ผลการศึกษา ‘Startup Industry Trends 2025’ ของ Stripe คาดการณ์ไว้ว่าปี 2025 กลุ่มสตาร์ทอัพด้านความยั่งยืน (Climate Tech) จะเติบโตเฉลี่ย 25% ต่อปี ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2033
โดยเฉพาะกลุ่มโซลูชันที่เชื่อมโยงต่อการปรับตัวรับปัญหาสิ่งแวดล้อมและสภาพอากาศ ทั้งด้านพลังงาน การจัดการขยะ และผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภคที่มีความยั่งยืน
สอดคล้องกับข้อมูลจาก สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) พบว่า เทรนด์ที่น่าจับตาของสตาร์ทอัพ ปี 2025 ได้แก่ เทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืน (GreenTech) เทคโนโลยีสะอาด (Clean Tech) และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Tech) โดยตลาดโลกคาดการณ์ธุรกิจนี้ไว้ว่าจะเติบโตเฉลี่ยถึง 25% ตลอด 10 ปีข้างหน้า
5 เทคโนโลยี Green Tech มาแรงในปี 2025
แน่นอนว่า เมื่อโลกพูดถึงความยั่งยืน โซลูชั่นที่จะเข้ามาตอบโจทย์และแก้ปัญหาดังกล่าวจึงเป็นสิ่งที่ถูกพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจาก Ditto มองว่าในปี 2025 Green Tech มีอัตราการเติบโตกว่า 27.1% โดยมีนวัตกรรมสุดล้ำ ได้แก่
– Carbon Data & Analytics –เริ่มพัฒนาเทคโนโลยีวิเคราะห์และจัดเก็บข้อมูลวัดปริมาณคาร์บอนโดยใช้ AI ประมวลผลข้อมูล
– Renewable Energy Software –การใข้ซอฟต์แวร์และระบบต่างๆ ในการจัดการแหล่งพลังงานหมุนเวียน
– Smart Building –ระบบอาคารอัจฉริยะ ช่วยลดปัญหาด้านมลภาวะและช่วยประหยัดพลังงานได้อีกด้วย
– Paperless Solutions – แนวคิดการใช้กระดาษอย่างประหยัด เพื่อลดความสิ้นเปลืองทรัพยากร
– Reverse Logistics – พัฒนาระบบขนส่งและคลังสินค้า สร้าง Waste Flow กับผู้แปรรูปขยะเพื่อคัดแยกวัสดุที่มีมูลค่าสูงไปรีไซเคิล อัปไซเคิล
5 สตาร์ทอัพ Green Tech น่าจับตา
นอกจากธุรกิจขนาดใหญ่ที่มุ่งปรับนโยบาย เพิ่มการลงทุน เพื่อตอบโจทย์และแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมแล้ว การเกิดขึ้นของ สตาร์ทอัพยังเข้ามาสนับสนุนเป้าหมายด้านความยั่งยืนของบริษัทยักษ์ใหญ่ และเป้าหมายของโลก
SD Thailand ชวนทำความรู้จัก 5 สตาร์ทอัพ ที่มาพร้อมโซลูชั่นสุดล้ำ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาเทคโนโลยีมาช่วยแก้ปัญหา การพัฒนาโซลูชั่นเพื่อเสริมทัพธุรกิจ หรือการคิดค้นนวัตกรรมวัสดุแห่งอนาคตที่มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพิ่มมากขึ้น
- Bluebird Climate ตัวช่วยลดคาร์บอนภาคธุรกิจ
ในยุคที่ผู้บริโภคเริ่มมองหาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ‘Bluebird Climate’ สตาร์ทอัพ จากนิวยอร์ก ได้พัฒนาซอฟต์แวร์บนระบบคลาวด์ (Software as a Service : SaaS) โดยมุ่งเน้นอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภคในการวัดผลการดำเนินงานอย่างยั่งยืน วิเคราะห์ทั้งด้านวัสดุ การผลิต การขนส่ง บรรจุภัณฑ์ เรียกว่าครอบคลุมวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ทั้งหมด เพื่อการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ น้อยที่สุดหรือเป็นศูนย์ พร้อมสื่อสารความก้าวหน้าด้านความยั่งยืนเหล่านั้นไปยังลูกค้า

ที่มา : IG – bluebirdclimate
- Next Gen นวัตกรรมเนื้อไก่จากพืช
Next Gen สตาร์ทอัพด้านอาหารจากพืช ถือเป็นบริษัทเทคโนโลยีด้านอาหารที่มีสำนักงานใหญ่ในสิงคโปร์ มุ่งพัฒนาและจำหน่ายอาหารที่มีนวัตกรรมและยั่งยืน ก่อตั้งในปี 2020 โดย Timo Recker and Andre Menezes เพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมจากอุตสาหกรรมการเกษตร แบรนด์แรกที่ผลิตโดย Next Gen Foods ได้แก่ ทินเดิล (TiNDLE) เนื้อไก่ที่พัฒนาจากพืช (Plant-based) สามารถนำไปประกอบอาหารได้หลากหลาย และที่สำคัญ ยังใช้พื้นที่ในการเพาะปลูกน้อยลง 74% ใช้น้ำน้อยลง 82% ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยลง 88% เมื่อเทียบกับการเลี้ยงไก่ทั่วไป

ที่มา : TiNDLE
- Krill Design เปลี่ยนขยะอาหารเป็นงานดีไซน์
Krill Design สตาร์ทอัพสัญชาติอิตาลี ที่ใช้ไอเดียเปลี่ยนขยะอาหาร เป็นผลิตภัณฑ์สุดเก๋ จากการพัฒนา ReKrill ไบโอโพลิเมอร์ วัสดุทดแทนพลาสติกจากปิโตรเลียมโพลีโพรพิลีน (PP) และอะคริโลไนไตรล์-บิวทาไดอีน-สไตรีน (ABS) ลดคาร์บอนมากถึง 67% เมื่อเทียบกับพลาสติกทั่วไป สามารถย่อยสลายได้ และไม่ก่อให้เกิดไมโครพลาสติก ด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ ReKrill ทำให้สามารถขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลากหลายไม่ว่าจะเป็นบรรจุภัณฑ์ หรือ ของตกแต่งบ้าน ด้วยจุดแข็งที่ใกล้เคียงกับพลาสติกแบบดั้งเดิม สามารถเข้ากับเครื่องจักรที่มีในปัจจุบัน ทำให้สามารถฉีดขึ้นรูป การขึ้นรูปแบบหมุน หรือ การพิมพ์ 3 มิติ ได้โดยไม่ต้องลงทุนใหม่ นอกจากนี้ ReKrill ยังได้รับการจดสิทธิบัตรเรียบร้อยแล้ว

ที่มา : Krill Design
- AMP เทคโนโลยี AI แยกขยะ
AMP สตาร์ทอัพแห่งเมืองลุยส์วิลล์ รัฐโคโลราโด สหรัฐอเมริกา ก่อตั้งในปี 2014 ในชื่อ AMP Robotics และเปลี่ยนเป็น AMP ในปีที่ผ่านมา ผู้พัฒนาเทคโนโลยี AI ในการคัดแยกวัสดุรีไซเคิลออกจากกองขยะมหาศาลได้อย่างรวดเร็ว สามารถระบุและคัดแยกวัสดุรีไซเคิลได้อย่างแม่นยำ นอกจากจะช่วยลดขยะแล้ว ยังช่วยสร้างความมั่นใจได้ว่าวัสดุที่สามารถรีไซเคิลได้ทั้งหมด จะถูกนำไปใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ โดยระบบของ AMP มีการติดตั้งใช้งานทั่วอเมริกาเหนือ เอเชีย และยุโรป นอกจากนี้ ยังดำเนินการโรงงานแห่งใหม่ของ Waste Connections ในเมืองคอมเมิร์ซซิตี้ รัฐโคโลราโด ในปี 2026 โดยโรงงานแห่งนี้ จะสามารถแปรรูปวัสดุรีไซเคิลได้ กว่า 62,000 ตันต่อปี

ที่มา : https://fortune.com/
- Voltpost เปลี่ยนไฟถนน เป็นที่ชาร์จ EV
Voltpost สตาร์ทอัพจากสหรัฐอเมริกา ที่มีแนวคิดในการพัฒนาโซลูชั่นเปลี่ยนไฟตามท้องถนน ให้เป็นที่ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยใช้เวลาติดตั้งเครื่องชาร์จกับเสาไฟภายในเวลาเพียง 1 ชั่วโมง และใช้งบประมาณเล็กน้อย ถือเป็นการเพิ่มประโยชน์ใช้สอยของโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมทำงานร่วมกับแอปพลิเคชั่น ที่สามารถเช็กตำแหน่งสถานีชาร์จที่ใกล้ที่สุดได้ อีกทั้ง ยังเป็นการช่วยให้ชุมชนที่ห่างไกลได้เข้าถึง โดยจุดชาร์จของ Voltpost สามารถรองรับได้ 2 ถึง 4 ปลั๊ก สามารถติดตั้งการเชื่อมต่อ WiFi เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถใช้อินเทอร์เน็ตระหว่างรอได้
นอกจากนี้ Voltpost ยังได้เข้าร่วมโครงการสตูดิโอของกรมการขนส่งนครนิวยอร์ก (DOT) ทดลองติดตั้งสถานีชาร์จบนเสาไฟ ผลักดันเป้าหมายการติดตั้งที่ชาร์จริมทางเท้า 10,000 เครื่องในนิวยอร์ก เรียกได้ว่าเป็นไอเดียที่ลดความกังวลของคนที่กำลังลังเลที่จะซื้อรถ EV ลงได้มากเลยทีเดียว

ที่มา : www.designboom.com
นอกจาก สตาร์ทอัพทั้ง 5 ราย ที่ถูกหยิบยกมาแล้ว ปัจจุบัน ยังมีธุรกิจสตาร์ทอัพหลากหลายรายที่ประสบความสำเร็จ และมาแรง ด้วยเป้าหมายในการสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับสังคม สิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในกลุ่ม Social Tech Startup ที่ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือแก้ปัญหาสังคมอย่างยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็น ‘HealthTech’ เทคโนโลยีสุขภาพเพื่อการเข้าถึงที่เท่าเทียม, ‘EdTech’ นวัตกรรมการศึกษาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และ ‘AgriTech’ เทคโนโลยีการเกษตรเพื่อเกษตรกรไทยยุคใหม่ เพื่อรับมือกับสภาวะโลกร้อน





