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่ต้องทำอันดับแรก คือ ทำความเข้าใจ ทำใจ แต่ต้องไม่ยอมแพ้และพยามยามหาทาง​รับมือและ​ปรับตัว</p>
<p><em>&#8220;มหาวิทยาลัยขอนแก่น​​ ได้ร่วมมือกับสิงห์อาสา และเครือข่ายชุมชนในแต่ละพื้นที่ เพื่อร่วมขับเคลื่อน<strong> &#8216;โครงการสิงห์อาสาสร้างแหล่งน้ำชุมชนอย่างยั่งยืน&#8217;</strong> เพื่อให้ชาวบ้านใน 10 พื้นที่ ภาคอีสาน​มีน้ำกินน้ำใช้ได้ตลอดทั้งปี ผ่านการสร้างแหล่งน้ำ​ขนาดใหญ่ เพื่อรองรับการใช้น้ำของชุมชน ทำหน้าที่เป็นทั้งบ่อกักเก็บน้ำในฤดูฝน ป้องกันน้ำท่วมในฤดูน้ำหลาก และเป็นแหล่งน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งอย่างยั่งยืน ซึ่งได้ขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องมากว่า 7 ปี ตั้งแต่ปี ​2563 เป็นต้นมา&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-43482 size-large" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/M01-879x1024.jpg" alt="" width="879" height="1024" /></p>
<p>การขับเคลื่อน<strong> &#8216;โครงการสิงห์อาสาสร้างแหล่งน้ำชุมชนอย่างยั่งยืน&#8217;</strong> เข้าสู่ปีที่ 8 แล้ว ผ่าน 10 พื้นที่ในภาคอีสาน ซึ่งจากการติดตามปละประเมินผล พบว่า ความเสี่ยงของชุมชนที่อยู่ในโครงการลดน้อยลง เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้าที่จะดำเนินโครงการ โดยเฉพาะปีที่ต้องเผชิญภาวะแล้งจัด ความเสี่ยงในการขาดแคลนน้ำจะสูงขึ้น การมีแหล่งน้ำอยู่ภายในชุมชนจึงทำให้ชาวบ้านมีน้ำสำรองทั้งเพื่อใช้อุปโภค บริโภคภายในครัวเรือน และเพื่อใช้ทำเกษตรและประกอบอาชีพ  เช่น การปลูกข้าว พืชผัก ผลไม้ และยังเป็นแหล่งอาหารของชุมชน สร้างรายได้เพราะมีปลาในบ่อให้ชาวบ้านจับเป็นอาหารได้ รวมถึงระบบน้ำประปาสามารถใช้งานได้ตลอดทั้งปี</p>
<p><em>&#8220;แหล่งน้ำในชุมชนนอกจากช่วยแก้ปัญหาภัยแล้ง โดยเฉพาะการมาของซูเปอร์เอลนีโญ ยังช่วยบรรเทาผลกระทบในช่วงลานีญาที่มีปริมาณน้ำมาก เพราะการมีทั้งสระใหญ่ และสระเล็กๆ ที่สร้างไว้โดยรอบ ยังทำหน้าที่ช่วยชะลอน้ำ ป้องกันความเสียหายของผลผลิตในพื้นที่ได้ด้วย การดำเนินโครงการนี้ จึงเป็นเหมือนการนำภูมิปัญญาเดิมกลับมาใช้ใหม่ เพราะ​<strong>​</strong>สมัยก่อนอาจมีการเก็บน้ำสีเขียว (น้ำธรรมชาติ) ลงตุ่ม เป็นสีฟ้า (น้ำที่กักเก็บไว้) เพื่อเก็บไว้ใช้ แต่ปัจจุบันชุมชนต่างๆ เริ่มมีการเก็บน้ำไว้ใช้ในรูปแบบเดิมน้อยลง&#8221;</em>​</p>
<p><strong>&#8216;เอลนีโญ ลานีญา&#8217; ไม่ใช่ภัยพิบัติชั่วครู่</strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-43479 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/F05.jpg" alt="" width="800" height="533" /></p>
<p><strong>ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์</strong> อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้มุมมองปิดท้ายว่า เอลนีโญ และ ลานีญา เป็นสิ่งถาวรที่จะอยู่กับเราไปอีก 40-50 ปี ไม่ใช่ภัยพิบัติที่จะมาเพียงชั่วครู่ ดังนั้น เราจะปรับตัวอย่างไรกับสิ่งที่จะอยู่ถาวร หากจะลงทุนในวันนี้ ทำอย่างไรให้คุ้ม เพื่อการรับมือระยะยาว แต่ละหน่วยงาน องค์กร อาจจะต้องมีทีมงานในการศึกษา รับมือ และปรับตัว</p>
<p><strong><em>“ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับแต่ละคนแตกต่างกัน เพราะฉะนั้น ต้องทราบว่าผลกระทบในการดำเนินชีวิตจะมากขึ้นเรื่อยๆ การรับมือต้องเป็นการรับมือระยะยาว และสิ่งที่กำลังจะมา คือ บทเรียนในการทดลองการรับมือ และยกระดับการรับมือกับซูเปอร์เอลนีโญที่กำลังมา แล้วเราจะหาจุดที่เหมาะสมกับทำธุรกิจและการใช้ชีวิตได้” </em></strong>ผศ.ดร.ธรณ์ กล่าวทิ้งท้าย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/super-elnino-to-climate-amplification/">รับมือ &#8216;ไฟ ฝุ่น แล้ง น้ำ&#8217; มหันตภัยใกล้ตัว จาก &#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; พร้อมทางรอดและการปรับตัว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>TEI หนุนโมเดล Sponge City รับมือวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ชี้ทางรอดไทย! ต้องแก้ที่ &#8216;โครงสร้างผังเมือง&#8217;</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/07/sponge-city-climate-adaptation/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 25 Jul 2026 16:03:26 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Adaptation]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[EIA]]></category>
		<category><![CDATA[Green Water Retention]]></category>
		<category><![CDATA[Sponge City]]></category>
		<category><![CDATA[TEI]]></category>
		<category><![CDATA[Water Resilience]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.วิจารย์ สิมาฉายา]]></category>
		<category><![CDATA[ผังเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[พื้นที่หน่วงน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤตสภาพอากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย]]></category>
		<category><![CDATA[สภาพอากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[เมืองฟองน้ำ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43246</guid>

					<description><![CDATA[<p>สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ในฐานะองค์กรพัฒนาเอกชนที่ขับเคลื่อนงานด้านสิ่งแวดล้อม และองค์กรที่มีบทบาทเป็นคลังสมอง (Think Tank) ระดับแนวหน้าของประเทศ เสนอแนวทางการยกระดับกรุงเทพมหานครและเมืองใหญ่สู่การเป็น &#8220;เมืองฟองน้ำ&#8221; รับมือกับวิกฤตฝนตกชุกสะสมเฉียบพลันในยุคโลกเดือด ชี้การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังในปัจจุบันจำเป็นต้อง “ปรับ-เปลี่ยน” โครงสร้างผังเมืองและการตั้งถิ่นฐานแทนการตั้งรับระยะสั้น โดยเสนอภาครัฐบูรณาการข้อมูลร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขับเคลื่อน NAP พร้อมปรับปรุงเกณฑ์ EIA บังคับใช้พื้นที่หน่วงน้ำสีเขียวในโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ ลดความเสี่ยงวิกฤตอัมพาตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) เปิดเผยว่า วิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ก้าวเข้าสู่ยุคโลกเดือด ส่งผลให้รูปแบบของภัยพิบัติมีความรุนแรงและผันผวนสูง โดยเฉพาะปรากฏการณ์ฝนตกหนักเฉียบพลันในปริมาณมหาศาล ซึ่งระบบระบายน้ำทางวิศวกรรมแบบเดิมไม่สามารถรองรับได้อีกต่อไป สังคมจึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกรอบความคิดจากการมองปัญหาน้ำท่วมขังเป็นเพียงเรื่องขยะอุดท่อหรือน้ำรอระบายรายวัน ไปสู่การวิเคราะห์เชิงโครงสร้างในระยะยาว “ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีแผนแม่บทบูรณาการเรื่องทรัพยากรน้ำที่ปรับตัวได้ทันต่อยุคโลกเดือด แผนแนวทางแบบเก่าที่มีอยู่นั้นรับไม่ทัน และไม่เท่าทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน ส่งผลให้ผลกระทบต่อภาคเมืองและเกษตรกรรม จะยิ่งทวีความรุนแรงและมีมูลค่าความเสียหายเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงและพื้นที่ที่มีความอ่อนไหว” ซึ่งข้อมูลนี้สอดคล้องกับข้อมูลภูมิสารสนเทศจากระบบ Disaster Platform ของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (GISTDA) ที่แสดงภาพถ่ายดาวเทียมพื้นที่น้ำท่วมขังสะสมในฤดูมรสุมที่ผ่านมา ซึ่งแผ่ขยายวงกว้างกว่า 1.2 ถึง 2.4 ล้านไร่ โดยพื้นที่ส่วนใหญ่มีระดับน้ำแช่ขังลึกมากกว่า 1 เมตร ยาวนานจนดินอิ่มน้ำเกินขีดจำกัด สะท้อนให้เห็นว่าหากไม่มีการปรับปรุงโครงสร้างผังเมือง เพิ่มระบบการระบายน้ำ การชะลอน้ำ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/sponge-city-climate-adaptation/">TEI หนุนโมเดล Sponge City รับมือวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ชี้ทางรอดไทย! ต้องแก้ที่ &#8216;โครงสร้างผังเมือง&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) <strong>ในฐานะองค์กรพัฒนาเอกชนที่ขับเคลื่อนงานด้านสิ่งแวดล้อม และองค์กรที่มีบทบาทเป็นคลังสมอง (</strong><strong>Think Tank) </strong><strong>ระดับแนวหน้าของประเทศ</strong> เสนอแนวทางการยกระดับกรุงเทพมหานครและเมืองใหญ่สู่การเป็น &#8220;<strong>เมืองฟองน้ำ</strong>&#8221; รับมือกับวิกฤตฝนตกชุกสะสมเฉียบพลันในยุคโลกเดือด</p>
<p><span id="more-43246"></span></p>
<p>ชี้การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังในปัจจุบันจำเป็นต้อง “ปรับ-เปลี่ยน” โครงสร้างผังเมืองและการตั้งถิ่นฐานแทนการตั้งรับระยะสั้น โดยเสนอภาครัฐบูรณาการข้อมูลร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขับเคลื่อน NAP พร้อมปรับปรุงเกณฑ์ EIA บังคับใช้พื้นที่หน่วงน้ำสีเขียวในโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ ลดความเสี่ยงวิกฤตอัมพาตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน</p>
<p><strong>ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (</strong><strong>TEI) </strong>เปิดเผยว่า วิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ก้าวเข้าสู่ยุคโลกเดือด ส่งผลให้รูปแบบของภัยพิบัติมีความรุนแรงและผันผวนสูง โดยเฉพาะปรากฏการณ์ฝนตกหนักเฉียบพลันในปริมาณมหาศาล ซึ่งระบบระบายน้ำทางวิศวกรรมแบบเดิมไม่สามารถรองรับได้อีกต่อไป สังคมจึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกรอบความคิดจากการมองปัญหาน้ำท่วมขังเป็นเพียงเรื่องขยะอุดท่อหรือน้ำรอระบายรายวัน ไปสู่การวิเคราะห์เชิงโครงสร้างในระยะยาว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43355 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/ภาพประกอบข่าว-6.jpg" alt="" width="1200" height="821" /></p>
<p><em>“ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีแผนแม่บทบูรณาการเรื่องทรัพยากรน้ำที่ปรับตัวได้ทันต่อยุคโลกเดือด แผนแนวทางแบบเก่าที่มีอยู่นั้นรับไม่ทัน และไม่เท่าทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน ส่งผลให้ผลกระทบต่อภาคเมืองและเกษตรกรรม จะยิ่งทวีความรุนแรงและมีมูลค่าความเสียหายเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงและพื้นที่ที่มีความอ่อนไหว”</em></p>
<p>ซึ่งข้อมูลนี้สอดคล้องกับข้อมูลภูมิสารสนเทศจากระบบ Disaster Platform ของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (GISTDA) ที่แสดงภาพถ่ายดาวเทียมพื้นที่น้ำท่วมขังสะสมในฤดูมรสุมที่ผ่านมา ซึ่งแผ่ขยายวงกว้างกว่า 1.2 ถึง 2.4 ล้านไร่ โดยพื้นที่ส่วนใหญ่มีระดับน้ำแช่ขังลึกมากกว่า 1 เมตร ยาวนานจนดินอิ่มน้ำเกินขีดจำกัด สะท้อนให้เห็นว่าหากไม่มีการปรับปรุงโครงสร้างผังเมือง เพิ่มระบบการระบายน้ำ การชะลอน้ำ เมืองใหญ่จะเผชิญความเสี่ยงต่อวิกฤตอัมพาตทางเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43358 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/ภาพประกอบข่าว-1-re.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>TEI ได้นำเสนอทางออกเชิงรุกที่สอดคล้องกับแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (NAP) สาขาการตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมขยายความถึงแนวคิด <strong>เมืองฟองน้ำ</strong> (Sponge City) ว่า หัวใจสำคัญคือการมีพื้นที่สีเขียวที่ทำหน้าที่รองรับและซับน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ทั้งนี้ จากการศึกษาของ TEI มีข้อสังเกตที่น่ากังวลว่า ปัจจุบันเมืองใหญ่ของไทยยังขาดแคลนพื้นที่ดังกล่าว โดยมีสัดส่วนที่น้อยมากและไม่เพียงพอต่อการซับมวลน้ำมหาศาล</p>
<p>TEI จึงเน้นย้ำถึงแนวทางการร่วมมือกับชุมชนต้นแบบในการสร้างระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning System: EWS) และการบริหารจัดการพื้นที่หน่วงน้ำสีเขียว (Green Water Retention) ในระดับท้องถิ่น นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อภาครัฐในการปรับปรุงเกณฑ์การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ในภาคอสังหาริมทรัพย์ เพื่อบังคับใช้มาตรการเพิ่มพื้นที่หน่วงน้ำสีเขียวในโครงการสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนให้อาคารและสิ่งปลูกสร้างยุคใหม่ทำหน้าที่เป็นพื้นที่ซับน้ำฝนและหน่วงน้ำให้กับเมืองในยามวิกฤต</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43356 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/ภาพประกอบข่าว-3.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>ทั้งนี้ แนวคิด Sponge City ประสบความสำเร็จและมีการบังคับใช้อย่างเป็นรูปธรรมในหลายประเทศทั่วโลก อาทิ เมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ที่เปลี่ยนพื้นที่ชุ่มน้ำเลียบแม่น้ำแยงซีให้เป็นสวนสาธารณะซับน้ำขนาดใหญ่ โครงการ ABC Waters ของประเทศสิงคโปร์ ที่ปรับเปลี่ยนคลองคอนกรีตให้เป็นแม่น้ำธรรมชาติคดเคี้ยวเพื่อหน่วงน้ำในสวนสาธารณะบิชาน-อังโมเกียว (Bishan-Ang Mo Kio Park)</p>
<p>สำหรับประเทศไทย TEI ประเมินว่ามีความพร้อมและโอกาสสูงในการนำแนวคิดดังกล่าวมาปรับใช้จริง โดยไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณลงทุนมหาศาลจากศูนย์ แต่สามารถขับเคลื่อนได้ทันทีผ่านการปรับปรุงกฎหมายผังเมือง กำหนดพื้นที่ Buffer Zone (แนวกันชน) การยกระดับเกณฑ์ EIA เพื่อสร้างความร่วมมือกับภาคเอกชน และการปรับปรุงฟังก์ชันของสวนสาธารณะเดิมในเขตเมืองให้ทำหน้าที่เป็นฟองน้ำซับน้ำตามธรรมชาติ</p>
<p>&#8220;การรื้อระบบเชิงโครงสร้างและแผนแม่บททรัพยากรน้ำของประเทศให้เท่าทันโลกเดือด เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยเงื่อนเวลา หากเราเริ่มต้นลงมือทำตั้งแต่วันนี้ อย่างน้อยต้องใช้เวลา 10 ปีจึงจะประสบความสำเร็จและเห็นผลเป็นรูปธรรม แต่ถ้าหากเราเลือกที่จะไม่เริ่มต้นนับหนึ่งเลยตั้งแต่วันนี้ ความมั่นคง ความยั่งยืน ตลอดจนความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินด้านต่างๆ ของประชากรไทย ก็จะยิ่งถูกทิ้งห่างไกลออกไปและยากเกินกว่าจะกลับมาควบคุมได้ เช่น การเพิ่มช่องระบายน้ำในถนนสายหลักต่างๆ ที่กีดขวางลำน้ำ&#8221; <strong>ดร.วิจารย์ </strong>กล่าวทิ้งท้าย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43353 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/Photo-post-เมืองฟองน้ำ-2.jpg" alt="" width="640" height="800" /></p>
<p>อย่างไรก็ดี ในยุคที่โลกเดือดแปรเปลี่ยนวิถีชีวิตไปอย่างสิ้นเชิง สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ในบทบาท Think Tank และหน่วยงานพัฒนาเอกชนด้านสิ่งแวดล้อม มุ่งมั่นขับเคลื่อนและสะพานเชื่อมโยงความร่วมมือระดับประเทศ เพื่อส่งมอบ <strong>‘แนวคิดการปรับตัว’</strong> (Climate Adaptation) ให้แก่สังคมไทย พร้อมร่วมเปลี่ยนผ่านทุกภาคส่วนไปสู่การเติบโตที่สมดุลและยั่งยืน เพราะในวันนี้ การปรับตัว ‘ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นทางรอด’ ร่วมติดตามสถานการณ์สิ่งแวดล้อม และความเคลื่อนไหวของ TEI ได้ที่ เฟซบุ๊กเพจ <a href="https://www.google.com/search?q=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Ftei.or.th%2F" target="_blank" rel="noopener">www.facebook.com/tei.or.th/</a> และเว็บไซต์ <a href="https://www.tei.or.th/" target="_blank" rel="noopener">https://www.tei.or.th/</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/sponge-city-climate-adaptation/">TEI หนุนโมเดล Sponge City รับมือวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ชี้ทางรอดไทย! ต้องแก้ที่ &#8216;โครงสร้างผังเมือง&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;น้ำ&#8217; เชื่อมโยงโครงสร้าง​เศรษฐกิจไทยกว่า 17 ล้านล้านบาท ศูนย์ &#8216;กันก่อนท่วม&#8217; เร่งผลักดันแนวคิด Water Economy เปลี่ยนความเสี่ยงจากน้ำ ให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/05/water-resilience-forum-2-2026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 09 May 2026 10:26:09 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Chula]]></category>
		<category><![CDATA[Chulalongkorn University]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[Water Economy]]></category>
		<category><![CDATA[Water Resilience]]></category>
		<category><![CDATA[Water Resilience Center]]></category>
		<category><![CDATA[กันก่อนท่วม]]></category>
		<category><![CDATA[จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[ชยันต์ เมืองสง]]></category>
		<category><![CDATA[ทรัพยากรน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[พลิกน้ำ สร้างชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[รองศาสตราจารย์ ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์]]></category>
		<category><![CDATA[รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส]]></category>
		<category><![CDATA[ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์​กันก่อนท่วม]]></category>
		<category><![CDATA[สทนช.)]]></category>
		<category><![CDATA[สภาพอากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[สภาพอากาศสุดขั้ว]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=41719</guid>

					<description><![CDATA[<p>ศูนย์ &#8216;กันก่อนท่วม&#8217; (Water Resilience Center) เปิดเวที Water Resilience Forum 2/2026 ภายใต้หัวข้อ &#8216;Water Economy : พลิกน้ำ สร้างชาติ&#8217; ชี้ปัญหาประเทศไทย เผชิญทั้งภัยแล้งและน้ำท่วมจากอากาศแปรปรวน (Climate Change) สร้างความสูญเสียซ้ำซาก กด GDP ให้ลดลงต่อเนื่อง พร้อมชวนเปลี่ยนมุมมอง​ น้ำไม่ใช่แค่ภัยพิบัติ แต่เป็น &#8216;โจทย์เศรษฐกิจของประเทศ&#8217; ถ้าบริหารดีสร้างมูลค่า บริหารพลาด สูญเสียมหาศาล ระดมความร่วมมือ จัดการน้ำเชิงรุก เปลี่ยนความเสี่ยงน้ำเป็นโอกาสเศรษฐกิจ พลิกจากรอดสู่รวย  ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญสภาพอากาศสุดขั้ว ทั้งน้ำท่วมและภัยแล้ง ซึ่งส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจ ทั้งภาคเกษตร อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และค่าครองชีพของประชาชน โดย​ความเสียหายจากมหาอุทกภัยปี 2554  ประเมินมูลค่าผลกระทบสูงถึง 1.43 ล้านล้านบาท ขณะที่ 2 ปีต่อจากนั้น [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/water-resilience-forum-2-2026/">&#8216;น้ำ&#8217; เชื่อมโยงโครงสร้าง​เศรษฐกิจไทยกว่า 17 ล้านล้านบาท ศูนย์ &#8216;กันก่อนท่วม&#8217; เร่งผลักดันแนวคิด Water Economy เปลี่ยนความเสี่ยงจากน้ำ ให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ศูนย์ &#8216;กันก่อนท่วม&#8217; (</strong><strong>Water Resilience Center) </strong><strong>เปิดเวที </strong><strong>Water Resilience Forum 2/2026 </strong><strong>ภายใต้หัวข้อ &#8216;</strong><strong>Water Economy : </strong><strong>พลิกน้ำ สร้างชาติ&#8217; ชี้ปัญหาประเทศไทย เผชิญทั้งภัยแล้งและน้ำท่วมจากอากาศแปรปรวน</strong><strong> (Climate Change) </strong><strong>สร้างความสูญเสียซ้ำซาก กด </strong><strong>GDP ให้</strong><strong>ลดลงต่อเนื่อง</strong></p>
<p><span id="more-41719"></span></p>
<p><strong>พร้อมชวนเปลี่ยนมุมมอง​ น้ำไม่ใช่แค่ภัยพิบัติ แต่เป็น &#8216;โจทย์เศรษฐกิจของประเทศ&#8217; ถ้าบริหารดีสร้างมูลค่า บริหารพลาด สูญเสียมหาศาล ระดมความร่วมมือ จัดการน้ำเชิงรุก เปลี่ยนความเสี่ยงน้ำเป็นโอกาสเศรษฐกิจ พลิกจากรอดสู่รวย </strong></p>
<p><strong>ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร </strong>อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญสภาพอากาศสุดขั้ว ทั้งน้ำท่วมและภัยแล้ง ซึ่งส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจ ทั้งภาคเกษตร อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และค่าครองชีพของประชาชน โดย​ความเสียหายจากมหาอุทกภัยปี 2554  ประเมินมูลค่าผลกระทบสูงถึง 1.43 ล้านล้านบาท ขณะที่ 2 ปีต่อจากนั้น ในปี 2555 &#8211; 2556 ประเทศไทยกลับประสบปัญหาภัยแล้ง ซึ่งสร้างมูลค่าความเสียหายประมาณ 30,000 ล้านบาทตามมา</p>
<p><em> “ประเทศไทยสูญเสียให้กับน้ำทุกปี ไม่ว่าจะแล้งหรือท่วม หากยังแก้ปัญหาแบบเดิม เราจะสูญเสียซ้ำไปเรื่อยๆ  นำมาสู่การผลักดันแนวคิด <strong>Water Economy</strong> เพื่อเปลี่ยนน้ำจากความเสี่ยง เป็นสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ ด้วยความร่วมมือของศูนย์ <strong>&#8216;กันก่อนท่วม&#8217;</strong> (Water Resilience Center) คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับพันธมิตรระดับโลก และภาคเอกชนหลายแห่ง พร้อม <strong>ประสานความร่วมมือทุกภาคส่วน เน้นการบริหารจัดการเชิงรุกด้วยข้อมูล วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรม เพื่อพลิกวิกฤตน้ำให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ</strong>”</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41721 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/Water-Resilience4.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ผลักดัน Water Economy เปลี่ยนความเสี่ยงจากน้ำ สู่โอกาสทางเศรษฐกิจ</strong></p>
<p><strong>รองศาสตราจารย์ ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์</strong> คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ประธานคณะกรรมการศูนย์ &#8216;กันก่อนท่วม&#8217; (Water Resilience Center) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า <em><strong>ทรัพยากรน้ำไม่ใช่เพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่ ไม่ต่างจากพลังงาน ดิจิทัล หรือระบบโลจิสติกส์ ​ปัจจุบันทรัพยากรน้ำเกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนโครงสร้างเศรษฐกิจมูลค่ากว่า 17 ล้านล้านบาทของประเทศไทย</strong></em></p>
<p>ขณะที่ประเทศไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงจากความผันผวนของสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น ทั้งปรากฏการณ์เอลนีโญ ภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง และอุทกภัยรุนแรง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจ สังคม และความ เชื่อมั่นในการลงทุน โดย <strong>บทเรียนจากมหาอุทกภัยปี 2554 แสดงให้เห็นว่าความเสียหายสามารถส่งผลให้ GDP ของ ประเทศลดลงได้ถึง​​ 2.5% ขณะที่ความเสี่ยงในอนาคตมีแนวโน้มรุนแรงและถี่ขึ้นจาก Climate Extremes</strong></p>
<p>ดังนั้น ​มุมมองเกี่ยวกับน้ำจึงควรเปลี่ยนจากภัยพิบัติสู่ &#8216;<strong>สินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ</strong>&#8216; ตามแนวคิด Water Economy ที่มองน้ำเป็น <strong>เหรียญสองด้าน </strong>ของระบบเศรษฐกิจ ในด้านหนึ่ง น้ำคือ <strong>&#8216;ตัวคูณทางเศรษฐกิจ&#8217;</strong> (Economic Generator) ที่สนับสนุนภาคเกษตร อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว สุขภาพ และ คุณภาพชีวิต แต่อีกด้านหนึ่ง หากขาดการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ น้ำจะกลายเป็น <strong>&#8216;ตัวฉุดรั้งเศรษฐกิจ&#8217;</strong> (Economic Disruptor) ที่สร้างความเสียหายต่อธุรกิจ การผลิต และกลุ่มเปราะบางในสังคม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41722 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/Water-Resilience3.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>“<strong>โจทย์สำคัญของประเทศไทยไม่ใช่เพียงรับมือภัยแล้งหรือน้ำท่วมเฉพาะหน้า แต่คือการยกระดับระบบ เศรษฐกิจให้มีความยืดหยุ่นต่อความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ (Climate Resilience Economy) ผ่านการลงทุนที่ถูกที่ ถูกเวลา และขับเคลื่อนด้วยข้อมูล วิทยาศาสตร์ และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน</strong> ศูนย์กันก่อนท่วม (Water Resilience Center) เป็นแพลตฟอร์มกลางทางวิชาการที่เป็นมิตรและเป็นกลาง ทำหน้าที่สังเคราะห์ข้อมูล พัฒนาองค์ ความรู้ และสื่อสารความเสี่ยงด้านน้ำเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบาย โดยร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลก อาทิ เนเธอร์แลนด์ญี่ปุ่น และภาคเอกชน <strong>เพื่อผลักดันแนวคิด Water Economy และเปลี่ยน  &#8216;ความเสี่ยงด้านน้ำ&#8217; ให้เป็น  &#8216;โอกาสทางเศรษฐกิจ&#8217; ของประเทศในระยะยาว</strong>” </em></p>
<p><strong>คุณชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)</strong> กล่าวในหัวข้อ<strong> &#8216;พลิกนโยบายน้ำ สร้างเศรษฐกิจ&#8217;</strong> ว่า ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง และน้ำเสีย เป็นปัญหาซ้ำซากที่กระทบต่อวิถีชีวิตประชาชนและเศรษฐกิจ สทนช. ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้เป็นเจ้าภาพบูรณาการหน่วยงานด้านน้ำเพื่อป้องกันภัยพิบัติ เพื่อยกระดับการขับเคลื่อนแก้ วิกฤตน้ำให้เป็น “วาระแห่งชาติ”อย่างมีเอกภาพ ลดความซ้ำซ้อน รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ สามารถรองรับการแก้ไขปัญหา น้ำได้อย่างทันท่วงที โดยเฉพาะการพยากรณ์อากาศให้มีความแม่นยำและการแจ้งเตือนภัยที่รวดเร็ว ซึ่งจะช่วยให้ ประชาชนรอดพ้นจากวิกฤตได้ทันท่วงที</p>
<p><em>&#8220;​สทนช. ได้เสนอ <strong>มาตรการรับมือฤดูฝน แก้ภัยแล้ง และควบคุมคุณภาพน้ำ</strong> ขณะเดียวกันได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่ นอกเขตชลประทาน เพื่อเตรียมจัดหาน้ำอุปโภคบริโภคและการเกษตรช่วยเหลือไม่ให้เกิดผลกระทบ ล่าสุด ครม.มีมติ เห็นชอบการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัดครบทั้ง 76 จังหวัด ประกอบกับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างบูรณาการ ทั้งภาคการศึกษาที่มี​ทั้งองค์ความรู้​ เทคโนโลยี รวมทั้งภาคเอกชน​ที่ให้ความสำคัญในการยกระดับการแก้ภัยแล้ง น้ำท่วมได้ครอบคลุมทุกภาคส่วนอย่างเป็นระบบ เชื่อว่าจะสามารถช่วยลดผลกระทบต่อปากท้องของประชาชน และนำไปสู่การเตรียมการล่วงหน้า เพื่อสร้างเศรษฐกิจที่เข้มแข็งยั่งยืนร่วมกัน ” </em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41723 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/Water-resilience5.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ยกระดับปัญหาน้ำ = วาระแห่งชาติ เดินหน้าแก้ปัญหาอย่างบูรณาการ</strong></p>
<p><strong>คุณรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส</strong> ที่ปรึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ และรองประธานคณะกรรมการศูนย์ &#8216;กันก่อนท่วม&#8217; จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในช่วงสรุป &#8216;<strong>Water Economy: พลิกน้ำ เปลี่ยนชะตาประเทศไทย&#8217;</strong> ว่า ประเทศไทย กำลังเข้าสู่ยุคที่ <strong>‘น้ำ’ ไม่ใช่เรื่องฤดูกาล แต่คือความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา </strong>โดยชี้ว่า ภายใต้ภาวะเอลนีโญ และ Climate Change ประเทศไทยต้องเผชิญทั้งภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง และน้ำแปรปรวนรุนแรงขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อ ภาคเกษตร อุตสาหกรรม และค่าครองชีพของประชาชน ขณะที่รัฐยังต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการเยียวยาซ้ำซาก ทุกปีแต่ยังไม่ได้ลงทุนเพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน</p>
<p><em>&#8220;การขับเคลื่อนแนวคิด Water Economy สู่การปฏิบัติให้ประสบความสำเร็จนั้น ประเทศไทยมีต้นแบบที่พิสูจน์ แล้วว่าสามารถ <strong>&#8216;พลิกน้ำเป็นโอกาส&#8217;</strong> ลดความสูญเสียและสร้างเศรษฐกิจได้จริงในระดับพื้นที่ เช่น จังหวัดกาญจนบุรีที่ใช้ การบริหารจัดการเขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนวชิราลงกรณ ร่วมกับระบบกระจายน้ำแบบ &#8216;ก้างปลา&#8217; และ &#8216;แก้มลิง ธรรมชาติ&#8217; เพื่อลดแรงมวลน้ำก่อนเข้าสู่พื้นที่เศรษฐกิจ รวมทั้ง​โครงการขนาดใหญ่ระดับโลก เช่น เขื่อนสามผา (Three Gorges Dam) ของจีน แสดงให้เห็นว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำสามารถปกป้องพื้นที่เศรษฐกิจขนาดใหญ่ และ สร้างเสถียรภาพให้กับประเทศในระยะยาว&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41724 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/Water-Resilience6.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ความท้าทายสำคัญในการบริหารจัดการของไทยคือ <strong>&#8216;การขาดการเชื่อมต่อจากโมเดล พื้นที่สู่ระดับประเทศ&#8217;</strong> ทำให้ศักยภาพที่มีอยู่ยังไม่ถูกขยายผลอย่างเต็มที่ ​ศูนย์ &#8216;กันก่อนท่วม&#8217; จึง​มุ่งขับเคลื่อน Water Economy ผ่าน 3 แนวทาง ประกอบด้วย</p>
<p><strong>1. ยกระดับ ‘วิกฤตน้ำ’ เป็นวาระแห่งชาติอย่างแท้จริง :  </strong>ปรับโครงสร้างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำให้เป็นเอกภาพและบูรณาการร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p><strong>2. สร้าง </strong><strong>Water Smart Community :  </strong>สนับสนุนชุมชนและภาคประชาสังคมให้มีองค์ความรู้และบริหารจัดการน้ำเองได้</p>
<p><strong>3. ลงทุนระบบข้อมูลน้ำแห่งชาติ (</strong><strong>National Water Data Platform) : </strong>ใช้ Real-time Data เพื่อคาดการณ์ เตือนภัย และวางแผนเชิงรุก</p>
<p><strong>Designing Resilience : พลิกการออกแบบเมือง อยู่กับน้ำอย่างชาญฉลาด</strong></p>
<p>ช่วงเสวนาหัวข้อ <strong>&#8216;Designing Resilience: พลิกการออกแบบเมือง อยู่กับน้ำอย่างชาญฉลาด&#8217;</strong> โดย <strong>ศาสตราจารย์มิโฮ มาซูเรียว (</strong><strong>Prof. Miho Mazereeuw) </strong>ผู้อำนวยการ MIT Climate Mission และผู้อำนวยการ Urban Risk Lab และ <strong>ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรายุทธ ทรัพย์สุข </strong>คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้นำเสนอ <em><strong>กรณีศึกษาการออกแบบอาคารและพื้นที่ต้นแบบที่สามารถรับมืออุทกภัย ใช้งานได้ในช่วงเกิดภัย พิบัติ และทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของชุมชน</strong></em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41726 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/2254006.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong> ​ศาสตราจารย์มิโฮ</strong> ถ่ายทอดตัวอย่างจากประเทศญี่ปุ่น ​สะท้อนแนวคิด การออกแบบ <strong>หนึ่งได้สอง </strong> (dual‑use design) ที่เชื่อมโยงการป้องกันภัยพิบัติกับบริบทเศรษฐกิจน้ำ และให้ ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชน ขณะที่ <strong>ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรายุทธ </strong>สะท้อนความเปราะบางของเมืองไทยจากรูปแบบการพัฒนาในอดีต พร้อมชี้ให้เห็นบทบาทของสถาปัตยกรรมเชิงยืดหยุ่นในการฟื้นฟูชุมชน ลดความเสี่ยง และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมในระยะยาว</p>
<p><strong>คุณประเชิญ คนเทศ</strong> ผู้จัดการมูลนิธิลุ่มน้ำท่าจีนนครปฐม กล่าวว่า พื้นที่นครปฐมเคยเผชิญวิกฤตน้ำซ้ำซาก ทั้ง น้ำท่วม น้ำแล้ง น้ำเสีย และการบริหารจัดการที่ <strong>ต่างคนต่างทำ</strong> ส่งผลให้ปัญหาของพื้นที่หนึ่งไปซ้ำเติมอีกพื้นที่หนึ่งไม่จบสิ้น</p>
<p>จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อปี 2566 กระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ริเริ่มให้ชุมชนใช้ <strong>ผังภูมิสังคม (Geo-Social Map)</strong> มาใช้เป็นฐานข้อมูลกลาง บูรณาการข้อมูลภูมิศาสตร์และข้อมูลชุมชน ทำให้สามารถวางแผนจัดการน้ำได้ทั้งระบบ ครอบคลุมทั้งน้ำท่วม น้ำแล้ง และคุณภาพน้ำ</p>
<p>“จากฐานข้อมูลที่พัฒนาขึ้น นำไปสู่โจทย์สำคัญของชุมชนว่า จะต่อยอดแหล่งน้ำให้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ อย่างไร ทั้งในภาคเกษตร อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว จึงขับเคลื่อนผ่านโครงการวิจัย​​​ ที่ทำหน้าที่เป็น​พื้นที่กลาง​เชื่อมภาครัฐ ภาคเอกชน ท้องถิ่น และภาคประชาสังคม เข้ามาร่วมวางแผนอนาคตบนข้อมูลชุดเดียวกัน เช่น ระบบเตือนภัยที่ทุกคนเข้าถึงได้ทำให้นครปฐมรับมือมวลน้ำได้โดยไม่กระทบวงกว้าง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41720 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/2254033.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p>หลังจากนั้นเริ่ม <strong>&#8216;พลิกน้ำเป็นรายได้ จากรอดสู่รวย&#8217;</strong> หลังจากมหาอุทกภัยปี 2554 เกษตรกรที่นครปฐมแทบหมดตัว ไม่มีรายได้ ปัจจุบันเฉพาะ สวนส้มโอ ปีนี้มีผลผลิตเกือบ 6,000 ตัน มูลค่าสูงถึง 1,500 ล้านบาท เฉลี่ยครอบครัวละ 1 ล้านบาท นอกจากนี้ภาคบริการ ท่องเที่ยว ก็ทำรายได้สู่ท้องถิ่นได้ดีชุมชนนครปฐมบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบและเชื่อมโยงระหว่างพื้นที่ ปีที่ผ่านมา สวนส้มโอไม่เสียหายจากน้ำท่วมเลย พิสูจน์แล้วว่าการจัดการน้ำที่ดี สร้างเศรษฐกิจชุมชนในระยะยาว” นายประเชิญกล่าว</p>
<p><strong>คุณวรสถิตย์ บัวแดง</strong> ต้นกล้าชุมชน มูลนิธิเอสซีจี สะท้อนจากประสบการณ์ลงพื้นที่ช่วยน้ำท่วม​ในภาคเหนือว่า น้ำท่วมไม่ใช่แค่ภัยธรรมชาติ แต่​ยังพรากชีวิตและอนาคตของคนจำนวนมาก การรับมือแบบคลำทางในช่วงวิกฤต ชุมชนจำนวนมากยังขาดข้อมูลพื้นฐานสำคัญ เช่น พื้นที่เสี่ยง จุดปลอดภัย หรือกลุ่มเปราะบาง ทำให้การช่วยเหลือไม่ตรงจุด พร้อมเสนอ 3 แนวทางเร่งด่วนเพื่อ &#8216;ติดอาวุธให้ชุมชน&#8217; เพื่อความมั่นคงของชีวิตและเศรษฐกิจในระยะยาว  ได้แก่</p>
<p>&#8211; สร้าง <strong>Geo-Social Map</strong> ให้ชุมชนรู้พื้นที่และความเสี่ยงของตัวเอง</p>
<p>&#8211; พัฒนา <strong>อาสาสมัครภัยพิบัติในชุมชน</strong> ให้พร้อมรับมือทันที</p>
<p>&#8211; ใช้<strong>เทคโนโลยีและระบบเตือนภัยที่แม่นยำ</strong> เปลี่ยนความตระหนกเป็นตระหนัก</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ด้านเยาวชนไทย <strong>คุณกิตตินันท์ สงคำ </strong>และ <strong>คุณณฐนนท์ เขื่อนทา ทีมพัฒนา </strong><strong>AI &#8216;</strong><strong>น้องเฝ้าน้ำ&#8217; </strong>ผู้ชนะเลิศในโครงการ กล้าใหม่ใฝ่รู้ SCB Challenge ปี 2568 เปิดเผยว่า แรงบันดาลใจมาจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ใน จังหวัดเชียงราย ที่สร้างความเสียหายอย่างหนัก จึงพัฒนา <strong>ระบบ AI คาดการณ์น้ำ</strong> โดยใช้ข้อมูลระดับน้ำแบบเรียลไทม์ วิเคราะห์แนวโน้มล่วงหน้า สามารถติดตามระดับน้ำตลอด 24 ชั่วโมง และแจ้งเตือนผ่าน เว็บไซต์ SmartFlood AI และ AI LINE Chatbot  &#8216;น้องเฝ้าน้ำ&#8217; ให้คน ‘รู้ก่อน’ จะได้ ‘รอดก่อน’ ช่วยให้ชุมชนเตรียมรับมือได้ทันท่วงที ลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41725 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/2253985_0.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>เวที Water Resilience Forum 2/2026 สะท้อนชัดว่า การแก้ปัญหาน้ำไม่ใช่หน้าที่ของภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วน ตั้งแต่ชุมชน ภูมิปัญญาท้องถิ่น เทคโนโลยี ภาคการศึกษา ภาคเอกชน ไปจนถึงนโยบายระดับประเทศ เมื่อข้อมูลวิทยาศาสตร์ และคนในพื้นที่ทำงานร่วมกัน ประเทศไทย  จะสามารถ &#8216;พลิกน้ำ สร้างชาติ&#8217; ได้อย่างแท้จริง</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/water-resilience-forum-2-2026/">&#8216;น้ำ&#8217; เชื่อมโยงโครงสร้าง​เศรษฐกิจไทยกว่า 17 ล้านล้านบาท ศูนย์ &#8216;กันก่อนท่วม&#8217; เร่งผลักดันแนวคิด Water Economy เปลี่ยนความเสี่ยงจากน้ำ ให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ไทยเบฟชวนทุกคนมาร่วมสร้างสมดุลที่ดีเพื่อโลกที่ยั่งยืน ที่ “บูทไทยเบฟ” ในงาน Sustainability Expo 2025</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/10/thaibev-sx2025-preserving-the-water-of-life/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 06 Oct 2025 07:23:59 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[Preserving the Water of Life]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability Expo 2025]]></category>
		<category><![CDATA[SX2025]]></category>
		<category><![CDATA[Water Resilience]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[พอเพียง ยั่งยืน เพื่อโลก]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการอนุรักษ์น้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[ไทยเบฟ]]></category>
		<category><![CDATA[ไทยเบฟคืนน้ำสู่โลก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=37041</guid>

					<description><![CDATA[<p>บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) (“ไทยเบฟ”) สะท้อนความมุ่งมั่นในการสร้างสมดุลระหว่างสิ่งแวดล้อม ชุมชน และธุรกิจอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “Preserving the Water of Life – ไทยเบฟคืนน้ำสู่โลก” ต่อยอดโครงการอนุรักษ์น้ำในประเทศไทย สู่การขับเคลื่อนโครงการอนุรักษ์น้ำและความหลากหลายทางชีวภาพในระดับโลก เพื่อความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมและชุมชน และก้าวสู่เป้าหมายในการคืนน้ำสู่ธรรมชาติและชุมชนให้ได้เทียบเท่ากับปริมาณน้ำที่ใช้ในสินค้าสำเร็จรูป 100% ภายในปี 2583 โดยการนำเสนอโครงการที่ประสบความสำเร็จทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ผ่านโซนต่าง ๆ ประกอบด้วย โครงการในประเทศไทย ไทยเบฟให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและป่าต้นน้ำในประเทศไทย โดยได้ดำเนินโครงการต่าง ๆ ดังนี้ &#8211; โครงการพัฒนาเชิงพื้นที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่: ไทยเบฟ ร่วมกับมูลนิธิ แม่ฟ้าหลวง ดำเนินโครงการพัฒนาเชิงพื้นที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้แนวคิด         SEP in Action เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างยั่งยืน ทั้งในด้านการจัดการน้ำ การจัดการขยะ และการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งหนึ่งโครงการที่สำคัญ คือการซ่อมแซมฝายน้ำขี้เหล็ก (ฝายแม่นะ) ซึ่งช่วยส่งน้ำให้พื้นที่การเกษตรกว่า 1,630 ไร่ สามารถคืนน้ำสู่ธรรมชาติและชุมชนได้มากกว่า [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/10/thaibev-sx2025-preserving-the-water-of-life/">ไทยเบฟชวนทุกคนมาร่วมสร้างสมดุลที่ดีเพื่อโลกที่ยั่งยืน ที่ “บูทไทยเบฟ” ในงาน Sustainability Expo 2025</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) (“<strong>ไทยเบฟ</strong>”) สะท้อนความมุ่งมั่นในการสร้างสมดุลระหว่างสิ่งแวดล้อม ชุมชน และธุรกิจอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “<strong>Preserving the Water of Life – </strong><strong>ไทยเบฟคืนน้ำสู่โลก</strong>” ต่อยอดโครงการอนุรักษ์น้ำในประเทศไทย สู่การขับเคลื่อนโครงการอนุรักษ์น้ำและความหลากหลายทางชีวภาพในระดับโลก เพื่อความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมและชุมชน และก้าวสู่เป้าหมายในการคืนน้ำสู่ธรรมชาติและชุมชนให้ได้เทียบเท่ากับปริมาณน้ำที่ใช้ในสินค้าสำเร็จรูป 100% ภายในปี 2583 โดยการนำเสนอโครงการที่ประสบความสำเร็จทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ผ่านโซนต่าง ๆ ประกอบด้วย</p>
<p><span id="more-37041"></span></p>
<p><strong><u>โครงการในประเทศไทย</u></strong></p>
<p>ไทยเบฟให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและป่าต้นน้ำในประเทศไทย โดยได้ดำเนินโครงการต่าง ๆ ดังนี้</p>
<p><strong>&#8211; โครงการพัฒนาเชิงพื้นที่อำเภอเชียงดาว</strong> <strong>จังหวัดเชียงใหม่</strong>: ไทยเบฟ ร่วมกับมูลนิธิ แม่ฟ้าหลวง ดำเนินโครงการพัฒนาเชิงพื้นที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้แนวคิด         SEP in Action เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างยั่งยืน ทั้งในด้านการจัดการน้ำ การจัดการขยะ และการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งหนึ่งโครงการที่สำคัญ คือการซ่อมแซมฝายน้ำขี้เหล็ก (ฝายแม่นะ) ซึ่งช่วยส่งน้ำให้พื้นที่การเกษตรกว่า 1,630 ไร่ สามารถคืนน้ำสู่ธรรมชาติและชุมชนได้มากกว่า 120 ล้านลิตรต่อปี พร้อมจัดตั้งกองทุนน้ำชุมชน เพื่อให้คนในพื้นที่มีส่วนร่วมดูแลรักษาฝายอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ไทยเบฟยังได้ร่วมผลักดัน โครงการจัดการขยะครบวงจรใน 3 หมู่บ้านต้นแบบ ได้แก่ บ้านแม่แมะ บ้านแม่ซ้าย และบ้านปางมะโอ และวางแผนขยายให้ครอบคลุมทั้งอำเภอเชียงดาว เพื่อยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อมและความเป็นอยู่ของชุมชนอย่างแท้จริง</p>
<p><strong>&#8211; โครงการติตตั้งสถานีโทรมาตรอัตโนมัติ</strong> <strong>72 </strong><strong>สถานี</strong> <strong>ในพื้นที่ป่าต้นน้ำภาคเหนือ</strong> <strong>ลุ่มน้ำปิงวัง</strong> <strong>ยมและน่าน</strong><strong>: </strong>ไทยเบฟ ร่วมกับมูลนิธิอุทกพัฒน์ และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) ติตตั้งสถานีโทรมาตรอัตโนมัติ 72 สถานี ในพื้นที่ป่าต้นน้ำภาคเหนือ ลุ่มน้ำปิง วัง ยมและน่าน ครอบคลุม 11 จังหวัด เพื่อตรวจวัดข้อมูลสภาพอากาศ ปริมาณน้ำฝน และระดับน้ำ ทำให้สามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยข้อมูลแบบเรียลไทม์ พร้อมการแจ้งเตือนภัย</p>
<p><strong>&#8211; โครงการปลูกป่าชุมชน</strong><strong>: </strong>ไทยเบฟร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ดูแลป่าชุมชนรวม 90,000 ไร่ ครอบคลุม 11 จังหวัด เพื่อสร้างแนวทางการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมควบคู่การพัฒนาชุมชน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37043 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/2.บูทไทยเบฟ.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong><u> </u></strong><strong><u>โครงการในต่างประเทศ</u></strong></p>
<p>ไทยเบฟยังได้ขยายขอบเขตการดำเนินงานด้านความยั่งยืนไปยังต่างประเทศผ่านบริษัทในเครือเพื่อร่วมสร้างความหลากหลายทางชีวภาพ ได้แก่</p>
<p><strong>&#8211; ประเทศนิวซีแลนด์</strong><strong>: </strong>Cardrona distillery ให้การสนับสนุนการอนุรักษ์เหยี่ยว Kārearea ซึ่งเป็นเหยี่ยวพื้นเมืองที่ใกล้สูญพันธุ์ของนิวซีแลนด์ โดยหัก 50% ของรายได้จากการจำหน่าย Cardrona Cask Port Barrel เพื่อสนับสนุนโครงการการอนุรักษ์และทำงานร่วมกับชุมชนในพื้นที่เพื่อปกป้องและฟื้นฟูเหยี่ยวพื้นเมือง</p>
<p><strong>&#8211; ประเทศสกอตแลนด์</strong><strong>: </strong>Inver House ร่วมกับมูลนิธิ Spey องค์กรการกุศลของสกอตแลนด์ สร้างบันไดปลาที่ Mackalea Burn และ Granty Burn ช่วยเพิ่มแหล่งอาหารและโอกาสในการวางไข่ของปลาแซลมอนและปลาเทราต์ ซึ่งเป็นการเพิ่มประชากรปลาและรักษาความสมบูรณ์ของระบบนิเวศแม่น้ำ Spey</p>
<p><strong>&#8211; ประเทศมาเลเซีย</strong><strong>: </strong>F&amp;NHB ผู้ผลิตน้ำแร่ BORNEO SPRINGS จากแหล่งน้ำในป่าฝนโบราณอายุกว่า 130 ปีร่วมกับ Jagoi Heritage Association (JADC) สนับสนุนการเข้าถึงแหล่งน้ำสะอาดของชุมชนบิดายูห์ ด้วยการสร้างแหล่งกักเก็บน้ำอย่างยั่งยืน ด้วยความจุ 48 ล้านลิตร และการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน ณ ศูนย์มรดก Bung Jagoi</p>
<p><strong>&#8211; ประเทศเมียนมา</strong><strong>: </strong>แกรนด์รอยัล กรุ๊ป ติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อสูบน้ำจากแหล่งน้ำ ช่วยให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งน้ำเพื่อการเทำการเกษตรได้มากถึง 5 ล้านลิตร และติดตั้งระบบผลิต RO ที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ สามารถผลิตน้ำสะอาดได้ถึง 3,000 ลิตรต่อวัน เพื่อ การบริโภคในหมู่บ้านต้นแบบ San Hpe</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37044 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/7.บูทไทยเบฟ.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><strong><u>โครงการเพื่อความยั่งยืน</u></strong></p>
<p>นอกเหนือจากโครงการที่มุ่งเน้นการอนุรักษ์น้ำและความหลากหลายทางชีวภาพ ไทยเบฟยังมุ่งมั่นดำเนินการเพื่อความยั่งยืนในวงกว้าง</p>
<p><strong>&#8211; Island Model: </strong>เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมบนเกาะที่ประสบปัญหาการจัดการขยะ และสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนผ่านการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งดำเนินการสำเร็จไปแล้วกว่า 9 เกาะ ในภาคตะวันออกและภาคใต้ของประเทศไทย ได้แก่ เกาะสีชัง เกาะล้าน เกาะเสม็ด เกาะช้าง เกาะเต่า เกาะพะงัน เกาะสมุย เกาะภูเก็ต และเกาะลันตา ทำให้ปี 2567 มีปริมาณบรรจุภัณฑ์ที่ได้รับ การเก็บกลับจากเกาะจำนวน 2,509 ตัน สร้างรายได้ให้กับชุมชนเพิ่มขึ้นจากการขายวัสดุรีไซเคิล 38 ล้านบาท สอดคล้องกับหลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต</p>
<p><strong>&#8211; วงจรชีวิตบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืน</strong><strong>: </strong>การนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เข้ากับห่วงโซ่คุณค่าของบรรจุภัณฑ์นับตั้งแต่การออกแบบไปจนถึงการจัดการบรรจุภัณฑ์หลัง การบริโภค เป็นการมุ่งเน้นการนำทรัพยากรกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และลดปริมาณของเสียที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม</p>
<p><strong>&#8211; ผ้าห่มผืนเขียวรักษ์โลก</strong><strong>: </strong>โครงการเพื่อสังคมที่ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องเข้าสู่ปีที่ 26  ไทยเบฟนำขวด PET หลังการบริโภคกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล ปีละ 7,600,000 ขวด  เพื่อนำไปผลิตเป็น “ผ้าห่มผืนเขียวรักษ์โลก” ได้มากถึง 200,000 ผืนต่อปี</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37046 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/5.บูทไทยเบฟ.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p>ไทยเบฟ ยังคงมุ่งมั่น “คืนน้ำสู่ธรรมชาติและชุมชน” พร้อมสร้างผลกระทบเชิงบวกอย่างยั่งยืนทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก พบกับ “บูทไทยเบฟ” และกิจกรรมเพื่อการเรียนรู้ด้านการบริหารจัดการน้ำ ได้ในงาน Sustainability Expo 2025 (SX2025) ระว่างวันที่ 26 กันยายน &#8211; วันที่ 5 ตุลาคม 2568 เวลา 10.00-20.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) <strong>มาค้นพบการปรับตัวสู่ความยั่งยืน</strong> ที่เริ่มต้นและลงมือทำได้ง่าย ๆ ด้วยตัวคุณ เพราะการปรับตัวไม่ใช่แค่การอยู่รอด แต่คือการ<strong>สร้างทางรอดที่สมดุลและอยู่ร่วมกับโลกใบนี้ได้อย่างยั่งยืน </strong></p>
<p>ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมของ SX ได้ทาง Facebook Page : Sustainability Expo, www.sustainabilityexpo.com และแอดไลน์ @sxofficial เพื่อร่วมสนุกไปกับกิจกรรมการสะสมแต้ม ลุ้นรับรางวัลมากมาย ตลอด 10 วัน ที่จะชวนคุณมาร่วมกอบกู้โลกใบนี้ไปด้วยกันที่ Sustainability Expo 2025: <strong>“</strong><strong>พอเพียง ยั่งยืน เพื่อโลก”</strong> เพราะโลกที่ดีกว่า&#8230;เริ่มต้นได้จากเราทุกคน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/10/thaibev-sx2025-preserving-the-water-of-life/">ไทยเบฟชวนทุกคนมาร่วมสร้างสมดุลที่ดีเพื่อโลกที่ยั่งยืน ที่ “บูทไทยเบฟ” ในงาน Sustainability Expo 2025</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สานต่อ ‘วัน ซันโทรี่ มิซุอิกุ : เรารักษ์น้ำ’ ปีที่ 2 มุ่งสร้าง &#8216;คนรุ่นใหม่&#8217; สู่ &#8216;ผู้นำด้านสิ่งแวดล้อม&#8217; เล็งผลักดันหลักสูตร &#8216;อนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ&#8217; เข้าถึงเด็กไทยทุกคน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/07/one-suntory-mizuiku-education-program/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 14 Jul 2025 11:50:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[EEC]]></category>
		<category><![CDATA[One Suntory]]></category>
		<category><![CDATA[One Suntory Mizuiku]]></category>
		<category><![CDATA[Suntory Beverage and Food Thailand]]></category>
		<category><![CDATA[Suntory Holdings]]></category>
		<category><![CDATA[Suntory PepsiCo Beverage (Thailand)]]></category>
		<category><![CDATA[Water Resilience]]></category>
		<category><![CDATA[การอนุรักษ์น้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[ค่ายมิซุอิกุ]]></category>
		<category><![CDATA[ค่ายมิซุอิกุ ผู้พิทักษ์รักษ์น้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[ทรัพยากรน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[มิซุอิกุคลับ]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์สิ่งแวดล้อมศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนต้นแบบรักษ์น้ำ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=34694</guid>

					<description><![CDATA[<p>ขับเคลื่อนต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 แล้ว สำหรับโครงการ ‘วัน ซันโทรี่ มิซุอิกุ : เรารักษ์น้ำ’ ภายใต้การผนึกกำลังกันของ บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย) จำกัด โดยมี บริษัท ซันโทรี่ โฮลดิ้งส์ จำกัด บริษัทแม่ในประเทศญี่ปุ่นร่วมให้การสนับสนุน ‘วัน ซันโทรี่ มิซุอิกุ : เรารักษ์น้ำ’ เป็นการยกระดับและรวมความเชี่ยวชาญของทั้งสองบริษัทในเครือซันโทรี่ ที่เคยมีแนวทางในการขับเคลื่อนเรื่องน้ำในแบบฉบันของตัวเองมาก่อนหน้านี้ มาสู่การรวมพลังเพื่อเพิ่ม Impact ให้สร้างผลกระทบเชิงบวกได้มากขึ้น ผ่านแนวคิด &#8216;ไม่มีน้ำ ไม่มีเรา&#8217; (No Water, No Life) โดยมีเป้าหมาย​มุ่งปลูกฝังจิตสำนึกและส่งต่อองค์ความรู้ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำให้แก่เด็กและเยาวชน เพื่อต้องการสร้างกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่สามารถเติบโตขึ้นไปเป็น &#8216;ผู้นำ&#8217; ด้าน​สิ่งแวดล้อม  พร้อม​​ตั้ง​เป้าหมายภาพรวม​ทั่วโลก ในการเข้าถึงเด็กและเยาวชน รวมทั้งสามารถส่งมอบองค์ความรู้เรื่องน้ำให้แก่ผู้คนทั่วโลกได้ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/07/one-suntory-mizuiku-education-program/">สานต่อ ‘วัน ซันโทรี่ มิซุอิกุ : เรารักษ์น้ำ’ ปีที่ 2 มุ่งสร้าง &#8216;คนรุ่นใหม่&#8217; สู่ &#8216;ผู้นำด้านสิ่งแวดล้อม&#8217; เล็งผลักดันหลักสูตร &#8216;อนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ&#8217; เข้าถึงเด็กไทยทุกคน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ขับเคลื่อนต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 แล้ว สำหรับโครงการ <strong>‘</strong><strong>วัน ซันโทรี่ มิซุอิกุ</strong><strong> : </strong><strong>เรารักษ์น้ำ</strong><strong>’</strong> ภายใต้การผนึกกำลังกันของ <strong>บริษัท</strong> <strong>ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย)</strong> <strong>จำกัด</strong> และ <strong>บริษัท ซันโทรี่</strong> <strong>เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย) จำกัด</strong> โดยมี <strong>บริษัท ซันโทรี่ โฮลดิ้งส์ จำกัด</strong> บริษัทแม่ในประเทศญี่ปุ่นร่วมให้การสนับสนุน</p>
<p><span id="more-34694"></span></p>
<p><strong>‘</strong><strong>วัน ซันโทรี่ มิซุอิกุ</strong><strong> : </strong><strong>เรารักษ์น้ำ</strong><strong>’</strong> เป็นการยกระดับและรวมความเชี่ยวชาญของทั้งสองบริษัทในเครือซันโทรี่ ที่เคยมีแนวทางในการขับเคลื่อนเรื่องน้ำในแบบฉบันของตัวเองมาก่อนหน้านี้ มาสู่การรวมพลังเพื่อเพิ่ม Impact ให้สร้างผลกระทบเชิงบวกได้มากขึ้น ผ่านแนวคิด <strong>&#8216;ไม่มีน้ำ ไม่มีเรา&#8217; (No Water, No Life)</strong></p>
<p>โดยมีเป้าหมาย​มุ่งปลูกฝังจิตสำนึกและส่งต่อองค์ความรู้ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำให้แก่เด็กและเยาวชน เพื่อต้องการสร้างกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่สามารถเติบโตขึ้นไปเป็น <strong>&#8216;ผู้นำ&#8217; ด้าน​สิ่งแวดล้อม  </strong>พร้อม​​ตั้ง​เป้าหมายภาพรวม​ทั่วโลก ในการเข้าถึงเด็กและเยาวชน รวมทั้งสามารถส่งมอบองค์ความรู้เรื่องน้ำให้แก่ผู้คนทั่วโลกได้ 5 ล้านคน ภายในปี 2030</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-34703 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/07/สำเนาของ-14-ฐาน-2-Mizuiku-Water-Hero-Camp_-Year-2-1.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p><strong>เรียนรู้ผ่าน Experience Based Learning </strong></p>
<p>การขับเคลื่อนนี้ ​ยังตอบโจทย์ทั้งในมิติทางธุรกิจ ในฐานะบริษัทเครื่องดื่ม ที่ <strong>&#8216;น้ำ&#8217;</strong> ถือว่าเป็นทรัพยากรสำคัญที่สร้างการเติบโตในธุรกิจ ประกอบกับ น้ำ​คือหัวใจสำคัญในการดำรงชีวิตของผู้คนบนโลก จึงมุ่งเดินหน้าปลูกจิตสำนึกและถ่ายทอดองค์ความรู้ ด้านการอนุรักษ์น้ำและสิ่งแวดล้อม ผ่านการส่งเสริมการอนุรักษ์น้ำในชีวิตประจำวัน พร้อมการช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้เกิดขึ้นทั้งในโรงเรียน ​ครอบครัว ตลอดจนชุมชนและสังคมได้อย่างยั่งยืน</p>
<p>สำหรับการดำเนินงานใน​ประเทศไทย ปี 2024 ที่ผ่านมา สามารถส่งมอบองค์ความรู้ให้เด็กและเยาวชนกว่า 8,115 คน รวมทั้งคุณครู 270 คน จาก 30 โรงเรียนในจังหวัดชลบุรีและระยอง และอนาคตต่อไปจะมุ่งขยายพื้นที่ขับเคลื่อนโครงการไปทั่วประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดที่มีโรงงานของทั้ง 2 บริษัทตั้งอยู่ ได้แก่ ชลบุรี ระยอง และสระบุรี ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นบ้าน​อีกหนึ่งหลังของซันโทรี่เช่นกัน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-34706 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/07/สำเนาของ-43-Mizuiku-Water-Hero-Camp_-Year-2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ในส่วนของการนำร่อง​โครงการในปีที่ 2 นี้ ได้จัดขึ้นใน จ.ชลบุรี พร้อมชักชวนแกนนำเยาวชนคนรุ่นใหม่ และคุณครูกว่า 500-600 คน มาร่วม​เรียนรู้และลงมือทำ <strong>‘</strong><strong>ค่ายมิซุอิกุ ผู้พิทักษ์รักษ์น้ำ</strong><strong>’</strong> ผ่านรูปแบบ Experience Based Learning จากห้องเรียนธรรมชาติ เพื่อสร้างความเข้าใจได้ชัดเจนมากขึ้นจากประสบการณ์จริง และนำความรู้ที่ได้จากค่าย กลับไปต่อยอดสู่การดำเนินโครงการอนุรักษ์น้ำภายในโรงเรียน พร้อมจัดตั้ง<strong> ‘มิซุอิกุ คลับ’</strong> เพื่อขยายผลโครงการออกไปสู่แต่ละครอบครัว หรือภายในชุมชนต่อไป</p>
<p>​​การออกแบบ 2 กิจกรรมหลักในโครงการ ทั้งการเข้าค่ายมิซุอิกุ และการจัดตั้งมิซุอิกุ คลับ จึงเป็นเสมือนการต่อยอดสร้างเครือข่ายคนรุ่นใหม่ที่มีหัวใจอนุรักษ์  และเป็นแรงกระเพื่อมให้เกิดการขยายผลไปสู่การแก้ปัญหาภายในโรงเรียน หรือในชุมชน โดยมีการสนับสนุนงบประมาณสำหรับจัดทำโครงการอนุรักษ์น้ำให้โรงเรียนในโครงการแห่งละ 1 หมื่นบาท  พร้อมทั้งทำการเฟ้นหา &#8216;<strong>โรงเรียนต้นแบบรักษ์น้ำ&#8217;</strong> หรือ School Model เพื่อคัดเลือกให้ไปดูงานที่ประเทศญี่ปุ่น และนำองค์ความรู้ที่ได้รับมาปรับใช้ให้ตอบโจทย์การแก้ปัญหาของโรงเรียน หรือในแต่ละพื้นที่ได้อย่างเหมาะสม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-34702 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/07/สำเนาของ-17-ฐาน-3-Mizuiku-Water-Hero-Camp_-Year-2-2.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p><strong>มุ่งผลักดันหลักสูตร &#8216;อนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ&#8217;</strong></p>
<p>โครงการนี้ ยังเป็นอีกหนึ่งโครงการที่ได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างแท้จริง ทั้งในมิติของการศึกษา และด้านการดูแลบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นศูนย์สิ่งแวดล้อมศึกษา (EEC : Environmental Education Centre) รวมทั้งภาคีหน่วยงานภาครัฐ ทั้งกรมทรัพยากรน้ำ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และกรมควบคุมมลพิษ ภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  สอดคล้องกับชื่อโครงการ คือ มิซุ ที่แปลว่าน้ำ และ อิกุ ที่แปลว่า การศึกษา นั่นเอง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-34697 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/07/สำเนาของ-27-ฐาน-6-Mizuiku-Water-Hero-Camp_-Year-2-4.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>สำหรับเนื้อหา​การเรียนรู้ของเด็กๆ และเยาวชน จะเน้นการสร้างความตระหนักและทำความเข้าใจถึงความสำคัญของทรัพยากรน้ำ ด้วยแนวคิด &#8216;<strong>ไม่มีน้ำ ไม่มีเรา&#8217;</strong>​ พร้อมเรียนรู้เส้นทางวัฏจักรของน้ำ และความรู้ที่เชื่อมโยงและเป็นประโยชน์ต่อการอนุรักษ์น้ำ เช่น การคัดแยกขยะ เพื่อเข้าใจประเภทของขยะ และสามารถแยกขยะที่รีไซเคิลได้ให้กลับเข้าสู่ระบบ Circularity เพื่อลดปริมาณขยะ และลดโอกาสที่จะหลุดมาสร้างผลกระทบให้สิ่งแวดล้อมหรือแหล่งน้ำในอนาคต</p>
<p>อีกหนึ่ง <strong><em>What&#8217;s Next ที่ทางซันโทรี่ตั้งเป้าไว้ คือ การ​ยกระดับองค์ความรู้เรื่องการอนุรักษ์และดูแลทรัพยากรน้ำในโครงการ  ‘วัน ซันโทรี่ มิซุอิกุ : เรารักษ์น้ำ’ ให้กลายเป็นหนึ่งในหลักสูตร เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กไทยทุกคนสามารถเข้าถึงและเรียนรู้ได้อย่างเสรี</em></strong>  จึงเตรียมเดินหน้าผลักดันและประสานงานต่อภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อสามารถบรรจุองค์ความรู้เกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ รวมทั้งสิ่งแวดล้อม ให้กลายเป็นหนึ่งทางเลือกในวิชาเรียน​เสรีของเด็กนักเรียนไทย เช่นเดียวกับที่สามารถผลักดันได้สำเร็จแล้วในบางประเทศ เช่น เวียดนาม เป็นต้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-34705 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/07/สำเนาของ-30-Mizuiku-Water-Hero-Camp_-Year-2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ขณะที่ในประเทศไทยจะเดินหน้าผลักดัน เพื่อสามารถขยายผลและสร้างความตระหนักรู้ได้เพิ่มมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญในการสร้างแนวร่วมเพื่อช่วยดูและรักษาทรัพยากรน้ำ รวมทั้งสิ่งแวดล้อมของประเทศในอนาคต</p>
<p>เห็นได้ว่า ความแตกต่างและโดดเด่นในการขับเคลื่อนโครงการ <strong>‘วัน ซันโทรี่ มิซุอิกุ : เรารักษ์น้ำ’</strong> จึงไม่ใช่แค่การให้ความรู้แก่เด็กและเยาวชนภายในห้องเรียนแล้วจบไป  แต่​มุ่งหวังให้เกิดการขับเคลื่อน​ Impact ที่​จับต้องได้ รวมทั้งเกิดการนำไปต่อยอดวิธีคิด หรือสร้าง Best Practice จากไอเดียของคนรุ่นใหม่ เพื่อพัฒนาเป็นโซลูชัน​ในการแก้ปัญหาเรื่องน้ำหรือสิ่งแวดล้อมให้แต่ละพื้นที่ได้อย่างแท้จริง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-34711 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/07/สำเนาของ-51-Mizuiku-Water-Hero-Camp_-Year-2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/07/one-suntory-mizuiku-education-program/">สานต่อ ‘วัน ซันโทรี่ มิซุอิกุ : เรารักษ์น้ำ’ ปีที่ 2 มุ่งสร้าง &#8216;คนรุ่นใหม่&#8217; สู่ &#8216;ผู้นำด้านสิ่งแวดล้อม&#8217; เล็งผลักดันหลักสูตร &#8216;อนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ&#8217; เข้าถึงเด็กไทยทุกคน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กลุ่มธุรกิจ TCP รวบรวม Milestones สำคัญ ประจำปี 2567​ ขับเคลื่อน​ทั้งธุรกิจ พร้อมดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม เดินหน้าสู่การเป็น​​ผู้นำ F&#038;B แห่งเอเชีย</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/12/tcp-group-annouce-milestones-2024/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 24 Dec 2024 11:50:25 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Caring]]></category>
		<category><![CDATA[Circular Economy]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Action]]></category>
		<category><![CDATA[F&B]]></category>
		<category><![CDATA[FarmZaa]]></category>
		<category><![CDATA[Fulfilling]]></category>
		<category><![CDATA[Growing]]></category>
		<category><![CDATA[House of Great Brands]]></category>
		<category><![CDATA[Low-Carbon Economy]]></category>
		<category><![CDATA[Milestones]]></category>
		<category><![CDATA[Product Excellence]]></category>
		<category><![CDATA[Red Bull]]></category>
		<category><![CDATA[Red Bull Skate Park]]></category>
		<category><![CDATA[Sponsor]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[TCP Sustainability Forum 2024]]></category>
		<category><![CDATA[tcp โอบอุ้มลุ่มน้ำไทย]]></category>
		<category><![CDATA[Water Resilience]]></category>
		<category><![CDATA[Water Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มธุรกิจ TCP]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม]]></category>
		<category><![CDATA[ปลุกพลัง เพื่อวันที่ดีกว่า]]></category>
		<category><![CDATA[ปลุกพลังธุรกิจเติบโต]]></category>
		<category><![CDATA[ปลุกพลังห่วงใยสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[ปลุกพลังแบรนด์สินค้า]]></category>
		<category><![CDATA[ฟาร์มซ่า]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[สปอนเซอร์]]></category>
		<category><![CDATA[สปอนเซอร์ ไอโซโทนิก]]></category>
		<category><![CDATA[สราวุฒิ อยู่วิทยา]]></category>
		<category><![CDATA[เรดบูล โซดา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=31013</guid>

					<description><![CDATA[<p>มุ่งมั่นสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง​ สำหรับกลุ่มธุรกิจ TCP ภายใต้​​เป้าหมาย “ปลุกพลัง เพื่อวันที่ดีกว่า” ผ่านการขับเคลื่อน 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ ปลุกพลังแบรนด์สินค้า (Fulfilling) ปลุกพลังธุรกิจเติบโต (Growing) และ ปลุกพลังห่วงใยสิ่งแวดล้อม (Caring) พร้อม​ร่วมมือพันธมิตร​หลายภาคส่วน เพื่อเดินหน้าสู่การเป็นองค์กรที่เติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งด้านธุรกิจ​ ควบคู่กับการสร้างผลกระทบเชิงบวกให้​สังคมและสิ่งแวดล้อม ทั้งในไทยและต่างประเทศ เพื่อมุ่งสู่ผู้นำธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม (F&#38;B) ของเอเชีย คุณสราวุฒิ อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ TCP กล่าวว่า ตลอด​ปี 2567 ที่ผ่านมา กลุ่มธุรกิจ TCP สามารถสร้าง​ Milestones ที่สำคัญได้ในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็​นมิติของการขับเคลื่อนธุรกิจ ด้วยการเข้าไปมีบทบาทใน​อุตสาหกรรม F&#38;B ในตลาดโลก ​ผ่านการสร้างสรรค์นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ  พร้อม​ปั้นแบรนด์คุณภาพที่ตอบโจทย์ผู้บริโภค เพื่อรุกตลาดทั้ง​ในและต่างประเทศ​​ พร้อมทั้งการขับเคลื่อน Positive Impact ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ผ่านการขยายความร่วมมือกับพันธมิตรทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคสังคม เพื่อร่วมกันสร้างผลกระทบเชิงบวกได้อย่างยั่งยืนทุกมิติรอบด้าน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/12/tcp-group-annouce-milestones-2024/">กลุ่มธุรกิจ TCP รวบรวม Milestones สำคัญ ประจำปี 2567​ ขับเคลื่อน​ทั้งธุรกิจ พร้อมดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม เดินหน้าสู่การเป็น​​ผู้นำ F&#038;B แห่งเอเชีย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>มุ่งมั่นสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง​ สำหรับกลุ่มธุรกิจ TCP ภายใต้​​เป้าหมาย <strong>“</strong><strong>ปลุกพลัง เพื่อวันที่ดีกว่า</strong><strong>” </strong>ผ่านการขับเคลื่อน 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ <strong>ปลุกพลังแบรนด์สินค้า</strong> (Fulfilling) <strong>ปลุกพลังธุรกิจเติบโต</strong> (Growing) และ <strong>ปลุกพลังห่วงใยสิ่งแวดล้อม</strong> (Caring) พร้อม​ร่วมมือพันธมิตร​หลายภาคส่วน เพื่อเดินหน้าสู่การเป็นองค์กรที่เติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งด้านธุรกิจ​ ควบคู่กับการสร้างผลกระทบเชิงบวกให้​สังคมและสิ่งแวดล้อม ทั้งในไทยและต่างประเทศ เพื่อมุ่งสู่ผู้นำธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม (F&amp;B) ของเอเชีย</p>
<p><span id="more-31013"></span></p>
<p><strong>คุณสราวุฒิ อยู่วิทยา</strong> ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ TCP กล่าวว่า ตลอด​ปี 2567 ที่ผ่านมา กลุ่มธุรกิจ TCP สามารถสร้าง​ Milestones ที่สำคัญได้ในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็​นมิติของการขับเคลื่อนธุรกิจ ด้วยการเข้าไปมีบทบาทใน​อุตสาหกรรม F&amp;B ในตลาดโลก ​ผ่านการสร้างสรรค์นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ  พร้อม​ปั้นแบรนด์คุณภาพที่ตอบโจทย์ผู้บริโภค เพื่อรุกตลาดทั้ง​ในและต่างประเทศ​​ พร้อมทั้งการขับเคลื่อน Positive Impact ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ผ่านการขยายความร่วมมือกับพันธมิตรทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคสังคม เพื่อร่วมกันสร้างผลกระทบเชิงบวกได้อย่างยั่งยืนทุกมิติรอบด้าน</p>
<p><em>“ปี​​ </em><em>2567</em><em> กลุ่มธุรกิจ </em><em>TCP </em><em>เปิดตัวนวัตกรรมผลิตภัณฑ์คุณภาพ หลากหลายแบรนด์ พร้อม​จัดกิจกรรมร่วมกับผู้บริโภค ​เพื่อสร้างความคึกคักให้ตลาดอย่างต่อเนื่อง ​สะท้อน​ประสิทธิภาพการวางกลยุทธ์ธุรกิ​จในการพัฒนาผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง การขยายตลาดสู่กลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่ และการสร้างแบรนด์ที่สอดคล้องเทรนด์โลก รวมถึงลงทุนในโครงการที่เน้นความยั่งยืนอย่างรอบด้านทั้ง​เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคสังคมต่อเนื่อง แสดงถึงศักยภาพอันโดดเด่นของกลุ่มธุรกิจ </em><em>TCP </em><em>ในฐานะองค์กรไทยที่สามารถก้าวข้ามความท้าทายทางเศรษฐกิจ และขยับขึ้นไป​​แข่งขันเวทีระดับนานาชาติได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน”​</em></p>
<p>สำหรับการขับเคลื่อน​ ​3 กลยุทธ์หลัก ​​ในปีที่ผ่านมา กลุ่มธุรกิจ TCP สามารถบรรลุเป้าหมายสำคัญได้ในแต่ละกลยุทธ์ ประกอบด้วย</p>
<p><strong>ปลุกพลังแบรนด์สินค้า (</strong><strong>Fulfilling</strong><strong>) </strong></p>
<p>ตอกย้ำความเป็น <strong>House of Great Brands</strong> ผ่านการสร้างผลิตภัณฑ์นวัตดรรมและปั้นแบรนด์ระดับโลกใหม่ๆ เพื่อตอบ<strong>​</strong>โจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลาย</p>
<p>&#8211; <strong>เรดบูล โซดา</strong> รสชาติใหม่ ‘<strong>บลูเบอร์รี แบล็กเคอร์แรนต์</strong>’ ร่วมพัฒนากับทีมเบคอนไทม์ Pro Player ROV ​​อีสปอร์ต จนได้รสชาติที่ใช่ของเกมเมอร์ เติมเอเนอร์จี้และตอบสนองไลฟ์สไตล์​คนรุ่นใหม่ ปลุกพลังสร้างการเติบโตของเรดบูลในตลาดพรีเมียม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-31015 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/12/Product.jpg" alt="" width="1200" height="473" /></p>
<p>&#8211; เปิดตัว ‘<strong>สปอนเซอร์ ไอโซโทนิก</strong><strong>’</strong> ​ครั้งแรกของนวัตกรรมในอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม​ประเทศไทย กับเครื่องดื่มเกลือแร่สูตรหวานน้อย คืนความสดชื่นได้ไว ช่วยให้ร่างกายดูดซึมน้ำ เกลือแร่ และสารอาหารอย่างรวดเร็ว ตอบโจทย์เทรนด์ Health &amp; Wellness เพื่อเจาะตลาดสปอร์ตดริงก์มูลค่า 5,400 ล้านบาท</p>
<p>&#8211; สปอนเซอร์ สร้างประวัติศาสตร์แบรนด์ไทยแบรนด์แรกที่สนับสนุนให้เกิดการแข่งขันวอลเลย์บอลหญิง เนชันส์ ลีก 2024 (VNL) รอบชิงชนะเลิศ ครั้งแรกในประเทศ ถือเป็นการเชื่อมโยงแบรนด์​สปอนเซอร์เข้ากับ​ผู้บริโภค​ในกลุ่มผู้ชมกีฬาทั่วโลกที่ได้เห็นแบรนด์ในช่วงที่มีการแข่งขัน​ไม่ต่ำกว่า 20 ล้านคน ภายใต้ความร่วมมือกับ Volleyball World</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-31016 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/12/Sport.png" alt="" width="1200" height="339" /></p>
<p>&#8211; ฟาร์มซ่า (FarmZaa) น้ำมะปี๊ดโซดา จับมือ เซเว่น อีเลฟเว่น ยกระดับ ‘มะปี๊ด’ จากสวนสู่ ‘ฟาร์มซ่า’ พร้อมแคมเปญ <strong>FarmZaa </strong><strong>ปันน้ำใจสู่เกษตรกรไทย</strong>  ซื้อฟาร์มซ่าทุก 1 กระป๋อง ที่ร้านเซเว่น อีเลฟเว่นทั่วประเทศ ฟาร์มซ่าร่วมบริจาค 1 บาท สมทบให้มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติเพื่อสนับสนุนเกษตรกรไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน</p>
<p>นอกจากนี้ ยังจัดเปิดตัวสนามไฮไลต์ของปีอย่าง <strong>Red Bull Skate Park</strong> ร่วมกับกรุงเทพมหานคร พัฒนาสนามกีฬาในศูนย์กีฬาเบญจกิติให้เป็น <strong>‘</strong><strong>สเกตพาร์กสาธารณะในร่มแนวสตรีทที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย</strong><strong>’</strong> ร่วมสร้างแลนด์มาร์กใหม่ มาร่วมปลุกกระแสการเล่นกีฬาสเกตบอร์ด สร้างแรงบันดาลใจให้​คนรุ่นใหม่ไลฟ์สไตล์แอ็กทิฟ พร้อมส่งเสริมสุขภาพที่ดี</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-31017 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/12/Extreme-Sport.jpg" alt="" width="1200" height="408" /></p>
<p><strong>ปลุกพลังธุรกิจเติบโต</strong> (Growing)</p>
<p>การ​เดินหน้าขยายธุรกิจสู่ตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคผ่านความร่วมมือร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจในหลากหลายภูมิภาค พร้อมส่งเสริมภาพลักษณ์ของแบรนด์​สู่ผู้เล่นสำคัญในอุตสาหกรรม F&amp;B ระดับนานาชาติ</p>
<p>&#8211; การรุกตลาดต่างประเทศต่อเนื่อง โดยโฟกัส​ตลาดจีน ซึ่งมีมูลค่าตลาดเครื่องดื่มให้พลังงานสูงถึง 3 แสนล้านบาท และเตรียมเดินสาย​​ผลิต​โรงงานแห่งที่ 3 คือ โรงงานกว่างซี ใน​ต้นปี 2568 ผ่านงบลงทุน​ 6,500 ล้านบาท</p>
<p>&#8211; ร่วมโชว์ศักยภาพของแบรนด์หลักอย่าง สปอนเซอร์ เรดดี้ และวอริเออร์ ​ในงาน <strong>THAIFEX – ANUGA ASIA 2024</strong> พร้อมรุกตลาดใหม่ในแอฟริกา อินเดีย และตะวันออกกลาง เพื่อขยายฐานลูกค้าใหม่ในตลาดต่างประเทศ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-31018 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/12/Fulfillment.jpg" alt="" width="1200" height="408" /></p>
<p><strong>ปลุกพลังห่วงใยสิ่งแวดล้อม</strong> (Caring)</p>
<p>การขับเคลื่อนแผน​บริหารจัดการน้ำร่วมกับพันธมิตรเพื่อบรรลุเป้าหมาย <strong>Net Water Positive</strong> หรือ การใช้น้ำสุทธิเป็นบวก โดยคืนน้ำกลับสู่ธรรมชาติและชุมชนให้มากกว่าที่ใช้ในกระบวนการผลิต รวมทั้ง​​​ความคืบหน้าจากการดำเนินงานด้านความยั่งยืน ผ่าน​ 4 ​มิติชี้วัด ต่อไปนี้</p>
<p><strong>1</strong><strong>. </strong><strong>Product Excellence</strong>: ปี 2567 เพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์ทางเลือกสุขภาพทั้งการปรับปรุงสูตร และพัฒนาสูตรใหม่ รวม​ 13 SKUs หรือ ​92% ของผลิตภัณฑ์ทั้งหมด จาก​เป้าหมาย 80% ในปี 2569</p>
<p><strong>2. Circular Economy</strong>: ในมิติการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อบรรลุเป้าหมาย​พัฒนาให้บรรจุภัณฑ์ทั้งหมด​สามารถรีไซเคิลได้ 100% ภายในปี 2567 พร้อม​นำร่องการใช้ขวด rPET ในผลิตภัณฑ์แมนซั่ม คอลลาเจน สูตรน้ำตาลน้อย ครั้งแรกของฟังก์ชันนัลดริงก์ไทย ช่วยลดการใช้พลาสติกใหม่ (Virgin Plastic PET)</p>
<p><strong>3. Low Carbon Economy</strong>: การร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยปัจจุบันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 10% และใช้พลังงานหมุนเวียนกว่า 80% โดยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593</p>
<p><strong>4. Water Sustainability :</strong> การจัดการน้ำอย่างยั่งยืน โดยสามารถลดการใช้น้ำในกระบวนการผลิตลงได้ 24% จากฐานปี 2562 และสามารถคืนน้ำ​สู่ธรรมชาติและชุมชนภายใต้โครงการโอบอุ้มลุ่มน้ำไทยได้มากกว่า 1.5 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งปัจจุบัน​สามารถคืนน้ำกลับให้ชุมชนสะสมได้มากกว่า 17 ล้านลูกบาศก์เมตร ​ทำให้กลุ่มธุรกิจ TCP บรรลุเป้าหมาย Net Water Positive ก่อนเป้าหมายที่ตั้งไว้ในปี 2573</p>
<p><strong> </strong><strong>ผนึกพันธมิตร ขับเคลื่อนความยั่งยืน</strong></p>
<p>ตลอดทั้งปี 2567 กลุ่มธุรกิจ TCP ยังได้​ขับเคลื่อนกิจกรรมด้านความยั่งยืน​ภายใต้ความร่วมมือกับพันธมิตรทุกภาคส่วน ในหลากหลายโครงการ โดยมีกิจกรรมไฮไลท์ ต่อไปนี้</p>
<p>&#8211; จัดงานประชุมด้านความยั่งยืน <strong>TCP Sustainability Forum 2024</strong> ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ในธีม “<strong>Water Resilience in a Changing Climate</strong>” ผนึกพันธมิตรกระตุ้นภาคธุรกิจไทยให้ยืดหยุ่นและปรับตัวเร็ว รับความท้าทายด้าน ‘ทรัพยากรน้ำ’ เพื่ออนาคต</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-31019 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/12/TCPBusinessHighlights2024_9.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p>&#8211; โครงการ <strong>TCP </strong><strong>โอบอุ้มลุ่มน้ำไทย</strong> ภายใต้ความร่วมมือของกลุ่มธุรกิจ TCP ภาครัฐ ภาคสังคม และชุมชน พร้อมทั้งได้รับรางวัลระดับภูมิภาคเอเชีย <strong>‘Asia Responsible Enterprise Awards (AREA) </strong><strong>สาขา </strong><strong>Social Empowerment’ </strong>และ รางวัลระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ‘<strong>Steward Leadership 25</strong><strong> ประจำปี </strong><strong>2567’</strong> โดยกลุ่มธุรกิจ TCP เป็นบริษัทไทยบริษัทเดียวที่ได้รับรางวัลดังกล่าวนี้</p>
<p>&#8211; แคมเปญใหญ่ <strong>WEnergy for the world</strong> ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมในทุกกิจกรรม ตั้งแต่ภาพยนตร์โฆษณารักษ์โลกจากรียูสฟุตเทจ ไม่มีการออกกองถ่ายทำ ช่วยลดการใช้ทรัพยากรและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ต่อด้วยงานวิ่งรักษ์โลก <strong>TCP WEnergy re.run 2024</strong> ภายใต้คอนเซปต์ 3R ที่ให้ทุกคนมาร่วม reduce – reuse – recycle ในงานมุ่งสู่ zero waste ส่งเสริมให้คนไทยมีสุขภาพที่ดีพร้อมร่วมดูแลสิ่งแวดล้อม ร่วมกับพันธมิตรอย่างเครือแก้วกรุงไทย และ บริษัท ไทยเบเวอร์เรจแคน จำกัด (TBC) และกิจกรรมลุ้น<strong>โชค </strong><strong>‘</strong><strong>ดื่มฟรีตลอดปี รีไซเคิลตลอดไป เพียง ดื่ม-แยก-ลุ้น</strong><strong>’</strong>  ร่วมกับบิ๊กซี ตั้งจุดรับบรรจุภัณฑ์ และเครือแก้วกรุงไทย เพื่อนำไปรีไซเคิลต่อไป</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-31020 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/12/WEnergy07.jpg" alt="" width="1200" height="671" /></p>
<p>&#8211; รับโล่เกียรติคุณองค์กรผู้นำด้านการจัดการก๊าซเรือนกระจก ประจำปี 2567 (Climate Action Leading Organization: CALO) ระดับยอดเยี่ยม จากการประเมินโดยคณะกรรมการเครือข่ายคาร์บอนนิวทรัลประเทศไทย (TCNN)</p>
<p>&#8211; รับรางวัลชนะเลิศประเภทอาคารสำนักงานโรงงาน องค์กรต้นแบบจัดการขยะครบวงจร ในโครงการคัดแยกขยะครบวงจรระดับ 50 เขต ประจำปี 2567 ของกรุงเทพมหานคร</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-31021 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/12/TCPBusinessHighlights2024_10.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ล่าสุด ในเดือนพฤศจิกายน 2567 กลุ่มธุรกิจ TCP ยังได้ร่วมพิธีเปิด <strong>‘</strong><strong>พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริ</strong><strong>’</strong> ชุมชนบ้านแม่ขมิง อำเภอวังชิ้น และ ชุมชนบ้านห้วยขึม อำเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่โครงการโอบอุ้มลุ่มน้ำไทย เพื่อยกระดับสู่​แหล่งเรียนรู้สำคัญในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำชุมชนอย่างยั่งยืนให้ชุมชนที่สนใจ พร้อมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ภายใต้โครงการโอบอุ้มลุ่มน้ำไทย กับ มูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ (อพ.) และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) (สสน.) เพื่อสานต่อการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ระยะที่ 2</p>
<p><em>“</em><em>การเติบโตอย่างยั่งยืนต้องมาพร้อมความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เป้าหมายของกลุ่มธุรกิจ </em><em>TCP </em><em>ไม่เพียงการสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งและการขยายธุรกิจอย่างยั่งยืน แต่ยังมุ่งสู่การเป็นแรงผลักดันในการสร้างโลกที่ดีขึ้น เราจะเดินหน้า </em><em>‘</em><em>ปลุกพลัง</em><em>’ </em><em>เพื่อวันที่ดีกว่า สำหรับผู้บริโภค สังคม และโลกใบนี้อย่างต่อเนื่องต่อไป</em><em>”</em>  คุณสราวุฒิ กล่าวสรุป</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/12/tcp-group-annouce-milestones-2024/">กลุ่มธุรกิจ TCP รวบรวม Milestones สำคัญ ประจำปี 2567​ ขับเคลื่อน​ทั้งธุรกิจ พร้อมดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม เดินหน้าสู่การเป็น​​ผู้นำ F&#038;B แห่งเอเชีย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มัดรวม 10 แนวคิดการจัดการน้ำที่ “ควรเริ่มและเร่ง” ในยุคนี้!  เก็บตกจาก​ TCP Sustainability Forum 2024</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/09/10-idea-water-resilience-from-tcp-sustainability-forum-2024/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 26 Sep 2024 08:36:29 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Nature-based Solutions]]></category>
		<category><![CDATA[NbS]]></category>
		<category><![CDATA[TCP]]></category>
		<category><![CDATA[TCP Sustainability Forum 2024]]></category>
		<category><![CDATA[tcp โอบอุ้มลุ่มน้ำไทย]]></category>
		<category><![CDATA[Water Crisis]]></category>
		<category><![CDATA[water management]]></category>
		<category><![CDATA[Water Resilience]]></category>
		<category><![CDATA[Water Resilience in a Changing Climate]]></category>
		<category><![CDATA[Water Security]]></category>
		<category><![CDATA[Water Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มธุรกิจ TCP]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดการน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.เพชร มโนปวิตร]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำท่วม]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท อีอาร์เอ็ม-สยาม จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[ประสิทธิ์ ไวยาวัจมัย]]></category>
		<category><![CDATA[ปรับตัว]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิโลกสีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[สราวุฒิ อยู่วิทยา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=29192</guid>

					<description><![CDATA[<p>การประชุม TCP Sustainability Forum 2024 ที่จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “Water Resilience in a Changing Climate” โดยกลุ่มธุรกิจ TCP เป็นเวทีที่ให้ความสำคัญและเจาะลึกถึงเรื่องวิกฤตน้ำ ประเด็นร้อนที่เป็นผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เห็นได้ชัดจากสถานการณ์น้ำท่วมหลายพื้นที่ในประเทศไทยขณะนี้ โดยได้ระดมผู้เชี่ยวชาญจากภาครัฐและเอกชนมาร่วมพูดคุย แลกเปลี่ยนแนวทางการรับมือและปลุกพลังความร่วมมือ และขับเคลื่อนไทยให้จัดการกับวิกฤตน้ำได้อย่างยั่งยืน จากมุมมองและประสบการณ์ของผู้เชี่ยวชาญในแวดวงต่างๆ ทั้ง ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นายสราวุฒิ อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ TCP นายประสิทธิ์ ไวยาวัจมัย กรรมการบริษัท อีอาร์เอ็ม-สยาม จำกัด ที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อม และ ดร.เพชร มโนปวิตร ที่ปรึกษาองค์การสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ เลขาธิการมูลนิธิโลกสีเขียว และนายกสมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย ประมวลรวมเป็น 10 แนวคิดจากผู้เชี่ยวชาญและกูรูวงการธุรกิจ ดังนี้ 1. น้ำ เป็นเรื่องเร่งด่วน รอไม่ได้ : เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าเรากำลังเผชิญกับวิกฤตน้ำ ซึ่งไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย จากสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นทางภาคเหนือของประเทศไทยตั้งแต่เดือนสิงหาคม และต่อเนื่องมาถึงเดือนกันยายนที่เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคกลางตอนบน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/09/10-idea-water-resilience-from-tcp-sustainability-forum-2024/">มัดรวม 10 แนวคิดการจัดการน้ำที่ “ควรเริ่มและเร่ง” ในยุคนี้!  เก็บตกจาก​ TCP Sustainability Forum 2024</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>การประชุม <strong>TCP Sustainability Forum 2024</strong> ที่จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ <strong>“Water Resilience in a Changing Climate”</strong> โดยกลุ่มธุรกิจ TCP เป็นเวทีที่ให้ความสำคัญและเจาะลึกถึงเรื่องวิกฤตน้ำ ประเด็นร้อนที่เป็นผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เห็นได้ชัดจากสถานการณ์น้ำท่วมหลายพื้นที่ในประเทศไทยขณะนี้ โดยได้ระดมผู้เชี่ยวชาญจากภาครัฐและเอกชนมาร่วมพูดคุย แลกเปลี่ยนแนวทางการรับมือและปลุกพลังความร่วมมือ และขับเคลื่อนไทยให้จัดการกับวิกฤตน้ำได้อย่างยั่งยืน</p>
<p><span id="more-29192"></span></p>
<p>จากมุมมองและประสบการณ์ของผู้เชี่ยวชาญในแวดวงต่างๆ ทั้ง <strong>ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ</strong> ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ <strong>นายสราวุฒิ อยู่วิทยา</strong> ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ TCP <strong>นาย</strong><strong>ประสิทธิ์ ไวยาวัจมัย</strong> กรรมการบริษัท อีอาร์เอ็ม-สยาม จำกัด ที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อม และ <strong>ดร.เพชร มโนปวิตร</strong> ที่ปรึกษาองค์การสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ เลขาธิการมูลนิธิโลกสีเขียว และนายกสมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย ประมวลรวมเป็น 10 แนวคิดจากผู้เชี่ยวชาญและกูรูวงการธุรกิจ ดังนี้</p>
<p><strong>1. น้ำ เป็นเรื่องเร่งด่วน รอไม่ได้</strong> : เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าเรากำลังเผชิญกับวิกฤตน้ำ ซึ่งไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย จากสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นทางภาคเหนือของประเทศไทยตั้งแต่เดือนสิงหาคม และต่อเนื่องมาถึงเดือนกันยายนที่เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคกลางตอนบน นายสราวุฒิ ย้ำถึงสัญญาณที่กระตุ้นเตือนว่า ถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกัน <strong>“ฟื้นน้ำ”</strong> ก่อนที่จะสายเกินแก้ นอกจากนี้ รายงาน Forward Faster ของสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย ประจำปี 2566 เตือนว่าภายในปี 2573 โลกจะเผชิญกับวิกฤตน้ำสะอาดขาดแคลน เพราะปริมาณน้ำและความต้องการใช้น้ำจะมีสัดส่วนต่างกันถึง 40% และสถานการณ์มีแต่จะทวีความรุนแรงมากขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชุมชนและธุรกิจ การนำแนวปฏิบัติด้านน้ำที่ยั่งยืนมาใช้จึงเป็นเรื่องเร่งด่วนยิ่งกว่าในอดีต</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29194 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/2-7.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p><strong>2. ต้องปรับตัวเร็วให้ทันการเปลี่ยนแปลง </strong>: เมื่อโลกเปลี่ยนธุรกิจต้องรีบปรับตัวให้ไวกว่า นับเป็นโจทย์สำคัญของกลุ่มธุรกิจ TCP ทำอย่างไรให้ธุรกิจเติบโตควบคู่กับการลดผลกระทบเชิงลบและเพิ่มผลกระทบเชิงบวกให้กับสิ่งแวดล้อมและสังคม จึงเร่งนำแนวคิดการจัดการน้ำแบบองค์รวม เริ่มจากความมั่นคงด้านน้ำ (Water Security) สร้างความยั่งยืนของน้ำ (Water Sustainability) และปิดท้ายด้วยความยืดหยุ่นของน้ำ (Water Resilience) มาใช้รับมือกับความท้าทายด้านน้ำ</p>
<p><strong>3. ใช้นวัตกรรมเพื่อยกระดับการจัดการน้ำ </strong>: นำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ยกตัวอย่างกลุ่มธุรกิจ TCP ได้นำระบบ Smart Manufacturing มาปรับปรุงน้ำในกระบวนการผลิต ช่วยให้สามารถลดการใช้น้ำในกระบวนการผลิตลง 24% เมื่อเทียบกับปี 2562</p>
<p><strong>4. ผนึกพันธมิตรและชุมชน</strong> : เพราะงานด้านความยั่งยืนเป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนด้วยความร่วมมือ และการลงมือทำร่วมกัน นายสราวุฒิ ชูความสำเร็จโครงการ <strong>“TCP โอบอุ้มลุ่มน้ำไทย”</strong> ที่กลุ่มธุรกิจ TCP ร่วมกับภาคีเครือข่ายและชุมชนในพื้นที่ลุ่มน้ำในการเติมน้ำผิวดินและเติมน้ำใต้ดิน ฟื้นฟูและพัฒนาแหล่งกักเก็บน้ำอย่างยั่งยืน จนสามารถคืนน้ำสู่ชุมชนและสิ่งแวดล้อมได้กว่า 17 ล้านลูกบาศก์เมตร ช่วยเหลือชาวบ้านกว่า 42,462 ครัวเรือน พร้อมพัฒนาองค์ความรู้ให้แก่ชุมชนในพื้นที่</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29195 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/3-5.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p><strong>5. ดูแลน้ำ ทางรอดเศรษฐกิจไทย</strong> : ดร.ศุภวุฒิ ได้ชี้ให้เห็นทางรอดหรือโอกาสในการรับมือกับเศรษฐกิจด้วยการดูแลภาคเกษตร ซึ่งต้องอาศัย “น้ำ” เป็นปัจจัยสำคัญในการเพาะปลูก เพื่อสร้างผลผลิตที่จะนำมาสู่รายได้ของเกษตรกรและสร้างการเติบโตให้กับประเทศ ด้านนายประสิทธิ์ เผยสถิติว่า ประเทศไทยมีการใช้น้ำมากเป็นอันดับ 4 ของโลก โดยภาคการเกษตรของไทยใช้น้ำกว่า 70% ของความต้องการทั้งหมด ขณะที่ในปัจจุบัน น้ำบนผิวดินกว่า 19% ในประเทศไทย มีปัญหาด้านคุณภาพ และยังมีการปล่อยน้ำเสียกว่า 5 พันล้านลูกบาศก์เมตรลงสู่เเม่น้ำ</p>
<p><strong>6. พร้อมเรื่องน้ำก่อน ได้เปรียบ</strong> : นายประสิทธิ์ แนะให้ธุรกิจตระหนักเรื่องการดูแลน้ำและพลิกเป็นความได้เปรียบทางการแข่งขัน ลงมือหรือขยับตัวเร็ว เพื่อสร้างความแตกต่างและสร้างมูลค่าทางธุรกิจ ทำให้พร้อมรับมือกับกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่จะมีความเข้มงวดมากขึ้น ซึ่งในที่สุด ความยืดหยุ่นด้านน้ำจะนำไปสู่ความยืดหยุ่นทางธุรกิจได้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29196 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/4-8.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p><strong>7. ต้องดูแลต้นน้ำถึงปลายน้ำ </strong><strong>: </strong>ดร.เพชร ได้ย้ำให้เห็นว่าการฟื้นฟูน้ำจะช่วยฟื้นฟูระบบผลิตอาหาร รวมทั้งความหลากหลายทางชีวภาพด้วย รวมถึงความสำคัญของการดูแลต้นจนถึงปลายน้ำ เพื่อให้มีพื้นที่รับน้ำ มีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี มีที่เก็บกักน้ำ ชะลอน้ำ ป้องกันความเสียหายที่ปลายน้ำ สำหรับการจัดการน้ำ ควรเน้นมิติ 3 ด้าน คือ ความพร้อมใช้ของน้ำ คุณภาพน้ำ และความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับน้ำ ควรดูแลตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ</p>
<p><strong>8. โซลูชันจากธรรมชาติ </strong><strong>: </strong>ดร.เพชร ชูแนวทางการจัดการโดยอาศัยธรรมชาติและระบบนิเวศเป็นพื้นฐาน (Nature-based Solutions &#8211; NbS) เป็นการมองภาพใหญ่ ที่ตอบโจทย์การแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กันหลายอย่าง โดยการจัดการน้ำต้องอาศัยความเข้าใจในเชิงระบบนิเวศควบคู่ไปกับองค์ความรู้ด้านวิศวกรรม การจัดการน้ำไม่สามารถบริหารแยกส่วนได้ ทรัพยากรน้ำมีความสัมพันธ์กับภาคส่วนอื่น ทั้งเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29197 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/5-6.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p><strong>9. เทรนด์โลกคือ </strong><strong>Nature Positive</strong> : ดร.เพชร กล่าวถึงเทรนด์ระดับโลกที่ไม่ใช่แค่ลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่จะต้องฟื้นฟูและจัดการธรรมชาติให้เป็นเชิงบวก การจัดการโดยอาศัยธรรมชาติและระบบนิเวศ จึงเป็นโซลูชันสำหรับประเทศไทย ในการรับมือกับอนาคต</p>
<p><strong>10. ความยั่งยืนเหมือนวิ่งมาราธอน </strong>: นายสราวุฒิ มองว่าการดำเนินงานด้านความยั่งยืน รวมถึงจัดการน้ำ เป็นภารกิจระยะยาว เปรียบเหมือนการวิ่งมาราธอน จึงต้องทำต่อเนื่อง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29198 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/6-4.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p>ความท้าทายที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศและทรัพยากรน้ำ ยังคงเกิดขึ้นไม่หยุด การจัดการต้องแข่งกับเวลา TCP Sustainability Forum 2024 มุ่งปลุกพลังให้ภาคธุรกิจตระหนักว่าการสร้างความยืดหยุ่นด้านน้ำเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง และต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้สามารถจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงจากวิกฤตน้ำ เพื่อรับประกันอนาคตของธุรกิจที่ยั่งยืน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/09/10-idea-water-resilience-from-tcp-sustainability-forum-2024/">มัดรวม 10 แนวคิดการจัดการน้ำที่ “ควรเริ่มและเร่ง” ในยุคนี้!  เก็บตกจาก​ TCP Sustainability Forum 2024</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;Water is The New Carbon&#8217;  เมื่อ &#8216;วิกฤตน้ำ&#8217; รุนแรงไม่ต่างโลกเดือด กลุ่มธุรกิจ TCP เปิดเวที &#8216;Water Resilience in a Changing Climate&#8217; เร่งรับมือความท้าทายเรื่องน้ำ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/08/tcp-sustainability-forum-2024-water-resilience/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 23 Aug 2024 13:21:37 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Circular Economy]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[global boiling]]></category>
		<category><![CDATA[Global Warming]]></category>
		<category><![CDATA[Low-Carbon Economy]]></category>
		<category><![CDATA[Product Excellence]]></category>
		<category><![CDATA[TCP]]></category>
		<category><![CDATA[TCP Sustainability Forum 2024]]></category>
		<category><![CDATA[Water is The New Carbon]]></category>
		<category><![CDATA[Water Resilience]]></category>
		<category><![CDATA[Water Resilience in a Changing Climate]]></category>
		<category><![CDATA[Water Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มธุรกิจ TCP]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดการน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[การปรับตัวเรื่องน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท อีอาร์เอ็ม-สยาม จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[ประสิทธิ์ ไวยาวัจมัย]]></category>
		<category><![CDATA[ปลุกพลัง เพื่อวันที่ดีกว่า]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤตน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[สภาพอากาศเปลี่ยนแปลง]]></category>
		<category><![CDATA[สราวุฒิ อยู่วิทยา]]></category>
		<category><![CDATA[โลกเดือด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=28267</guid>

					<description><![CDATA[<p>“วิกฤตน้ำ” เป็นอีกหนึ่งผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่กำลังสร้างความเสียหายต่อผู้คนและการเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลก จากรายงาน Fast Forward ของสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย ปี 2566 ชี้ให้เห็นว่าภายในปี 2573 ปริมาณน้ำสะอาดที่โลกมีอยู่กับความต้องการใช้น้ำจะมีสัดส่วนต่างกันถึง 40% โดยน้ำถือเป็นทรัพยากรสำคัญในการขับเคลื่อนสิ่งต่างๆ ของโลกไม่ว่าจะเป็น​การดำรงชีวิตของผู้คน รวมทั้งในการขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมต่างๆ โดยพบว่าปริมาณความต้องการน้ำทั่วโลกเพิ่มขึ้นเฉลี่ยในแต่ละปีมากกว่า 2.5 เท่า ขณะที่ซัพพลายหรือปริมาณน้ำกลับขาดแคลนเพิ่มมากขึ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ​ทำให้​สถานการณ์วิกฤตน้ำยิ่งทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นในหลายภูมิภาค ​​โดยเฉพาะในประเทศที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วย​ภาคการเกษตรเช่นในประเทศไทย &#8216;การบริหารจัดการน้ำ&#8216; จึงกลาย​เป็นโจทย์สำคัญของโลก รวมทั้งภาคธุรกิจไทยในการเร่งลงมือทำ เพื่อรับมือกับความท้าทายด้านน้ำที่เกิดขึ้นทั้งในปัจจุบันรวมทั้งในอนาคต กลุ่มธุรกิจ TCP  จึงได้จัดประชุมด้านความยั่งยืนครั้งสำคัญ  TCP Sustainability Forum 2024 ด้วยธีม “Water Resilience in a Changing Climate” ระดมสมองนักวิชาการ นักธุรกิจ และผู้เชี่ยวชาญ ยกระดับศักยภาพธุรกิจไทยเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายด้านน้ำจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ชูแนวคิด ‘ความยืดหยุ่นและการปรับตัวเร็ว’ ผ่านการขับเคลื่อน​ 3 แผนงาน ทั้งการจัดการน้ำแบบฟื้นฟู การใช้น้ำหมุนเวียนแบบ 100% และการใช้นวัตกรรมที่ยั่งยืนและสร้างสรรค์มุ่งเน้นให้เกิดผลลัพธ์เชิงบวกต่อทรัพยากรน้ำ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/08/tcp-sustainability-forum-2024-water-resilience/">&#8216;Water is The New Carbon&#8217;  เมื่อ &#8216;วิกฤตน้ำ&#8217; รุนแรงไม่ต่างโลกเดือด กลุ่มธุรกิจ TCP เปิดเวที &#8216;Water Resilience in a Changing Climate&#8217; เร่งรับมือความท้าทายเรื่องน้ำ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>“วิกฤตน้ำ”</strong> เป็นอีกหนึ่งผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่กำลังสร้างความเสียหายต่อผู้คนและการเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลก จากรายงาน Fast Forward ของสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย ปี 2566 ชี้ให้เห็นว่าภายในปี 2573 ปริมาณน้ำสะอาดที่โลกมีอยู่กับความต้องการใช้น้ำจะมีสัดส่วนต่างกันถึง 40%</p>
<p><span id="more-28267"></span></p>
<p>โดยน้ำถือเป็นทรัพยากรสำคัญในการขับเคลื่อนสิ่งต่างๆ ของโลกไม่ว่าจะเป็น​การดำรงชีวิตของผู้คน รวมทั้งในการขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมต่างๆ โดยพบว่าปริมาณความต้องการน้ำทั่วโลกเพิ่มขึ้นเฉลี่ยในแต่ละปีมากกว่า 2.5 เท่า ขณะที่ซัพพลายหรือปริมาณน้ำกลับขาดแคลนเพิ่มมากขึ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ​ทำให้​สถานการณ์วิกฤตน้ำยิ่งทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นในหลายภูมิภาค ​​โดยเฉพาะในประเทศที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วย​ภาคการเกษตรเช่นในประเทศไทย &#8216;<strong>การบริหารจัดการน้ำ</strong>&#8216; จึงกลาย​เป็นโจทย์สำคัญของโลก รวมทั้งภาคธุรกิจไทยในการเร่งลงมือทำ เพื่อรับมือกับความท้าทายด้านน้ำที่เกิดขึ้นทั้งในปัจจุบันรวมทั้งในอนาคต</p>
<p><b>กลุ่มธุรกิจ TCP  </b>จึงได้จัดประชุมด้านความยั่งยืนครั้งสำคัญ  <strong>TCP Sustainability Forum 2024</strong> ด้วยธีม <strong>“Water Resilience in a Changing Climate” </strong>ระดมสมองนักวิชาการ นักธุรกิจ และผู้เชี่ยวชาญ ยกระดับศักยภาพธุรกิจไทยเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายด้านน้ำจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ชูแนวคิด ‘<strong>ความยืดหยุ่นและการปรับตัวเร็ว’</strong> ผ่านการขับเคลื่อน​ 3 แผนงาน ทั้งการจัดการน้ำแบบฟื้นฟู การใช้น้ำหมุนเวียนแบบ 100% และการใช้นวัตกรรมที่ยั่งยืนและสร้างสรรค์มุ่งเน้นให้เกิดผลลัพธ์เชิงบวกต่อทรัพยากรน้ำ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง ปลุกพลังสู่เป้าหมายความยั่งยืนในอัตราที่เร็วขึ้นเพื่อโลกที่ดีกว่าตั้งแต่วันนี้</p>
<p><b> <img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-28271 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/08/8-1.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></b></p>
<p><strong>คุณสราวุฒิ อยู่วิทยา</strong> ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ TCP กล่าวว่า กลุ่มธุรกิจ TCP จัดงานประชุมด้านความยั่งยืน TCP Sustainability Forum 2024 ด้วยความตั้งใจสร้างพื้นที่​ระดมความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านความยั่งยืน พร้อมส่งเสริมความร่วมมือภายในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม เพื่อร่วมกันรับมือต่อความท้าทายที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศในระดับอุตสาหกรรม ทั้งการขับเคลื่อนสู่ Net Zero และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ หรือ Climate Chnage Adaptation รวมทั้งการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน</p>
<p><em>&#8220;ขณะที่​ในปีนี้จัดขึ้นผ่านธีม <strong>“Water Resilience </strong><strong>in a Changing Climate” </strong>เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับ <strong>“น้ำกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการปรับตัวของภาคธุรกิจ”</strong> เพื่อลดความเสี่ยงทางธุรกิจที่เกิดจากการขาดแคลนน้ำและความท้าทายด้านน้ำอื่นๆ </em><br />
<em>ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ในฐานะ​องค์กรที่ใช้น้ำเป็นวัตถุดิบหลัก ผ่านการสนับสนุนให้องค์กรเร่งปรับปรุงการดำเนินการตลอดห่วงโซ่อุปทานโดยเสริมสร้างความสมบูรณ์และยืดหยุ่นของน้ำ และร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกให้แหล่งน้ำที่มีความเปราะบาง โดย คำว่า <strong>​Water Resilience</strong> หรือความยืดหยุ่นด้านทรัพยากรน้ำ ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการรับมือกับภาวะขาดแคลนน้ำแบบเฉียบพลัน รุนแรงและไม่แน่นอน ​จากผลกระทบของวิกฤตสภาพอากาศที่ยกระดับจาก Climate Change สู่​ Climate Crisis โดยมีหัวใจสำคัญคือการรับมือเพื่อสามารถอยู่รอดได้ในอนาคต และต้องเร่งทำอย่างเร่งด่วน เพื่อสามารถปรับตัวได้เร็วกว่าอัตราเร่งของปัญหาที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบัน&#8221; ​</em></p>
<p>ทั้งนี้ กลุ่มธุรกิจ TCP ดำเนินการด้านความยั่งยืนตามเป้าหมาย <strong>“ปลุกพลัง เพื่อวันที่ดีกว่า”</strong> โดยกลยุทธ์ปลุกพลังห่วงใยสิ่งแวดล้อม (Caring) มีความคืบหน้าอย่างมาก ได้แก่</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-28272 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/08/1-4.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p>&#8211; <strong>Product Excellence</strong> การพัฒนาผลิตภัณฑ์แบรนด์ใหม่ที่ตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภค (Unmet Needs) และส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์ทางเลือกสุขภาพ 80% ในปี 2569 โดยปัจจุบันทำได้ 25%</p>
<p>&#8211; <strong>Circular Economy</strong> การดำเนินตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ตั้งเป้าหมายพัฒนาบรรจุภัณฑ์ต่างๆ ให้สามารถรีไซเคิล 100%  ภายในปี 2567 ซึ่งปัจจุบันทำได้ 93% อีก 7% คือกลุ่มสแนค ซึ่งมั่นใจว่าสิ้นปีนี้จะทำได้สำเร็จ และปีนี้นำร่องการใช้ขวด rPET กับแบรนด์แมนซั่ม พร้อมเดินหน้าเป็นองค์กร Zero Waste to Landfill ทั้งที่โรงงานปราจีนบุรีและสำนักงานใหญ่อย่างต่อเนื่อง</p>
<p>&#8211; <strong>Low Carbon Economy</strong> การมุ่งสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ตั้งเป้าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 ปัจจุบันสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 10% และขณะนี้มีการใช้พลังงานหมุนเวียนกว่า 80%</p>
<p>&#8211; <strong>Water Sustainability</strong> การจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ตั้งเป้าคืนน้ำกลับสู่ธรรมชาติและชุมชนให้มากกว่าน้ำที่ใช้ในกระบวนการผลิต (Net Water Positive) ภายในปี 2573 ซึ่งบรรลุเป้าหมายแล้วในขณะนี้ โดยสามารถคืนน้ำสู่ธรรมชาติสะสมได้ถึง 17 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งมากกว่าปริมาณน้ำที่ใช้ตลอดกระบวนการ ที่มีปริมาณการใช้ราว 3.3 ล้านลูกบาศก์เมตร</p>
<p><em>&#8220;เรายังให้ความสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำผ่านแนวทาง Smart Manufacturing ทำให้ลดการใช้น้ำในกระบวนการผลิตลงได้ 24% เมื่อเทียบกับปี 2562 และยกระดับการพัฒนาด้วยการนำมาตรฐานสากลเรื่องการจัดการและดูแลทรัพยากรน้ำอย่าง Alliance Water Stewardship หรือ AWS มา​​เป็นกรอบการดำเนินงานเพื่อให้มั่นใจว่ากลุ่มธุรกิจ TCP จะดูแลและบริหารจัดการน้ำทั้งภายในและภายนอกรอบโรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดยมุ่งขับเคลื่อนการ​ฟื้นฟูขึ้นไปจนถึงแหล่งน้ำเพื่อสร้าง Net Water Positive ​ผ่าน 3 แนวทาง ได้แก่ 1. การจัดการน้ำแบบฟื้นฟู เพื่อปรับปรุงระบบนิเวศทางน้ำให้กลับสู่สภาพเดิมหรือดีกว่าเดิม  2. การใช้น้ำหมุนเวียนทั้ง 100% เพื่อสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้อย่างสมบูรณ์และเกิดประโยชน์สูงสุด และ 3. การพัฒนานวัตกรรมที่ยั่งยืนเพื่อเพิ่มผลลัพธ์เชิงบวกต่อทรัพยากรน้ำ รวมทั้งการส่งเสริมการสร้างคน​ ซึ่งถือเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาและขับเคลื่อนแผนงานด้านความยั่งยืน ทั้งภายในองค์กร ชุมชน และระดับประเทศ&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-28269 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/08/4-6.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p>ด้าน <b>คุณประสิทธิ์ ไวยาวัจมัย</b> กรรมการบริษัท อีอาร์เอ็ม-สยาม จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืนระดับโลก กล่าเพิ่มเติมในหัวข้อ <strong>&#8216;Water Resilience มาตรฐานและแนวทางการปรับตัวของธุรกิจ&#8217;</strong> ​โดยให้ข้อมูลว่า คนทั่วโลกมีการใช้น้ำในปัจจุบันหลายแสนล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ​เทียบเท่าสระว่ายน้ำมาตรฐานโอลิมปิกจำนวน 1 พันล้านสระ ขณะที่ซัพพลายที่มีน้อยกว่าดีมานด์ถึง 40% ​ทำให้มีผู้คนทั่ว​โลกกว่า 1 ใน 4 ที่ต้องเผชิญกับวิกฤต​น้ำ หรือประชากรโลกราว 2,000 ล้านคนที่ต้องอยู่ในพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำ วิกฤตน้ำ จึงนับเป็นวิกฤตที่สร้างผลกระทบเป็นวงกว้างไปทั่วโลก ซึ่ง​วิกฤตที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องของปริมาณน้ำที่ไม่เพียงพอเท่านั้น แต่ยังรวมถึงคุณภาพนำ้ ​การบริหารจัดการน้ำ รวมถึงความเท่าเทียมกันในการเข้าถึงทรัพยากรน้ำอีกด้วย</p>
<p><em>&#8220;มุมมองระดับโลก มองปัญหาวิกฤตน้ำเป็นเรื่องเร่งด่วนเช่นเดียวกับปัญหาสภาพอากาศ โดยนิยามไว้ว่า &#8216;<strong>Water is The New Carbon&#8217; เนื่องจากภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในโลกส่วนใหญ่ ซึ่งแสดงออกมาในเชิงกายภาพจากผลกระทบของสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงหรือ Climate Change ที่สร้างความเสียหายมากขึ้นและเกิดถี่ขึ้นนั้น ส่วนใหญ่มักมีสาเหตุ หรือสร้างผลกระทบที่เชื่อมโยงไปสู่เรื่องของน้ำแทบทั้งสิ้น </strong>ไม่ว่าจะเป็น น้ำมากจนท่วม ซึ่งสร้างความเสียหายทั้งต่อธรรมชาติ รวมท้ังโครงสร้างทางเศรษฐกิจ เช่น น้ำ​ท่วมขังโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เป็นเวลานาน ทำให้ได้รับความเสียหาย หรือน้ำท่วมไหลเข้าโรงงานของเจ้าของธุรกิจหรือผู้ประกอบการต่างๆ​ รวมทั้งยังอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ไปถึงคุณภาพของน้ำหากท่วมจนถึงพื้นที่แหล่งผลิตน้ำดื่มหรือน้ำที่ใช้สำหรับการบริโภค หรือหากน้ำน้อยเกินไปก็จะเกิดปัญหาภัยแล้ง หรืออุณหภูมิที่สูงขึ้นฉับพลัน รวมทั้งการเกิดไฟป่า หรือ​ปัญหาดินถล่มจากระดับน้ำใต้ดินที่ลดลง หรือหากมีระดับน้ำทะเล​หนุนสูงขึ้นจนไหลปนกับแหล่งน้ำบนผิวดินก็จะทำให้เกิดปัญหาน้ำกร่อยหรือดินเค็มได้&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-28270 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/08/9-1.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p>ขณะที่บริบทของประเทศไทย ซึ่งไม่ได้มีปัญหาการขาดแคลนน้ำรุนแรงเหมือนในหลายๆ พื้นที่ทั่วโลก ทำให้​ความตระหนักต่อปัญหาเรื่องวิกฤตน้ำยังน้อยและมุ่งไปที่เรื่องการจัดการคาร์บอนเป็นหลัก โดยพบว่า ประเทศไทยติดอันดับ 4 ของโลก ในการเป็นประเทศที่มีการใช้น้ำต่อหัวประชากรสูงสุดของโลก โดยการใช้น้ำกว่า  70% เป็นการใช้ไปในภาคการเกษตร  ขณะที่ข้อมูลในปี 2559 พบปริมาณการปล่อยน้ำเสียลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ​​มากกว่า 3,500 ล้านลูกบาศก์เมตร ​และข้อมูล​ในปีที่ผ่านมา ยังพบว่า 19% ของปริมาณน้ำผิวดินในประเทศไทยมีปัญหาเรื่องคุณภาพน้ำต่ำอีกด้วย ส่วน​ภาคธุรกิจที่มีความตระหนักต่อปัญหาวิกฤตน้ำ จะมีการขัลเคลื่อนมาตรการต่างๆ เพื่อเตรียมรับมือต่อความเสี่ยงที่เกิดขึ้น ทั้งการจัดการภายในกระบวนการผลิตของตัวเอง เช่น ลดการใช้น้ำ และการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายลง และทำให้ปริมาณการใช้น้ำต่อหนึ่งหน่วยการผลิตลดลงได้มากที่สุด ก่อนจะขยายการจัดการไปยังซัพพลายเชน เพื่อเริ่มเข้าไปดูแลจากแหล่งน้ำ หรือต้นน้ำ รวมทั้งการสร้างเครือข่ายในการฟื้นฟูและป้องกันดูแลแหล่งน้ำร่วมกัน เพื่อสามารถบริหารจัดการน้ำทั้งในพื้นที่ที่โรงงาน และบริเวณโดยรอบไปจนถึงแหล่งต้นน้ำ เพื่อไปสู่เป้าหมายสูงสุด คือ การสร้าง Net Positive Water  Impact หรือการใช้น้ำเป็นศูนย์​และสามารถคืนน้ำกลับสู่ธรรมชาติได้มากกว่าที่นำมาใช้ เพื่อเป็นการป้องกันการเกิดวิกฤตน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ​​</p>
<p>สำหรับ <strong>TCP Sustainability Forum 2024</strong> เป็นงานประชุมด้านความยั่งยืนที่กลุ่มธุรกิจ TCP จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 สู่ปีแห่งการลงมือทำและปรับตัวเพื่อเร่งให้เกิดความก้าวหน้าเร็วที่สุด อีกทั้งยังเป็นเวทีความยั่งยืนเวทีแรกและเวทีเดียวในประเทศไทยที่มุ่งเน้นการส่งเสริมความร่วมมือของพันธมิตรในกลุ่มอุตสาหกรรมและเครื่องดื่ม ในการรับมือกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อบรรลุเป้าหมายความยั่งยืนของประเทศ ตลอดจนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) ตอกย้ำความมุ่งมั่นของกลุ่มธุรกิจ TCP ที่พร้อมขับเคลื่อนสู่การเป็นองค์กรที่เติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งในด้านธุรกิจควบคู่กับการสร้างผลกระทบในทางบวกให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อม ทั้งไทยและต่างประเทศ ตามเป้าหมาย<strong> “ปลุกพลัง เพื่อวันที่ดีกว่า”</strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/08/tcp-sustainability-forum-2024-water-resilience/">&#8216;Water is The New Carbon&#8217;  เมื่อ &#8216;วิกฤตน้ำ&#8217; รุนแรงไม่ต่างโลกเดือด กลุ่มธุรกิจ TCP เปิดเวที &#8216;Water Resilience in a Changing Climate&#8217; เร่งรับมือความท้าทายเรื่องน้ำ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
